สายรุ้งพร่างพรายที่ปลายฝัน
เรื่องย่อ สายรุ้งพร่างพรายที่ปลายฝัน (บัวสุพรรณ)
มัทรีเป็นลูกสาวของ ส.ส.วันชัย ซึ่งถูกส่งไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อเมริกา หล่อนใช้ชีวิตอย่างหรูหราและฟุ่มเฟือยสมกับเป็นลูกของคนมีเงินโดยไม่สนใจเรียน หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังของพ่อตนเองเป็นนักค้ายาเสพติด จนวันหนึ่งระหว่างบินมาเยี่ยมมัทรีที่อเมริกาก็ถูกจับได้โทษฐานขนยาเสพติดมาด้วย และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือมัทรี ยกเว้นเริงฤทธิ์ ซึ่งเอื้อเฟื้อให้หล่อนย้ายเข้าไปอยู่ด้วยในอพาร์ทเมนท์ส่วนตัว แต่ข่าวก็รู้ถึงแม่ของเขาซึ่งเป็นสตรีหม้ายที่อยู่ในสังคมระดับสูง ทำให้แม่ของเขา และศรุตซึ่งเป็นอาของเขาต้องบินมาจัดการไล่มัทรีออกจากชีวิตของเริงฤทธิ์
ด้วยความสงสารและต้องการแก้ปัญหาศรุตจึงเสนอเงื่อนไขให้หญิงสาวด้วยการจ่ายค่าเรียนให้แต่มัทรีต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับเริงฤทธิ์เด็ดขาด
มัทรีย้ายไปเรียนต่ออีกเมืองหนึ่งเพื่อตัดปัญหาเรื่องเริงฤทธิ์ตามคำแนะนำของศรุต หล่อนเรียนจนจบและตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตที่อเมริกา แต่กลับกลายเป็นว่า หล่อนกลับตัดสินใจใหม่ด้วยการบินกลับมาเมืองไทยด้วยเหตุผลเพียงเพราะ หล่อนอยากอยู่ใกล้กับศรุต ซึ่งบังเอิญว่าบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ได้ประกาศรับสมัครพอดี
ทันทีที่ศรุตพบหน้ามัทรีก็เข้าใจว่า หญิงสาวกลับมาแบล็คเมล์เขาอีกรอบเพราะเห็นว่าเขาจ่ายเงินให้หล่อนได้ง่าย ๆ ในรอบแรก มัทรีเจ็บใจที่ถูกเขาเข้าใจผิดและพูดจาเสียดสีเย้ยหยัน จึงบอกว่าหล่อนต้องการจะใช้นามสกุลของเริงฤทธิ์ให้ได้ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะหล่อนรู้อยู่แก่ใจว่าเริงฤทธิ์เป็นเกย์ แต่ต้องการตอบโต้เขา และขอค่าแลกเปลี่ยนด้วยการเรียกร้องเงิน บ้าน และรถ ซึ่งศรุตก็ตกลง แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างไร
มัทรีย้ายไปอยู่คอนโดที่ศรุตจัดไว้ตามคำเรียกร้อง แต่เมื่อเริงฤทธิ์กลับมาจากอเมริกา มัทรีก็ออกไปกับเขาเพราะปฏิเสธเพื่อนไม่ได้ ซึ่งทำให้ศรุตโกรธ และตัดสินใจที่จะจัดการขั้นเด็ดขาดกับหญิงสาวในที่สุด

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 7


มัทรีวางกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาตัวย่อม ๆ ที่มีอยู่ในห้องพัก ก่อนจะหย่อนกายลงนั่งพักเหนื่อย การโดยสารมาในรถไฟฟ้า แม้จะสะดวก และไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดราวกับจราจลอยู่ข้างล่างก็จริง แต่สภาพการแออัดยัดเยียดราวกับปลากระป๋องที่อยู่ในตู้สี่เหลี่ยมแคบๆก็ทำให้หล่อนเพลียแทบหมดแรงทุกครั้งที่กลับถึงห้องพัก บางครั้ง หล่อนก็อดคิดถึงชีวิตเมื่อตอนอยู่ที่อเมริกาไม่ได้ หล่อนไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยสาหัสสากรรจ์กับการเดินทางไปทำงาน เพราะที่ทำงานไม่ได้อยู่ไกลกับที่พักมากนัก หล่อนจึงมักจะเดินไปทำงาน แค่ยี่สิบนาทีก็ถึง อากาศก็ไม่เลวร้ายเหมือนกรุงเทพ เวลาที่ร้อนจัด ๆ แล้วหล่อนต้องลำบากในการแออัดยัดเยียดกับผู้คนที่มากมายจนน่าเวียนหัวทีไร หล่อนเป็นต้องตั้งคำถามถามตัวเองทุกที ว่าหล่อนสติดีหรือเปล่าที่คิดกลับมาลำบากลำบนอยู่เมืองไทย ความจริงอยู่ที่โน่นก็ดีอยู่แล้ว อาจจะอยู่อย่างคนไร้ญาติ แต่ก็ไม่ถึงกับขาดมิตรเสียทีเดียว อนาคตอาจจะแต่งงานไปกับใครซักคน ที่หล่อนก็คงจะรักเขาได้ในที่สุดนั่นเอง แทนที่จะวิ่งตามความฝันลึก ๆ อยู่ในใจมาถึงนี่ ตามมาแล้วก็ต้องมานั่งอกสั่นขวัญแขวนเพราะกลัวว่าจะถูกขับไสไล่ส่งทันทีที่รู้
นี่เราบ้าหรือดีกันแน่หนอ หญิงสาวนึกถามตัวเองพลางยกเข่าขึ้นมากอดไว้ เหมือนอยากให้ตัวเองรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาซักนิด อยู่ที่นี่หล่อนก็ไร้ญาติไม่แตกต่างจากที่โน่น ที่จริง มันแทบไม่แตกต่างกันเลย หล่อนจะกลับมาทำไมก็ไม่รู้ วันนั้นหล่อนน่าจะสำนึก ว่าหนทางชีวิต ระหว่างหล่อนกับเขา ให้อย่างไรก็ไม่มีทางมาบรรจบกันได้หรอก
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของหล่อนดังขึ้น ครั้งแรกนึกว่าตัวเองหูแว่วไป เพราะไม่เคยมีใครโทรหา หล่อนมีติดไว้อย่างนั้นเอง เหมือนที่ใคร ๆ ก็มีกัน แต่หล่อนแทบจะไม่เคยใช้มัน
เสียงเรียกนั้นไม่ยอมหยุด หล่อนคิดว่าน่าจะมีการโทรผิด เพราะหล่อนไม่เคยให้เบอร์ใครไว้ แต่เสียงเรียกที่ดังขึ้นอีกรอบทำให้หล่อนต้องเอื้อมมือเปิดกระเป๋าถือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถ้าหล่อนไม่รับ ฝ่ายที่เรียกมาอาจจะโทรอยู่นั่นเอง สู้บอกให้รู้ว่าโทรผิด อาจจะสบายหูกว่า
“ ฮัลโหล”
“ คุณอยู่ที่ห้องพักหรือเปล่า”
เสียงที่ดังกังวานเข้ามาจากปลายสายอีกด้านหนึ่งทำให้มัทรีสะดุ้งอย่างตกใจ เพราะมันเป็นเสียงที่หล่อนไม่เคยลืม และที่สำคัญเจ้าของเสียงกำลังเป็นต้นเหตุให้หล่อนรู้สึกสมเพทเวทนาตัวเองอยู่ในเวลานี้พอดี
“ คะ....เอ้อ..ค่ะ ค่ะ อยู่ค่ะ “ หญิงสาวพึมพำตอบอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หล่อนไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนว่าจะได้รับการติดต่อจากเขา เขารู้เบอร์โทรหล่อนได้อย่างไร และที่สำคัญ เขาจำหล่อนได้ เสียงทักทายนั้นบอกความมั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าเป็นหล่อนที่รับสาย
“ลงมาพบผมที่ล็อบบี้ข้างล่างสักครู่เถอะ ผมมีธุระจะคุยกับคุณ”
มัทรีแทบจะปล่อยมือถือหลุดมือด้วยความตกใจ นี่เขารู้ที่อยู่ของหล่อนด้วยหรือ โอย...ตายแล้ว เขาจะมาหาหล่อนทำไม หญิงสาวถามตัวเอง และออกจะแน่ใจว่า คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ที่เขามาหาหล่อนถึงที่พัก แทนที่จะเรียกหล่อนเข้าไปพบที่บริษัท อย่างที่ตอนแรกหล่อนเดาเอาไว้
“ค่ะ” หล่อนไม่กล้าย้อนถามว่าเรื่องอะไร และคิดว่าถึงย้อนถามเขาก็คงไม่ตอบ
หล่อนรีบออกจากห้องพักทั้งเครื่องแต่งกายชุดเดิม เพียงแต่ใส่รองเท้าแตะ ไม่ใช่คัทชูเหมือนไปทำงานเท่านั้น คว้าคีย์การ์ดกับกุญแจห้องออกมาได้ก็โลดลิ่วออกจากห้องตามคำสั่งนั้นทันทีราวกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์แล้วโดนกดปุ่มสั่งงาน
แต่เมื่อออกจากลิฟต์ ท่าทางเร่งรีบของหล่อนกลับเปลี่ยนไปเมื่อมองเห็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนหันข้างให้ สายตาของเขามองออกไปด้านนอกอาคารไม่ได้จ้องมองมาที่ลิฟต์อย่างที่หล่อนเดาเอาไว้ แต่ถึงกระนั้น ขาของหล่อนก็ยังอ่อนแรงไปถนัด มีอาการเหมือนจะก้าวขาไม่ออกขึ้นมาแทน
เขาหันมามองเมื่อได้ยินเสียงประตูลิฟต์เปิดออก สายตาเขายังคงแรงกล้าดุจเดิมจนมัทรีไม่กล้ามองประสานตรง ๆ และคราวนี้หล่อนไม่ลืมที่จะยกมือไหว้เขา อย่างน้อย ๆ เขาก็อาวุโสกว่าหล่อนตั้งมาก และอย่างไม่น้อย ก็ต้องถือว่าเขามีบุญคุณกับหล่อนด้วย ถ้าไม่ไหว้ซี หล่อนสมควรจะโดนตำหนิว่า ยะโสโอหัง แต่ที่ไม่ไหว้ในหนแรกนั้น เป็นเพราะมัวแต่ตกใจต่างหาก
เขาผงกศีรษะรับ พอหล่อนเดินเข้ามาใกล้ ก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ อย่างไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ขึ้นก่อนว่า
“คุณมีธุระจะไปไหนหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ” หล่อนส่ายหน้า สายตามองเขาอย่างฉงน
“ ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ อาจเสียเวลาบ้าง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้ไปไหน แต่จะคุยตรงไหนคะ” หล่อนมองไปรอบ ๆ แม้จะไม่มีใครนั่งอยู่ แต่ก็มีคนเดินเข้าเดินออกอยู่เรื่อย ๆ น่าจะไม่เหมาะที่จะคุย โดยเฉพาะท่าทางเขาไม่ได้บอกเลยว่าจะมาแค่ทักทายหล่อนอย่างคนเคยรู้จักกัน คงมีธุระใหญ่เอาการ ถ้าใช้คำว่า อาจเสียเวลา....อย่างนั้น
หล่อนไม่กล้าเสนอให้ขึ้นไปคุยที่ห้องพัก ไม่ได้กลัวว่าเขาจะมาทำอะไรหล่อนหรอก คนที่ควรกลัว น่าจะเป็นเขาต่างหาก ในเมื่อท่าทางเขาดูไว้ตัวเสียขนาดนั้น ที่ไม่เสนอเพราะห้องพักของหล่อนมันไม่เหมาะที่จะรับแขกต่างหาก
“ไปข้างนอกดีกว่า”
เขาออกความเห็นแล้วก็เดินนำออกไป ไม่สนใจจะถามความสมัครใจของหล่อนเลย แต่หญิงสาวก็เดินตามเขาออกไปโดยดีอย่างไม่กล้าขัดคำสั่ง
เขาเปิดประตูรถราคาแพงลิ่วให้หล่อนก่อนจะเดินไปฝั่งคนขับ ไม่รู้ว่ามารยาทดี หรือกลัวหล่อนเปิดประตูรถเขาไม่เป็นกันแน่ มัทรีนั่งเงียบอยู่ในรถ ระหว่างที่เขาขับออกจากคอนโดที่พักของหล่อน เมื่อเขาไม่เอ่ยปากพูดก่อน หล่อนก็จนปัญญาจะหาเรื่องมาคุยกับเขาได้ก่อน เอาเถอะ เดี๋ยวถ้าเขาพร้อมเขาก็เปิดปากพูดออกมาก่อนเองนั่นแหละ ว่าแต่เขาจะพาหล่อนไปเชือดที่ไหนกัน หญิงสาวคิดอยู่ในใจ
ไม่นานนัก มัทรีก็ได้คำตอบ เมื่อเห็นเขาเลี้ยวเข้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักหล่อนนัก ถ้าไม่เพราะรถติดอย่างมากเพราะเป็นวันศุกร์ ก็น่าจะใช้เวลาขับไม่เกิน 5 นาที แทนที่จะเป็นครึ่งชั่วโมง หล่อนเดินตามเขาไป ทิ้งระยะห่างเล็กน้อยอย่างไม่กล้าเดินเคียงคู่เขาไป รู้สึกตัวเองซอมซ่อเป็นกำลังที่เดินมากับเขา หล่อนไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อจะมาเดินอยู่ในโรงแรมหรู ๆ อย่างนี้ มิหนำซ้ำ รองเท้าที่สวมอยู่ก็เป็นรองเท้าแตะถูก ๆ เสียด้วยแต่ก็ช่างเถอะ หล่อนไม่ได้นึกอับอายแต่อย่างใด ชีวิตหล่อนมันเจออะไรต่อมิอะไรมาเยอะแล้ว หล่อนไม่หน้าบางกับเรื่องแค่นี้หรอก ช่วยไม่ได้ต่างหากถ้าเขาจะรู้สึกอับอายในการเดินมากับหล่อน ในเมื่อไม่บอกล่วงหน้านี่ว่าจะพามาชำแหละในที่ที่หรูหราขนาดนี้ ถ้าจะมีความรู้สึกอะไรอยู่บ้างในเวลานี้ ก็แค่นึกสงสัยเท่านั้นเองว่าเขาจะพาหล่อนไปชำแหละตรงไหน ในห้องอาหารใหญ่ ก็ไม่น่าจะเงียบสงบพอจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม หรือว่าเขาจะเปิดห้องในโรงแรมกัน.. หญิงสาวชักเริ่มใจไม่ดีเมื่อเห็นเขากดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบนสุดของตัวตึก
หล่อนแอบถอนใจอย่างโล่งอก ที่เขาไม่ได้ทำอย่างที่หล่อนคิดบ้า ๆ หรอก ชั้นที่เขาพาขึ้นมาเป็นห้องอาหารไม่ใหญ่นัก แต่จัดแต่งบรรยากาศอย่างหรูหราสมกับเป็นห้องอาหารในโรงแรมชั้นหนึ่ง มีลูกค้านั่งอยู่แล้วเกือบเต็ม หล่อนเข้าใจว่าเขาจะพาไปนั่งในห้องนี้ ที่ยังพอมีโต๊ะว่างเหลืออยู่บ้าง หากเขากลับบอกพนักงานต้อนรับว่า
“ขอห้องไพรเวทที่โทรมาจองไว้”
“คุณศรุตนะครับ”
หล่อนเห็นเขาพยักหน้ารับ เขาโทรมาจองห้องไว้เรียบร้อยแล้วนี่เอง..
ห้องไพรเวทที่พนักงานหนุ่มใหญ่ผู้นั้นพาไปอยู่ด้านข้างของห้องอาหาร จัดอย่างสวยงามและเป็นส่วนตัวจริง ๆ มีประตูปิดมิดชิด เหมือนนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน...หรือว่าจะเรียกว่าเป็นคอนโดส่วนตัวก็ได้... เพราะด้านข้างเป็นผนังกระจกบานใหญ่จากเพดานจรดพื้น มองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยาในยามราตรีสวยสุดใจ ยิ่งมีไฟค่อย ๆ เปิดขึ้นตาม ๆ กันเป็นระยะ ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งน่าดู ความจริงห้องนี้มันเหมาะกับคู่รักมาพลอดรักกัน หรือฉลองครบรอบแต่งงานของคู่สามีภรรยากันมากกว่า จะเป็นเจ้านายกับลูกน้องที่เข้ามาเพื่อ....
เพื่ออะไรกันหนอ หล่อนไม่อยากจะเดาล่วงหน้าเลย ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม หล่อนสังหรณ์ใจว่ามันไม่น่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวเองเป็นแน่
หล่อนรับเมนูมาจากพนักงาน รายการอาหารตรงหน้าไม่ใช่อาหารไทยสักรายการ โรงแรมหรู ๆ อย่างนี้ คงไม่คิดว่าลูกค้าจะขึ้นมากินอาหารไทยชมวิวราคาแพงบนนี้ ก็ดูสนนราคาของอาหารแต่ละอย่างที่ปรากฏบนเมนู หล่อนคิดว่า หล่อนน่าจะใช้กินเป็นอาหารมื้อธรรมดา ๆ ของหล่อนตั้งครึ่งค่อนเดือน
หล่อนสั่งส่งเดชไป ไม่ได้นึกอยากกินอะไรซักอย่าง ครั้นจะไม่สั่งอะไรเลยก็จะมีปัญหาเสียอีก ช่างเถอะ อะไรหล่อนก็กินเข้าไปได้ทั้งนั้น วิกฤตในชีวิตสอนให้หล่อนปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ หล่อนจำได้ว่า ตัวเองเลิกเป็นคนเรื่องมากมานานแล้ว
หล่อนได้ยินเขาสั่งเบียร์ไป พอพนักงานพ้นไปจากห้อง และปิดประตูให้อย่างเรียบร้อย หล่อนก็เห็นเขาเอนกายลงพิงพนักเก้าอี้ สายตาจับมองมาที่ใบหน้าของหล่อนตรง ๆ หล่อนคิดว่าเขาจะเริ่มพูดอะไรออกมา แต่ก็เข้าใจผิด เขากลับหุบปากนิ่ง แววตามีประกายอะไรบางอย่างล้ำลึกที่หล่อนอ่านไม่ออก แต่สัญชาตญาณบอกให้หล่อนอดคิดไม่ได้ว่า มีความไม่พอใจแฝงอยู่.....มากเสียด้วย
“มีอะไรจะคุยกับฉันหรือคะ” ในที่สุดหล่อนก็เป็นฝ่ายอดรนทนไม่ไหว หล่อนไม่ชอบบรรยากาศที่มันกดดันแบบนี้เลย มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ ให้รู้แล้วรู้รอดจะดีกว่า
เขาถอนหายใจ แต่ยังไม่ทันได้เริ่มพูดอะไร พนักงานก็เคาะประตูเข้ามาเสร์ฟเครื่องดื่มให้ เขารอจนพนักงานกลับออกไปอีกครั้ง จึงเริ่มต้นเปิดปากในที่สุดว่า
“มี...” เขาผงกศีรษะ “ ก่อนอื่น คุณช่วยอธิบายได้ไหม ว่าคุณกลับมาเมืองไทยด้วยสาเหตุอะไร”
มัทรีมองสบตาเขาได้เพียงอึดใจเดียวก็ต้องลดสายตาลงต่ำอยู่ประมาณปกคอเสื้อเขาเท่านั้น เขาคงออกจากที่ทำงานก็มาที่หล่อนเลย เพราะยังคงใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีอ่อนสุภาพ เพียงแต่ไม่มีสูท และเน็คไทแล้ว เขาคงถอดออกตั้งแต่ก่อนเข้ามาหาหล่อน
หล่อนตอบเขาไม่ได้ในทันที เพราะนึกหาคำตอบมาแทนความจริงไม่ได้ ดูเถอะ หล่อนไม่ได้นึกมาก่อนว่าเขาจะถามแบบนี้ หล่อนเลยไม่ได้เตรียมเรื่องเอาไว้ก่อน ให้นึกตอนนี้ หล่อนจะนึกเรื่องอะไรมาโกหกเขาได้ จะตอบไปตามความจริงว่าตามมาอยู่ใกล้ ๆ เขาก็ใช่ที่ ขืนหล่อนพูดออกไปก็มีหวัง...
และการที่หญิงสาวอึ้งไปไม่ตอบ และไม่สบตา ยิ่งทำให้ศรุตเข้าใจไปในทางที่คิดเอาไว้อยู่แล้ว แววตาของเขาจึงยิ่งทวีความแข็งกร้าวขึ้น เขาให้เวลาหล่อนนิ่งคิดหาคำตอบโดยไม่เร่งรัด เขาไม่คิดว่าหล่อนจะกล้าพูดความจริง เพียงแต่อยากรู้ว่าจะกุเรื่องอะไรมาหลอกเขาเท่านั้นเอง
และเมื่อเห็นหล่อนนิ่งอั้นไปนานโดยไม่ตอบคำถาม ชายหนุ่มจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงกังวานเยาะหยันอยู่ในทีว่า “ ถ้าหาเหตุผลอะไรมาโกหกไม่ได้ ก็บอกความจริงมาเสียดีกว่า จะได้ไม่ต้องพูดกันนานให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ”
มัทรีเงยหน้ามองเขาอย่างงงงวย หล่อนไม่เข้าใจความหมายของเขาเอาเสียเลย เขาหมายความว่าอย่างไร เขารู้หรือว่าหล่อนอยากมาอยู่ใกล้เขา...เป็นไปไม่ได้ หล่อนไม่เคยพูดให้ใครฟัง ไม่แม้แต่จะแสดงออกด้วยซ้ำ
“เหตุผลอะไรคะ”
“เหตุผลที่ทำให้คุณกลับมาเมืองไทยน่ะซี คุณบอกตามตรงเลยก็ได้ อย่ามัวเสียเวลาแต่งเรื่องมาโกหก”
“โกหกอะไรคะ” มัทรียังคงจับต้นชนปลายไม่ติดจริง ๆ หล่อนไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงว่าหล่อนกำลังจะโกหก แน่ล่ะ ว่าหล่อนจะต้องโกหกเขาแน่ ๆ อยู่แล้ว เพราะสาเหตุที่หล่อนกลับมาเมืองไทยเป็นเรื่องที่หล่อนคงบอกเขาไปตามตรงไม่ได้ แต่เขาจะมารู้ได้อย่างไรว่าหล่อนจะโกหกเขาเรื่องนี้ เขานั่งทางในรู้ได้ด้วยหรือว่า หล่อนคิดอะไรอยู่ในใจ และแม้ว่าเขาเกิดมีญาณพิเศษขึ้นมาจริง ๆ เขาจะมาโกรธขึ้งหล่อนด้วยเรื่องอะไร แค่มาอยู่ใกล้ๆ เขานี่นะ แค่อยู่ใกล้แต่ไม่ได้กระโดดเข้าปลุกปล้ำเขาเสียที่ไหน ทำไมเขาจะต้องมาเดือดร้อนทำหน้าบูดหน้าบึ้งเข้าใส่หล่อนด้วย นี่ใครบ้ากันแน่นะ ระหว่างเขากับหล่อน!!!!
“ฉันไม่เข้าใจ” หล่อนเอ่ยขึ้นในที่สุด ความรู้สึกคล้าย ๆ เมื่อสามปีที่แล้วหวลกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หล่อนไม่รู้ว่าเขากำลังไล่หล่อนให้จนหนทางด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ แต่หล่อนไม่ได้ทำอะไรผิด เรื่องอะไรที่หล่อนจะต้องวิ่งหนี หรือกลัวเขาจนตัวสั่น เรื่องในใจใครจะไปป่าวประกาศ หล่อนยังมีสติครบถ้วนบริบูรณ์อยู่นะนี่ ไม่ได้ฟั่นเฟือนไป
“ฉันเรียนจบ ฉันก็อยากกลับบ้านน่ะซีคะ คุณไม่ได้ให้ฉันสัญญานี่คะ ว่าห้ามกลับเมืองไทยหลังเรียนจบ”
“แต่ผมห้ามคุณติดต่อกับเริงฤทธิ์ไว้ไม่ใช่หรือ”
ประโยคนั้นกระแทกสติที่กำลังอลวนอย่างจับต้นชนปลายไม่ติดของหล่อนเข้าอย่างจัง หล่อนเพิ่งเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่าเขานัดหล่อนออกมาเจรจาด้วยเรื่องอะไร และที่เขาคิดว่หล่อนกำลังหาเรื่องมาโกหกเขา แท้ที่จริงเขาไม่ได้นั่งทางในรู้ความในใจของหล่อนหรอก แต่เขาเดาเอาเองว่าหล่อนตามเริงฤทธิ์มา และที่เขาทำหน้าเคร่งเครียดใส่หล่อนอยู่ในเวลานี้ ก็เป็นเพราะเขายังรังเกียจเดียดฉันท์หล่อนอยู่นั่นเอง
ทำไมถึงได้มีจิตใจคับแคบอย่างร้ายกาจขนาดนี้ มัทรีครางในใจ เจ็บปวดลึกลงถึงก้นบึ้งของจิตใจจนบอกไม่ถูก รู้สึกผิดหวังในตัวของคนที่หล่อนอุตส่าห์เฝ้าติดตามมาจากอีกซีกโลกอย่างสุดจะพรรณาออกมาได้ แม้กระทั้งว่านวงศ์พงศ์เครือของเขายังไม่อยากจะให้หล่อนเข้าไปแผ้วพาน แล้วตัวเขาเองเล่า หล่อนไปคิดฝันอะไรถึงอยากจะมาทำงานอยู่ใกล้ ๆ เขาอย่างในเวลานี้
“คุณไม่ได้ห้ามหลังจากเรียนจบ” หล่อนตอบเขาหลังจากพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้อย่างสุดความสามารถ หล่อนเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองแล้วว่า สังคมไม่เคยให้อภัยกับคนผิด แม้ตัวหล่อนเองที่เป็นแค่ลูกของคนที่ทำผิด สังคมก็ยังไม่ยอมที่จะให้อภัย “คุณห้าม.....เฉพาะในช่วงเวลาที่คุณให้ทุนเรียนแค่นั้น เพราะฉะนั้น หลังจากเรียนจบฉันก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้”
ขณะพูด หล่อนก็มองสบตาเขาอย่างท้าทาย ท่าทางเงอะ ๆ งะ ๆ แบบคนไม่มั่นใจในตัวเองหายไปในฉับพลัน เมื่อหมดความเกรงกลัวชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า ดูทีท่าของเขาแล้ว เขาคงไม่ให้หล่อนทำงานที่ไทคอนต่อไป ไหน ๆ เขาก็ไล่หล่อนออกอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปกลัวเขา
และความเจ็บปวดทั้งหลายแหล่ที่พุ่งขึ้นมาเป็นระลอก ๆ ก็ถูกหญิงสาวเพียรพยายามกดทับลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้ เมื่อเขาคิดว่าหล่อนตามเริงฤทธิ์มาก็ดีแล้ว ที่เขาเรียกหล่อนมาคุยนี่ เขาคิดวางแผนกำจัดหล่อนอย่างไรอีก กะจะเอาเงินฟาดหัวหล่อนอีกรอบแน่ ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ หล่อนจะเรียกให้คุ้มค่าเลยทีเดียว รอบนี้ เอาให้คุ้มสมกับที่เขาตีราคาหล่อนจนเตี้ยติดดินเลยทีเดียว
และดูทีท่าว่า คำพูดท้าทายของหล่อนจะมีประสิทธิภาพดียิ่ง หล่อนเห็นนัยตาคมปลาบของเขามีประกายเข้มจัดขึ้นมาทันควัน และถ้าสายตาของเขาสามารถจุดไฟให้ติดได้ หล่อนคงไหม้ไปทั้งตัว หลังจากจบประโยคคำพูดนั้น
แต่เขายังไม่ทันโต้ตอบอะไรหล่อนกลับมา ก็บังเอิญมีเสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้น ก่อนที่บริกรจะนำอาการเข้ามาเสริฟ พวกเขาจะสังเกตเห็นหรือเปล่า ว่าทั้งสองกำลังจ้องตากันอย่างกราดเกรี้ยว หาได้หวานซึ้งเหมือนกับบรรยากาศที่ปรุงแต่งขึ้นมารอบกายไม่
อาหารที่ถูกปรุงแต่ง และจัดมาให้อย่างสวยงามอร่ามตาสมราคาแพงลิบลิ่วไม่ได้มีความน่าสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น ในความรู้สึกของคนทั้งสองที่นั่งประจันหน้ากันอยู่อย่างไม่มีใครยอมเพลี่ยงพล้ำ ศรุตเองก็โกรธจนหัวหมุน แม้จะคาดเดามาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าต้องออกมาในรูปนี้ ส่วนหญิงสาวเล่าก็เจ็บปวดเสียจนกลายเป็นความคั่งแค้นพุ่งขึ้นมาเป็นระลอก ๆ จนแทบระงับสติไว้ไม่ได้
ถ้าบริกรไม่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะมีอะไรรุนแรงเกิดขึ้นหรือเปล่า
ชายหนุ่มยกเบียร์ขึ้นดื่มเพื่อระงับสติอารมณ์ แทนที่จะแตะต้องอาหารตรงหน้า บริกรกลับออกไป ไม่เข้ามาอยู่ในสายตาให้เกะกะ เพราะเป็นห้องอาหารส่วนตัว ที่จะเข้ามาได้ก็แต่เฉพาะมีการเรียกหาเท่านั้น
จึงนับเป็นความคิดที่ถูกต้องของเขาแล้วที่เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่เจรจา เขารู้ว่ามัทรีมาเที่ยวนี้อาจไม่ง่ายเหมือนครั้งที่ผ่านมา ครั้งนั้นหล่อนไม่มีทางเลือกมากมายนัก เงื่อนไขที่เขายื่นให้ไปจึงง่ายต่อการปฏิบัติตาม และควบคุม แต่หนนี้อาจไม่ใช่อย่างเดิมแล้ว เขายังนึกไม่ออกว่าจะจัดการให้จบลงได้อย่างไร ชายหนุ่มพยายามสงบสติอารมณ์ให้เยือกเย็นลง เมื่อเตือนตัวเองให้ดูท่าทีของอีกฝ่ายเสียก่อนแล้วค่อยคิดตัดสินใจ
“กินเสียก่อน เดี๋ยวค่อยพูดกัน” เขาบอกพลางหยิบมีดกับส้อมขึ้นมาถือไว้ อากับกิริยาเป็นไปอย่างมั่งคงอย่างคนที่เคยชินกับการควบคุมอารมณ์ของตัวเองอยู่เสมอ
ในขณะที่มัทรีกลับเกิดอาการผะอืดผะอมขึ้นมากระทันหันเมื่อก้มลงมองอาหารของตัวเองตรงหน้า หล่อนไม่คิดว่าตัวเองจะกลืนอะไรได้ลงคอ ยอมรับว่า หล่อนเก่งสู้เขาไม่ได้ ดูเถิด หลังจากเขาบอกหล่อนให้จัดการกับอาหารตรงหน้าแล้ว ตัวเขาเองก็สามารถตักอาหารเข้าใส่ปากได้หน้าตาเฉย ทั้งที่ยังมีอารมณ์โกรธเกรี้ยวหล่อนอยู่แท้ ๆ หล่อนยังจำสายตาที่มีแววจัดจ้าได้ แม้บัดนี้มันก็ยังคงเข้มข้นไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ยังอุตส่าห์กลืนอาหารได้ลงคอ เขาช่างควบคุมอารมณ์ของเขาได้เก่งแท้ ๆ
หล่อนหยิบมีดกับส้อมขึ้นมาถือไว้เตรียมจะหั่นเนื้อสเต็กตรงหน้า หน้าตาของมันดูสวยงาม และชวนให้น่ากินอยู่ไม่น้อยสมราคาแพงลิบลิ่วที่เห็นในเมนูเมื่อสักครู่ แต่น้ำย่อยของหล่อนดูเหมือนจะเหือดหายไปจนหมดสิ้นในเวลานั้นแล้ว หล่อนไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถกลืนอะไรได้ลงคอแม้แต่คำเดียว
หากความพยายามของหล่อนก็ไม่เป็นผล จนต้องยอมแพ้ในที่สุด หล่อนวางส้อมและมีดที่เพียงแค่แตะ ๆ อยู่ตรงเนื้อในจานตรงหน้า โดยยังไม่ได้กดลงไป ฝืนไม่ลงแล้ว หล่อนบอกตัวเอง ถ้าหล่อนขืนฝืนกินเข้าไป คงมีโอกาสมากอย่างมากทีเดียวที่หล่อนคงจะไม่ไหว แล้วอาเจียนออกมา เพราะรู้ตัวดีว่า ท้องไส้ของหล่อนในเวลานี้กำลังปั่นป่วนไปหมด
หญิงสาวหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นจิบ แล้วรอให้อีกฝ่ายจัดการกับอาหารตรงหน้าไปตามลำพัง หล่อนเมินมองไปทางด้านอื่นที่ไม่ใช่ทิศทางที่อยู่ตรงข้ามกับตัวเอง แต่จากหางตา หล่อนก็รู้ว่าเขาก็ไม่ได้มีอาการแตกต่างจากหล่อนนัก เพราะเพียงไม่กี่คำ หล่อนก็เห็นเขาวางส้อมกับมีดลงเช่นเดียวกัน
“ทำไมไม่กิน” หล่อนได้ยินเขาถาม
อ้อ..เขากินต่อไม่ได้เพราะหล่อนไม่ยอมกินหรือไง
“ไม่หิว..ค่ะ” หล่อนตอบห้วน ๆ แต่ก็เติมค่ะลงไปเพื่อไม่ให้ตัวเองดูหยาบคายเกินไป ทั้ง ๆ ที่อยากจะลองหยาบคายกับเขาดูบ้างให้หายเจ็บใจลงบ้างสักนิดก็ยังดี
ศรุตมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาพิจารณาแกมใคร่ครวญอยู่ในที หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว หล่อนดูเก่งกล้ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อสามปีที่แล้ว เวลานั้น หล่อนดูน่าเวทนาอยู่ไม่น้อยแม้จะอยู่ในชุดที่ล่อแหลมสายตาอยู่บ้างจนเขาอดรนทนไม่ไหวต้องสละเอาเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองห่มให้ เขายังจำท่าห่อไหล่จนลู่ไปกับโครงร่างชะลูดของตัวหล่อนเองได้ติดตา หน้าของหล่อนในเวลานั้นซูบเซียวแทบไม่มีสีเลือดฝาด นัยตาบวมช้ำจากการร่ำไห้อย่างหนัก ผิดกับในเวลานี้เหมือนเป็นคนละคน
หน้าของหล่อนอิ่มเอิบขึ้น พวงแก้มเป็นสีชมพูเรื่ออย่างคนที่เพิ่งกลับจากเมืองหนาวมาไม่นานนัก ผมของหล่อนไม่ปล่อยยาวรุ่ยร่ายเหมือแต่ก่อน แต่ซอยสั้นได้รูปสวยจนทำให้ใบหน้าเรียว ๆ ของหล่อนดูสดใสขึ้นจนผิดตา และสวยขึ้นจนเขาก็จำแทบไม่ได้ในครั้งแรกที่เจอหล่อนวิ่งเข้ามาในลิฟต์ วันนั้นเขาเห็นเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เกาะตามขมับ กับปลายจมูกของหล่อนอย่างเห็นได้ชัด แก้มของหล่อนแดงจัดอันเกิดจากการวิ่งมาอย่างเร็วท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว
ความสวยสะดุดตานั่นเองที่ทำให้เขาอดมองหล่อนไม่ได้ แต่มาเอะใจตรงที่เห็นท่าทางเหมือนคนตกตะลึงของหล่อนในยามที่ประสานสายตากับเขาในแวบแรก และในขณะที่หล่อนยังคงเงอะงะทำอะไรไม่ถูกจนเพื่อนต้องเตือนให้หล่อนกดเลขในลิฟต์นั่นเอง เขาก็จำหล่อนได้ในทันที ยิ่งเห็นหล่อนก้มหน้าก้มตาไม่ยอมสบตาเขาด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองคงจำไม่ผิด ต่อให้ยังไม่เห็นรายชื่อหล่อนที่มีบันทึกไว้ของแผนกบุคคล เขาก็แน่ใจว่าต้องเป็นหล่อนนั่นเองไม่ใช่ใครที่บังเอิญหน้าเหมือนหล่อน
เมื่อสามปีที่แล้ว หล่อนไม่ได้เป็นคนขี้อายอะไรนัก ตรงกันข้าม เขายังจำได้ว่าหล่อนตอบโต้เขาด้วยวาจาที่ประชดประชันหลายอย่าง เป็นต้นว่า จะไปอยู่กับพ่อในคุกบ้าง ขายยาเสพติดเลี้ยงตัวเองบ้าง แต่ก็เป็นไปแบบวัยรุ่นใส ๆ จนเขาไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไรนักในยามที่ฟังหล่อนพูด กลับเห็นใจด้วยซ้ำที่หล่อนหาทางออกไม่ได้จนต้องมาประชดประชันเอากับเขา แต่สำหรับวันนี้ เขากลับเห็นใจหล่อนต่อไปไม่ไหว หล่อนทำให้เขาอดนึกถึงนิทานสอนใจเก่า ๆ เรื่องชาวนากับงูเห่าไม่ได้ นี่หล่อนกำลังทำให้เขาเข้าใจว่า ตัวเองเป็นชาวนา และหล่อนเป็นงูเห่าอยู่หรืออย่างไร
ชายหนุ่มระบายลมหายใจอย่างยืดยาว เหมือนพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง เมื่อนึกโกรธกรุ่นเป็นระลอก ๆ ขึ้นมาอีก ขณะหวลนึกถึงคำพูดของอีกฝ่ายที่ท้าทายเขาเมื่อก่อนหน้านี้ หล่อนบอกว่า หล่อนจะทำอะไรก็ได้เมื่อเรียนจบ เพราะหมดสัญญาไปแล้ว
ทำไมถึงร้ายกาจอะไรอย่างนี้ เขานึกในใจ ไม่นึกเลยว่า ที่เขาอุตส่าห์ให้เงินหล่อนเรียนจนจบไม่ได้มีผลอะไรเลย หล่อนกลับตอบแทนเขาได้อย่างไม่รู้สึกอับอายในการกระทำของตัวเอง นี่เขาจะจัดการอย่างไรกับหล่อนดี
“คุณบอกเมื่อครู่นี้ว่า คุณมีสิทธิ์จะทำ แล้วคุณกำลังคิดจะทำอะไร” ในที่สุดเขาก็ถามขึ้นก่อน พยายามสะกดน้ำเสียงให้ราบเรียบ
หล่อนหันกลับมาสบตากับเขาตรง ๆ ไม่เบือนหลบ “ทำอย่างที่คุณคิดนั่นแหละค่ะ”
“คุณรู้หรือว่าผมคิดอะไร”
“รู้ค่ะ”
“รู้แล้วก็ยังจะทำ” เขาเลิกคิ้วถาม
“ก็ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าสัญญาคุณไม่ได้บอกให้ฉันเลิกติดต่อเริงไปตลอดชีวิต คุณบอกให้ฉันไปจากชีวิตของเริง แต่ไม่ได้บอกให้ไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ฉันผิดด้วยหรือคะ ที่กลับมาหาเริงหลังจากฉันเรียนจบ”
ว่าแต่เริงอยู่ที่ไหนในเวลานี้ หล่อนก็ไม่รู้เหมือนกัน มัทรีนึกในใจขึ้นมาแวบหนึ่ง
สายตาของชายหนุ่มมองอีกฝ่ายไม่พอใจแต่ขณะเดียวกันก็เถียงหล่อนไม่ออก เขาพลาดไปจริง ๆ ที่คิดไม่รอบคอบพอที่จะผูกมัดหล่อนให้ดิ้นไม่หลุด แต่..ถึงเขาจะผูกมัดด้วยสัญญาอย่างไรก็เถอะ เขาก็ไม่คิดว่าหล่อนจะทำตามสัญญา ถ้าลงหล่อนมีนิสัยแบบนี้ ให้อย่างไรก็คงหาทางแว้งกลับได้อีก เพียงแต่ใช้ข้ออื่นมาอ้าง หรืออาจจะไม่ใช้ข้ออ้างอะไรเลยก็เป็นได้ ในเมื่อหล่อนจะทำตามใจตัวเองเสียอย่าง
“แล้วถ้าผมขอร้องไม่ให้คุณกลับมาอีกล่ะ คุณจะว่าอย่างไง”
“แล้วทำไมฉันจะต้องเชื่อคุณด้วยล่ะคะ หรือว่า...” หล่อนเลิกคิ้วกลับไปบ้างอย่างท้าทาย ไม่เห็นจำเป็นต้องกลัวอะไรอีกแล้วสำหรับคนที่ไม่เห็นหล่อนมีค่า และในเมื่อเห็นหล่อนไม่มีค่า หล่อนก็จะทำตัวให้มันไร้ค่าในสายตาของเขาเสียจริง ๆ ไปเลย สะใจดี...มัทรีบอกตัวเองอย่างนั้น แล้วเลยย้อนเขาไปอย่างกวน ๆ ว่า “ถ้าฉันไม่เชื่อคุณแล้วคุณจะเรียกเงินที่คุณจ่ายให้กับฉันคืนหมดทุกบาททุกสตางค์หรือยังไงคะ”
เขามองหน้าหล่อนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะถามว่า “ ก็แล้วถ้าผมต้องการอย่างนั้น คุณจะคืนให้หรือเปล่า”
“เสียใจ” หล่อนตอบทันควันอย่างไม่ลังเล หรือหยุดคิดแม้แต่นิดเดียว “ฉันไม่มีเงินคืนให้หรอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไร ถ้าผมต้องการให้คุณออกไปจากชีวิตของเริงฤทธิ์อีกครั้ง และเป็นการออกไปตลอดชีวิต ไม่ย้อนกลับเข้ามาแบล็คเมล์อย่างนี้อีก”
มัทรีสะอึก คำพูดของเขาเหมือนมีดบาดเข้ามาที่กลางใจของหล่อน แบล็คเมล์หรือ...เขามองว่าหล่อนเป็นคนแบล็คเมล์เขาไปเสียแล้ว....
“มันก็คงต้องเป็นราคาที่แพงมากทีเดียวล่ะค่ะ รอบนี้” หล่อนย้อนเขากลับไปได้ภายในเวลาไม่นานนัก เอาเถอะ ฟาดฟันกันสักตั้งจะเป็นไร ในเมื่อหล่อนก็ไม่มีอะไรดีในสายตาของเขาแล้วนี่ อย่างน้อย ๆ ก็ขอทำอะไรให้มันปั่นป่วนความรู้สึกเขาบ้าง มากหรือน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอให้หล่อนได้ทำ..ก็แค่นั้น... “เพราะเที่ยวนี้ฉันตั้งใจมาว่า จะขอให้ได้ใช้นามสกุล อภิวรรณ อันสูงส่งดูสักครั้งในชีวิต ดูซิว่า มันจะช่วยให้ชีวิตลูกคนขี้คุกอย่างฉันดีขึ้นบ้างมั้ย..อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีคนต้อนรับ นางมัทรี อภิวรรณ มากกว่า นางสาวมัทรี ศิริวิมล แน่ๆ”
จบคำพูดอันบ้าดีเดือดแล้ว หญิงสาวก็เตรียมรอรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากคำพูดของตัวเอง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากรอยยิ้มเยาะผุดขึ้นที่ริมฝีปากเขา ขณะแววตามีรอยหยันอย่างไม่คิดจะปิดบังเมื่อมองมาที่หล่อน
“ตั้งความหวังไว้ถึงขนาดนั้นทีเดียวหรือ”
“ค่ะ” หญิงสาวผงกศีรษะรับ “ตั้งไว้ขนาดนั้น”
“แล้วคิดหรือว่าจะสมหวัง อะไรทำให้คุณคิดว่า เริงฤทธิ์จะยอมให้คุณใช้นามสกุลอภิวรรณของเขา”
“ถ้าคุณคิดว่าฉันไม่มีความหวังเลยแม้แต่นิดเดียว คุณคิดว่าฉันจะกล้าหวังหรือคะ” หล่อนตอบเขาด้วยท่าทางที่มั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ในใจไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อนเลยในชีวิต ขอโทษเถอะ เริง หล่อนนึกขอโทษเพื่อนผู้มีพระคุณอยู่ในใจ เราไม่ได้ตั้งใจจะให้เริงเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้เลยจริง ๆ แต่อาของเริงดูถูกเราเหลือเกิน ความจริงถ้าเขาปล่อยให้เราทำงานของเราไปเรื่อย ๆ โดยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียก็ได้ เราก็คงไม่กระโจนเข้าไปต่อกรกับเขาถึงขนาดนี้หรอก นี่อะไรกัน แค่เห็นหน้าเราเท่านั้นก็เดาไปได้ถึงเรื่องอะไรต่อมิอะไรจนเราเสียหายไม่เหลือชิ้นดี เรายอมไม่ได้จริง ๆ ถ้าได้เจอเริงอีกครั้ง เราหวังว่าคนดีๆ อย่างเริงคงให้อภัย
“แล้วถ้าความหวังนั้นมันไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ล่ะ คุณจะทำอย่างไง”
หญิงสาวยักไหล่ “ก็ไม่เห็นจะต้องทำอย่างไงนี่คะ คนเราบางครั้งก็ต้องต่อสู้กันบ้าง ถ้าเดิมพันนั้นมันมีค่ามากพอที่จะต่อสู้ อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่ผิดหวัง แต่ถ้าได้...ก็คุ้มค่ะ”
“คุณไม่คิดบ้างหรือว่า เริงอาจจะพาผู้หญิงคนอื่นกลับมาก็ได้”
หมายความเริงอาจจะยังไม่กลับ หญิงสาวตีความจากคำพูดของอีกฝ่าย เพราะถ้าเริงฤทธิ์กลับมาแล้ว เขาคงไม่ใช้คำว่าอาจจะ และเขาอาจจะไม่รู้ชีวิตส่วนตัวของเริงฤทธิ์เท่ากับหล่อนก็ได้ ไม่อย่างนั้น คนมาตรฐานสูงส่งอย่างเขา หรืออย่างแม่ของเพื่อนหล่อนคงไม่นิ่งสงบอย่างนี้ อาจจะอาละวาดเป็นร้อยเท่ากว่าที่รู้เรื่องของหล่อนก็ได้
“ฉันแน่ใจว่าเริงจะไม่พาใครมาแน่นอน” หล่อนตอบอย่างค่อนข้างมั่นใจในเรื่องนี้ แต่เรื่องอะไรหล่อนจะบอกถึงเหตุผล
“อะไรทำให้คุณมั่นใจขนาดนั้น”
“ฉันอาจจะรู้จักเริงมากว่าที่คุณรู้จักล่ะมังคะ” หล่อนแกล้งพูดให้เขาระคายใจเล่น โดยไม่ได้ตั้งใจไปมากกว่านั้น แต่หากเขาจะเข้าใจเลยเถิดไปถึงไหน ๆ ก็เรื่องของเขา หล่อนไม่ใส่ใจ ในเมื่อเขาก็ไม่คิดจะเห็นหล่อนมีค่าในสายตาอยู่แล้ว
“แล้วถ้าผมขอร้องให้คุณเลิกล้มความตั้งใจเล่า”
“คุณจะแลกด้วยอะไรล่ะคะ”
“ก็ลองเสนอมา ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็จะลองพิจารณาดู”
“ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าเที่ยวนี้เดิมพันของฉันสูง” หล่อนฝืนสบตาเขาต่อไปอย่างไม่ยอมหลบ
“สูงซักเท่าไร”
หล่อนนิ่งไปชั่วอึดใจเหมือนพยายามรวบรวมกำลังใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามฝืนให้มั่นคงอย่างสุดความสามารถ และหล่อนก็ทำได้ดีมากทีเดียว เพราะเสียงของหล่อนไม่สั่นเลยสักนิด เมื่อเอ่ยออกมาในที่สุดว่า
“เป็นสิบเท่าของมูลค่าเดิมที่คุณเคยให้ บ้านอีกหนึ่งหลัง และรถอีกหนึ่งคันค่ะ”
ตอบไปแล้วก็รอดูปฏิกิริยาโต้ตอบจากเขาจนแทบไม่กล้าหายใจ หล่อนกล้าเกินไปหรือเปล่าที่หาญไปต่อกรกับเขาถึงขนาดนี้ นี่หล่อนท่าจะเสียสติไปแล้วล่ะมัง
หล่อนเห็นเขาอึ้งไปชั่วขณะ คงคิดไม่ถึงว่า หล่อนจะกล้าเรียกร้องจากเขามากมายถึงขนาดนี้ อย่าว่าแต่เขาจะตกใจเลย หล่อนเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่า หล่อนจะกล้าพูดออกไปได้
ถ้าเขายอมให้หล่อน เขาก็คงบ้าไปแล้ว มัทรีบอกตัวเองในใจว่าอย่างนั้น ขณะรอดูท่าทีของอีกฝ่ายว่าจะโต้กลับมาด้วยวิธีไหน หล่อนไม่คิดว่าเขาจะยอมหล่อนง่าย ๆ จึงถึงกับงันไปอย่างไม่ทันรู้ตัวเมื่อเห็นเขาผงกศีรษะรับ ก่อนจะตอบสั้น ๆว่า
“ตกลง”
เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่เกินความคาดหมายจนหล่อนอับจนคำพูดไปในทันทีทันควัน ได้แต่เผยอปากค้างไปนิด ๆ อยากจะถามเขาว่า อะไรนะคะ เพื่อเป็นการย้ำว่าหล่อนฟังไม่ผิด แต่หล่อนก็พูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
นี่เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไง ถึงได้ยอมให้เงินหล่อนมากมายถึงขนาดนี้เพื่อแลกกับการขับไล่ไสส่งหล่อนออกไปจากชีวิตของเริงฤทธิ์ หล่อนน่ารังเกียจมากจนถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่....หล่อนไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ
“คุณตกลงจริง ๆ หรือคะ” หล่อนหลุดปากถามเขาออกมาจนได้ด้วยความเผลอตัว
เขาเลิกคิ้ว “ผมไม่ชอบพูดอะไรเล่น ๆ ถ้าตกลง ก็คือ ตกลง ถ้าไม่ก็คือไม่”
“แปลว่าคุณจะจ่ายฉันสามสิบล้าน งั้นหรือคะ”
“ก็คุณเรียกมาตามนั้นไม่ใช่หรือ”
หล่อนเม้มริมฝีปากนิดหนึ่ง นึกอยากจะถามเขาใจจะขาดว่า เขาบ้าหรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากได้ยินคำตอบที่บาดความรู้สึกกลับมา เขาคงไม่ตอบกลับมาดี ๆ เป็นแน่
“ไม่มีข้อแม้อะไรเลยหรือคะ”
“ข้อแม้มี..ข้อเดียวคือคุณต้องรักษาสัญญาเป็นการแลกเปลี่ยนไปจนตลอดชีวิต”
“แล้วคุณแน่ใจได้อย่างไรว่าฉันจะรักษาสัญญาไปถึงขนาดนั้น”
“คุณคิดว่าผมจะกล้าแน่ใจอีกหรือที่ได้เห็นหน้าคุณที่บริษัท” เขาย้อนถาม แววตาสีเข้มของเขาเปล่งประกายเยาะหยัน
“แล้วทำไมคุณถึงกล้าให้”
“ผมมีทางเลือกอื่นอีกไหมเล่า”
“คุณจะไม่ให้ฉันก็ได้นี่คะ” หล่อนมองหน้าเขา
“ผมไม่ชอบเสี่ยง ถ้าเห็นว่าทางนั้นไม่มีโอกาสชนะ ผมจะเสี่ยงก็ต่อเมื่อเห็นโอกาสที่จะชนะ” เขามองหล่อนด้วยแววตาที่..หล่อนไม่อาจเข้าใจอะไรได้..รู้แต่ว่ามันมีอะไรลึก ๆ ที่แฝงอยู่ แต่หล่อนไม่สามารถอ่านมันออกได้ เขามีแผนอะไรซ่อนอยู่ในท่าทีที่ตกลงกับหล่อนอย่างง่ายดายอย่างนั้นหรือ
“แล้วคุณคิดว่าคุณจะชนะหรือคะ”
“แล้วคุณจะได้รู้เองเมื่อเวลานั้นมาถึง” เขาตอบพลางเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ ก่อนจะตัดบทว่า “เอาล่ะ อย่ามามัวเสียเวลามาคุยกันเรื่องแพ้ชนะ นั่นมันเป็นเรื่องที่จะตามมาทีหลัง เวลาจะบอกคุณเองว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะเป็นอันว่าตกลงตามที่คุณเรียกร้องมามา” เขาพูดเหมือนกับกำลังเจรจาตกลงกันเรื่องธุรกิจไม่มีผิด “วันอาทิตย์สิบโมง คุณเก็บข้าวของคุณเตรียมไว้ให้พร้อม ผมจะมารับคุณไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ที่คุณเรียกร้อง ทุกสิ้นเดือนจะมีเงินโอนเข้าบัญชีคุณเดือนละสามแสน ผมจะจ่ายให้คุณทุกเดือน จนกว่าจะครบสามสิบล้านที่คุณต้องการ คุณต้องทำงานอยู่ที่ไทคอนจนกว่าจะได้เงินครบตามเงื่อนไข” เขากล่าวเรียบ ๆ แต่ทว่าหนักแน่นทุกคำพูด โดยไม่มีอาการลังเลหรือหยุดคิดแม้แต่นิดเดียว “ถ้าคุณย้ายออกไป หรือยังติดต่อกับเริงฤทธิ์อีก เงินจะหยุดโอนทันที ส่วนบ้าน และรถจะโอนให้คุณเป็นเจ้าของก็ต่อเมื่อคุณได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้วเท่านั้น”
หญิงสาวนิ่งอึ้ง เขาก็ยังคงใช้แผนเดิม ๆ ไม่ให้หล่อนทั้งหมด เพราะกลัวหล่อนจะหักหลัง...ก็แล้วถ้าหล่อนคิดจะหักหลังเขาหลังจากทนรอจนได้รับครบสามสิบล้านแล้วเล่า เขาจะทำอะไรหล่อนได้ จะบังคับเอาเงินคืนกลับให้หมดอย่างนั้นหรือ หล่อนไม่เชื่อว่าเขาจะทำอะไรเป็นแบบเด็กเล่นขายของอย่างนั้นแน่ๆ
“คุณไม่คิดว่าฉันจะหักหลังคุณเมื่อได้เงินครบแล้วหรือคะ”
“ก็ลองดู ว่าหนนี้คุณจะทำได้อีกครั้งหรือเปล่า” เขามองหน้าหล่อนอย่างท้าทายและ...เย้ยหยัน....



บัวสุพรรณ
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 1 ส.ค. 2556, 11:22:16 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 ส.ค. 2556, 11:22:16 น.

จำนวนการเข้าชม : 1029





<< บทที่ 6   บทที่ 8 >>
nateetip 1 ส.ค. 2556, 17:50:56 น.
ดีใจจังค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณค่ะ


บัวสุพรรณ 3 ส.ค. 2556, 15:21:59 น.
ขอบคุณมากค่ะที่ตามอ่านมาตลอด


kraten 3 ส.ค. 2556, 22:15:11 น.
ยังสนุกน่าติดตามเหมือนเคย


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account