ป่าหนาวในเงารัก
หญิงสาวผู้ชอบหว่านเสน่ห์ ทั้งยังไม่เคยศรัทธาต่อคำว่ารักแท้ เมื่อมาพบกับหนุ่มที่ปราศจากความสนใจในตัวเธอ...อะไรจะเกิดขึ้น

Tags: กรยุพา , ยุพากร รักโรแมนติก

ตอน: 19

19

และค่ำวันเดียวกันนั้นเองที่จู่ๆ ก็มีแขกมาเยือน สองอาหลานได้แต่มองหน้ากัน ด้วยไม่รู้วัตถุประสงค์ของสาวน้อยตรงหน้าว่ามีสาเหตุใดกันแน่ แต่จากสีหน้าที่ทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัส ซ้ำร้ายกว่านั้นคือกระเป๋าเดินทางที่เธอนำติดตัวมาด้วยไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอผู้นี้จนตรอกแล้วจริงๆ


“เอ่อ…ขอโทษนะคะ คือเราเคยรู้จักกันที่ไหนหรือเปล่าคะ” ฐิตารีย์ถามตรงๆ
อีกฝ่ายได้แต่ส่ายหน้า และน้ำตาก็เอ่อขึ้นมาที่ขอบตาอีกครั้ง
“แล้วตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่คะ ทำไมถึงได้มาขอพบกับพี่” ฐิตารีคะเนแล้วว่าเธอน่าจะอายุมากกว่าแน่ๆ
“หนูเป็นลูกสาวกำนันค่ะ” ในที่สุดเธอก็โพล่งออกมาจนได้


“หนู…หนูไม่รู้จะไปที่ไหน พี่ต้องช่วยหนูนะคะ”
สองอาหลานถึงกับพูดไม่ออก เพราะบัดนี้เธอกลับสะอื้นฮัก อย่างไม่อาจเก็บกลั้นความรู้สึกไว้ได้อีกต่อไป
“ใจเย็นๆ นะจ๊ะ มีอะไรค่อยๆ เล่า ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น อยู่ที่นี่หนูปลอดภัยแล้ว” เจียระไนเป็นคนเอ่ยปากเสียเอง และเพิ่งสังเกตว่าเด็กสาวเพิ่งแรกรุ่นก็จริง แต่สรีระและรูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดาไม่แต่น้อย นี่คงจะเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาคนที่สอง ทั้งผิวพรรณก็ต่างกับผู้เป็นพ่อราวฟ้ากับดิน ที่สำคัญนาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความงดงามของเธอนำมาซึ่งเคราะห์ร้ายอยู่ในขณะนี้


“เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ไหนลองเล่าซิจ๊ะ จะได้ช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงกันต่อดี หนูพุธิตาใช่มั้ยจ๊ะ”
เจ้าตัวพยักหน้ารับ “เรียกมิ้นก็ได้ค่ะ”
“เอาล่ะ ไหนลองเล่าซิจ๊ะ ว่าทำไมถึงกับต้องขนกระเป๋าออกจากบ้าน”
“อยู่ๆ พ่อกำนันก็มาบอก ว่าจะส่งมิ้นไป…ไป” พุธิตาหยุดพูดเสียเฉยๆ


“ไปอะไรกันคะ” ฐิตารีย์ถามอย่าง
“ไปเป็นของกำนัลให้กับเจ้านายน่ะค่ะ” โพล่งออกมาก่อนปล่อยโฮอย่างไม่อายใครๆ
“มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงกัน ใครกันที่เป็นเจ้านายของกำนัน” เจียระไนถามน้ำเสียงเครียด ไม่รู้เลยว่าตัวเองเคยโกรธใครได้เท่าเวลานี้ มีพ่อที่ไหนที่ทำได้อย่างกำนันบ้าง เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าบุคคลผู้นั้นจะเลวได้ถึงเพียงนี้
“หนูก็ไม่รู้หรอกค่ะ แต่แอบได้ยินพ่อคุยกับพี่พาคร หนูก็เลย…รีบหนีออกมาก่อน”


“แล้วมีใครรู้หรือเปล่าว่าหนูมาที่นี่” เจียระไนกังวนขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ไม่ค่ะ หนูรอจนพ่อกับพี่ออกจากบ้าน แล้วหนูก็มาที่นี่ค่ะ ช่วยหนูด้วยนะคะ หนูจะไม่กลับไปที่บ้านนั่นอีกแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้สองอาหลานต้องคิดหนักอีกหลายเท่า
“เอามอเตอร์ไซน์ไปเก็บที่ท้ายไร่ก่อนจะดีกว่า”


เสียงที่ดังแทรกเข้ามาทำให้ทั้งสามสาวถึงกับสะดุ้งสุดตัว
เทพทัตที่อยู่ในชุดขาวยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าประตูคอฟฟี่เฮาส์
“มีอะไรไปคุยกันข้างใน ใครมาเห็นเข้าเรื่องมันจะไปกันใหญ่” ผู้สูงอายุสัมทับอีกครั้ง เพราะเกรงว่าพาหนะที่เจ้าหล่อนขับมาจะกลายเป็นปะเด็นใหญ่


“มิ้นท์จ๊ะ นี่คุณปู่พี่เอง คุณปู่เทพทัต” ฐิตารีย์แนะนำ
เด็กสาวไหว้อย่างนอบน้อม พลางเช็ดน้ำตาป้อยๆ
แล้วคืนนั้นเจียระไนก็มีเด็กสาวหน้าตาหมดจดมานอนด้วย เธอรู้สึกสังเวชใจอย่างประหลาดกับเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้ ไม่อยากเชื่อด้วยว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นความจริงไปได้ กำนันทำได้ถึงเพียงนี้เพื่อแลกกับสิ่งใด ยังมีอะไรที่ทำให้ผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าพ่อบังเกิดเกล้าจะสามารถส่งลูกสาวที่เพิ่งเรียนปีสองในรั้วมหาวิทยาลัยไปเป็นของกำนัลเจ้านาย ช่างน่าอดสูใจอย่างบอกไม่ถูก


ซึ่งไม่ต่างกับฐิตารีย์ ที่ยามนี้เธอเหมือนกำลังตกอยู่ในอาการหนักใจอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะเรื่องของตัวเอง แล้วยังมีเรื่องของพุธิตาเข้ามาแทรก
“หนูเห็นพ่อกำนัน เคยพูดถึงพี่ตาน่ะค่ะ แล้วยังพูดอีกว่าพี่ตาทั้งเก่งทั้งฉลาด จะมาเป็นผู้นำชุมชนคนใหม่ของเรา หากเป็นอย่างที่พ่อกำนันพูดจริงๆ พี่ก็ต้องช่วยหนูได้แน่ๆ”
ยามนี้เธออยากบอกเด็กคนนั้นนักว่า พี่เองก็เอาตัวแทบไม่รอดอยู่แล้ว


แต่ที่สองสาวต่างวัยไม่อาจได้รับรู้คือพุธิตาไม่ได้ตั้งใจมายังฟาร์มเทพทัตตั้งแต่แรก แต่เพราะก่อนหน้านั้นเธอได้โทร. ติดต่อกับใครบางคน เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เขาผู้นั้นกลับปฏิเสธเธออย่างไม่มีเยื่อใย


“อย่าให้พี่ต้องเดือดร้อนเลยนะมิ้นท์ พ่อกำนันว่ายังไงมิ้นท์ก็ทำตามไปเถอะนะ มินท์ก็รู้ว่าเรื่องนี้มันใหญ่เกินที่จะเอาตำแหน่งข้าราชการเล็กๆ ที่พี่มีเป็นเดิมพัน”
เธอแทบไม่เชื่อว่านี่คือคำพูดที่ออกจากปากของคนที่เธอเฝ้ารักมาตั้งแต่เรียนมัธยม คำหวานที่เขาพรอดพร่ำผ่านทางโทรศัพท์ หรือกระทั่งเมลและไลน์นั่นมันเป็นคำลวง เพราะแท้จริงแล้วเขารักแต่เพียงตัวของเขาเองเท่านั้น น้ำตาที่ไหลรินอยู่จึงไม่ใช่จากเรื่องที่บิดากระทำแต่มาจากคนที่เธอรักปานดวงใจฆ่าเธอให้ตายทั้งเป็นต่างหาก

การกลับมาของพลโท ธนวัต ทำให้บุตรสาวต้องตอบคำถามมากมายก็จริง แต่ยังไม่เท่าเรื่องที่จู่ๆ บุตรสาวคนเล็กของกำนันได้มาลี้ภัยอยู่ภายในไร่ของเขาเอง ที่สำคัญเขายังไม่รู้เรื่องที่บุตรสาวกำลังมีข่าวครึกโครมอยู่ในเวลานี้
“พ่อคิดยังไงถึงรับเด็กนั่นเอาไว้” ธนวัตถามบิดาอย่างหงุดหงิด


“ดีไม่ดีกำนันมันไปแจ้งความว่าเราให้ที่พักพิงจะยิ่งเป็นเรื่องไปกันใหญ่”
“ก็ลองดูสิ ดูซิว่าใครมันจะแน่กว่ากัน แกก็อย่าใจจืดใจดำนักเลย เด็กมันไม่มีที่จะไป แค่มาขอหลบชั่วคราวเท่านั้น” เทพทัตบอกเสียงเข้ม
“ลูกเสือลูกจรเข้ มันจะมาแว้งกัดเราตอนไหนก็ยังไม่รู้” ยังบอกอย่างมีอารมณ์
“นึกถึงอกเขาอกเราบ้างเถอะ ยัยตาก็เป็นผู้หญิง หากสักวันต้องไปเจอเรื่องแบบนี้บ้าง จะหันไปให้ใครช่วยก็ไม่มี คิดดูซิว่าลูกเราจะรู้สึกยังไง”


“ความดีทำไว้มันไม่สูญหายไปไหนหรอก มันติดตัวเราไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า จำเอาไว้”
“เห็นว่าไฟป่าลามมาถึงหลังฟาร์ม” ธนวัตเปิดประเด็นใหม่ก่อนที่บิดาจะเทศน์ยาวไปกว่านี้
“ใช่ แต่โชคดีที่คุณภูเกณฑ์คนงานที่ไร่เขามาช่วยดับไว้ได้ทัน”
“อ้อ…เขากลับมาแล้วอย่างนั้นหรือครับ” ยังรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ดีเมื่อต้องพูดถึงชายหนุ่มผู้นั้น


เทพทัตพยักหน้ารับ “แต่คงยังต้องเก็บตัวเงียบไปอีกสักพัก”
“หึ…มันก็ของแน่อยู่แล้ว โดนขนาดนี้รอดมาได้ก็บุญโขแล้ว” ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยและถากถาก
“พ่อขอพูดอะไรอย่างหนึ่งนะ หากมีใครมาพูดอะไร หรือได้ยินข่าวลืออะไร ก็จงทำใจให้หนักแน่น และเชื่อในเกียรติของลูกของเรา เช่นเดียวกับที่แสงดาวเชื่อในเกียรติของลูกชายเขา”


“พ่อหมายความว่าอะไรกันครับ” ธนวัตรู้สึกเคลือบแคลงขึ้นมาในทันใด
“กลับมาเหนื่อยๆ อย่าเพิ่งรู้เลยจะดีกว่า”
ธนวัตรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด สู้บิดาเขาไม่พูดขึ้นมาเลยจะดีกว่า
เสียงที่เล็ดรอดออกมาจากห้องครัวทำให้ธนวัตต้องเข้าไปสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ สาวน้อยหน้าใสที่ช่วยทำขนมตัวเป็นเกรียวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


“ปกติมิ้นชอบทานเบเกอรี่มากๆ แต่ก็ได้แต่ซื้อเท่านั้น” มินทิตาบอกพร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“คุณอาเก่งจังค่ะ มิ้นโชคดีจริงๆ ที่ได้มารู้จักพี่ตากับคุณอา”
เจียระไนเห็นเธออยู่ว่างๆ จึงให้มาช่วยทำขนมเพื่อจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน แต่ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะจริงจัง ขยันขันแข็ง จนเธออดไม่ได้ที่จะเอ็นดู เช่นเดียวกันฐิตารีย์เองก็รู้สึกถูกชะตาอยู่ไม่น้อย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเจียระไนยังรู้สึกว่าเธอแสร้งมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำ


“หนูจะเอายังไงกับเรื่องเรียนกันจ๊ะ” ในที่สุดเจียระไนก็เอ่ยถามออกมาจนได้
“แต่หากหนูไปเรียน พ่อกำนันต้องตามเจอแน่ๆ ค่ะ”
เจียระไนได้แค่ทอดถอนใจอย่างหนักอกระหว่างมองหน้าหลานรัก เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้
ธนวัตได้แต่มองภาพนั้น อดไม่ได้ที่จะคิดว่าหรือทฤษฏีของบิดาจะถูกต้องกันแน่ ที่บางทีลูกไม้ก็หล่นไกลต้น และบางจำพวกก็กลายพันธุ์ได้เหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเชื่อเพียงครึ่งอยู่ดี

และแล้วการก่อสร้างแหล่งการค้าแห่งใหม่ บนที่ดินของกำนันก็แล้วเสร็จ ร้านต่างๆ เข้าจับจองสถานที่กันอย่างคึกคักรวมทั้งฤกษ์เปิดทำการก็ได้กำหนดวันไว้แล้วด้วยเช่นเดียวกัน แต่กำนันยังงุ่นง่านเสมือนเสือติดจั่น เหตุเพราะบุตรสาวคนเล็กหายตัวไปอย่างไร้ล่องรอย


“แสนดาว การ์เด้น จะเปิดในวันจันทร์ที่จะถึงนี่แล้ว อีกสองวันเท่านั้น เตรียมของไปจัดร้านเสร็จหรือยัง” เทพทัตเอ่ยถึงแหล่งการค้าแห่งใหม่ที่หลานสาวเป็นตัวตั้งตัวตีตั้งแต่แรก
นาทีนั้นผู้รับฟังกับทำหน้าเหมือนหนักใจอะไรบางอย่าง
“มีอะไรหรือเปล่า” เทพทัตถามหลานสาวตรงๆ
“ตาไม่อยากไปเลยค่ะคุณปู่” บอกน้ำเสียงอ่อน


เทพทัตพอจะรู้ถึงความรู้สึกของหลานในยามนี้เป็นอย่างดี “เป็นเพราะคำครหานั่นหรือเปล่า”
หลานสาวได้แต่พยักหน้ารับ
“หลานปู่ต้องสู้สิ ใครเขาจะพูดยังไงก็ช่างเขา ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างที่นั้นแล้วจะกลัวอะไร”
ฐิตารีย์ฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง ทำให้เทพทัตอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วที่หลานสาวจิตตกอยู่นี่ เป็นเพราะเรื่องที่ถูกใส่ความนั่น หรือเป็นเพราะชายหนุ่มที่เพิ่งกลับมานั่นกันแน่


คืนก่อนเปิดโคงการ...เด็กหนุ่มช้างและชยุตยังคงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดแต่งร้านใหม่ ร้านขนาดเล็กจึงแน่นอย่างรวดเร็วด้วยผักและผลไม้ปลอดสารพิษ ส่วนเบเกอรี่จะนำมาในช่วงเช้า แต่เหตุการณณ์ก็พลิกผันจนได้เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อหญิงสาวมาเปิดร้านกลับต้องพบกับเหตุการณ์ที่ใครก็ไม่อาจคาดถึงมาก่อน


ประตูที่ถูกตัดแม่กุญแจ อีกทั้งเมื่อเปิดประตูม้วนก็พบกับข้าวของระเนรนาดที่ทำให้ฐิตารีย์ถึงกับเข่าอ่อน และก่อนที่จะเกิดเหตุไทยมุงชยุตก็จัดแจงปิดประตูที่เปิดไม่ถึงครึ่งลงอีกครั้ง ก่อนจะสั่งให้ช้างไปนำกุญแจใหม่จากในรถมาใส่แทน


“วันนี้เราคงทำอะไรไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าคืนนี้ผมค่อยเข้ามาเคลียร์ของก็แล้วกัน” บอกด้วยน้ำเสียงปกติก็จริง แต่ในใจคุกรุ่นอย่างบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มช้างที่โกรธกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนเก็บอาการไว้แทบไม่อยู่
“งั้นเราก็กลับกันเถอะค่ะ” บอกน้ำตาคลอเบ้า


“แต่คุณหนูควรจะอยู่ร่วมงานนี้ เพราะคุณหนูเป็นตัวตั้งตัวตีตั้งแต่ต้น”
“ไม่สำคัญหรอกค่ะลุงจ่า ไม่มีตาเขาก็เปิดงานกันได้” กล่าวจบก็เดินตัวปลิวมาขึ้นรถทันที
ชยุตถึงกับพูดไม่ออกได้แต่สบตากับช้างที่เข็นลังอลูมีเนียมที่ด้านในบรรจุเค้กหลากหลายรสมาด้วย ตามหญิงสาวกลับมาแทบไม่ทัน


“นายไม่ต้องเข้ามาที่งานแล้วนะครับ เกิดเรื่องที่ร้านน่ะครับ...” ชยุตโทร. รายงานเทพทัตอย่างละเอียดยิบ
“เอ๊ะ! นั่นรถจากฟาร์มเทพทัตนี่ครับนายแม่” ข้าวปุ้นที่ขับสวนกับรถของชยุตบริเวณทางเข้างานเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ


เมื่อมาถึงร้านแสงดาวยิ่งงุนงงมากกว่าเก่าเพราะทุกร้านต่างเปิดกันหมดแล้ว ยกเว้นก็แต่ร้านของฟาร์มเทพทัตซึ่งติดกับร้านของเธอ
“แหม…ใครช่างเลือกจริงๆ นะคะคุณแม่ นอกจากไร่ติดกันแล้ว มีร้านขายของก็ยังมาติดกันอีกจนได้” สริตาที่ขอมาช่วยเพราะอยู่บ้านก็พาลเบื่อเสียเปล่าๆ อดไม่ได้ที่จะกระแนะกระแหน


“แม่จับฉลากเองกับมือจ้ะ ส่วนทางเทพทัตพลโทธนวัต คุณพ่อหนูตาท่านเป็นคนจับฉลากด้วยเหมือนกัน” แสงดาวอธิบายรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก เกิดอะไรขึ้นกับทางเทพทัตกันแน่ วันสำคัญขนาดนี้ถึงได้ไม่มีใครมาร่วมงาน


“ผมว่าเกิดเรื่องไม่ดีแน่ครับนายแม่...”
คำพูดนั้นของข้าวปุ้นยิ่งเพิ่มความกังวลใจให้กับเธออีกหลายเท่า


“แม่ขอไปห้องน้ำก่อนนะจ๊ะหนูนิต้า ข้าวปุ้นจัดเห็ดญี่ปุ่นนี่โชว์ด้านหน้าด้วยนะ” แสงดาวที่เธอนำสินค้าทางการเกษตรมาวางจำหน่ายเช่นกันบอกกับทั้งสองก่อนเดินจากไปอย่างเร่งด่วน
“นี่แม่นะ ภูทำอะไรอยู่” แท้จริงเธอแอบมาโทร. ติดต่อกับบุตรชาย
“แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ” ถามเช่นนั้นเพราะน้ำเสียงของมารดาไม่ปกติแม้แต่น้อย


“ที่ฟาร์มเทพทัตไม่รู้ว่ามีเหตุอะไร แต่ไม่มีใครมาที่งานนี่เลยสักคน เมื่อครู่แม่ก็สวนกับรถของฟาร์มนั่น แต่ดูรีบร้อนยังไงก็ไม่รู้”
“แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะไปดูให้เอง”
การไม่เข้าร่วมการเปิดตัวของเทพทัตและหลานสาวทำให้กำนันถึงกับนั่งไม่ติด ทั้งที่ต่างเห็นกันทั่วว่าฐิตารีย์มาถึงงานแต่เช้าตรู่ แต่กลับผลุนผลันจากไปอย่างเร่งด่วน ครั้นโทร. ไปถามเจียระไนเธอก็ไม่รับสาย เช่นเดียวกับสุทธินัยที่แววตาฉายแววกังวลอย่างเด่นชัด แต่เมื่อปราศจากเงาของเทพทัตและคนจากครอบครัวนั้น จึงถือว่าผิดปกติอย่างที่สุด


แสนดาว การ์เด้น ที่ปลูกเป็นอาคารชั้นเดียวโดยแบ่งเป็นล็อกๆ สำหรับแต่ละร้าน ด้านหน้าตกแต่งด้วยซุ้มประตูโค้งขนาดใหญ่ ที่ปรากฏหุ่นจำลองรูปผักผลไม้ ด้านข้างเป็นลานจอดรถ และร้านอาหารตลอดจนสนามเด็กเล่น ไม่มีใครรู้ว่ากำนันเสียเงินไปเท่าไหร่กับโครงการยักษ์นี้ โดยผู้ที่นิยมชมชอบในตัวเขาก็ต่างพาชื่นชม แต่ผู้รู้ตื้นลึกก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงความร่ำรวยเกินพิกัดของชายผู้นี้


งานเริ่มต้นขึ้นด้วยคำกล่าวยกย่องกำนันจากทีมงานของเขาเอง และไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีการพูดถึงหญิงสาวแห่งฟาร์มเทพทัตแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเป็นการตัดริบบิ้นจากท่านผู้ว่า ตามด้วยการเดินชมร้านต่างๆ โดยมีกำนัน นายอำเภอ ปลัดและณัฐภาคย์ติดตามกันพร้อมหน้า ในที่สุดก็มาถึงหน้าร้านของไร่ภูมิรพีจนได้


“ไงเรา บ้านช่องไม่คิดกลับเลยหรือไง” กฤษดาเอ่ยกับบุตรสาว
“ลูกสาวผมทำความเดือดร้อนให้ทางคุณหรือเปล่าครับ ยังไงผมต้องขออภัยด้วย”
แสงดาวยังงุนงงกับเรื่องที่ได้รับฟัง เธอไม่ได้หูฝาดไปแน่ๆ สริตาเป็นบุตรสาวท่านผู้ว่าจริงๆ หรือนี่


“จริงสิครับ ผมได้ข่าวมาว่าลูกชายคุณเพิ่งจะแต่งงานกับบุตรสาวของฟาร์มเทพทัต ผมต้องขอแสดงความยินดีด้วยอย่างมาก แต่ผมออกจะเสียดายที่ไม่ได้ร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว”
“พ่อ…” สริตาเริ่มออกอาการไม่พอใจ แต่ดูเหมือนบิดาจะไม่สนใจ
“ดิฉันเองก็ยังไม่ได้เจอเจ้าตัวเขาเลยค่ะ เรื่องเป็นมายังไงดิฉันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดอีกเหมือนกัน” แสงดาวแบ่งรับแบ่งสู้


“นั่นสินะครับ ผมเองคิดว่าจะเจอ ‘เจ้าสาว’ ในวันนี้เสียอีก ได้ข่าวว่ากลับมาแล้วไม่ใช่หรือครับ”
“ใช่ค่ะ ร้านของฟาร์มเทพทัต ก็อยู่ติดกันนี่ล่ะค่ะ แต่วันนี้ไม่มีใครมาเปิด ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“จะเรื่องอะไรล่ะคะ นอกจากเจ้าหล่อนอายที่ท้องก่อนแต่ง”
เสียงที่ลอยตามลมมาทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน


ชิดชไมที่วันนี้เธอสวยสะพรั่งในชุดสาวชาวไร่ เสื้อแขนกระบอกและผ้านุ่งพร้อมงอบที่สวม เธอแต่งมาเพื่อเดินประดับบารมีท่านผู้ว่าโดยเฉพาะ ที่เคียงข้างคืออารยาเพื่อนซี้ ที่อยู่ในชุดแบบเดียวกันก็จริง แต่ชิดชไมก็กลบรัศมีเจ้าหล่อนจนหมดสิ้น แม้ผู้ติดตามท่านผู้ว่าฯ จะคิดตรงกันว่าเจ้าหล่อนดูจะไม่มีสัมมาคารวะ แต่ยามนี้ก็หูผึ่งไม่แพ้กัน ผิดกับแสงดาวที่หน้าซีดเผือดคล้ายจะเป็นลมอย่างไรชอบกล


“ไม่จริง ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด ตราบใดที่ภูยังไม่กลับมา ฉันจะไม่ยอมให้ใครมากล่าวหาภูฟรีๆ แน่” สริตาถึงกับแผดเสียงสนั่น
นาทีนั้นแม้ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าพ่อจะอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีเดียวที่สามารถทำให้บุตรสาวเลิกข้องแวะกับบุคคลผู้นั้น
“ผมว่าใครข้องใจอะไร เรื่องผมกับฐิตารีย์ ถาผมตรงๆ เลยดีกว่า”
เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้วงสนทนาถึงกับแตกฮือ


ก่อนหน้าที่ภูมิรพีจะมาปรากฏตัว...ชายหนุ่มที่เข้ามาขอพบเทพทัตได้แต่มองหน้าหญิงสาวที่นั่งพับเพียบเคียงข้างปู่ของเธอด้วยความสงสารอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อได้รับฟังเรื่องที่เกืดขึ้นทั้งหมดเขาจึงตัดสินใจมายังงานเพราะถึงเวลาอันสมควรแล้วจริงๆ


ร่างสูงใหญ่ของภูมิรพีกับนัยย์ตาสีสนิมเหล็กคู่นั้นยามนี้แกร่งกล้าวกว่าเดิมอีกหลายเท่า แต่ยังไม่ลืมที่จะทำความเคารพท่านผู้ว่าฯ ตามธรรมเนียม ทว่าการปรากฏตัวของเขาคงปฏิเสธไม่ได้ด้วยเช่นกันว่ามีทั้งคนที่ดีใจ เสียใจ สุดท้ายคือแค้นเคือง
“ภูคะ…ตกลง เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่คะ” สริตาเป็นฝ่ายเอ่ยปาก


“ไม่มีการแต่งงานบนดอยนั่น คุณตากับผมเราไม่ได้มีอะไรกัน ผมรับเธอขึ้นรถเพราะรถเธอเสีย แต่มาเจอหินถล่มปิดทางเสียก่อน ส่วนเรื่องที่ต้องไปถึงหมูบ้านชาวม้ง เพราะมีคนคอยติดตามไล่ล่าผมอยู่ตลอด เรื่องนี้ท่านเทพทัตทราบดีทุกอย่าง รวมทั้งผู้หมวด....ด้วย เพราะเขาเป็นคนช่วยพาผมหลบหนี ส่วนเรื่องที่ทำไมที่ไร่เทพทัตไม่มาเปิดร้านในวันนี้...” ภูมิรพีหยุดพูดก่อนเดินไปไขกุญแจร้าน ทันทีที่ประตูม้วนถูกชักขึ้นภาพที่ปรากฏต่อหน้าไทยมุงคือความสูญเสียที่น่าสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย แคนตาลูปที่ถูกตีด้วยของแข็งจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ได้ต่างกับผักออแกนิกที่ถูกเหนียบย่ำจนไม่มีชิ้นดี


“นี่มัน…ฝีมือใครกัน” สุทธินัยถึงกับโพล่งออกมาอย่างเดือดดานที่สุด
“ผมก็อยากทราบเหมือนกันครับ ว่าใครเป็นคนทำเรื่องแบบนี้ได้ ตัดแม่กุญแจเข้ามาทำลายข้าวของจนย่อยยับ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวันนี้มีผู้ใหญ่ระดับผู้ว่าฯ ให้เกียรติมาเปิดงาน แต่มันก็ยังไม่ละเว้น”


ความเงียบที่เกิดขึ้นบ่งบอกว่าทุกคน
“เช่นเดียวกันกับ เรื่องที่เกิดขึ้นบนดอยนั่น แม้เห็นอยู่ว่ามีคุณตาอยู่ด้วย แต่พวกมันก็ไม่คิดที่จะละเว้นเช่นกัน คนทำคงมั่นใจในอิทธิพลของตัวเองมากพอดู จนผมได้คิด...ว่าบางทีคนธรรมดาอย่างผมที่ต้องการอนุรักษ์ป่าอย่างผมก็ไม่มีที่จะยืน ซ้ำยังทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างคุณตาเธอมาพลอยต้องรับเคราะห์ไปด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงขอประกาศถอนตัวจากนับแต่วันนี้”


นาทีนั้นทุกคนดูเหมือนจะอยู่ในอาการตกตะลึงตามๆ กัน
“เพื่อแม่ของผมจะได้ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าผมจะได้ดูแลท่านยามแก่ชราหรือเปล่า ใครจะรู้ว่าผมอาจโดนใครสักคนส่งมือมืดมากำจัดผมให้พ้นทาง แต่คนรับเคราะห์อาจเป็นแม่ของผมเองก็ได้”


แสงดาวถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใครๆ แต่คนที่คิดหนักยามนี้ไม่มีใครเกินผู้ว่าฯ เพราะที่ผ่านมาเขาหาข้ออ้างกับบุตรสาวในเรื่องที่เกรงว่าบุคคคนนี้จะทำให้เธอตกพุ่มม่ายก่อนวัยอันควร แต่ในเมื่อเรื่องกลับตาลปัตม์เขาควรพลิกสถานการณ์เช่นใดดี


“ผมคงต้องขออภัยกำนันด้วย ที่อาจทำให้งานนี้กร่อย” ไม่พูดเปล่าแต่จ้องอีกฝ่ายด้วยดวงตาแข็งกล้าว
ผู้ถูกเอ่ยนามได้แต่ยิ้มกร่อยๆ
“ผมกลับก่อนนะครับแม่ จะไปดูทางเทพทัตว่าต้องการให้ช่วยอะไนบ้าง ข้าวปุ้นฝากนายแม่ด้วยนะ”
ลูกสมุนตัวฉกาจได้แต่ซับน้ำตาป้อย พร้อมพยักหน้ารับ


“ผมลาก่อนนะครับท่าน ” ภูมิรพีไหว้ลาท่านผู้ว่าฯ ก่อนจ้ำอ้าวไปทันที
“ภู...ภูรอนิต้าด้วยค่ะ”
ร่างของบุตรสาวที่วิ่งตามชายหนุ่มออกไปทำให้กฤษดาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ต่างกับสองสาวตัวปล่อยข่าวที่ได้แต่มองสบตากัน เพราะสิ่งที่ตั้งใจกลับกลายเป็นเรื่องโอละพ่อไปเสียแล้ว ผิดกับนายอำเภอ และเพื่อนทั้งสองของภูมิรพีที่ต่างยังงุนงงกับการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้


“ภูรอนิต้าด้วยสิคะ” เธอบอกอีกครั้งเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุด
“ภูไม่คิดจะหยุดมองนิต้าสักนิดเลยงั้นหรือคะ” ครั้งนี้เธอเอ่ยพร้อมน้ำตา
“นิต้าสู้อุตส่าห์รอคุณ กลัวสารพัดว่าคุณจะได้รับอันตราย ยอมที่จะทะเลาะกับพ่อ โดยเลือกยืนอยู่ในฝ่ายคุณ”
ชายหนุ่มหันมามองก่อนจะทอดถอนใจ “มีอะไรไปพูดกันที่ไร่ก็แล้วกัน ขึ้นรถสิครับ”


ตลอดทางที่กลับมายังไร่ภูมิรพีไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น สริตาพยายามกล้ำกลืนความเจ็บช้ำทั้งๆ ที่อารมณ์กำลังจะถึงขีดสุด ดูเอาเถอะ เขากลับมาอยู่เคียงข้างเธอแล้วก็จริง แต่น่าแปลกนักที่ยามนี้กลับรู้สึกจริงๆว่าเขาห่างไกลจนสุดเอื้อม
ยิ่งอีกฝ่ายเงียบเท่าใด เธอก็ยิ่งได้ใช้ความคิดมากเท่านั้น แล้วเรื่องหนึ่งก็ผุดขึ้นภายในใจจนได้
“คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ” ในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน


“อย่าบอกนะคะ ว่าคุณกลับมาพร้อมกับ…ผู้หญิงคนนั้น และหากไม่ใช่เพราะทางฟาร์มนั่นมีเรื่องคุณก็ยังจะเก็บตัวเงียบโดยไม่บอกให้นิต้าได้รับรู้งั้นหรือคะ”
ชายหนุ่มยังมองถนนเบื้องหน้า ราวไม่ได้ยินที่เธอพูดมาเลยสักคำ


“ตกลงคุณกับผู้หญิงคนนั้น…เป็นอะไรกันแน่คะ คุณถึงออกมาปกป้องเขาในวันนี้ คุณอ้างว่าต้องการเลิกล้มอุดมการณ์เพราะไม่อยากให้แม่ของคุณต้องเดือดร้อน หรือจริงๆ แล้วคุณกลัวว่าแม่คนนั้นจะโดนหางเลขไปด้วยกันแน่”
มือที่จับพวงมาลัยรถถึงกับกำแน่น พยายามเก็บความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาไว้ให้ลึกที่สุด


“นิต้าอยากรู้เสียแล้วสิคะ ว่าหากเป็นนิต้าที่ไปติดอยู่กลางป่ากับคุณ คุณจะออกมาปกป้องศักดิ์ศรีให้เหมือนกับที่ทำให้กับแม่นั่นหรือเปล่า” หากเจ้าหล่อนหยุดคิดสักนิดว่าคนที่นั่งเคียงข้างอยู่ในอารมณ์เช่นใด เธอคงไม่พูดเช่นนั้นออกมาแน่
“คุณกลับไปเสียเถอะนิต้า” ดูเหมือนเขาตัดสินใจแล้วเมื่อพูดประโยคนั้นออกมา


“คุณว่ายังไงนะคะ” เธอตกใจจริงๆ กับคำพูดนั้นของเขา
“ผมว่าคุณได้ยินชัดแล้วนะ จริงๆ แล้วเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น พ่อคุณก็ไม่ได้ปลื้มผมแม้แต่น้อย ก็ใครจะอยากให้ลูกสาวคนเดียวมาได้ผู้ชายที่เป็นเพียงชาวไร่ล่ะจริงมั้ย แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่ว่าเราต่างรู้ดีว่าเราไม่เคยรักกัน”
“ตกลงเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นสินะคะ ถึงทำให้คุณตัดสินใจพูดออกมาแบบนี้” ถามน้ำเสียงสั่น


“ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาทั้งสิ้น แต่เพราะถึงเวลาที่คุณควรจะเข้าใจได้แล้วต่างหาก ยอมรับเถอะว่าคุณเองก็เพียงปลื้มที่ผมเป็นฮีโร่ แต่ต่อไปนี้ผมคงจะเป็นได้เพียงแค่ นายภูมิรพี เจ้าของรีสอร์ตเล็กๆ ที่ไม่มีเรื่องน่าสรรเสริญจากใครๆ และอาจจะมีคนคอยสมน้ำหน้าผมด้วยซ้ำ ที่ในที่สุดก็รักตัวกลัวตาย จนยอมละทิ้งอุดมการณ์นั่น เพราะฉะนั้น เราจบกันเพียงเท่านี้จะดีที่สุดแล้ว คุณเองจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับผมอีกต่อไปด้วย”


“แต่นิต้าไม่เคยคิดกับคุณอย่างนั้น นิต้ารักคุณจากใจจริง ไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์ที่ว่านั่นอยู่หรือไม่”
“รักกับหลง มีเพียงเส้นบางๆ กั้นกลางไว้เท่านั้น หากคุณตรองดูให้ดี คุณไม่ได้รักผมเลยจริงๆ นิต้า เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่ได้รักคุณเช่นเดียวกัน”


น่าแปลกที่ยามนี้คำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้เข้าหูเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่รู้สึกคือเสียหน้าอย่างแรงต่างหากเธอเป็นถึงบุตรสาวของท่านผู้ว่าฯ แต่ชายผู้นี้กลับไม่แยแส แต่จะไปคว้าเอาสาวชาวไร่ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน
“ถึงคุณจะพูดอย่างนั้น แต่นิต้าขอยืนยัน ว่านิต้ารักคุณจริงๆ นะคะภู” เหตุผลเดียวในยามนี้ที่เธอยื้อ คือต้องการเอาชนะเขาเท่านั้น
“เราไม่ใช่เพียงแค่รู้จักกันเดือนสองเดือน แต่เรารู้จักกันมาเป็นปีๆ”


“ก็เพราะอย่างนั้น ผมถึงได้บอกว่า คุณไม่ควรจะเสียเวลากับผมอีกต่อไป เพราะในความเป็นจริงตลอดหลายปีมานี่ความสัมพันธ์ของเราไม่มีสิ่งใดเกินเลยคำว่าน้องสาว”
“จริงๆ แล้วเราทั้งคู่ไม่เคยได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ ที่เรียกว่าคนรักเลยสักครั้งไม่ใช่หรือ”


สำหรับสริตามันช่างเป็นคำพูดอันเลือดเย็นจนไม่อาจยอมรับได้ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองใครอื่น วูบหนึ่งที่เธอนึกถึงอดีต...เธอเพิ่งอยู่ปี 3 เมื่อได้มาเจอกับเขา ในการเข้าค่ายเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ เขาที่ทั้งงามสง่าและน่าเกรงขาม


ดวงตาที่มุ่งมั่นกับเรื่องราวที่ออกจากปากพาให้สาวน้อยอย่างเธอใจแทบละลาย จะมีใครมุ่งมั่นได้เท่าเขาในการที่จะอุทิศตนเพื่อส่วนรวมได้เช่นนี้ เธอจึงแวะเวียนมาหาบิดาบ่อยครั้ง นั่นหมายถึงต้องหาข้ออ้างดีๆ เพื่อให้ได้พบกับเขาด้วย นับจากเรียนจบเธอก็ยังไม่มีสายตามองผู้ใดกระทั่งเวลานี้ ที่จู่ๆ เขาก็พูดว่าไม่เคยคิดสิ่งใดกับเธอ
ดูเหมือนยามนี้น้ำตาที่ไหลรินไม่อาจช่วยอะไรได้แม้แต่น้อย


“หึ...คุณคิดหรือคะ ว่าจะได้เสวยสุขกับแม่นั่น เรามาตายพร้อมกันเถอะค่ะภู” นาทีนี้มีเพียงอารมณ์ที่อยากเอาชนะโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
ภูมิรพีกลับเห็นเป็นเรื่องขบขัน หัวเราะออกมาโดยไม่ได้หันมามองผู้ที่นั่งเคียงข้าง
“คุณพูดอะไรของคุณ”


ไม่มีการพูดพร่ำจากอีกฝ่าย และอาจเป็นเพราะภูมิรพีคิดไม่ถึง ทั้งยังไม่มีลางสังหรณ์ใดๆ เมื่อสริตาเข้ามากระชากพวงมาลัยทั้งที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว การยื้อยุดจึงเกิดขึ้นเป็นภาพน่าหวาดเสียวอย่างที่สุด เหตุเพราะเป็นทางคดเคี้ยวที่อีกด้านเป็นเหวลึก อุบัติเหตุร้ายแรงจึงเกิดขึ้นอย่างไม่ทันได้ตัว!!




สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ
วันนี้มาพบกับ ป่าหนาวฯ ในตอนที่ 19 กันแล้วนะคะ
หวังว่าจะสนุกกับตอนนี้กันนะคะ

ด้วยรักจากจากใจค่ะ
ยุพากร





ยุพากร
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 29 ก.ค. 2556, 13:04:43 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 29 ก.ค. 2556, 13:04:43 น.

จำนวนการเข้าชม : 1064





<< 18 มุกดารา . กรยุพา   20 มุกดารา . ยุพากร >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account