ป่าหนาวไม่หนาวรัก
ความรักช่างเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ได้สบตากันครั้งแรก
นายหัวหนุ่มแห่งป่าหนาวพยายามบอกหัวใจตัวเองมาตลอดเวลาทุกครั้งที่ได้เจอหน้าเธอว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรักใครได้อีกแล้วเพราะทั้งหัวใจตอนนี้มีเพียงแค่ปรายฟ้าคนเดียวเท่านั้นถึงแม้แฟนสาวได้จากเขาไปแล้ว หมอเคียวเพียงได้สบตานายหัวหนุ่มราวกับมีประกายไฟแล่นเข้าสู่ร่างกายเธอทันที ความรักทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับการตายของปรายฟ้า และเหตุการณ์ครั้งนั้นนั่นเองผูกความสัมพันธ์ของเขากับเธอให้แน่นยิ่งกว่าเดิม เธอจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับปัญหาใหญ่หลวง และเขาจะทำอย่างไรเลือกความรักครั้งเก่า หรือเลือกหัวใจตัวเอง
Tags: รักหวานแหวว แววตาซึ้ง ๆ

ตอน: เพียงเพราะคำว่า...หึง

บทที่ 6 เพียงเพราะคำว่า....หึง

เช้าตรู่ของวันใหม่สำหรับขวัญพรรษในวันนี้มันช่างแตกต่างจากทุกวัน เรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นนั้นราวกับฝันไป หรือว่ามันเป็นฝันจริง ๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เธอก็ลองหยิกตัวเองหลายรอบแล้ว มันเจ็บ นั่นก็คือเรื่องจริง คุณหมอคนสวยเดินเข้าห้อง
แลปอย่างอารมณ์ดี เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องผลตรวจของน้ำที่บุษราลัลน์กำลังตรวจวิเคราะห์ว่าเป็นเช่นไร ถึงแม้บุษราลัลน์ไม่อยากจะเสวนากับเธอสักเท่าไหร่ก็เถอะแต่ว่านี้ก็ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเธอเหมือนกัน ขวัญพรรษเปิดประตูเข้าไปด้านในเรียกสายตาของคนที่กำลังใช้สมาธิกับการตรวจสอบน้ำของบ่อมุกที่มีปัญหาหันมามองขวับเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็กลับไปทำงานในมือตัวเองต่ออย่างไม่อย่างจะคุยด้วย
“ถึงไหนแล้วคะ ผลออกหรือยัง”
ขวัญพรรษเอ่ยปากถามเพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้อง จะเรียกเพื่อนร่วมงานก็ไม่ถูกต้องเรียกรุ่นพี่มากกว่าเพราะบุษราลัลน์อายุมากกว่าเธอหลายปี ยิ่งเป็นรุ่นเดียวกับพนาพรรษแล้วไม่ต้องบอกเลยว่าห่างกันกี่ปี
“เธอเป็นเจ้านายฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กันฉันถึงต้องบอกเธอ”
นั่น...เหมือนเดิมไม่มีผิดขวัญพรรษหาเรื่องใส่ตัวเองแล้วมั้ยหล่ะ
“เอ่อ...ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ เพียงแค่เคียวแค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ่อมุกบ่อนั้นถึงมีปัญหา หรือเกิดจากน้ำทะเลถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ต้องรีบหาต้นเหตุ รีบแก้ไขเพราะไม่อย่างนั้นมันจะพลอยทำให้เจ้ามุกทั้งหลายตายหมด”
คำอธิบายของขวัญพรรษทำให้บุษราลัลน์เงยหน้าจากงานที่ทำแล้วมองหน้าอีกฝ่ายอย่างหาเรื่องเต็มที่
“นี่เธอสั่งฉันหรือ ฉันทำงานที่นี่มากี่ปีไม่เห็นมีใครทำอย่างเธอสักคน ทำงานของตัวเองให้ดีกว่ามั้งขวัญพรรษอย่างยุ่งกับงานคนอื่น”
“ไม่ใช่นะคะ แต่ที่จริงแล้วงานส่วนนี้เคียวก็รับผิดชอบเหมือนกันเคียวก็มีสิทธิ์ที่จะรู้เหมือนกัน”
บุษราลัลน์ลุกจากเก้าอี้ จนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มลงโครม จนคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามสะดุ้งด้วยความตกใจ
“เคียวขอโทษแล้วกันนะคะถ้ามันทำให้คุณบุษคิดแบบนั้น”
ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้วถือว่าเธอเป็นรุ่นน้องแล้วกัน ขอโทษไว้ก่อนก็ไม่เสียหายถึงแม้ว่าเธอจะไม่ผิดสักนิด หญิงสาวกำลังจะเดินออกจากห้องแลปอยู่แล้วถ้าไม่บังเอิญเห็นประตูห้องแลปขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมแห่งนี้เปิดออกแล้วคนที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหนเจ้าของฟาร์มแห่งนี้นี่เอง
พนาพรรษมองหน้าคนที่เขาคิดถึงที่สุดในตอนนี้ก่อน ทั้งสอบสบตากันอย่างหวานซึ้งจนเกือบลืมไปว่ามีบุคคลอีกคนหนึ่งยืนอยู่ ณ ตรงนี้ด้วย ถ้าบังเอิญไม่ได้ยินเสียงของบุษราลัลน์เอ่ยออกมาเสียก่อน
“ป่าคะ บุษกำลังเดินไปบอกเรื่องผลการตรวจน้ำเลยค่ะ ยังไงไปคุยกันที่ออฟฟิศแล้วกันนะคะ”
บุษราลัลน์บอกพร้อมกับคล้องแขนตัวเองเข้ากับแขนแข็งแรงของพนาพรรษก่อนจะดึงตัวชายหนุ่มออกไปต่อหน้าต่อตาขวัญพรรษที่ยืนพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง หญิงสาวเดินตามสองคนไปห่าง ๆ สายตาเหลือบมองแขนของชายหนุ่มที่โดนยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของอีกฝ่ายอย่างไม่แคร์สายตาคนรอบข้างสักนิด
“สวัสดีครับคุณป่า คุณบุษ อ้าว...คุณเคียวก็มาด้วยหรือครับ”
มนูญผู้จัดการรีสอร์ตป่าหนาวเดินตรงเข้าไปทักทายเจ้าของฟาร์มโดยปกติเขาก็เห็นเจ้านายเข้าออฟฟิศเกือบทุกวันอยู่แล้วแต่คุณบุษนี่สิไม่ค่อยได้เห็น
“ป่าคะ ขอคุยกับคุณสักครู่นะคะ”
พนาพรรษพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองขวัญพรรษซึ่งกำลังมองมาที่เขาเหมือนกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่าคนที่ตนเองมองอยู่นั้นคิดอย่างไร แต่สำหรับขวัญพรรษตอนนี้เหมือนมีไฟร้อน ๆ มาจี้ที่หัวใจอย่างรุนแรง บุษราลัลน์แสดงความรู้สึกที่มีให้นายหัวแห่งป่าหนาวคนนี้อย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ใครหน้าไหนจะไม่รู้บ้าง แล้วมีหรือผู้ชายอย่างพนาพรรษจะไม่รู้สึกเลยเหรอ แล้วเขายังกล้าบอกรักเธออีกหรือนี่ นี่เขาแค่คิดกับเธอเล่น ๆ งั้นหรือ หญิงสาวรีบเมินหน้าหนีทันทีเมื่อเห็นบุษราลัลน์จูงมือพนาพรรษเข้าห้องทำงานแล้วปิดประตูเงียบ
“คงมีเรื่องสำคัญคุยกัน”
มนูญรำพึงรำพันเบา ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มแล้วถามขวัญพรรษเพราะนับตั้งแต่มาทำงานวันแรกจนวันนี้เขาก็ไม่เคยเห็นหญิงสาวอีกเลยได้ยินแต่ข่าวว่าคุณหมอคนใหม่ขยันมากวัน ๆ อยู่บ่อมุกหรือไม่ก็โดมสวนสัตว์ของป่าหนาวแห่งนี้นั่นเอง
“สบายดีนะครับคุณเคียว”
หญิงสาวพยักหน้าตอบชายหนุ่มเพียงคนเดียวถ้าไม่นับพนาพรรษที่อยู่ในห้องกับใครบางคน
“ดีค่ะคุณมนูญ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ แล้วเอมี่ไปไหนแล้วค่ะ”
ยังไม่ทันขาดคำร่างบางของเอมี่ก็เดินออกมาจากส่วนของห้องน้ำ
“เอมี่ไปห้องน้ำมาค่ะ คือแบบว่าเมื่อกี้ทนเห็นภาพบาดตาบาดหัวใจไม่ได้ค่ะ คุณป่านะคุณป่า ใจร้ายจริง ๆ เดินเข้าไปกับยัยผีดิบนั่นได้ไง”
คำบอกของเอมี่ทำให้ขวัญพรรษมองหน้าเอมี่อย่างแปลกใจ เหตุใดทำไมหญิงสาวผู้นี้ถึงได้รู้สึกไม่ชอบผู้หญิงที่อยู่ในห้องทำงานกับพนาพรรษอย่างออกนอกหน้าขนาดนั้น
“เธอก็เกินไป คิดมาก คุณบุษเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดสักหน่อย ก็น่ารักดีออก”
มนูญหันไปห้ามลูกน้องสาวคนสวยก่อนที่จะเผลพูดอะไรที่ไม่ควรพูดมากกว่านี้
“มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าคะ”
“เปล่าครับ ยัยเอมี่พูดไม่รู้เรื่องครับ”
มนูญบิดเบือนหัวข้อของการสนทนานั้นทิ้งไป
“แหม...คุณมนูญก็รู้เหมือนที่หนูรู้นั่นแหล่ะ ดูซิเพื่อนรักตัวเองตายแท้ ๆ กลับไม่รู้สึกอะไร เห็นเสียใจแค่แวบเดียวเท่านั้นเองหลังจากนั้นก็ตามติดแฟนเพื่อนราวกับแฟนตัวเองแบบนั้นแหล่ะ”
เอมี่กล่าวด้วยน้ำเสียงหมั้นไส้อีกฝ่าย ก็มันจริงอย่างที่เธอบอกนั่นแหล่ะ หลังจากการเสียชีวิตของปรายฟ้าในครั้งนั้น ทุกคนในป่าหนาวรีสอร์ตเห็นบุษราลัลน์เสียใจกับการจากไปของเพื่อนสาวแค่วันเดียวเท่านั้นหลังจากนั้นทุกคนไม่เห็นอาการเสียใจเกิดขึ้นอีกเลย ราวกับว่าสองคนนี้ไม่ได้เป็นเพื่อนรักกันมาก่อนอย่างนั้นแหล่ะ และหลังจากเพื่อนเสียชีวิตไปแล้วบุษราลัลน์ก็เปิดเผยความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อนายหัวแห่งป่าหนาวให้คนอื่นได้ทราบด้วยการแสดงความเป็นเจ้าของ รวมทั้งการเอาใจใส่นายหัวแห่งป่าหนาวเป็นพิเศษ เว้นแต่นายหัวแห่งป่าแหล่ะที่พยายามหนีแล้วหนีอีกแต่ติดด้วยความเป็นเพื่อนกันมานานเลยทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ในขณะนี้
“เรื่องคุณปรายฟ้าหรือเปล่าคะ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ทั้งมนูญและเอมี่มองหน้ากันกันอย่างแปลกใจว่าหญิงสาวตรงหน้ารู้เรื่องที่คนในป่าหนาวพยายามไม่พูดถึงกันได้อย่างไร
“คุณเคียวรู้แล้วหรือคะ”
เอมี่ถามอย่างตกใจ
“ถ้าเรื่องคุณปรายฟ้าที่จมน้ำตายหน่ะรู้แล้ว เพราะว่าเคียวโดนนายหัวเล่นงานตั้งแต่เรื่องน้องแก้วตา อ้อ..นกแก้วมาคอร์สุดรักของนายหัวป่วยคราวนั้นแหล่ะค่ะ ลุงเข้มบอกว่ามันเป็นของรักของคุณปรายฟ้านายหัวเลยหวงเป็นพิเศษ แต่เรื่องสองคนนั้นเป็นเพื่อนกันมาก่อนเคียวยังไม่รู้หรอกค่ะ เพิ่งทราบก็ตอนที่เอมี่พูดถึงนี่แหล่ะค่ะ”
คุณหมอคนสวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุดนิด ๆ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น
“อ๋อ...คือเรื่องคุณฟ้าตายนายหัวแค่ไม่อยากพูดถึงแค่นั้นเองค่ะ ส่วนเรื่องอื่น ๆ คุณฟ้าไม่ต้องฟังเอมี่หรอกค่ะ เอมี่พูดเพ้อเจ้อไปอย่างงั้นเอง”
ขวัญพรรษขมวดคิ้วเรียวยาวสายเข้าหากันเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอก มันมีเรื่องอะไรกันหรือ เธอยังไม่รู้อะไรอีกหรือ
“ครับทางที่ดีคุณเคียวลืมเสียเถอะครับว่าเมื่อกี้พวกเราพูดอะไรกัน อีกอย่างอย่าพูดเรื่องนี้ให้คุณป่าได้ยินนะครับรายนั้นได้ยินล่ะโกรธตายเลย”
ขวัญพรรษพยักหน้ารับเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจแต่เธอก็ยังอยากรู้กับข่าวใหม่ที่ได้ยิน บุษราลัลน์เป็นเพื่อนของฟร้ายฟ้าหรือ มิน่า พอเพื่อนตายถึงได้อยากเก็บแฟนเพื่อนไว้เอง แล้วทำไมถึงไม่อยากให้พูดถึงการตายของฟรายฟ้า ก็ในเมื่อจมน้ำตายไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติเลย หรือว่าผิดปกติ ในขณะที่หญิงสาวกำลังคิดถึงเรื่องที่ได้ยินมานั้น ในห้องทำงานที่ปิดเงียบสองคนที่กำลังคุยกันก็เครียดไม่แพ้กัน
“ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่เป็นไร และผมก็ไม่ได้โกรธเรื่องนั้น”
“แต่บุษก็รู้สึกผิดที่ทำรูปฟ้าหล่นแตกทั้ง ๆ ที่ทราบว่านั่นเป็นรูปเดียวที่ป่าเหลืออยู่”
“ใช่ แล้วก็แปลกอีกนั่นแหล่ะรูปฟ้าในห้องฟ้าหายไปไหนหมดไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง”
พนาพรรษกล่าวออกมาด้วยความแปลกใจ เมื่อนึกถึงวันแรกที่ปรายฟ้าเสียชีวิตเขาเข้าไปเก็บของในห้องของหญิงสาวแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อรูปภาพทุกรูปที่เขากับปรายฟ้าเคยถ่ายไว้หายไปหมดเกลี้ยงจนไม่มีเหลือ มีเพียงภาพเดียวที่เขาเก็บไว้เชยชมได้ก็คือภาพในห้องนอนที่บ้านของมารดาเขาที่อยู่ในเมืองนั่นเอง ซึ่งพอเขาถามบุษราลัลน์หญิงสาวก็ตอบเพียงไม่ทราบแค่นั้นเอง
“ผมว่าเราออกไปข้างนอกกันดีกว่า เข้ากันมานานแล้ว”
ชายหนุ่มทำท่าจะเดินออกไปแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อร่างบางของบางคนที่อยู่ด้านหลังเข้ารัดเขาไว้ในอ้อมกอดเธอเต็มแรงจนเขาเองยังตกใจ
“แต่บุษยังไม่อยากไป บุษอยากอยู่กับป่านะ ทำไมป่าต้องคอยหนีบุษตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกป่าชอบบุษนี่ไม่ได้ชอบฟ้า”
คำถามที่ดูเหมือนตอกย้ำความรู้สึกของชายหนุ่ม ทำให้เขาทนไม่ไหวต้องเอ่ยถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นเมื่อนานมาแล้ว
“ก็บุษเลือกคนอื่น บุษจะเอาอะไรกับผมอีก”
“แต่ตอนนี้บุษเลือกป่าแล้วนะคะ บุษรักป่า”
“แต่ผมไม่ได้รักบุษ ถึงตอนนั้นจะไม่มีฟ้าผมก็รักบุษไม่ได้เข้าใจมั้ย ความรู้สึกระหว่างเราในตอนนี้มันเป็นแค่เพียงเพื่อนมันเหลืออยู่แค่นี้จริง ๆ บุษก็ต้องยอมรับ”
บุษราลัลน์ส่ายหน้าอย่างเสียใจ ไม่เธอไม่ยอมให้มันเหลือแค่ความเป็นเพื่อนหรอก เธอต้องเอาพนาพรรษมาเป็นของเธอให้ได้ นังปรายฟ้ายังอยู่ไม่ได้เลย แล้วคิดหรอคนอื่นจะอยู่ได้
“ป่าจะรักฟ้าไปถึงไหน มันโง่เอง โง่ที่ออกไปช่วยป่าทั้ง ๆ ที่พายุแรงขนาดนั้น”
ความลืมตัวทำให้บุษราลัลน์พูดอะไรออกไปไม่คิด กว่าจะรู้ตัวห้องทั้งห้องก็เงียบสงัดเมื่อชายหนุ่มได้ยินคำที่เธอโพล่งออกมาเมื่อสักครู่
“หมายความว่ายังไง โง่อะไร แล้วไปช่วยผมที่ไหน”
“คะ..คือ..บุษไม่ทราบค่ะ บุษคิดว่าถ้าฟ้าออกไปแบบนั้นคงคิดจะไปช่วยใครมั้งคะ เพราะไม่อย่างนั้นฟ้าคงไม่ขี่เรือไปทั้ง ๆ ที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรอกค่ะ”
หญิงสาวบอกเสียงสั่น เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาถามอีกรอบเธอคงตอบไม่ถูก
“แต่ที่ผมได้ยินเมื่อสักครู่มันไม่ใช่อย่างนี้นี่ บุษพูดว่าอะไรช่วยพูดอีกทีได้มั้ย”
“เปล่าค่ะ บุษก็พูดเหมือนที่ป่าได้ยินนั่นแหล่ะ บุษสมมุติขึ้นมาเฉย ๆ คะ”
พนาพรรษมองหน้าอีกฝ่ายอย่างแปลกประหลาด ใบหน้าหวานเมื่อสักครู่นี้ตอนนี้กลับซีดเซียว เขาก็เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าถ้าพูดถึงเรื่องปรายฟ้าแล้วบุษราลัลน์มักจะหน้าซีดเสมอ แต่ว่าสองคนนี้เป็นเพื่อนกันนะ.... คงจะเสียใจเมื่อเอ่ยถึงเพื่อนแน่ ๆ นอน เขาคิดอะไรชั่วร้ายแบบนั้นได้อย่างไร คนอย่างบุษราลัลน์นะหรือ บ้าไปแล้วไอ้ป่า หน้าหวาน ๆ เรียบร้อย ๆ แบบบุษนี่นะจะทำอะไรชั่วร้ายแบบนั้นได้ ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ กับความคิดประหลาดของตัวเอง

เมื่อคุยกับเอมี่และคุณมนูญเสร็จแล้ว คุณหมอคนสวยก็เดินออกมาจากตรงนั้น เพราะกำลังจะคิดไปยังฟาร์มนก วันนี้เธอต้องไปตรวจสุขภาพน้องแก้วตาของเธออีกครั้งหลังจากปล่อยให้ทานอาหารปกติได้แล้วต้องบอกให้ไม้ดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกน้อง ๆ ให้ได้ ขวัญพรรษคิดไปเรื่อยจนถึงฟาร์มนกมาคอร์ที่เธอชอบเป็นพิเศษเพราะรักสัตว์ชนิดนี้อยู่เต็มหัวใจ คิดแล้วก็คิดถึงเจ้าสามใบที่บ้านจังเลย เย็นนี้ต้องโทรถามพ่อจ๋าแล้วว่าดูแลพวกมันดีหรือเปล่า หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนเรียกเธอด้วยความดีใจราวกับไม่ได้เจอกันมานหลายสิบปี
“เคียว ยัยเคียว”
ขวัญพรรษเหลียวไปมองตามเสียงเรียก ริมฝีปากเรียวได้รูปเปิดกว้างยิ้มรับทันทีเมื่อเห็นว่าใครตะโกนเรียกเธอเสียงดัง ร่างบางถลาเข้าหาเพื่อนรักทันทีด้วยความคิดถึง
“วินนี่ วินนี่แกมาแล้ว ฉันคิดถึงแกที่สุดเลย”
หนึ่งสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มหัวใจสาวกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันด้วยความคิดถึงจนไม่เห็นว่ามีใครที่เดินออกมาจากออฟฟิศมองภาพสองคนกอดรัดกันอย่างขัดใจและขุ่นใจเป็นที่สุด
“ไอ้เคียว แกอย่ากอดฉันแน่นฉันหายใจไม่ออก”
เสียงบีบ ๆ ให้เหมือนผู้หญิงมากที่สุดกล่าวขึ้นเมื่อเพื่อนรักทำท่าไม่ยอมคลายอ้อมกอดง่าย ๆ
“ก็ฉันคิดถึงแกนี่ แกมาก็ดีแล้วงานฉันเยอะมากเลย น้อง ๆ ในสวนสัตว์นี่ทำเอาเรี่ยวแรงฉันหายไปหมด แล้วไหนจะพวกหอยมุกพวกนั้นอีก”
หญิงสาวบ่นกระบอดกระแปดของเพื่อนสาวทำให้วินนี่หรือวิทวัสหัวเราะเสียงดังจนลืมบีบเสียงใหญ่ ๆ ของตัวเองให้เล็กเหมือนหญิงสาวไปชั่วขณะ
“เดี๋ยวแกไปรายงานตัวกับคุณมนูญก่อนนะ เก็บอาการนิดนึงแล้วกันเพราะเขาคิดว่าแกเป็นผู้ชายเข้าใจมั้ย”
วินนี่พยักหน้ารับปากทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจเท่าไหร่ทำไมเขาต้องสำรวมให้ดูเหมือนชายด้วยในเมื่อความเป็นจริงเขาไม่ใช่แบบนั้นอย่างแน่นอน
“ป่ะ ไปกันได้แล้ว”
หญิงสาวเกี่ยวแขนตัวเองเข้ากับแขนที่เกือบเรียวงามของเพื่อนรัก ทั้งสองต้องชะงักกึกทันทีเมื่อหันไปเจอคนที่เธออยากแนะนำให้วินนี่รู้จักเป็นคนสุดท้าย ดูซิ เข้าไปคุยกันสองคนแบบนั้นน่าจะอารมณ์ดีออกมาแล้วยังมามองเธอด้วยสายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อแบบนี้อีกหมายความว่าอย่างไรกัน
“ต๊าย..ไม่น่าเชื่อนะคะ เห็นหน้าตาติ๋ม ๆ แบบนี้จะมีแฟนกับเขาด้วย”
เสียงบุษราลัลน์ไม่ได้เข้าหูของพนาพรรษเลยเพราะตอนนี้เขากำลังจับตามองสองคนด้วยความรู้สึกอยากจะไปกระชากร่างบางของขวัญพรรษออกจากการเกาะเกี่ยวกับผู้ชายข้างตัวเธออย่างยิ่ง แล้วดูทำหน้าเข้าสิ ไม่รู้หรือไงว่าเขาหวง ชายหนุ่มวางหน้าเฉยเมื่อสองคนเดินเข้ามาใกล้กับที่เขายืนอยู่กับบุษราลัลน์
“คุณพนาพรรษคะ นี่วิทวัส เพื่อนอีกคนที่จะมาฝึกงานกับป่าหนาวค่ะ วินนี่...เอ้ย วิน..นี่คุณพนาพรรษเจ้าของฟาร์มป่าหนาวที่เราจะฝึกงานตลอดสามเดือนนี้”
คำเรียกชื่อของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มหายใจเข้าออกฝึดฟัดไม่พอใจกับสิ่งที่เธอเรียก แต่แสดงอะไรไม่ได้มากชายหนุ่มรีบยกมือรับไหว้อีกฝ่ายเมื่อวิทวัสยกมือไหว้เขาก่อน
“สวัสดีครับ ผมวิทวัสครับ”
วินนี่กล่าวทักทายอีกฝ่ายแล้วมองหน้าพนาพรรษอย่างสงสัย ทำไมเจ้าของฟาร์มมุกป่าหนาวแห่งนี้จึงทำกิริยาแบบนี้ แล้วดูซิดวงตาที่มองหน้าเหมือนสาวของเขาก็แปลก ๆ เห็นทีต้องคุยกับยัยเคียวให้ทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว เวลาเกือบสองอาทิตย์ที่เขายังไม่ได้ทำงานที่นี่มันมีอะไรเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรนั่นเอง
“ยินดีต้อนรับเข้าฟาร์มป่าหนาวนะครับ ผมจะให้คุณวินกับเคียวรับผิดชอบงานทางฟาร์มนกแล้วกัน ส่วนเรื่องฟาร์มมุกนั้นผมกับบุษดูแลกันได้ แต่อาจจะกวนพวกคุณบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้นเอง”
ขวัญพรรษขมวดคิ้วเรียวได้รูปของตัวเองทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของนายหัวหนุ่ม ไหนตอนแรกจะให้เธอดูแลฟาร์มมุกควบคู่ไปกับฟาร์มนกนี่ แล้วทำไมถึงเปลี่ยนแปลงไปแบบนี้
“ทำไมคะ ตอนแรกคุณให้ฉันดูแลบ่อมุกด้วยไม่ใช่หรือคะ”
ความสงสัยที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ทำให้หญิงสาวถามออกไปอย่างที่ใจนึกทันที
“คุณว่ายน้ำไม่เป็น เกิดตกน้ำตกท่าไปจะทำยังไง ผมคงไม่มีปัญญาหาลูกสาวมาใช้พ่อกับแม่คุณหรอก”
คำประชดของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวเม้มปากแน่น ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่ากลัวเธอตกน้ำหรอก กลัวเธอจะไปเป็นก้างขวางคอเขาหล่ะสิจะได้หวานกับคุณบุษโดยไม่มีคนขัดใช่มั้ยหล่ะ หญิงสาวต้องหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มจับความรู้สึกของตัวเองได้ว่าในขณะนี้เธอรู้สึกอย่างไร ในขณะที่ชายหนุ่มก็ไม่พอใจเช่นกัน หนอยแม่คุณให้ทำงานใกล้กับแฟนแล้วยังไม่ชอบอีก ผู้หญิงอะไร ตอนแรกบอกไม่มีแฟน โกหก เขาละเกลียดจริง ๆ คนโกหกแบบนี้
“คุณวินครับนี่คุณบุษนะครับ เจ้าหน้าที่ห้องแลปดูแลเกี่ยวกับแลปทั้งหมดที่ส่งตรวจของฟาร์มเราครับ ยังไงพวกคุณคงได้ร่วมงานกันบ้าง”
“สวัสดีครับคุณบุษ”
“ค่ะ”
คำทักทายที่เหมือนจะไม่อยากทักทายเขาแต่ก็ต้องทำเพื่อมารยาททางสังคม วิทวัสหันไปมองหน้าขวัญพรรษทันทีเลิกคิ้วราวกับจะถามว่าคนนี้เป็นอะไรแต่ก็ต้องเงียบเมื่อเจอสายตาดุ ๆ ของเพื่อนรัก
“งั้นเดี๋ยวฉันขอพาวินไปแนะนำกับคุณมนูญ แล้วก็พวกในออฟฟิศก่อนนะคะ”
หญิงสาวบอกแล้วเดินเกี่ยวแขนวินนี่ออกไปโดยไม่สนใจสายตาขวาง ๆ ของเจ้าของฟาร์มป่าหนาวเลยแม้แต่นิดเดียวคนอะไรเดี๋ยวผีเข้าผีออก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไม่รู้จะทำตัวอย่างไรถึงถูกใจพ่อเจ้าประคุณแล้ว ขวัญพรรษคิดแล้วเร่งฝีเท้าลากเพื่อนรักของตัวเองออกจากไปภาพบาดตาบาดใจตรงนั้นทันที
“นี่มันอะไรกัน ไอ้เคียว ฉันว่ามันแปลก ๆ นะ แล้วสองคนนั่นเป็นแฟนกันหรือ เห็นยัยบุษหวงคุณพนาพรรษยังกับจงอางหวงไข่อย่างนั้นแหล่ะ”
วินนี่ถามอยากแปลกใจพร้อมกับวิ่งตามเพื่อนสาวเมื่ออีกฝ่ายเร่งฝีเท้าจนเกือบจะเป็นวิ่งอยู่แล้ว
“ฉันไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ถึงออฟฟิศแล้ว เดินเข้ามาเดี๋ยวจะแนะนำให้รู้จัก แล้วอีกอย่างพอแกอยู่ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็รู้เอง”
หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปแล้วยิ้มแหย ๆ เมื่อทุกคนภายในออฟฟิศหันมามองเธอตาเดียวอย่างสงสัยเพราะเพิ่งจะออกไปเมื่อสักครู่นี่เอง
“คือว่า เคียวจะพาเพื่อนมาแนะนำค่ะ นี่วิทวัส สัตวแพทย์อีกคนนึงค่ะที่จะมาทำงานที่ป่าหนาว วิน คนนี้คือคุณมนูญผู้จัดการของที่นี่นะ แล้วนี่ก็เอมี่ พี่ตั้ว พี่นก พี่ศักดิ์ พี่เมย์ แล้วก็คนสุดท้ายน้องคนเล็กเพิ่งมาทำงานเหมือนกัน น้องชมพูจ้ะ แล้วก็คนสำคัญ แม่บ้านของออฟฟิศ ป้าน้อม”
วินนี่ทำความเคารพทุกคนอย่างเสร็จสรรพยกเว้นน้องชมพูคนเดียวเพราะอายุน้อยกว่าเขา เขาจึงต้องเป็นฝ่ายรับไหว้หญิงสาว
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะฮ๊ะ...เอ้ย ครับ”
วินนี้ยิ้มหวานใส่ทุกคนอย่างแหย ๆ เมื่อเพื่อนร่วมงานหันกลับมามองเขาเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินเขาตอบแบบนั้น บางคนก็ทำหน้าเหมือนขอถามว่าสิ่งที่ได้ยินผิดไปหรือเปล่า
“ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้วนะคะ วินนี่ขอเปิดเผยตัวจริงเลยแล้ว เพราะอึดอัดค่ะ อึดอัดมาก ๆ จริง ๆ แล้ววินนี่เป็นผู้หญิงค่า ผู้หญิงเข้าใจมั้ยคะ”
กิริยาจีบปากจีบคอเกินความเป็นหญิงทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาเสียงดัง ขวัญพรรษยังอดหัวเราะกับกิริยาของเพื่อนรักของตัวเองไม่ได้ อยู่กับวินนี่มันมีความสุขก็แบบนี้นี่เอง จนเมื่อทักทายกันได้สักเวลาหนึ่งขวัญพรรษจึงของตัวพาเพื่อนรักไปห้องพักซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งห่างไปจากบ้านพักของเธอประมาณสามหลัง ซึ่งบ้านพักของวินนี่นั้นจะอยู่ติดกับบ้านพักของบุษราลัลน์และอยู่ติดกับโดมสวนสัตว์ที่ทำงานใหม่ของพวกเธอทั้งสองคน
“เป็นไงบ้านพักของเธอวินนี่ ชอบมั้ย ที่สำคัญนะอยู่ติดกับคุณบุษด้วยนะแก”
“ติดแล้วเป็นไง แต่ฉันว่ายัยบุษนี่แปลก ๆ นะ แกรู้จักเขามาก่อนฉัน แกว่าเขาไม่แปลกหรือ”
วินนี่ถามเพื่อนพร้อมกับนึกถึงอากัปกิริยาของบุษราลัลน์ที่แสดงออกเมื่อตอนที่พนาพรรษแนะนำให้รู้จักเมื่อสักครู่
“ฉันก็ว่าแปลก ๆ เหมือนกัน กับฉันเขายังไม่ค่อยจะคุยด้วยเลย ถือตัวน่าดู เห็นแต่อี๋อ๋อกับนายหัวป่าอยู่คนเดียวเท่านั้นแหล่ะ”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องของคนสองคนที่เธอรู้สึกแตกต่างกันออกไป อีกคนหนึ่งรู้สึกหมั่นไส้ที่หล่อนถือตัวมาก แต่อีกคนหนึ่งรู้สึก...เฮ้ย....บอกไม่ถูก
“เออ..แกจัดของก่อนแล้วกันเดี๋ยวเย็น ๆ ฉันมารับไปเที่ยวให้ทั่วรีสอร์ตเอาแค่ด้านหน้าก่อนแล้วกัน ถ้าทั่วรีสอร์ตทั้งหมดจริง ๆ คงต้องใช้จักรยานปั่นไปแล้วหล่ะ”
ขวัญพรรษบอกเพื่อนรักเสร็จแล้วจึงเดินกลับไปยังฟาร์มนกมาคอร์ ซึ่งต่อไปต้องเป็นที่สิงสถิตย์ของเธอกับวินนี่เป็นอย่างแน่แท้เพราะพนาพรรษได้บอกมาแล้วว่าให้เธอกับวินนี่รับผิดชอบส่วนนี้ เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วหญิงสาวก็อดรู้สึกแปลบ ๆ ที่หัวใจไม่ได้ ทำไมเขาถึงแสดงความห่างเหินกับเธออย่างชัดเจนในวันนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนยังบอกว่าอยากเริ่มต้นกับเธออยู่เลย หรือการกระทำเมื่อคืนนี้มันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของเขาเพียงเท่านั้น หาใช่ความจริงใจของเขาไม่
“ไงนำเงิน นำทอง แก้วตา พี่ไม้เอาอาหารมาเปลี่ยนให้ใหม่หรือยัง”
คำตอบมีเพียงเสียงร้องแกว๊ก แกว๊ก เหมือนเคย หญิงสาวเดินไปยังนกอีกสามสี่ตัวที่ยังไม่มีชื่อ
“ไงอยากมีชื่อมั้ยหล่ะ เดี๋ยวพี่เคียวตั้งให้เอง แต่ขอคิดก่อนนะ”
เสียงหวาน ๆ ยังคงพูดไปเรื่อย ๆ นอกจากนั้นยังมีเสียงแกว๊ก ๆ ร้องตลอดเวลา
“ไม่ต้องกลัวไม่ทำอะไรหรอกน่า”
“ไม้ ไม้”
เสียงหวานตะโกนเรียกไม้คนงานอีกคนที่รับผิดชอบดูแลทำความสะอาดกรงนกมาคอว์แห่งนี้
“ครับ คุณเคียว”
ไม้วิ่งมาหน้าตาตื่นเพราะได้ยินเสียงหวาน ๆ ของคุณหมอเคียวคนสวยเรียกเสียงดัง
“วันนี้เปลี่ยนน้ำของน้อง ๆ ด้วยนะคะ เปลี่ยนทุกอันเลยนะ แล้วก็อาหารเพิ่มอาหารเม็ดเข้าไปก่อน ส่วนพวกผักต่าง ๆ อย่าเพิ่งให้ทานแล้วกัน เพราะเคียวกลัวท้องจะเสียอีก แล้วอีกอย่าง เคียวอยากให้ไม้กับลุงเข้มช่วยดูพวกน้อง ๆ ให้ดี ๆ เพราะตอนนี้อากาศเริ่มหนาวเข้ามาอีกแล้ว เคียวกลัวว่าน้อง ๆ ไม่สบาย ถ้าตัวไหนมีน้ำมูก หรือถ่ายเหลว แยกออกมาก่อนเลยนะคะ”
“ครับคุณเคียว”
ไม้รับคำก่อนจะนำข่าวไปบอกลุกเข้มที่ไปพักทานข้าวแถวบ้านพักคนงานอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นตึกสามชั้นมีห้องพักของคนงานประมาณสามสิบห้องเห็นจะได้ นี่ก็คือสิ่งที่มำให้คนงานที่นี่รักนายหัวแห่งป่าหนาวเข้าไปอีกเพราะนอกจากจะช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ แล้วนายหัวของป่าหนาวยังมีที่พักเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานอีก แต่บ้านพักคนงานจะอยู่ไกลออกไปจากตัวรีสอร์ตนิดนึง แต่ก็ไม่ไกลมากส่วนมากคนงานจะปั่นจักรยานมาทำงานเสียมากกว่า เพราะนายหัวสั่งไว้อย่างเคร่งครัดว่าต้องใช้จักรยานเท่านั้นห้ามรถมอเตอร์ไซด์เด็ดขาดเพราจะสร้างควันพิษให้แก่คนที่มาพัก และสร้างมลภาวะให้กับฟาร์มมุกด้วย

ขวัญพรรษกำลังตรวจดูจงอยปาก เล็บขาของพวกน้อง ๆ ทุกตัวอย่างเคร่งเครียด แต่เพียงครู่เดียวความคิดของหญิงสาวกำลังล่องลอยไปถึงเรื่องเมื่อคืนก่อนระหว่างเธอกับพนาพรรษและเรื่องเมื่อที่ผ่านมาเมื่อสักครู่เธอไม่เข้าใจการกระทำของเขาจริง ๆ เลยว่าอันไหนหลอก อันไหนจริงใจกันแน่
“ทำไมเหม่อคิดถึงไอ้หมอนั่นอยู่หรือไง”
เสียงเข้มดังขึ้นด้านหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้งก่อนจะหันไปมองเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็หันกลับมาทางเดิมก้มหน้าก้มตาตรวจน้อง ๆ ต่อไปราวกับไม่สนใจคนที่กำลังเดินมาหาเธอ
“แล้วไม่อยู่ด้วยกันหรือ เห็นเดินติดเป็นปลาท่องโก๋ขนาดนั้น”
พนาพรรษเอ่ยกระแนะกระแหนอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งเงียบไม่แสดงกิริยาโต้ตอบกลับมาที่เขา
“ต่อไปนี้คงมีความสุขแล้วสินะ แฟนมาหาทั้งคน”
“...............”
“เคียว นี่คุณจะเอายังไงกับผมกันแน่ เงียบแบบนั้นแล้วจะคุยกันรู้เรื่องมั้ย”
ชายหนุ่มแหวเสียงดังเมื่ออีกฝ่ายไม่แสดงอาการอะไรที่ทำให้เขารู้ว่าเธอได้ยินเรื่องที่เขาพูดอย่างชัดเจน
“แล้วไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร เป็นแฟนคุณหรือ”
น้ำเสียงสั่น ๆ ของอีกฝ่ายบอกถึงอารมณ์โกรธที่เขาพยายามห้ามอยู่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายไม่แสดงอารมณ์โต้ตอบกลับมาที่เขาสักนิด
“ใช่ แล้วทำไม”
คำตอบนั้นเหมือนกับใครเอาน้ำมันมารดบนกองไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ให้ขยายลามไปทั่วกว่าเดิม
“ไม่ทำไมหรอก แค่อยากรู้ว่าผู้หญิงอย่างคุณก็โกหกเป็นไฟเหมือนกัน”
ขวัญพรรษถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำกล่าวโทษของอีกฝ่าย เธอไม่คิดว่าคนอย่างพนาพรรษจะกล้าว่าเธอด้วยคำพูดแบบนี้ ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่อ่อนหวาน อ่อนโยน แต่ก็ไม่กระด้างพอที่จะเอ่ยคำหยาบคายแบบนี้ออกมาได้
“มันจะมากไปแล้วนะ คุณเป็นใครมาว่าฉันแบบนี้ พ่อแม่ฉันยังไม่เคยว่าฉันเลย”
ขวัญพรรษตะโกนบอกอีกฝ่ายเสียงดังจนบรรดาน้องนกทุ้งหลาย ร้องอย่างตกใจจนเสียงดังระงม
“อีกอย่างคุณมันก็ไม่ต่างกับฉันหรอก เมื่อคืนอีกอย่าง ตอนเช้าอีกอย่าง คนอย่างคุณมันลืมง่ายเสมอแหล่ะ”
หญิงสาวกล่าวเสียงสั่น ๆ ก่อนจะเดินหนีหน้าเขาออกไปจากกรงน้อง ๆ นกมาคอร์แล้ววิ่งกลับไปยังบ้านพักของตัวเองเพราะไม่อยากจะคุยกับเขาอีกแล้ว
“เคียว...เคียว..ที่คุณพูดหมายความว่าอย่างไร ผมลืมอะไร”
พนาพรรษเคาะประตูห้องหญิงสาวเสียงดังจนลืมคิดไปว่าพนักงานอีกหลายคนเหมือนกันที่พักบ้านพักแถบนี้อยู่
“ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องพูด”
ขวัญพรรษตะโกนบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นเครือเล็กน้อยทั้งที่เธอพยายามข่มอารมณ์อย่างเต็มที่แล้ว แต่ความน้อยใจมันก็มาเหนือเกินกว่าจะบังคับความรู้สึกได้
“เคียว..ออกมาก่อนเรามีเรื่องต้องคุยกัน”
พนาพรรษร้องเรียกอีกฝ่ายที่อยู่ในบ้านพักแต่ก็เงียบไร้เสียงตอบกลับมา ชายหนุ่มรีรอเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้านพักของหญิงสาวอยู่สองสามรอบจนเมื่อแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวไม่ออกมาแน่ ๆ จึงตัดสินใจเดินกลับไปยังออฟฟิศเพื่อสะสางงานของตัวเองต่อให้เสร็จ เดี๋ยวคืนนี้ค่อยคุยกับขวัญพรรษแล้วกัน เขาก็ไม่อยากปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไปแบบนี้เพราะความรู้สึกเขากับหญิงสาวนั้นยังเปราะบางเหลือเกินเพราะมันเป็นช่วงเริ่มต้นแค่นั้นเอง ยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเผชิญ แต่เพียงแค่เริ่มต้นความรู้สึกแบบนี้เขาก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น มันอึดอัดในใจจนเกินบรรยาย ชายหนุ่มหันหลังขวับไปอีกทางทันทีเมื่อรู้สึกว่ามีคนมองเขาอยู่
เงียบ
ทุกอย่างเงียบกริบ ไม่เห็นแม้แต่สิ่งมีชีวิตสักอย่าง พนาพรรษมองซ้ายมองขวาอีกทีราวกับสำรวจ นี่เขาคงคิดมากไปเองกระมัง ชายหนุ่มส่ายศีรษะไปมากับความคิดแปลกประหลาดของตัวเองก่อนเดินตรงกลับไปยังออฟฟิศอย่างเร่งรีบ รอให้หญิงสาวใจเย็นลงกว่านี้แล้วค่อยคุยกันดีกว่า ที่จริงแล้วเขาน่าจะบอกตัวเองเสียมากกว่า รอให้เขาใจเย็นกว่านี้อีกนิดแล้วค่อยมาคุย เพราะตอนนี้แค่เห็นหน้าของคุณหมอคนสวยเขาก็ไพล่คิดไปถึงหน้าหวาน ๆ เหมือนผู้หญิงของหมอวิทวัสที่มาใหม่ทันที..เฮ่อ!!! ..คิดแล้วมันหงุดหงิดหัวใจจังเลย ร่างสูงของนายหัวแห่งป่าหนาวเดินกลับออกไปพร้อมกับความรู้สึกขุ่นมัวในหัวใจนิด ๆ กับความรู้สึกแปลก ๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งตัว เพราะห่างหายกับความรู้สึกนี้มาหลายปีแล้ว ทั้งหมดนี้เขาเรียกว่า...หึง...หรือเปล่านะ เขาเองก็สุดปัญญาจะตอบแล้ว

หญิงสาวที่แอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ถัดไปจากบ้านพักของขวัญพรรษมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเวลาแค่สองสัปดาห์ที่ขวัญพรรษมาทำงานที่นี่ มันดึงดูดใจเจ้าของป่าหนาวรีสอร์ตถึงเพียงนี้เชียวหรือ พนาพรรษรู้สึกกับขวัญพรรษมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องเสียแล้ว แล้วทำไมกับเธอซึ่งรู้จักกันมานาน ทำไมพนาพรรษถึงไม่เคยใยดีเธอเลยทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเธอคิดอย่างไรกับเขา มีแต่เขาจะปฏิเสธ ผลักไสเธอให้ไกลห่างออกไปเท่านั้นเอง ร่างของบุษราลัลน์มายืนอยู่หน้าบ้านพักของหญิงสาวที่แย่งชิงความรักไปจากเธอ สายตาที่มองไปมีแต่ความเคียดแค้น เกลียดชัง สองมือกำแน่นจนแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวสั่นไหวเพราะแรงกำมือนั่นเอง
“ป่าจะต้องเป็นของฉัน ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยป่าไปแน่นอน”
เสียงกระซิบที่ลอดออกจากริมฝีปากคู่งามนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้น หญิงสาวเม้มปากแน่นก่อนจะเดินกลับไปยังที่ทำงานของตัวเอง

ในขณะที่หญิงสาวอีกคนกำลังระบายอารมณ์แค้นกับหมอนใบใหญ่ที่อยู่บนเตียงนอนของตัวเองราวกับว่ามันเป็นคนที่ทำให้เธอโมโหอยู่ขณะนี้
“บ้า บ้า คนบ้า ยังมีหน้ามาพูดอีกหรือว่าต้องคุยกัน ไปคุยกับคุณบุษนั่นไป”
ขวัญพรรษตีหมอนของตัวเองไปมาราวกับว่าหมอนน้อยน่าสงสารใบนั้นเป็นคนที่เธอกำลังอยากจะทุบให้แบนซะงั้น หญิงสาวตีหมอนอีกครั้งก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่เธอวางไว้บนโต๊ะหัวเตียงเมื่อสักครู่มาดู พอเห็นหน้าจอหน้าหวาน ๆ ยิ้มกว้างอย่างสดใส ถ้าใครบางคนมาเห็นคงจะอิจฉาไม่น้อยเพราะกับเขาในวันนี้หญิงสาวผู้นี้มีแต่สีหน้าบึ้งตึงให้ตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มให้เขาสักนิดเดียว
“ฮัลโหล สวัสดีค่ะพ่อจ๋า”
เสียงหวาน ๆ ที่เขาคิดถึงทำให้พัฒน์ถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“ไอ้เคียว เป็นไงมั่ง ไม่โทรหาพ่อมาวันนึงแล้วนะ ไม่รู้หรือว่าพ่อจ๋าเป็นห่วง ไหนจะแม่จ๋าอีกหล่ะ”
เสียงหวานดุขึ้นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ลูกสาวตัวดีไม่ยอมโทรหาเขาเลยทั้งที่สัญญากันแล้วว่าจะโทรคุยกันทุกวัน
“โถ่พ่อจ๋า อย่าโกรธนะ เมื่อวานเคียวยุ้งยุ่ง โดนใช้งานทั้งวันเลยพ่อจ๋า พอหัวถึงเหมือนเคียวก็หลับเลย”
เสียงหวานออดอ้อนผู้เป็นบิดาเพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้บิดาของเธอสนใจเรื่องอื่นแทน
“ถ้าเหนื่อยก็กลับมาบ้านเราดีกว่ามั้ยลูก ลูกคนเดียวพ่อเลี้ยงได้อยู่แล้ว”
พัฒน์ถามลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างเป็นห่วง
“โธ่ ถ้ากลับไปตอนนี้เคียวก็โดนดูถูกตายนะสิ มาทำงานไม่ทันไรโดนไล่ออกจากงานกลับไปให้พ่อจ๋าเลี้ยงอีกแล้ว ไม่เอาหรอก”
“ใคร ใครมันจะว่า ถ้าว่าพ่อจะจับดีดปากเสียเลย”
น้ำเสียงขึงขังของคนเป็นบิดาทำให้ขวัญพรรษหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง ไม่มีใครเลยสักคนที่ทำให้เธอหัวเราะได้อย่างไร้กังวลแบบนี้นอกจากบิดาสุดที่รักของเธอเพียงคนเดียว
“แล้วแม่จ๋าอยู่ไหนคะ”
“อยู่ข้าง ๆ นี่แหล่ะ เดี๋ยวก่อนสิยังคุยกับพ่อจ๋าไม่รู้เรื่องเลยพ่อมีระ....”
พัฒน์ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กทันสมัยซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ลูกสาวใช้เพราะเขาเป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้วให้ลูกสาวเองถูกแย่งไปจากมือหนาพัฒน์หันขวัญไปมองเตรียมจะต่อว่าแต่พอเจอสายตาเพชรฆาตเข้าให้ถึงกับหุบปากเงียบกริบ นี่แหล่ะหนาพอเห็นว่าเขาเกรงใจจนเข้าขั้นกลัวแค่นี้แม่เจ้าประคุณทำเหมือนเหนือเขาเสียทุกอย่าง ฮึ..ที่เป็นอย่างนี้เพราะรักหรอกนะ ถ้าไม่รักมีหวังโดนเขาจัดการไปแล้วเพราะแย่งโทรศัพท์จากมือเขานี่แหล่ะ แต่พัฒน์ทำได้เพียงยิ้มแหย ๆ ให้กับคนเป็นภรรยา ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ กับคนที่แย่งโทรศัพท์จากเขาไปเมื่อสักครู่
“ว่าไงเคียว สบายดีหรือเปล่าลูก เมื่อวานมีอะไรทำไมไม่โทรหาแม่”
ขวัญข้าวถามลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างร้อนรนด้วยความเป็นห่วง
“โห..คำถามเดียวกันเลยนะแม่จ๋า แม่จ๋าไปถามพ่อจ๋าแล้วกัน แต่ว่าตอนนี้เคียวคิดถึงแม่จ๋าที่สุดเลย”
เสียงหวานที่ออดอ้อนตามสายมาทำให้ขวัญข้าวยิ้มกับความเจ้าเล่ห์ของลูกสาว ถ้าเป็นแบบนี้สงสัยจะเปลี่ยนเรื่องคุยเสียแล้วแน่นอน
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องคุย แล้วเมื่อไหร่เขาให้ลากลับมาบ้านหล่ะ แม่บอกให้เอาโน๊ตบุคส์ไปด้วยก็ไม่ยอม จะได้คุยกันแบบเห็นหน้าคุยแบบนี้แม่ไม่ชอบเลย เคียวทำอะไรแม่เลยไม่เห็น”
คุณแม่ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบ่นกับลูกสาวทั้งที่ครั้งแรกเธอบอกให้ลูกสาวเอาโน๊ตบุคส์ไปด้วยเพราะถ้ามีเวลาจะได้แชทหากันหรือคุยกันทางเว็บแคมได้
“โอ้โฮ แม่จ๋าทันสมัยจังเลยสอนพ่อจ๋ามั่งสิจ้ะ”
“ว่าพ่อ เดี๋ยวเถอะแม่จะฟ้องพ่อ”
เสียงหัวเราะหวาน ๆ ของภรรยาทำให้พัฒน์มองหน้าหวาน ๆ นั้นอย่างงงๆ ภรรยาเขาหัวเราะอะไร แล้วเมื่อครู่มีชื่อเขาร่วมกันด้วย
“สองแม่ลูกนินทาอะไรพ่อจ๋าเดี๋ยวเถอะ”
เสียงที่เล็ดลอดเข้ามาให้ขวัญพรรษได้ยินทำเอาหญิงสาวหัวเราะเสียงดังอีกรอบอย่างถูกใจ
“แม่จ๋า วินนี่มาถึงแล้วนะคะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเคียวแล้วเคียวมีผู้ดูแลคนใหม่แล้ว แต่ตอนนี้วินนี่จัดห้องอยู่คงเริ่มงานพรุ่งนี้มั้ง วันนี้เคียวจะไปนอนห้องวินนี่ดีกว่านะคะแม่ ถ้าโทรหาเคียวไม่ติดโทรเข้าเบอร์วินนี่นะคะ แล้วน้อง ๆ สามใบของเคียวสบายดีหรือเปล่า พ่อจ๋ากับแม่จ๋าดูแลน้องเคียวดีมั้ย”
“นึกว่าจะไม่ถามถึงสามใบแล้วลูก อยู่ดีเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ วัน ๆ ร้อง แกว๊ก ๆ จนพ่อจ๋าบ่นปวดหูอยู่หลายวันเลย แค่นี้ก่อนนะลูกตั้งใจทำงานหล่ะ ใช้ที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์นะลูก”
“ค่ะแม่ รักแม่ รักพ่อจ๋านะคะ ฝากจุ๊บพ่อจ๋าด้วยนะคะ บายคะ”
เมื่อวางหูจากมารดาเสร็จแล้ว ขวัญพรรษจึงลุกออกจากบ้านพักไปยังบ้านพักของวินนี่ เอาวะ….. วันนี้ไม่ต้องทำงานสักวัน ให้หักเงินหรืออะไรก็ได้ เธอไม่อยากเห็นหน้าพนาพรรษตอนนี้เห็นแล้วรู้สึกอยากเอานิ้วจิ้มตาโต ๆ คู่นั้นของเขาเสียจริงในฐานะหลอกลวงเธอ
............................................................................




เอรินี
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 มิ.ย. 2554, 19:18:51 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 มิ.ย. 2554, 19:18:51 น.

จำนวนการเข้าชม : 1833





<< รอยอดีตอันปวดร้าว   ปรับตัว ปรับ (ความเข้า) ใจ >>
ปูสีน้ำเงิน 6 มิ.ย. 2554, 22:34:00 น.
เอาใจช่วยนะยัยเคียว


cherryfirm 9 มิ.ย. 2554, 14:19:31 น.
โอยจะเป็นลม " ลมเพชรหึง " นะ...คิคิ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account