ที่สุด...ของหัวใจ
คืนวันล่วง...ผ่านราว...สายน้ำไหล ดวงฤทัย...กลับมั่นคง...เฉกภูผา
ฝังลึกล้ำ...ความรัก...ปักวิญญา สายธารา...ความทรงจำ...ยังย้ำครอง
คือสองหัต...ถานี้...หรือมิใช่ โอบมลาย...ความเหว่ว้า...ในใจหมอง
ด้วยสองเนตร...อบอุ่น...ที่ทอดมอง เฝ้าปกป้อง...ปลอบประโลม...มาเนิ่นนาน

Tags: อาเรีย

ตอน: บทที่ 2


‘นีซ’ เป็นเมืองสุดท้ายของวินเทียร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือก่อนจะขึ้นสู่เทือกเขาวินิเทียร์ เมื่อออกจากเมืองนี้ไปแล้ว จะพบเพียงหมู่บ้านต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่บนเขา โดยชาวบ้านซึ่งเป็นชาวภูเขาเหล่านั้นจะถือเป็นชาวเมืองนีซด้วย

เมืองมีขนาดไม่ใหญ่นักหากมีสภาพจอแจ เพราะที่นี่เป็นเมืองการค้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของอาณาจักรวินเทียร์ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าขายและจุดต่อเชื่อมระหว่างชาวภูเขาและพื้นที่ราบ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีชาวเมลาวีข้ามมาเพื่อทำการค้าด้วย โดยเส้นทางที่สะดวกที่สุดในการข้ามไปมาระหว่างกันจะมีเพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งเป็นแนวจุดต่ำสุดของเทือกเขา

นอกจากนี้ ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางการทหารแห่งหนึ่ง เพราะเป็นเมืองติดชายแดน โดยการดูแลแนวพรมแดนทางด้านนี้จะเป็นหน้าที่ของกองทหารอันมีหน่วยปฏิบัติการฝีมือดีเป็นชาวภูเขาจากเผ่าเนอร์ราห์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่ชำนาญพื้นที่บนเทือกเขาวินิเทียร์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นเผ่าที่มีสายสัมพันธ์กับทางราชวงศ์ เนื่องจากรานีพระองค์แรกที่สิ้นไปแล้วในพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันเป็นสตรีที่มาจากเผ่านี้

อากาศยามเช้าในเมืองเย็นสบาย แดดไม่ร้อนเท่าใดนักเนื่องด้วยอยู่ใกล้ภูเขา ผู้คนในเครื่องแต่งกายหลากสีสันเดินกันขวักไขว่เพื่อซื้อหาสินค้า ร้านพรมทอมือมีอยู่กระจัดกระจาย เนื่องจากนีซเป็นแหล่งขายพรมทอมือที่ขึ้นชื่อถึงความงดงาม ประณีต อันเป็นฝีมือพิเศษเฉพาะของชาวภูเขา

อาเรียเดินจูงม้ากวาดสายตามองดูผู้คนมากมาย และร้านรวงต่าง ๆ ที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจสำหรับเธอ ด้วยก่อนหน้านี้ หากไม่หยุดแค่อารันเทียร์อันเป็นเมืองก่อนหน้า เธอก็จะตัดตรงขึ้นสู่วินิเทียร์เลยโดยไม่เคยแวะที่เมืองนีซ ดังนั้นนี่จึงเป็นการเข้าเมืองนีซครั้งแรกของเธอ

ดวงตาคู่สวยมองหาร้านเสื้อผ้าอันเป็นเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก เมื่อเล็งเห็นแล้วว่าอยู่มิห่างออกไปนัก รอยยิ้มจึงจุดขึ้นยังมุมปาก มือเรียวบางกระตุกบังเหียนมาให้เดินตามตนเองมุ่งหน้าไปยังที่นั่น

เพียงชั่วครู่ อาเรียก็กลับออกมาในชุดพื้นเมืองอันเป็นเสื้อคอปิดสีขาวตัวในใส่ทับด้วยชุดแขนยาวป้ายทับด้านหน้าสีฟ้าคาดทับด้วยผ้าผูกเอวซึ่งเจ้าตัวทดลองเหน็บซ่อนอาวุธไว้อย่างแนบเนียน ตัวชุดยาวเกือบถึงหัวเข่า ชายปักลวดลายสวยงาม กางเกงขายาวสีขาวเก็บชายอยู่ภายใต้รองเท้าบูทหนังอ่อนสีน้ำตาล ร่างบางทดลองขยับไปมาเพื่อดูความคล่องตัว ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความพอใจ และส่งต่อไปยังสาวใหญ่ผู้เป็นเจ้าของร้าน ตามด้วยการชำระเงิน

“ได้ยินว่างานพรมที่นี่สวยมาก ข้าอยากซื้อกลับไปฝากทางบ้าน ท่านน้าพอจะแนะนำร้านได้ไหมคะ” หญิงสาวถือโอกาสเอ่ยถามอย่างอ่อนหวาน

“โอ ได้สิจ๊ะ เพราะว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องพรม ทำให้เรามีร้านขายพรมอยู่มาก คุณภาพดี ๆ ก็มีอยู่หลายร้าน ลองไปที่ตรอกนาซดูซิจ๊ะ ที่นั่นจะราคาถูกเพราะเป็นร้านใหญ่ แบบมีมากมายให้เลือกทีเดียวล่ะจ้ะ”

“เอ แล้วถ้าอยากได้ลวดลายพิเศษที่ไม่ค่อยซ้ำแบบใครจะมีไหมคะ”

“โอ ถ้าอยากได้ลวดลายพิเศษต้องไปที่ร้านของคุณนาลี อยู่สุดตรอกนาซนั่นล่ะจ้ะ ราคาอาจจะสูงสักนิด แต่รับรองไม่ซ้ำใครแน่ ๆ” ผู้เป็นเจ้าของร้านเอ่ยตอบด้วยอัธยาศัยอันดี

“ข้าจะลองไปดูค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” คำขอบคุณดังพร้อมกับรอยยิ้มแจ่มใส ก่อนจะเอ่ยปากสอบถามเส้นทางไปสู่ตรอกนาซที่อีกฝ่ายบอกมา จากนั้นจึงโบกมือลาเจ้าของร้าน

อาเรีย จูงม้ามุ่งหน้าไปยังตรอกนาซ อันเป็นที่ตั้งของเป้าหมายที่เธอต้องการจะไป ‘ร้านของนาลี’ ศูนย์รวมข่าวลับเฉพาะสำหรับกรมราชวัลลภพิเศษเท่านั้น ทว่าเพียงเดินไปได้ชั่วระยะหนึ่ง พลันเกิดเสียงเอะอะดังขึ้นเบื้องหลัง ทำให้หญิงสาวชะงักฝีเท้าพร้อมหันกลับไปมอง

“ล้วงกระเป๋า ! ช่วยจับที” เสียงร้องโวยวายเพื่อขอความช่วยเหลือของหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อดังไม่หยุด พร้อมชี้นิ้วมายังชายหน้าเสี้ยมที่กำลังวิ่งตรงมาข้างหน้าใกล้ถึงตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ หญิงสาวขมวดคิ้วเตรียมขยับตัว หากดูเหมือนยังช้าไป...

คนร้ายผู้นั้นเซถลาล้มคะมำมาข้างหน้าด้วยฝีมือการขัดขาของชายหนุ่มผมดำร่างสูงใหญ่ที่อยู่ห่างเธอออกไปไม่ไกลเท่าไหร่ พร้อมกันกับที่ชายอีกคนใช้เท้าเหยียบแขนแล้วนั่งลงใช้เข่ากดกลางหลังของคนร้ายที่นอนอยู่กับพื้นทันที เป็นผลให้ผู้ที่นอนอยู่ไม่สามารถกระดิกตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อมือข้างหนึ่งของผู้ที่นั่งทับกดก้านคอของเขาเอาไว้ด้วย เสียงผู้คนร้องชมเชยดังขึ้น และหญิงสาวผู้เป็นเหยื่อวิ่งถลาเข้ามา ชายคนแรกที่เป็นผู้ลงมือขัดขาก้มตัวลงหยิบถุงเงินมาส่งคืนให้หญิงสาวผู้นั้น

“ขอบคุณมากท่าน” หญิงสาวละล่ำละลักเอ่ยคำขอบคุณ

“ไม่เป็นไร คราวหน้าคราวหลังระวังหน่อย” เสียงห้าวเอ่ยบอก

“ต่อไปข้าจะระวัง ขอบคุณอีกครั้งค่ะ”

“แล้วจะเอายังไงกับเจ้านี่ดีล่ะ” เสียงถามดังมาจากชายเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลผู้นั่งทับคนร้ายอยู่

“จับส่งทหารเลยท่าน เจ้านี่มันทำแบบนี้หลายครั้งแล้ว” เสียงใครสักคนตะโกนบอก

ร่างสูงที่อาเรียเห็นแต่เพียงแผ่นหลังกว้างและผมดำยาวประบ่าซึ่งถูกรวบไว้ด้วยเชือกหนังพยักหน้าเพียงนิดพร้อมเอ่ยบอก “ก็น่าจะจับส่งให้ทหารอยู่ แต่พวกข้าติดธุระต้องรีบไป พวกท่านคนใดจะรับเป็นธุระได้บ้างไหม”

“ข้าจัดการให้เอง” ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกพลางเดินเข้าไปหาร่างที่นอนอยู่ พร้อมกับผู้ที่นั่งทับเริ่มปล่อยมือแล้วลุกขึ้นก้าวมายืนข้าง ๆ เจ้าของร่างสูงใหญ่

“รบกวนด้วย พวกข้าต้องขอตัวก่อน” เสียงห้าวดังขึ้นสั้น ๆ เมื่อส่งมอบคนร้ายต่อผู้ขันอาสาจะนำตัวไปส่งทหาร ก่อนหันไปพยักหน้าให้ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่คงเป็นเพื่อนกันให้ออกเดิน

หากขณะที่อาเรียกำลังจะหันหลังกลับเช่นเดียวกับผู้คนรอบด้านที่กำลังแยกย้าย สายตาพลันเห็นอาการสะบัดตัวอย่างแรงของนักล้วงกระเป๋าผู้นั้นจนหลุดจากการเกาะกุมของผู้ขันอาสานำตัวไปส่งทหารให้

มีดวาววับเป็นประกายถูกชักออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งตรงไปยังเบื้องหลังของชายหนุ่มทั้งสองคน โดยเล็งเป้าที่คนผมยาวผู้ขัดขาตน หากคนทั้งคู่พลันหันกลับมาอย่างรวดเร็ว จังหวะเดียวกับที่เสียงใสร้องเตือน

“ระวัง !!”

ขาแข็งแกร่งในบูทหนังสัตว์ของชายผมดำยาวตวัดเตะปัดไปยังแขนเจ้านักล้วงด้วยความเร็วแรงจนได้ยินเสียงดังของกระดูกที่หักเพราะแรงกระแทก ตามด้วยการตามเข้าไปเตะอัดเข้าลำตัวจากเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลผู้เป็นเพื่อน ส่งผลให้ผู้ประทุษร้ายลงไปนอนครวญครางอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางความโล่งใจของผู้คนรอบด้านต่อการเหตุอันน่าตระหนกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

“ขออภัยด้วยท่าน เจ้านี่มันดิ้นแรงเหลือเกิน จับไว้ไม่อยู่จนเกือบทำให้ท่านได้รับอันตราย” ผู้ปล่อยให้นักล้วงหลุดมือมาได้ละล่ำละลักขอโทษ โดยเฉพาะเมื่อเห็นแววตาวาววับจากนัยน์ตาสีดำคู่นั้น ยิ่งทำให้ใจฝ่อ

“ไม่เป็นไร เอาตัวมันไปเถอะ คราวนี้ระวังหน่อย” เสียงตอบเรียบหากทรงอำนาจยิ่งนัก

“ทราบแล้วท่าน ขออภัยอีกครั้ง ข้าขอตัว” ชายผู้นั้นกล่าวจบพร้อมตรงไปลากร่างที่ยังโอดโอยของนักล้วง คราวนี้เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

อาเรียมองตามเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมาพบ ‘กำแพง’ ที่ก้าวมาบังอยู่ตรงหน้าทำให้ต้องผงะถอยไปเล็กน้อย สายตาหลุบลงมองกริชเล่มเล็กบางที่ถูกยื่นมาโดยมือใหญ่

นั่นคือ ‘กริช’ ประจำตัวเธอ ที่ถูกขว้างออกไปทันทีพร้อมเสียงร้องเตือน ทำให้ร่างคนร้ายเกิดอาการเซเพราะความเจ็บจากรอยบาดลึกที่ต้นขา

“ขอบใจสำหรับคำเตือน ฝีมือขว้างกริชของเจ้าไม่เลวทีเดียว” เจ้าของมือที่ส่งกริชให้เอ่ยด้วยเสียงห้าวซึ่งดังลอยอยู่เหนือศีรษะเธอ

เจ้าของร่างเล็กบางยื่นมือออกไปรับพร้อมเงยหน้าขึ้นมองยังผู้ที่สูงกว่า หากฉับพลันที่ได้เห็นดวงหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราของอีกฝ่ายซึ่งก้มลงมองตนเองอย่างชัดเจนเต็มตา หญิงสาวมีอันต้องชะงักทันที แววตาทอประกายของความตกใจ หากเพียงชั่วแวบก็กลับเป็นปกติก่อนจะส่งเสียงตอบ

“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย ขอบคุณสำหรับคำชม”

“ถ้าเช่นนั้นเราขอตัวก่อน” ชายหนุ่มบอกพร้อมก้มศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อยเป็นการขอบคุณอีกครั้ง ก่อนหันไปชักชวนเพื่อนเดินจากไปโดยเร็ว

อาเรียมองตามหลังคนทั้งสองด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ตาสีน้ำตาลมีรอยครุ่นคิดถึงเจ้าของร่างสูงใหญ่ผู้ทำให้เธอตกใจ มิใช่เพราะนัยน์ตาสีดำดุ หรือหนวดเคราอันทำให้หน้ายิ่งดูดุขึ้นไปอีกของชายหนุ่ม หากแต่เพราะนั่นเป็นดวงหน้าที่เธอน่าจะรู้จักอย่างแน่นอน

หญิงสาวพุ่งตัวตามไปยังทิศทางที่เห็นร่างทั้งสองเดินไป สายตามองกวาดไปทั่วเพื่อหาคนทั้งคู่ หากไม่พบแม้แต่เงา สร้างความประหลาดใจให้กับเธอ ‘ทำไมถึงหายตัวไปเร็วแบบนี้’ ริมฝีปากบางเม้มแน่น สุดท้ายตัดสินใจหันกลับทันควันด้วยความคิด ‘ไปร้านนาลีก่อน’



“ตาม !! ดักตัวให้ได้” คำสั่งสั้นเฉียบขาดดังจากเจ้าของดวงหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา พร้อมการก้าวออกจากซอกตึกที่ใช้หลบหญิงสาวของชายหนุ่มทั้งสอง ขณะที่คำถามดังขึ้นในห้วงความคิด ...นางเป็นใคร

ชั่วขณะที่เขาสะบัดตัวกลับมานั้นทันเห็นจังหวะที่กริชถูกซัดออกจากมือหญิงสาว และเพราะกริชเล่มนั้นทำให้เจ้านักล้วงเซมาเข้าทางขาเขาโดยง่าย

ความนิ่งของมือยามสะบัดออก ความเร็วและแม่นยำสร้างความประทับใจให้กับเขานัก มิใช่เรื่องง่ายเลยกับการซัดอาวุธประเภทกริช ทำให้นึกอยากทำความรู้จักด้วย ทว่าประกายตาที่มีร่องรอยความตกใจยามที่เห็นใบหน้าของเขาแม้จะเพียงชั่วแวบ แต่เขายังทันได้เห็นนี่สิที่ทำให้ต้องรีบจากมาโดยเร็ว

‘ผู้หญิงคนนั้นรู้จักเรา !!’ คำบอกกล่าวสั้น ๆ ต่อชายหนุ่มที่มาด้วยกัน และเป็นเหตุผลของการเลี้ยวหลบเข้าซอกตึกเพื่อสังเกตการณ์ กิริยาก้าวตามเพื่อหาตัวพวกเขาบวกกับสีหน้าของหญิงสาวที่เขาได้เห็นนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันข้อสันนิษฐานได้เป็นอย่างดี และนั่นทำให้ต้องออกคำสั่งจับตัวหญิงสาวทันที



อาเรียเดินอย่างรีบเร่งด้วยความร้อนใจด้วยต้องการไปให้ถึง ‘ศูนย์ข่าว’ โดยเร็ว ด้วยแน่ใจในความทรงจำของตัวเองที่มีต่อใบหน้านั้น แม้ว่าที่เธอเคยเห็นจะปราศจากหนวดเคราก็ตาม หากจู่ ๆ หญิงสาวพลันเกิดความรู้สึกคล้ายถูกติดตาม ร่างเล็กบางจึงชะลอฝีเท้าเล็กน้อยพลางสอดสายตาไปรอบ ๆ แล้วตัดสินใจเลี้ยวไปยังตรอกที่คนบางตา จากนั้นจึงหันกลับมาทอดมองไปทั่วบริเวณอีกครั้ง แต่มิเห็นความผิดปกติอันใด ริมฝีปากด้านในถูกกัดเบา ๆ อย่างครุ่นคิด ‘หรือเธอระแวงไปเอง’

แม้ไม่แน่ใจ หากหญิงสาวยังคงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่ผู้คนเริ่มน้อยลง และห่างออกไปจากทิศทางอันเป็นที่ตั้งของร้านเป้าหมาย เธอคาดว่าอีกไม่ไกลคงจะพ้นออกจากบริเวณตัวเมือง และเมื่อถึงตอนนั้น น่าจะสลัดหลุดได้ หรือไม่ก็น่าจะจับตัวคนตามได้

ฉับพลัน ประสาทสัมผัสของอาเรียก็เตือนให้ระวัง ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณสั่งให้มือทำงานโดยอัตโนมัติ แต่ทว่า...ก่อนที่มือของหญิงสาวจะได้สัมผัสตัวกริชที่เอวก็ถูกมือหนาแข็งแกร่งคว้าจับไว้ทันที แรงบีบหนักหน่วงพร้อมการบิดตำแหน่งข้อมือของเธอเพียงนิดทำให้ต้องกัดฟันมิให้หลุดร้องออกมาเพราะความเจ็บ ตามด้วยการรับรู้ว่าตนถูกประกบจากร่างสูงหนาสองร่างที่พุ่งออกมาจากซอกตึกสุดท้ายขณะที่กำลังจะเดินผ่าน พร้อมปากกระบอกปืนที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมสองกระบอกกดชิดเอวสองข้างของเธอ

“เดินไปนิ่ง ๆ แล้วอย่าได้คิดแตะต้องกริชของเจ้าเป็นอันขาด” เสียงสั่งเบา ๆ หากเฉียบขาด ครั้นเห็นหญิงสาวพยักหน้า มือแข็งดุจคีมเหล็กข้างนั้นก็ปล่อยข้อมือเล็กให้เป็นอิสระ

อาเรียสูดลมหายใจลึก จดจำเสียงห้าวที่ออกคำสั่งนั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องหันไปดูหน้าของอีกฝ่ายหรือคิดหาเหตุผลของการกระทำ จะขัดขืน...ด้วยสภาพประชิดตัวแบบนี้ก็คงจะไม่ไหว หญิงสาวจึงก้าวเดินแต่โดยดี โดยมีร่างสูงสองร่างเดินประกบเธอพาไปยังบ้านหลังเล็ก ๆ ห่างออกไปจากตัวเมือง

หญิงสาวถูกผลักเข้าไปในบ้าน ร่างบางเซถลาไปตามแรงก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายทั้งสองทันทีที่ตั้งตัวได้ ขณะที่เจ้าของดวงหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายืนกอดอกจ้องเธอเขม็งด้วยนัยน์ตาสีนิลคู่ดุซึ่งวาวโรจน์ ปล่อยให้อีกคนปิดประตูและยืนพิงเอาไว้

หากคนตัวเล็กกลับยืนนิ่งโดยมิเอ่ยคำพูดใด ร่องรอยกังวลฉายชัดในแววตาหากไม่มีความแปลกใจ และเจ้าของดวงตาสีดำก็อ่านออก

“เจ้ารู้จักเรา” เสียงถามเน้นหนัก ทว่าหญิงสาวตรงหน้ายังคงปิดปากเงียบ “เจ้ารู้จักเราแน่นอน” คราวนี้น้ำเสียงมั่นใจ กร้าว เพราะประกายตาหญิงสาวบ่งบอก

อาเรียจับจ้องอีกฝ่ายพลางใช้สมองครุ่นคิดหนักหน่วง ด้วยบุคคลตรงหน้าเป็นผู้ที่ไม่น่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ ณ เวลานี้ บนแผ่นดินแห่งวินเทียร์ ...เธอควรทำอย่างไรดี

ความเงียบเกิดชั่วขณะ สุดท้ายหญิงสาวตัดสินใจเชิดหน้ามองสบตาดำดุก่อนสูดลมหายใจลึก และเลือกการย่อตัวถอนสายบัวต่ำเป็นการทำความเคารพบุรุษตรงหน้าด้วยกิริยางดงามยิ่ง เสียงใสดุจระฆังเงินดังกังวานชัดเจน “หม่อมฉันขอถวายบังคมฝ่าบาท เจ้าชายรัสเซล เฟราซ เมลาเวียร์ ว่าที่องค์รัชทายาทแห่งเมลาวี”

ผู้ที่เพิ่งถูกระบุทั้งพระนามและพระอิสริยยศทรงยืนนิ่ง จับจ้องหญิงสาวด้วยสายพระเนตรเย็นยะเยียบ ก่อนตรัสด้วยพระสุรเสียงกร้าว แผ่วต่ำน่ากลัว “ทำไมถึงรู้ว่าเป็นเรา”

อาเรียถอนหายใจเบา ก่อนตั้งคำถามทูลสวนกลับ “หม่อมฉันควรจะเป็นฝ่ายถามฝ่าบาทมากกว่า ว่าเหตุใดจึงทรงมาอยู่ที่นี่ หมายกำหนดการเยือนชายแดนของพระองค์คงไม่ได้รวมถึงการเข้ามาในวินเทียร์กระมังเพคะ”

“เจ้าไม่เพียงรู้จักเรา ยังเอ่ยถึงหมายกำหนดการที่ยังไม่เป็นทางการของเราอีก แล้วไหนจะฝีมือการซัดกริชนั่นอีกเล่า ดูถ้า...เจ้าคงจะไม่ใช่สตรีธรรมดาแน่” ดุจมีประกายเปลวเพลิงโชติช่วงในแววพระเนตรดำดุจัดยามทอดมองอาเรีย ยังพระสุรเสียงแผ่วต่ำอันบ่งบอกถึงความอันตราย วรองค์สูงใหญ่ก้าวเข้าไปใกล้ คุกคาม ทำให้คนตัวเล็กก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว

ลำคออันบอบบางของหญิงสาวถูกเกาะกุมไว้ด้วยหัตถ์แข็งแกร่งที่ออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยเป็นการเตือนเพื่อไม่ให้ขยับ ดวงตาสีน้ำตาลสงบนิ่ง หากร่างกายกลับสั่นโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวเป็นผลให้แรงบีบคลายออก

“เจ้าเป็นชาววินเทียร์หรือเมลาวี”

“ที่นี่เป็นแผ่นดินวินเทียร์เพคะ หม่อมฉันย่อมยืนอยู่บนบ้านตนเอง” คำตอบชัดแจ้ง

“หึ ทำไมไม่ต่อว่าออกมาตรง ๆ ล่ะ ว่าเรากำลังรุกล้ำดินแดนผู้อื่นอยู่” รอยแย้มพระสรวลเยาะจุดที่มุมโอษฐ์ ก่อนพระสุรเสียงที่เคยกร้าวจะแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบ หากสายพระเนตรยังคงจับจ้องหญิงสาวอย่างสังเกต “ในเมื่อเป็นวินเทียร์ ทำไมถึงรู้จักเรา เคยไปเมลาวีหรือ”

“ไม่เคยเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันเคยเห็นพระสาทิสลักษณ์มาก่อน”

ก๊อก ก๊อกก๊อก ก๊อก !! ...เสียงเคาะเป็นรหัสที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้การซักถามหยุดชะงัก ขณะที่ชายหนุ่มผู้ยืนพิงประตูอยู่รีบเปิดประตูออกรับผู้ให้สัญญาณที่ก้าวเข้ามาข้างในแทบจะทันที

เนตรสีนิลปรายมองผู้มาใหม่ แล้วตรัสถามด้วยพระสุรเสียงเรียบ “ได้เรื่องอะไรไหม นาซิน”

นาซินผู้มีรูปร่างหนากำยำหากเตี้ยกว่าคนอื่นก้มศีรษะถวายความเคารพเจ้าชายแห่งเมลาวี พลางเหลือบสายตามองหญิงสาวร่างเล็กบางที่เพิ่มขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ก่อนทูลตอบเจ้านายของตนอย่างกังวล “ยังไม่ได้อะไรคืบหน้าพ่ะย่ะค่ะ แต่…กระหม่อมเห็นพ่อค้าจากเมลาวีคนหนึ่ง รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง คิดว่าไม่น่าจะใช่พ่อค้าธรรมดา เพราะรู้สึกตงิด ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก”

“มั่นใจหรือ ว่าเจ้าพ่อค้านั่นไม่ปกติ” พระขนงเข้มขมวดเล็กน้อย

“กระหม่อมแน่ใจ อันที่จริงถ้าเนวินได้ไปเห็นด้วยอาจจะช่วยกันนึกออกก็ได้”

“ที่จริง ทางเมลาวีมีน้ำหนักที่น่าสงสัยมากกว่า แต่เราก็ยังตัดวินเทียร์ไม่ได้ ดีไม่ดีสองฝ่ายร่วมมือกันละยุ่งตาย ว่าแต่ว่า...ฝ่าบาททรงให้กระหม่อมไปดูหน้าเจ้าพ่อค้านั่นหน่อยดีไหมพ่ะย่ะค่ะ” เนวินเอ่ยปากขึ้นมาบ้าง

“คิดอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อไหร่ที่นาซินมันตงิดขึ้นมา มักไม่ค่อยพลาดทุกทีสิน่า เจ้าไปช่วยดูอีกคนก็ดี เผื่อจะจำได้ว่าเป็นใคร” เจ้าชายหนุ่มรับสั่งอย่างเห็นพ้องกับผู้เป็นลูกน้อง

สมองของอาเรียเก็บรายละเอียดการสนทนาอย่างรวดเร็ว ความคิดแล่นปราด เสียงใสดังแทรกขัดการสนทนาทันควัน “หรือว่า...การที่ฝ่าบาทแอบเข้ามาที่นี่ เพราะเรื่องกลุ่มคนน่าสงสัยที่ปรากฏขึ้น ใช่ไหมเพคะ”

สายตาสามคู่หันกลับมามองหญิงสาวพร้อมกันทันที หัตถ์ที่ยังเกาะกุมลำคอบอบบางไว้บีบแน่นขึ้น “ให้ตายสิ ! เจ้าไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาจริง ๆ เสียด้วย รู้อะไรกันบ้างนี่”

หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ มือเล็กยกขึ้นมาเพื่อพยายามง้างหัตถ์ใหญ่ออกจากคอโดยอัตโนมัติ เสียงพูดติดขัด “ฝ่า...บาท ทรงปล่อย...หม่อมฉันก่อน เถอะ เพคะ ว วินเทียร์...ไม่ใช่...ศัตรู”

“ฝ่าบาท ทรงปล่อยนางก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฟังนางพูดก่อน” เนวินทูลเตือน

พระหัตถ์เจ้าชายแห่งเมลาวีคลายออกตามคำผู้เป็นลูกน้อง ร่างบางทรุดฮวบพร้อมอาการไออย่างหนัก จวบจนเสียงไอขาดหายจึงพยายามสูดหายใจลึกอัดอากาศเข้าสู่ปอด ขณะที่นาซินก้าวยาว ๆ เข้ามาพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้

เนตรดำแลเห็นดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองพระองค์ด้วยอาการกะพริบถี่เพื่อไล่หยาดน้ำที่รื้นคลอในหน่วยตาใสแจ๋ว ส่งผลให้ดวงพระหทัยของว่าที่รัชทายาทแห่งเมลาวีกระตุกวาบ ความรู้สึกผิดที่ลงมือรุนแรงแล่นมาเกาะเป็นริ้ว ๆ ทำให้สายพระเนตรดุแปรเป็นอ่อนลง พระสุรเสียงที่ตรัสถามไม่กร้าวกระด้างอย่างเคย

“เอาละ ทำไมเจ้าถึงพูดว่าวินเทียร์ไม่ใช่ศัตรู”

“ก่อนอื่น ขอฝ่าบาททรงตอบคำถามของหม่อมฉันสักข้อได้ไหมเพคะ” อาเรียถามเสียงเครือ ลำคอยังระบมเพราะความเจ็บ

“เจ้าจะถามถึงสาเหตุที่เรามาอยู่ที่นี่อย่างนั้นสิ” ทรงคาดเดาได้ “ประโยคที่เจ้าถามก่อนหน้านี้ บ่งบอกว่าเจ้ารู้คำตอบอยู่แล้วมิใช่หรือ”

“หม่อมฉันไม่แน่ใจ เพราะตราบใดก็ตามที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ทุกอย่างจะเป็นแค่เพียงการคาดเดา และการตัดสินอะไรด้วยการคาดเดาย่อมเป็นสาเหตุแห่งความผิดพลาดได้”

“ก็แล้วเจ้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำตอบของเราเป็นความจริง ในเมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งที่เจ้าต้องการคำยืนยันคือเรื่องใด”

“เช่นนั้นฝ่าบาทแน่พระทัยได้อย่างไร ว่าหากทรงยืนยันตามที่หม่อมฉันคิดจะทำให้หม่อมฉันตัดสินใจพูดความจริงต่อฝ่าบาทโดยไม่โกหก ในเมื่อพระองค์เองก็ยังไม่รู้จักหม่อมฉันเลย” อาเรียหยุดถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อต่อ “หม่อมฉันขอทูลตอบตามตรง หม่อมฉันเชื่อในคำตอบของฝ่าบาทแน่นอน เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะทรงต้องโกหกหม่อมฉัน การจะเก็บความลับสักอย่างมิใช่เรื่องยาก ...คนตายพูดไม่ได้”

“ไม่ต้องมาเล่นจิตวิทยากับเรา” รอยแย้มพระสรวลจุดขึ้นที่มุมโอษฐ์ “เอาเถิด ดังที่เจ้าคิดนั่นละ คนน่าสงสัยกลุ่มนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องมาถึงนี่ คราวนี้ถึงตาเจ้าแล้วที่จะต้องเป็นฝ่ายตอบคำถาม แล้วเราจะพิจารณาเองว่าควรจะปิดปากเจ้าหรือไม่”

อาเรียคลี่ยิ้มกับคำตอบที่ได้รับการยืนยัน หญิงสาวตัดสินใจในทันที “เพคะ เชิญฝ่าบาทถาม หม่อมฉันจะตอบเท่าที่ตอบได้“

“เจ้ารู้อะไรมากน้อยแค่ไหน” ถ้อยรับสั่งสั้นกระชับ เนตรทรงอำนาจจับจ้องดุจจะอ่านความจริง

หญิงสาวมองสบตาเจ้าชายต่างเมืองด้วยแววตานิ่ง มั่นคง เสียงใสเอ่ยตอบช้า ๆ “สิ่งที่หม่อมฉันรู้...มีกลุ่มคนที่น่าสงสัยปรากฏตัวขึ้นในเขตของวินเทียร์ แทบจะทันทีที่มีข่าวกำหนดการเยือนหมู่บ้านชายแดนของว่าที่เจ้าชายรัชทายาทแห่งเมลาวี แต่...สิ่งที่หม่อมฉันยังไม่ทราบคือ นี่แค่เป็นความบังเอิญหรือเปล่า หากไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คนกลุ่มนั้นเป็นคนวินเทียร์หรือเมลาวี และวัตถุประสงค์ของพวกเขาคืออะไร การคาดเดาที่น่าจะเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว...” เสียงตอนท้ายลังเลเหมือนไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่

วรองค์สูงทรงยืนนิ่งเงียบ เนตรดำมีประกายที่บ่งบอกให้อาเรียรู้ว่าทรงกำลังรอประโยคต่อไป หญิงสาวกัดริมฝีปากตนเองก่อนตัดสินใจพูด

“ปัญหาการแย่งชิงตำแหน่งรัชยาทแห่งเมลาวี”

เนตรดำหรี่ลงทันที สุรเสียงเย็นเยียบ “ต่อสิ”

“เรื่องนี้ยังเป็นเพียงการคาดเดาเพคะ...แต่มีน้ำหนักที่สุด หมายถึง ในกรณีที่เป็นความจงใจ หาก...เมื่อพบฝ่าบาทที่นี่ หม่อมฉันต้องคิดอีกครั้ง ทรงเกี่ยวข้องกับพวกนั้นแน่นอน แต่ทางไหน มิตร...หรือ ศัตรู และตอนนี้หม่อมฉันคิดว่าได้คำตอบแล้วเพคะ” ดวงตาคู่สวยมองสบพระเนตรเจ้าชายต่างแดนด้วยแววมั่นคง ถ้อยประโยคหนักแน่นยิ่งยามทูลต่อ “วินเทียร์ไม่ใช่ศัตรูของพระองค์อย่างแน่นอน เราไม่มีนโยบายยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของผู้อื่น และจะไม่ยอมให้ใครมาก่อเรื่องในบ้านเรา หรือใช้บ้านเรากระทำการร้ายใด ๆ อย่างเด็ดขาด”

“ถ้าหากคนพวกนั้นเป็นคนของวินเทียร์” เสียงตรัสถามหยั่ง

“ถ้าใช่...” รอยยิ้มเย็นชาจุดที่เรียวปากสีสด เสียงใสดุจระฆังเงินเจือกระแสเหี้ยม “วินเทียร์จะจัดการกับผู้ที่ให้ร้ายกับแผ่นดินตนเองอย่างสาสม”

“ปัญหาการชิงตำแหน่งรัชทายาทเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลับ ๆ ภายในของเรา ผู้หญิงธรรมดาคงไม่สามารถจะรู้ได้หรอกนะ เจ้าเป็นใครกันแน่”

“หม่อมฉัน….”

ก๊อก ๆ เสียงเคาะที่ดังขึ้นทำให้ทั้งห้องเงียบเสียงทันที นาซินและเนวินสบตากันแล้วแยกย้ายไปยืนขนาบสองข้างประตู ดาบถูกดึงมาไว้ในมือทั้งคู่ ในขณะที่วรองค์สูงเอื้อมหัตถ์มาคว้าแขนหญิงสาวดึงหลบไปชิดยังผนังบ้าน

“มีใครอยู่ข้างในหรือไม่” เสียงชายแก่ร้องถาม

“ใคร มีธุระอะไร” นาซินเป็นฝ่ายตะโกนถามกลับ

“นายท่าน ข้าเป็นคนเดินทางผ่านมา รู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากรบกวนขอน้ำดื่มสักหน่อยได้ไหม"

ชายหนุ่มทั้งคู่หันมามองทางเจ้าชายหนุ่ม หากทรงส่ายพระพักตร์

“ขอโทษ อีกไม่ไกลมีลำธารอยู่ เจ้าก็ไปที่นั่นเถอะ” นาซินร้องบอก

อาเรียขยับริมฝีปากจะต่อว่าเมื่อได้ยินคำตอบจากนาซิน หากพระหัตถ์ของเจ้าชายรัสเซลปิดปากเธอไว้ทันที พร้อมกับแขนข้างที่ยังถูกเกาะกุมไว้ถูกบีบแน่น พร้อมรับสั่งกระซิบรอดไรพระทนต์ “เงียบ !!”

ทว่าผู้อยู่เบื้องนอกดูจะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ แม้นาซินจะเอ่ยปฏิเสธอีกครา เสียงขอร้องยังคงดังอยู่ชั่วครู่ หากคนข้างในเปลี่ยนเป็นเงียบไม่ตอบ รอจนทุกอย่างเงียบลง นาซินจึงค่อยแง้มประตูแผ่วเบา ทว่าประตูพลันถูกกระแทกให้เปิดออกอย่างแรง คนสามคนพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วพร้อมดาบในมือเป็นประกายวาววับ โดยแยกย้ายพุ่งเข้าใส่นาซิน เนวิน และเจ้าชายรัซเซลทันที

นาซินรีบย่อตัวต่ำก่อนโยกตัวก้าวเฉียงขึ้นไปทางด้านซ้ายของตนเองอย่างคล่องแคล่วเพื่อหลบดาบที่ฟันเป็นแนวสะพายแล่งลงมาจากหนึ่งในสามของผู้บุกรุก แล้วใช้มือซ้ายคว้าจับแขนข้างขวาที่ส่งแรงฟันดาบของอีกฝ่ายกระชากอย่างแรงเป็นการบวกแรงเพิ่มจนร่างนั้นเซถลามาข้างหน้าทันที และในจังหวะเดียวกัน ดาบในมือขวาของชายหนุ่มได้แทงสวนเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายจนทรุดฮวบลงกับพื้น

ส่วนเนวินคว้าเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ตัวทุ่มเข้าใส่คนที่พุ่งเข้าหาตนเอง เป็นผลให้ร่างนั้นชะงักเซ จากนั้นชายหนุ่มจึงพุ่งตัวสวนเข้าไปอย่างไม่รอช้า หากดาบของอีกฝ่ายตวัดฟันต่ำแนวลำตัวทำให้เขาต้องทิ้งตัวลงกับพื้นโดยเร็วแล้วเตะตวัดไปยังข้อเท้าของอีกฝ่ายให้ล้มหงายหลัง ก่อนที่ตนเองจะรีบลุกขึ้นแล้วส่งดาบในมือแทงไปยังร่างนั้นทันที

อาเรียยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดตรงหน้าพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเหลือบตาลงมองมีดซัดเล่มบาง คมเฉียบที่นอนนิ่งอยู่ในมือขวากับกริชในมือซ้ายซึ่งเจ้าตัวไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะทันทีที่ประตูถูกเปิดออก แล้วผู้บุกรุกคนหนึ่งพุ่งเป้ามายังเจ้าชายรัซเซล หญิงสาวก็โดนผลักให้ถอยไปอยู่ข้างหลังทันที มือเรียวบางดึงมีดซัดออกมาจากซองที่คาดซ่อนไว้ตรงสะโพกภายใต้ชายเสื้อยาวอย่างรวดเร็ว หากติดที่วรองค์สูงพุ่งเข้าใส่ฝ่ายนั้นทำให้เธอไม่กล้าเสี่ยง กริชจึงถูกดึงออกมาเพื่อเตรียมไว้ป้องกันการเข้ามาประชิดตัวจากคนร้าย

พระกรทั้งสองข้างของเจ้าชายรัซเซลชูไขว้ดักแขนของอีกฝ่ายที่เงื้อดาบฟันลงมาตรง ๆ ทรงกะระยะการรับได้แม่นยำ เพราะทันทีที่แขนอีกฝ่ายกระทบพระหัตถ์ก็ทรงบิดพระหัตถ์คว้าจับแขนข้างนั้นแล้วเบี่ยงองค์ออกกระชากให้ร่างคนร้ายทรุดลงกับพื้น ก่อนจะคลายพระหัตถ์เปลี่ยนไปจับคอบิดหักทันที เสียงดังกร๊อบนั่นทำให้หญิงสาวต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

ทุกอย่างจบอย่างรวดเร็วในเวลาแทบพร้อมกัน จนหญิงสาวได้แต่ยืนกะพริบตาปริบ ๆ กระทั่ง…

“เฮ้ย !! ทำไมมันกระจอกอย่างนี้ล่ะ” เสียงอุทานสองเสียงดังขึ้นประสานกัน โดยเสียงหนึ่งมาจากนาซิน ส่วนอีกเสียงมาจากเจ้าของวรองค์สูง

“เหลือใครพอที่จะเอาตัวไว้สอบถามได้บ้างไหมนี่” เสียงเนวินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นว่าทุกคนจัดการกันได้เรียบร้อยหมด

“คนหนึ่งถูกฝ่าบาทหักคอ อีกคนท่านนาซินก็เอาดาบแทงทะลุท้อง ส่วนของท่าน...” หญิงสาวไม่ต่อให้จบแต่ใช้สายตาเหลือบมองยังร่างที่กองแทบเท้าเนวิน แล้วยิ้มฝืด “ถ้าอยากสอบถามอะไร สงสัยต้องตามไปถามที่โลกโน้นแล้วละ” พลางถอนหายใจบ่นงึมงำกับตัวเอง แต่ได้ยินกันทั่ว “โธ่เอ๊ย อุตส่าห์มีเหยื่อมาให้เป็นเบาะแสถึงที่”

“ก็ใครจะไปคิดว่ามันกระจอกอย่างนี้เล่า เลยลงมือเสียเต็มที่ อีกอย่างข้าก็คิดว่าคนอื่นคงจะเก็บไว้” นาซินตอบอุบอิบ แล้วส่งสายตาไปยังเจ้านายของตน

“ข้าก็คิดเหมือนเจ้านั่นล่ะ ว่าแต่ว่า นี่ไอ้พวกนั้นมันคิดว่าฝีมือข้าแย่ขนาดใช้ไอ้พวกกระจอกนี่ก็พอแล้วอย่างนั้นหรือ น่าเสียใจจริง” เจ้าชายหนุ่มโคลงพระเศียร ตรัสด้วยน้ำพระเสียงเศร้า

อาเรียเหลือบตามองเจ้าชายต่างแดนด้วยอาการพูดไม่ออก ‘ให้ตายสิ…นี่พระองค์อยากเจอมือสังหารฝีมือเก่ง ๆ เพราะกลัวไม่สมศักดิ์ศรีหรืออย่างไรกันนี่’

นาซินเดินไปก้มลงกระตุกผ้าคลุมหน้าของคนทั้งสามออก เจ้าชายรัซเซลทรงกวาดพระเนตรผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรายเนตรสีนิลมาทางอาเรียแล้วตรัสถามลอย ๆ “วินเทียร์หรือเมลาวี”

‘อะไรนะ !!’ อาเรียชะงัก พร้อมอุทานในใจ ก่อนส่งสายตาแสดงความไม่แน่ใจในประโยคที่ได้ยิน หากคนตรัสถามเลิกพระขนง แล้วทอดพระเนตรมายังเธอด้วยกิริยารอคำตอบ

‘นี่ตาเจ้าชายที่ดุขนาดจะบีบคอเธอตายกำลังหาเรื่องรวนเธอใช่ไหมนี่ !’ สองมือของหญิงสาวยกเท้าสะเอวอย่างลืมตัว ดวงหน้าเงยขึ้นจ้องพระพักตร์ที่รกไปด้วยพระมัสสุและพระทาฐิกะ ชนิดที่หาก ‘คุณพระนม’ มารดาของรีฟมาเห็นเข้าคงต้องคว้าไม้เรียวทันที แล้วคงตามด้วยการอบรมเรื่องกิริยาที่ควรหรือไม่ควรทำต่อพระพักตร์เจ้านาย

“หม่อมฉันจะไปทราบได้อย่างไร ในเมื่อคนวินเทียร์และเมลาวีต่างสืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทำให้มีโครงสร้างของรูปร่างหน้าตาเหมือนกันอย่างแยกไม่ออก เรื่องแค่นี้ใคร ๆ ก็รู้” เสียงใสแหวใส่เจ้าชายต่างเมืองดังลั่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นทอดหวานจัด ผิดกับแววตาวาวหาเรื่อง “แต่เอ...หรืออาจจะทรงมีความสามารถแยกออกก็ได้ ประทานความรู้ให้หม่อมฉันสักนิดได้ไหมเล่าเพคะ เพราะหม่อมฉันไม่มีความสามารถจริง ๆ”

เนวินและนาซินเสมองไปทางอื่นทำไม่รู้ไม่ชี้ ขณะที่เจ้าชายของพวกตนมีพระอาการ ‘พระศอแข็ง’ เมื่อถูกย้อนด้วยการขอความรู้เรื่อง ‘วิธีแยกรูปร่างระหว่างคนสองอาณาจักร’

แน่นอน...ทรงแยกออกที่ไหนกันเล่า !!

“จะไปรู้ได้ยังไงว่าแยกไม่ออก เห็นรู้อะไรที่คนทั่วไปเขาไม่รู้กันดีนักนี่” สุรเสียงห้าวงึมงำตรัสกับองค์เอง

หญิงสาวตวัดค้อนด้วยสายตาขุ่น ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ศพทั้งสามแล้วนั่งคุกเข่าลงหยิบดาบคนร้ายขึ้นมาดูอย่างละเอียด ตามด้วยการลองใช้นิ้วดีดเคาะใบดาบ แล้วพินิจพิจารณาการพันด้ามดาบ

“ดาบธรรมดา วิธีพันด้ามพื้น ๆ เหล็กกระจอก ๆ หาได้ทั่วไปทั้งในวินเทียร์และเมลาวีนั่นละ ส่วนลวดลายของเสื้อผ้าเป็นแบบวินเทียร์ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะที่นี่มันวินเทียร์” พระสุรเสียงเจ้าชายหนุ่มดังขึ้น หลังจากทรงยืนทอดพระเนตรการกระทำของคนตัวเล็ก พร้อมบอกองค์เองว่าหญิงสาวรู้จักวิธีในการหาที่มาที่ไปจากหลักฐานที่มีอยู่เป็นอย่างดีทีเดียว

อาเรียชะงักวางดาบในมือลงแล้วลุกขึ้นยืนพลางกัดริมฝีปากเบา ๆ อย่างครุ่นคิด ดวงตาคู่สวยกวาดมองร่างทั้งสามแล้วสรุปในใจ ‘ให้หน่วยตรวจสอบจัดการ’ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นหันไปยังวรองค์สูง “ฝ่าบาท สามคนนี้ยกให้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันได้ไหมเพคะ”

“หือ...” เจ้าชายรัซเซลเลิกพระขนงอย่างแปลกพระทัย

โดยไม่รอคำตอบ ร่างบางก้าวไปยังประตู หากเนวินกลับเข้ามาขวางด้วยการยื่นแขนกั้นเอาไว้ ทำให้หญิงสาวถอนหายใจแรง ๆ ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงหน่าย “จะไปที่ม้า มีของบางอย่างที่จะต้องใช้อยู่ในถุงสัมภาระนั่น”

เนวินเหลือบตามองเจ้านายของตน ครั้นได้เห็นพระอาการพยักพระพักตร์เพียงเล็กน้อย แขนที่กางกั้นอยู่ก็ลดลง อาเรียก้าวออกไปนอกบ้านแล้วเลี้ยวขวาตรงไปยังม้าของเธอที่เห็นเนวินลากไปผูกกับต้นไม้ก่อนเข้ามาในบ้าน ค้นกุกกักอยู่เพียงชั่วครู่ก็ดึงเอาถุงใบเล็ก ๆ ออกมา แล้วหันกลับมายังคนทั้งสามที่เดินตามมาห่าง ๆ

“หม่อมฉันจะเรียกคนมาจัดการสามศพนั่นนะเพคะ จะได้รู้ว่า...” คำพูดชะงักเมื่อหญิงสาวเห็นประกายแสงสะท้อนวาบขึ้นเบื้องหลังชายหนุ่มทั้งสามคน ร่างบางพุ่งเข้าหาวรองค์สูงทันทีพร้อมเสียงตะโกนเตือนให้ระวังซึ่งถูกกลบด้วยเสียงอันดังลั่น

ปัง!!



เพียงรอยฝัน
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 เม.ย. 2554, 12:50:40 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 เม.ย. 2554, 18:16:19 น.

จำนวนการเข้าชม : 1709





<< บทที่ 1   บทที่ 3 >>
Setia 5 เม.ย. 2554, 22:10:52 น.
โออออ องค์ชายรัสเซลออกเเล้ว แฟนคลับคนนี้ยังเกาะติดตามทุกสถานการณ์นะ
เสียดายจริงๆ อุตส่าห์เชียร์อาเรียกับองค์รัสเซลแท้ๆเลยอ่ะ แงๆ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account