ที่สุด...ของหัวใจ
คืนวันล่วง...ผ่านราว...สายน้ำไหล ดวงฤทัย...กลับมั่นคง...เฉกภูผา
ฝังลึกล้ำ...ความรัก...ปักวิญญา สายธารา...ความทรงจำ...ยังย้ำครอง
คือสองหัต...ถานี้...หรือมิใช่ โอบมลาย...ความเหว่ว้า...ในใจหมอง
ด้วยสองเนตร...อบอุ่น...ที่ทอดมอง เฝ้าปกป้อง...ปลอบประโลม...มาเนิ่นนาน

Tags: อาเรีย

ตอน: บทที่ 6


ม่านหนาหนักสีน้ำเงินเข้มถูกรูดเปิดหมด บานหน้าต่างเปิดกว้างรับสายลมเย็นสบายยามค่ำคืน มองเห็นจันทราทอแสงนวลเด่นกระจ่างบนผืนฟ้าสีดำ ล้อมรอบด้วยหมู่ดาวระยิบระยับงดงาม หากบรรยากาศภายในห้องกลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ความเคร่งเครียดจริงจังฉายปรากฏในทุกดวงหน้าของผู้เข้าร่วมประชุมที่รายล้อมอยู่รอบโต๊ะกลมอันมีแผนที่ขนาดใหญ่กางอยู่ ผู้เป็นองค์ประธานการประชุมประทับตรงข้ามกับผู้บัญชาการทหารอาวุโส โดยมีไคล์และรีฟขนาบอยู่สองข้างวรองค์ ผู้บังคับการกองกำลังเนอร์ราห์ถูกตามตัวเข้าร่วมประชุมด่วน เช่นเดียวกับรองผู้บังคับการกองร้อยที่สี่ของวามิส

อาเรียขยับลุกทันทีที่ทหารเฝ้าหน้าห้องเข้ามากระซิบข้อความบางอย่าง หญิงสาวหายออกไปพักใหญ่ก่อนจะกลับมาพร้อมแฟ้มเอกสาร และทำการรายงานข่าวต่าง ๆ ให้แก่ที่ประชุม โดยมีเอลย่าคอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของตน จากนั้นแผนปฏิบัติการทั้งหมดถูกวางทันที องค์ผู้เป็นประธานทรงกำหนดแผนด้วยพระองค์เอง ในขณะที่ผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งคอยถวายคำปรึกษาอย่างละเอียด สภาพภูมิประเทศถูกวิเคราะห์โดยวามิสและผู้บังคับการกองกำลังเนอร์ราห์ในฐานะผู้ชำนาญพื้นที่ มีไคล์และรีฟเป็นผู้ซักถามอย่างเข้มงวดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม จวบจนแสงแห่งอรุณรุ่งเริ่มฉาย ณ เส้นขอบฟ้า เสียงพูดคุยปรึกษาจึงค่อยสงบลง พร้อมการลากลับของฝ่ายทหาร

วรองค์แห่งผู้บัญชาการกรมฯ เอนพิงพนักเก้าอี้ ปลายพระดรรชนีเคาะลงกับโต๊ะ พระเนตรมองไปยังผู้บังคับการกองร้อยที่สี่ “วามิส สั่งการพวกหน่วยปฏิบัติการพิเศษให้อยู่ในภาวะเตรียมพร้อมตลอดเวลา ทางท่านนัซเซอร์จัดการได้ตามแผนเมื่อไหร่ เราจะลงมือทันที”

“พ่ะย่ะค่ะ” วามิสรับคำ

“อาเรีย ตามพวกฝ่ายข่าวกับหน่วยตรวจสอบที่อยู่อีกห้องเข้ามาเถอะ” รับสั่งพร้อมกับพระหัตถ์เอื้อมไปดึงแผนที่ให้เลื่อนเข้ามาใกล้ หากมือหนาของไคล์เลื่อนมาวางทับเอาไว้ ทำให้ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมอง

“กระหม่อมว่า เรายังไม่จำเป็นที่จะต้องประชุมกันต่อเดี๋ยวนี้นะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเรื่องสำคัญส่วนใหญ่ได้มีการวางแผนเรียบร้อยหมดแล้วในการประชุมเมื่อสักครู่นี้” ไคล์ทูลเจ้านายของตนด้วยสีหน้านิ่ง ๆ ในขณะที่อาเรียยื่นมือเรียวบางดึงแผนที่จากอีกด้านไปม้วนเก็บทันที

“หม่อมฉันเห็นด้วยกับไคล์เพคะ เราประชุมกันมาทั้งคืนแล้ว ที่สำคัญ ทรงบาดเจ็บ ควรจะทรงพักผ่อนสักนิด แต่ถ้าทรงคิดจะประชุมกันต่อ คงต้องประชุมแค่เพียงพระองค์เดียวละเพคะ เพราะพวกหม่อมฉันง่วงนอนแล้ว” อาเรียพูดพร้อมยกมือซ้ายปิดปากหาว ในขณะที่มือขวาสาละวนกับการรวบรวมกองเอกสารมาเก็บวางตรงหน้าตน ใกล้กับม้วนแผนที่ที่ยึดมาก่อนหน้า

เจ้าชายราเอลกะพริบพระเนตรปริบ ๆ ก่อนจะเบือนพระพักตร์หันไปทางรีฟ ซึ่งเจ้าตัวรีบพูดออกมาทันควัน

“กระหม่อมก็ง่วงนอนแล้ว คงประชุมอะไรต่อไม่รู้เรื่อง” จะไม่ให้ง่วงได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าของตาสีน้ำตาลใสนั่นกำลังส่งสายตาพิฆาตมาให้เขาอยู่ แถมเขายังมีคดีความกับเธอเรื่องปล่อยให้พระองค์เสด็จเพียงลำพังจนได้รับบาดเจ็บมานี่นะ คราวนี้ไม่ง่วงก็ต้องง่วงละ

“วามิส” คราวนี้ทรงหันไปหาผู้มีตำแหน่งสูงสุดประจำกองร้อยแห่งนี้ และแน่นอน...

“กระหม่อมยังไม่ง่วง แต่ว่าต้องไปประชุมกับพวกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และอามินเองก็ต้องไปกับกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ” วามิสตอบอย่างรวดเร็ว และแถมด้วยการตอบแทนลูกน้องผู้มีตำแหน่งรองจากตนเสียเอง โดยมิต้องรอให้รับสั่งถาม

สุดท้าย ทรงหันไปทางเอลย่าดุจจะเป็นความหวังสุดท้าย หากหญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ พร้อมกับน้ำเสียงนิ่งเรียบดังขึ้น “หม่อมฉันเห็นด้วยที่ว่าควรจะทรงได้พัก เพราะนอกจากจะทรงมีแผลแล้ว ยังทรงเจ็บพระอังสาขวาด้วยมิใช่หรือเพคะ เรายังมีงานที่ต้องทำ ถ้าหากไม่ทรงพักตอนนี้แล้วเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาอีก จะทรงเอาแรงที่ไหนไปทำงานเพคะ”

“ให้ตายสิ พวกเจ้านี่...” ตรัสออกมาได้เพียงเท่านั้น ก็ตรัสอะไรไม่ออกอีก นี่ต้องทรงยอมแพ้ใช่ไหมนี่ แต่อันที่จริง ก็ทรงรู้สึกปวดพระเศียรตุบ ๆ อยู่เหมือนกัน พระอังสาก็ดูเหมือนจะปวดขึ้นมาทันทีที่นึกถึง จึงทรงดำริในพระทัยว่า ‘นอนเสียหน่อยก็น่าจะดี เพราะยังไงพวกนี้ก็ไม่ร่วมมือด้วยเสียแล้ว’ พลัน พระกรรณก็ได้ยินเสียงอาเรียดังขึ้น

“วามิส” เสียงใสทอดหวานจัด และผู้เป็นเจ้าของชื่อหันขวับทันที

“ครับ ท่านอาเรีย”

“ท่านลุงนัซเซอร์นำยามาทิ้งไว้ให้ตั้งมากมิใช่หรือ สั่งคนจัดมาให้ฝ่าบาทด้วย” ก่อนจะหันไปทางเจ้าชายของตน แล้วคลี่รอยยิ้มใส นัยน์ตาซื่อ “ฝ่าบาท ท่านลุงบอกว่า ยานี้เป็นยาที่ดีที่สุดของทางฝ่ายทหาร ทรงมีบาดแผล พระอังสาก็เจ็บ และอาจจะที่อื่นที่ไม่ทรงบอก ควรจะต้องเสวยยานี้นะเพคะ” จากนั้นก็หันไปทางรีฟ “รีฟ เจ้าก็ดูแลให้ทรงเสวยให้หมดนะ” คำพูดมาพร้อมสายตาเหี้ยม

น้ำเสียงหวานหยดที่เจ้าชายราเอลทรงได้ยินนั้น ทำให้ทรงรู้สึกสังหรณ์พระทัยอย่างประหลาด เนตรสีน้ำเงินจึงมองไปยังรีฟและไคล์ที่มีสีหน้าเรียกได้ว่าดูไม่จืด ทั้งสองคนไม่ยอมสบตาพระองค์ แม้กระทั่งวามิสก็ไม่ ทำให้เริ่มแน่พระทัยว่ายาที่หญิงสาวบอกมาต้องมีปัญหาสักอย่าง

“เอ่อ ถ้าท่านนัซเซอร์รับรองว่ายานั่นดีจริง น่าจะส่งไปถวายเจ้าชายแห่งเมลาวีนะ เพราะทรงเจ็บหนัก แต่เราไม่ได้เป็นอะไรมากเสียหน่อย”

“เพคะ หม่อมฉันก็ตั้งใจว่าจะส่งไปถวายอยู่แล้ว ไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ เพราะยามีเพียงพอสำหรับทั้งสองพระองค์ ดังนั้นถึงจะไม่ทรงเป็นอะไรมาก ก็ต้องเสวยอยู่ดี”

คราวนี้ทรงแน่พระทัยเป็นอย่างยิ่ง หญิงสาวกำลังโกรธ และดูท่าจะโกรธจัดเสียด้วยสิ เพราะเอลย่าพูดเรื่องอาการบาดเจ็บของพระองค์ออกมาแท้ ๆ เทียว

“อันที่จริง ก็เริ่มจะง่วง ๆ เหมือนกัน เราไปนอนก่อนดีกว่า” ตรัสแล้วก็ทรงลุกโดยทันที “พวกเจ้าก็รีบไปพักกันเถอะ ง่วงแล้วไม่ใช่หรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมง่วง” รีฟตอบรับทันควัน

“จริงสิ อาเรีย เจ้าประสานเรื่องการข่าวกับเอลได้นะ นางเป็นพวกเรา” ตรัสบอกหญิงสาวก่อนหันไปยิ้มให้เอล แล้วเสด็จออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับชายหนุ่มคนอื่น ๆ ทิ้งไว้แต่หญิงสาวสองคนภายในห้อง

อาเรียถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่นพึมพำกับตนเอง “จะยอมบรรทมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ใช่เสด็จหนีไปทำโน่นทำนี่อีก” จากนั้นจึงหันมาทางเอลย่า “เอลย่า เจ้าก็พักที่นี่นะ เราคงจะยุ่งกันหน่อยล่ะ”

“เรียกเอลเฉย ๆ ก็ได้” หญิงสาวหยุดเล็กน้อย ก่อนจะถามอีกฝ่ายเรียบ ๆ กึ่งเย็นชา ดวงตาสีดำจับจ้องอีกฝ่ายนิ่ง “นี่เจ้าไม่โกรธข้าหรือ”

“หือ ! โกรธเจ้า เรื่องอะไรหรือ” อาเรียทำสีหน้างุนงงกับคำถามของหญิงสาว

“ก็ข้าทำให้เจ้าชายทรงได้รับบาดเจ็บ”

“เจ้าทำร้ายพระองค์หรือ” หญิงสาวถามย้อนกลับ ตาใสแจ๋วแลสบอีกฝ่าย

“เปล่า แต่พระองค์บาดเจ็บเพราะข้า”

อาเรียกะพริบตา “ข้าไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อเจ้าไม่ได้ทำร้ายพระองค์ แล้วข้าจะโกรธเจ้าทำไมกัน ไม่มีเหตุผล”

“เอาเถิด ถือว่าข้าไม่ได้ถามก็แล้วกัน”

“ข้าก็ไม่ได้ยินเจ้าถามอะไรเหมือนกัน ไปเถอะ” เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลส่งรอยยิ้มใสกระจ่างให้ แล้วยื่นมือไปคว้าแขนหญิงสาวร่างสูงกว่าให้ออกเดิน หากนั่นทำให้เอลย่าออกอาการสะดุ้งน้อย ๆ ความอึดอัด สับสน ไม่แน่ใจ แล่นปราด อยากจะดึงแขนออกจากการเกาะกุมนั้น แต่ก็มิสามารถทำได้



“เจ้าพักห้องข้าง ๆ ข้าก็แล้วกันนะ” อาเรียส่งเอลย่ายังหน้าประตูห้องที่ติดกับตนเอง แล้วทำท่าจะเดินย้อนกลับไปทางเดิม หากเอลย่าขมวดคิ้วเรียกหญิงสาวเอาไว้

“แล้วนั่นเจ้าจะไปไหนกันน่ะ ห้องเจ้าอยู่ข้าง ๆ นี่มิใช่หรือ”

“ข้าจะลงไปประชุมกับพวกหน่วยข่าวน่ะ พวกหน่วยตรวจสอบก็อยู่ เมื่อคืนยังไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก จะให้พวกเขาโผล่หน้าไปนั่งประชุมด้วยก็ทำไม่ได้ เพราะมีคนของพวกทหารอยู่ด้วย เลยได้แค่แฟ้มที่เห็นน่ะ ข้าอยากจะดูรายละเอียดทั้งหมด”

“ไหนเจ้าทูลฝ่าบาทว่าง่วง”

“แหม ถ้าไม่พูดอย่างนั้น ก็ทรงประชุมต่อน่ะสิ ไม่ทรงยอมพักหรอก ข้าไปก่อนนะ” หญิงสาวพูดจบก็ก้าวเดินทันที หากแขนกลับถูกเจ้าของร่างสูงโปร่งคว้าเอาไว้

“เจ้าเองก็ต้องพัก”

“โธ่ เอล ข้าไปไม่นานหรอก เดี๋ยวก็กลับมานอนแล้ว” อาเรียเอ่ยเสียงหวาน

“ไปนอนเดี๋ยวนี้ ตื่นมาค่อยไปประชุม ข้าจะไปด้วย” เสียงพูดเรียบเย็น

“เอ่อ...” อาเรียชะงัก ตาสีน้ำตาลแลสบตาดำคมสวยที่ฉายประกายบังคับแกมดุยิ่งนักในความรู้สึกของหญิงสาว จึงได้ยิ้มแหยส่งให้ “จ้ะ ข้า...ไปนอนก็ได้” จากนั้นหญิงสาวก็รีบเข้าห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว โดยมีเอลย่ามองส่งจนประตูห้องปิดลง ครั้นแน่ใจแล้วว่าคนตัวเล็กจะไม่กลับออกมาอีก ก็เปิดประตูเข้าสู่ห้องของตน

เอลย่าทิ้งตัวลงที่เตียงโดยแรง ถอนหายใจยาว สมองครุ่นคิดอย่างสับสน ว่าทำไมเธอจะต้องเข้าไปยุ่งกับหญิงสาวคนนั้น ทั้ง ๆ ที่ต้องการจะอยู่ห่าง ๆ ในตอนแรกเธอยอมรับว่ารู้สึกตกใจที่ได้ยินข่าวการถูกยิงของนาง แต่เมื่อได้ประจักษ์ถึงความห่วงใยของเจ้าชายราเอลและผู้คนรอบตัวเธอผู้นั้น ก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมา หากความโล่งใจก็เกิดขึ้นทันทีที่เห็นว่าคนตัวเล็กนั่นปลอดภัย แม้แต่เมื่อชั่วครู่ที่ผ่านมา เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะบังคับให้หญิงสาวไปพักผ่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเธอเลยสักนิด ทำเธอถึงเป็นอย่างนี้นะ



เจ้าชายรัซเซลทรงนิ่วพระพักตร์ยามขยับจะลุกขึ้นนั่ง ในขณะเดียวกับที่นาซินและเนวินเปิดประตูเข้ามาพอดี

“ฝ่าบาท ค่อย ๆ พ่ะย่ะค่ะ” เนวินปราดมาประคององค์เจ้าชายของตนทันที

“เจ็บ น่ารำคาญ” กระแสรับสั่งหงุดหงิดมีร่องรอยอ่อนเพลีย พระหัตถ์ซ้ายลูบไปบนผ้าพันแผลสีขาวบนพระอุระ

“เพิ่งทรงผ่าเอากระสุนออกเมื่อวาน จะไม่เจ็บได้อย่างไรล่ะพ่ะย่ะค่ะ แล้วนี่จะทรงลุกขึ้นนั่งทำไม น่าจะทรงบรรทมอยู่เฉย ๆ” เสียงนาซินย้อน ทำให้เนตรดำดุตวัดมองทันที

“เจ้าอยากนอนเฉย ๆ บ้างไหม จะได้ช่วยสงเคราะห์” รับสั่งย้อน หากทรงลุกไม่ขึ้น

“แต่กระหม่อมยังไม่อยากนอน ยังไม่ถึงเวลา รอแก่ ๆ ไม่มีแรงแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ให้กระหม่อมอยู่รับใช้ฝ่าบาทก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”

“เมื่อคืน เราตื่นมาครั้งหนึ่ง เจ้าก็ให้เรากินยาแล้วก็นอน เลยยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้ล่ะว่าถูกยิง แล้วต่อจากนั้นเป็นอย่างไร ที่นี่ที่ไหน”

“ที่นี่คือกองร้อยที่สี่แห่งกรมราชวัลลภพิเศษของวินเทียร์พ่ะย่ะค่ะ” เนวินทูลตอบคำถาม

“หือ ! ทำไมถึงเป็นที่นี่ได้”

นาซินจึงทูลเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดถวายผู้เป็นเจ้านาย

“แม่ตัวดี เป็นพวกอาควิลหรือนี่ มิน่าถึงได้รู้เรื่องอะไรดีนัก” พระขนงขมวดมุ่น “เจ้าบอกว่า เจ้าชายผู้บัญชาการก็เสด็จมาด้วยอย่างนั้นหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ ยังมีผู้บัญชาการทหารกองพลที่หนึ่ง ดูเหมือนว่าเมื่อคืนนี้จะมีการประชุมกันทั้งคืน”

“สงสัยจะวุ่นวายกันน่าดูนั่นล่ะ เพราะทางนี้ก็คงกลัวเกิดปัญหา แต่เรายังสงสัย พวกคนร้ายที่ลงมือ ตกลงเป็นพวกไหน และพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่ ในเมื่อเรามากันเงียบ ๆ”

“พวกของเจ้าชายอัลดีนแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” เนวินโพล่งขึ้นมา พร้อมส่งสายตาโกรธเคืองไปยังเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“เจ้าพี่อัลดีนน่ะอยู่ในข่ายต้องสงสัยอยู่แล้ว แต่อะไรที่ทำให้เจ้าแน่ใจว่าเรื่องครั้งนี้เกี่ยวข้องกับพระองค์”

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่แบบหงุดหงิดดังจากเนวิน “ก็ไอ้พ่อค้าที่นาซินมันบอกว่าจำไม่ได้น่ะ มันคือไอ้อูราล คนสนิทของมาเฮล หัวหน้าหน่วยพิเศษ คนของเจ้าชายอัลดีนน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นก็หันไปหานาซิน “ไอ้บ้านาซินเอ๊ย เรื่องสำคัญขนาดนี้ ถ้าเจ้าจำได้ เมื่อวานเราอาจจะไหวตัวได้ทัน ฝ่าบาทก็จะทรงปลอดภัย”

“ก็ข้าจำไม่ได้จริง ๆ นี่นา” นาซินพูดเสียงอ่อย ด้วยความรู้สึกผิด

“พวกเจ้าเงียบ!!” เสียงตวาดดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองเงียบเสียงทันที พระพักตร์นิ่วเล็กน้อยเพราะความเจ็บจากแรงตวาด หากพระเนตรดำดุ มีรอยครุ่นคิด พระโอษฐ์ภายใต้พระมัสสุเม้มแน่น สีพระพักตร์ถมึงทึงดูน่ากลัว

“ฝ่าบาท พวกกระหม่อมทำงานสะเพร่า ทำให้ทรงได้รับอันตราย พวกกระหม่อมยินดีรับโทษพ่ะย่ะค่ะ” นาซินพูดขึ้นมา

“พวกเจ้าพูดคุยอะไรกับพวกอาควิลไปแล้วบ้าง” เจ้าชายรัซเซลรับสั่งถามโดยไม่ใส่พระทัยคำพูดของนาซิน

“ยังไม่มีการคุยอะไรกันพ่ะย่ะค่ะ นอกจากเรื่องที่ไอ้อูราลมันไม่ใช่พ่อค้าจริง และพวกนั้นก็ยังไม่มีใครมาคุยอะไรกับพวกกระหม่อม เพราะยุ่ง ๆ กันอยู่ ปีกตึกด้านที่ใช้ประชุมมีการรักษาการณ์อย่างเข้มงวดทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ ท่านอาเรียเองก็ดูเหมือนจะแวบออกมาจากห้องประชุม พอรู้เรื่องอูราลแล้วก็รีบกลับเข้าไป” เนวินเป็นผู้ทูลตอบ

“พวกที่บุกเข้าไปในบ้าน ฝีมือมันแย่เกินไป อูราลมันคงไม่ขนพวกฝีมือห่วย ๆ มาทำงานถึงที่นี่ เป็นไปได้ว่าพวกนั้นน่าจะเป็นคนในพื้นที่นี่ล่ะ” ทรงสันนิษฐาน

“ถ้าเป็นคนพื้นที่ ทรงคิดว่าวินเทียร์มีส่วนกับเจ้าชายอัลดีนไหมพ่ะย่ะค่ะ” นาซินถามขึ้น

โอษฐ์หนาเหยียดยิ้ม “หึ ก็แม่ตัวดี ชื่อะไรนะ อ้อ อาเรีย เป็นคนช่วยข้าเอาไว้มิใช่หรือ แถมยังพามาที่อาควิลนี่ แล้วเจ้าชายผู้บัญชาการก็ทรงประทับอยู่ด้วย ก็น่าจะตัดประเด็นนั้นออกไปได้ เพราะถ้าพวกเขาให้การสนับสนุนเจ้าพี่อัลดีนจริง ก็ไม่จำเป็นต้องลากข้ามารักษาที่นี่ แล้วประชุมกันหัวปั่นขนาดนั้น อีกอย่าง ถ้าจับสิ่งที่นางคุยกับเรา ดูเหมือนว่าพวกอาควิลเองกำลังสืบเรื่องคนกลุ่มนั้นอยู่เหมือนกัน”

“ถ้าพวกเขาสืบเรื่องนี้อยู่จริง การร่วมมือกับพวกเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์นะพ่ะย่ะค่ะ” นาซินพูดขึ้นบ้าง

“ใช่ น่าจะมีประโยชน์ แล้วข้าจะคุยเอง”



ก๊อก ๆ !! เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ทำให้เนวินเดินไปเปิดรับหญิงสาวตัวเล็กบาง ที่ถือถาดอันมีโอสถถ้วยใหญ่วางอยู่เข้ามาภายในห้อง

หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้พระแท่น แล้วโค้งทำความเคารพ ก่อนจะพูดเสียงใส

“ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าพระอาการเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”

“ก็ดี เนวินบอกว่าเจ้าเป็นคนช่วยเราเอาไว้ ขอบใจ”

“หม่อมฉันเคยทูลแล้วว่าวินเทียร์ไม่ใช่ศัตรูของพระองค์” หญิงสาวทูลด้วยรอยยิ้ม

“จำได้ เจ้ายังพูดด้วยนี่ ว่าวินเทียร์จะจัดการพวกที่ให้ร้ายแผ่นดินตัวเอง”

“เพคะ คนร้ายพวกนั้น…”

“คนวินเทียร์ล่ะสิ” เสียงตรัสต่อประโยคให้ทันที รอยสรวลเยาะจุดมุมโอษฐ์

“คงไม่ใช่แค่ฝ่ายเดียวกระมังเพคะ เราต้องดูต้นตอใหญ่ด้วย” หญิงสาวพูดยิ้ม ๆ ปรายตามองไปยังเนวิน “เมื่อคืนยังไม่มีเวลาคุยอะไรกับท่านเนวิน แต่เชื่อแน่ว่าจะต้องมีรายละเอียดอะไรมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้น ท่านคงไม่โมโหจนแล่นมาวางมวยกับท่านนาซินหรอก ใช่ไหมคะ”

เนตรดุวาววับเปลี่ยนมามองลูกน้องของตนทั้งคู่ทันที ทรงดำริ ‘ไอ้พวกนี้ มันน่านัก มาทะเลาะกันเองให้คนอื่นเห็นเสียได้’

“กระหม่อม โมโหไปหน่อยพ่ะย่ะค่ะ ก็เลยลืมตัว” เนวินยอมรับ เนื่องจากเมื่อคืน หลังจากที่เขาได้ตามคนของหญิงสาวไปดูหน้าพ่อค้าที่นาซินพูดถึง จนได้รู้ว่าพ่อค้าผู้นั้นเป็นใคร เขาก็เกิดอาการโมโหเดือดกับความจำของเพื่อนที่มาพลาดในเรื่องสำคัญ เมื่อกลับมาจึงได้ตรงเข้าไปเล่นงานเพื่อนตัวดีทันที จนมีคนไปรายงานให้หญิงสาวรับรู้นั่นล่ะ หญิงสาวสาวจึงได้ออกมาห้าม

“ไม่หน่อยล่ะ หมัดหนักชะมัด ถ้าท่านอาเรียไม่มาห้าม มีหวังร่วงกันไปข้างหนึ่ง” นาซินย้อน

“ก็มันน่าไหมล่ะ” เนวินเริ่มหงุดหงิดอีกครั้ง

“นี่ แม่ตัวดี ช่วยเอาปืนให้สองคนนี้ออกไปยิงกันข้างนอก แล้วฝากขุดหลุมฝังคนแพ้ให้ด้วย” สุรเสียงเย็นยะเยียบดังขึ้น ทำให้สงครามที่กำลังจะเริ่มของสองคนหยุดลง

อาเรียกะพริบตาปริบ ‘แม่ตัวดี’ นี่ทรงเรียกเธอใช่ไหม ใช่สิน่า รอยยิ้มหวานจึงคลี่ออกทันที “หม่อมฉันเสียดายกระสุนเพคะ แล้วก็เสียดายพื้นทีในการฝังด้วย ว่าแต่ หม่อมฉันนำพระโอสถมาถวาย ท่านผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งส่งมาถวายเป็นพิเศษ และบอกว่าเป็นโอสถที่ดีที่สุดเพคะ” ประโยคเดิมถูกนำมาใช้

“ขอบใจ ส่งมาสิ” ทรงบอกอย่างไม่อิดออด ก็พระองค์ไม่เคยกลัวการกินยานี่นะ

อาเรียส่งให้นาซินที่ยื่นมือมารับไปถวายทันที หากเมื่อฝาถูกเปิดออก กลิ่นยาก็โชยกระจายทันที ส่งผลให้พระหัตถ์ที่ถือถ้วยนั้นอยู่ชะงักทันที ทรงขมวดพระขนงอย่างไม่แน่พระทัย ก่อนจะรับสั่งถาม “แน่ใจหรือ ว่านี่ยา”

“นั่นสิ กลิ่นมัน...แย่มาก ๆ เลยนะนี่ ท่านอาเรีย” เนวินพูดขึ้นมาเบา ๆ

“ยาจริง ๆ เพคะ”

เจ้าชายหนุ่มเหลือบพระเนตรมองยา แล้วแปรมามองหน้าหญิงสาวที่กำลังยิ้มหวาน แล้วมองยาอีกครั้ง หากไม่ทรงกล้าเสวย

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นาซินเปลี่ยนเป็นผู้ไปเปิดรับแทน เมื่อเห็นผู้เสด็จมาก็ชิดตัวตรงถวายความเคารพ ก่อนตามเสด็จเข้ามาภายใน

“อ้าว อาเรียมาก่อนแล้วหรือ” เจ้าชายราเอลทรงเอ่ยทักเมื่อทอดพระเนตรเห็นหญิงสาว

อาเรียถวายความเคารพองค์ผู้มาใหม่ ตอบเสียงใส “เพคะ หม่อมฉันนำพระโอสถมาถวายเจ้าชายรัซเซลเพคะ”

คำทูลตอบของหญิงสาวทำให้ทรงชะงักทันที พร้อม ๆ กับที่ทรงได้กลิ่นอันเคยผ่านมาก่อน เนตรสีน้ำเงินแปรไปยังองค์ผู้ประทับอยู่บนพระแท่น “ฝ่าบาท หม่อมฉัน ราเอล พ่ะย่ะค่ะ ทรงเป็นอย่างไรบ้าง”

“หม่อมฉันรัซเซล ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วง พอจะดีขึ้นบ้างแล้ว ต้องขอประทานอภัยที่มาทำความยุ่งยากให้”

“อย่าตรัสเช่นนั้นเลย ความยุ่งยากไม่ได้เกิดจากพระองค์ แต่มาจากผู้ไม่หวังดีกับเราต่างหาก อย่าทรงเป็นห่วง เราจะช่วยกันแก้ปัญหา ว่าแต่...” พระเนตรสีน้ำเงินเหลือบมองถ้วยพระโอสถในพระหัตถ์อีกฝ่าย แล้วเลยสบเนตรดำดุที่ดูมีแววคำถาม

“แม่ตัว...เอ่อ...อาเรียบอกว่านี่เป็นยาที่ดีที่สุดที่ท่านผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งส่งมาให้ แต่หม่อมฉันรู้สึกว่ากลิ่นยา ออกจะ...เลยไม่ค่อยแน่ใจ” สุรเสียงห้าวดุตรัสบอกอีกฝ่าย หากเนตรตวัดไปทางหญิงสาวที่ดูจะยิ้มระรื่น

“หวานเป็นลม ขมเป็นยานะเพคะ แล้วยานี้ เจ้าชายราเอลก็ทรงเสวยมาแล้ว ใช่ไหมเพคะ” อาเรียทูลเสียงหวานพร้อมหันสายตามามองยังเจ้าของพักตร์สวยที่กำลังกลืนพระเขฬะยากเย็น

“เสวยเถอะ หม่อมฉันรับรองว่าเป็นยา จริง ๆ” เจ้าชายราเอลหันไปตรัสบอกเจ้าชายต่างแดนด้วยพระสุรเสียงเบา หากพระเนตรสีน้ำเงินมีแววเห็นพระทัย

เมื่อมีคำรับรองจากองค์ผู้เป็นเจ้าบ้าน เจ้าชายรัซเซลจึงค่อย ๆ ยกพระโอสถในถ้วยขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว เพียงจิบแรก ก็ทรงรับรู้ได้ถึงความขมจัด ฝืดเฝื่อนปนด้วยรสประหลาด ๆ ที่ทำให้รู้สึกแย่ยิ่งนัก หากก็ทรงยอมดื่มจนหมด ความรู้สึกพะอืดพะอมแล่นปราด หากทรงพยายามกลบด้วยการแสดงพระพักตร์ถมึงจนดูดุเป็นอย่างยิ่ง

นาซินและเนวินหันไปสบตากันเอง เจ้าชายราเอลยื่นพระหัตถ์ไปรับถ้วยคืนมาด้วยองค์เอง แล้วส่งต่อให้อาเรียที่ยังมีรอยยิ้มหวานประดับอยู่บนใบหน้า

“หม่อมฉันมีนัดประชุมกับพวกหน่วยข่าว คงต้องขอตัวก่อนนะเพคะ” หลังจากนั้นจึงหันไปหาเนวิน “เรายังมีเรื่องต้องคุยกันอีก แล้วข้าจะให้คนมาเชิญนะคะท่านเนวิน” ร่างบางถวายความเคารพทั้งสองพระองค์แล้วออกไปอย่างรวดเร็ว

ครั้นคล้อยหลังหญิงสาวแล้ว เจ้าชายราเอลก็ลากเก้าอี้ที่อยู่ข้าง ๆ มาประทับลงข้างพระแท่น แล้วรับสั่งถาม “ทรงไปทำอะไรให้อาเรียโกรธ”

“หือ” เจ้าชายรัซเซลขมวดขนงไม่เข้าพระทัย

“หึ หึ ก็อาการยิ้มหวานพูดหวานแบบนั้นน่ะ คือเจ้าตัวโกรธ หรือไม่ก็กำลังจะเอาคืนเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง หม่อมฉันถึงได้ถาม ว่าทรงทำอะไรนาง”

เจ้าชายต่างแดนส่ายพระพักตร์ หากทรงพระดำริ ‘เอ หรือแม่ตัวดีจะเอาคืนเรื่องโดนบีบคอ’

“ยานั่น รสชาติแย่มาก ๆ แต่เห็นจะต้องเสวยไปอีกพักใหญ่ ๆ เลยละ เพราะถึงอย่างไร ท่านผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งรับรองมา แสดงว่าดีจริง ๆ” เจ้าชายราเอลตรัสต่อ

“ทรงได้รับบาดเจ็บเหมือนกันหรือ” เจ้าชายรัซเซลถามขึ้นบ้างเมื่อเห็นผ้าพันแผลที่พระเศียรของอีกฝ่าย

“อุบัติเหตุนิดหน่อย ว่าแต่ อาเรียทูลฝ่าบาทเรื่องคนร้ายหรือยัง”

พักตร์เจ้าชายรัซเซลเคร่งขรึมทันที “รู้แค่ว่าพวกที่บุกเข้าไปเป็นคนพื้นที่”

“แต่ตัวมือปืนไม่ใช่ พวกที่บุกเข้าไปนั่นเป็นแค่ตัวล่อ ที่ไม่ได้หวังผลอะไรอยู่แล้ว พวกนั้นเป็นแค่นักเลงกระจอก ๆ ที่อยากได้เงินเท่านั้นเอง” เจ้าชายราเอลทรงหยุดเล็กน้อย ก่อนจะตรัสต่อ “มีคนบางพวกจากเมลาวีเข้ามากบดานอยู่บนวินิเทียร์ และดูเหมือนจะมีความร่วมมือกับพวกคนภูเขาบางกลุ่ม”

เนตรดำหรี่ สุรเสียงเย็น “คิดจะใช้วินเทียร์มาช่วยในการจัดการกับหม่อมฉันล่ะสิ”

“ถ้าดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นอย่างนั้น เรามีรูปคนที่เข้ามาติดต่อกับพวกภูเขา เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับพ่อค้าที่เนวินแจ้งว่าไม่ใช่พ่อค้าจริง” ทรงหยุดเล็กน้อยแล้วรับสั่งถามขึ้นทันควัน “ทรงคิดว่าเจ้าชายอัลดีนมีส่วนกับเรื่องนี้หรือไม่”

เนตรดำประสานสบกับเนตรสีน้ำเงินนิ่งดุจจะหยั่งความคิดซึ่งกันและกัน องค์ผู้เป็นเจ้าของเนตรสีดำทรงดำริ สมควรแค่ไหนที่จะให้วรองค์ตรงหน้ารับรู้เรื่องราวภายใน ทว่าทรงรู้อีกเช่นกัน ยามนี้วินเทียร์ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งวินเทียร์เองย่อมไม่ยอมถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน การร่วมมือกันน่าจะเป็นผลดีกับพระองค์ อย่างน้อยจะทรงได้ ‘พรรคพวก’ และเป็นพรรคพวกที่ ‘เล่นด้วยไม่ง่าย’ สำหรับอีกฝ่าย อีกประการ นี่จะเป็นการกันไม่ให้วินเทียร์หันไปร่วมมือกับเจ้าชายอัลดีนได้ในภายหลัง ถ้าหากมิตรคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเรา ผู้ที่เราควรจะต้องใกล้ชิดยิ่งกว่าคือ ‘ศัตรู’ หากวินเทียร์คิดเปลี่ยนใจเป็นศัตรู จะทำให้ทรงมีวิธีป้องกัน

“เนวิน” รับสั่งเรียกราชองค์รักษ์ประจำองค์ และหันไปพยักพระพักตร์ให้ชายหนุ่ม

เนวินรับรู้ความประสงค์ขององค์ผู้เป็นเจ้านาย จึงน้อมศีรษะรับแล้วหันไปทางวรองค์ที่ประทับบนพระเก้าอี้ข้างพระแท่น คำกราบทูลชัดเจน “พ่อค้าคนนั้นชื่ออูราล เป็นคนของหัวหน้าหน่วยพิเศษ ซึ่งเป็นคนสนิทองเจ้าชายอัลดีนพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

เจ้าชายราเอลพยักพระพักตร์ช้า ๆ ทรงรู้ อีกฝ่ายไม่ยอมรับออกมาตรง ๆ หากการระบุที่มาแห่งผู้ต้องสงสัย เท่ากับเป็นการยืนยันโดยมิต้องเอ่ยปากให้คำพูดมาผูกมัดได้ เป็นการ ‘กัน’ ตัวเอง “ถ้าเช่นนั้น ทุกอย่างก็ลงตัว เรารู้มาว่ามีผู้ว่าจ้างนักเลงพวกนั้น โดยระบุว่าให้จัดการกับคนที่ช่วยจับคนร้ายในเมือง นัยว่าต้องการแก้แค้นแทนคนร้ายที่ถูกจับ แต่ทางคนร้ายไม่รู้เรื่อง ทั้งไม่รู้จักคนที่ว่าจ้างนั้น สันนิษฐานว่าอีกฝ่ายจำฝ่าบาทได้เพราะเรื่องจับคนร้ายนี่เอง”

“กำลังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าหม่อมฉันอยู่ที่นี่ น่าจะเป็นอย่างที่ทรงสันนิษฐาน และการลอบสังหารคราวนี้น่าจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะถ้าหากมีการวางแผนไว้ก่อน คนอย่างอูราลคงไม่ส่งคนมาแค่นั้นแน่” เจ้าชายรัซเซลตรัสด้วยพระสุรเสียงเย็นยะเยียบ

“เป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแผนกะทันหัน หม่อมฉันเดาว่า เดิมที กลุ่มคนพวกนั้นน่าจะถูกรวบรวมเพื่อเตรียมก่อการบางอย่างยามพระองค์เสด็จชายแดนตามหมายกำหนดการ หากกลับกลายเป็นว่าทรงมาปรากฏองค์ที่นี่ แทนที่จะรอลงมือตอนนั้นก็เปลี่ยนเป็นลงมือทันที เพราะเหยื่อมาล่อถึงที่ แถมไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ วินเทียร์ต้องรับไปเต็ม ๆ” ทรงผ่อนพระปัสสาสะยาว “วินเทียร์ยังโชคดี ถ้าอาเรียไม่อยู่ตรงนั้น ผลคงเลวร้าย”

“เป็นโชคดีสำหรับหม่อมฉันเช่นกัน เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น หม่อมฉันคงจะไม่รอด”

“ตอนนี้ ข่าวถูกปล่อยออกไปว่า อาเรียถูกคนร้ายยิงได้รับบาดเจ็บ และยังจับคนร้ายไม่ได้” สุรเสียงนุ่มเล่าปนสรวล ทำให้อีกฝ่ายคลี่รอยแย้มพระสรวลบางอย่างรู้เท่าทันเหตุผล

“หึ หึ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของอาควิลถูกทำร้าย มิหนำซ้ำยังมีฐานะเป็นถึงธิดาของเสนาบดีกลาโหม ก็ไม่น่าแปลก ถ้าอาควิลและฝ่ายทหารจะวิ่งหาคนร้ายกันให้ควั่ก”

โอษฐ์หยักงามเหยียดยิ้ม “นั่นละ จุดประสงค์ของเรา การตรวจค้นที่ไม่น่าสงสัย”

“จะว่าไป...น่าจะลองให้คนที่ต้องถูกยิงกินไอ้ยานั่นเสียบ้าง จะได้รู้ฤทธิ์” เจ้าชายผู้รับบาดเจ็บเปรยอย่างหมั่นไส้ เรียกรอยแย้มพระสรวลกว้างจากวงพักตร์สวยเกินบุรุษ

“เพราะถูกยิงน่ะสิ นางถึงต้องกินยานั้นเป็นคนแรก แล้วเลยพาลมาให้หม่อมฉันกินด้วย สุดท้ายก็ฝ่าบาท ...เป็นการแก้แค้น”

‘อ้อ อย่างนี้นี่เอง แม่ตัวดี เรียกแม่ตัวแสบน่าจะเหมาะกว่า’ เจ้าชายผู้โดนให้เสวยยาเป็นองค์สุดท้ายทรงพระดำริในพระทัย



ปัง!!

“ไอ้พวกบัดซบเอ๊ย” เสียงมือตบโต๊ะตรงหน้าดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงบริภาษจากชายฉกรรจ์ผู้มีเรือนร่างสูงใหญ่ โครงหน้าเป็นสี่เหลี่ยม จมูกโด่งงุ้ม ริมฝีปากหนา นัยน์ตาสามเหลี่ยมมีประกายแห่งความเหี้ยมโหดจับจ้องไปยังลูกน้องที่ยืนอยู่ตรงหน้า “จนป่านนี้แล้วยังไม่มีข่าวอะไรอีก ไอ้ยัคมือปืนนั่นมันหายหัวไปไหน ยังตามไม่เจออีกหรือ”

“ใจเย็นก่อนเถอะท่านอูราล เรากำลังพยายามหาข่าวเต็มที่ คิดว่าไม่ช้าคงได้เรื่อง” ผู้ชายอีกคนที่ดูท่าทางเป็นลูกน้องพูดขึ้นมา

“แต่นี่มันผ่านไปเป็นวันแล้วนะกาย่า ไอ้หมอนั่นยังหายหัว อย่าว่าแต่ไอ้หมอนั่นเลยไอ้พวกนักเลงที่เราจ้างไปก็หายไปด้วยเหมือนกัน หรือมันจะทำพลาด” ผู้ชายอีกคนแย้ง

“ยัคมันเป็นหน่วยแม่นปืนฝีมือดีของเรา ไม่น่าจะพลาดได้ง่าย ๆ” กาย่าตอบอีกฝ่าย

“เฮอะ ขอให้ไม่พลาดจริงเถอะ แล้วดูสิ แทนที่จะได้ข่าวเจ้าชายรัซเซลถูกยิง แต่กลับกลายเป็นว่ามีข่าวแม่ลูกสาวเสนาบดีกลาโหมอะไรนั่นถูกยิงแทน ไอ้พวกทหารมันเลยออกตรวจกันให้ควั่ก เราจะขยับอะไรก็ลำบาก ดูสิ เลยต้องแจ้นขึ้นมาหลบกันอยู่ที่หมู่บ้านนี่ ทำไมมันถึงได้วุ่นวายอะไรอย่างนี้วะ ต้องมาถูกยิงเอาตอนนี้” อูราลบ่นอย่างหัวเสีย แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้โดยแรง ตาสามเหลี่ยมหลับลง มือซ้ายยกนวดขมับตนเอง ในณะที่ลูกน้องทั้งสองคนไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก เพราะไม่อยากกระตุกอารมณ์ผู้เป็นนาย หากอูราลเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะลืมตาขึ้น คิ้วยังขมวด ทว่าสีหน้าเรียบกว่าเดิมดุจสงบสติอารมณ์ที่กราดเกรี้ยวลงได้ นัยน์ตาสีเทามีรอยครุ่นคิด น้ำเสียงจึงสงบลงกว่าเดิม

“กาย่า เอกิล พวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหรือเปล่า ที่อยู่ ๆ แม่ผู้หญิงนั่นมาถูกยิงเอาในจังหวะเดียวกับที่เราส่งคนไปจัดการเจ้าชายรัซเซล พร้อม ๆ กับข่าวของเจ้าชายหายไป ไอ้ยัคก็หายไป”

ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากันเองก่อนที่กาย่าจะเป็นฝ่ายตอบ “มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้นะท่านอูราล อีกอย่างเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าเจ้าชายรัซเซลเองไม่เคยมีการติดต่ออะไรกับทางวินเทียร์เลย”

“แต่ข้ารู้สึกว่ามันแปลก ทำให้ไม่สบายใจอย่างไรชอบกล เอกิล เจ้าให้พวกคนของหมู่บ้านเจ้าไปหาข่าวรายละเอียดเรื่องแม่ผู้หญิงคนนั้นมาด้วยก็แล้วกัน กาย่า วันพรุ่งนี้พวกหน่วยสังหารของเราจะเข้ามาเพิ่ม เจ้ากับเอกิลก็พาพวกนั้นไปเก็บตัวที่กระท่อม รวมกับกับพวกคนในหมู่บ้านที่ถูกเอกิลเลือกไว้แล้ว ถ้าเราหาเจ้าชายไม่พบ เราจะทำตามแผนเดิม คือจัดการตอนทรงเสด็จตรวจชายแดน แต่ถ้าพบ ก็จัดการมันเสียที่นี่ พวกทหารเยอะแยะแบบนี้ ระวังตัวกันหน่อย” เสียงถอนหายใจยาวตามมา

“ที่จริงข้าไม่น่าเชื่อไอ้ยัคมันเลย น่าจะจัดการตามแผนเดิม” อูราลย้อนนึกถึงตอนที่ยัควิ่งมารายงานเขาว่าพบเจ้าชายในเมือง หลังส่งคนสะกดรอยตามไป มันก็มาอนุญาตเขาไปจัดการเอง เขาเห็นเป็นโอกาสดีก็เลยอนุญาตไป แต่ให้ตายสิ เขาพลาดแบบโง่ ๆ เพราะความใจร้อนไม่ทันคิดแท้ ๆ ทีเดียว

เอกิลรับคำผู้เป็นนาย ก่อนจะขอตัวออกมาเพื่อทำตามคำสั่ง ทันทีที่ประตูบ้านถูกปิดลง เขาก็เดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือ และพบผู้มาขวางหน้า “เซ็ต เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

“ท่านอา ข้าอยากรู้ว่า พวกที่อยู่ข้างในเป็นใคร แล้วทำไมท่านต้องทำตามคำสั่งพวกนั้น”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้จักพวกเขาหรอก ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ แล้วนี่สั่งให้เจ้าคอยเฝ้าเส้นทางขึ้นสู่กระท่อมนั้น ทำไมเจ้าไม่อยู่เฝ้า” ผู้เป็นอากระชากเสียงตอบด้วยความไม่พอใจ

เซ็ตถอนหายใจ “ไม่ต้องห่วง ข้าให้คนอื่นเฝ้าอยู่ ท่านเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของเรานะ ทำไมถึงทำอะไรที่จะนำภัยมาสู่หมู่บ้านเราแบบนี้”

เอกิลหรี่ตาทันที มือกระชากคอเสื้อผู้เป็นหลานเข้ามา เสียงพูดเบา “นี่เจ้าแอบฟังเราคุยกันหรือ ให้ตายสิ ถ้าเจ้าไม่ใช่หลานข้านะ ข้าจะส่งตัวเจ้าให้ท่านอูราลจริง ๆ ด้วย จำไว้นะ หุบปากให้เงียบ ถ้าไม่อยากตาย แล้วก็กลับไปทำหน้าที่ของเจ้าที่ข้าสั่งไว้เดี๋ยวนี้” กล่าวจบก็ปล่อยมือ แล้วรีบเดินไปทันที

เซ็ตมองตามหลังผู้เป็นอา ก่อนจะหันไปมองยังกระท่อมด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ เขาคิดถูกที่ตัดสินใจมาลอบแอบฟังการสนทนาของผู้เป็นอากับชายต่างถิ่นที่เขาเห็นว่ามาที่หมู่บ้านบ่อย ๆ ในระยะหลังมานี้ เรื่องที่ได้รู้ทำให้เขาตกใจยิ่งนัก ชายหนุ่มตัดสินใจทันที ‘ข้าจะไม่ให้เป็นอย่างที่พวกท่านต้องการหรอก ท่านอา’



เพียงรอยฝัน
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 เม.ย. 2554, 12:57:33 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 เม.ย. 2554, 18:20:07 น.

จำนวนการเข้าชม : 2001





<< บทที่ 5   บทที่ 7 >>
Setia 5 เม.ย. 2554, 22:31:55 น.
แม่ตัวแสบจริงๆซะด้วย
แหม แต่ก็แสบอย่างนี้แหละที่มัดใจองค์รัสเซลจนดิ้นไม่หลุด >///////<


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account