ลำนำรักใต้แสงจันทร์
เมื่อเจ้าหญิงกาอิยาห์พยายามจะช่วยชีวิตหญิงสาวเคราะห์ร้ายผู้หนึ่งแต่พลาดจนทำให้เธอผู้นั้นกลายเป็นหิน เมลิอานาร์จึงต้องยื่นมือช่วยเหลือด้วยการเดินทางไปค้นหายาถอนพิษ ซึ่งงานนี้คงไม่ยากเย็นนัก ถ้าหญิงสาวจะไม่บังเอิญต้องร่วมทางไปกับราชาหนุ่มรูปงามแห่งกรีนแลนด์ที่คอยแต่จะกวนโมโหกันอยู่เรื่อย ..มาร่วมผจญภัยไปพร้อมกับสองหนุ่มสาวในนิยายรักเบาๆ ที่มีกลิ่นอายแฟนตาซีอ่อนๆ และไม่ค่อยจะโรแมนติกเรื่องนี้กันนะคะ ^ ^
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 24


ราชาเอลเบอเรธประทับยืนยิ้มกริ่มอยู่บนลานดินด้านหลังเรือนนักบวช ดวงเนตรจับนิ่งอยู่ที่บานหน้าต่างเหนือพระเศียร เมื่อมันถูกมือขาวนวลผลักให้เปิดออก พระองค์ก็ส่งเสียงกระแอมเบาๆ

เจ้าของห้องที่โผล่พ้นช่องหน้าต่างออกมาเกือบทั้งตัว ชะงักเท้าค้างกลางอากาศ สัญชาตญาณบอกให้นางถอยหลังกลับ ทว่าอารามรีบร้อนทำให้เหยียบพลาด ดีที่มือยังไวพอจะคว้ากรอบหน้าต่างเอาไว้ทัน จึงไม่ถึงกับพลัดตกลงมากองกับพื้นให้ขายหน้า เพียงแต่ต้องห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศในท่าที่ไม่สวยนัก

รอยยิ้มของผู้ที่ยืนกอดอกมองดูอยู่แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะกังวานทุ้มน่าฟัง ตามมาด้วยประโยคยั่วเย้า

“นี่ท่านใจร้อนอยากพบข้าถึงขนาดรอออกทางประตูไม่ไหวเชียวหรือ ท่านเมล”

เมลิอานาร์ไม่โต้ตอบ นางหลับตานิ่งพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนเหวี่ยงร่างลงมายืนบนพื้นดิน ชุดนักบวชยาวกรอมเท้าทำให้เสียหลักเซถลาไปเล็กน้อย ราชาหนุ่มจึงฉวยโอกาสยื่นพระหัตถ์เข้าช่วยประคองแล้วเลยโอบเอวบางไว้ไม่ยอมปล่อย เมลิอานาร์คิดจะสะบัดร่างออกห่างก็เกรงจะเป็นการก่อพิรุธ จึงจำต้องฝืนยืดกายขึ้นยืนชิดร่างหนาด้วยท่าทางไม่สะทกสะท้าน ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนน่ากลัวว่าจะโลดออกมานอกอก โชคดีที่บริเวณนั้นไม่สว่างมากนัก จึงพอจะวางใจได้ว่าราชาเอลเบอเรธไม่มีทางสังเกตเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของนาง

ตั้งแต่กลับจากลัสเตอร์สโตน เมลิอานาร์ก็ตัดสินใจว่าจะอยู่ให้ห่างจากราชาหนุ่มมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ ‘ความลับ’ แตกก่อนเวลาอันควร นางยังต้องอาศัยกรีนแลนด์เป็นที่หลบภัยอีกพัก อย่างน้อยก็จนกว่าเจ้าชายเอเดรียนจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสไปกับสาวอื่นที่ไม่ใช่นางนั่นแหละ ดังนั้น เมื่อมหาดเล็กในเครื่องแบบสีแดงขลิบทองมาเคาะประตูห้องพร้อมด้วยชุดนักบวชใหม่เอี่ยมตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อมันวาว และรับสั่งเชื้อเชิญให้นางไปร่วมโต๊ะเสวยในงานเลี้ยงต้อนรับทหารผลัดใหม่ หญิงสาวจึงตัดสินใจปีนหน้าต่างหนีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

“เอ่อ.. ฝ่าบาท เสด็จมานานแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

เมลิอานาร์รู้ว่านั่นเป็นคำถามที่โง่มาก แต่นางไม่รู้จะทูลถามอะไรที่ดีกว่านั้น เพราะไม่นึกมาก่อนว่าราชาหนุ่มจะทรง ‘รู้แกว’ เสด็จมาดักรอนางอยู่ด้านหลังเรือนนักบวชด้วยพระองค์เอง

“ก็นานพอที่จะเห็นท่านปีนออกมาทางหน้าต่างนั่นละ”

คนตอบคลายพระหัตถ์ออกจากเอวอีกฝ่าย มองสำรวจจนทั่วร่างบาง แล้วรอยแย้มสรวลก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากดวงพักตร์ กลายเป็นอาการขมวดพระขนงขึ้นมาแทน

“ท่านไม่ได้สวมชุดที่ข้าเตรียมไว้ให้นี่”

หญิงสาวกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอแล้วฝืนยิ้ม

“คือกระหม่อมเห็นว่า ชุดที่พระราชทานมามัน...เอ่อ..หลวมเกินไปน่ะพ่ะย่ะค่ะ”

เหตุผลอย่างขอไปที ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแม้แต่น้อย เมื่อราชาหนุ่มทรงยักพระอังสา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทั้งชุดนี้แหละ เสียเวลามากแล้ว ข้ามีแขกสำคัญรออยู่”

ตรัสจบ พระกรใหญ่ก็คว้าข้อมือเล็กฉุดให้ออกเดินโดยไม่ใส่พระทัยกับอาการขืนตัวเอาไว้สุดแรงเกิดของอีกฝ่าย

“แขกสำคัญ ใครกันพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนึกว่านี่เป็นงานเลี้ยงต้อนรับพวกทหารเสียอีก”

อันที่จริงเมลิอานาร์ไม่ได้อยากรู้แม้แต่นิดเดียวว่าแขกของราชาเอลเบอเรธคือผู้ใด หากเป็นเพราะต้องการถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด จึงแกล้งถามออกไปอย่างไม่คำนึงถึงมารยาท

“เจ้าชายเอเดรียนแห่งแลมพ์ตันไงล่ะ ท่านก็น่าจะรู้จักไม่ใช่หรือ เห็นว่าคราวนี้ทรงรับอาสาราชาซาเรียนำทหารผลัดใหม่มาส่งด้วยพระองค์เองทีเดียว”

พระนามนั้นทำให้คนฟังแทบสะดุดขาตัวเองล้ม อยากจะคิดว่าตนฟังผิด แต่สีหน้าและแววตาของราชาหนุ่มไม่บ่งบอกสักนิดว่าทรงพูดเล่น เป็นไปได้หรือที่หนุ่มสำอางอย่างเจ้าชายเอเดรียนจะยอมผละจากอ้อมอกสาวๆ เสด็จนำทหารมาส่งถึงกรีนแลนด์เพื่อเอาใจพระบิดา คำตอบคือไม่มีทาง นอกเสียจากว่าทรงมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นบางประการ ซึ่งถ้าให้เดาก็คงไม่พ้นเรื่องผู้หญิง และผู้หญิงคนนั้นก็ไม่น่าจะใช่ใครอื่นเสียด้วย

“เป็นอะไรไปท่านเมล อยู่ๆ ก็หยุดเดิน” ราชาหนุ่มก้มลงมองอีกฝ่ายพลางตรัสถามอย่างแปลกพระทัย

“เอ่อ... กระ..กระหม่อม... กระหม่อมปวดท้องพ่ะย่ะค่ะ ปวดมากๆ เลย โอ๊ย...” หญิงสาวสะบัดมือจนหลุดจากพระหัตถ์ใหญ่ ยกขึ้นกุมท้องตนเองไว้แน่น พูดพลางงอตัวลงด้วยท่าทางเจ็บปวดสุดแสน

“สงสัยว่าจะไปร่วมงานเลี้ยงไม่ได้เสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ ต้องขอพระราชทานอภัยด้วย”

“อย่างนั้นหรือ” ราชาเอลเบอเรธหรี่พระเนตรมองอาการป่วยกะทันหันของคนตรงหน้า ก่อนถอนพระปัสสาสะ

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้จริงๆ”

เมลิอานาร์แทบจะกลั้นใจรอฟังคำอนุญาตให้นางกลับไปพักผ่อนที่ห้องซึ่งน่าจะดังขึ้นเป็นประโยคถัดไป แต่เปล่า นางไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงฝีเท้าที่ขยับใกล้เข้ามา แล้วร่างทั้งร่างก็ถูกช้อนให้ลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว



รถม้าคันเล็กแล่นผ่านวิหารจันทรามาจอดสนิทอยู่ด้านหลังตำหนักหลวง มหาดเล็กในเครื่องแบบทหารสีแดงขลิบทองกุลีกุจอก้าวลงจากที่นั่งคนขับเพื่อเปิดประตูให้ผู้เป็นนายอย่างรู้หน้าที่ ราชาเอลเบอเรธย่างพระบาทลงมายืนบนพื้นศิลา แล้วทำท่าจะหันไปช้อนร่างคนที่มาด้วยกันอุ้มพาเข้าไปในตัวอาคาร ทว่าฝ่ายหลังรีบชิงยกมือห้ามเสียก่อน

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรู้สึก เอ่อ... ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว พอจะลงจากรถม้าเดินไปเองได้”
ราชาหนุ่มยักพระอังสา

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจท่าน ...เฟรด” ท้ายประโยคทรงหันไปตรัสกับมหาดเล็กที่ยืนประสานมือรอรับคำสั่งโดยตรง

“เจ้ารีบไปตามท่านหมอ บอกให้ไปหาข้าที่ห้อง ข้าจะพาท่านเมลไปรอที่นั่น”
เท่านั้นคนปวดท้องก็หูผึ่ง

...ห้องหรือ ห้องไหนกัน อย่าบอกนะว่าเป็น...ห้องบรรทม!

“คือว่ากระหม่อมหายแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หญิงสาวละล่ำละลักกราบทูลแทรกขึ้นทันที

พระขนงเข้มหนาของราชาเอลเบอเรธเลิกขึ้นข้างหนึ่งเมื่อทรงเหลียวมามอง

“แน่ใจหรือว่าหายแล้วท่านเมล หน้าท่านยังซีดๆ อยู่เลย ไม่ให้ท่านหมอตรวจอาการเสียหน่อยจะดีหรือ”

“ดีพ่ะย่ะค่ะ อย่ารบกวนเวลาท่านหมอเลย กระหม่อมหายแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

เมลิอานาร์พยายามแสดงหลักฐานประกอบคำพูดด้วยการยืดตัวตรงพลางบิดซ้ายบิดขวา หากดวงเนตรคมกริบยังคงจ้องมองนางอย่างสงสัยไม่เลิก

“ท้องของท่านล่ะ ไม่ปวดแล้วแน่หรือ”

“ไม่แล้วพ่ะย่ะค่ะ หายสนิท ไม่เจ็บไม่ปวด ปกติดีทุกอย่างเลยพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นราชาหนุ่มก็พยักพระพักต์อย่างพอพระทัย หันไปตรัสกับมหาดเล็กด้วยพระสุรเสียงกลั้วหัวเราะ

“เฟรด ไม่ต้องไปตามท่านหมอแล้ว เจ้าพาท่านนักบวชเข้าไปในงานเถอะ บอกกันนาร์ด้วยว่าอีกสักครู่ข้าจะตามไป”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

ก่อนแยกจากกัน ราชาเอลเบอเรธทรงปรายพระเนตรมอง ‘ท่านนักบวช’ แวบหนึ่ง พร้อมด้วยรอยแย้มสรวลของผู้ชนะ ทำให้เมลิอานาร์นึกแช่งชักหักกระดูกเขาไปตลอดทางจนกระทั่งถึงลานน้ำพุอันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงเลยทีเดียว

หญิงสาวถูกพาไปนั่งยังโต๊ะตัวยาวซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษบนระเบียงหน้าตำหนักหลวง มีมหาดเล็กในเครื่องแบบสีแดงขลิบทองทยอยลำเลียงอาหารหน้าตาน่ารับประทานมาวางยั่วน้ำลายอย่างต่อเนื่อง อาหารแต่ละอย่างถูกจัดมาในภาชนะทองคำดุนลายกุหลาบดอกนิดๆ ที่ขอบ เข้าชุดกับแก้วทรงสูงบรรจุเหล้าองุ่นสีแดงก่ำ และเครื่องมือรับประทานอาหารจำพวกมีดส้อมที่วางเรียงอยู่ข้างผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาดพับจีบเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปลอกทองคำลายกุหลาบประดับพลอยแดงเม็ดเล็กจิ๋วร้อยรัดไว้อย่างน่ารัก แสงจากเทียนขี้ผึ้งกลิ่นหอมเย็นกลางโต๊ะส่องสะท้อนเหลี่ยมพลอยเป็นประกายระยิบระยับงดงาม บ่งบอกรสนิยมอันหรูหราฟุ่มเฟือยของชาวกรีนแลนด์ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบายอื่น

ทั้งโต๊ะมีเก้าอี้พนักสูงเดินลายทองตั้งอยู่เพียงสี่ตัว ทุกตัวล้วนหันหน้าเข้าหาลานน้ำพุซึ่งกำลังมีการแสดงกายกรรมอันน่าตื่นตาจากนักกายกรรมฝีมือดีของเมืองหลวง บรรดาทหารและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยง ถ้าไม่ได้ยืนชมการแสดงก็พากันจับกลุ่มสนทนาอยู่ตามพุ่มไม้ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ไม่มีใครสนใจใคร ทำให้เมลิอานาร์พอจะโล่งใจได้ว่าคงไม่มีใครสังเกตเห็นนาง จะว่าไปงานเลี้ยงแบบนี้ก็มีดีตรงที่คนเยอะจนแทบจะแยกแยะไม่ถูกว่าใครเป็นใครนี่แหละ

หญิงสาวละสายตาจากภาพตรงหน้าหันไปมองบรรดาเก้าอี้ว่างเปล่าข้างตัว นึกเดาว่าหนึ่งในนั้นคงเป็นที่ประทับของเจ้าชายเอเดรียน ในเมื่อยังไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะปรากฏโฉมออกมาให้เห็น แล้วเรื่องอะไรนางจะนั่งรอให้ ‘ความลับ’ ถูกเปิดโปงออกมาต่อหน้าราชาเอลเบอเรธกันเล่า ถือโอกาสนี้หนีไปตั้งหลักก่อนน่าจะปลอดภัยที่สุด

คิดแล้วเมลิอานาร์ก็ขยับลุกขึ้นยืน ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขาออกจากโต๊ะ เสียงแตรอันเป็นสัญญาณเสด็จออกของประมุขแห่งกรีนแลนด์ก็ดังกังวานขึ้นอย่างไม่มีการเตือนกันล่วงหน้า ตามมาด้วยน้ำหนักมือที่กดประทับลงบนบ่าบังคับให้หญิงสาวต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ เมลิอานาร์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากค่อยๆ หมุนกายไปค้อมคำนับผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกเหมือนเพิ่งกลืนยาน้ำขมปี๋ลงไปทั้งหม้อ

“นี่ไงพ่ะย่ะค่ะ 'ท่านเมล' ที่ลูกเคยเล่าถวาย” ราชาแห่งกรีนแลนด์ทรงเอ่ยแนะนำนักบวชหนุ่มให้ผู้เป็นมารดาได้รู้จัก

พระนางแอนน์พยักพระพักตร์น้อยๆ แย้มสรวลรับการคารวะจากผู้อ่อนอาวุโสกว่า

“เอลเบอเรธเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นผู้ช่วยชีวิตเขา ต้องขอบคุณท่านนักบวชมากจริงๆ”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ที่องค์ราชาทรงปลอดภัยเป็นเพราะพระบารมีมากกว่า”

“อย่าถ่อมตัวไปเลย ถึงอย่างไรกรีนแลนด์ก็เป็นหนี้เป็นบุญคุณท่านอยู่ดีนั่นแหละ” รับสั่งแล้วพระนางแอนน์ก็เสด็จเลยไปประทับยังเก้าอี้ที่ผู้เป็นลูกชายเลื่อนถวาย

ราชาเอลเบอเรธทรุดพระองค์ลงนั่งคั่นกลางระหว่างมารดากับหญิงสาวในชุดนักบวช ทรงเหลือบพระเนตรมองเก้าอี้ว่างเปล่าอีกตัวเพียงแวบเดียวก่อนเปรยขึ้นเบาๆ

“น่ากลัวว่าเจ้าชายเอเดรียนจะไม่อยากร่วมโต๊ะกับข้า”

ไม่ใช่หรอก... เมลิอานาร์แย้งในใจ

ถ้าเป็นชายหนุ่มผู้นั้นละก็ นางมั่นใจว่าเขาคงจะหลบไปจีบสาวอยู่ที่ไหนสักแห่งจนลืมเวลามากกว่า



งานเลี้ยงดำเนินไปค่อนคืนโดยปราศจากวี่แววของเจ้าชายแห่งแลมพ์ตัน ทำให้เมลิอานาร์โล่งใจขึ้นมากจนเริ่มจะเพลิดเพลินกับบรรยากาศสนุกสนานรอบกาย หญิงสาวถือโอกาสที่ราชาเอลเบอเรธต้องคอยปรนนิบัติเอาใจมารดา ขอตัวลุกออกจากโต๊ะไปเดินยืดเส้นยืดสายชมสถานที่อย่างปลอดโปร่ง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นงานเลี้ยงรับรองกลางแจ้ง

บริเวณลานน้ำพุและสวนดอกไม้หน้าตำหนักหลวงได้รับการตกแต่งประดับประดาด้วยตะเกียงน้ำมันนับร้อยดวงจนดูสว่างไสวราวกับกลางวัน น้ำพุในบ่อถูกแทนที่ด้วยเหล้าองุ่นชั้นเลิศ อาหารอย่างดีจากโรงครัวถูกทยอยยกออกมาวางบนโต๊ะยาวจานแล้วจานเล่าให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มกินกันอย่างไม่อั้น เสียงดนตรีบรรเลงบทเพลงพื้นเมืองดังประสานกับเสียงหัวเราะรื่นเริงแทรกอยู่ในสายลม ยิ่งดึกท่วงทำนองเพลงก็ยิ่งคึกคักเร้าใจ เหล่าทหารและข้าหลวงสาวๆ จับคู่เต้นรำกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นภาพที่น่าดูยิ่งนัก

เมลิอานาร์ได้ยินว่าราชาเอลเบอเรธทรงอนุญาตให้ทุกคนเข้าร่วมในงานเลี้ยงคืนนี้ได้ จึงพยายามสอดส่ายสายตามองหาซิส นางคาดหวังว่าจะได้เห็นเด็กหนุ่มยืนหัวเราะอยู่ตรงไหนสักแห่งกับสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ทว่ากวาดตามองหาเท่าไรก็ไม่พบ

“มองอะไรอยู่หรือ”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหูทำให้เมลิอานาร์สะดุ้งสุดตัว พอหันกลับไปมองจึงเห็นว่าเจ้าของเสียงคือประมุขแห่งกรีนแลนด์นั่นเอง ไม่รู้ว่าทรงพระดำเนินตามนางมาตั้งแต่เมื่อใด หากสีพระพักตร์ที่แดงก่ำบอกให้รู้ว่าคงจะโดนบรรดาแขกเหรื่อแย่งกันรินน้ำจันฑ์ถวายตลอดเส้นทางเสด็จ

“เจ้าหญิงกาอิยาห์พ่ะย่ะค่ะ”

เมลิอานาร์ปดออกไปเพราะขี้เกียจเล่าประวัติความเป็นมาอันยาวเหยียดของซิส แต่พอนึกถึงปฏิกิริยาของเจ้าชายกันนาร์ยามเห็นนางแสดงความสนิทสนมกับสาวน้อยผู้นั้นก็รู้ว่าพลาดไปเสียแล้ว ราชสำนักกรีนแลนด์ขึ้นชื่อเรื่องกฎระเบียบอันเข้มงวดด้านความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว นางเองก็รู้อยู่เต็มอก

ทว่าแทนที่ราชาหนุ่มจะจะกริ้วอย่างที่หญิงสาวนึกกลัว พระองค์กลับทรงพระสรวลเบาๆ จนนางแทบจะอ้าปากค้างด้วยความผิดคาด

“ท่านคงสนิทกับกายย์มากกระมังตอนอยู่ที่แลมพ์ตัน”

“ก็... เพ...เอ๊ย พ่ะย่ะค่ะ”

“เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”

เมลิอานาร์เหลือบตามองอีกฝ่าย ไม่เข้าใจว่าเขาเกิดนึกครึ้มอะไรขึ้นมา หากก็ตอบออกไปตามควร

“ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

“เล่าเถอะน่า ข้าอยากรู้” ราชาหนุ่มทรงทำพระสุรเสียงออดอ้อนดุจกำลังตรัสกับสาวคนรัก ทำเอาเมลิอานาร์ต้องตวัดหางตามองซ้ำอีกครั้งด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

หญิงสาวออกเดินช้าๆ ไปตามแนวระเบียงข้างที่มีกลิ่นดอกไม้กลางคืนโชยกรุ่นมาตามกระแสลมเย็น นางสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ตอนเป็นเด็กกระหม่อมต้องตามท่านแม่เข้าไปในวังหลวงบ่อยๆ มีอยู่วันหนึ่ง ระหว่างรอท่านแม่ทำธุระ กระหม่อมเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปจนถึงสวนด้านใน พบเด็กผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว กระหม่อมเข้าไปถามว่านางบาดเจ็บตรงไหน ถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือเจ้าหญิงกาอิยาห์ ที่เพิ่งตามเสด็จพระชายาเกลด้าในองค์รัชทายาทเข้ามาประทับที่แลมพ์ตันได้ไม่นาน เป็นเพราะทรงเหงา เจ้าหญิงก็เลยแอบหลบมานั่งกันแสงคิดถึงบ้านและพี่ชายอยู่ในสวน กระหม่อมนึกสงสารก็เลยให้สัญญาว่าจะเข้าวังมาสนทนากับนางทุกวัน เราสองคนจึงได้รู้จักและเป็นเพื่อนกันนับแต่นั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วท่านไปเป็นอาจารย์ของนางตอนไหน”

คำถามของราชาหนุ่มเรียกรอยยิ้มบางๆ ให้ผุดขึ้นบนเรียวปากคนเล่า

“ไม่เคยเป็นหรอกพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่สอนให้เจ้าหญิงหัดใช้เวทมนตร์พื้นฐานไม่กี่บทตามที่ทรงรบเร้าเท่านั้นเอง”

“แต่นางบอกกับกันน์ว่าท่านเป็นอาจารย์ของนาง”

“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าหญิงทรงทึกทักเอาเอง ฝ่าบาทก็ทรงทราบว่ากระหม่อมไม่ใช่นักบวช”

“ถึงอย่างนั้น ท่านก็ยังสามารถใช้เวทมนตร์ได้ไม่ใช่หรือ”

เมลิอานาร์พยักหน้าน้อยๆ

“พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อเห็นว่ากระหม่อมเป็นผู้... เอ่อ ตัวเล็กกว่าคนอื่นๆ เลยอยากให้เรียนรู้การใช้เวทมนตร์ไว้บ้าง เผื่อจะมีประโยชน์ในยามคับขัน”

“แล้วมันก็มีประโยชน์จริงๆ เสียด้วย ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ถึงสองครั้งแล้ว ท่านเมล”

ราชาเอลเบอเรธแย้มพระสรวลพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำเงินคู่งามอย่างมีความหมาย ทำให้คนถูกจ้องชักจะเริ่มวางหน้าไม่ถูก มือไม้ก็เลยพาลเกะกะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“ขออย่าให้ต้องมีครั้งที่สามก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ” นางตอบงึมงำอยู่ในลำคอ แล้วเลยถือโอกาสสาวเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิดเพื่อเลี่ยงหนีอีกฝ่ายเอาดื้อๆ

“ท่านเมล เดี๋ยวสิ จะรีบเดินไปไหน รอข้าก่อน”

...รอให้โง่น่ะสิ...

‘ท่านเมล’ จ้ำเดินพรวดๆ ชนิดไม่เหลียวหลัง จนกระทั่งทะลุออกมาสู่สวนหย่อมข้างตำหนักหลวงที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีเงินยวง นางเผลอผ่อนฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อแลเห็นเงาร่างคุ้นตาของผู้ที่กำลังก้มลงจุมพิตสาวสวยในอ้อมแขน แม้จะมีกิ่งก้านหนาทึบของต้นไม้เป็นเสมือนฉากกำบังอยู่ส่วนหนึ่ง ก็ไม่อาจปกปิดเสี้ยวหน้าด้านข้างอันหล่อเหลามีเสน่ห์ และเส้นผมสีน้ำตาลหยักศกสลวยยาวเคลียไหล่กว้างของชายหนุ่มผู้นั้นเอาไว้ได้

เมลิอานาร์เกือบหลุดเสียงอุทานด้วยความตกใจออกไปแล้ว ดีแต่ยังมีสติพอจะตะครุบปากตัวเองไว้ทัน นางรีบชักเท้าถอยหลังเตรียมหมุนตัวกลับ ทว่ายังช้ากว่าสายตาคมกริบที่จับความเคลื่อนไหวแปลกปลอมได้ว่องไวของอีกฝ่าย เจ้าชายเอเดรียนเหลือบพระเนตรมองมาพอดี ดวงตาสองคู่เลยสบกันอย่างจัง ฝ่ายที่เพิ่งมาถึงและกำลังจะล่าถอยได้แต่ยิ้มแหย ในขณะที่ฝ่ายถูกรบกวนเวลาส่วนตัวเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ดวงเนตรคมหวานเปล่งประกายยินดี ทว่ายังพระทัยเย็นพอที่จะบรรเลงเพลงจุมพิตต่อไปจนจบ ก่อนถอนเรียวโอษฐ์คืนมาเพื่อกระซิบสั่งอะไรบางอย่างกับสาวสวยในอ้อมพระกร

หลังจากปล่อยนางให้เป็นอิสระและผละจากไปแล้ว พระองค์ก็สาวพระบาทตรงมาหา ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ซึ่งยืนตัวแข็งค้างประหนึ่งถูกสาปให้กลายเป็นหินอยู่กับที่ ดวงเนตรคมหวานแลกวาดจนทั่วตัวหญิงสาว แล้วเสียงหัวเราะดังกังวานก็ระเบิดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“มิน่าเล่าผู้คนในปราสาทลินเด็นจึงพากันทำหน้างุนงงเวลาข้าถามถึงเลดี้เมลิอานาร์ ใครจะนึกว่าเจ้าจะอุตริถึงขั้นปลอมตัวเป็นนักบวช”

เมลิอานาร์หายตกใจแล้วในตอนนั้น นางมิได้โต้ตอบคำพูดยั่วเย้าของอีกฝ่าย หากเปิดฉากซักเจ้าชายหนุ่มอย่างไม่เกรงพระทัย

“ทรงทราบได้อย่างไรว่าหม่อมฉันอยู่ที่ลินเด็นเพคะ”

“ก็เจ้าเป็นคนเขียนบอกไว้ในนี้เอง ไม่ใช่หรือ” เจ้าชายเอเดรียนตอบพลางหยิบแผ่นกระดาษยับยู่ยี่จากฉลองพระองค์ออกมาโบกให้ดูเป็นหลักฐาน

เมลิอานาร์ตวัดสายตามองแวบเดียวก็จำได้ว่านั่นเป็นจดหมายที่นางเขียนถึงบิดามารดา เพื่อจะบอกพวกท่านว่านางไม่ได้หนีหายไปไหน หากแต่จำเป็นต้องเดินทางมากรีนแลนด์ตามรับสั่งของเจ้าหญิงกาอิยาห์ ...แล้วเหตุใดจดหมายฉบับนั้นจึงมาตกอยู่ในพระหัตถ์ของเจ้าชายเอเดรียน?

ยังไม่ทันจะได้ซักไซ้ไล่เลียงเพื่อหาคำตอบ อีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“ข้ามาตามเจ้ากลับแลมพ์ตัน”

“ท่านเมลจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!” พระสุรเสียงห้วนห้าวดังขัดขึ้น จากนั้นพระวรกายสูงใหญ่ก็เสด็จออกจากเงามืดมาประทับยืนเคียงข้างคนในชุดนักบวชอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ กรกอดพระอุระ ดวงเนตรสีน้ำทะเลจ้องเขม็งไปยังเจ้าชายผู้เป็นอาคันตุกะอย่างเอาเรื่อง

เมลิอานาร์มีอาการสะดุ้งจนเห็นได้ชัด หากเจ้าชายเอเดรียนควบคุมพระอารมณ์ได้ดีกว่า ทรงค้อมพระเศียรถวายคำนับประมุขแห่งกรีนแลนด์แล้วตรัสทักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ฝ่าบาท เสด็จมาเมื่อไรพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไม่ทันเห็น”

“ข้ามายืนอยู่นานแล้ว เจ้าชายคงจะเห็นแน่ถ้าไม่มัวแต่ชวน 'คนของข้า' กลับแลมพ์ตัน”

ประโยครวนๆ ของอีกฝ่ายทำให้เจ้าชายเอเดรียนรู้สึกสะดุดหูจนอดชำเลืองมองผู้พูดอย่างจับสังเกตไม่ได้ ประสบการณ์ความรักอันโชกโชนบอกพระองค์ว่าราชาเอลเบอเรธกำลังหึง แต่...ทรงหึงใครกัน

เมลอย่างนั้นหรือ?

เจ้าชายหนุ่มเลิกพระขนงพลางขยับยกมุมโอษฐ์ขึ้นเป็นรอยยิ้ม ดูจากสภาพของเมลในตอนนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ราชาเอลเบอเรธจะทรงหึง นอกเสียจากว่าทรงมีรสนิยมชอบไม้ป่าเดียวกัน ซึ่งเรื่องนั้นพระองค์พิสูจน์ไม่ได้และไม่คิดจะพิสูจน์ด้วย แต่เพื่อความไม่ประมาท ควรกราบทูลให้ราชาเอลเอบเรธทรงทราบเสียแต่เนิ่นๆ ว่าเมลเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย และนางเป็น(ว่าที่)คู่หมั้นของพระองค์ซึ่งควรจะเดินทางกลับแลมพ์ตันไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสได้แล้ว

ทว่ายังไม่ทันที่เจ้าชายเอเดรียนจะได้อ้าพระโอษฐ์ ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็โผล่พรวดออกมาขัดจังหวะเสียก่อน หนึ่งในนั้นคือพี่ชายของเจ้าหญิงกาอิยาห์

“ฝ่าบาท ม้าเร็วจากเลอันพ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าชายกันนาร์ละล่ำละลักกราบทูลประมุขแห่งกรีนแลนด์ ก่อนเบี่ยงพระวรกายให้ผู้ถูกเอ่ยถึงขยับขึ้นมาข้างหน้า สภาพของเขาดูย่ำแย่เสียจนต้องมีชายอีกสองคนช่วยประคองจึงสามารถทรงกายอยู่ได้

“เกิดอะไรขึ้น” ราชาเอลเบอเรธตรัสถาม

“เจ้า...เจ้าชายดิเร็กซ์พ่ะย่ะค่ะ ...เจ้าชายดิเร็กซ์นำกำลังบุกเข้ามาทางช่องเขานีลันนา เผาทำลายไร่นาเสียหายหลายแห่ง ...เจ้าเมืองเล..อัน...นำ...นำทหารเข้าขัดขวาง...ก็...ถูกสังหารแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าอีกไม่ช้า...พวกมัน...คงบุกมาถึงลินเด็นสไตน์...พ่ะ..ย่ะ....ค่ะ”

พอขาดคำ คนส่งข่าวก็สิ้นสติคอพับลงก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นทันที เจ้าชายกันนาร์ทรงร้องสั่งให้ทหารรีบไปตามแพทย์หลวง ขณะช่วยรับร่างโชกเลือดของชายหนุ่มจัดให้นอนราบลงกับพื้น เมลิอานาร์ถลันเข้าไปตรวจดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก่อนจะใช้เวทมนตร์ช่วยห้ามเลือดให้เท่าที่จะทำได้ โดยมีเจ้าชายเอเดรียนและประมุขแห่งกรีนแลนด์ยืนนิ่งขึงมองดูอยู่ด้วยความเป็นห่วง สักพักราชาหนุ่มก็ถอนสายพระเนตรจากภาพตรงหน้า เหม่อมองไปทางทิศที่ตั้งของเมืองเลอันพลางถอนพระปัสสาสะอย่างหนักพระทัย ...ในที่สุดสิ่งที่พระองค์กลัวก็เกิดขึ้นจนได้

สงครามอุบัติขึ้นแล้ว!



ข่าวการบุกโจมตีเลอันของเจ้าชายดิเร็กซ์แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในเวลาชั่วข้ามคืน ผู้คนในย่านร้านค้าต่างจับกลุ่มสนทนาถึงเรื่องนี้ด้วยความตื่นตระหนก นั่นก็เพราะกรีนแลนด์ร้างสงครามมานานจนพวกเขาแทบจะลืมวิธีจับดาบไปหมดสิ้นแล้ว ราชาเอลเบอเรธทรงมีรับสั่งให้อพยพผู้คนเข้ามาในกำแพงเมืองก่อนจะปิดประตูทุกด้าน และมอบหมายให้ที่ปรึกษาฝ่ายทหารสอนวิธีใช้อาวุธให้พวกผู้ชาย เผื่อจำเป็นต้องต่อสู้ป้องกันตัวในยามคับขัน ทหารส่วนหนึ่งถูกส่งไปยังเลอันเพื่อต้านทัพของเจ้าชายดิเร็กซ์ ส่วนที่เหลือให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นหากเลอันถูกตีแตกและศัตรูสามารถรุกประชิดเมืองหลวงได้สำเร็จ

เมื่อกรีนแลนด์ตกอยู่ในสภาวะอันล่อแหลมต่อภัยสงครามเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แขกเมืองคนสำคัญอย่างเจ้าชายเอเดรียนจะตัดสินพระทัยเสด็จกลับแลมพ์ตันในทันที



ชายหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของร่มไม้ริมกำแพง สวมเสื้อเชิ้ตตัดเย็บจากผ้าไหมสีขาวนวล ปลดกระดุมบนออกสองเม็ดอวดแผ่นอกสีน้ำตาลเนียนแน่นด้วยมัดกล้ามแกร่ง แลเห็นจี้ทองคำรูปสิงโตคำรามอันเป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์แลมพ์ตันคล้องอยู่กับสร้อยทองคำเส้นบางรอบลำคอ เส้นผมสีน้ำตาลหยักเป็นลอนสลวยยาวเคลียไหล่กว้างถูกรวบมัดไว้เพียงครึ่งเดียวอย่างง่ายๆ ด้วยเชือกหนังถัก เผยให้เห็นดวงหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างที่ใครหลายคนต้องอิจฉาประดับรอยยิ้มนุ่มนวลตรงมุมปาก เขากวาดสายตาสำรวจดูความเรียบร้อยของสัมภาระที่ทหารนำขึ้นบรรทุกหลังม้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนขยับกายอย่างเกียจคร้านเมื่อแลเห็นร่างบางในชุดนักบวชสีเทาเงินเดินหน้ามุ่ยตรงมาหา

“มาส่งข้าหรือเมล” ชายหนุ่มเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวาน ไม่แสดงอาการแปลกใจที่ได้เห็นอีกฝ่าย เพราะคาดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเมลิอานาร์ต้องรีบร้อนมาพบทันทีที่รู้ว่า เขาเลือกที่จะเดินทางกลับแลมพ์ตันแทนการอยู่ช่วยกรีนแลนด์หาวิธีรับศึก อันที่จริงเขาแทบจะเดาได้ด้วยซ้ำว่านางจะพูดอะไรออกมาเป็นประโยคแรก

แล้วก็จริงดังคาด... เจ้าชายหนุ่มแทบจะกลั้นพระสรวลเอาไว้ไม่อยู่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถามว่า

“จะเสด็จกลับแลมพ์ตันทั้งอย่างนี้จริงๆ หรือเพคะ”

พระขนงเข้มหนาทว่าได้รูปสวยเลิกขึ้นเล็กน้อย เรียวโอษฐ์สีสดเหยียดออกเป็นรอยยิ้มชวนมองเมื่อตรัสตอบ

“ใช่แล้ว ข้าจะกลับแลมพ์ตัน”

“แล้วกรีนแลนด์เล่าเพคะ จะเป็นอย่างไรก็ไม่ทรงสนพระทัยเลยหรือ พระองค์ก็ทรงทราบว่าทหารในกรีนแลนด์มีจำนวนเท่าใด หากเจ้าชายดิเร็กซ์ยกทัพล่วงเข้าถึงเมืองหลวงก็จะรู้ทันทีว่าแสนยานุภาพทางทหารของกรีนแลนด์ไม่ได้เป็นเช่นข่าวลือ ถึงเวลานั้นราชาคาลอสคงไม่รั้งรอที่จะยกทัพเข้ามาบดขยี้กรีนแลนด์แน่”

“ใช่ ข้ารู้ แล้วอย่างไรล่ะ” เจ้าชายเอเรียนทรงยักพระอังสา “เรื่องที่เจ้าพูดมาเป็นปัญหาของกรีนแลนด์ไม่ใช่ปัญหาของข้าสักหน่อย”
เมลิอานาร์ได้แต่นิ่งอั้นเพราะเถียงไม่ออก สิ่งที่เจ้าชายเอเดรียนตรัสมาเป็นความจริงทุกคำ แต่กระนั้นนางก็ยังไม่เห็นด้วยหากชายหนุ่มจะปล่อยให้ชาวกรีนแลนด์ต้องประสบชะตากรรมอันโหดร้ายโดยไม่คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ถึงอย่างไรเจ้าหญิงกาอิยาห์และเจ้าชายกันนาร์ก็เป็นญาติสนิทของพระชายาเกลด้า หากเจ้าชายเอเดรียนไม่เห็นแก่ชาวบ้านตาดำๆ ก็น่าจะทรงเห็นแก่พี่สะใภ้บ้าง

“แปลกจริง” เจ้าชายเอเดรียนแสร้งขมวดขนง เพ่งมองท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจเกินปกติของหญิงสาวด้วยแววตาทอยิ้ม

“เจ้าเคยไม่เห็นด้วยกับการที่บิดาข้าส่งทหารมาถวายราชาแห่งกรีนแลนด์ไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงได้เปลี่ยนความคิดเสียละ”

“หม่อมฉันไม่ได้เปลี่ยนความคิด” เมลิอานาร์แย้ง “เพียงแต่หม่อมฉันยังไม่ใจไม้ไส้ระกำพอจะทนดูผู้อื่นเดือดร้อนโดยไม่รู้สึกอะไร เหมือนอย่าง...”

“ข้า” เจ้าชายแห่งแลมพ์ตันทรงต่อประโยคที่อีกฝ่ายยั้งไว้พลางสรวลเสียงนุ่ม

“แล้วเจ้าต้องการให้ข้าทำอย่างไรล่ะเมล ไหนลองบอกมาสิ”

“ทหารไงเพคะ ในเมื่อทรงเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรักษาพระองค์ของแลมพ์ตัน เหตุใดไม่ทรงเรียกพวกเขามาช่วยขับไล่กองทัพของเจ้าชายดิเร็กซ์ออกไปจากกรีนแลนด์ ถือเสียว่าทรงทำเพื่อรักษาแหล่งอาหารและทรัพยากรเอาไว้ให้ชาวแลมพ์ตันก็ได้ ถ้าหากปล่อยให้กรีนแลนด์ตกอยู่ในเงื้อมมือทาเนียร์ หม่อมฉันเชื่อว่าราชาคาลอสคงไม่พระทัยดีพอจะส่งข้าวสาลีให้ชาวแลมพ์ตันบริโภคโดยแลกกับทหารเพียงหยิบมือ อย่างที่ราชาเอลเบอเรธทรงกระทำอยู่เป็นแน่”

เจ้าชายหนุ่มพยักพระพักตร์เนิบๆ คล้ายจะคล้อยตามคำพูดของหญิงสาว ซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้ภายใต้ท่าทีเรื่อยเฉื่อยดุจแมวขี้เกียจ
“ได้”

คำตอบสั้นเพียงคำเดียวทำให้เมลิอานาร์แทบจะโผเข้ากอดอีกฝ่ายด้วยความดีใจ ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัว เท้าทั้งสองข้างก็ถูกตรึงแน่นอยู่กับพื้นด้วยเงื่อนไขที่ตามมาติดๆ

“ถ้าเจ้ายอมเดินทางกลับแลมพ์ตันพร้อมข้า”

หญิงสาวอ้าปากค้าง

“อะ..ไรนะเพคะ”

“เจ้าก็ได้ยินชัดแล้วนี่เมล ข้ายินดีจะส่งทหารมาช่วยกรีนแลนด์ขับไล่กองทัพของเจ้าชายดิเร็กซ์ตามที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าต้องกลับแลมพ์ตันพร้อมข้า นี่คือข้อแลกเปลี่ยน” น้ำเสียงหนักแน่นบอกชัดว่าเจ้าของประโยคมิได้พูดเล่น

เมลิอานารห์ขบริมฝีปากล่างอย่างชั่งใจ แม้นางจะทนนิ่งดูดายให้กรีนแลนด์ตกเป็นเมืองขึ้นของทาเนียร์ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะยินยอมแต่งงานกับเจ้าชายเอเดรียนเพราะเหตุนี้

“ถ้าหากหม่อมฉันปฏิเสธ...” หญิงสาวหลุดปากถามออกไป ก็ได้รับคำตอบสวนกลับมาทันควัน

“ทหารของข้าก็จะไม่มีวันก้าวเท้าออกจากแลมพ์ตันแม้แต่ก้าวเดียว ต่อให้เป็นพระประสงค์ของพระบิดา ข้าก็ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้พวกเขาเดินทางไม่ถึงกรีนแลนด์ เจ้าก็รู้ว่าข้าทำได้”

เจ้าชายเอเดรียนแย้มสรวลละมุนก่อนทิ้งท้ายด้วยประโยคไม้ตาย

“เจ้าเลือกเอาเองก็แล้วกัน”



angelK
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 2 พ.ย. 2556, 07:35:30 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 2 พ.ย. 2556, 07:35:30 น.

จำนวนการเข้าชม : 1638





<< ตอนที่ 23   ตอนที่ 25 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account