ดวงใจพรต

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอน 3

แจ้งก่อนอ่านค่ะ


เนื่องจาก ได้ปรับเนื้อเรื่องใหม่ จึงต้องลงให้อ่านตั้งแต่ตอน 1-4 ใหม่ค่ะ


ส่วนตอนที่ 2,3,4 อยู่ในคอมเม้นท์ตามลำดับค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่รอคอยและติดตามผลงานค่ะ


ตอน 1
บนฟ้ากว้างสีคราม เมฆสีขาวลอยล่องไปตามกระแสลม ไปบดบังดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงให้ความอบอุ่นไปทั่วโลก ไกลออกไปบนท้องฟ้าที่สายตาคนมองเห็น เครื่องบินสีขาวลำหนึ่งกำลังลดเพดานบินให้ต่ำลงมาแล้วกางล้อออก ลงจอดบนสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องต่างทยอยเดินลงจากเครื่องมายังอาคารผู้โดยสาร

หญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าสวยเก๋ เก็บผมเปิดวงหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต รับกับคิ้วเรียว จมูกโด่งได้รูปสวย พวงแก้มและริมฝีปากสีชมพู รูปร่างอรชรอยู่ในชุดเซกสีขาวแขนกุด กระโปรงยาวถึงเข่าแต่ผ่าข้างเกือบถึงโคนขา มีผ้าสีแดงเป็นเข็มขัดเป็นโบไว้ที่เอว อวดผิวสีน้ำผึ้งที่ใครๆก็อิจฉา อยากมีผิวอย่างเธอ ถือกระเป๋าสะพายสีแดงใบเล็ก เดินอย่างมั่นใจไม่สนใจใครไปที่ประตูทางออก ซึ่งมีรถยนต์คันหรูจอดรอรับอยู่ เมื่อเดินมาถึง คนที่รออยู่ ก็เปิดประตูให้เธอขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังของรถ แล้ววิ่งไปทำหน้าที่คนขับ ขับรถออกไปจากสนามบินทันที

อีกด้านหนึ่งของสนามบิน ชายหนุ่มร่างสูง หุ่นสมาร์ต อกผายไหล่ผึ่งในชุดกางเกงยีนกับเสื้อเชิ้ตสีเทาพับแขนขึ้นถึงข้อศอก สวมแว่นตาดำบนใบหน้า เดินมาพร้อมผู้โดยสารคนอื่นๆมายังอาคารที่พักผู้โดยสาร เพียงก้าวเข้ามาภายในอาคาร ความโดดเด่นก็เข้าตาทุกคน โดยเฉพาะสาวๆต่างเหลียวมองเพราะรูปร่างหน้าตานั้นดูดีและดีกว่าพระเอกหนังบางคนที่พวกเธอคลั่งไคล้เสียอีก

ชายหนุ่มชินกับการถูกมองแถมยังส่งยิ้มนิดๆให้ทุกคนอีกด้วย สาวๆจึงหน้าแดงแก้มแดงไปตามๆกัน บางคนถึงกับเพ้อเดินตามเขามาทีเดียว แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็หยุด เพราะชายหนุ่มเดินหายไปจากสายตาแล้ว ร่างสูงเดินไปยังประตูทางออก ขึ้นรถแท็กซี่ บอกสถานที่ที่จะไป แล้วนั่งมองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมของเมืองมิลานประเทศอิตาลี

จากมุมสูงจะเห็นว่ารถยนต์สองคันวิ่งห่างตามกันไปไม่ไกลกันมากนัก ก่อนจะแยกไปคนละทาง หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหลัง ทอดสายตามองออกทิวทัศน์นอกกระจกเหมือนจะสนใจ แต่จริงๆแล้วไม่ได้จดจำปล่อยให้มันผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง

“คุณหนูจะกลับอัลโตนิโอ...”

“ไปโรงแรม”

เสียงหวานดังขัดคำพูดของซาก้า คนขับรถที่รับใช้กันมานาน ซึ่งตวัดสายตามองด้วยความหวั่นใจ แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็หายไป และดึงสายตากลับไปมองถนนพร้อมทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องถามว่าโรงแรมที่พูดถึงนั้นหมายถึงที่ใด เพราะรู้อยู่แก่ใจดีแล้ว ...

รถยนต์วิ่งฉิวทิ้งฝุ่นที่มองแทบไม่เห็นไว้ข้างหลัง ไม่เกินชั่วโมงก็มาจอดเทียบประตูทางเข้าโรงแรมหรู เจ้าหน้าที่ของโรงแรมโค้งคำนับให้ก่อนจะเปิดประตูรถออกกว้าง ร่างงามระหงลงมายืนข้างรถ ดวงตาดำขลับตวัดมองผ่านประตูกระจกใสไปมองผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ แล้วเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินอย่างสง่าเข้าไปในโรงแรม

สายตาหลายคู่มองมาอย่างชื่นชมโดยเฉพาะชายหนุ่ม เพราะนอกจากเธอจะสวยบาดตาแล้ว รูปร่างก็ยังบาดใจ อกเอวสะโพกและเรียวขายามก้าวเดิน ดึงดูดให้ชายหนุ่มหลายคนเดินเฉียดเข้ามาหา หญิงสาวตวัดสายตามอง พลางแย้มยิ้มเหมือนทอดสะพานแต่ไม่มีการหยุดคุยหรือทักทายใครเลย จนเข้าไปยืนอยู่ในลิฟต์ หนุ่มๆ จึงได้แต่เสียดาย

รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า แววตานิ่งลึกลงอย่างเย็นชา สองมือกำเข้าหากันเมื่อคิดถึงสิ่งที่ทำให้เธอต้องมาที่นี่ จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออก เธอก็ก้าวออกมาจากลิฟต์ เดินไปบนพรมแดงที่ทอดยาวไปยังจุดหมาย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ แววตาก็เย็นชามากขึ้น แล้วมาหยุดยืนตรงรูปถ่ายที่ช่างสวยงามแต่ช่างบาดตาและบาดใจเธอเหลือเกิน โดยเฉพาะรอยยิ้มและแววตาของชายที่อยู่ในรูป ที่ครั้งหนึ่งก็เคยมีให้เธอ

‘สับปลับ’

คำนี้ดังก้องขึ้นมาในใจ แล้วตวัดสายตาไปมองประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ ริมฝีปากเหยียดออกยิ้มหยันพลางก้าวเดินไปที่ประตู สองมือยกขึ้นผลักประตูออกกว้าง ห้องแกรนด์บอลรูมขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างสวยงาม ผู้คนมากมายสะท้อนเข้ามาในโสตประสาทตาเธอ ทั้งสุภาพสตรีสุภาพบุรุษ ทุกคนแต่งตัวดูดี พูดคุยยิ้มแย้มยินดีกับงานใหญ่งานนี้

หญิงสาวตวัดสายตามองไปรอบๆห้อง แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปข้างใน มองตรงไปข้างหน้า คว้าแก้วไวน์จากบริกรที่ยืนให้บริการมาถือไว้พลางก้าวต่อไป จนใครต่อใครต้องเบี่ยงตัวเปิดทางให้เธอเป็นแถว

ที่ด้านหน้าห้อง ท่ามกลางผู้คนที่ยืนกันอยู่ หญิงสาวสวยยืนเด่นอยู่ในเดรสเกาะอกลูกไม้สีขาวกระโปรงยาวกรอมเท้า รวบผมไปไว้ด้านหลังตรึงไว้ด้วยปิ่นเพชร เปิดใบหน้างามให้สวยยิ่งขึ้น ริมฝีปากเปิดยิ้มอยู่ตลอดเวลา ยืนเคียงข้างชายหนุ่มในชุดทักซิโด้สุดหรูสีดำ มือข้างหนึ่งของทั้งคู่จับกันไว้ อีกข้างก็ถือแก้วไวน์ พูดคุยกับทุกคนที่ยืนรายล้อมอยู่อย่างถูกคอ เพราะมีเสียงหัวเราะดังแว่วขึ้นเบาๆ ไม่นานคนเหล่านั้นก็ค่อยๆเบี่ยงตัวออกด้านข้าง เพราะรู้สึกว่ามีคนเดินตรงมาหาชายหญิงที่เพิ่งเป็นคู่หมั้นกันหมาดๆในคืนนี้ แต่เป็นการทำให้ทั้งคู่ได้เห็นหญิงสาวที่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพอดี

รอยยิ้มที่อยู่บนหน้าของคู่หมั้นหมาดๆ ค่อยๆจางหาย สีหน้าแววตาดูตระหนก ขณะที่มือที่จับกันอยู่ก็บีบเข้าหากันแน่น เมื่อเห็นหญิงสาวที่ทั้งคู่คิดว่าจะไม่มีวันได้พบเจอกันในคืนนี้แน่นอน กลับมายืนอยู่ตรงหน้า แล้วปรับสีหน้าให้นิ่งพลางยิ้มให้ ทั้งๆที่ยากเหลือเกิน

“พี่พรีม”

หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพี่พรีม หรือพรีมาดา อารยะ เปิดยิ้มให้กับทั้งคู่ สีหน้ากับแววตาเธอช่างยินดีกับทั้งสองคนแต่ ต่างกับจิตใจที่เต็มไปด้วยความหยามเหยียดยิ่งหนัก และทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าที่พยายามบังคับไม่ให้ตื่นตระหนก และไม่สนใจว่าใครจะเป็นยังไงกับการปรากฏตัวของเธอ

“พี่มาอวยพรให้เธอ แต่เกือบไม่ทัน ว่ามั๊ย”

“ทันซิคะ แพทยัง...” แพทหรือแพทิเซีย อัลโตนิโอ หญิงสาวที่ใครๆต่างก็อิจฉา เพราะโชคดี ได้เป็นคู่หมั้นของทายาทผู้ยิ่งใหญ่และร่ำรวยในเมืองนี้ ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกต่างๆไว้ ก่อนจะบอกว่า “แพทหมายถึง งานยังไม่เลิกค่ะ”
“งั้นเหรอ” เสียงหวานว่าเหมือนไม่ใส่ใจพลางมองไปรอบๆห้อง ซึ่งก็ได้เห็นหลายคนขยับกับการมาของเธอ แล้วละสายตากลับมามองชายหนุ่ม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขอเธอให้มีวันนี้กับเขา รอยยิ้มหยันปรากฏออกมาทางแววตา ทั้งๆที่สีหน้ายังยิ้มอยู่ ก่อนจะเบนไปสบตากับหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างเขา

“ส่งมือมาซิ พี่จะอวยพรให้ อาจจะไม่ถูกหลักสากล เพราะพี่ยังไม่ลืมรากเง้าของตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหน งานแบบนี้ ถึงจะคุ้น แต่ทำใจให้ยอมรับไม่ได้เสียที และถึงจะข้ามขั้นตอนไปบ้าง ก็คงไม่ว่ากันใช่ไหม”

แพทิเซียรู้ดีว่าคำพูดนั้นหมายถึงอะไร เธอปรายตาไปมองคู่หมั้น อดัม เด ม็อตต้า ซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจภาษาที่เธอพูดอยู่หรือเปล่า แต่เธอก็ต้องทำ เพราะคนที่จะอวยพรคือพี่สาว แม้จะต่างแม่กัน แต่สายเลือดครึ่งหนึ่งก็เหมือนกัน แล้วค่อยๆยื่นมือเธอที่จับมือเขาอยู่ออกไปข้างหน้า และถ้าใครสังเกตให้ดีจะเห็นว่าปลายนิ้วของหญิงสาวนั้นสั่นน้อยๆ

พรีมาดาหลุบตามองมือทั้งคู่ แล้วแก้วไวน์ที่อยู่ในมือ ก็กลายเป็นน้ำสังข์หลั่งรดบนมือ หลายคนตกใจกับการกระทำของเธอ เพราะไม่รู้ประเพณีประไหน เมืองใด แต่เธอไม่สนใจใคร นอกจากอวยพรทั้งคู่

“รักกันให้มากๆนะจ๊ะ รักกันให้สมกับที่ได้แอบ...” เสียงหวานหายไป แต่หัวใจของทั้งสามคนนั้นสั่นไหว ทั้งเจ็บปวด หวาดหวั่น และเจ็บใจ “ไม่ใช่ซิต้องบอกว่าให้สมกับที่มีใจให้กันและขอให้ ‘มั่นคง’ ตลอดไปนะ”

น้ำไวน์หยดสุดท้ายหยดลงพร้อมคำพูดที่จบลงพอดี พรีมาดามองทั้งคู่นิ่งๆเพียงเดี๋ยวเดียว ก็หันไปมองคนสำคัญของเธอ ที่แทรกผู้คนมายืนมองเธออย่างไม่ค่อยพอใจ จึงยกมือขึ้นไหว้ ทุกคนที่เธอรู้จัก พลางยิ้มให้ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นหมุนตัวเดินออกมาจากการฉลอง ‘งานหมั้น’ ของน้องสาวต่างพ่อกับผู้ชายที่เคยบอกว่า... ผมชอบคุณ...

*******
ร่างอรชรก้าวเดินห่างจากทุกคนอย่างมั่นใจ โดยไม่รู้ว่ามีสายตาอย่างน้อยห้าคู่ ที่มองตามไป แต่ละคู่แตกต่างความคิดกันออกไป ก่อนจะมีเสียงถามดังขึ้นเพียงแค่ให้ได้ยินกันสองคนเท่านั้น

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”

“พี่สาวของแพทิเซีย”

คำตอบนั้นสร้างความแปลกใจ ให้กับอเลสซานโด เด ม็อตต้า พี่ชายของ อดัม เด ม็อตต้า ไม่น้อย เพราะเขาไม่คิดว่าว่าที่น้องสะใภ้เขา จะมีพี่สาวสวยแถมมีเสน่ห์ไปทั้งตัวแบบนี้

เพียงเท้าก้าวพ้นออกมาจากห้องแกรนด์บอลรูม ความเข้มแข็งของพรีมาดาก็แทบจะสลายไป พลางถามใจตัวเองว่าเจ็บไหม? เจ็บ เธอตอบตัวเอง แต่ไม่ได้เจ็บเพราะรัก เพราะเธอไม่เคยรัก แต่เจ็บเพราะเหมือนถูกหลอก หักหลัง และที่สำคัญทุกคนทำทุกอย่างลับหลังเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับเธอ

“เดี๋ยว” เสียงเรียกดังขึ้น ทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวของหญิงสาวหยุดนิ่ง และรีบปรับสีหน้าให้ราบเรียบแล้วหันมามองคนเรียก เปิดยิ้มให้ด้วยหวังบางอย่าง แต่ต้องผิดหวังเมื่อไม่ได้รับยิ้มกลับมานอกจากคำสั่ง “ตามฉันมา”
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ก่อนจะปรับเปลี่ยนให้เรียบสนิท แล้วก้าวตามคนที่เดินนำเธอไปให้ห่างจากไปห้องเลี้ยงฉลองงานหมั้น จนเข้ามายืนอยู่ในห้องๆหนึ่ง ซึ่งคนที่เธอเดินตามมา นั่งหันหลังให้เธออยู่บนโซฟานุ่ม และพอรู้ถึงการมาของเธอ ก็มีเสียงพูดดังขึ้น

“งานเสร็จแล้วเหรอ ถึงได้กลับมา”

“ค่ะ”

“เร็วเกินไปหรือเปล่า การประชุมจะมีขึ้นในอาทิตย์หน้าไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ แต่พอดีเลื่อนประชุมให้เร็วขึ้น เพราะหุ้นส่วนบางคนติดงานสำคัญ จึงได้กลับมาก่อน”

“ไม่ได้จงใจใช่ไหม”

คำถามนี้ก่อให้เกิดความเศร้าที่หนาวเหน็บขึ้นในใจ แต่สีหน้ามีรอยยิ้มผุดขึ้น ก่อนจะบอกว่า “ทำไมถามอย่างนั้นละคะ หรือเพราะ...” เสียงหวานหยุดคำพูดของตัวเองไว้ เมื่อไม่อยากพูดสิ่งที่เป็นเหมือนหนามตำใจออกมา เก็บกดมันให้จมลึกลงไปในอก ก็พูดต่อว่า “ไม่ได้จงใจหรอกค่ะ เป็นความบังเอิญมากกว่า แต่จะเป็นการจงใจของใครหรือเปล่านั้น หนูไม่รู้แต่อาจจะมีคนอื่นรู้ก็ได้ จริงไหมคะแม่”

คนที่นั่งอยู่บนโซฟา นางพรเพ็ญ อัลโตนิโอคอแข็งขึ้นมา เพราะคำพูดที่กระแทกใจ ก่อนจะหันหน้ากลับมามองสายเลือดของเธอที่ยืนอยู่ข้างหลัง ใบหน้างามมีเคล้าโครงของเธอ แม้จะไม่เด่นชัดเท่าที่ได้จากคนเป็นพ่อ อดีตสามีห่วยๆของเธอก็ตาม

“งานหมั้นที่เกิดขึ้น ไม่มีใครจงใจอะไรทั้งนั้น มันเป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย เป็นความรักของอดัมกับลูกแพทที่สุกง่อม จึงอยากจะหมั้นกันไว้ก่อน ก่อนจะแต่งงานกันปลายปีนี้ และที่ต้องรีบหมั้นกันเพราะทั้งคู่ไม่อยากจะรอแล้วเท่านั้นเอง”

“ไม่มีใครจงใจ แต่ช่างประจวบเหมาะดีเหลือเกินนะคะ แมวไม่อยู่หนูร่าเริง แถมยังตกถังข้าวสารเบ้อเร่อ”

“พรีมาดา” เสียงเน้นเหมือนจะติติงก่อนจะมีแววขอร้องออกมา “ขอให้เข้าใจว่าหนูแพทรักอดัม ทั้งคู่รักกัน ไม่ได้มีเรื่องอื่นๆทั้งนั้น”

“งั้นเหรอคะ เอาเถอะค่ะ เมื่อรักกัน ก็รัก หนูไม่มีอะไรหรอกค่ะ และไม่ต้องกลัวว่าหนูจะหันไปมองของที่หนูทิ้งไปแล้ว เพราะหนูรู้ดีว่าของที่ถูกทิ้งมันไร้ค่าแค่ไหน” พรีมาดายิ้มให้ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมคะ งั้นหนูขอตัว” พูดจบเธอก็จะหมุนตัวเดินออกไป แต่เสียงคนเป็นแม่ดังขึ้นหยุดตัวเธอไว้เสียก่อน

“แล้วจะมีประชุมอีกหรือเปล่า”

“ยังไม่ทราบค่ะ ทางทีมงานจะแจ้งอีกที”

“ตอนนี้คบใครอยู่หรือเปล่า”

คำถามนี้สร้างความแปลกใจในแววตาหญิงสาว ก่อนจะบอกว่า “ถ้าตอบว่า คนที่เพิ่งจะหมั้นไป แม่จะว่ายังไงคะ” แววตาของนางพรเพ็ญบอกความไม่พอใจจนหญิงสาวจึงยิ้มขำ “หนูพูดเล่นนะคะ แต่อยากรู้ว่าแม่จะถามทำไม หรืออยากจะสนใจชีวิตหนูขึ้นมา”

“ฉันแค่อยากรู้เท่านั้น”

“งั้นหนูก็ตอบแม่ไปแล้ว แค่นี้ใช่ไหมคะ ที่แม่จะคุยกับหนู ขอตัวนะคะ” พูดจบก็หมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูห้องเพื่อจะออกไปจากห้อง แต่ยังไม่ทันได้เดินออกไป ก็มีเสียงดังตามหลังมา

“เข้าใจแม่ใช่ไหม”

ไม่มีคำตอบ นอกจากเปิดประตูออกกว้างก้าวออกจากห้องนั้นไป เดินตรงไปตามทางเดิน โดยมีคำพูดประโยคสุดท้ายดังก้องอยู่ในใจ

นางพรเพ็ญมองประตูที่ปิดอยู่เพียงครู่ก็ลุกเดินออกมาจากห้อง แต่ระหว่างทางที่เดินกลับไปยังห้องแกรนด์บอลรูม นางก็พบกับใครบางคน ที่ทำให้ลูกของนางตกถังข้าวสารใบใหญ่กว่าเดิม
**********
โรงแรม เด ม็อตต้า ตั้งเด่นท้าสายลมและแสงแดด อยู่บนถนนเส้นหนึ่งของเมืองมิลานที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำของโลก ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทอดน่องมาหยุดยืนอยู่หน้าอาคาร เขามองประตูทางเข้าเพียงชั่วครู่ ก็เดินตรงเข้าไป พนักงานต้อนรับเปิดประตูพร้อมโค้งให้เขาอย่างสวยงาม ก่อนจะกล่าวคำต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยภาษาสากล

“ยินดีต้อนรับครับ”

“ขอบคุณครับ”

ชายหนุ่มตอบด้วยภาษาเดียวกัน แล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์ พอลิฟต์เปิดเขาก็เข้าไปยืนข้างใน กดชั้นสูงสุดของอาคารแล้วยืนรอจนกระทั่งลิฟต์เลื่อนมาถึงชั้นบนสุด ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกเขาก็ก้าวออกเดินตรงไปยังห้องของคนที่มาหาทันที แต่...

ชายหนุ่มเบรกเท้าตัวเองไว้ เมื่อเลขาสาวสุดเฮี้ยบก็เดินออกมาจากโต๊ะกันเขาไว้ ไม่ให้เข้าไปในห้อง ริมฝีปากของชายหนุ่มแย้มยิ้มให้ แต่เลขาสุดเฮี้ยบก็ไม่เปิดทางให้เขา จึงต้องดึงแว่นตาดำออกจากใบหน้า หน้าเฮี้ยบๆของเลขาก็เหรอหราขึ้นอย่างดีใจเพราะจำได้แล้วว่าเขาคือเพื่อนของเจ้านายนั่นเอง แม้จะได้เจอกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังจำได้ดีว่าชายหนุ่มคนนี้ นิสัยน่ารักแค่ไหน แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ขยิบตาพลางส่ายนิ้วบอกไม่ให้พูด แต่เลขาหน้าเฮี้ยบก็ยังพูดออกมา

“คุณอเล็กซ์ไม่อยู่ค่ะ แต่สั่งไว้ว่าถ้ามีแขกมาหา ให้เข้าไปรอข้างในได้ค่ะ”

ชายหนุ่มยิ้มขำคำว่าแขก แล้วเดินลอยชายเข้าไปในห้องทำงานของคนที่เขามาหา ความหรูหรานั้นทำให้เขาทึ่งในตัวเจ้าของไม่น้อย เขาเดินไปยืนอยู่ตรงกระจกใส ที่สามารถมองวิวที่สวยงามของเมืองแห่งนี้เกือบชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิดเข้ามา เขาหันไปมอง และได้เห็นคนที่เดินมาหา ซึ่งพอเห็นเขา ก็ทักทายด้วยการขว้างปากกามาหาทันที

ชายหนุ่มยกมือขึ้นรับไว้อย่างแม่นยำ แล้วหมุนปากกาเล่นพร้อมเดินยิ้มไปหาคนที่เขามาหา ซึ่งก็เดินมาหาเขาเช่นกัน ทั้งคู่จับมือกระชับความสัมพันธ์ที่มีให้กันอย่างแนบแน่น

“ดีใจที่นายมาได้”

“คนใหญ่คนโตของเมืองนี้เชิญไปทั้งที ไม่มาได้ไง”

“ไม่ต้องมาแขวะฉัน” เจ้าของห้องว่า “แล้วแน่ใจหรือว่าที่มาเพราะฉันหรือสิ่งที่ฉันบอกนายไปกันแน่ ถึงได้ออกจากหุบเขามา” ไม่มีคำตอบจากคนที่มาเยือน นอกจากการยักไหล่เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ “นายสบายดีหรือเปล่า”

“ถ้าไม่สบาย ฉันคงมาหานายไม่ได้”

คนตอบยังกวนจนอเล็กซ์ต้องส่งหมัดไปกระแทกที่ไหล่เบาๆ แต่โดนเอาคืนมาหนักไม่น้อย อเลสซานโด เด ม็อตต้า หรือเรียกกันสั้นๆว่าอเล็กซ์ จึงตอบโต้กลับไปหนักเท่ากัน แล้วโดนโต้กลับอีก ทั้งคู่จึงออกแรงกันเบาๆ แต่คนที่นั่งทำงานอยู่ในห้องบนโรงแรมหรือจะสู้คนที่ทำงานอยู่กลางหุบเขาได้ อเล็กซ์จึงยกมือขึ้นยอมแพ้ก่อนจะโดนหมัดกระแทกเข้าที่ท้อง

“ไอ้บ้า ฉันแค่ล้อเล่น เสือกเล่นเสียหนัก” อเล็กซ์ว่าพลางขยับเสื้อสูทให้เข้าที่เข้าทาง “แล้วกระเป๋าเดินทางนายอยู่ไหน อย่าบอกนะว่า...”

“ไม่มี”

อเล็กซ์ส่ายหน้าอย่างระอาแต่ยิ้มขำ เพราะรู้จักอีกฝ่ายดีว่าชอบอะไรที่ง่ายๆ สบายๆ “นายมาแต่ตัว แต่ไม่มีอะไรมาสักอย่างอีกแล้วเหรอ”

“ใช่”

“ไอ้ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ว่าแล้วอเล็กซ์ก็เดินไปที่โต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักหยิบกุญแจออกมาสองชุด แล้วโยนให้เพื่อนซึ่งก็รับไว้ได้เช่นเคย “รถกับบ้าน นายเอาไปใช้และอยู่ให้สบาย ฉันยกให้”

“สัญญาละ”

คำพูดล้อเล่นนั้นทำให้อเล็กซ์ชี้หน้าอย่างคาดโทษ “ฉันไม่ขาย แต่ถ้านายจะตอบแทน คืนนี้เลี้ยงมือเย็นฉันก็แล้วกัน”

“ไม่มีปัญหา” ชายหนุ่มรับปากแล้วเดินไปที่ประตูห้อง แต่ยังไม่ทันได้เปิดออกไป ก็มีเสียงหยุดเขาไว้

“พรต” เจ้าของชื่อหันมามอง ริมฝีปากหยักสวยยิ้มให้พลางถามด้วยสายตาว่ามีอะไร “นายแต่งงานหรือยัง”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเพียงนิด ก็ยกมือซ้ายให้ดูแล้วบอกว่า “นิ้วนางข้างซ้ายฉันยังว่าง”

“แต่ของฉันกำลังจะมีคนจอง”
**********
รถเฟอร์รารี่สีดำ ยนตกรรมสุดคลาสสิคของประเทศอิตาลี วิ่งออกจากโรงแรมหรูสู่ถนนที่มุ่งไปคลอโซ บูโนส เเอเรส (Corso Bueno Aires) แหล่งช้อปปิ้งใหญ่ของเมือง พรตขับรถสุดหรูไปตามถนนพลางคิดถึงเรื่องที่เพื่อนรักได้บอกให้รู้ ซึ่งหมายถึงกำลังจะหมั้นหรือไม่ก็แต่งงาน แรกที่ยิน เขาก็ได้แต่แปลกใจ แต่ไม่ถาม เพราะมองตาก็รู้ว่าเพื่อนยังไม่อยากเล่าให้ฟัง

เขากับอเล็กซ์รู้จักกันหลังจากที่เขากับพัชรจัดการเรื่องไอ้คนโกงจบไปเมื่อไม่นานมานี้ ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนเกิดขึ้นจากปู่ของเขา ชีคอิมาอัลล์ บิล บิลาเราะห์ ได้แบ่งสมบัติที่มีอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ให้กับลูกๆหลานๆ ทั้งบ่อน้ำมันและธุรกิจโรงแรมและได้ยกหุ้นส่วนที่มีอยู่ในโรงแรมนี้ให้ป๊ะ พ่อของเขา แต่ป๊ะปฏิเสธเพราะไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากชีวิตที่สงบสุข

พัชรจึงต้องรับไว้ในฐานะลูกชายคนโต แต่เขาไม่สามารถที่จะมาดูแลได้ เพราะเพิ่งสืบทอดตำแหน่งป๊ะแทนพ่อดูแลหุบเขาพญาต่อไป และต้องดูแลพรรพิพาภรรยาสุดที่รักที่ท้องใกล้คลอดแล้ว ส้มจึงหล่นมาที่เขาที่ยังลอยชายไปมา แม้จะมีหน้าที่ดูแลคุกทมิฬ แต่หุบเขาพญาที่สงบสุขมานาน ไม่จำเป็นต้องดูแล แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นลุงขวาน ลุงดาบและลุงปืนก็พร้อมที่จะจัดการให้ เขาจึงต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่

ครั้งแรกที่เขามาถึงที่นี่ ก็เจอกับอเล็กซ์ที่มาต้อนรับเขาอย่างดี เพราะรู้ว่าเขาคือเจ้าของหุ้นคนใหม่ แต่เขายังไม่ให้ อเล็กซ์บอกใคร เพราะไม่ต้องการเป็นที่จับตามองของใครๆ เขาชอบอยู่อย่างสบายๆง่ายๆ ดีกว่า ถูกใครมาคอยตาม เขาจึงรู้จักแค่ครอบครัวม็อตต้า ซึ่งทุกคนก็น่ารักกับเขามาก เพราะปู่ของสองครอบครัวเป็นเพื่อนกันมานาน เขากับอเล็กซ์ก็เข้ากันได้ดี ทุกคนจึงรักและเอ็นดูเขาด้วย และมากกว่านั้นคือหุ้นที่ปู่เขามีไม่ได้มีแค่โรงแรม แต่ยังมี ธุรกิจที่ร่วมกับม็อตต้าอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านยานยนต์ เครื่องจักรและการก่อสร้าง และที่น่าตกใจคือ ทุกหุ้นที่มี ปู่เขายกให้เขาหมดเลย

พรตยิ้มขำกับความร่ำรวยที่เข้ามาหาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่เขาไม่ได้ดีใจกับมันมากมาย เพราะรู้ว่าโชคลาภย่อมมาคู่กับความเลวร้าย ที่ให้ทั้งความสุขและความทุกข์ ซึ่งเขาก็เคยเห็นมาแล้ว คุกทมิฬมีตัวอย่างของคนที่อยากร่ำรวย จนยอมเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟมานักต่อนักแล้ว และสุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นและจัดการไปมาดๆ ก็คือไอ้พวกคนโกง

ชายหนุ่มหยุดความคิดไว้ เมื่อพารถเลี้ยวเข้าไปจอดในที่จอดรถ เสร็จแล้วเขาก็ออกเดินทอดน่องไปตามถนน Corso Bueno Aires ที่รวมทุกอย่างไว้มากมาย ทั้งของใช้ของกิน รวมถึงเสื้อผ้า เขาเดินมานั่งที่ร้านกาแฟ สั่งมอคค่ามาดื่มพลางมองบรรยากาศรอบๆ ที่กำลังสบาย เพราะพระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงลาลับฟ้า

แสงสุดท้ายของวันหายไป พรตก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินดูสิ้นค้าที่วางขายไปเรื่อย ถูกใจชิ้นไหนเขาก็ซื้อ เผื่อเอาไปฝากทุกคนที่หุบเขาพญา และซื้อของใช้ส่วนตัว เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนและกางเกงใส่แบบสบายๆอีกหลายตัวระหว่างเดินซื้อของ หางตาเขามักจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ดึงดูดสายตาเขาให้หันไปมองเสมอ แต่ทุกครั้งที่หันไป ก็จะเห็นแค่ด้านหลังเท่านั้น

มุมปากของพรตหยักขึ้นอย่างขำความรู้สึกตัวเอง แล้วเลิกสนใจ หันหลังเดินกลับไปที่รถ โดยไม่เห็นว่าเพียงเขาหันหลัง หญิงสาวคนนั้นก็หันหน้ามามองที่ๆที่เขายืนอยู่ สายตาเธอมองไปรอบๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนขับรถที่ยืนอยู่ข้างๆ และถามเธอว่า

“คุณหนูจะไปไหนต่อครับ”

หญิงสาวไม่ตอบ แต่ยกมือขึ้นแบข้างหน้า “ขอกุญแจรถด้วยค่ะ”

วาเลน ติ ซาก้า คนขับรถวัยห้าสิบ นิ่งไป ก่อนจะบอกว่า “คุณหนูน่าจะกลับอัลโตนิโอ”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้” พรีมาดาบอกแล้วรับกุญแจที่ซาก้าส่งมาให้ “กลับไปพักเถอะ ฉันดูแลตัวเองได้”

พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินไปที่รถ โดยมีซาก้ามองตามไป ภาพที่เธอก้าวเดินค่อยย่อเล็กลงจนกลายเป็นภาพเด็กหญิงในวันวานหน้าตาน่ารัก ผมดำ ดวงตากลมโต ผิวสีน้ำผึ้ง ก้าวเข้ามาในชีวิตเขา พร้อมหญิงสาวอีกคน ที่กลายมาเป็นนายหญิงของเขา หลังจากนั้นเวลาก็นำพาทุกอย่างให้เกิดขึ้น เปลี่ยนไป จนมาถึงปัจจุบัน
*******
รถยนต์คันหรูเปิดกระจกทั้งสองข้างวิ่งไปบนถนนที่ทอดยาวสุดสายตา สายลมพัดมาปะทะหน้าหญิงสาวที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย สายตาทอดมองไปข้างหน้า สมองครุ่นคิดถึงชีวิตตัวเอง ภาพตั้งแต่เด็กที่ต้องจากแผ่นดินเกิดมาเติบโตในแผ่นดินนี้ ชีวิตที่ทุกคนต่างบอกว่าโชคดีและอวยพรให้มีความสุข ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย!

ผู้คนที่ไม่รู้จัก ภาษาที่พูดไม่ได้ วัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ทำให้เธอเหมือนลอยอยู่กลางทะเล มีขอนไม้ใหญ่ให้เกาะพยุงตัว พอที่จะว่ายน้ำไปได้บ้าง แต่ไม่นานขอนไม้ก็ค่อยๆถอยห่าง ลอยหายออกไป ในที่สุดก็ทิ้งให้เธอเหนื่อยล้าอยู่คนเดียว สุดท้ายก็จบลงด้วยภาพชื่นมื่นของคู่หมั่นวันนี้ มือที่จับพวงมาลัยกำเข้าหากันแน่น ก่อนจะเหยียบคันเร่งกดเร่งจนล้อบดกับถนนดังเอี๊ยด!

หญิงสาวกะพริบตาพร้อมกับปลดปล่อยลมหายใจที่เก็บกดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ออกมาเฮือกใหญ่ ก็ขับรถมาเรื่อยๆ ไม่นานก็หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าจอดที่ร้านอาหารริมทะเลสาบ

ท้องฟ้ามืดดำมาหลายชั่วโมงแล้ว ดวงจันทร์เจ้าแห่งแสงสีเหลืองนวลลอยเด่นอยู่กลางความมืดนั้น โดยมีดวงดาราส่องแสงระยิบระยับอยู่เคียงข้าง ใต้ฟ้าดำมืดรถเฟอร์รารี่คันหรูก็วิ่งมาจอดที่ผับดังริมทะเลสาบ พนักงานต้อนรับวิ่งมาเปิดประตูให้ทันที คนขับที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนแค่ศอก เก็บชายเสื้อไว้ในกางเกงยีนก้าวลงมายืนข้างรถ ริมฝีปากหยักลึกยิ้มให้พนักงานที่โค้งต้อนรับเล็กน้อย แล้วกวาดตามองรอบบริเวณผับ ที่สวยงามด้วยบรรยากาศริมทะเลสาบ แถมยังมีที่นั่งทั้งข้างในและข้างนอกที่จัดไว้ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการ
พรตชูมือขึ้นกดกุญแจล็อกรถแล้วเดินไปหาที่นั่งริมทะเลสาบ เพื่อจะมองแสงสีและบรรยากาศที่งดงามของเมืองแฟชั่น แต่ดูเหมือนทุกที่จะถูกจับจองไว้หมดแล้ว หนุ่มสาวในวันเรียนวัยทำงานทั้งผมดำผมทอง มาเดี่ยวมาคู่ นั่งกันอยู่เต็มไปหมด แต่เขาก็ยังเดินดู เผื่อจะมีที่ให้นั่ง จนกระทั่งไม่มีแล้วจริงๆ จึงหมุนตัวเพื่อเดินไปหาที่นั่งข้างใน แต่ก้าวได้เพียงสองสามก้าว ข้อมือก็ถูกยึดไว้ ทำให้ต้องหลุบตาลงมอง

“ดื่มด้วยกานหม้ายคะ ฉันเลี้ยงเอง”

เสียงลิ้นไก่พันกันเล็กน้อยบอกให้พรตรู้ว่า เธอเมา เขามองใบหน้าสวยเก๋ ดวงตากลมโตรับกับจมูกเชิดโด่ง พวงแก้มนุ่มและริมฝีปากอิ่ม ผิวสีน้ำผึ้ง บอกชนชาติเอเซีย แต่แววตาไร้การเชิญชวน ก็แปลกใจ จึงตวัดสายตามองไปรอบๆหาสาเหตุ แล้วก็ได้เห็นสายตาของชายหลายคนที่มองเธออยู่ ก็ได้รู้ว่าเธอเห็นเขาเป็นไม้กันหมา

ไม่เลว ขนาดว่าเมา ยังมีสติ พรตคิดแล้วยิ้มขำพลางคิดว่าน่าจะหาอะไรทำฆ่าเวลารออเล็กซ์ จึงเท้าแขนกับโต๊ะ ก้มหน้าลงไปใกล้ บอกด้วยภาษาสากลว่า “ขอโทษนะคนสวย ผมไม่ว่าง”

“ฉันจ้าง”

พรตอึ้งไปที่จู่ๆ ก็ถูกผู้หญิงว่าจ้างให้นั่งด้วยอย่างกับผู้ชายไซด์ไลน์ ให้บริการผู้หญิงที่รักสนุกแต่ขี้เหงา เขายิ้มขำและไม่ถือสากลับรู้สึกสนุกเสียด้วยซ้ำ “เสนอมาซิ ถ้าน่าสนใจ ผมอาจจะนั่งด้วย”

“ร้อยเหรียญ”

“ตีราคาผมถูกจัง” พรตโอดพลางเทียบเป็นเงินบาทอย่างนึกสนุก แล้วพลิกข้อมือมาจับมือเธอไว้ ไล้ปลายนิ้วกับหลังมือนุ่มเบาๆ

“หนึ่งพัน” เสียงหวานเสนอตามดีกรีของแอลกอฮอล์ที่หญิงสาวดื่มเข้าไป แต่พรตก็ยังเฉย เธอจึงเสนอสูงขึ้นไปอีก ก่อนจะหยุดเมื่อพรตยื่นหน้าเข้าไปชิดแก้มเนียน แล้วกระซิบบอกว่า

“เงินไม่เอา ขอเป็นตัวได้ไหม”

ริมฝีปากอิ่มยิ้มหวาน ก่อนจะบอกว่า “ไม่ได้ค่ะ เพราะฉันมีคนจองแล้ว”

“ว้า น่าเสียดาย” พรตว่าแล้วยืดตัวขึ้น เพื่อจะผละมา แต่

“อยากจะลงแข่งหม้ายคะ”
*********



pream
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 พ.ย. 2556, 16:52:34 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 พ.ย. 2556, 16:52:34 น.

จำนวนการเข้าชม : 3407





<< ตอน 2   ตอน 5 >>
pream 25 พ.ย. 2556, 16:53:29 น.
ตอน 2
คำถามเหมือนการท้าทาย ทำให้พรตยิ้มกริ่ม ชายเจ้าสำราญอย่างเขาจึงหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ยกมืออีกข้างมากุมมือนุ่มไว้ พลางมองใบหน้างามที่แดงขึ้นมาเพราะแอลกอฮอล์ที่กินเข้าไป ก็ถามออกมาเรื่อยๆเหมือนชวนคุย

“อกหักหรือครับ”

“ป่าวคะ ไม่ได้อกหัก แต่เจ็บหัวใจจางเลย” เสียงลากยาวบอกให้รู้ว่าเจ็บมากๆ

พรตยิ้มขำ ก่อนจะบอกว่า “อย่างนั้นนะ เขาเรียกว่าอกหัก รักใครแล้วเขาไม่รับตอบหรือครับ”

“คนที่มีเจ้าของ”

พรตนิ่งไป ความเสียดายแล่นวูบเข้ามาในหัวใจ แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็สลายไปพลางยักไหล่ว่าไม่เป็นไร และเขาก็ไม่รู้ว่าเธอพูดจริงหรือพูดเล่น คนเพิ่งเจอหน้ากัน ทุกอย่างจึงยังเชื่อไม่ได้ ยิ่งผู้หญิงขี้เมา ยิ่งเชื่อยาก

“ท่าทางคุณเหมือนคนเอเชีย ชาติไหนครับ”

“สำคานหรือเปล่าคะ”

“ครับ เพราะผมเพิ่งมาเมืองแฟชั่นแห่งนี้ จึงแอบเหงาบ้างนิดหน่อย ก็เลยอยากได้คนมาทำให้หายเหงา สนใจจะเป็นเพื่อนแก้เหงาไหมครับ”

ริมฝีปากอิ่มยิ้มหวานพลางเอียงคอมองหน้าคมที่หล่อเหลาเอาการ แม้จะเมาแต่ความรู้สึกเธอบอกอย่างนั้น ความเจ้าชู้นั้นฉายชัดในแววตา ชีวิตเธอเจอคนแบบนี้มาเยอะ พวกหมาหยอกไก่ หวังจะกินไก่ฟรีๆ

“คุณรวยหม้ายคะ”

คำถามนี้สร้างความแปลกใจให้พรต ก่อนจะยิ้มอย่างจะเห็นว่าเป็นเรื่องปรกติที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้ ชอบคนหล่อ สปอร์ต ใจดี และรวย จึงบอกเธอว่า “มหาศาลเลยครับ”

“ดีจัง แต่ฉันชอบคนจน” พูดจบเธอก็ยกแก้วเครื่องดื่มสีสวยขึ้นสดุดีแบบประชดว่าขอลาขาด แล้วดื่มน้ำเมาจนหมดแก้วก็ใช้หลังมือที่ถือแก้วเช็ดริมฝีปาก วางแก้วไว้บนโต๊ะก็ยันตัวลุกขึ้นยืน จะโบกมือลาเขา แต่พรตจับมือนุ่มไว้ แล้วเขียนตัวเลขบนหลังมือเธอ

“ถ้าเหงา หรืออยากคุย ติดต่อได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยครับ ผมยินดีเป็นไซด์ไลน์ให้คุณ”

หญิงสาวหรี่ตามองตัวเลขที่ลายๆอยู่บนหลังมือ แล้วเดินเซๆออกไป พรตได้แต่มองตามหลังไป โดยไม่เห็นว่าสายตาเขาที่มองหญิงสาวนั้น ทำให้คนที่กำลังเดินมาหาเขาเห็นเข้า และตวัดสายตาไปมองหญิงสาวที่เดินห่างออกไปพลางเสียดายที่ไม่เห็นหน้าเธอ

“ป้าบ” มือที่ตบลงบนไหล่ ทำให้พรตหันมามอง และเปิดยิ้มให้คนที่ตบบ่าเขา ซึ่งก็หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ พร้อมกับถามว่า “สนใจเหรอ มองตาละห้อยเชียว” อเล็กซ์ถาม พลางหันไปหลังหญิงสาวที่เดินห่างออกไปไกล จนลับสายตาก็ตวัดมามองหน้าเพื่อน

“ถ้าบอกว่าไม่ นายคงไม่เชื่อใช่ไหม”

“ใช่ ผู้ชายเสน่ห์เหลือร้าย แถมหล่อร้ายกาจอย่างนาย ถ้าไม่คิดจะตกเบ็ด ดวงตะวันกับจันทราคงสลับกันขึ้นมา”

“หึ หึ” พรตหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปยิ้มให้กับพนักงานเสิร์ฟที่เดินเข้ามาทักทาย และถามเครื่องดื่ม เขาจึงสั่งเบียร์ไป อเล็กซ์ก็เช่นกัน จากนั้นทั้งคู่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปรับตัวให้นั่งสบายๆ พลางกวาดตามองบรรยากาศยามค่ำคืนไปเรื่อยๆ ไม่นานเสียงอเล็กซ์ก็ดังขึ้น

“จัดการเรื่องส่วนตัวเรียบร้อยหรือยัง”

“เรียบร้อย แต่ดูเหมือนนายจะยังไม่เรียบร้อยนะ” พรตว่าเพราะอเล็กซ์ยังอยู่ในชุดสูททำงาน “งานยุ่งเหรอ” เขาถามว่าพลางยื่นมือไปรับขวดเบียร์ที่บริกรเอามาให้ แล้วยกขึ้นดื่มเบาๆ

“นิดหน่อย”

“แต่หน้านายเครียด เรื่องอะไร เรื่องที่เรียกฉันมา หรือว่าเรื่องนิ้วนายจะมีคนจอง”

อเล็กซ์ยกเบียร์ขึ้นดื่มไปครึ่งขวด ก็หมุนขวดเล่นกับแสงไฟพลางบอกว่า “ไม่ใช่ แต่พรุ่งนี้พวกนักธุรกิจชั้นนำ จะประชุมกันเพื่อเปิดตลาดน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ ฉันได้ข่าวแว่วมาว่า บรรดานายทุนหลายคน กำลังใช้เงินเป็นใบเบิกทางเล่นพรรคเล่นพวก เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับผู้นำรัฐ จะได้เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว”

“ธรรมดาของธุรกิจ ที่ต้องมีการแข่งขันกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ แต่นายอย่าลืมว่า ของมีอยู่ชิ้นเดียว แต่คนหลายคนอยากได้ มูลค่าจึงยิ่งสูง จึงแย่งชิง เพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่สนใจวิธีการ และถ้าใครขัดขวาง ยอมหักไม่ยอมงอ ก็มีโทษสถานเดียวคือตาย”

พรตไม่แปลกใจคำพูดของอเล็กซ์ เพราะเขาก็รู้ความดำมืดของเรื่องแบบนี้อยู่เหมือนกัน “แล้วนายทำอย่างที่พวกนั้นทำด้วยหรือเปล่า”

อเล็กซ์ยิ้มก่อนจะตอบอย่างนักธุรกิจ “ฉันยังไม่ตัดสินใจ จึงเชิญนายมาฟังเขาพูดด้วยกันพรุ่งนี้ แล้วค่อยตัดสินใจอีกที”

“ที่จริง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน นายตัดสินใจได้เลย เพราะฉันไม่มีหุ้นส่วนด้วย”
“แต่หุ้นของปู่นายยังอยู่ และฉันอยากให้นายหุ้นด้วย” อเล็กซ์บอกพลางสบตาพรต “เพราะนายเติบโตมากับน้ำมัน น่าจะมีสิ่งดีๆแนะนำฉันได้”

“ฉันแค่เติบโต แต่ไม่ได้รู้ลึกรู้ซึ้งอะไร อาจจะช่วยอะไรนายไม่ได้เลยก็ได้”

“แต่ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น จริงไหม”

คิ้วเข้มของพรตเลิกขึ้น เมื่อรู้สึกแปลกใจ พลางหมุนแก้วในมือเล่น “ไม่เสมอไปหรอก ฉันไม่ชอบอะไรที่มันยุ่งยาก การทำธุรกิจก็เหมือนพวกนักล่า หูตาต้องกว้างไกล ความคิดต้องเฉียบคม คอยมองหาโอกาส และฟาดฟันเพื่อสิ่งที่ต้องการ ฉันจึงไม่อยากเอาคอไปขึ้นเขียง ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจพวกนี้”

อเล็กซ์นิ่งไปกับคำพูดคล้ายปฏิเสธ เขายิ้มเหมือนไม่ถือสา แต่ในใจนั้นมีความรู้สึกอีกอย่าง “อนาคตยังไม่แน่ แต่ถ้าได้งานนี้มา นายช่วยฉันหน่อยก็แล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็ยกขวดเบียร์ไปชนกับขวดในมือพรต ก่อนจะยกขึ้นดื่ม

พรตปรายตามองเพียงนิด ก็ยกขวดเบียร์ขึ้นดื่มเหมือนกัน แต่คิดว่าจะไม่ยอมหาเหามาใส่หัวเด็ดขาด ทั้งคู่ดื่มไปคุยกันไป จนเที่ยงคืนอเล็กซ์ก็ชวนกลับ

“นายขับรถไปส่งฉันแล้วกัน รถของฉันให้คนขับ ขับกลับไปแล้ว”

“ได้” พรตรับปาก แล้วจ่ายเงินเลี้ยงเพื่อนเรียบร้อย ก็ลุกขึ้นเดินนำไปที่รถ แต่พอเดินมาถึงรถ อเล็กซ์ก็ขอขับเอง ให้เหตุผลว่าเขาไม่ชำนาญทาง พรตจึงได้นั่งอย่างสบายๆ มองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรม ที่ดูมีมนต์ขลังขึ้นเพราะแสงไฟที่ส่องให้เห็นถึงความเก่าแก่ที่สวยงาม ไม่นานก็ละสายตามามองอเล็กซ์ ที่จดจ่ออยู่กับการขับรถ

“เรื่องแหวนที่อาจจะสวมบนนิ้วนางของนาย เป็นไง” พรตชวนคุย

“ไม่เป็นไง”

“แสดงว่านายเต็มใจ หรือถูกคลุมถุงชน”

“เปล่า ฉันชอบเธอ”

“นายพูดเล่นหรือเรื่องจริง”

อเล็กซ์ไม่ตอบ แต่หันมาบอกพลางยิ้มให้เต็มหน้า ก่อนจะหันไปมองถนน พรตจึงได้แต่ขำ จากนั้นรถก็มาจอดหน้าคฤหาสน์ม็อตต้า อเล็กซ์ชวนพรตให้เข้าไปด้านนั้น แต่เขาปฏิเสธ และขอตัวกลับบ้าน เพียงรถเฟอร์รารี่พ้นประตูรั้วไป รถยนต์คันหรูอีกคันก็วิ่งสวนเข้ามา ตรงมาจอดสนิทหน้าบันไดมุก อเล็กซ์ยืนรอจนคนขับเปิดประตูลงมา ก็ทักขึ้น

“ฉันนึกว่านายจะไม่กลับ จะฉลองถึงเช้า”

“ก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่คู่หมั้นฉันอยากกลับ จึงต้องกลับ แล้วพี่เพิ่งกลับเหมือนกันเหรอ” อดัมว่าพลางเดินขึ้นบันไดมายืนเคียงข้าง

“ใช่ ฉันไปเลี้ยงต้อนรับเพื่อนมา” อเล็กซ์บอกแล้วยกมือขึ้นกอดบ่าอดัม พาเดินเข้าไปข้างใน “เล่าเรื่องพี่สาว คู่หมั้นนายให้ฟังหน่อยซิ”

“พี่สนใจเหรอ”

“ก็น่าสนไม่ใช่เหรอ สวย รวย แถมยังมากด้วยเสน่ห์แบบนั้น ใครไม่สนก็แปลกแล้ว”

อดัมนิ่งไป ก่อนจะฝืนยิ้มให้ และบอกเพียงสั้นว่า “เธอเป็นพี่สาวต่างพ่อของแพทิเซีย เป็นพีอาร์ที่สำคัญของธุรกิจอัลโตนิโอ ผมทราบเท่านี้”

อเล็กซ์พยักหน้ารับทราบพลางตบบ่าน้องชายอย่างขอบใจ แต่ในสมองเขาคิดหลายอย่าง และหนึ่งในความคิดนั้น ทำให้เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี และก่อนจะจะเดินขึ้นบันไดหลุยส์ของคฤหาสน์ไปห้องนอนสุดหรู ก็สั่งอดัมโดยไม่รู้ว่าทำให้เขารู้สึกอึดอัดอัดอั้นตันใจเพียงใด
“พรุ่งนี้เที่ยง นัดเธอให้มาทานข้าวกับฉันด้วย”
*******
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดในยามดึก ไม่เกินอึดใจ ประตูที่ถูกเคาะก็เปิดออก ชายหนุ่มหน้าคม ผมทอง หุ่นแมน แสนดี ยืนอยู่กลางประตู คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงเมื่อเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“กลับมาเมื่อไหร่”

“สายๆ”

หญิงสาวบอกพลางแทรกตัวเข้าไปในห้อง ซึ่งหรูหราพอๆกับฐานะของเจ้าของนามเควิน เพอร์ นักดีไซด์เนอร์ชื่อดัง ซึ่งปิดประตูห้องก่อนจะหมุนตัวเดินไปหยุดยืนอิงโซฟา มองหญิงสาวที่ไปยืนกอดอกมองฟ้าดำมืดอยู่ตรงระเบียง ท่าทางที่เห็น กลิ่นเหล้าที่ติดมา ทำให้เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นที่วางไว้ชิดผนัง หยิบขวดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ติดมือมาสองขวด ก็เดินไปหาหญิงสาว ยื่นให้เธอหนึ่งขวด พอเธอรับไป ก็ถามออกมา

“รู้เรื่องแล้วใช่ไหม”

หญิงสาวดึงสายตามามองชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนซี้ เพื่อนตาย เพื่อนที่เธอมีเพียงหนึ่งเดียวในเวลาที่ทุกข์ใจ “รู้เหมือนกันเหรอ”

“ถ้าเควิน เพอร์ หนุ่มชนชั้นสูงในเมืองนี้ ไม่รู้ก็แปลกแล้ว แต่อย่าถามนะว่าทั้งคู่ไปมีใจจนรักกันตอนไหน เพราะไม่รู้เหมือนกัน”
“แสดงว่าพรีมโง่อยู่คนเดียว” ว่าแล้วก็ยิ้มหยันให้ตัวเอง ก่อนจะรูดตัวลงนั่งพิงกระจกตรงระเบียง เพื่อนหนุ่มจึงทรุดตัวนั่งตาม เอียงหน้ามองใบหน้างามที่ดูเศร้า แต่ไม่ฟูมฟายอย่างที่เคยเห็นคนอกหักรักคุดทำกัน

“เรื่องอะไร ผู้ชายคนนั้นหรือเรื่องอื่น” เควินถาม แต่เมื่อไม่มีคำตอบ มุมปากเขาก็ยกขึ้นยิ้มเพราะพอจะรู้เรื่องราวของเพื่อนต่างชาติคนนี้ดี แล้วกระดกขวดผสมน้ำเมาขึ้นดื่ม พอลดขวดลงก็บอกว่า “เธอไม่โง่หรอก แต่ฉลาดมากกว่า ที่ไม่รับรักหรือให้ใจผู้ชายที่ไม่มั่นคงใจโลเลคนนั้นไป แต่แน่ใจเหรอว่าที่คิดว่าตัวเองโง่เพราะผู้ชายคนนี้จริงๆ”

พรีมาดามองขวดในมือ แล้วยกขึ้นดื่มน้ำเมาจนหมดขวด ก็บอกว่า “พรีมก็อยากจะคิดว่าเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นนะเค แต่หลายปีที่ผ่านมา พรีมคิดได้แค่นี้จริงๆ ว่าทำไมเขาไม่รักพรีม”

“ไม่รู้จริงๆเหรอ”

น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมา เมื่อคำตอบมันจุกอยู่ที่คอ แล้วกะพริบตาไล่ให้หยาดน้ำแห่งความอ่อนแอหายไป กลับมายิ้มหยันให้ตัวเองเหมือนเดิม และบอกว่า “คืนนี้ขอนอนด้วยนะ”

“เธอหนีความจริง”

“ห้องพรีมยังเหมือนเดิมหรือเปล่า”

“ทำไมไม่ยอมรับแล้วพูดมันออกมา”

พรีมาดาปล่อยขวดน้ำเมาในมือให้กลิ้งไปกระทบกับขอบระเบียงดัง ‘กึก’ เสียงนั้นสะท้อนเข้าไปในใจเธอ ก่อนจะสลายไปเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แล้วลุกขึ้นยืน เดินเซนิดๆเข้าไปในห้อง ตรงไปยังห้องนอน โดยมีสายตาของเควินมองตามไปและเข้าใจหญิงสาวที่ไม่อยากพูดถึงปมที่อยากจะลืมแต่ลืมไม่ได้เสียที
*******
เช้าวันรุ่งขึ้น เพียงแสงสีทองโผล่เรืองรองขึ้นตรงขอบฟ้า รถยนต์คันหรูก็วิ่งเข้ามาจอดตรงบันไดหินอ่อนของคฤหาสน์อัลโตนิโอ ร่างอรชรเปิดประตูลงมายืนอยู่ข้างรถ มองคฤหาสน์ห้าชั้นแสนหรูอย่างกับวังเจ้าหญิง มีบริวารคอยรับใช้ดูแลชนิดที่ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ให้ความสุขทางกาย แต่ไม่ได้ให้ความสุขทางใจแก่เธอ เพราะเธอไม่ใช่เจ้าหญิงของคฤหาสน์ แต่เป็นนางซินที่อาศัยอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง

ริมฝีปากอิ่มแย้มออกเหมือนจะยิ้มแต่จริงๆแล้วหยันมากกว่า ก็จะเดินไปทางด้านข้างคฤหาสน์กลับสู้บ้านพักของตัวเอง แต่

“พี่พรีม” เสียงเรียกที่ดังขึ้นหยุดการเท้าที่จะก้าวเดิน แล้วหันไปมองคนเรียก ซึ่งก็ไม่ใช่ใครเจ้าหญิงของคฤหาสน์หลังนี้นั่นเอง แพทิเซียซอยเท้าลงบันไดมายืนข้างๆ ยิ้มให้ก่อนจะพูดขึ้น

“เมื่อคืนหายไปไหนมาคะ แพทคิดว่าจะอยู่เลี้ยงฉลองด้วยกันเสียอีก”

“นอนห้องผู้ชาย”
“พี่พรีม” แพทิเซียเอ่ยอย่างตกใจหน้าเสียพร้อมเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้พี่สาวต่างพ่อเป็นแบบนี้ “แพทขอโทษค่ะ ที่ทำให้พี่พรีมต้อง...”

“อย่าคิดว่าตัวเองสำคัญ” พรีมาดาขัดขึ้น เพราะไม่อยากฟังคำสงสาร “พี่ไม่จำเป็นต้องประชดตัวเองด้วยเรื่องที่เธอหมั้นกับอดัม มันไม่สำคัญจนพี่ต้องทำแบบนั้น”

“แต่ยังไงแพทก็ต้องขอโทษพี่พรีม ที่หมั้นกับเขา ทั้งที่รู้ว่าเขากับพี่มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน”

“แต่คงไม่มีค่าเท่ากับคำว่า เธอรักเขา จริงมั๊ย”

แพทิเซียหลบตาคนเป็นพี่ สีหน้าสำนึกผิด จนพรีมาดาต้องบอกว่า “พี่ก็เข้าใจและอวยพรเธอไปแล้ว ก็ถือว่าจบ ไม่จำเป็นต้องมาพูดเรื่องนี้อีก”

“จริงนะคะ”

พรีมาดาพยักหน้าให้ แพทิเซียจึงยื่นมือไปจับมือคนเป็นพี่พลางยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะทำหน้าแปลกใจ เมื่อเห็นบางอย่างบนหลังมือของพี่สาว “เลขอะไรคะพี่พรีม ยังกับเบอร์โทรศัพท์ หรือว่าหนุ่มคนไหน ฝากใจ ฝากรักไว้อีกแล้ว”

พรีมาดาหรุบตาลงมองอย่างไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้มายังไงและทำอะไรไปบ้าง แต่ไม่บอกว่าอะไร ก็ดึงมือออกมาพลางบอกว่า “มีอะไรจะพูดกับพี่อีกไหม พี่จะไปพักแล้ว”

“เที่ยงนี้ไปทานข้าวด้วยกันนะคะ แพทกับพี่พรีมยังไม่ได้ฉลองกันเลย”

“พี่ไม่ว่าง”

“แพทรู้ว่าพี่พรีมว่าง เพราะช่วงนี้เป็นลองวีคเอน นะคะ นะ แพทขออนุญาตคุณแม่ไว้แล้ว”

พรีมาดาปล่อยลมหายใจที่ไม่ค่อยพอใจออกมา ก่อนจะพยักหน้า แพทิเซียจึงยิ้มกว้างอย่างดีใจ และบอกอีกว่า “คุณแม่อยากพบค่ะ รออยู่ที่ห้องพักผ่อนกลางสวนนะคะ”

“รู้หรือเปล่าว่าเรื่องอะไร หรือว่าเรื่องเดิม”

“ไม่รู้ค่ะ แต่ว่าเรื่องเดิมนี่เรื่องอะไรคะ”

พรีมาดายิ้มให้บางๆ ก่อนจะตอบว่า “พี่จะไปหายายแม่ก่อน”

“แต่”

พรีมาดาไม่สนใจคำทักท้วง เธอเดินผละไป โดยมีแพทิเซียมองตามไปอย่างสงสัยในคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบเมื่อกี้
*******
พรีมาดาเดินไปบนถนนคอนกรีตที่ทอดยาวอยู่ด้านข้างคฤหาสน์ไปยังบ้านที่แสนอบอุ่นของเธอ สองข้างเต็มไปด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ บางสายพันธุ์ผลิดอกออกมาให้ชื่นชม ใช้เวลาแค่หน้านาที เธอก็เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านชั้นเดียวสีขาว มีระเบียงกว้างวางชุดรับแขกกับกระถางต้นไม้ที่ประดับไว้ให้สวยงาม

ร่างอรชรเดินขึ้นบันไดคอนกรีตเล็กสามชั้นไปเปิดประตูบ้าน เพียงประตูเปิดกว้าง ก็ได้กลิ่นเครื่องแกง ริมฝีปากอิ่มเปิดยิ้มกว้างพลางก้าวเดินเข้าไปหากลิ่น ที่ชวนให้ท้องร้องบอกความหิวทันที เท้าเรียวก้าวผ่านห้องนั่งเล่นมาถึงห้องครัวที่ทันสมัย มีอุปกรณ์ครบครัน รวมถึงร่างของใครคนหนึ่งยืนหันหน้าเข้าหาเตา มีหม้อแกงส่งกลิ่นหอมและควันลอยเอื่อยออกมา จึงก้าวย่องไปยืนอยู่ด้านหลัง

“หอมอันใดจะชื่นใจเท่าแก้มยาย” เสียงหวานร้องเป็นเพลงพลางยื่นแขนไปกอดเอวอวบๆ ยื่นหน้าไปกดจมูกลงบนแก้มนุ่มฟอดใหญ่ “ชื่นใจ”

คนโดนกอดเอียงหน้ามามอง ก่อนจะตีแขนที่กอดเอวอยู่ “หลอกคนแก่หรือยัยพรีม ตัวยายมีแต่กลิ่นแกงจะหอมได้ยังไง”

“ยังไงก็หอม” พูดจบก็ทำให้เห็นด้วยการหอมแก้มนุ่มทั้งสองข้างอีกหลายฟอด จนคนเป็นยายหัวเราะยกใหญ่ ก็ปิดเตา หันมาคุยกับหลานรัก

“กลับมาเมื่อไหร่ ไหนบอกยายว่าจะกลับอาทิตย์หน้า” นางเบญจาถามพร้อมกับดันตัวหลานให้ไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะทานข้าว แล้วหยิบผักที่ล้างไว้มาหั่น แต่พรีมาดาขอทำเอง พร้อมตอบคำถามยายไปด้วย

“เมื่อวานค่ะยายแม่” เธอเรียกยายว่ายายแม่ติดปากมาตั้งแต่เด็ก เพราะท่านเลี้ยงเธอมาแทนแม่ และเรียกยายได้ก่อนเรียกแม่เสียอีก คำว่ายายกับแม่จึงติดปากเด็กที่เพิ่งจะจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง และเรียกสองคนนี้คู่กันมาจนกระทั่งโต คำๆนี้ก็ยังไม่เคยเลือนไปจากใจเธอ

“เมื่อวาน แล้วทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้านหึ” น้ำเสียงนั้นติดจะดุนิดๆ เพราะแม้จะมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่นางเบญจาก็ไม่เคยลืมต้นกำเนิดของตัวเอง ประเพณี วัฒนธรรม ภาษา ทุกสิ่งอย่างที่หล่อหลอมให้เกิดมาเป็นไทนั้นฝังรากลึกอยู่ในวิญญาณไม่เคยเสื่อมคลาย สิ่งเหล่านี้ได้นำมาเลี้ยงดู อบรมหลานสาวที่เลี้ยงมาตั้งแต่เบาะจนถึงทุกวันนี้

“หนูมีธุระนิดหน่อย ก็เลยไปนอนกับเพื่อน เควินนะคะ ยายจำได้ไหมคะ”

นางเบญจาพยักหน้าว่าจำได้ ก็คลายความดุลง “แล้วนี่เจอแม่เราหรือยัง”

“เจอในงานฉลองหมั้นแล้วค่ะ”

“งั้นเหรอ พูดถึงการฉลองงานหมั้นเมื่อวานยายก็ไม่ได้ไป แต่อวยพรกันตั้งแต่พิธีที่บ้านแล้ว หนูมาทันก็ดี จะได้อวยพรน้องไปด้วย”

“หนูไม่รู้เลยว่าน้องจะหมั้นมาก่อน ยายแม่รู้ไหมคะ”

“ก็รู้วันที่เราเดินทางไปต่างประเทศนั่นแหละ แม่เราเขามาบอก จากนั้นเขาก็เตรียมทุกอย่างเอง จนหมั่นหมายกันเรียบร้อยเมื่อวาน” นางเบญจาบอกโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้

พรีมาดายิ้มให้ ทั้งที่ใจรู้สึกเจ็บที่รู้ซึ้งถึงน้ำใจคนเป็นแม่ จากนั้นก็ช่วยเป็นลูกมือให้คนเป็นยาย จนได้ผัดผักหอมกรุ่นมากินกับแกงส้ม ที่ยายทำไว้ก่อนหน้านี้ ครัวที่นี่มีเครื่องแกงเครื่องเคราเครื่องเคียงเกือบเหมือนประเทศบ้านเกิดทุกอย่าง เพราะยายแม่กินอาหารของที่นี่ไม่ได้ แม้จะปรับตัวให้รับกับสภาพแวดล้อมได้ก็ตาม คนเป็นแม่จึงจัดเตรียมหาทุกอย่างมาให้ ถ้าหาไม่ได้ ก็จะหาบางอย่างที่พอจะแทนกันได้มาเก็บไว้ให้

บ้านอันแสนสุขหลังนี้เธออยู่กับยายแม่สองคน จำได้ว่าคนเป็นแม่ไปรับคนเป็นยายมาอยู่ที่นี่ เมื่อเธอมาอยู่ที่นี่ได้ห้าปี ปีที่ไปรับ เพราะน้าสาวของเธอเสียชีวิต จึงไม่มีใครดูแลยาย แม่จึงต้องไปรับยายมาอยู่ด้วย ตอนแรกยายก็ไม่ยอม เพราะกลัวจะอยู่ไม่ได้ กินไม่ได้ พูดไม่ได้ เพราะไม่ใช่แผ่นดินเกิด แม่ก็ไม่ยอมเหมือนกัน เพราะไม่อาจทิ้งยายให้อยู่คนเดียวได้ จึงบอกว่าจะทำทุกอย่างให้คล้ายบ้านเกิด ยายจึงยอม แต่ที่สำคัญที่ยายแม่ยอมมา เพราะสงสารเธอ ที่ไม่มีพ่อ มีแม่แม่ก็มีน้องใหม่ผัวใหม่ แล้วใครจะสนใจเธอ
******
โรงแรม เด ม็อตต้า โรงแรมชั้นนำที่มีทุกอย่างครบวงจร เปิดออกต้อนรับนักธุรกิจชั้นนำของเมืองแห่งแฟชั่น ที่จะมาประชุมเรื่องน้ำมันกันในวันนี้ ทุกคนใส่สูทผูกไทอย่างภูมิฐานและสง่างาม หลายคนทยอยกันเดินเข้ามาในโรงแรม และตรงไปยังห้องประชุม ที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยไม่รู้ว่าลักษณะท่าทางของทุกคน ถูกสายตาของใครบางคน จับตามองอยู่

พรตมานั่งดื่มกาแฟที่ล็อบบี้โรงแรมตั้งแต่เช้า เมื่อคืนหลังจากแยกกับอเล็กซ์ เขาก็คิดว่าควรจะมาดูหน้าทุกคนไว้ก็ไม่เสียหายแม้จะไม่เข้าประชุม แต่การรู้เขารู้เรา รบสิบครั้งชนะสิบครั้ง คำๆนี้ไม่ว่าจะผ่านมากี่สมัยก็ยังใช้ได้ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย

เขาดึงสายตากลับมามองโปรไฟล์ (ประวัติ) ของทุกคน ที่ขอมาจากเลขาสุดเฮี้ยบของอเล็กซ์ เพื่อจะได้รู้จักแต่ละคนให้ดีขึ้น ซึ่งมีหลายคนที่ประวัติน่าสนใจ เพราะมีการเอ่ยถึงปู่ของเขา ที่เขาไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันยังไง แต่คิดว่าคงเป็นเรื่องธุรกิจเหมือนม็อตต้า พรตเปิดดูและอ่านประวัติของทุกคน จนกระทั่งเห็นอเล็กซ์เดินผ่านประตูกระจกเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นเดินไปหา

อเล็กซ์เปิดยิ้มอย่างดีใจที่เห็นเพื่อน เขารอจนเพื่อนเดินมายืนตรงหน้า ก็บอกว่า “ดีใจที่นายมา”

“นายอาจจะเสียใจก็ได้”

“หึ หึ” อเล็กซ์หัวเราะอย่างขำๆ ก่อนจะถามว่า “จะเสียใจเรื่องอะไร แค่นายโผล่มา ฉันก็มีชัยไปครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วนายอยากมีชื่อในการประชุมครั้งนี้ด้วยหรือเปล่า”

“ไม่ ฉันแค่มาดู ไม่ได้มาประชุม ทุกอย่างจึงไม่เกี่ยวกับฉัน”

“นายจะไม่ยอมช่วยฉันจริงๆเหรอ”
“จริง คำพูดฉันเมื่อคืนเป็นยังไง วันนี้ก็ไม่เปลี่ยน นายลุยโครงการของนายไปได้เลย ฉันไม่ยุ่ง”

อเล็กซ์สบตาที่ยืนยันความจริง ก็พยักหน้ายอมรับออกมา ตบบ่าเขาอย่างจำยอม “งั้นไปหาอะไรรองท้องกันก่อน แล้วฉันค่อยแยกมาประชุม ส่วนนายก็ไปเดินเล่น เที่ยงนี้ก็มากินข้าวด้วยกัน บางทีนายอาจจะได้เจอเจ้าของแหวนที่จะสวมบนนิ้วนางข้างซ้ายของฉันก็ได้ จากนั้นค่อยมาคุยเรื่องหุ้นของปู่นาย”

“ได้ แล้วนายจะเลี้ยงอะไรฉัน”

“อาหารบ้านเกิดนาย รับรองว่ารสชาติดีไม่แพ้ที่นายจากมาแน่”

พรตพยักหน้า แล้วเดินออกจากโรงแรม ไปขึ้นรถของอเล็กซ์ ซึ่งก็ขอเป็นสารถีแทนคนขับรถของตัวเอง พาพรตไปยังร้านอาหารที่บอกไว้
*******
แสงอาทิตย์ลอดผ่านใบไม้มาสู่พื้นดิน สู่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อเกิดอยู่บนโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาว ที่เดินไปบนทางที่ทอดสู่คฤหาสน์อัลโตนิโอ ตรงไปยังห้องพักผ่อนกลางสวน ที่เรียกอย่างนี้ เพราะห้องนี้ตั้งอยู่กลางสวนสวยของคฤหาสน์ ติดกระจกรอบด้าน สามารถมองเห็นต้นไม้ ไม้ดัด ดอกไม้ที่ปลูกไว้อย่างสวยงาม

ร่างอรชรเดินผ่านประตูห้องเข้าไป คนที่รอเธออยู่ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มีคนสำคัญของคนที่รออยู่นั่งอยู่ด้วย พรีมาดายกมือไหว้ทั้งคู่ แล้วเดินไปนั่งที่โซฟานุ่มตรงข้ามทั้งสองคน สบตาที่มองมานิ่งๆ ก็พูดด้วยภาษาบ้านเกิดที่คนที่นั่งอยู่ด้วยฟังเข้าใจ

“ขอโทษที่ต้องให้รอค่ะ”

“ช่างเถอะ ฉันชินเสียแล้ว” นางพรเพ็ญบอก เพราะเป็นแบบนี้มานานแล้ว ไม่ว่าเธอจะสั่งอะไร ลูกสาวคนนี้ก็จะต่อต้านเธอเล็กน้อย ก่อนจะทำตามทุกครั้งไป “แล้วเมื่อคืนทำไมไม่กลับบ้าน หายไปไหนมา”

“ธุระนิดหน่อยค่ะ แม่มีอะไรคะ”

นางพรเพ็ญตวัดสายตาไปมองนายริคาร์โด สามีที่นั่งอยู่ข้างๆเพียงนิด ก็ดึงสายตามองลูกสาว แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงที่มีความยินดีอยู่นั้นด้วย “ยังจำเรื่องที่ฉันถามที่โรงแรมได้หรือเปล่า”

พรีมาดานิ่งไป ก่อนจะบอกว่า “ไม่แน่ใจค่ะ เพราะมีหลายเรื่อง แม่หมายถึงเรื่องไหนคะ”

“คู่เดท”

แววตาของพรีมาดาไหวไปนิด เพราะคำพูดของแม่ช่างตรงกับที่เธอคิดไว้จริงๆ “หนูตอบแม่ไปแล้ว แต่อย่าไปพูดถึงมันเลยค่ะ พูดเรื่องที่แม่ต้องการให้หนูรู้ดีกว่า”

“ฉันอยากให้เธอแต่งงาน”

“จะให้แต่งกับใคร ที่ไหนคะ” พรีมาดาถามเรื่อยๆ ไม่มีความตกใจแม้แต่นิดเดียวให้ใครเห็น

“เรื่องนั้นฉันจะบอกอีกที แต่ฉันอยากให้เธอตกลง”

“ถ้าหนูปฏิเสธละคะ”

“ฉันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้และอยากให้เธอได้คู่ครองที่ดี จะหมั้นหมายกันไว้ก่อน แล้วค่อยแต่งเหมือนน้องก็ได้”

“แม่แน่ใจเหรอคะ ว่าทำทุกอย่างเพื่อหนู อยากให้หนูได้คนดีๆจริงๆ” พรีมาดาถามอย่างไม่เชื่อเพราะชีวิตที่เติบโตขึ้นมานั้นพอจะสอนให้เธอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนเป็นแม่จึงคอแข็งไปนิด เพราะคำถามของลูกนั้นเหมือนจะรู้ทันเธอ

“ใช่”

“ขอบคุณค่ะ แต่เรื่องจะหมั้นหรือจะแต่ง หนูขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน”

“นานแค่ไหน”

“ถ้าใจหนูตอบว่าใช่เมื่อไร ก็เมื่อนั่นแหละค่ะ”

“พรีมาดา” เสียงนางพรเพ็ญบอกความไม่พอใจ เมื่อลูกสาวดูจะโยกโย้เล่นแง่กับเธอ น้ำเสียงที่แสนจะดี จึงขุ่นออกมา “ทำไมต้องรอ หรือคิดว่าฉันจะให้เธอไปแต่งกับนายไก่กาที่ไหน ถึงได้ปฏิเสธ ฉันบอกให้ก็ได้ว่าคนที่ฉันจะให้เธอแต่งงานด้วยนะ เขาก็เป็นถังข้าวสารเหมือนกัน และใหญ่กว่าของน้องด้วย เพราะเขาคือพี่ชายของอดัม อเลสซานโด เด ม็อตต้า ผู้คุมธุรกิจของม็อตต้าไว้ทั้งหมด”

ชื่อที่ได้ยินนั้นทำให้พรีมาดายิ้มกว้าง แต่ดูไม่ออกว่าตื้นเต้นดีใจกับความร่ำรวยที่ได้ยินหรือไม่ แล้วยกมือไหว้ บอกความหมายว่าขอตัว ก็ลุกขึ้นจะเดินออกจากห้องกลางสวนไป นางพรเพ็ญจะลุกขึ้นตามไปพูดกันให้รู้เรื่อง แต่นายริคาร์โด จับแขนเป็นเชิงปรามไม่ให้ตามออกไป เธอจึงได้แต่หงุดหงิด ก่อนจะข่มใจให้เย็นลง

“ทำไมลูกไม่เข้าใจฉันคะ”

“แกอาจจะตกใจก็ได้ ให้เวลาแกอย่างที่ต้องการ ก็ค่อยมาว่ากันอีกทีก็ได้ อีกอย่างลูกก็จะได้ทำความรู้จักฝ่ายโน้นด้วย”

“แต่ฉันไม่อยากเสียเวลา คนดีๆ ใหญ่โตขนาดนั้นไป ถ้ามัวแต่คิด อาจจะมีใครมาตะครุบเขาไปเสียก่อน”

นางพรเพ็ญว่าแล้วนั่งคิดว่าจะทำยังไงให้พรีมาดาหมั้นหมายก่อนแต่งงานกับผู้ชายสมบูรณ์แบบขนาดนั้น ก่อนจะมีใครมาคว้าเขาไป
********
พรีมาดาเดินทอดน่องไปบนทางเดินที่ตรงไปยังบ้านแสนสุข แต่ใจเธอไม่ได้สุขเลย เพราะมีคำว่าทำไมอยู่ในความคิดเต็มไปหมด โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ทำไมพี่ชายของอดัม ถึงอยากแต่งงานกับเธอ จะว่าไม่รู้จักก็ไม่เชิง เธอเคยเห็นเขาบ้างผ่านๆ แต่ไม่เคยสนใจ และทำไมเขาถึงมาสนใจเธอ ที่สำคัญทำไมคนเป็นแม่ ถึงได้เห็นดีเห็นงามจะให้เธอแต่งงานกับเขา ทั้งที่เป็นเขาเป็นถังข้าวสารที่ใหญ่กว่าของลูกรัก

“พี่พรีม”

พรีมาดาไม่ได้หันไปมองคนเรียกแต่หยุดยืนรอ จนกระทั่งคนเรียก เดินเร็วๆมาหยุดยืนตรงหน้า เปิดยิ้มให้เล็กน้อย ก็บอกโดยไม่ต้องรอให้ถาม

“แม่จะให้พี่แต่งงาน”

“อะไรนะคะ” แพทิเซียตกใจและแปลกใจไปพร้อมกัน แต่ยังไม่ทันได้ตั้งคำถาม พี่สาวต่างพ่อก็บอกว่า

“ถ้าอยากรู้เรื่องมากกว่านี้ ไปถามแม่เอาเองแล้วกัน” พูดจบพรีมาดาก็จะเดินจากไป แต่เสียงแพทิเซียหยุดเท้าเธอไว้เสียก่อน

“แล้วพี่พรีมจะไปไหน”

“ทะเล”

“แต่เที่ยงนี้...”

“พี่ขอยกเลิก” พูดจบ พรีมาดาก็เดินลิ่วไปที่โรงจอดรถของคฤหาสน์ ซึ่งมีรถให้เลือกใช้สิบกว่าคัน หญิงสาวเปิดประตูรถเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย แล้วขับออกไปจากคฤหาสน์ทันที แพทิเซียมองตามไปอย่างข้องใจ แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็เดินขึ้นตึก เพื่อไปหาคำตอบจากคนเป็นแม่
******
ดวงอาทิตย์ที่ลอยขึ้นสูงทอแสงความร้อนแรงมากขึ้น แต่คนที่นั่งอยู่ในรถที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ไม่รู้สึกถึงความร้อนนั้น ทั้งคู่นั่งมองทาง มองฟ้า มองบรรยากาศทั่วๆไป พลางคุยเรื่องอื่ๆกันอย่างถูกคอ ไม่นานอเล็กซ์ก็วกกลับมาคุยเรื่องน้ำมัน
“การนัดคุยกันวันนี้คงได้เห็นท่าทีของแต่ละคนได้ชัดขึ้น ว่าใครจะมาวินจะได้โครงการนี้ไป”

“ไม่แน่หรอกอเล็กซ์ บางที คนที่นิ่งๆ เงียบๆ ไม่แสดงอะไรออกเลย อาจจะเป็นเสือที่จ้องจะตะปบเนื้อชิ้นงามๆ ได้มากกว่าเสือที่คำรามอยู่ก็ได้ นายว่าไหม”

“ก็จริง และเสือพวกนี้ก็น่ากลัว”

คิ้วของพรตเลิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อรู้สึกว่ามีความกังวลอยู่ในน้ำเสียงของอะเล็กซ์ “นายสู้ไหวหรือเปล่า”

“มันอยู่ที่ชั้นเชิง”

คำตอบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของอเล็กซ์ ทำให้พรตสบายใจขึ้น “ถ้างั้นขอให้นายโชคดี” พรตบอก “ที่จริงฉันแยกจากนายที่หน้าร้านอาหารก็ได้ นายไม่น่าเสียเวลาไปส่งฉันเลย”

“เล็กน้อยน่าพรต ลอดอุโมงค์นี้ไปก็ถึงแล้วไม่เสียเวลาฉันหรอก และเที่ยงนี้อย่าลืมมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน บางทีนายจะได้เจอ...” อเล็กซ์ยกมือซ้ายพลางกระดิกนิ้วนางให้ดู พรตก็พยักหน้าอย่างเข้าใจว่าหมายถึงหญิงสาวที่จะสวมแหวนให้
ทั้งคู่ยิ้มให้กัน แต่พอหันกลับไปมองถนน แสงไฟจากรถคันหนึ่งก็พุ่งตรงมาเข้าตา อเล็กซ์หักรถหลบอย่างรวดเร็ว รถเสียหลักครูดไปกับกำแพงก่อนจะพลิกคว่ำ คนที่อยู่ในรถกระเด้ง กระแทกไปกับตัวรถ จากนั้นไม่มีใครรับรู้อะไรอีกแล้ว...



pream 25 พ.ย. 2556, 16:54:06 น.
ตอน 3
ดวงตาที่ปิดสนิทมาสองวันสองคืนเต็มๆ เริ่มกะพริบ เพียงสองสามครั้งเปลือกตาก็เปิดขึ้น แสงสีขาววาววาบเข้านัยน์ตา จนคนที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาต้องรีบปิดตาลง แล้วค่อยๆเปิดปรือขึ้นมาปรับรับแสงสว่างอีกครั้ง ภาพเพดานสีขาว โคมไฟ ก็เข้ามาในประสาทรับรู้ เจ้าของดวงตาทิ้งสายตาไว้กับภาพนั้นขณะที่สมองก็เริ่มทำงาน ถามตัวเองว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วทำไมเขาต้องมาอยู่ที่นี่?

เมื่อไม่มีคำตอบให้ตัวเอง เพราะสมองยังมึนงง ก็ลดสายตาลงมองตัวเอง ชุดสีฟ้าที่อยู่บนตัว แขนมีเข็มปักอยู่ตรงข้อพับต่อกับสายยาวสีขาวไปจบกับขวดที่เรียกว่าน้ำเกลือ ก็เริ่มจะรู้ว่าที่นอนอยู่นี่คือ...โรงพยาบาล!

หน้าก็นิ่ว คิ้วก็ขมวดเพราะพยายามคิดว่าทำไมเขาต้องมานอนอยู่ที่นี่ พลางมองแขนที่มีรอยช้ำและรอยแผลถลอก ก็ยกมือข้างที่ไม่ติดสายน้ำเกลือขึ้นกดขมับ เพราะรู้สึกปวดร้าวไปทั้งหัวจึงได้รู้ว่าที่หัวมีผ้าพันแผลพันอยู่ แล้วภาพบางอย่างเริ่มลางเลือนขึ้นมา จนต้องเพิ่มแรงกดที่ขมับเพื่อให้ภาพนั้นเด่นชัด แต่สุดท้ายเมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวจึงต้องปล่อยภาพนั้นให้หายไป

เสียงขยับตัวทำให้คนนั่งเฝ้าที่ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟามุมห้อง เงยหน้าขึ้นมองพลางวางหนังสือพิมพ์ไว้บนโซฟา ลุกขึ้นก้าวมายืนชิดขอบเตียง มองคนป่วย ที่จ้องมองมาอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าเขาเป็นใคร

“สวัสดีครับ” เสียงภาษาสากลดังขึ้น พร้อมแนะนำตัวเองออกมา “ผมกัสโซ่ ทนายความของตระกูลม็อตต้า คุณเป็นไงบ้าง”

ดวงตาคมมองชายอย่างไม่ไว้ใจพลางขยับตัวจะลุกขึ้นนั่ง แต่เพียงขยับตัว ก็ปวดร้าวไปทั้งตัว จนต้องขบฟันข่มไว้เพื่อยันตัวลุกขึ้นนั่งได้สำเร็จ ก็ถามคนที่มองอยู่ว่า “ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“คุณจำไม่ได้”

คำถามนั้นทำให้คนป่วยย่นหัวคิ้วหวนกลับไปคิดเหตุการณ์ที่ลางเลือนอยู่ในหัวอีกครั้ง แต่ภาพยังไม่ชัดให้ไม่แน่ใจ คนที่มองอยู่บอกว่า “อุบัติเหตุ”
คำพูดนี้ทำให้ภาพที่ลางเลือนค่อยๆชัดขึ้นมา แสงไฟที่สาดเข้ามาก่อนที่รถจะแฉลบไปชนกำแพงข้างทาง แล้วพลิกคว่ำ มันเร็วจนเขาไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากส่งเสียงร้องออกมาแล้วไม่รับรู้อะไรอีกเลย

“อเล็กซ์” เสียงที่ดังออกมาพร้อมกับสายตาที่มองเพื่อขอคำตอบนั้น ทำให้สีหน้าของทนายกัสโซ่หมองเศร้า จนคนที่มองเริ่มใจไม่ดี เพราะขนาดเขาต้องมานอนแหมบอยู่บนเตียง กี่วันแล้วก็ไม่อาจรู้ แล้วเพื่อนเขาละ “ว่าไงครับ อเล็กซ์เป็นไงบ้าง เขาบาดเจ็บมากน้อยแค่ไหน”

ทนายกัสโซ่สบตาคม ที่รอคอยคำตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ แต่เมื่อไม่สามารถที่จะลีกเลี่ยงอะไรได้ เขาก็ยอมพูดความจริงออกมา “ผมเสียใจด้วยครับ”

พรตชาไปทั้งตัว ใจวาบหาย ลมหายใจหยุดไปเสี้ยววินาที เมื่อคำตอบนั้นแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจาก...ตาย สองมือเขากำเข้าหากันเพื่อให้รู้สึกว่าเขาไม่ได้ฝันไป สิ่งที่ได้ยินเป็นความจริง “มันเป็นไปได้ยังไง” เสียงถามราวกับละเมอออกมา

“รถชนกำแพง ก่อนพลิกคว่ำ เป็นผลให้คุณอเล็กซ์...”

เสียงทนายเงียบหายไปอย่างสะเทือนใจ พรตเองก็นิ่งงั้น ไร้คำถามใดๆ อีก เขาหลับตาลงอย่างไม่อยากเห็นอะไรอีก แต่ยังได้ยินเสียงทนายพูดถึงอาการบาดเจ็บของเขา ที่ไม่มีอะไรสาหัส และไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใดๆ ตอนนี้ตำรวจก็หาสาเหตุการตายของอเล็กซ์ แต่ประโยคใดก็ไม่เข้าไปในหัวเขานอกจาก

“พรุ่งนี้ ตระกูลม็อตต้า จะทำพิธีฝั่งศพคุณอเล็กซ์”
*******
ท้องฟ้าสีคราม โปร่งใส ไร้เมฆมาบดบังแสงอาทิตย์ ที่ทอลงมาบริเวณสุสานของตระกูลม็อตต้า ช่างต่างจากสีหน้าท่าทางของทุกคนที่มาร่วมพิธี ไว้อาลัยอเล็กซ์เป็นครั้งสุดท้าย คนในตระกูล เพื่อน นักธุรกิจ ผู้ร่วมค้า ผู้คนอีกมากมายต่างมาร่วมพิธี และที่สำคัญครอบครัวอัลโตนิโอ ทุกคนอยู่ในชุดสีดำ เกือบทุกคนสวมแว่วตาสีดำปิดปังน้ำตา ความเศร้าเสียใจไว้ แต่คนในครอบครัว ที่ร่วมสายเลือดกันมาไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ พ่อแม่พี่น้องของเขาจึงร่ำให้กับการจากไปครั้งนี้

อีกด้านหนึ่งของพิธี พรตฝืนความเจ็บปวดออกจากโรงพยาบาล มาร่วมพิธีด้วย เขายืนนิ่งห่างจากคนอื่นๆ และไม่สนใจใครแม้แต่บาทหลวงที่กำลังทำพิธีอยู่ ทอดสายตามองหลุมศพที่อเล็กซ์นอนสงบนิ่งอยู่ ... ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าอเล็กซ์ได้จากไปแล้ว จนกระทั่งบาทหลวงทำพิธีเสร็จ ก็นำก้อนดินและดอกไม้ไปวางบนตัวเขา แล้วถอยออกมา ทุกคนก็ทำตาม พรตเดินสวนหญิงสาวคนหนึ่งเข้าไป แต่ทั้งคู่ไม่สนใจจะมองหน้ากัน เขาวางก้อนดินกับดอกไม้พร้อมอธิฐานให้อเล็กซ์หลับให้สบาย ไปสู่สวรรค์และขออโหสิกรรมทุกอย่าง

เขาเดินจากความเศร้านั้นไปเรื่อยๆ ผ่านผู้คน แสงแดด และสายลมที่พัดมา แต่ไม่อาจช่วยปัดเป่าความเศร้าจากตัวเขาให้หมดไป จนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ริมแม่น้ำ มองฟ้าที่ว่างเปล่าอย่างเศร้าหมอง ไม่นานเขาก็ดึงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า กดส่งสัญญาหาใครบางคน

“พัชร” เขาเอ่ยชื่อออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงรับสาย บอกเล่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นให้ฟัง และฟังเสียงที่ดังกลับมาอย่างห่วงใย

“นายเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ฉันเจ็บตัวไม่มาก แต่อเล็กซ์จากไปไม่มีวันกลับ”

ปลายเสียงเงียบไปอึดใจ รู้สึกใจหายเพราะพอจะรู้จักคนที่พรตพูดถึง แม้จะไม่เคยเห็นหน้า แต่รู้ว่าเป็นคนที่ดูแลหุ้นที่คนเป็นปู่ให้เหมือนกัน “เสียใจด้วยพรต แล้วนายจะทำไงต่อ จะกลับเพลิงพญาเลยหรือเปล่า หรือว่า...”

“ฉันจะอยู่ต่ออีกสักพัก เพราะไม่รู้ว่าหลังจากอเล็กซ์ตาย หุ้นที่ฉันได้รับจะอยู่ยังไง ใครจะดูแลให้ ... ฉันไม่ได้งกสมบัติพวกนั้นนะพัชร แต่อยากจะดูแลสิ่งที่ปู่ให้เรามาให้ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ นายจะว่าอะไรหรือเปล่า ถ้าฉันจะขาย”

“ฉันยกให้นายไปแล้ว นายตัดสินใจได้เลย แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุจริงๆหรือพรต”

คำถามของพัชรทำให้พรตนิ่งไป เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เมื่อรู้ว่าอเล็กซ์จากไป เขาก็เสียใจจนไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่นเลย แล้วนึกย้อนไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีอะไรให้สงสัย

“ทำไมนายคิดอย่างนั้น”

“เพราะอเล็กซ์ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะม็อตต้าไม่ใช่ตระกูลที่ไม่มีอะไรเลย เขายิ่งใหญ่ แม้เราไม่รู้ว่าแค่ไหน เพราะเพิ่งรู้จัก แต่เงินทองไม่เข้าใครออกใครนายก็รู้ ครอบครัวเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน ฆ่ากันตายเพราะสิ่งนี้มานักต่อนักแล้ว และมันอาจจะเป็นสาเหตุให้เขาตายได้”

“แต่ฉันมั่นใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”

“อย่ามั่นใจ อย่ามองโลกในแง่ดีพรต เพลิงพญาสอนให้เรารู้อะไรมากมาย นายก็เคยได้เรียนรู้แล้ว การมองโลกในแง่ร้ายบางครั้งมันก็จะเป็นเกราะให้เราระวังตัว ดูแลตัวเองให้ดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนายต้องตั้งสติ คิดให้รอบคอบ เพราะที่นั้นไม่ใช่บ้านเรา และนายตัวคนเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นกับอเล็กซ์อาจจะเกิดขึ้นกับนายได้”

พรตกำโทรศัพท์ที่ถืออยู่ไว้แน่น ถ้าเป็นอย่างที่พัชรว่า เขาจะไม่ยอมให้อเล็กซ์ตายฟรีเด็ดขาด แล้วข่มความคิดนี้ไว้ ถามถึงพ่อกับแม่ น้องๆ และทุกคนในหุบเขาพญา

“สบายดี นายไม่ต้องเป็นห่วง ดูแลตัวเองให้ดีนะพรต ฉันเป็นห่วง”

“ขอบใจ” พรตตอบกลับไปแล้วคุยกับคนเป็นพี่อีกไม่เท่าไหร่ก็วางสาย นั่งปล่อยให้สายลมพัดผ่านตัว ปล่อยสมองให้คิดย้อนไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และคิดว่าเขาไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเหมือนร่างกายของอเล็กซ์ที่สลายไปจนไม่มีเหลืออะไรเลย
********
รถตู้คันหรูพาทุกคนที่ไปร่วมงานศพ กลับมาสู่คฤหาสน์อัลโตนิโอ พอประตูอัตโนมัติเปิดออก คนที่อยู่ในรถก็ขยับตัวลงมาจากรถ นายริคาร์โดกับนางพรเพ็ญ เดินเข้าไปในคฤหาสน์พร้อมกัน ส่วนลูกสาวของทั้งสองคนยังยืนอยู่ที่เดิม ช่วงที่เกิดเหตุพรีมาดาหนีเรื่องคลุมถุงชนไปพักผ่อนที่ทะเล กลับมาก็ช็อกไปกับเรื่องที่เกิดขึ้นและไปร่วมงานศพ ยังไม่ได้คุยอะไรกับใคร ตอนนี้ก็เหนื่อยจนอยากจะไปพัก แต่เพียงขยับเท้า เสียงแพทิเซียก็ดังขึ้น

“พี่พรีมเสียใจไหมคะ”

“เรื่องอะไร” หญิงสาวถามพลางหันมามองหน้าน้องต่างพ่อ

“ก็ ที่เขาจากไป” แพทิเซียพูดไม่ค่อยเต็มเสียง เพราะเกรงใจทั้งคนถามและคนที่เพิ่งไปส่งดวงวิญญาณมา

“เสียใจ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ต้องหมั้นหมายและแต่งงานกับเขานะ แต่เสียใจที่คนๆหนึ่งมาจากไปเท่านั้นเอง”

“แน่ใจหรือคะ”

พรีมาดายิ้มให้กับคำถามที่ดูเหมือนจะมีความนัยมากกว่าคำถามทั่วๆไป ก่อนจะถามออกมาเหมือนไม่สงสัยอะไร “ทำไมจ้ะ”

“ก็เขาออกจะหล่อ รวย เฟอร์เฟคขนาดนั้นนะ พี่น่าจะมีความรู้สึกอื่นบ้าง เช่นเสียดายมากกว่าเสียใจ”

“อยากให้พี่เป็นอย่างนั้นเหรอ”

แพทิเซียนิ่งไปนิด ก่อนจะบอกว่า “ไม่หรอกค่ะ เป็นอย่าพี่ตอนนี้นะดีแล้ว แพทยังจำคำพูดที่เขาบอกยินดีกับแพทกับอดัมในวันหมั้นได้อยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าวันต่อมา เขาจะตาย”

“ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน” พรีมาดาบอก แต่บอกตัวเองมากกว่าจะบอกใคร “แล้วเธอไม่ไปอยู่เคียงข้างคู่หมั้นเธอเหรอ”

“อดัมเขายุ่งนะคะ ยุ่งมากเลย เพราะตอนนี้ทุกอย่างตกมาอยู่ในมือเขา แพทจึงไม่อยากไปอยู่ข้างๆให้เขาต้องเป็นห่วง แค่บอกรักและห่วงใยให้กันก็พอแล้วค่ะ”

คำพูดที่บอกความนัยว่ารักกันมากนั้น ทำให้พรีมาดายิ้มหยันให้ตัวเอง เพราะครั้งหนึ่งเธอก็เคยได้ยินคำพูดที่คล้ายกันแบบนี้มาแล้ว ขณะที่แพทิเซียตีความรอยยิ้มนั้นเป็นเชิงล้อ จึงยิ้มให้อย่างอายๆ ก่อนจะถามว่า

“ว่าแต่คุณแม่จะยอมยุติเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่าคะ”

“เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องที่จะหาใครมาเป็นตัวแทนเขา ให้พี่แต่งงานอีกนะซิคะ”

“พี่ไม่ใช่สิ่งของ ที่ใครจะทำอะไรก็ได้ และเรื่องที่จะพี่หมั้นหมายหรือแต่งงานพี่ก็ยังไม่ตกลง”

“นั่นนะซิคะ แต่ว่าพี่พรีมไปรู้จักหรือสนิทเสน่หากับเขาตอนไหนหรือคะ เขาถึงได้มาขอหมั้นและเลยเถิดไปถึงขั้นแต่งงาน” เสียงถามมีแววอ้อนอย่างอยากรู้ พรีมาดาก็ตอบเหมือนจะใจดีแต่ร้ายอยู่ภายในว่า

“คุณแม่ไม่ได้บอกเธอเหรอ”

“ไม่ค่ะ แพทถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอก”

“งั้นก็ไม่ต้องไปสนใจ” เธอบอกก่อนจะตัดบทว่า “แพทมีเรื่องจะพูดกับพี่แค่นี้ใช่ไหม พี่จะไปพักเสียที พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้ว หรือเธอจะไปหายายแม่”

“ไว้ตอนเย็นดีกว่า ไปตอนนี้ก็กวนเวลาพี่พรีมจะพักผ่อนเปล่าๆ”

“ก็ได้จ้ะ”

แพทิเซียยิ้มหวานให้แล้วเดินขึ้นบันไดคอนกรีตเข้าไปในคฤหาสน์ พรีมาดามองตามไปจนลับตา ก็เดินไปตามทางกลับบ้านแสนสุขของเธอ พลางคิดไปด้วยว่าทำไมน้องสาวต่างพ่อ ถึงได้สดใสร่าเริงไม่กังวลเรื่องใด แม้กระทั่งเรื่องที่รู้ว่าเธอกับคู่หมั้นเคยคบหากันมาก่อน
*********
ภาพสองพี่น้องที่เดินแยกไปคนละทาง ทำให้คนเป็นแม่ที่ยืนมองอยู่ในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ แย้มริมฝีปากออกยิ้มเหมือนสุขใจ ก็ละสายตามามองสามีที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟานุ่ม พร้อมกับเดินเข้ามานั่งลงใกล้ๆ

“มีข่าวอะไรน่าสนใจเหรอคะ”

“ไม่มี นอกจากข่าวของอเล็กซ์ แต่ตำรวจยังหาสาเหตุอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่าอุบติเหตุยังไม่ได้ สรุปก็ยังเป็นอุบัติเหตุเหมือนเดิม” ริคาร์โดบอกแล้วพับเก็บหนังสือพิมพ์วางไว้บนโต๊ะรับแขก

นางพรเพ็ญมองภาพข่าวที่ลงให้เห็นสภาพรถที่พังยับ มีรูปหน้าอเล็กซ์เล็กๆอยู่ตรงมุมขวา ข้างๆรูปก็เป็นคำบรรยายถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและทิ้งท้ายด้วยความพยายามที่จะหาสาเหตุที่เกิดขึ้นกันต่อไป

“น่าเสียดายนะคะที่เขาจากไป ฉันยังจำวันที่เขามาคุยเรื่องยัยพรีมได้อยู่เลย ตอนนั้นเขาบอกว่าเป็นรักแรกพบ รักโดยไม่ทันตั้งตัว ฉันทั้งตกใจและแปลกใจที่จู่ๆเขาก็เข้ามาคุย มาบอกว่าสนใจยัยพรีม ถึงขั้นขอหมั้นหมายไว้ก่อนแล้วค่อยแต่งงาน ใครจะคิดว่าวันรุ่งขึ้น เขาก็จะจากไป ถึงตอนนี้ยังไม่อยากจะเชื่อ และถ้าเขายังอยู่ตระกูลของเรากับเขาคงแน่นแฟ้นเป็นปึกแผ่นหาใครมาเทียบได้” นางพรเพ็ญถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะถามต่อ “แล้วผู้ชายที่นั่งไปกับเขา คุณรู้ไหมคะว่าเขาเป็นใคร”

“ตามข่าวบอกว่าเพื่อนจากประเทศบ้านเกิดคุณ”

“คนไทยเหรอคะ”

นายริคาร์โดพยักหน้า และไม่พูดอะไรอีก “แล้วคุณคิดยังไงกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นคะ”

“ไม่คิด”

นางพรเพ็ญทำหน้าแปลกใจ เพราะปรกติแล้วสามีนางมีความคิดเห็นเรื่องอื่นๆ มากมาย ตามประสานักธุรกิจ แต่กลับเรื่องนี้ตั้งแต่ตายยันฝั่ง เธอยังไม่ได้ยินคำพูดใดๆออกมาปากของเขา ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าหลังจากฝั่งไปแล้วจะได้ยินความคิดเห็นของเขาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยิน “แล้วครอบครัวเขาละคะ คิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ผมไม่ได้สนใจ”

“อย่านิ่งดูดายนักซิคะ คุณอย่าลืมว่าเรากับเขาเกี่ยวดองกันอยู่ และอีกไม่เท่าไรก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว แสดงออกให้พวกเขาเห็นบ้าง ว่าเราสนใจห่วงใยก็ดีนะคะ”

นายริคาร์โดยิ้มให้ ก่อนจะยื่นมือไปจับมือนางพรเพ็ญ ที่เป็นคู่ชีวิตเขามายี่สิบ บีบเบาๆให้คลายความกังวล ก็ให้ความเห็นออกมาว่า “ผมสนใจและห่วงใยอยู่แล้ว แต่จะให้แสดงออกมากไปคงไม่ดี เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อนและอ่อนไหวสำหรับทุกฝ่าย ซึ่งกำลังจับตาดูอยู่ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ของอุบัติเหตุคืออะไร ยิ่งเราเกี่ยวดองกันอยู่ ก็ควรอยู่ห่างๆ อย่ายื่นแขนยื่นขาเข้าไปยุ่ง ให้สายตาของใครเหลือบมองมาจะกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวเอง”

“ทำไมเป็นอย่างนั้นละคะ เราบริสุทธิ์ใจในการกระทำ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆด้วยเลย”

“ก็ใช่ แต่ตอนนี้หลายฝ่าย รวมทั้งหุ้นส่วนต่างๆ ต่างก็จับตาดูอยู่ว่าธุรกิจของม็อตต้าจะเดินไปยังไง เมื่อไม่มีอเล็กซ์”

“แต่มีอดัม ที่จะก้าวขึ้นมาแทน มาทำทุกอย่างแทนเขาไม่ใช่เหรอคะ”

“ถ้าภายในครอบครัวอาจจะใช่ เขามีสิทธิในฐานะลูกชายของตระกูล แต่ในวงการธุรกิจไม่แน่ บางทีสายเลือด ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกอย่างไป เพราะธุรกิจมันมีหลายอย่างประกอบขึ้นมามากกว่าสายเลือด ทั้งอำนาจ บารมี ที่สำคัญหุ้นใหญ่อยู่ที่ใครกำมันไว้”

“ถ้าไม่ใช่อเล็กซ์ อดัมก็ลำบากซิคะ”

“อันนี้ผมก็ไม่รู้นะ เป็นเรื่องภายในครอบครัวเขา แต่ในเชิงธุรกิจเท่าที่ผมรู้ มีใครอีกคนที่มีหุ้นพอๆกับอเล็กซ์”

“ใครคะ”

นายริคาร์โดส่ายหน้าว่าไม่รู้ นางพรเพ็ญจึงเหมือนมีบางอย่างค้างคาใจ เพราะนางคิดไกลไปว่า ถ้าใครคนนั้นขึ้นมากำธุรกิจของม็อตต้าไว้ แล้วลูกของนางที่กำลังจะได้ไปเป็นเจ้าหญิงอยู่ในดินแดนที่แสนจะสวยงามนั้น จะเป็นยังไง?
*******
แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องผ่านแมกไม้ที่เรียงรายอยู่รอบคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่สร้างด้วยหินที่แข็งแกร่งและสถาปัตยกรรมที่งดงาม ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว้างขว้าง ตรงกลางคฤหาสน์เป็นสวนสวยด้วยไม้ดอกไม้ดัด มีมุมพักผ่อนสบายๆ และมีรูปปั้นเทพีสีทองเหลืองยืนแบกคนโทให้น้ำพวยพุ่งออกมาลงสระว่ายน้ำขนาดใหญ่สีฟ้าสวย ที่เจ้าของสร้างไว้เพื่อความผ่อนคลาย ด้านข้างด้านหลังก็จะเป็นสวนสวย สนามกีฬาที่มีทั้งกลางแจ้งและในร่ม ให้เจ้าของได้ออกกำลังกาย ภายในคฤหาสน์ก็ตกแต่งได้อย่างงดงามราวกับราชวังก็ไม่ป่าน

อดัม เด ม็อตต้า ยังอยู่ในชุดสูทสีดำ เขายืนอยู่ตรงสระว่ายน้ำ มองพื้นน้ำที่มโนเป็นหน้าคนเป็นพี่ที่เขาคิดถึงทุกอริยบทที่ทำด้วยกัน นัยน์ตาเขาแดงก่ำ เพราะความเสียใจที่ยังไม่จางหาย พ่อแม่เขาทุกคนในตระกูลต่างพยายามทำใจให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คงต้องใช้เวลา กว่าความเสียใจจะคลายลง

ใบไม้ร่อนผ่านอากาศลอยลงมากระทบพื้นน้ำ ภาพที่มโนหายไปเป็นพื้นน้ำที่ไม่มีอะไรขณะที่อดัมก็ก็กะพริบตาข่มความรู้สึกความเสียใจไว้ในใจ แล้วยกมือขึ้นลูบหน้าตั้งสติเพื่อตั้งรับกับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังถาโถมเข้ามาสู่ตัวเขานับจากนี้ไป นอกจากต้องสืบหาสาเหตุที่ทำให้พี่ชายต้องจากไปว่าเป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่แล้ว ยังมีธุรกิจของตระกูลที่เขาไม่รู้ว่าจะถูกเปลี่ยนมือไปหรือกำลังท้าท้ายเขาอยู่ด้วย

จริงอยู่ว่าเขาดูแลธุรกิจส่วนหนึ่งของตระกูลด้วย แต่ทุกอย่างที่ผ่านมาอเล็กซ์เป็นหัวเสือ ส่วนเขาเป็นหางเสือที่ไม่ได้มีความสำคัญมากมาย แต่ที่ดูดีมีเงินทองอำนาจบารมีก็เพราะความยิ่งใหญ่ของม็อตต้าเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่เคยน้อยใจ กลับพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ แต่จากนี้ไปทุกอย่างต้องตกมาอยู่ในมือเขา เขาต้องขึ้นมาเป็นหัวเสือ

“คุณอดัมครับ”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นข้างหลัง ทำให้อดัมเอียงหน้าไปมอง พอเห็นว่าเป็นใคร เขาก็หันมาทั้งตัว สบตาคนที่มาหา ซึ่งก็คือทนายความประจำตระกูลเขานั่นเอง ทนายความกัสโซ่ก้มหน้าให้เขาเล็กน้อย ก็พูดเรื่องที่มาหา

“พรุ่งนี้จะมีการประชุมของผู้ถือหุ้นทั้งหมด คุณอดัมต้องไปในฐานะตัวแทนของคุณอเล็กซ์ เพราะมีเรื่องสำคัญที่จะต้องแจ้งให้ทราบด้วย”

“เรื่องอะไร”

“จดหมายปิดผนึกของคุณอเล็กซ์”

แววตาของอดัมไหววูบอย่างแปลกใจปนสงสัยเพราะไม่เคยรู้มาก่อน ทนายกัสโซ่เห็นท่าทีนั้น จึงบอกว่า “คุณอเล็กซ์ทำไว้ เมื่อหกเดือนที่แล้วครับ”

“ทำไว้ หมายความว่ายังไง หรืออเล็กซ์รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาอย่างนั้นเหรอครับ”
“ผมไม่ทราบครับ แต่คุณอเล็กซ์จะทำจดหมายแบบนี้ทุกๆหกเดือนอยู่แล้ว”

อดัมนิ่งไปกับสิ่งที่เขาเพิ่งได้รู้ แล้วหันหน้าออกไปมองฟ้ากว้าง ที่ไม่รู้ว่าขอบฟ้าอยู่ตรงไหน เช่นเดียวกันกับเขาที่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ยืนอยู่ตรงไหนในบริษัท จากที่คิดว่าจะได้เป็นหัวเสือ บางทีอาจจะต้องเป็นหางเสืออย่างเก่าก็ได้ ใครจะเป็นรู้

“คุณรู้ข้อความในจดหมายนั่นไหม”

“ไม่ทราบครับ” ทนายกัสโซ่ตอบตามความจริง

“แล้วมีใครรู้เรื่องจดหมายฉบับนี้อีกบ้าง”

“ผู้ถือหุ้นบางคนครับ”

“แต่หนึ่งในนั้น ไม่ใช่ผม”

ทนายกัสโซ่นิ่งไปเมื่อเสียงอดัมแฝงความรู้สึกบางอย่าง แล้วยืนรอว่าเขาจะพูดอะไรอีกหรือไม่ จนแน่ใจว่าไม่มี ก็บอกเวลาเข้าประชุมให้รู้ ก่อนจะถอยหลังเดินจากไปเงียบๆ ส่วนอดัมก็อยากเห็นอะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาบนฟ้ากว้าง เพื่อเป็นสัญญาณให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วเขาควรจะอยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่มีเลย ไม่มีจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้
********
เช้าวันรุ่งขึ้น รถเฟอร์รารี่สุดหรู ก็ถูกขับออกมาจากบ้านพักหลังสีขาว สายตาของคนขับมองตรงไปข้างหน้า ขณะที่ความคิดก็ปล่อยให้หวนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา มิตรภาพของเพื่อนที่เพิ่งจากไป เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม คำพูด ทุกอริยบทของเพื่อนยังอยู่ในความทรงจำ แต่จากนี้ไปคงไม่มีอีกแล้ว ...

พรตถอนหายใจผ่อนคลายความเสียใจ แล้วคิดไปถึงเมื่อวานนี้ที่เขาไปพบนายตำรวจเจ้าของคดีของอเล็กซ์ ซึ่งก็สอบปากคำเขาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างหนัก และพาเขาไปดูสภาพรถที่พังยับ ทั้งหมดสรุปออกมาได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ แม้จะสงสัยว่าอาจจะเป็นการฆาตกรรม เพราะอเล็กซ์ทำธุรกิจกับคนอื่นมากมาย แต่หาสาเหตุใดมาสนับสนุนไม่ได้เลย เพราะอเล็กซ์เป็นนักธุรกิจที่ดี ไม่เคยมีความขัดแย้งกับนักธุรกิจด้วยกัน ส่วนครอบครัวนั้น ทุกคนในตระกูลม็อตต้ารักใคร่กันดี ไม่เคยมีประวัติความขัดแย้งใดๆออกมา จึงไม่มีเหตุอันใดหรือใครจะมาทำร้ายเขาเลย แต่ตำรวจก็บอกว่าจะไม่ทิ้งประเด็นการทั้งสองเรื่อง จะยังคงจะสืบสวนหาสาเหตุต่อไป

รถเฟอร์รารี่เข้ามาจอดในอาคาร เด ม็อตต้า อาคารที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของม็อตต้า พรตเปิดประตูลงมาจากรถ วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนเหมือนเคย เปลี่ยนรองเท้าเป็นหนังจากผ้าใบที่เคยใส่ และสวมเสื้อสูทสีดำทับเสื้อเชิ้ตให้ดูดีขึ้นมาอีกหน่อย เขามองอาคารร้อยกว่าชั้น ที่ตั้งตระหง่านบอกความยิ่งใหญ่ ก่อนจะก้าวเดินไปยังประตูทางเข้า พร้อมกับนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมา ทนายความกัสโซ่ได้โทรศัพท์ไปบอกเขาให้มา เพื่อประชุมเกี่ยวกับหุ้นต่างๆของเขาที่อเล็กซ์ดูแลให้ เขาเดินเข้าไปในตึก ที่โอ่โถง สวยหรู รีเซฟชั่นสาวสวยเดินยิ้มมาต้อนรับเขา สอบถามถึงการมา แล้วก็พาเขาไปยังห้องประชุมที่จัดไว้
ประตูห้องเปิดรอต้อนรับอยู่แล้ว พรตเดินเข้าไปในห้อง สายตาเกือบสิบคู่มองมาที่เขา ซึ่งขาก็สบตาทุกคนที่มองและได้เห็นว่า คนที่มามองมีเพียงสองคนที่เขารู้จัก ส่วนที่เหลือไม่รู้จักและในแววตาทุกคนมีความแปลกใจที่เห็นเขา เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับหุ้นส่วนในธุรกิจของทุกคน

ทนายความกัสโซ่ลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังนุ่มเดินมาหาเขา ยื่นมือมาให้จับทักทายกันเล็กน้อย ก็หันไปมองทุกคนที่มองมา แล้วก็แนะนำให้ทุกคนรู้จัก

“คุณพรต บิล บิลาเราะห์ คนที่ชีคอิลาอัลล์ยกหุ้นทั้งหมดให้ เพราะเขาคือหลานชาย”

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท เพราะตกใจและคาดไม่ถึง ขณะที่พรตก็ก้มหน้าทักทายทุกคน พร้อมกับฟังเสียงทนายกัสโซ่ที่แนะนำชื่อแต่ละคนให้เขารู้จัก บิ๊กบอสของแต่ละส่วนที่สำคัญในธุรกิจที่ม็อตต้าดูแลอยู่

“บาซ่า ซิโมเน่ บอสอสังหาริมทรัพย์ ลูก่า ริเซ่โน บอสด้านเครื่องจักร มาร์โก ริเซเน่ บอสด้านยานยนต์...” และอีกหลายคนที่พรตต้องจำ ทุกคนก้มหน้าทักทายเขาเช่นกัน แต่ท่าทางต่างนิ่งเหมือนพื้นน้ำที่นิ่งสงบแต่ข้างล่างเชี่ยวกรากพร้อมจะเป็นเกิดคลื่นได้ทุกเวลา คนสุดท้ายที่ทนายความกัสโซแนะนำนั่นคือ

“อดัม เด ม็อตต้า”

พรตยิ้มให้เล็กน้อยเพราะเคยเจอเมื่อครั้งที่อเล็กซ์พาเขาไปทานข้าวกับครอบครัว หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย แต่เขาไม่รู้ว่าอดัมรู้เรื่องของเขามากน้อยแค่ไหน

“ยินดีต้อนรับครับ” อดัมบอกพร้อมลุกขึ้นเดินมายืนหน้าพรต ยื่นมือมาทักทาย ซึ่งพรตก็ยื่นมือไปจับพร้อมกับบอกว่า

“ยินดีเช่นกันครับ เสียใจด้วยกับเรื่องของอเล็กซ์”

“ขอบคุณครับ แล้วคุณเป็นไงบ้าง พวกเราไม่ได้ไปเยี่ยมคุยเลย” อดัมหมายถึงพ่อแม่เขาและทุกคนที่รู้จักพรต
“ผมไม่เป็นไร ฝากความขอบคุณและความเสียใจต่อพวกท่านด้วย”

อดัมพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม ทนายกัสโซ่ก็เชิญให้พรตนั่งที่เก้าอี้ข้างด้านหน้า แล้วเดินไปยืนที่หัวโต๊ะ สบตากับทุกคนที่เขาเชิญมา เพื่อเปิดจดหมายปิดผนึกของอเล็กซ์ที่ทำใว้ โดยบอกเหตุผลกับเขาตอนที่ทำว่า

‘ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ยิ่งผมมีทรัพย์สินและธุรกิจเยอะ ก็ยิ่งต้องระวัง แม้ไม่มีศัตรูแต่ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นมิตรหรือศัตรู จึงป้องกันไว้ก่อน’

ทนายกัสโซ่ยื่นมือไปขอกระเป๋าจากคนของเขาที่ยืนอยู่มุมห้อง พอรับมาเขาก็วางลงบนโต๊ะ กดรหัสเปิดกระเป๋า แล้วหยิบเอกสารสำคัญออกมาวางบนโต๊ะ ทุกคนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าข้อความในนั้นจะเขียนว่าอย่างไร ซึ่งทนายกัสโซ่ก็ไม่ปล่อยให้ทุกคนรอนาน เขาอ่านส่วนที่สำคัญออกมาทันที

“ข้าพเจ้า นายอเลสซานโด เด ม็อตต้า เขียนจดหมายปิดผนึกฉบับนี้ ขณะที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ ก็เพราะว่าความไม่แน่นอนของชีวิต วันนี้ยังลืมตาอยู่ แต่วันหน้าตาอาจจะปิดลงไม่มีวันลืมขึ้นมาอีกเลยก็ได้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ทุกคนทำหน้าที่ๆทำอยู่ต่อไป แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเมื่อไม่อยู่แล้ว ก็ขอแต่งตั้งให้นายพรต บิล บิลาเราะห์ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งแทน และมีสิทธิ์ในธุรกิจที่เป็นของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
*********


pream 25 พ.ย. 2556, 16:54:35 น.
ตอน 4
บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบ เหมือนเวลาหยุดนิ่ง ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ ทุกคนนิ่งงันเพราะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ต่างจากพรต ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อรับฟังสิ่งนี้ ที่เขามาก็เพื่อจะมาดูว่าหุ้นที่เขาได้รับ ใครจะดูแลให้ต่อหรือจะขายให้ใครเท่านั้นเองไม่ใช่มารับรู้ว่าเขาต้องแบกภาระมากมายอย่างนี้

‘บ้าที่สุด’ พรตคำรามอยู่ในใจ แต่สีหน้านั้นนิ่งเฉย อย่างไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าคิดอะไรและจับตามองทุกคนที่นั่งอยู่ด้วย

ใบหน้าทุกคนเริ่มมีปฏิกิริยาเคร่งเครียด สายตากรอกมองกันไปมา ก่อนจะข่มให้สงบนิ่ง เก็บอาการต่างๆไว้ภายใต้สีหน้าที่เหมือนพื้นน้ำที่เขาเปรียบไว้ เพราะมีประสบการณ์ชีวิตที่สูง มีแต่อดัมที่ยิ้มและลุกขึ้นมายินดีกับเขา จากนั้นคนอื่นๆก็เข้ามายินดี แต่ไม่มีใครมีคำถามอะไร แล้วเดินออกจากห้องไป เข้าไปคุยที่ห้องหนึ่ง ด้วยท่าทางไม่พอใจสุด

“ทำยังนี้ได้ไงวะ อยู่ๆก็ให้ไอ้หัวดำที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นนายใหญ่ แทนที่จะแต่งตั้งเราคนใดคนหนึ่งขึ้นมา หรืออย่างน้อยให้คุณอดัมก็ยังดี”

“นั่นนะซิ คุณอเล็กซ์ทำอย่างนี้ได้ไง ให้มันมาชุบมือเปิบม็อตต้ากรุ๊ป ที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจสร้างกันมา”

“แต่เขามีหุ้นเยอะกว่าเราทุกคน และในความเป็นจริงเขาก็มีสิทธิที่จะเป็นได้” ซิโมเน่บอกทุกคนให้รู้ความจริงถึงข้อนี้ หลังจากที่รู้ว่าเขาคือคนที่ได้รับหุ้นจากชีคอิลาอัลล์ แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำให้ทุกคนลดท่าทีที่ไม่พอใจลงได้

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” ริเซ่โนเค้นเสียงออกมาอย่างแค้นๆ “หน้ามันเหมือนปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างนั้นจะทำอะไรได้ ให้มันบริหารธุรกิจเป็นหมื่นเป็นล้านล้านๆไม่พังหมดเหรอ”

ทุกคนขบฟันอย่างแค้นๆ “แล้วเราจะทำยังไง”

“ก็ทำให้มัน ไม่อยู่ดีมีสุขที่นี่ไง”
คำตอบของริเซ่โน สร้างความพอใจให้ทุกคน แววตาฉายความอำมหิตออกมา ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป โดยไม่เห็นว่าพรตที่เดินออกมาจากห้องประชุมเห็นทุกคนเข้าพอดี แต่ทนายกัสโซ่กับอดัมที่เดินตามหลังออกมาไม่เห็น ทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าพรตคิดอะไร เพราะเขายังไม่มีคำพูดใดๆออกมา ตั้งแต่ได้ยิน

อดัมขอตัวไปทำงานต่อ เหลือแต่ทนายกัสโซ่ที่เดินเคียงข้างพรตไปข้างล่างและถามว่า

“คุณจะเข้ามาทำงานเมื่อไร”

“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะรับตำแหน่งนี้”

“แต่คุณอเล็กซ์”

“ใครก็ไม่สำคัญเท่ากับตัวผมเอง”

เสียงที่บอกถึงความมั่นใจ ไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ทำให้ทนายกัสโซ่ต้องมองชายหนุ่มที่ถูกเลือกมาเป็นตัวตายตัวแทนเสียใหม่ ท่าทางเขาคงไม่ใช่พวกไผ่ลู่ไปตามแรงลมที่โน้มน้าวไป แต่คงต้านทานอย่างไม่หวั่นเกรงใครหน้าไหนทั้งนั้น ช่างเลือกได้ดีจริงๆ

“ผมอยากให้คุณรับตำแหน่งนี้ไปตามที่คุณอเล็กซ์ต้องการ” ทนายกัสโซ่บอก “เพราะที่คุณอเล็กซ์เลือกคุณแทนที่จะเป็นหนึ่งในกรรมการ หรือแม้แต่คนที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างคุณอดัม คงจะเห็นว่าคุณเหมาะสมและไว้ใจได้มากที่สุด ถึงได้ให้สิ่งที่สำคัญนี้ไป อีกอย่างถ้าคุณรับไป คุณอเล็กซ์คงหมดห่วงจากทุกอย่าง และมีความสุขในภพที่จากไปเสียที”

“คุณเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”

“ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ คำโบราณบ้านเกิดคุณว่าไว้อย่างนี้ไม่ใช่เหรอครับ”

พรตยิ้มพลางคิดว่าทนายกัสโซ่ทำการบ้านมาดีไม่เลว และไม่พูดอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งยิ่งใหญ่ที่หล่นมาทับเขาเพราะใจเขายังปฏิเสธตำแหน่งนี้อยู่ ที่สำคัญเขาไม่อยากเป็นหัวโขนให้ใคร ก็ก้มหน้าบอกลาทนายกัสโซ่ แต่ทนายความรุ่นเก๋าไม่ยอมให้เขาจากไปง่ายๆ ขยับตัวมาขวางไว้พลางบอกว่า

“ผมขอร้อง คุณรับตำแหน่งนี้ไปเถอะ เพราะงานหลายอย่างต้องเดินหน้า โดยเฉพาะโครงการน้ำมัน ซึ่งคุณน่าจะรู้ว่าคุณอเล็กซ์หวังไว้มากแค่ไหน อีกอย่างการประชุมที่มีขึ้นก่อนหน้านี้ ก็ถูกยกเลิกไปเพราะการจากไปของคุณอเล็กซ์ และยังไม่มีกำหนดว่าจะประชุมใหม่อีกเมื่อไร ส่วนนี่คือรายชื่อของคู่แข่งที่จะแย่งชิงโครงการนี้”

พรตหลุบตามองแฟ้มตรงหน้า แต่ไม่ยอมรับ ทนายกัสโซ่จึงก้มหน้าลงอย่างขอร้องแกมเว้าวอน “รับไปเถอะครับ เพื่อมันจะทำให้คุณรู้อะไรบ้าง”

“รู้อะไร”

“การตายของคุณอเล็กซ์”

“หมายความว่าไง หรือคุณสงสัยอะไร” พรตถามด้วยเสียงเหมือนคุยกันธรรมดา มากกว่าจะอยากรู้ แต่ใจจริงก็อยากฟังความคิดเห็นของทนายที่ใกล้ชิดอเล็กซ์ด้วย

“ผมแค่รู้สึกว่ามันอาจจะเป็นเพราะโครงการนี้ก็ได้ ที่ทำให้เขาต้องจากไป”

พรตยังไม่พูดอะไร แต่ท่าทางที่รับฟัง ทำให้ทนายกัสโซ่พูดต่อ “โครงการนี้ เป็นที่หมายตาของนักธุรกิจชั้นนำทั่วประเทศ ทุกคนจ้องตาเป็นมัน เพื่อจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่จะทำกำไรให้มหาศาล แล้วคุณคิดดูว่าถ้าไม่มีคุณอเล็กซ์ที่มีความพร้อมมากกว่าใครเสียคน ใครจะได้เป็นผู้นำตลาดน้ำมัน บางทีอาจจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในแฟ้มนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้”

พรตมองแฟ้มที่ยื่นมาให้ตรงหน้าอย่างตัดสินใจ ในที่สุดก็รับมาถือไว้เพื่อบางอย่างที่คิดอยู่ในใจ แล้วเดินจากทนายกัสโซ่ไปทันที

ทนายกัสโซ่มองตามไปอย่างพอใจ และชมนายที่ตายไปว่ามองการณ์ไกลเลือกคนมารับตำแหน่งนี้ได้ดีจริงๆ
********
รถยนต์คันหรูตีวงเลี้ยวเข้ามาจอดที่จอดรถด้านหน้าตึก เด ม็อตต้า คนขับรถรีบลงไปยืนข้างรถ เพื่อเปิดประตูให้นายที่นั่งอยู่ในรถลงมา แต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆว่าจะลงมา จึงได้แต่ยืนรอ ภายในรถก็มีเสียงพูดขึ้น

“พี่พรีมจะไปหาอดัมด้วยกันไหมคะ”

“พี่แค่มาส่งเธอตามคำสั่งคุณแม่ ไม่ได้จะมาหาใคร”

“แต่คนเคยรู้จักกันน่าจะไปทักทายกันเสียหน่อย”

เสียงคะยั้นคะยอเหมือนไม่คิดอะไรนั้น ทำให้พรีมาดาเลิกคิ้วขึ้นอย่างกับมีบางอย่างค้างคา ก็บอกว่า “อย่าเลย และพี่ต้องรีบไปทำงาน”

“ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวเดียวคงไม่เสียเวลามากหรอกค่ะ”

“ไม่กลัวถ่านไฟเก่าจะคุเหรอจ้ะ”

“ไม่ค่ะ แพทเชื่อใจพี่พรีมว่าจบก็คือจบ ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร”

เสียงตอบสดใส พรีมาดายิ้มให้เพียงนิดก็ตัดบทบอกว่า “งั้นก็ลงไปเถอะ พี่จะไปทำงานแล้ว”

แพทิเซียทำหน้าตูม อิดออดเล็กน้อยก็ยอม แต่อ้อนให้พรีมาดาลงมาส่งถึงหน้าประตูกระจกทางเข้า ซึ่งเธอก็ยอมลงมาส่งแต่โดยดี แพทิเซียยิ้มหวานให้ก่อนจะเดินไปที่ประตู ระหว่างนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา สายตาคมปะทะเข้ากับหญิงสาวที่จ้างเขากินเหล้า
พรตซ่อนยิ้มไว้ในสีหน้าพลางเดินเข้าไปหา พรีมาดาที่หมุนตัวจะเดินไปที่รถ ต้องหยุดชะงักและมองชายหนุ่มที่มายืนขวางทางเดินอย่างไม่พอใจ และไม่รู้ว่าภาพที่เธอกำลังประจันหน้ากับชายหนุ่มสะท้อนประตูกระจกให้แพทิเซียมองอย่างสงสัย ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน

“กรุณาหลีกด้วยค่ะ”

พรตเลิกคิ้วขึ้น เมื่อหญิงสาวเมินเฉยเหมือนไม่เคยรู้จักหรือพบเจอกัน “จำผมไม่ได้หรือครับ เราเคยเจอกัน”

พรีมาดามองหน้าคมที่หล่อเข้มแต่ใช้มุกจีบสาวๆแบบแย่ๆ ก็บอกว่า “ไม่ค่ะ และมั่นใจว่าไม่เคยเจอกัน” พูดจบเธอก็เบี่ยงตัวเดินตรงไปที่รถ แต่ยังไม่ทันได้ขึ้นรถ ก็มีเสียงลอยมาให้ได้ยิน

“เมื่อหกวันก่อน ริมทะเลสาบ ผู้หญิงคนหนึ่งจ้างผู้ชายกินเหล้า”

ภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในความทรงจำ แม้จะยังเห็นไม่ชัด แต่พรีมาดาก็หันขวับไปมองร่างสูง ที่เดินมาหยุดยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอ ซาก้าคนขับรถก็ขยับมายืนอยู่ไม่ห่างนายสาว เมื่อเห็นว่าถูกชายหนุ่มคนหนึ่งตามมา

พรตตวัดสายตาไปมองซาก้า ที่บอกด้วยท่าทางว่าถ้าเขาทำอะไรเธอก็พร้อมจะกระโจนมาซัดเขาทันที แต่เขาไม่มีความรู้สึกกลัวสักนิด แถมยังเดินเข้าไปยืนตรงหน้าเธอ มองใบหน้างามที่จำไม่ลืม พูดให้ได้ยินว่า “จำไม่ได้หรือครับ งั้นเปลี่ยนเป็นผมจ้างคุณเป็นคู่ควร คิดเท่าไร? หรือจะเท่ากับที่คุณจ้างผมก็ได้ พันเหรียญ”

“ไม่คิดค่ะ เพราะถ้าถูกใจก็ไปด้วยเลย แต่อย่างคุณฉันตายด้านค่ะ ไม่มีความรู้สึกอะไรสักนิด อย่าว่าแต่รู้สึกเลยค่ะ แม้แต่มองฉันยังรู้สึกเสียสายตา”

พรตนิ่งไปเมื่อถูกหญิงสาวปรามาสบอกนัยๆว่าเขามันไร้เสน่ห์ ไม่ทำให้มีอารมณ์ทางเพศ ทั้งที่สาวๆที่เคยควงและไม่ควง ต่างบอกว่าเขามีเซ็กส์แอพพีลสูง “ไม่จริงมั่ง คืนนั้นคุณยังเกี่ยวก้อยคล้องแขน แถมยังจูบยังกับจะให้พาขึ้นเตียงอีก”

“ไม่จริง” พรีมาดาปฏิเสธออกมา พลางมองหน้าคมอย่างคลางแคลงใจ ขณะที่พรตก็ยิ้มกระหยิ่มในใจเมื่อวางเดิมพันไปแล้วได้ชัยชนะเพราะเธอจำไม่ได้

“อยากได้หลักฐานเหรอ” เขาถามแล้วปากว่ามือไว จับแขนเธอดึงมาชิดตัว แต่ยังไม่ทันทำอะไร ซาก้าก็พุ่งมาอย่างมุ่งร้าย พรตหันไปมองจ้องอย่างไม่กลัว ซาก้าก็ไม่กลัว แต่จำต้องหยุด เมื่อเห็นสายตาคุณหนูบอกว่าจะจัดการเอง

พรีมาดามองมือหนาที่กำข้อมือเธออยู่ ก็บอกว่า “กรุณาเอามือออกไปจากแขนฉันด้วยค่ะ”

“ไม่อยากให้จับแขน แต่อยากให้กอดตัวแทนเหรอไง” พรตยียวนกวนออกมา แต่พรีมาดานิ่ง ยิ้มเย็นแล้วบอกว่า
“ผู้ชายที่ดูดี มีการศึกษาอย่างคุณ แต่ไม่ให้เกียรติผู้หญิง ก็ไม่ต่างอะไรจากกุ๊ยข้างถนนคนหนึ่ง อุตสาห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อชุบตัวที่นี่ ก็น่าจะทำตัวให้ดีๆ หน่อยนะคะ หรือว่าสิ่งที่เป็นอยู่ มันเปลี่ยนไม่ได้”

“ก็ว่างั้น หนุ่มพเนจรอย่างผม ก็เป็นอย่างนี้แหละ เห็นผู้หญิงสวย แถมยังอ่อยให้ผู้ชายไม่เลือกหน้า ก็พร้อมที่จะขยี้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เป็นสุภาพบุรุษ เพราะสันดานมันเป็นอยู่แล้ว” พรตตอบอย่างไม่มีความสะเทือนกับคำพูดเจ็บแสบของเธอก่อนหน้าสักนิด

พรีมาดากัดริมฝีปากตัวเองให้นิ่ง เชิดหน้าขึ้นสบตาคมที่จ้องเธอไม่เลิก ก็ดึงแขนตัวเองจากมือเขา พรตหรี่ตามองเพียงนิดก็คลายมือออก ยื่นไปเปิดประตูรถให้ แต่ปลายจมูกเขาเฉียดแก้มนุ่มอย่างแนบเนียน แถมยังนิ่งค้างไว้ก่อนจะพูดชิดผิวแก้วนุ่มว่า

“เชิญครับ”

พรีมาดากำมือบังคับตัวเองให้นิ่ง อย่าใส่ใจกับสิ่งที่เขาทำ และทำสีหน้าไม่ได้รู้สึกอะไร ก็หมุนตัวเข้าไปนั่งในรถทั้งที่ใจเต้นแรง พรตส่งยิ้มให้แล้วปิดประตู ซาก้าก็เดินเข้ามามองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ พรตยกมือขึ้นประหนึ่งว่าไม่ได้ทำอะไร พลางถอยห่างออกมาหยุดยืนมองจนกระทั่งรถเธอเคลื่อนออกไป สีหน้าที่กวนๆของเขา ก็หายไป หมุนตัวอย่างรวดเร็วไปที่รถ ขับตามรถเธอไปขณะคิดว่าเธอมาทำอะไรที่นี่หรือเกี่ยวข้องกับใคร
********
รถเฟอร์รารี่ที่วิ่งออกไปจากอาคารเด ม็อตต้า สะท้อนเป็นเงาอยู่ในดวงตาของใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในห้องของรองประธาน ก่อนจะกะพริบให้หายไป เมื่อได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออก จึงหมุนตัวมามองคนที่เดินเข้ามา ซึ่งก็คือเจ้าของห้องที่รออยู่นั่นเอง ริมฝีปากเผยอขึ้นยิ้มหวานพลางยื่นมือไปให้จับ คนจับจึงดึงตัวมากอดไว้ มองใบหน้างามที่แหงนขึ้น ก็ก้มลงจูบจนพอใจ ก็ถอนริมฝีปากออกมาถามเสียงนุ่ม

“มาได้ไงครับ ใครมาส่ง”

“พี่พรีมค่ะ แต่แพทชวนให้ขึ้นมาหาคุณด้วย ไม่ยอมมาบอกจะรีบไปทำงานค่ะ” แพทิเซียบอกแล้วแสร้งเป็นไม่เห็นแววตาคนรักที่ไหวเพราะคำพูดเธอ อดัมเองก็เก็บความรู้สึกและถามเธอต่อเหมือนไม่ได้สนใจ

“แล้วมานานหรือยังครับ”

“ตัวเพิ่งมา แต่ใจมานานแล้วค่ะ”

“พูดอย่างนี้ หมายความว่าไง หรืออยากให้ผมอกแตกตาย” อดัมต่อว่าพลางใช้สายตามองหญิงสาวในอ้อมแขนที่ก้าวกระโดดมาเป็นคู่หมั้น เพราะเสน่หาที่เขาติดใจ แพทิเซียแก้มแดงเพราะเอียงอาย ก่อนจะดึงตัวออกจากอ้อมแขนเขาไปนั่งที่โซฟานุ่มมุมห้อง มองท้องฟ้าที่ไร้เมฆ พออดัมเดินมานั่งเบียดลงข้างๆ เธอก็เอนตัวไปซบอกเขา วางมือบนหน้าอก กรีดปลายนิ้วไล้สาบเสื้อสูทีที่เขาใส่อยู่เบาๆ

“งานหนักไหมคะ”

“ไม่ แต่มีเรื่องยุ่งนิดหน่อย”

“ยังไงคะ” แพทิเซียถามเรื่อยๆ
“วันนี้มีคนมารับตำแหน่งของอเล็กซ์” อดัมบอก “รวมทั้งดูแลธุรกิจของม็อตต้าทั้งหมดด้วย”

แพทิเซียดันตัวออกมาจากอกอดัมพลางมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง “ทำไมต้องให้คนอื่นมารับคะ ในเมื่อตามหลักแล้ว ทุกอย่างของคุณอเล็กซ์ต้องตกมาเป็นของคุณไม่ใช่เหรอคะ”

“ตามหลักก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่อเล็กซ์เขาทำจดหมายปิดผนึกพูดง่ายๆว่าคล้ายๆพินัยกรรม ยกตำแหน่ง อำนาจ การบริหารสูงสุดของตระกูลให้เพื่อนของเขา ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมอเล็กซ์ต้องทำอย่างนั้น”

“แล้วกรรมการท่านอื่นยอมเหรอคะ”

“จะยอมหรือไม่ ก็ต้องยอม ในเมื่อมันเป็นจดหมายที่มีผลบังคับทางกฎหมาย”

แพทิเซียรู้สึเห็นใจคู่หมั่นหนุ่มขึ้นมา ขณะที่ใจก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “แล้วเพื่อนคนนั้นของอเล็กซ์ เป็นใครคะ”

“พรต บิล บิลาเราะห์ หลายชายของชีคอิลาอัลล์ ผู้เคยถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับสองของม็อตต้ากรุ๊ปและเขาก็ยกทุกอย่างให้กับหลานชายคนนี้”

ชื่อที่ได้ยิน รวมถึงความร่ำรวยที่พ่วงมามหาศาล ทำให้แพทิเซียนิ่งไป ก่อนจะคิดว่าเธอเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้างหรือเปล่า ก็ตอบตัวเองว่าไม่ แล้วเขาโผล่มาเป็นตาอยู่คว้าทุกอย่างไปได้ยังไง เธอจับมือคู่หมั้นอย่างปลอบใจ แม้จะไม่เห็นว่าเขาเสียดายก็ตาม

“คุณเสียใจไหมคะ ที่ทุกอย่างที่ควรจะเป็นของคุณ ต้องตกเป็นของคนอื่น”

“จะบอกว่าไม่เลย ก็คงจะดีเกินไป แต่อเล็กซ์คงตัดสินใจดีแล้ว ถึงได้ทำแบบนี้ อีกอย่างผมก็ไม่ชอบแบกภาระหนักๆไว้บนบ่า มันไม่สนุกเหมือนไม่แบกอะไรไว้เลย แต่มีเงินใช้ตลอดชีวิต”

“แต่ของๆเรา ถ้าเราแบกไว้เอง ใช้เอง ทำเอง ไม่ดีกว่าให้คนอื่นแบกหรือคะ”

“ไม่เลยที่รัก คุณลองคิดดู ว่าเราจะมีความสุขแค่ไหน ที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย แต่มีกิน มีใช้ อย่างมหาศาลไปตลอดชีวิต”

แพทิเซียยิ้มกับชีวิตหรูหราที่เขาบอก เพราะตัวเธอก็มีความสุขเปรียบดุจเจ้าหญิงที่แสนจะสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์อยู่แล้ว “แต่แพทอยากให้ทุกอย่างอยู่ในมือคุณมากกว่า”

“อยู่ในมือคนอื่นก็ไม่ต่างกันหรอก”

“หมายความว่าไงคะ” แพทิเซียถามอย่างสงสัยในคำพูดคู่หมั้นหนุ่ม แต่อดัมไม่ตอบและไม่อธิบายอะไร นอกจากจะถามว่า
“วันนี้อยู่กับผมทั้งวันหรือเปล่า”

“แล้วอยากให้อยู่หรือเปล่าคะ”

“อยากครับ อยากมากด้วย”

น้ำเสียงและสายตาของอดัมนั้นทำให้แพทิเซียยิ้มอย่างอายๆ และไม่ว่าอะไรเมื่อเขาลุกขึ้นอุ้มตัวเธอ พาเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ติดกับห้องทำงานทำตามความอยากของตัวเอง แพทิเซียปรายตามองเตียงกว้าง ที่เธอเคยทอดกายให้เขา จนเขากลายมาเป็นคู่หมั้นเธอ และครั้งนี้เธอก็หวังว่าจากคู่หมั้นจะกลายเป็นสามีในเร็ววัน
*********
เสียงรถเฟอร์รารี่ดังก้องอยู่บนถนน ขณะตัวรถวิ่งตามรถคันอื่นๆที่วิ่งอยู่ข้างหน้า ก่อนจะเปิดไฟขอทางแซงเพื่อให้ทันรถที่ตามอยู่ห่างๆ จนกระทั่งเห็นว่ารถที่ตามเลี้ยวเข้าไปอาคารแห่งหนึ่ง ก็ชะลอดูจนแน่ใจว่าไม่ได้วนออกไปไหน ก็ขับเลยไป ไม่นานก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ต

เจ้าของรถยังนั่งอยู่ในรถ ขณะสายตาเขามองอาคารที่เต็มไปด้วยปัจจัยสี่ตรงหน้า แต่สมองกับหัวใจคิดถึงหญิงสาวที่เขาปะทะคารมมาเมื่อครู่นี้ กลิ่นกายสาวยังหอมกรุ่นติดจมูก ให้มุมปากยกขึ้นอย่างสุขใจ แม้จะยังไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไร แต่การที่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แค่นี้ควันก็มีเชื้อไฟให้เขาตามแล้ว

พรตเปิดประตูลงมาจากรถ เดินเข้าไปในอาคาร เพื่อซื้ออาหารประทังชีวิต บ้านที่อเล็กซ์ให้เขาอยู่ มีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้เท่านั้น เรื่องอาหารเขาจึงต้องจัดการเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา ถึงจะมีเงินซื้อกินได้สบายๆ และเคยเป็นนายที่เพลิงพญา มีคนมากมายคอยรับใช้ แต่ช่วงที่ต้องมาเรียนต่างบ้านต่างเมือง เขาก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง

พรตซื้อของที่จำเป็น ไม่นานก็กลับออกมา เอาของใส่ท้ายรถแล้วขับตรงไปที่บ้านพักทันที ใช่เวลาสี่สิบห้านาทีก็มาถึง เขาเปิดประตูลงจากรถ เดินมาที่ท้ายรถเพื่อเอาของที่ซื้อออกมามา แต่จังหวะที่เขากำลังเปิดกระโปรงรถ ก็เห็นเงาที่จู่โจมเข้ามาทางข้างหลัง พรตเบี่ยงตัวหลบ แต่ไม่พ้นท่อนเหล็กที่ฟาดลงมาข้างกกหู

“ผลัวะ”

สมองเขามึนงง สายตาพร่ามองอะไรไม่ชัดแม้แต่หน้าของคนที่ทำร้ายเขา แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ที่ติดตัวอยู่ ทำให้เขารีบถอยห่าง ขณะที่ไอ้คนฟาด แสยะยิ้มออกมาอย่างสะใจ พลางกำท่อนเหล็กที่ถืออยู่ไว้แน่น เพื่อจะฟาดให้ตาย มันเดินหน้าเข้าไปหาร่างที่ถอยหนีอย่างสะเปะสะปะ แล้วยกท่อนเหล็กขึ้นจะฟาด แต่...

“ปัง” เสียงปืนที่ดังขึ้นพร้อมเสียงร้องของมัน “โอ๊ย” เพราะกระสุนเจาะเข้าที่มือ เจ็บจนต้องปล่อยท่อนเหล็กให้ร่วงลงพื้น และวิ่งหนี คนยิงขยับจะตามไป แต่คนที่เขามาช่วยได้ทันเวลา ล้มตึง จึงยอมให้มันหนีไปและรีบมาดูคนเจ็บ

เขากวาดตามองไปทั่วร่างสูงอย่างรวดเร็ว แล้วรีบยกร่างนั้นขึ้นแบกเข้าบ้าน เพราะบาดแผลที่หัว มีเลือดไหลไม่หยุด เขาวางร่างสูงให้นอนบนโซฟาตัวยาว ก่อนจะผละไปหาเครื่องมือทำแผล ซึ่งก็ไม่ได้ยากสำหรับมืออาชีพอย่างเขา พอได้มา ก็รีบเอามาทำแผล เพื่อห้ามเลือดไม่ให้ไหลทันที เดชะบุญที่แผลไม่ได้ใหญ่ และไม่ได้เกินมือเขา ไม่งั้นคงต้องพาไปโรงพยาบาล

ทำแผลเสร็จแล้วเขาก็กวาดตามองไปรอบบ้าน ก่อนจะลุกขึ้นเดินดูทุกซอกทุกมุมราวกับหาอะไรสักอย่าง เมื่อไม่เจอก็กลับมานั่งมองมองคนรูปหล่ออย่างครึ้มอกครึ้มใจ และดีใจที่ชายหนุ่มยังไม่ได้สติ เพราะไม่งั้นคงไม่มีโอกาสมองคนหล่อที่บาดลึกไปทุกอณูหัวใจอย่างนี้ เขานั่งมองอยู่จนกระทั่ง ร่างสูงเริ่มรู้สึกตัว ก็เด้งตัวลุกขึ้นยืน เอามือมาจับไว้ข้างหน้า ท่าทางสงบนิ่งอย่างคนที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของนาย พลางทอดมองคนที่เริ่มได้สติ จนสายตาปรับรับภาพต่างๆได้แล้ว เขาก็ทักทายออกไป

“สวัสดีครับ” เสียงภาษาสากลที่ดังขึ้น ทำให้ดวงตาของพรตเลื่อนไปมอง ชายร่างสูง ตัวใหญ่ หัวเหม่ง วัยห่างจากเขาไม่มากเท่าไหร่ ยืนมองมาที่เขา แล้วแนะนำตัวเองออกมา “ผมไมค์ คุณจำอะไรได้บ้างหรือเปล่า”

พรตหรี่ตาลงอย่างระวังและไม่ไว้ในคนที่ยืนอยู่ เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรืออาจจะเป็นคนที่ทำร้ายเขาก็ได้ “นายเป็นใคร”

“บอกไปคุณก็ไม่รู้จัก”

“แต่นายรู้จักฉัน”

เสียงถามและสายตาที่กระด้างขึ้นอย่าเอาเรื่อง ทำให้ไมค์กระดกลิ้นอย่างขัดใจเพราะมันกลบความหล่อที่เขาแอบชื่นชมมาเกือบชั่วโมง ก่อนจะยักไหล่เหมือนไม่สนใจ แล้วก็บอกว่า “ผมก็ไม่อยากรู้จักคุณเท่าไหร่ แต่เมื่อมันเป็นคำสั่ง ก็ต้องจำใจทำ”

“คำสั่งใคร”

“บอกไปคุณก็อาจจะไม่รู้จัก แต่อย่าไปสนใจและคาดเดาเลย เดี๋ยวคนที่คุณอยากรู้ก็จะมาคุณเอง มาคุยเรื่องแผลคุณดีกว่าว่าเป็นไงบ้าง จะไปหาหมอไหม และไปขวางทางใครมา ถึงเอาท่อนเหล็กมาฝาก”

“ไม่มี”

“ตอบไม่ได้คิด แย่จังเลย”

เสียงเปรยคล้ายตำหนิ ทำให้พรตตวัดตามอง จนฝรั่งร่างยักษ์เกือบสะดุ้ง แต่ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะสายตาคมที่มองมาอย่างกับมีดโกนนั้นปาดบาดไปทุกอณูอารมณ์ให้ร้อนเร่าต่างหาก และถ้าไม่ใช่ของต้องห้ามหรือกลัวจะโดนตีนแล้วละก้อไมค์จะเข้าไปลองรักสักครั้ง คิดแล้วหัวล้านก็มันส์วาวขึ้นมาทันที

พรตมองท่าทางที่สงบนิ่งแต่สายตาวาวของอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดอีก เขาก็ได้เห็นชายหญิงสองคนเดินเข้ามาในห้องที่เขานั่งอยู่ หญิงสาวสวยราวนางฟ้า ขณะที่ชายหนุ่มก็หล่อเข้มและมีบางอย่างที่น่ากลัว จนพรตลุกขึ้นยืนพลางจับจ้องหน้าทั้งสองคนที่เหมือนเคยเห็นแต่ลางเลือนจนไม่แน่ใจและไม่ไว้ใจ เพราะไม่รู้ว่ามาดีหรือร้าย หรือเป็นพวกเดียวกับไอ้หัวล้านนี่

หญิงสาวเดินมานั่งที่โซฟานุ่มข้างส่วนชายหนุ่มสบตาทักทายเขาเพียงนิดก็เดินไปยืนข้างไอ้หัวล้าน ทั้งคู่คุยกันด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ ก่อนจะหันมามองหญิงสาว ซึ่งก็พูดออกมาด้วยภาษาเดียวกัน

“สวัสดีค่ะคุณพรต ฉันมิลลี่ แอ็คส์แน็ค หลานสาวมาดามโรส ลูกสาวป้อแม็ค เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายเหมืองฆิค ที่เพิ่งแต่งงานไปกับน้องสาวคุณ จำได้ไหมคะ”

พรตทบทวนความทรงจำอย่างรวดเร็ว ภาพงานแต่งงานครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องเกี่ยวดองกับตระกูลแอ็คส์แน็ค พฤกษาน้องสาวของเขารักกับนายเหมืองฆิค ลูกชายของนายเหมืองฆินทร์ แห่งเหมืองร้างทายาทของมาดามโรส ผู้หญิงเก่งและแกร่งคนหนึ่ง เขารู้ประวัติตระกูลนี้เป็นอย่างดี ทุกคนนั้นเก่งและแกร่งไม่แพ้มาดามโรสเลย แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทายาทของตระกูลนี้ถึงมาเกี่ยวข้องกับเขา

“ส่วนนี่ดีแลนด์ การ์เนอร์ ฟรองส์ สามีของฉัน และชายหัวล้านแต่หัวใจดอกไม้นั่นคือไมค์ คนสนิทของสามีฉัน ซึ่งคุณคงรู้จักแล้ว”

ไมค์ส่งสายตาค้อนนางฟ้าแห่งแอ็คส์แน็คที่ดับฝันสวาทเขาจนหมดสิ้น จะเหลือไว้ให้กระลิ้มกระเลี่ยหน่อยก็ไม่ได้ มิลลี่ยิ้มขำ ก่อนจะปะเหลาะว่า “น่าไมค์โดนบั่นทอนสวาทตอนนี้ยังดีกว่าสาวให้เจ็บตัวทีหลังนะจ๊ะ เพราะทายาทแห่งเพลิงพญานะ ไม่ต่างจากเสือร้ายจากเหมืองร้างและแอ็คส์แน็คหรอกนะจะบอกให้”

ไมค์เกือบจะสะบัดมือขึ้นทัดหู แต่จะต้องยืดอกให้ผ่ายไหล่ให้ผึ่ง เพื่อรักษามาดมาเฟียไว้เจ้านายจะได้ไม่เสียหน้า มิลลี่จึงหันมามองพรต ซึ่งแน่ใจแล้วว่าทั้งหมดคือมิตร

“คุณคงสงสัยว่าทำไมถึงเจอฉันที่นี่” มิลลี่ถามตรงจุด ซึ่งพรตก็ไม่แปลกใจที่เธอพูดออกมาเหมือนรู้ใจเขา เพราะสถานการณ์ตอนนี้ใครๆ ก็เดาได้ทั้งนั้น “เมื่อสองสามวันก่อน พี่ชายของคุณได้ให้นายเหมืองฆิคติดต่อฉันให้มาดูแลคุณ ด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้คุณหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่ที่นี่ แต่ขอให้ดูเงียบๆ เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคุณ มันมีกลิ่นแปลกๆ ดีแลนด์จึงส่งไมค์มาเป็นทับหน้า และโชคดีที่มาทัน ก่อนที่คุณจะเป็นอะไรไป”

พรตนิ่งไปเพราะกำลังคิดบางอย่าง แล้วถามออกมา “กลิ่นที่ว่าแปลกคืออะไร”

“ฉันก็ไม่รู้หรอก แต่สามีฉันมีข้อมูลบางอย่างจะบอกคุณ แต่ก่อนที่เขาจะบอก ฉันขอให้คุณตอบฉันก่อนว่าคุณรู้จักพวกม็อตต้าแค่ไหน”

พรตอยากจะบอกไป แต่ความจริงที่ว่าเขาแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับม็อตต้าเลยคล้ายๆกับต้นไม้ที่เขารู้แค่เปลือก ไม่ได้ลงลึกไปถึงแก่น ทำให้เขาต้องหยุดยั้งคำพูดของตัวเองไว้

ท่าทางที่นิ่งไปของพรต ทำให้มิลลี่ที่จับตามองอยู่บอกว่า “นายเหมืองฆิคบอกฉันว่าที่คุณมาที่นี่เพราะมาดูแลหุ้นของโรงแรมที่ได้รับมาจากคนเป็นปู่ แต่ฉันไม่รู้ว่าคุณรู้หรือเปล่า ว่าหุ้นที่คุณได้รับ นอกจากจะเกี่ยวข้องกับพวกม็อตต้าแล้ว ยังเกี่ยวกับใครที่ไหนอีกบ้าง”

“รู้”

“รู้แค่ไหน” มิลลี่ถามกลับเร็ว จนพรตเริ่มสงสัยว่ามันอะไรมากกว่าที่เขารู้แน่

“ก็รู้จักพวกที่เกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนที่ผมได้รับทุกคน”

“แสดงว่าคุณรู้แค่เปลือก รู้แค่หน้าแต่ไม่รู้ใจและไม่รู้เบื้องหลังของพวกเขาเลย ว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง”

“คุณจะบอกอะไรผม” พรตถามเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่เริ่มส่งกลิ่นออกมา แต่มิลลี่ไม่ตอบ เธอหันไปยิ้มให้สามีที่รัก ซึ่งยิ้มให้เธอก่อนจะหันไปสบตากับพรตที่มองอยู่ แล้วพูดออกมา

“คุณคิดยังไงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น คิดว่าเป็นอุบัติเหตุจริงๆหรือเปล่า”

“มันเป็นอุบัติเหตุ” พรตบอกตอกย้ำความเชื่อของตัวเองตั้งแต่ต้นมา

“ทำไมคุณคิดอย่างนั้น”

“แล้วทำไมคุณถามอย่างนี้”

พรตถามกลับเมื่อรู้สึกว่าเขากำลังเป็นหนูที่ถูกแมวไล่ต้อน มุมปากของดีแลนด์หยักขึ้น เมื่อเห็นความทระนงของทายาทแห่งหุบเขาพญา และที่ถามเพราะอยากรู้ความคิดเขาก่อนที่จะพูดอะไรออกไป แต่จากคำพูดเมื่อกี้ ก็ทำให้เขาเห็นแล้วว่าพวกเขาก็ฉลาดไม่เลว

“เพราะม็อตต้าเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟีย

พรตนิ่งงันอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่เสียงดีแลนด์ก็ยังดังต่อไปเรื่อยๆ “เบื้องหลังธุรกิจบางอย่างของพวกเขาทำกับพวกนี้ แต่น้อยคนที่จะรู้ เพราะคือความลับ แต่ไม่ใช่สำหรับฉันที่เป็นมาเฟีย อุบัติเหตุครั้งที่เกิดขึ้นจึงน่าสงสัย ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจริงๆอย่างที่คุณคิด หรือใครทำให้มันเกิดขึ้นมา

“คงไม่มีใครโง่ ที่จะทำ เพื่อให้ตัวตาย”

“แต่มีคนฉลาดที่จะทำ เพื่อให้ตัวเองสมหวัง”

ดีแลนด์คิดต่างให้พรตเห็น “เรื่องสกปรกแบบนี้ บางทีคุณอาจจะไม่เคยเจอ หรือเจอก็คงไม่มีอะไรซับซ้อน แต่สำหรับวงการด้านมืดอย่างนี้ มีทุกวิธีที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะอะไร คุณก็ได้แหย่ขาเข้ามาในวงการนี้แล้ว”
“แต่ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้ หรือใครทั้งสิ้น”

“วงการอื่นอาจจะใช่ ที่คุณไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเขาก็จะไม่ข้องเกี่ยว แต่ไม่ใช่วงการมาเฟีย แม้คุณจะไม่เคยออกหน้า แต่นับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นหน้าคุณก็เข้าไปอยู่ในบัญชีพวกเขาแล้ว จากนี้ไป มาเฟียที่เกี่ยวข้องกับม็อตต้าทุกคนก็จะพุ่งตรงมาหาคุณ เพราะนอกจากคุณจะอยู่กับคนเป็นคนสุดท้ายแล้วคุณยังรับตำแหน่งที่สำคัญต่อจากเขาด้วย”

เสียงเน้นย้ำตอนท้ายคล้ายบอกให้พรตรู้ถึงความน่ากลัวของพวกมาเฟีย จึงขบกรามเข้าหากันอย่างไม่ชอบใจ ที่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับคนพวกนี้ เขาชอบชีวิตที่ง่ายๆสบายๆ ไม่ใช่วุ่นวายอย่างนี้ คงหนีไม่พ้น ตั้งแต่เรื่องไอ้พวกคนโกง เลยมาถึงโชคลาภที่ได้มาพร้อมกับทุกข์ลาภอย่างที่เขาเคยคิดไว้จริงๆ

“เราจะให้ไมค์อยู่ช่วยคุณ คุณไว้ใจเขาได้ทุกเรื่องนี้”

พรตตวัดสายตามองผู้ชายหัวใจดอกไม้ แล้วอยากจะปฏิเสธ เพราะสายตาที่อยากจะดูตัวเขามากกว่าจะช่วยดูแล แต่สิ่งที่ได้ฟังมาทั้งหมดทำให้เขาต้องยอม จะให้คนที่คุกทมิฬบินมาหาเขาก็ดูจะยุ่งยากเกินไป ที่สำคัญที่นี่ไม่ใช่ประเทศบ้าน จะทำอะไรต้องระวัง ให้คนที่ชำนาญแถมยังเก่งไม่ต่างกันและยังมีปีกของแอ็คส์แน็คทับซ้อนอยู่ดูแลเขาอีกที

“เราอยากให้คุณย้ายที่อยู่”

“ทำไม”

“เราไม่ไว้ใจใคร แม้ก่อนหน้านี้ไมค์จะตรวจดูแล้วว่าที่นี่ไม่มีอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ใดๆ ติดตั้งอยู่เพื่อรู้ความเคลื่อนไหวของคุณ แต่การที่คุณถูกตีหัว ก็บ่งบอกได้ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแล้ว”

พรตรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ได้ยิน เมื่ออิสรภาพที่บินได้ดังพญาเหยี่ยวกำลังจะหมดไปจนเขาต้องถอนหายใจให้คลายความอึดอัด แล้วสบตากับทั้งสามคนที่มองเขาอยู่

“ผมเข้าใจ แล้วมีอะไรที่ผมต้องรู้อีก”

“ไม่มี ที่เหลือก็อยู่ที่ว่า ลูกไม้แห่งเพลิงพญาจะหล่นไกลต้นหรือใต้ต้นแค่นั้นเอง แต่หวังว่าจะหล่นใต้ต้น เพราะไม่มีใครที่จะดูแลคุณได้เท่ากับตัวคุณเอง อีกอย่างผมอยากจะเตือนคุณว่าอย่าได้ไว้ใจใคร เพราะจะจนใจเอง”

พรตพยักหน้ารับคำเตือน มิลลี่ยิ้มเป็นกำลังใจให้ ส่วนดีแลนด์กับไมค์ก็ส่งสายตาบอกความพอใจ ที่เขาตั้งรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดี จากนั้นไม่นานดีแลนด์ก็พามิลลี่กลับโดยมีไมค์ตามออกมาส่งที่รถ พรตจึงปล่อยลมหายใจออกมาดังๆ แล้วโทรหาคนที่เขาสามารถคุยได้ทุกเรื่อง

“ว่าไงพรต นายเป็นไงบ้าง” เสียงที่ถามมาให้ได้ยิน เต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่พรตที่รู้สึกหงุดหงิดอยู่จึงตอบอย่างหาที่ระบาย

“ประสาทจะแดกอยู่แล้ว”

“พูดให้ดีๆหน่อย”

“ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นนะพี่ชาย แต่รู้อะไรไหม ว่าฉันโดนอะไรไปบ้าง ตอนนี้ฉันเหมือนอยู่กลางสนามรบ รอดมาจากตอปิโด กลับมาเจอเอ็มเจ็ดเก้า แต่โชคดีเป็นบ้าที่ไม่เป็นไร ดีนะที่ไม่ได้เป็นนาย ไม่งั้นเมียเป็นหม้ายไปแล้ว แต่ยังไงก็ขอบใจ ที่เป็นห่วง”

“นายเจอพวกเขาแล้วเหรอ”

“เจอแล้ว เกือบพร้อมกับแผลที่หัว” พรตบอกแล้วเล่าให้ฟังว่าเขาโดนท่อนเหล็กฟาดหัวและคุยอะไรกับพวกมาเฟียบ้าง พอพูดจบเสียงเครียดๆของพัชรก็ดังกลับมา

“นายจะเหินลมชมวิวอยู่เหมือนเดิมไม่ได้แล้วนะพรต ฟังจากที่นายเล่า รอบตัวนายมีอันตรายจริงๆ การตายของคนๆหนึ่งนำพาความเดือดร้อนที่อาจจะหมายถึงชีวิตมาให้นายได้ทุกเวลา นายจะเป็นคนดีอยู่กลางสมรภูมิรบไม่ได้แล้ว นายต้องขุดความดิบ เถื่อน ถ่อยที่ฝังอยู่ในสายเลือดนายออกมา ไม่งั้นนายรับมือกับพวกมันไม่ไหว ตั้งสติให้ดีแล้วลับให้เฉียบคมดังกรงเล็บพญาเหยี่ยว ผสานกับนายมาเฟียหัวล้าน แล้วนายจะอยู่รอดที่นั้น”

“มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ฉันไม่อยากให้นายประมาท คิดในทางที่ร้ายไว้เพื่อตัวเอง ดีกว่าดีแล้วนายไม่เหลืออะไรเลย”

ฟังคำพูดพี่ชายแล้ว พรตก็ผ่อนลมหายใจที่หนักอยู่ในอกออกมา ก่อนจะเหลือบไปเห็นแฟ้มที่ทนายกัสโซ่ให้เขามาวางรวมกับของที่เขาซื้อมา ซึ่งคงเป็นนายมาเฟียเก็บมาให้ ความคิดทุกอย่างก่อนหน้านี้ที่จึงต้องเปลี่ยนไป เมื่อคิดแล้วว่าพัชรพูดถูก
“ฉันจะทำอย่างที่นายบอก จะชนกับทุกอย่างและทุกคนที่ล้ำเส้นเข้ามาหาฉัน ใครที่ร้าย ฉันร้ายกลับ แต่ถ้าที่รัก ฉันก็คงให้หมดใจเหมือนนาย”
*******


ใบบัวน่ารัก 25 พ.ย. 2556, 23:50:42 น.
ใจจะวายยยย
น้องสาวแย่งแฟนพี่
เดี๋ยวก็ต้องมาแย่งพรตอีก อย่าโง่ให้มันหลอกนะพรตทุกๆๆอย่างงง


Zephyr 26 พ.ย. 2556, 04:08:05 น.
โหย เปิดมา ปม พรึ่บ
เค้าจะสารภาพว่า เค้างง กะญาติๆตระกูลนี้จริงๆ
ฮ่าๆๆๆๆ แอ็คแน็คส์ ฟรองซ์ นายเหมือง พัชร พรต ฆินทร์ มาดาม มากมายอ่ะ
ขุดความจำก่อน แต่ไม่นานคงรื้อฟื้นได้ละค่ะ
อ่านแบบลุ้นๆ จุใจมากกกกก
น้องสาวแปลกๆนะ เหมือนรักพี่มาก แต่ทำร้ายด้วยความไร้เดียงสา รึป่าว น่าจะร้ายเดียงสามากกว่านะ
นายอดัมก็แปลก แต่แปลกสุด อเล็กซ์ละ ตายง่ายไปหน่อยมั้ย
คงไม่สร้างเรื่องให้ตัวเองตายปลอม เก็บตัว รอเวลาให้พรตชนทุกอย่างให้หมด พอกระจ่างแจ้งก็คัมแบ็คกลับมานะ


แว่นใส 26 พ.ย. 2556, 14:48:24 น.
น่านสิ ขอขุดความจำขึ้นมาก่อน เพราะเกี่ยวพันหลายตระกูลมากเลย เนื้อเรื่องก็มีให้ลุ้นตลอด


ukkanirut 26 พ.ย. 2556, 16:39:13 น.
สมควรมี family tree ไว้อ้างอิงอย่างแรงค่ะ - -"


ป้าภา 12 ธ.ค. 2556, 14:02:06 น.
รอตอนต่อไป


innam 11 ส.ค. 2557, 18:41:03 น.
ผสมหลายเรื่อง..งงงงงงงงง


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account