กลร้อนซ่อนใจ
นิยายรักโรแมนติกเบาๆสบายๆ แฝงข้อคิดในการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันผ่านมุมมองของพิมพ์นารา ลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่ สายการบินเฟริส์แอร์ไลน์ ซึ่งไม่อยากทำงานตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงตามที่พ่อต้องการ เพราะไม่ชอบสังคมเมืองด้วยเหตุผลบางอย่างจึงขอไปทำธุรกิจโรงแรมทางภาคใต้ของครอบครัว ได้ใกล้ชิดธรรมชาติตามที่ใจหลงใหล
แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายนัก เมื่อพ่อได้ยื่นข้อเสนอให้เธอ หางานทำในกรุงเทพฯให้ได้ประสบการณ์เป็นเวลาหนึ่งปี ถึงจะยอมทำตามข้อเสนอ หากไม่สำเร็จต้องกลับมารับตำแหน่งตามที่พ่อต้องการ
และเรื่องราวก็ไม่ง่ายจริงๆ เมื่อนางเอกของเราเปลี่ยนงานมาแล้วสองที่ ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ทว่า การทำงานที่ใหม่ในครั้งที่สามจะทำให้เธอค้นพบความจริงบางอย่างในสังคมปัจจุบัน ผู้ที่สอนให้เธอเรียนรู้มุมมองใหม่คือ เขาคนนั้น
ชายหนุ่มสุขุมหนุ่มลึกซึ่งกลายเป็นตรงกันข้าม เพียงอยู่ใกล้พิมพ์นารา หญิงสาวที่เปรียบดั่งดวงตะวันทอแสงเป็นประกายเจิดจ้า หลอมละลายหัวใจเยือกเย็นของผู้ชายคนนี้....
แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายนัก เมื่อพ่อได้ยื่นข้อเสนอให้เธอ หางานทำในกรุงเทพฯให้ได้ประสบการณ์เป็นเวลาหนึ่งปี ถึงจะยอมทำตามข้อเสนอ หากไม่สำเร็จต้องกลับมารับตำแหน่งตามที่พ่อต้องการ
และเรื่องราวก็ไม่ง่ายจริงๆ เมื่อนางเอกของเราเปลี่ยนงานมาแล้วสองที่ ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ทว่า การทำงานที่ใหม่ในครั้งที่สามจะทำให้เธอค้นพบความจริงบางอย่างในสังคมปัจจุบัน ผู้ที่สอนให้เธอเรียนรู้มุมมองใหม่คือ เขาคนนั้น
ชายหนุ่มสุขุมหนุ่มลึกซึ่งกลายเป็นตรงกันข้าม เพียงอยู่ใกล้พิมพ์นารา หญิงสาวที่เปรียบดั่งดวงตะวันทอแสงเป็นประกายเจิดจ้า หลอมละลายหัวใจเยือกเย็นของผู้ชายคนนี้....
Tags: โรแมนติก,พาฝัน
ตอน: ตอนที่ 2
รถมินิออสตินสีแดง รุ่นปี ค.ศ.๑๙๙๙ ล้อรถกำลังหมุนเลี้ยวเข้าภายในรั้วเหล็กสีน้ำตาล โดยการบังคับพวงมาลัยจากพิมพ์นารา
แต่แล้ว…เธอต้องชะงักกับบางสิ่งที่สวนเข้ามาอย่างรวดเร็ว สติสัมปชัญญะสั่งให้เท้าแตะเบรกทันทีและหมุนพวงมาลัยหักหลบ สิ่งนั้น…
ทว่า…หลบไม่ทัน !
เสียงเบรกและเสียงปะทะจากรถสองคันดังสนั่นทั่วบริเวณ
รถมินิออสติน สีแดง บัดนี้ กันชนหน้าข้างคนขับ บุบยุบเข้าไปฝั่งตรงข้ามและถูกแต้มด้วยสีดำจากรถกระบะสี่ประตูซึ่งเลี้ยวออกมาจากรั้วบริษัทกะทันหัน พิมพ์นาราจับคลึงข้อมือขวาเบาๆ รู้สึกตึงและชา เพราะเกร็งมือบังคับพวงมาลัยไว้แน่น ช่างโชคดีที่แรงปะทะนั้นไม่มากนัก เป็นการเฉี่ยวชนซึ่งเกิดจากเบี่ยงหลบไม่พ้นมากกว่าจึงไม่บาดเจ็บรุนแรง
เธอหันมองธารธาราเห็นเพื่อนยกมือขึ้นลูบหน้าผากป้อยๆแล้วโล่งใจ เมื่อไม่มีใครบาดเจ็บจึงเปิดประตูรถลงมาสำรวจความเสียหาย
แต่…คนขับรถกระบะกระทำเพียงเลื่อนบานกระจกรถลง แวบแรกที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย เลือดในกายเธอฉีดพล่าน ใบหน้าร้อนวูบวาบ จนหญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่า อากาศยามเช้าวันนี้ไม่แตกต่างจากแสงแดดยามบ่ายที่แผดเผาในหน้าร้อน
“คุณ !” พิมพ์นาราอุทานเสียงดัง เมื่อพบต้นเหตุคราบกาแฟบนกระโปรงในวันสัมภาษณ์งาน
“อ้าว ! คุณอีกแล้ว…ดูจากท่าที่ยืนคงไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม ขอโทษทีนะที่เราเจอกันมีแต่เรื่อง แต่วันนี้ผมรีบจริงๆ คงไม่ ว่างทะเลาะด้วย” พูดจบชายหนุ่มก็ถอยรถ หักเลี้ยวรถกระบะให้พ้นจากรถมินิออสตินซึ่งชนขวางอยู่
พิมพ์นาราตาลุกวาว ริมฝีปากเรียวขยับออกเตรียมตะโกนหาเรื่อง…
ทว่า…ต้องปิดปากลงทันทีเพราะฝุ่นละอองขาวขุ่นราวกับหมอกควันพุ่งมาทางเธอ ก่อนจะเซหลบตามแรงดึงของธารธารา เสียงเบรกจากรถกระบะที่ถอยกลับมาดังลั่นผสานกับเสียงตะโกนอย่างเร่งรีบของคนขับ
“เรื่องค่าเสียหายของรถคุณ เดี๋ยวผมเรียกประกันมาให้ คุณเอารถเข้าจอดรอสักพัก เรื่องนี้ผมรับผิดชอบเอง” เขาพูดจบแล้วเลื่อนกระจกรถขึ้น ไม่รอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย เร่งเครื่องยนต์มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่อย่างรวดเร็ว
“ไม่รู้จะรีบไปไหน อีตาโรคจิต” พิมพ์นาราบ่นหัวเสีย
“เอาน่า…วันแรกของการทำงานอภัยให้เขาเถอะ เขาคงมีธุระ” ธารธาราปลอบใจเพื่อน
หลังจากเจรจาตกลงกับประกันรถทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย สองสาวพากันไปติดต่อแผนกบุคคล เพื่อรายงานตัวเข้าทำงานวันแรกด้วยสีหน้าหม่นหมอง เจ้าหน้าที่บุคคลกล่าวยินดีต้อนรับพนักงานใหม่พร้อมกับแนะนำตนเอง ก่อนจะพาทั้งคู่ไปห้องทำงาน
พิมพ์นาราเหลือบมองนันทนาที่เดินอยู่ข้างหน้าพลางนึกถึงข้อมูลจากการแนะนำตัว หญิงสาวผู้นี้อายุยี่สิบสี่ปีเท่าตนเอง แต่ดูจากการพูดจาประสานงานท่าทางคล่องแคล้วกว่าเธอและธารธารามากนัก คงเป็นเพราะประสบการณ์ทำงานที่มากกว่า
พิมพ์นาราพินิจพิเคราะห์สิ่งแวดล้อมใหม่ ตามเสียงอธิบายโทนแหลมเล็กของนันทนา แม้ว่า ฟังนานๆ แล้วแสบหู แต่ก็คิดว่าเหมาะสมกับท่าทางเดินกรีดกรายของร่างเล็กซึ่งไม่สูงนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มของคนพูดเชิดขึ้นเล็กน้อยยามปรายตามองเธอและเพื่อน ราวกับจะประกาศความอาวุโสกว่าในการทำงาน
ระหว่างทางผ่านห้องประชุมซึ่งใช้ประชุมผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงจัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่พนักงานตามหลักสูตรประจำปี ถัดมาปรากฏห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายนอกเป็นผนังกระจกใสติดมู่ลี่สีขาวยาวไปจรดทางเลี้ยวที่มีป้ายระบุทางไปห้องน้ำ นันทนาหยุดเดินหน้าห้องนี้แล้วเปิดประตูเข้าไปข้างใน
พิมพ์นาราจ้องมองป้ายทองเหลืองสองป้าย ติดคู่กันบนบานประตู มีตัวอักษรสีน้ำเงินตรงกลาง ป้ายหนึ่งระบุว่า‘แผนกผลิต’ ส่วนป้ายถัดมาคือ ‘แผนกการตลาด’
‘ห้องทำงานนี้ใช่ไหมที่ฉันต้องอยู่ให้ครบหนึ่งปี’
เธอครุ่นคิดพลางถอนใจเบาๆแล้วสูดอากาศกลับเข้าไปเต็มปอด เพื่อเตือนตัวเองอย่างจริงจังสำหรับเริ่มงานครั้งใหม่ กลิ่นกระดาษจากแฟ้มเอกสารสีดำภายในตู้เก็บที่เปิดโล่งผสมกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศ ลอยอบอวลอยู่รอบห้อง เด่นชัดในความรู้สึกของผู้มาใหม่
พิมพ์นาราผ่อนฝีเท้าลง เมื่อนันทนาหยุดเดิน หันไปมองหาใครบางคนซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหลังห้อง เธอมองตามไป พบหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมผมซอยสั้นระดับท้ายทอย เน้นใบหน้ารูปไข่เด่นชัด
“พี่พรคะ นันพาพนักงานใหม่มาส่งค่ะ” สิ้นเสียงของนันทนา พิมพ์นาราและธารธาราพนมมือไหว้พร้อมกัน
อีกฝ่ายรับไหว้พร้อมรอยยิ้มและแววตาเอ็นดู เสียงแนะนำของนันทนาทำให้รู้ว่า หญิงวัยกลางคนผู้นี้คือ อาภาพร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเป็นหัวหน้างานโดยตรงของเธอและเพื่อน
“ยินดีต้อนรับทั้งสองคนนะ โต๊ะทำงานของพวกเธออยู่ตรงนี้” อาภาพรผายมือมายังโต๊ะทำงานสองโต๊ะถัดจากโต๊ะของตนเองขึ้นมาด้านบน แล้วเดินไปหาหญิงร่างท้วมซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะหน้าสุด
“ส่วนคนนี้ชื่อ ‘เอิง’ น่าจะเป็นพี่เราทั้งคู่นะ เป็นคนทำข้อมูลของแผนกการตลาด เจ้าหน้าที่การตลาดจะต้องส่งข้อมูลทุกโครงการมาให้เอิง เพื่อรวบรวมนำเสนอต่อที่ประชุมและเก็บเข้าแฟ้มในตู้เอกสารด้านหลัง” เมื่ออาภาพรแนะนำเสร็จ ทั้งสองคนจึงยกมือขึ้นไหว้กล่าวสวัสดี
“ยินดีต้อนรับนะ เดินมาถามพี่ได้ถ้าติดขัดตรงไหน” ผู้หญิงร่างท้วมรวบผมยาวเป็นหางม้า เผยให้เห็นใบหน้าอวบอูมชัดเจน รับไหว้พนักงานใหม่ด้วยแววตาเป็นมิตร
“พี่ฝากนัน พาน้องใหม่ไปแนะนำกับแผนกผลิตด้วยนะ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดพูดพลางมองข้ามฉากกั้นห้อง ตัวโครงทำจากเหล็กเคลือบกันสนิม บุผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มทั้งสองด้านคั่นกลางระหว่างแผนกการตลาดและแผนกผลิต
โต๊ะทำงานของแผนกผลิตตั้งอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานของแผนกการตลาด เพียงแค่ยืนขึ้นชะโงกหน้าพ้นจากฉากกั้นห้องก็สามารถสนทนาได้ แต่ โดยมารยาท การเดินอ้อมไปแนะนำตัวเป็นสิ่งที่พึงกระทำมากกว่า นันทนาจึงพาสองสาวไปยังอีกฟากของห้องทำงาน
“พี่เตคะ นันพาพนักงานใหม่มาแนะนำ ชื่อ พิมพ์นารา และ ธารธารา ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อเตมินทร์ เรียกเต เฉยๆ ก็ได้” ชายหนุ่มหน้าใสนัยน์ตาคม ยิ้มทักทายเพื่อนร่วมงานใหม่
“แล้ว… พี่โยล่ะคะ” นันทนาเอ่ยถาม เมื่อมองไปยังโต๊ะด้านหลังแล้วพบความว่างเปล่า
“พาพนักงานผลิตที่โดนเครื่องจักรเกี่ยวนิ้วก้อยไปโรงพยาบาลครับ”
“ตายจริง! แล้วนิ้วขาดไหมคะ” นันทนาอุทาน
“เมื่อสักครู่โทรคุยกัน คุณหมอบอกว่านิ้วก้อยโดนเกี่ยวไปครึ่งหนึ่งไม่ถึงกระดูก แต่เนื้อที่ห้อยลงมาต้องเย็บปิดหลายเข็ม อาจต้องนอนพักฟื้นสักระยะครับ”
“ถ้ายังไง พี่เต ส่งประวัติพนักงานคนนั้นมาให้นันนะคะ จะรีบประสานงานเรื่องสวัสดิการให้” เธอส่งสายตาแพรวพราวไปยังอีกฝ่าย
แน่ละ…นันทนารอโอกาสได้ทำงานร่วมกับเตมินทร์ที่แอบปลื้มมานาน
จะว่าไป…ชายหนุ่มในบริษัทที่สาวๆ หมายปอง หากตั้งอันดับความยอดนิยมในหมู่สาวน้อยสาวใหญ่ อันดับหนึ่ง คงหนีไม่พ้น ‘โยธิน’ ผู้จัดการแผนกผลิต ส่วนอันดับสองก็ไม่ใช่ใครอื่น ‘เตมินทร์’ ลูกน้องของเขา รายนี้ได้ฉายาหนุ่มหน้าใส จนสาวๆบางคนต้องอาย
หากเทียบผิวหน้าเนียนไร้ริ้วรอยกับชายหนุ่ม ใช่เพียงผิวพรรณขาวใสราวกับคุณหนู แต่ใบหน้าสุภาพและดวงตาคมนิ่งรับกับสันจมูกเรียว แทบจะกระชากวิญญาณของสาวๆ เพียงแค่เขามองมา
แต่…สาวน้อยสาวใหญ่ก็ทำได้เพียงแค่ ‘รอ’ ทั้งที่มีความหวังจากสถานะ ‘โสด’ ของสองพ่อรูปหล่อ หากไร้วี่แววว่าทั้งคู่จะสนใจผู้หญิงคนไหนมากเกินกว่าเพื่อนร่วมงาน จน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาสาวๆซึ่งผิดหวังจากความพยายามสานสัมพันธไมตรีว่า ทั้งคู่อาจชอบไม้ป่าเดียวกัน
เรื่องนี้นันทนาไม่เชื่อนักและค่อนข้างมั่นใจว่าชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้เป็นดังคำร่ำลือ
เพียงแต่…ที่ทั้งคู่ยังไม่มองผู้หญิงคนไหนจริงจังเพราะงานประจำวันล้นมือ จากธุรกิจอาหารที่เติบโตรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด เธอรับรู้ได้เพราะแผนกบุคคลต้องสรรหาพนักงานมาให้กระบวนการผลิตซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโยธินและเตมินทร์ตลอดเวลา
หลังจากแนะนำตัวกับแผนกผลิต นันทนาจึงพาพิมพ์นาราและธารธาราไปแนะนำตามแผนกอื่นในบริษัทจนครบแล้วพากลับมาส่งที่โต๊ะทำงาน เอิงนำแฟ้มคู่มือปฏิบัติงานมาให้พนักงานใหม่ศึกษา ทั้งคู่ยิ้มรับพร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนรุ่นพี่ จนกระทั่งเที่ยงวันจึงพาน้องใหม่ไปพักรับประทานอาหาร
“แผนกการตลาดก่อนหน้าพิมกับน้ำ จะเข้ามาทำงาน มีเพียงพี่เอิงกับพี่พรสองคนหรือคะ” พิมพ์นาราถามพลางใช้ช้อนตักกับข้าวในจาน
“ก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่การตลาดสองคน ชื่อ ‘โก้’ กับ ‘แพรว’ ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกัน จนกระทั่ง…” เอิงลดเสียงลง ก่อนจะใช้ช้อนส้อมเขี่ยอาหารในจานไปมา
“ยังไงต่อหรือคะ” ธารธาราเอ่ยถามหลังจากอีกฝ่ายนิ่งไปนาน
“จนกระทั่ง… คุณมลฤดีก้าวเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่” น้ำเสียงของเอิงแฝงด้วยความเศร้า
“คุณมลฤดีผู้จัดการฝ่ายบัญชี…” พิมพ์นาราทวนชื่อนี้เพราะจำได้ว่าเคยพบกันตอนนันทนาพาไปแนะนำตัวเธอมักจะจดจำชื่อผู้ร่วมงานสำคัญไว้เสมอเพื่อสะดวกในการประสานงาน
“ใช่แล้ว…คุณมลฤดีผู้จัดการฝ่ายบัญชี” เสียงของเอิงฟังดูสั่นเครือ
“น้ำจำได้ว่าที่แผนกบัญชีมีคนชื่อ ‘โก้’ ด้วย หรือว่า จะชื่อเหมือนกัน” ธารธาราถามเสียงตื่นเต้น
“ไม่ใช่ชื่อเหมือนกันหรอกนะ คุณโก้ ผู้จัดการแผนกบัญชี ในอดีตเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดและมีคนรักชื่อ แพรว ” คนพูดหยุดมองสีหน้างุนงงของสองสาวแล้วรีบอธิบายต่อ
“เมื่อสองปีก่อน…แผนกการตลาดของเราเป็นเจ้าภาพร่วมกับแผนกบัญชี จัดงานสัมมนาเชิญคู่ค้าที่ส่งวัตถุดิบต่างๆให้บริษัท โดยฝ่ายการตลาดจะเน้นให้ความรู้ด้านความปลอดภัยของอาหาร ส่วนฝ่ายบัญชีจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครดิตหรือช่วงระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่คู่ค้า คุณมลฤดีผู้จัดการฝ่ายบัญชีได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานนี้ร่วมกับแผนกการตลาด แต่พี่พรไม่ว่างจึงมอบหมายงานนี้ให้คุณโก้ ผลคืองานสัมมนาสำเร็จลุล่วงไปได้ดีเกินความคาดหมายของผู้บริหาร และ…เกินความคาดหมายของแพรวเช่นเดียวกัน เมื่องานสัมมนาจบลง แต่ความสัมพันธ์แบบลับๆ ของคุณมลฤดีกับคุณโก้เริ่มก่อตัวขึ้น จนแพรวจับได้ แต่แทนที่ฝ่ายมาทีหลังจะสำนึกผิดกลับยื่นตำแหน่ง ผู้จัดการแผนกบัญชีให้แก่ คุณโก้ โดยแลกด้วยการเลิกกับคนรัก” เสียงถอนใจยาวๆ ถูกปลดปล่อยมาจากผู้เล่า ก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องอีกครั้ง
“แพรวเป็นเด็กขยันเรียบร้อย ไม่เคยโวยวายได้แต่นั่งซึมและให้อภัย เธอบอกกับพี่ว่าเชื่อในความรักที่มีให้แก่กัน หวังว่าวันเวลาหลายปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจะทำให้คุณโก้คิดได้ แต่แล้ว คุณโก้กลับยอมรับข้อเสนอนั้นและย้ายไปรับตำแหน่งที่แลกมาด้วยหัวใจแหลกสลายของคนรัก แพรวได้แต่นั่งร้องไห้ พี่ไม่รู้หรอกนะว่าที่บ้านแพรวร้องไห้กี่ครั้ง แต่ที่นี่พี่เห็นแทบทุกวัน ถึงแม้จะแอบไปร้องไห้บ้างในห้องน้ำแต่ตาแดงๆ บวมๆก็บอกถึงสาเหตุของมันได้อยู่ดี ต่อมาร่างกายแพรวซูบผอมลงเพราะความเครียด ทำให้กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมา…สุดท้ายก็ล้มเจ็บเข้าโรงพยาบาล ในที่สุดแพรวจึงตัดสินใจลาออก…” เอิงเล่าเสียงเศร้า
ไม่แตกต่างจากคนฟังทั้งสองซึ่งตอนนี้วางช้อนส้อมลงในจาน นั่งเท้าค้างมองผู้พูดอย่างไม่ละสายตาทิ้งอาหารที่เหลือเกือบครึ่งไว้ ท่าทางแต่ละคนไม่คิดจะจัดการกับมันต่อ
“คุณมลฤดีทำอย่างนี้แล้ว…ผู้ใหญ่ไม่ตำหนิบ้างหรือคะ” ธารธาราพูดน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ไม่มีใครกล้าหรอก…ครอบครัวของคุณมลฤดีเป็นหุ้นส่วนของบริษัทนี้เรียกว่า อยู่ในบอร์ดบริหารขององค์กรเลย” เอิงตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“แล้วตอนนี้…พี่แพรวเป็นยังไงบ้างคะ ดีขึ้นหรือยัง ” พิมพ์นาราถามเสียงแหบพร่า หลังจากนั่งฟังด้วยความสลดใจมานาน
“แพรว…เสียแล้วจ๊ะ พี่เพิ่งไปงานศพเขามาเมื่อต้นปี เห็นว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนพี่เองรับไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงของเอิงตอนท้ายเริ่มแผ่วลงราวกับพึมพำอยู่ในลำคอ
พิมพ์นาราเบิกตากว้างขึ้นก่อนจะฉายแววเศร้า จิตใต้สำนึกที่ต่อต้านการทำงานในกรุงเทพฯ กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ผลประโยชน์กับการแย่งชิงเป็นของคู่กันเสมอเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่ง ทำลายคนที่รักเรา
เธอเห็นใจบุคคลในเนื้อเรื่อง แม้ไม่เคยรู้จักกัน แต่สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวทุกข์ทรมานใจ การแอบรักและการได้รับความรักจากคนที่เราเพิ่งรู้จัก จนสานสัมพันธ์เป็นคนรัก หรือ คนรู้ใจ กระบวนการเหล่านี้มันเกิดขึ้นในจิตใจโดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชีวิต หากบทสรุปคือ ความผิดหวัง…ทำไมความเจ็บปวดจึงอยู่กับเรานานแสนนาน บางคนก็พกพามันไปด้วยเกือบชั่วชีวิต…
เช้าวันต่อมา พิมพ์นาราและธารธาราเปลี่ยนสถานที่ทำงานมานั่งในห้องประชุม จัดเอกสารแต่ละแฟ้มเป็นหมวดหมู่เพื่อเตรียมประชุมงานโครงการร่วมกันระหว่างแผนกผลิตกับแผนกการตลาด ตามคำสั่งของอาภาพรซึ่งส่งเจ้าหน้าที่การตลาดเข้าร่วมประชุมก่อนเพราะติดนำเสนองานกับผู้บริหาร
“พี่เอิงคะ วันนี้ฝ่ายผลิตมีใครร่วมประชุมบ้างคะ” พิมพ์นารานึกสงสัย
“หลักๆคงเป็น คุณโยธินและคุณเตมินทร์ พิมเคยเจอทั้งคู่แล้วใช่ไหม”
“พี่เตมินทร์เจอกันแล้ว นันทนาแนะนำให้รู้จักในวันแรกที่มาทำงาน ส่วนพี่โยธินยังไม่เคยเจอกันเลย เขาดุไหมคะ”
“ไม่ดุนะ คุณโยเป็นคนสุภาพ แถมยังหล่อมากเป็นที่หมายปองของสาวๆ ยกเว้นพี่นะเพราะเลยวัยแล้ว… อ้อ! ที่สำคัญเขา ‘โสด’ ด้วยนะ” เอิงกล่าวชื่นชมอย่างเห็นได้ชัดจากสีหน้าและแววตาที่พูดไปอมยิ้มไป ก่อนจะชมต่อ
“คุณโย เขาเก่งอายุเพียงยี่สิบหกปี ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกผลิต…ใกล้ได้เวลาประชุมกันแล้วพี่ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ”
สองสาวยิ้มตอบเพื่อนรุ่นพี่ พลางเปิดแฟ้มงานโครงการต่างๆเพื่อตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง
บานพับประตูส่งเสียงดังราวกับร้องเรียกให้ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมหันมองผู้มาใหม่ พิมพ์นาราและธารธารายิ้มทักทายเตมินทร์ซึ่งก้าวเข้ามาในห้องประชุม นั่งลงบนเก้าอี้ฟากตรงข้าม ตามมาด้วยชายหนุ่มร่างสูงสง่า เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะตัวยาวสีน้ำตาลเรียงต่อกันเป็นรูปตัวยูพลางขยับเก้าอี้ข้างๆ เตมินทร์ลงนั่ง…
ทว่า…ทั้งห้องเงียบงัน รอยยิ้มของพิมพ์นาราเลือนหาย คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากัน ดวงตาคู่สวยที่กำลังส่งยิ้มให้ชายหนุ่มคนแรกเปลี่ยนเป็นลุกวาว บ่งบอกอาการพร้อมจะมีเรื่อง…
เธอขยับตัวดันเก้าอี้ ลุกขึ้นยืน นิ้วชี้เรียวยื่นไปตรงหน้าชายหนุ่มซึ่งเข้ามาเป็นคนสุดท้าย
“นี่คุณ อีตาโรคจิต! ” พิมพ์นาราโพล่งออกมาทันที
“เฮ้ย! พิมเอามือลง ใจเย็นก่อน” ธารธารารีบคว้ามือเพื่อน ดึงลงมาแนบข้างตัว
“คนนี้แหละ! ที่ทำกาแฟหกเลอะกระโปรงฉันวันสัมภาษณ์งาน และยังจะไม่มีมารยาทตอนรถชนอีก หน้าตาแบบนี้เลย ” พิมพ์นาราพูดรัวใส่สีหน้าเรียบเฉยปนอมยิ้มของชายหนุ่มคู่อริ
“หน้าตาแบบนี้ใช่ไหม ที่คุณเคยชมว่า…หน้าตาดี” เขาโต้ตอบ
“ตอนไหน! มีแต่คนบางคนเข้าใจผิด คิดเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น โดนด่าแล้วยังไม่รู้ตัวเป็นคนคิดบวกเหลือเกิน”
พิมพ์นาราเชิดหน้าใส่อีกฝ่าย…ท่ามกลางแววตาฉงนของเตมินทร์ที่พยายามสบตากับธารธารา คล้ายจะขอคำอธิบายจากเหตุการณ์วิวาทนี้
“แล้วรถคุณเป็นยังไงบ้าง” ชายหนุ่มถามสีหน้านิ่ง หากแววตาแฝงรอยยิ้มราวกับชอบใจอาการโกรธเคืองของเธอ
“ไม่จำเป็นต้องถามเลย ไหนๆจะทำตัวเป็นคนไร้มารยาทแล้วก็ทำให้ตลอดเถอะ อย่ามาสร้างภาพเลย”
“ผมก็อยากทำให้ตลอดเหมือนกัน แต่กลัวคุณจะชิงลาออกไปก่อน เพราะทนไม่ไหว เนื่องจากต้องร่วมงานกัน” ใบหน้าคมยักคิ้วแหย่อีกฝ่าย
คำว่า ‘ลาออก’ และ ‘ร่วมงานกัน’ ดึงสติสัมปชัญญะของพิมพ์นารากลับคืนมา คำแรกนั้นเธอจะต้องไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นก่อนเวลาหนึ่งปี ไม่เช่นนั้นแผนการที่ทำมาทั้งหมดต้องเหนื่อยเปล่า ที่สำคัญธารธาราคงไม่ไปทำงานเป็นเพื่อนเธอเป็นครั้งที่สองแน่ ส่วนคำสุดท้าย หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรู้สึกเย็นวาบทั่วกาย
หากต้องร่วมงานกันแสดงว่าผู้ชายคนนี้คือ ‘โยธิน’
ไม่นะ…ต้องไม่ใช่อีตาโรคจิตคนนี้ !
“คุยอะไรกันอยู่จ๊ะ” เสียงเรียกของเอิงปลุกพิมพ์นาราให้ตื่นจากห้วงความคิด เธอหน้าซีดเผือด แขนขาเริ่มไม่มีแรงจึงขยับตัวลงนั่ง
“เมื่อวานตอนพาพนักงานผลิตที่เกิดอุบัติเหตุโดนเครื่องจักรเกี่ยวนิ้วก้อยไปโรงพยาบาล ผมรีบมากไปหน่อยเลยขับรถชนรถของเธอนะครับ” โยธินผายมือไปยังพิมพ์นารา ซึ่งหันมองอีกฝ่ายเฉลยความเร่งรีบเมื่อวาน
ไม่ใช่เขาไม่มีมารยาท เพียงแต่ความปลอดภัยของพนักงานผลิตเป็นสิ่งสำคัญกว่าการลงจากรถมาเจรจากับเธอ… เมื่อเข้าใจแล้ว หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ เม้มริมฝีปากบางจนเป็นเส้นตรง ปิดเปลือกตาแน่นด้วยความรู้สึกผิดที่โวยวายไปชุดใหญ่
“ตายจริง! ไม่เห็นพิมบอกพี่เลย แต่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เอิงสำรวจร่างกายเพื่อนรุ่นน้อง
“ค่ะ… ไม่เป็นไร” เธอตอบสั้นๆ ไม่กล้าเงยหน้ามองชายหนุ่มซึ่งกำลังอมยิ้มมองมาทางเธอ
ธารธาราถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่ต่างจากเตมินทร์ที่เริ่มหายใจสะดวกขึ้นหลังจากพายุสงบลง
“โยจ๊ะ…นี่ พิมกับน้ำ เจ้าหน้าที่การตลาดน้องใหม่” เอิงเแนะนำคนทั้งสามให้รู้จักกัน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องน้ำและก็…น้องพิม” ท้ายประโยคโยธินเว้นจังหวะพูดคล้ายยียวนเธอ
“ยินดีค่ะพี่โย”ธารธาราพูดจบ ถองศอกไปที่สีข้างเพื่อน
“เช่นกันค่ะ” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน จ้องฝ่ายตรงข้ามนิ่งดุดัน
ไม่เลย…ไม่ยินดีเลยที่ต้องมาร่วมงานกับคุณ….แล้วฉันจะอยู่ทำงานครบหนึ่งปีไหม !
พิมพ์นาราฟังโยธินชี้แจงรายละเอียดงานโครงการที่ต้องทำในปีนี้ด้วยความเบื่อหน่าย แต่พอจับใจความหลักได้ว่า เขาแบ่งลักษณะงานเป็นสองกระบวนการผลิต
กระบวนการผลิตแรกเกี่ยวกับผักและผลไม้แปรรูป โดยเพิ่มประสิทธิภาพการถนอมความสดของผักผลไม้ก่อนการนำส่งลูกค้า ผู้รับผิดชอบหลักของงานนี้คือ เตมินทร์ลูกน้องคนสนิทของเขานั่นเอง
ส่วนกระบวนการผลิตที่สองคือ การผลิตเนื้อสัตว์ได้แก่ โครงการลดการสูญเสียน้ำหนักของซากสุกรก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดแต่งเป็น เนื้อสะโพก เนื้อสันนอก และชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งวางขายตามห้างสรรพสินค้า โยธินกล่าวว่า งานนี้สำคัญกับบริษัทมากเพราะในวงการคู่แข่งยังไม่มีใครสามารถคิดค้นได้สำเร็จ เขาทำการทดลองมาหลายวิธีจนมาลงเอยที่ข้อมูลครั้งใหม่ซึ่งใช้เวลาศึกษาเป็นแรมปี ออกแบบการทดลองไว้เสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มจึงรับผิดชอบงานโครงการนี้อย่างเต็มตัว
“เป็นยังไงบ้างประชุมถึงไหนแล้ว” อาภาพรเอ่ยถามหลังจากเข้ามาในห้องประชุม
“อธิบายลักษณะงานโครงการที่ต้องทำในปีนี้ และระบุผู้รับผิดชอบในส่วนของแผนกผลิตแล้วครับ” โยธินตอบคำถามผู้จัดการฝ่ายการตลาด
“เยี่ยมเลย…แผนกเราพอเข้าใจที่พี่เขาชี้แจงแล้วใช่ไหม” อาภาพรนั่งลงข้างพิมพ์นาราพลางเอ่ยถามทีมงานตนเอง ไม่นานนักก็ได้รับคำตอบเดียวกันว่า ทุกคนเข้าใจลักษณะงานและวัตถุประสงค์ทั้งหมด
“ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว พี่จะแบ่งงานให้แผนกเราเลยจะได้ไม่เสียเวลา งานโครงการเพิ่มความสดของผักและผลไม้แปรรูปให้น้ำเป็นตัวแทนแผนกการตลาดรับผิดชอบร่วมกับเตมินทร์ ส่วนงานโครงการลดการสูญเสียน้ำหนักของซากสุกรก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดแต่งให้ พิมเป็นตัวแทนแผนกเรา พี่ฝากโยกับเตช่วยสอนงานน้องใหม่และร่วมมือกันปฏิบัติงานให้สำเร็จนะ”
“ยินดีครับ” โยธินตอบพลางส่งสายตาสำรวจสีหน้าของพิมพ์นารา ที่ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อผู้จัดการฝ่ายการตลาดพูดจบ
“ขอบใจมาก ยังไงวันนี้ฝากแผนกผลิตพาน้องใหม่เดินชมกระบวนการผลิตในห้องกระจกรอบนอกด้วยนะ”
แต่แล้ว…เธอต้องชะงักกับบางสิ่งที่สวนเข้ามาอย่างรวดเร็ว สติสัมปชัญญะสั่งให้เท้าแตะเบรกทันทีและหมุนพวงมาลัยหักหลบ สิ่งนั้น…
ทว่า…หลบไม่ทัน !
เสียงเบรกและเสียงปะทะจากรถสองคันดังสนั่นทั่วบริเวณ
รถมินิออสติน สีแดง บัดนี้ กันชนหน้าข้างคนขับ บุบยุบเข้าไปฝั่งตรงข้ามและถูกแต้มด้วยสีดำจากรถกระบะสี่ประตูซึ่งเลี้ยวออกมาจากรั้วบริษัทกะทันหัน พิมพ์นาราจับคลึงข้อมือขวาเบาๆ รู้สึกตึงและชา เพราะเกร็งมือบังคับพวงมาลัยไว้แน่น ช่างโชคดีที่แรงปะทะนั้นไม่มากนัก เป็นการเฉี่ยวชนซึ่งเกิดจากเบี่ยงหลบไม่พ้นมากกว่าจึงไม่บาดเจ็บรุนแรง
เธอหันมองธารธาราเห็นเพื่อนยกมือขึ้นลูบหน้าผากป้อยๆแล้วโล่งใจ เมื่อไม่มีใครบาดเจ็บจึงเปิดประตูรถลงมาสำรวจความเสียหาย
แต่…คนขับรถกระบะกระทำเพียงเลื่อนบานกระจกรถลง แวบแรกที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย เลือดในกายเธอฉีดพล่าน ใบหน้าร้อนวูบวาบ จนหญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่า อากาศยามเช้าวันนี้ไม่แตกต่างจากแสงแดดยามบ่ายที่แผดเผาในหน้าร้อน
“คุณ !” พิมพ์นาราอุทานเสียงดัง เมื่อพบต้นเหตุคราบกาแฟบนกระโปรงในวันสัมภาษณ์งาน
“อ้าว ! คุณอีกแล้ว…ดูจากท่าที่ยืนคงไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม ขอโทษทีนะที่เราเจอกันมีแต่เรื่อง แต่วันนี้ผมรีบจริงๆ คงไม่ ว่างทะเลาะด้วย” พูดจบชายหนุ่มก็ถอยรถ หักเลี้ยวรถกระบะให้พ้นจากรถมินิออสตินซึ่งชนขวางอยู่
พิมพ์นาราตาลุกวาว ริมฝีปากเรียวขยับออกเตรียมตะโกนหาเรื่อง…
ทว่า…ต้องปิดปากลงทันทีเพราะฝุ่นละอองขาวขุ่นราวกับหมอกควันพุ่งมาทางเธอ ก่อนจะเซหลบตามแรงดึงของธารธารา เสียงเบรกจากรถกระบะที่ถอยกลับมาดังลั่นผสานกับเสียงตะโกนอย่างเร่งรีบของคนขับ
“เรื่องค่าเสียหายของรถคุณ เดี๋ยวผมเรียกประกันมาให้ คุณเอารถเข้าจอดรอสักพัก เรื่องนี้ผมรับผิดชอบเอง” เขาพูดจบแล้วเลื่อนกระจกรถขึ้น ไม่รอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย เร่งเครื่องยนต์มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่อย่างรวดเร็ว
“ไม่รู้จะรีบไปไหน อีตาโรคจิต” พิมพ์นาราบ่นหัวเสีย
“เอาน่า…วันแรกของการทำงานอภัยให้เขาเถอะ เขาคงมีธุระ” ธารธาราปลอบใจเพื่อน
หลังจากเจรจาตกลงกับประกันรถทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย สองสาวพากันไปติดต่อแผนกบุคคล เพื่อรายงานตัวเข้าทำงานวันแรกด้วยสีหน้าหม่นหมอง เจ้าหน้าที่บุคคลกล่าวยินดีต้อนรับพนักงานใหม่พร้อมกับแนะนำตนเอง ก่อนจะพาทั้งคู่ไปห้องทำงาน
พิมพ์นาราเหลือบมองนันทนาที่เดินอยู่ข้างหน้าพลางนึกถึงข้อมูลจากการแนะนำตัว หญิงสาวผู้นี้อายุยี่สิบสี่ปีเท่าตนเอง แต่ดูจากการพูดจาประสานงานท่าทางคล่องแคล้วกว่าเธอและธารธารามากนัก คงเป็นเพราะประสบการณ์ทำงานที่มากกว่า
พิมพ์นาราพินิจพิเคราะห์สิ่งแวดล้อมใหม่ ตามเสียงอธิบายโทนแหลมเล็กของนันทนา แม้ว่า ฟังนานๆ แล้วแสบหู แต่ก็คิดว่าเหมาะสมกับท่าทางเดินกรีดกรายของร่างเล็กซึ่งไม่สูงนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มของคนพูดเชิดขึ้นเล็กน้อยยามปรายตามองเธอและเพื่อน ราวกับจะประกาศความอาวุโสกว่าในการทำงาน
ระหว่างทางผ่านห้องประชุมซึ่งใช้ประชุมผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงจัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่พนักงานตามหลักสูตรประจำปี ถัดมาปรากฏห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายนอกเป็นผนังกระจกใสติดมู่ลี่สีขาวยาวไปจรดทางเลี้ยวที่มีป้ายระบุทางไปห้องน้ำ นันทนาหยุดเดินหน้าห้องนี้แล้วเปิดประตูเข้าไปข้างใน
พิมพ์นาราจ้องมองป้ายทองเหลืองสองป้าย ติดคู่กันบนบานประตู มีตัวอักษรสีน้ำเงินตรงกลาง ป้ายหนึ่งระบุว่า‘แผนกผลิต’ ส่วนป้ายถัดมาคือ ‘แผนกการตลาด’
‘ห้องทำงานนี้ใช่ไหมที่ฉันต้องอยู่ให้ครบหนึ่งปี’
เธอครุ่นคิดพลางถอนใจเบาๆแล้วสูดอากาศกลับเข้าไปเต็มปอด เพื่อเตือนตัวเองอย่างจริงจังสำหรับเริ่มงานครั้งใหม่ กลิ่นกระดาษจากแฟ้มเอกสารสีดำภายในตู้เก็บที่เปิดโล่งผสมกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศ ลอยอบอวลอยู่รอบห้อง เด่นชัดในความรู้สึกของผู้มาใหม่
พิมพ์นาราผ่อนฝีเท้าลง เมื่อนันทนาหยุดเดิน หันไปมองหาใครบางคนซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหลังห้อง เธอมองตามไป พบหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมผมซอยสั้นระดับท้ายทอย เน้นใบหน้ารูปไข่เด่นชัด
“พี่พรคะ นันพาพนักงานใหม่มาส่งค่ะ” สิ้นเสียงของนันทนา พิมพ์นาราและธารธาราพนมมือไหว้พร้อมกัน
อีกฝ่ายรับไหว้พร้อมรอยยิ้มและแววตาเอ็นดู เสียงแนะนำของนันทนาทำให้รู้ว่า หญิงวัยกลางคนผู้นี้คือ อาภาพร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเป็นหัวหน้างานโดยตรงของเธอและเพื่อน
“ยินดีต้อนรับทั้งสองคนนะ โต๊ะทำงานของพวกเธออยู่ตรงนี้” อาภาพรผายมือมายังโต๊ะทำงานสองโต๊ะถัดจากโต๊ะของตนเองขึ้นมาด้านบน แล้วเดินไปหาหญิงร่างท้วมซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะหน้าสุด
“ส่วนคนนี้ชื่อ ‘เอิง’ น่าจะเป็นพี่เราทั้งคู่นะ เป็นคนทำข้อมูลของแผนกการตลาด เจ้าหน้าที่การตลาดจะต้องส่งข้อมูลทุกโครงการมาให้เอิง เพื่อรวบรวมนำเสนอต่อที่ประชุมและเก็บเข้าแฟ้มในตู้เอกสารด้านหลัง” เมื่ออาภาพรแนะนำเสร็จ ทั้งสองคนจึงยกมือขึ้นไหว้กล่าวสวัสดี
“ยินดีต้อนรับนะ เดินมาถามพี่ได้ถ้าติดขัดตรงไหน” ผู้หญิงร่างท้วมรวบผมยาวเป็นหางม้า เผยให้เห็นใบหน้าอวบอูมชัดเจน รับไหว้พนักงานใหม่ด้วยแววตาเป็นมิตร
“พี่ฝากนัน พาน้องใหม่ไปแนะนำกับแผนกผลิตด้วยนะ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดพูดพลางมองข้ามฉากกั้นห้อง ตัวโครงทำจากเหล็กเคลือบกันสนิม บุผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มทั้งสองด้านคั่นกลางระหว่างแผนกการตลาดและแผนกผลิต
โต๊ะทำงานของแผนกผลิตตั้งอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานของแผนกการตลาด เพียงแค่ยืนขึ้นชะโงกหน้าพ้นจากฉากกั้นห้องก็สามารถสนทนาได้ แต่ โดยมารยาท การเดินอ้อมไปแนะนำตัวเป็นสิ่งที่พึงกระทำมากกว่า นันทนาจึงพาสองสาวไปยังอีกฟากของห้องทำงาน
“พี่เตคะ นันพาพนักงานใหม่มาแนะนำ ชื่อ พิมพ์นารา และ ธารธารา ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อเตมินทร์ เรียกเต เฉยๆ ก็ได้” ชายหนุ่มหน้าใสนัยน์ตาคม ยิ้มทักทายเพื่อนร่วมงานใหม่
“แล้ว… พี่โยล่ะคะ” นันทนาเอ่ยถาม เมื่อมองไปยังโต๊ะด้านหลังแล้วพบความว่างเปล่า
“พาพนักงานผลิตที่โดนเครื่องจักรเกี่ยวนิ้วก้อยไปโรงพยาบาลครับ”
“ตายจริง! แล้วนิ้วขาดไหมคะ” นันทนาอุทาน
“เมื่อสักครู่โทรคุยกัน คุณหมอบอกว่านิ้วก้อยโดนเกี่ยวไปครึ่งหนึ่งไม่ถึงกระดูก แต่เนื้อที่ห้อยลงมาต้องเย็บปิดหลายเข็ม อาจต้องนอนพักฟื้นสักระยะครับ”
“ถ้ายังไง พี่เต ส่งประวัติพนักงานคนนั้นมาให้นันนะคะ จะรีบประสานงานเรื่องสวัสดิการให้” เธอส่งสายตาแพรวพราวไปยังอีกฝ่าย
แน่ละ…นันทนารอโอกาสได้ทำงานร่วมกับเตมินทร์ที่แอบปลื้มมานาน
จะว่าไป…ชายหนุ่มในบริษัทที่สาวๆ หมายปอง หากตั้งอันดับความยอดนิยมในหมู่สาวน้อยสาวใหญ่ อันดับหนึ่ง คงหนีไม่พ้น ‘โยธิน’ ผู้จัดการแผนกผลิต ส่วนอันดับสองก็ไม่ใช่ใครอื่น ‘เตมินทร์’ ลูกน้องของเขา รายนี้ได้ฉายาหนุ่มหน้าใส จนสาวๆบางคนต้องอาย
หากเทียบผิวหน้าเนียนไร้ริ้วรอยกับชายหนุ่ม ใช่เพียงผิวพรรณขาวใสราวกับคุณหนู แต่ใบหน้าสุภาพและดวงตาคมนิ่งรับกับสันจมูกเรียว แทบจะกระชากวิญญาณของสาวๆ เพียงแค่เขามองมา
แต่…สาวน้อยสาวใหญ่ก็ทำได้เพียงแค่ ‘รอ’ ทั้งที่มีความหวังจากสถานะ ‘โสด’ ของสองพ่อรูปหล่อ หากไร้วี่แววว่าทั้งคู่จะสนใจผู้หญิงคนไหนมากเกินกว่าเพื่อนร่วมงาน จน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาสาวๆซึ่งผิดหวังจากความพยายามสานสัมพันธไมตรีว่า ทั้งคู่อาจชอบไม้ป่าเดียวกัน
เรื่องนี้นันทนาไม่เชื่อนักและค่อนข้างมั่นใจว่าชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้เป็นดังคำร่ำลือ
เพียงแต่…ที่ทั้งคู่ยังไม่มองผู้หญิงคนไหนจริงจังเพราะงานประจำวันล้นมือ จากธุรกิจอาหารที่เติบโตรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด เธอรับรู้ได้เพราะแผนกบุคคลต้องสรรหาพนักงานมาให้กระบวนการผลิตซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโยธินและเตมินทร์ตลอดเวลา
หลังจากแนะนำตัวกับแผนกผลิต นันทนาจึงพาพิมพ์นาราและธารธาราไปแนะนำตามแผนกอื่นในบริษัทจนครบแล้วพากลับมาส่งที่โต๊ะทำงาน เอิงนำแฟ้มคู่มือปฏิบัติงานมาให้พนักงานใหม่ศึกษา ทั้งคู่ยิ้มรับพร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนรุ่นพี่ จนกระทั่งเที่ยงวันจึงพาน้องใหม่ไปพักรับประทานอาหาร
“แผนกการตลาดก่อนหน้าพิมกับน้ำ จะเข้ามาทำงาน มีเพียงพี่เอิงกับพี่พรสองคนหรือคะ” พิมพ์นาราถามพลางใช้ช้อนตักกับข้าวในจาน
“ก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่การตลาดสองคน ชื่อ ‘โก้’ กับ ‘แพรว’ ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกัน จนกระทั่ง…” เอิงลดเสียงลง ก่อนจะใช้ช้อนส้อมเขี่ยอาหารในจานไปมา
“ยังไงต่อหรือคะ” ธารธาราเอ่ยถามหลังจากอีกฝ่ายนิ่งไปนาน
“จนกระทั่ง… คุณมลฤดีก้าวเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่” น้ำเสียงของเอิงแฝงด้วยความเศร้า
“คุณมลฤดีผู้จัดการฝ่ายบัญชี…” พิมพ์นาราทวนชื่อนี้เพราะจำได้ว่าเคยพบกันตอนนันทนาพาไปแนะนำตัวเธอมักจะจดจำชื่อผู้ร่วมงานสำคัญไว้เสมอเพื่อสะดวกในการประสานงาน
“ใช่แล้ว…คุณมลฤดีผู้จัดการฝ่ายบัญชี” เสียงของเอิงฟังดูสั่นเครือ
“น้ำจำได้ว่าที่แผนกบัญชีมีคนชื่อ ‘โก้’ ด้วย หรือว่า จะชื่อเหมือนกัน” ธารธาราถามเสียงตื่นเต้น
“ไม่ใช่ชื่อเหมือนกันหรอกนะ คุณโก้ ผู้จัดการแผนกบัญชี ในอดีตเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดและมีคนรักชื่อ แพรว ” คนพูดหยุดมองสีหน้างุนงงของสองสาวแล้วรีบอธิบายต่อ
“เมื่อสองปีก่อน…แผนกการตลาดของเราเป็นเจ้าภาพร่วมกับแผนกบัญชี จัดงานสัมมนาเชิญคู่ค้าที่ส่งวัตถุดิบต่างๆให้บริษัท โดยฝ่ายการตลาดจะเน้นให้ความรู้ด้านความปลอดภัยของอาหาร ส่วนฝ่ายบัญชีจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครดิตหรือช่วงระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่คู่ค้า คุณมลฤดีผู้จัดการฝ่ายบัญชีได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานนี้ร่วมกับแผนกการตลาด แต่พี่พรไม่ว่างจึงมอบหมายงานนี้ให้คุณโก้ ผลคืองานสัมมนาสำเร็จลุล่วงไปได้ดีเกินความคาดหมายของผู้บริหาร และ…เกินความคาดหมายของแพรวเช่นเดียวกัน เมื่องานสัมมนาจบลง แต่ความสัมพันธ์แบบลับๆ ของคุณมลฤดีกับคุณโก้เริ่มก่อตัวขึ้น จนแพรวจับได้ แต่แทนที่ฝ่ายมาทีหลังจะสำนึกผิดกลับยื่นตำแหน่ง ผู้จัดการแผนกบัญชีให้แก่ คุณโก้ โดยแลกด้วยการเลิกกับคนรัก” เสียงถอนใจยาวๆ ถูกปลดปล่อยมาจากผู้เล่า ก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องอีกครั้ง
“แพรวเป็นเด็กขยันเรียบร้อย ไม่เคยโวยวายได้แต่นั่งซึมและให้อภัย เธอบอกกับพี่ว่าเชื่อในความรักที่มีให้แก่กัน หวังว่าวันเวลาหลายปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจะทำให้คุณโก้คิดได้ แต่แล้ว คุณโก้กลับยอมรับข้อเสนอนั้นและย้ายไปรับตำแหน่งที่แลกมาด้วยหัวใจแหลกสลายของคนรัก แพรวได้แต่นั่งร้องไห้ พี่ไม่รู้หรอกนะว่าที่บ้านแพรวร้องไห้กี่ครั้ง แต่ที่นี่พี่เห็นแทบทุกวัน ถึงแม้จะแอบไปร้องไห้บ้างในห้องน้ำแต่ตาแดงๆ บวมๆก็บอกถึงสาเหตุของมันได้อยู่ดี ต่อมาร่างกายแพรวซูบผอมลงเพราะความเครียด ทำให้กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมา…สุดท้ายก็ล้มเจ็บเข้าโรงพยาบาล ในที่สุดแพรวจึงตัดสินใจลาออก…” เอิงเล่าเสียงเศร้า
ไม่แตกต่างจากคนฟังทั้งสองซึ่งตอนนี้วางช้อนส้อมลงในจาน นั่งเท้าค้างมองผู้พูดอย่างไม่ละสายตาทิ้งอาหารที่เหลือเกือบครึ่งไว้ ท่าทางแต่ละคนไม่คิดจะจัดการกับมันต่อ
“คุณมลฤดีทำอย่างนี้แล้ว…ผู้ใหญ่ไม่ตำหนิบ้างหรือคะ” ธารธาราพูดน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ไม่มีใครกล้าหรอก…ครอบครัวของคุณมลฤดีเป็นหุ้นส่วนของบริษัทนี้เรียกว่า อยู่ในบอร์ดบริหารขององค์กรเลย” เอิงตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“แล้วตอนนี้…พี่แพรวเป็นยังไงบ้างคะ ดีขึ้นหรือยัง ” พิมพ์นาราถามเสียงแหบพร่า หลังจากนั่งฟังด้วยความสลดใจมานาน
“แพรว…เสียแล้วจ๊ะ พี่เพิ่งไปงานศพเขามาเมื่อต้นปี เห็นว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนพี่เองรับไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงของเอิงตอนท้ายเริ่มแผ่วลงราวกับพึมพำอยู่ในลำคอ
พิมพ์นาราเบิกตากว้างขึ้นก่อนจะฉายแววเศร้า จิตใต้สำนึกที่ต่อต้านการทำงานในกรุงเทพฯ กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ผลประโยชน์กับการแย่งชิงเป็นของคู่กันเสมอเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่ง ทำลายคนที่รักเรา
เธอเห็นใจบุคคลในเนื้อเรื่อง แม้ไม่เคยรู้จักกัน แต่สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวทุกข์ทรมานใจ การแอบรักและการได้รับความรักจากคนที่เราเพิ่งรู้จัก จนสานสัมพันธ์เป็นคนรัก หรือ คนรู้ใจ กระบวนการเหล่านี้มันเกิดขึ้นในจิตใจโดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชีวิต หากบทสรุปคือ ความผิดหวัง…ทำไมความเจ็บปวดจึงอยู่กับเรานานแสนนาน บางคนก็พกพามันไปด้วยเกือบชั่วชีวิต…
เช้าวันต่อมา พิมพ์นาราและธารธาราเปลี่ยนสถานที่ทำงานมานั่งในห้องประชุม จัดเอกสารแต่ละแฟ้มเป็นหมวดหมู่เพื่อเตรียมประชุมงานโครงการร่วมกันระหว่างแผนกผลิตกับแผนกการตลาด ตามคำสั่งของอาภาพรซึ่งส่งเจ้าหน้าที่การตลาดเข้าร่วมประชุมก่อนเพราะติดนำเสนองานกับผู้บริหาร
“พี่เอิงคะ วันนี้ฝ่ายผลิตมีใครร่วมประชุมบ้างคะ” พิมพ์นารานึกสงสัย
“หลักๆคงเป็น คุณโยธินและคุณเตมินทร์ พิมเคยเจอทั้งคู่แล้วใช่ไหม”
“พี่เตมินทร์เจอกันแล้ว นันทนาแนะนำให้รู้จักในวันแรกที่มาทำงาน ส่วนพี่โยธินยังไม่เคยเจอกันเลย เขาดุไหมคะ”
“ไม่ดุนะ คุณโยเป็นคนสุภาพ แถมยังหล่อมากเป็นที่หมายปองของสาวๆ ยกเว้นพี่นะเพราะเลยวัยแล้ว… อ้อ! ที่สำคัญเขา ‘โสด’ ด้วยนะ” เอิงกล่าวชื่นชมอย่างเห็นได้ชัดจากสีหน้าและแววตาที่พูดไปอมยิ้มไป ก่อนจะชมต่อ
“คุณโย เขาเก่งอายุเพียงยี่สิบหกปี ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกผลิต…ใกล้ได้เวลาประชุมกันแล้วพี่ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ”
สองสาวยิ้มตอบเพื่อนรุ่นพี่ พลางเปิดแฟ้มงานโครงการต่างๆเพื่อตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง
บานพับประตูส่งเสียงดังราวกับร้องเรียกให้ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมหันมองผู้มาใหม่ พิมพ์นาราและธารธารายิ้มทักทายเตมินทร์ซึ่งก้าวเข้ามาในห้องประชุม นั่งลงบนเก้าอี้ฟากตรงข้าม ตามมาด้วยชายหนุ่มร่างสูงสง่า เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะตัวยาวสีน้ำตาลเรียงต่อกันเป็นรูปตัวยูพลางขยับเก้าอี้ข้างๆ เตมินทร์ลงนั่ง…
ทว่า…ทั้งห้องเงียบงัน รอยยิ้มของพิมพ์นาราเลือนหาย คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากัน ดวงตาคู่สวยที่กำลังส่งยิ้มให้ชายหนุ่มคนแรกเปลี่ยนเป็นลุกวาว บ่งบอกอาการพร้อมจะมีเรื่อง…
เธอขยับตัวดันเก้าอี้ ลุกขึ้นยืน นิ้วชี้เรียวยื่นไปตรงหน้าชายหนุ่มซึ่งเข้ามาเป็นคนสุดท้าย
“นี่คุณ อีตาโรคจิต! ” พิมพ์นาราโพล่งออกมาทันที
“เฮ้ย! พิมเอามือลง ใจเย็นก่อน” ธารธารารีบคว้ามือเพื่อน ดึงลงมาแนบข้างตัว
“คนนี้แหละ! ที่ทำกาแฟหกเลอะกระโปรงฉันวันสัมภาษณ์งาน และยังจะไม่มีมารยาทตอนรถชนอีก หน้าตาแบบนี้เลย ” พิมพ์นาราพูดรัวใส่สีหน้าเรียบเฉยปนอมยิ้มของชายหนุ่มคู่อริ
“หน้าตาแบบนี้ใช่ไหม ที่คุณเคยชมว่า…หน้าตาดี” เขาโต้ตอบ
“ตอนไหน! มีแต่คนบางคนเข้าใจผิด คิดเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น โดนด่าแล้วยังไม่รู้ตัวเป็นคนคิดบวกเหลือเกิน”
พิมพ์นาราเชิดหน้าใส่อีกฝ่าย…ท่ามกลางแววตาฉงนของเตมินทร์ที่พยายามสบตากับธารธารา คล้ายจะขอคำอธิบายจากเหตุการณ์วิวาทนี้
“แล้วรถคุณเป็นยังไงบ้าง” ชายหนุ่มถามสีหน้านิ่ง หากแววตาแฝงรอยยิ้มราวกับชอบใจอาการโกรธเคืองของเธอ
“ไม่จำเป็นต้องถามเลย ไหนๆจะทำตัวเป็นคนไร้มารยาทแล้วก็ทำให้ตลอดเถอะ อย่ามาสร้างภาพเลย”
“ผมก็อยากทำให้ตลอดเหมือนกัน แต่กลัวคุณจะชิงลาออกไปก่อน เพราะทนไม่ไหว เนื่องจากต้องร่วมงานกัน” ใบหน้าคมยักคิ้วแหย่อีกฝ่าย
คำว่า ‘ลาออก’ และ ‘ร่วมงานกัน’ ดึงสติสัมปชัญญะของพิมพ์นารากลับคืนมา คำแรกนั้นเธอจะต้องไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นก่อนเวลาหนึ่งปี ไม่เช่นนั้นแผนการที่ทำมาทั้งหมดต้องเหนื่อยเปล่า ที่สำคัญธารธาราคงไม่ไปทำงานเป็นเพื่อนเธอเป็นครั้งที่สองแน่ ส่วนคำสุดท้าย หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรู้สึกเย็นวาบทั่วกาย
หากต้องร่วมงานกันแสดงว่าผู้ชายคนนี้คือ ‘โยธิน’
ไม่นะ…ต้องไม่ใช่อีตาโรคจิตคนนี้ !
“คุยอะไรกันอยู่จ๊ะ” เสียงเรียกของเอิงปลุกพิมพ์นาราให้ตื่นจากห้วงความคิด เธอหน้าซีดเผือด แขนขาเริ่มไม่มีแรงจึงขยับตัวลงนั่ง
“เมื่อวานตอนพาพนักงานผลิตที่เกิดอุบัติเหตุโดนเครื่องจักรเกี่ยวนิ้วก้อยไปโรงพยาบาล ผมรีบมากไปหน่อยเลยขับรถชนรถของเธอนะครับ” โยธินผายมือไปยังพิมพ์นารา ซึ่งหันมองอีกฝ่ายเฉลยความเร่งรีบเมื่อวาน
ไม่ใช่เขาไม่มีมารยาท เพียงแต่ความปลอดภัยของพนักงานผลิตเป็นสิ่งสำคัญกว่าการลงจากรถมาเจรจากับเธอ… เมื่อเข้าใจแล้ว หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ เม้มริมฝีปากบางจนเป็นเส้นตรง ปิดเปลือกตาแน่นด้วยความรู้สึกผิดที่โวยวายไปชุดใหญ่
“ตายจริง! ไม่เห็นพิมบอกพี่เลย แต่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เอิงสำรวจร่างกายเพื่อนรุ่นน้อง
“ค่ะ… ไม่เป็นไร” เธอตอบสั้นๆ ไม่กล้าเงยหน้ามองชายหนุ่มซึ่งกำลังอมยิ้มมองมาทางเธอ
ธารธาราถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่ต่างจากเตมินทร์ที่เริ่มหายใจสะดวกขึ้นหลังจากพายุสงบลง
“โยจ๊ะ…นี่ พิมกับน้ำ เจ้าหน้าที่การตลาดน้องใหม่” เอิงเแนะนำคนทั้งสามให้รู้จักกัน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องน้ำและก็…น้องพิม” ท้ายประโยคโยธินเว้นจังหวะพูดคล้ายยียวนเธอ
“ยินดีค่ะพี่โย”ธารธาราพูดจบ ถองศอกไปที่สีข้างเพื่อน
“เช่นกันค่ะ” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน จ้องฝ่ายตรงข้ามนิ่งดุดัน
ไม่เลย…ไม่ยินดีเลยที่ต้องมาร่วมงานกับคุณ….แล้วฉันจะอยู่ทำงานครบหนึ่งปีไหม !
พิมพ์นาราฟังโยธินชี้แจงรายละเอียดงานโครงการที่ต้องทำในปีนี้ด้วยความเบื่อหน่าย แต่พอจับใจความหลักได้ว่า เขาแบ่งลักษณะงานเป็นสองกระบวนการผลิต
กระบวนการผลิตแรกเกี่ยวกับผักและผลไม้แปรรูป โดยเพิ่มประสิทธิภาพการถนอมความสดของผักผลไม้ก่อนการนำส่งลูกค้า ผู้รับผิดชอบหลักของงานนี้คือ เตมินทร์ลูกน้องคนสนิทของเขานั่นเอง
ส่วนกระบวนการผลิตที่สองคือ การผลิตเนื้อสัตว์ได้แก่ โครงการลดการสูญเสียน้ำหนักของซากสุกรก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดแต่งเป็น เนื้อสะโพก เนื้อสันนอก และชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งวางขายตามห้างสรรพสินค้า โยธินกล่าวว่า งานนี้สำคัญกับบริษัทมากเพราะในวงการคู่แข่งยังไม่มีใครสามารถคิดค้นได้สำเร็จ เขาทำการทดลองมาหลายวิธีจนมาลงเอยที่ข้อมูลครั้งใหม่ซึ่งใช้เวลาศึกษาเป็นแรมปี ออกแบบการทดลองไว้เสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มจึงรับผิดชอบงานโครงการนี้อย่างเต็มตัว
“เป็นยังไงบ้างประชุมถึงไหนแล้ว” อาภาพรเอ่ยถามหลังจากเข้ามาในห้องประชุม
“อธิบายลักษณะงานโครงการที่ต้องทำในปีนี้ และระบุผู้รับผิดชอบในส่วนของแผนกผลิตแล้วครับ” โยธินตอบคำถามผู้จัดการฝ่ายการตลาด
“เยี่ยมเลย…แผนกเราพอเข้าใจที่พี่เขาชี้แจงแล้วใช่ไหม” อาภาพรนั่งลงข้างพิมพ์นาราพลางเอ่ยถามทีมงานตนเอง ไม่นานนักก็ได้รับคำตอบเดียวกันว่า ทุกคนเข้าใจลักษณะงานและวัตถุประสงค์ทั้งหมด
“ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว พี่จะแบ่งงานให้แผนกเราเลยจะได้ไม่เสียเวลา งานโครงการเพิ่มความสดของผักและผลไม้แปรรูปให้น้ำเป็นตัวแทนแผนกการตลาดรับผิดชอบร่วมกับเตมินทร์ ส่วนงานโครงการลดการสูญเสียน้ำหนักของซากสุกรก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดแต่งให้ พิมเป็นตัวแทนแผนกเรา พี่ฝากโยกับเตช่วยสอนงานน้องใหม่และร่วมมือกันปฏิบัติงานให้สำเร็จนะ”
“ยินดีครับ” โยธินตอบพลางส่งสายตาสำรวจสีหน้าของพิมพ์นารา ที่ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อผู้จัดการฝ่ายการตลาดพูดจบ
“ขอบใจมาก ยังไงวันนี้ฝากแผนกผลิตพาน้องใหม่เดินชมกระบวนการผลิตในห้องกระจกรอบนอกด้วยนะ”

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 ธ.ค. 2556, 08:41:32 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 ธ.ค. 2556, 08:52:23 น.
จำนวนการเข้าชม : 1270
<< ตอนที่ 1 | ตอนที่ 3 >> |

phugan 5 ธ.ค. 2556, 16:27:19 น.
เจอกันจังๆ หลังก่อเหตุเนอะ...
เจอกันจังๆ หลังก่อเหตุเนอะ...

พราวชมพู 5 ธ.ค. 2556, 22:24:41 น.
ขอบคุณ คุณ phugan มากค่ะ
ขอบคุณ คุณ phugan มากค่ะ