Flower of Love สุภาพบุรุษสีชมพู (ผ่านการพิจารณา สนพ.ดอกหญ้า 2000)
“ทิวลิป” นักการตลาดสาวสวยเปรี้ยวเฉี่ยว วัย ๓๐ ปี เนื่องจากต้องพบเจอกับปัญหาครอบครัวของคนรอบข้างอยู่เสมอ ทิวลิปจึงไม่คิดจะมีครอบครัวและไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครได้ใกล้ชิด ทั้งที่หัวใจปฏิเสธแต่ในส่วนลึกนั้น ทิวลิปก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่ต้องการชายหนุ่มที่เข้าใจในทุกสิ่งที่ผู้หญิงเป็นและต้องการความรักจากใครสักคนที่จะไม่ทำให้เธอเจ็บปวด
“ศิวา (หิน)” ชายหนุ่มวัย ๓๑ ปี เพราะหน้าตาที่หล่อมากจนกระเดียดไปทางสวยกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก ทั้งที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่มาดแมนแต่เพราะเขาไม่เคยเปิดใจให้ใครจึงถูกมองว่าเป็น “เกย์” ศิวาไม่เคยมีความรักแบบหนุ่มสาวกับใคร เขาใช้ชีวิตหนุ่มโสดไปกับการดูแลเหล่าดอกไม้ทั้ง ๖ ของเขา และดูแลร้านดอกไม้ที่เป็นธุรกิจของครอบครัว เพราะหน้าที่ปกป้องดอกไม้เหล็กที่ผู้เป็นพ่อมอบหมาย ทำให้ทุกเรื่องของผู้หญิงนั้นศิวารู้ไปทุกอย่าง แม้แต่การเลือกซื้อผ้าอนามัย ควรจะซื้อแบบไหนถึงจะซึมซับได้ดี เครื่องสำอางแบบไหนและการแต่งหน้าอย่างไรจึงจะส่งขับความสวยงามตามธรรมชาตินั้นออกมามากที่สุด
เมื่อทั้งสองมาเจอกัน ทิวลิปไม่คิดว่าตัวเองจะมีรักแรกพบกับใคร ผู้ชายที่เธอคิดว่า “ใช่” มาเกิดแล้ว แต่ “Oh! My god. He แอ๊บแมน” ทิวลิปเสียศูนย์กับรักครั้งแรกของตัวเองแต่ก็ได้กำลังใจจากกลุ่มเดอะแก๊งค์ของเธอ ทำให้เธอฮึดสู้ แต่เพราะไม่แน่ใจว่าศิวาเป็นเกย์จริงหรือไม่ ภาระกิจพิสูจน์เกย์จึงเกิดขึ้น
Tags: นิยาย, รัก, ร้านดอกไม้, สีชมพู, สุภาพบุรุษ

ตอน: องครักษ์พิทักษ์ดอกไม้

ตอนที่ ๒
องครักษ์พิทักษ์ดอกไม้

“ว่าไงอ่ะหิน ลูกค้าพี่ทนความหล่อของหินไม่ไหวถึงกับเช็คบิลหนีกันเลยเหรอ อ้าว! และนั่นอะไรล่ะ”

ทิพยุพาถามเย้าน้องชาย เมื่อออกมาทันเห็นว่า ๕ สาวรุ่นน้องพากันพรวดพราดออกไปจากร้าน โดยไม่รอเมนูใหม่ที่เพิ่งสั่งมากับศิวาหมาดๆ ก่อนจะก้มมองของที่เขาถืออยู่ในมือ

“โธ่! แรงนะจ๊ะพี่สาว แต่สงสัยจะจริงอย่างที่พี่ทิพย์ว่า พวกเธอหนีกันไปหมดเลยครับ”

“สรุปแล้ว.. ถูกใจคนที่พี่แนะนำไหม”

“อืม.. ก็โอนะครับ แต่เธอชิ่งหนีไปเสียและ ทิ้งแต่นี่ไว้ดูต่างหน้า อ่ะ! พี่ทิพย์ดูไม่ได้นะ”

ทิพยุพาทำท่าจะคว้าถุงกระดาษใบโตที่เขายกขึ้น แต่ศิวาไวกว่าจึงเบี่ยงตัวหลบไม่ให้พี่สาวจับได้ เพราะอะไรบางอย่างที่อยู่ในนั้นทิพยุพาไม่น่าจำเป็นที่ต้องใช้ของแบบนี้

“อ้าว! ขอดูหน่อยไม่ได้หรือหิน อะไรอยู่ในนั้นอ่ะ”

“เป็นสิ่งที่พี่ทิพย์ยังไม่สมควรใช้ครับ เพราะ.. ยังไม่ถึงเวลา”

หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของพี่สาวทำให้เขาต้องอธิบาย แต่ก็ได้เพียงแค่นั้นให้พูดมากกว่านี้ก็คงจะไม่เหมาะสมสักเท่าไร แม้ว่าทิพยุพาจะเป็นพี่สาวคนที่ ๕ ของเขาที่สนิทสนมกันมากก็ตาม เพราะวัยที่ห่างกันเพียง ๑ ปี จนเหมือนกับว่าเขาและเธอจะเป็นเหมือนเพื่อนกันเสียมากกว่า แต่เมื่อเธอเป็นพี่ เขาก็พร้อมที่จะให้ความเคารพ และที่สำคัญเขาก็มีหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์ ๖ สาวของบ้านเสียด้วย หน้าที่ที่ผู้เป็นพ่อทิ้งไว้ให้ก่อนจะลาลับจากโลกนี้ไป ซึ่งแม้เวลาจะผ่านมากว่า ๒๐ ปีแล้วก็ตาม เขาก็ยังไม่เคยลืมและก็ทำได้อย่างที่พ่อต้องการเสียด้วย

“อะไรที่ยังไม่ถึงเวลา หิน.. พี่น่ะ ๓๒ แล้วนะ หินคิดว่ายังมีอะไรที่ยังไม่ถึงเวลาอีกเหรอ พี่ว่ามันช้าไปแล้วมั้ง แต่เอาเหอะ หินเป็นหัวหน้าครอบครัวหนิ หินพูดอะไรพี่ก็ต้องเชื่ออยู่แล้ว จริงไหมจ๊ะที่รัก”

ทิพยุพาพูดติดตลกปะปนกับเหน็บแนมน้องชายเล็กๆ แต่แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นซบหน้าลงกับต้นแขนมัดแน่นของเขาพร้อมกับทำน้ำเสียงออดอ้อนน่ารัก

“ขอดูหน่อยไม่ได้เหรอ..”

“มันเป็น.. หนังสือปกขาวครับ”

“ฮะ! หนังสือปกขาว”

เสียงร้องตื่นเต้นก่อนจะป้องปากตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าดังเกินไปเพราะพนักงานหลายคนมองตรงมาอย่างยิ้มๆ กับความน่ารักของสองคนพี่น้องที่มักจะมีให้เห็นเสมอหากศิวามาที่นี่

“ขออ่านบ้างดิ! อยากรู้อ่ะ”

“จะรู้ไปทำไม ยังไม่ถึงเวลา”

“ใครว่าย่ะ! ว่ายังไม่ถึงเวลา มันเลยแล้วสิไม่ว่า นะหินจ๋า.. รู้ก่อนไม่ได้เหรอ ว่าแต่หินไปเอามาจากไหน”

“หึหึหึ.. ก็แม่สาวราศีกันย์ที่แสนจะน่ารักของพี่ทิพย์ไงครับ ถ้าอยากจะดูให้ดูแป๊บนึงก็ได้ แต่ห้ามชักออกเด็ดขาด”

ศิวาอ้าปากถุงให้ทิพยุพาชะโงกเข้ามาดู ซึ่งทิพยุพาถึงกับอ้าปากหวอเมื่อได้เห็นจำนวนหนังสือและสันปกที่บ่งบอกถึงชื่อเรื่อง

“โอ๊ะ! แม่เจ้า.. ทิวลิปเขาจะเอาไปต้มกินหรือไงนะ ถึงได้ซื้ออะไรมากมายขนาดนี้ ว่าแต่.. เยอะแบบนี้ แบ่งเล่มนึงเหอะนะ หินนะ”

“ไม่ได้ครับผมจะเอาไปด้วย ถ้าเธอมาถามหา พี่ทิพย์ก็บอกเธอไปละกันว่าผมเอาไป ถ้าอยากได้คืนก็เชิญที่ร้านละกันนะครับ” ศิวาพูดพลางปลดผ้ากันเปื้อนให้พี่สาวรู้ว่าเขากำลังจะกลับ

“มันจะดีเหรอหิน”

“พี่ทิพย์ก็รู้นี่ครับ ว่ามันจะดี”

ใบหน้าหล่อที่หันมายิ้มอย่างรู้กันในคำตอบทำให้ทิพยุพาต้องส่ายศีรษะไปมา แต่ก็อดไม่ได้ที่ยิ้มรับให้น้องชายเพียงคนเดียวของเธอ เพราะเห็นทีครั้งนี้สาวที่เธอแนะนำให้กับศิวาจะถูกใจจริง.. หรือเปล่านะ? คำถามพร้อมสายตามองตามเบื้องหลังแกร่งสมชายชาตรีของน้องชาย รูปร่างสูงสมส่วนและหล่อเสียจนสาวๆ ต้องเหลียวหลัง แต่ก็แปลกที่ศิวาไม่ได้มีทีท่าที่จะชอบพอสาวใดเป็นพิเศษเลยสักคน ตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่นจนเกือบจะเป็นหนุ่มใหญ่อยู่รอมร่อเขาไม่เคยมองใคร แล้วมันเพราะใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ ๖ สาวในบ้านที่รวมตัวเธอเข้าไปด้วย

ความทรงจำย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ศิวาที่เพิ่งมีอายุได้ ๑๑ ปี ซึ่งก็ไม่ต่างกับเธอที่แค่ ๑๒ เมื่อบิดาผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวมาจากไปอย่างกะทันหันเพราะโรคมะเร็งที่ลุกลามเกินจะเยียวยา เสียงร้องไห้ของพี่สาวทั้ง ๔ แทบจะดังไปทั่วทั้งโรงพยาบาล เมื่อคณะแพทย์ต่างพยายามยื้อลมหายใจของผู้เป็นพ่อให้คงอยู่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ สายตาของพ่อและคำพูดสุดท้ายที่มองศิวาเธอยังคงจำได้ดี

“หิน.. ดอกไม้ทั้ง ๖ ของพ่อ คงต้องฝากหินดูแล ดอกตูมพ่อไม่ค่อยห่วง หึหึหึ.. แต่แม่ดอกบานนั้น พ่อห่วงเหลือเกิน”

คนเจ็บที่หัวเราะแต่ว่าน้ำตากลับรินไหลจากปลายหางตาทั้งสองข้าง สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนที่แม้แต่คุณหมอที่เป็นเพื่อนรักกับบิดาก็ยังไม่อาจที่จะกลั้นน้ำตาได้ ทิพยุพายังจำความรู้สึกนั้นได้ดี ยังจำได้ว่าพี่สาวทั้ง ๔ นั้นต่างกอดกันร้องไห้ และเธอเองก็ได้แต่ยืนนิ่งๆ มองดูเท่านั้น ทว่า.. แม่ดอกบานที่พ่อกล่าวถึง กลับไม่ร้องไห้เลยสักแอะ แต่กลับยืนยิ้มจับมือพ่ออยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าที่มีความสุขนัก

“ดอกไม้ของพ่อ จะเป็นดอกไม้เหล็กให้ดู อยู่ทางโน้นไม่ต้องเป็นห่วงคนทางนี้หรอก ดูแลกันเองได้ จริงไหมลูก.. หิน”

“ครับแม่ พ่อไม่ต้องเป็นห่วง ผมสัญญาว่าผมจะดูแลดอกไม้ของพ่อให้เอง”

“แต่.. ตอนนี้.. จะเป็น.. ดอกไม้ของหิน แล้วนะลูก”

น้ำเสียงแหบแห้งของผู้เป็นพ่อกล่าวย้ำกับลูกชายคนเล็กและเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ราวกับจะฝากฝังให้เขาดูแลเหล่าดอกไม้ให้ดี

“ครับพ่อ ดอกไม้ของหิน”

เด็กชายหินหรือศิวาในวันนั้นรับคำของพ่อแบบงงๆ ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าเขาเข้าใจกับสิ่งที่พ่อบอกมากมายเพียงใด เพราะเธอเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจ แต่น่าแปลกที่เธอกลับจดจำทุกรายละเอียดของถ้อยคำนั้นได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จนเมื่อโตขึ้นเธอจึงเข้าใจในความหมายนั้น เพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่มีเรื่องอะไรเลยสักอย่างที่ศิวาจะไม่ดูแลพวกเธอ

จนกลายเป็นว่าเด็กชายหินในวันวานจนเป็นนายศิวาชายหนุ่มในวันนี้ ไม่เคยเลยที่จะมีเวลาส่วนตัวให้กับตัวเอง ทุกเวลาของเขามีแต่ครอบครัวเท่านั้น ซึ่งดอกไม้ดอกตูมที่พ่อกล่าวถึงนั้นได้กลับกลายเป็นดอกบานอย่างเต็มตัว และกลายเป็นดอกไม้เหล็กอย่างที่แม่เคยบอกไว้ แต่ผลพลอยได้กลับกลายเป็นว่าใยเหล็กที่ประกอบกันเป็นกลีบดอกนั้น พัฒนาจนกลายเป็นคานเหล็กที่แข็งแกร่งเกินกว่าชายใดจะทลายลงมาได้ ๖ สาวของบ้านที่ประกอบไปด้วย คุณแม่สุภาพร ลีลาพร นภาดา อาภาพร อรปรีดา และเธอ..ทิพยุพา จึงพร้อมใจกันแขวนอยู่บนคานอย่างไม่มีใครคิดที่จะไต่ลงมา หรือเอาเข้าจริงก็คงไม่มีใครกล้าจะไปเด็ดดอกไม้เหล็กเหล่านั้นมาชื่นชม

“หิน.. ดอกไม้เหล็กอย่างพี่อยู่ได้ แม้ว่าหินจะไม่ได้ดูแลก็ตาม”

ทิพยุพาหมายความตามนั้นจริงๆ เธอจึงพยายามพาสาวๆ มาแนะนำให้ศิวารู้จัก เพื่อเขาจะได้มีชีวิตเหมือนผู้ชายคนอื่นที่มีแฟนและพร้อมที่จะเริ่มครอบครัวกับใครสักคน เพราะคานเหล็กของเธออยากคงไว้เฉพาะสมาชิกสาวๆ ทั้ง ๖ คนเท่านั้น ไม่ได้อยากได้คนเฝ้าคานอย่างศิวาสักหน่อย


ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงเลสีม่วงตัวโคร่งนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หูฟังอันใหญ่หุ้มด้วยผ้าขนหนูลายเต่าทองสีดำแดงครอบไว้ที่ใบหูทั้งสอง นิ้วมือรัวเร็วที่แป้นพิมพ์เพราะกำลังออนเฟสกับเพื่อนเลิฟ พร้อมศีรษะที่โยกไปมาด้วยเสียงเพลงที่ดังจนสุด แต่เธอก็ไม่รู้ว่าคือเพลงอะไร รู้แต่เพียงว่าเสียงเพลงที่ไม่รู้เนื้อแต่ทำนองจรรโลงใจเหล่านี้ แม้จะฟังบ้างไม่ฟังบ้างก็ยังดีกว่าต้องทนฟังเสียงด่าทอกันและกันไปมาอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังเดียวกันแบบนี้

ดอกไม้ฮอลแลนด์ : “เซ็ง!! ชีวิตฉิบ! เจ้ด่ากับผัวอีกแล้วว่ะ”

นางเอกละคร : “อ้าว! ฉันคิดว่าแกชินแล้วเสียอีก”

ดอกไม้ฮอลแลนด์ : “ชินกับผีอะไรอ่ะ อยากไปเสียให้พ้นๆ บ้านนี้”

พจมานหลังวัง : “ก็มี.. ผอสระอัว.. ดิ! ได้ออกไปสมใจแกแน่”

ดอกไม้ฮอลแลนด์ : “ทะลึ่ง!!”

พจมานหลังวัง : “ตรงไหนไม่ทราบย่ะ!”

นางเอกละคร : “ไม่มีสักคำเลยแก”

พจมานหลังวัง : “ทิวลิป.. แกอย่างมาเปลี่ยนเรื่อง ชายหนุ่มของแกว่าไง เสียชื่อสาวมั่นหมด
แกอยากรู้แกก็ถามเขาไปเลยสิ ว่าเป็นหรือไม่เป็น แกมานั่งจินตนาการอยู่คนเดียว
มันได้อะไรขึ้นมาฮะ

นางเอกละคร : “ใช่แก ถามไปเลย ฉันก็อยากรู้ว่าเป็นหรือไม่เป็น”

ดอกฟ้ายาจก : “๙๙% ฉันว่าไม่ว่ะ”

นางเอกละคร : “แล้วอีก ๑% ล่ะแก เก็บไว้ทำอะไร”

ดอกฟ้ายาจก : “เผื่อใจ.. ทิวลิปว่าไง เพื่อนรอคำตอบจากแกอยู่นะ ไม่อยากให้แกอยู่บนคานว่ะ
บอกตรงๆ อยากคุยเรื่องอย่างว่ากับแกให้ถึงพริกถึงขิงกว่านี้อ่ะ”

พจมานหลังวัง : “ว่าไง.. แกจะเดินหน้า ถอยหลัง หรือว่าจะหยุดทั้งที่ยังไม่ได้ก้าว บอกมาซะ
ขี้เกียจถามแล้วนะ”

ดอกไม้ฮอลแลนด์ : “เขาหล่ออ่ะแก หล่อมากกกกก.. แต่ความหล่อของเขาไม่ใช่ปัญหา
ปัญหามันอยู่ที่ว่า หัวใจของฉันมันแทบละลายแค่เห็นเขาอ่ะ”

นางเอกละคร : “งั้นก็เดินหน้าเลยเพื่อน จะกลัวอะไร”

พจมานหลังวัง : “อัม.. แกไม่กลัวจริงเหรอ ถึงฉันจะลุ้นๆ ทิวลิปมัน ฉันก็อดนึกกลัวไม่ได้นะโว๊ย!
ให้ฉันเลือกมีผัวเจ้าชู้กับมีผัวเป็นเกย์ ฉันเลือกเจ้าชู้ดีกว่าว่ะ”

แพศยาไฮเทค : “แต่ถ้าเป็นฉันนะ ฉันไม่เอาทั้งสองอย่างอ่ะ ดูสิ.. ที่มันทำกับฉัน
ทิวลิปแกก็ลองจีบๆ เขาไปก่อนดิ ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย
ถ้าแกมั่นใจว่าเขาเป็นจริงๆ ถึงตอนนั้นแกก็ค่อยชิ่งก็ได้หนิ
ถ้าเขาเป็นเกย์จริง เขาก็ไม่น่าจะแตะแกหรอก ไอ้เยื่อเหนียวแน่นของแก
ยังไงเสียมันก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้งานหรอก จริงไหม! แล้วพวกแกว่าไง อัม นุจ ดา”

นางเอกละคร : “อืม.. ฉันเห็นด้วยกับยุมัน”

พจมานหลังวัง : “ฉันก็เห็นด้วย”

ดอกฟ้ายาจก : “ก็โอนะ เหลือแกแล้วทิวลิปจะว่าไง”

ดวงตาสวยหวานไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มไล่ไปมาบนตัวหนังสือที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอ นิ้วมือบอบบางค้างอยู่บนแป้นพิมพ์ในขณะที่หัวใจเต้นรัวเร็วอย่างกับตื่นเต้นเสียหนักหนา ยิ่งเสียงเพลงอยู่ในจังหวะปลุกเร้าในท่วงทำนองและเนื้อเพลงที่กล่าวถึงหนุ่มแอ๊บแมน ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจที่จะตอบเพื่อนได้ยากยิ่งขึ้น แต่หากไม่ตอบและทิ้งปัญหาไปเฉยๆ ก็คงจะไม่ใช่ทิวลิปอีกนั่นแหละ นิ้วมือน้อยๆ จึงค่อยๆ แตะไต่ไปมาบนแป้นพิมพ์ดังกับว่าคำตอบนี้จะเป็นตัวชี้นำดวงชะตาของเธอยังไงยังงั้น ทว่าเสียงดังโครมครามหน้าประตูที่ดังลอดเข้ามาก็ทำให้หัวคิ้วเรียวต้องขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนความตั้งใจในการตอบคำถามจะกลับกลายเป็นออกจากเฟสไปแทน

ดอกไม้ฮอลแลนด์ : “พวกแกแค่นี้ก่อนนะ บ้านฉันท่าทางจะมีศึกใหญ่ว่ะ”

ร่างสูงสมส่วนลุกขึ้นก่อนจะถอดหูฟังวางไว้ข้างโน้ตบุ๊ก แต่เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวนั้นก็ทำให้อยากจะเอาหูฟังมาครอบไว้ตามเดิมอีกครั้ง ทว่าแรงกระแทกจากภายนอกมันกำลังส่งผลว่าหากเธอช้าอีกเพียงก้าวเดียว มีหวังประตูได้หลุดออกมาทั้งยวงตามแรงทุบหรือไม่ก็อาจเป็นแรงถีบของคนด้านนอกนั้นแน่ และใครๆ ที่ว่าก็คงไม่พ้นไอ้พี่เขยตัวดีที่ไม่เคยจะหวังดีกับเธออย่างบริสุทธิ์ใจเลยสักครั้ง นอกจากจะหาช่องทางที่จะแต๊ะอั๋งเธอให้ได้ในทุกครั้งที่มีโอกาส

“อะไรกัน! เฮียปุ๊ย จะเคาะอะไรกันนักหนา จะเอาให้ประตูมันพังเลยไหม”

“ก็ลื้อ! อืม.. น้องทิวลิป เฮียเรียกเท่าไรก็ไม่หือ เฮียก็เลยต้องเคาะดังๆ”

“มีอะไรก็ว่ามา! ฉันไม่อยากให้อีเจ้มันตามมาด่าตรงนี้อีก เฮียรีบๆ พูด แล้วก็รีบๆ ไปซะ”

เพราะเห็นว่าแววตาขุ่นมัวของเฮียปุ๊ยที่ยืนร้องเรียกเธออยู่นานกลับกลายเป็นหื่นๆ พลางเลื่อนสายตาสำรวจไปทั่วร่างกายของเธอยังกับเรดาห์ตรวจจับหาคลื่น SEX หรือไม่ก็คงจะกำลังเอ็กซเรย์ทะลุเสื้อผ้าของเธออยู่ก็ได้ ทิวลิปจึงไม่คิดที่จะต่อความยาวสาวความยืดกับคนพรรค์นี้ อีกทั้งไม่อยากได้ยินเสียงด่าทอของแอนนาที่จะตามมาด่าว่าความเจ้าชู้ของผัวที่หน้าห้องของเธอด้วย เพราะเธอถือว่า แม้ฮวงจุ้ยทั่วทั้งบ้านนี้หรือบ้านข้างเคียงจะไม่ดีเท่าไรที่ทำให้พี่ป้าน้าอาของเธอมักจะต้องเลิกรากับสามีเสมอ แต่สำหรับห้องนอนของเธอนั้นถือว่าฮวงจุ้ยดีที่สุด เพราะมันเป็นโลกส่วนตัวที่เธอรักษาไว้ได้ในบ้านหลังนี้ ถ้าไม่นับมลพิษทางเสียงที่ต้องได้ยินทุกวันจากภายในบ้านและจากบ้านญาติที่รายล้อมอยู่นี้

“นี่! ไอ้เฮีย.. ปุ๊ย จะพูดอะไรก็พูดมา”

เสียงเรียกยานคางแบบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันที่บ่งบอกถึงสัตว์สี่เท้า ทำให้ไอ้คนหน้าหื่นรีบบอกถึงจุดหมายที่มาในทันทีเพราะรู้ฤทธิ์ของน้องเมียคนสวยดี และหากมันยังขืนยืนหืออยู่อย่างนี้มีหวังนังเมียปากมากได้มายืนด่าหน้าห้องนี้แน่ๆ

“มีโทรศัพท์ รออยู่นานแล้ว”

“อ้าว! แล้วทำไมไม่รีบบอก ยืนทำบื้ออยู่ได้ หลีกไป เอ๊ะ! หลบไปสิเฮีย ฉันจะรีบ”

“หึหึหึ.. ว่าแต่น้องทิวลิป อยากเอา.. ให้ประตูมันพังจริงหรือเปล่า เฮียจะได้...”

ทั้งสายตา น้ำเสียงและท่าทางของมัน มันทำให้ทิวลิปสุดจะอดกลั้น เลือดลมสูบฉีดไปทั่วใบหน้า โมโหทั้งไอ้บ้าที่ยืนยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยอยู่นี่ และโมโหทั้งตัวเองที่มีแต่เรื่องวุ่นวายมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน

“ไอ้ปุ๊ย! แอนนา! มาเอาผัวเจ้ไปเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ฉันจะฆ่ามัน แอนนา! ไอ้ปุ๊ยมึงหลีกไปเดี๋ยวนี้ ไป!”

“จ้ะ จ๊ะ.. ไปเดี๋ยวนี้จ้ะ น้องทิวลิปอย่าเสียงดัง อย่าเสียงดัง เฮียไม่อยากได้ยินเสียงอาแอนนากรี๊ดอีก เฮียไปแล้ว เฮียหลบให้แล้ว”

ดวงตาขุ่นเขียวมองตามร่างอ้วนเหมือนหมูตอนของเฮียปุ๊ยที่รีบเดินลงไปเข้าห้องของตัวเอง ก่อนที่เธอจะรีบลงมาชั้นล่างเพื่อรับโทรศัพท์ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโทรมา แต่ที่แน่ๆ หากคนต้นสายยังรออยู่ก็คงเป็นคนที่อดทนน่าดู มือบางยกหูโทรศัพท์พร้อมพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด ไม่งั้นคงได้ออกอารมณ์ขุ่นๆ ไปให้คนทางโน้นจับน้ำเสียงได้แน่

“เออ.. สวัสดีค่ะ ทิวลิปพูดสาย”

“ครับ.. สวัสดีครับ”

“เออ.. ใครคะ”

เมื่อคนต้นสายเงียบไป อารมณ์กรุ่นๆ ที่พยายามจะดับลงให้ได้ก็เหมือนจะกลับมาอีกหน ทิวลิปแหงนหน้ามองเพดานก่อนจะส่ายศีรษะไปมาอย่างพยายามระงับอาการกรี๊ดไว้อย่างเต็มที่ เพราะดันมาเจอคนกวนประสาทอีกแล้ว

“คุณคะ คุณโทรมามีธุระอะไรฉันก็ไม่ทราบ ถ้าไม่พูดฉันจะวางสายแล้วนะ ขอโทษนะคะ”

“อ่ะ! เดี๋ยวครับ คุณทิวลิป ผมศิวาเองครับ”

“คุณศิวา.. เอ่อ..”

อาการใบ้รับประทานเหมือนจะโดนเข้าจังๆ คนที่เธอกำลังคิดถึง... เขาคือเจ้าของเสียงทุ้มๆ นุ่มๆ ที่ส่งมาตามสายนี้ แต่ว่าจะใช่เขาหรือเปล่านะ จะเป็นคนเดียวกันไหม หัวใจเต้นตึกตักทั้งกลัวว่าจะใช่และกลัวว่าจะไม่ใช่ในขณะเดียวกัน คำพูดที่อยากพูดต่อนั้นคือ “เรารู้จักกันหรือคะ” แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไป อาการประหม่าผู้ชายเกิดกับเธออีกครั้งนึงแล้ว หลังจากเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวาน “หรือว่าเขาจะเป็นคนที่ใช่สำหรับเราจริงๆ นะ” ผู้ชายหล่อๆ คนนั้น น้องชายของทิพยุพา “ศิวาหรือหิน”

“คุณทิวลิปครับ ยังฟังผมอยู่หรือเปล่าครับ”

“เออ.. ค่ะ คุณศิวามีอะไรหรือเปล่าคะ ดิฉันต้องขอโทษด้วยค่ะที่เสียมารยาทเมื่อครู่”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็ต้องขอโทษด้วยที่โทรมารบกวน พอดีผมโทรเข้ามือถือคุณหลายรอบแล้วแต่ว่าคุณไม่รับ ก็เลยลองเสี่ยงโทรเข้าเบอร์บ้านแทนน่ะครับ”

“น๊าน!.. ไอ้ทิวลิปเอ๋ย! แกจะขายออกก็วันนี้แหละว่ะ เขารู้เบอร์มือถือแกด้วย เขารู้เบอร์โทรบ้านแก ว๊าววววว... ขายออกแน่เรา รถไฟฟ้ามหานครคันนี้ของฉันชัวร์ๆๆๆ”

“คุณทิวลิปครับ ยังฟังอยู่หรือเปล่าครับ”

“ค่ะ ฟังค่ะ คุณหิน”

“อ่ะ.. รู้ชื่อเล่นของผมด้วยหรือครับ”

“เอ่อ.. พี่ทิพย์เคยพูดถึงน่ะค่ะ ว่าแต่คุณหิน.. มีอะไรกับทิวลิปหรือเปล่าคะ”

เสียงที่เปลี่ยนเป็นหวานพร้อมเรียกชื่อเล่นของเขาและเรียกชื่อแทนตัวเองพยายามแล้วที่จะไม่ให้เกิดความประหม่าแต่เธอก็รู้ว่ายังทำได้ไม่ดี ความตื่นเต้นแบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน และเคยเกิดกับใครที่เธอถูกใจไหมนะ คำตอบที่ให้กับตัวเองได้ก็คือ “ไม่เคย” ไม่เคยเกิดอาการแบบนี้กับใครสักหน ทั้งอาการตกประหม่า อาย สับสน ตื่นเต้นที่ได้พูดคุย และแค่เพียงได้ยินเสียงของเขา

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างที่สุดนั้นคือ เขาโทรมาหาเธอก่อน หรือนี่จะเป็นพรหมลิขิตของเธอกับเขาจริงๆ ในเมื่อ “ไม่มีคำว่า.. บังเอิญ ในโลกใบกลมๆ เบี้ยวๆ บูดๆ ใบนี้” ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอจะเป็นอะไรไปได้ ถ้าไม่ใช่ “มันคงเป็นพรหมลิขิตใช่ไหม..” เพลงโปรดที่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นกับตัวเธอเองสักครั้งเหมือนจะดังก้องขึ้นในความคิดและแล่นตรงเข้าสู่หัวใจ

“มันกำลังเกิด.. บังเอิญพรหมลิขิตกับฉันใช่ไหม ใช่ไหมทิวลิป แกเจอเนื้อคู่แล้ว”

“คุณทิวลิปลืมของไว้ที่ร้านน่ะครับ”

เพล้ง!.. ฝันเฟื่องของเธอแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ยังมีแรงฮึดในเมื่อได้คุยกันแล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามเพลงสิน่า

“ของ.. ของอะไรคะ”

“หนังสือครับ”

“หนังสือ..”

คำตอบของเขาเรียกอาการวูบวาบไปทั่วทั้งตัว สิ่งที่เธอลืม “Sex secret” ไม่ใช่เพียงเล่มเดียวแต่ดันเป็น ๘ เล่ม แล้วเขาจะคิดว่าเธอเป็นคนยังไง สาวไฟแรง เซ็กซ์จัด หรือว่าเซ็กซ์อักเสบกันแน่ที่ซื้อซะมากมายขนาดนั้น ทิวลิปจดที่อยู่ตามที่เขาบอกอย่างเอ๋อๆ เพราะหัวสมองของเธอไม่ได้คิดอะไรแล้วนอกไปจาก

“ไม่จริง! ความจำฉันไม่ได้สั้นขนาดนั้น ฉันลืมหนังสือ ลืมหนังสือบ้าๆ นั่นไว้ที่ร้านพี่ทิพย์ แล้ว.. คุณหินโทรมา เรื่องที่ฉันลืมหนังสือนั่น ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม โอววว.. NO. ไม่.. ฉันไม่เชื่อ.. ม่ายยยย...”



ชนิตร์นันท์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 ม.ค. 2557, 11:38:38 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 ม.ค. 2557, 11:49:57 น.

จำนวนการเข้าชม : 571





<< รักแรกพบมีอยู่จริง   แอบจริงหรือหลอก >>
ใบบัวน่ารัก 26 ม.ค. 2557, 19:23:50 น.
อะไรกัน สาวๆทั้ง5 อยู่บนคาน
ม่ายยยยยย


รรวโรจน์ 26 ม.ค. 2557, 22:50:16 น.
ขำๆ ดีเรื่องนี้ ว่าแต่ลงจบไหมค่ะ


ชนิตร์นันท์ 9 ก.พ. 2557, 20:30:24 น.
จะลงเรื่อยๆ จนกว่าหนังสือจะวางอ่ะค่ะ ลงจบไม่ได้เนอะ แหะๆ
เซนต์สัญญาไปแย้วววว..


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account