Adriana
สมบัติล้ำค่าที่สองแคว้นต่างแย่งชิงได้สูญหายไป แต่ทว่าเสี้ยวหนึ่งแห่งพลังอำนาจนั้น กลับแฝงเร้นอยู่ในตัวหญิงสาว ผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นสายลับของศัตรู // โรแมนติกแฟนตาซี
Tags: โรแมนติกแฟนตาซี,แฟนตาซี,กรีกโบราณ,รัก,การเมือง

ตอน: บทที่ 5

เสียงฝีเท้าลงพื้นหนักๆ อย่างเร่งรีบพร้อมด้วยเสียงร้องเรียกดังแว่วมาจนเทเลอัสและซาลาคลอสต้องหยุดเดิน หันกลับไปยังด้านหลัง จึงได้เห็นภาพของนางข้าหลวงพี่เลี้ยงวิ่งไล่ตามหลังผู้เป็นนายหญิง ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อฟังคำร้องห้ามเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าหญิง! ทำเช่นนี้ไม่ดีนะเพคะ ดูไม่งามเลย!”

ร่างบางของเจ้าหญิงคัสซันดร้า พระธิดาพระองค์เล็กของกษัติย์แห่งแคว้นเซพิรัสหยุดลงตรงหน้าบุรุษทั้งสอง พระปรางค์นวลบัดนี้ขึ้นสีชมพูระเรื่อด้วยอาการเหนื่อยหอบ

“ท่าน...”เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วสั่น พลางมองไปยังเสนาบดีกลาโหมและหัวหน้าราชองครักษ์ที่กำลังค้อมศรีษะลงต่ำทำความเคารพ “กลับมาจากชายแดน...แล้วเหรอ”

“พ่ะย่ะค่ะ”เทเลอัสตอบ เหลือแลไปยังนางข้าหลวงที่นั่งคุกเข่าอยู่ห่างออกไป สีหน้าท่าทางนั้นแสดงออกชัดว่าอึดอัดและไม่สบายใจอย่างยิ่ง “หากองค์หญิงมีพระประสงค์จะพบกระหม่อม น่าจะทรงให้ทหารมาตาม -- ทรงทำเช่นนี้พวกนางข้าหลวงจะพลอยลำบากไปด้วย”

นางข้าหลวงผู้ติดตามค้อมศรีษะให้แทนคำขอบคุณ ยังผลให้ใบหน้าของเจ้าหญิงรูปงามงอง้ำ

“แค่ออกมาจากตำหนักเพื่อคุยกับท่าน หญิงไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องไม่งามตรงไหน”เจ้าหญิงกล่าว พลางเหลียวกลับไปยังนางข้าหลวงด้วยสายตาคาดโทษ “ไม่ได้แอบนัดพบตามลำพังในที่ลับหูลับตาเสียหน่อย”

“แต่ตามมารยาทปฏิบัติที่ถูกต้อง หญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนและมีฐานันดรสูงศักดิ์ดั่งเช่นเจ้าหญิงมิควรออกมาพบพูดคุยกับผู้ชายในลักษณะที่ทรงกระทำอยู่เช่นนี้”เทเลอัสทูลตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายๆ กับสั่งสอนเตือนสติ “แม้องค์กษัตริย์และพระราชินีจะไม่ได้เอ่ยรับสั่งตำหนิ แต่ก็ใช่ว่าเจ้าหญิงจะทรงละเลยเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้”

“ถ้ามัวแต่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติ คนหาเวลาว่างแทบไม่ได้เช่นท่านจะมาพบหญิงได้อย่างไร”เจ้าหญิงกล่าวตัดพ้อ นันย์ตาสีน้ำตาลมีประกายดื้อรั้น “หญิงมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับท่าน”

เทเลอัสมีสีหน้าประหลาดใจ “เรื่องใดหรือกระหม่อม”

“เรื่องนักโทษหญิงที่ท่านจับมาได้ – สายของกอรินธ์” เจ้าหญิงเอ่ยอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดชะงักเล็กน้อน ราวกับไม่แน่ใจว่าควรสนทนาเรื่องนี้ต่อหรือไม่ แต่สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นฝ่ายชนะ “หญิงได้ยินหลายคนในวังพูดกันว่า นาง...เอ่อ...สวย”

นัยน์ตาคู่คมของเทเลอัสกระตุกเพียงเล็กน้อน แต่ยังคงยืนนิ่ง รอฟังเจ้าหญิงคัสซันดร้าต่ออย่างใจเย็น ในขณะที่ซาลาคลอสนั้นต้องเม้นริมฝีปากเพื่อปิดบังรอยยิ้ม

“จริงดั่งที่เขาพูดกันหรือเปล่า”

เทเลอัสถอนหายใจ เอ่ยตอบสั้นๆ “พ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าหญิงคัสซันดร้ากะพริบตาปริบ ถามต่อเสียงแผ่วหวิวราวกับกระซิบ “สวยมากไหม”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านอย่าเอาแต่ตอบว่าพ่ะย่ะค่ะๆ สิ แบบนั้นหญิงก็ไม่รู้เรื่องอะไรที่แน่ชัดกว่าเดิมสักที”เจ้าหญิงพูดอย่างขัดเคืองใจ “หญิงจะเปลี่ยนคำถาม แล้วท่านต้องตอบให้ชัดเจน ห้ามโกหกด้วย”

เทเลอัสค้อมศรีษะ รอฟังคำถาม

“ในสายตาท่าน นักโทษหญิงคนนั้น...สวยมากไหม”

ชายหนุ่มผู้ถูกถามทำเพียงแค่ค้อมศรีษะลงเล็กน้อยแทนคำตอบ โดยมีสายตาล้อเลียนของซาลาคลอสคอยลอบชำเลืองส่งมาให้อยู่ตลอดเวลา

“มากขนาดไหน”เจ้าหญิงถามต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

เทเลอัสหยุดคิดหาคำตอบอยู่ครู่สั้นๆ ก่อนเอ่ยบอก “หากเทียบกับหญิงทั้งหมดที่กระหม่อมเคยพบมา”สีหน้าและน้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่สื่ออารมณ์ใดๆทั้งสิ้น “นางคือคนที่สวยที่สุด”

“หา!!”

นางข้าหลวงที่นั่งเงียบมาตลอดเผลอหลุดอุทานอย่างลืมตัว เมื่อได้ยินคำตอบนั้น นางจึงรีบก้มศรีษะ ปากเอ่ยขออภัยเป็นการใหญ่ ในขณะที่เจ้าหญิงคัสซันดร้านั้นได้แต่ยืนนิ่ง รู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ

เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเงียบของอีกฝ่าย เทเลอัสจึงเอ่ยถามขึ้น

“ที่องค์หญิงสนพระทัยในตัวนักโทษหญิงคนนั้น มีเพียงเรื่องความสวยงามมากน้อยเพียงไหนเท่านั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ใช่! ไม่ใช่อย่างนั้น”เจ้าหญิงรีบปฎิเสธ “หญิงแค่เริ่มถามจากเรื่องที่นางถูกพูดถึงมากที่สุด”ทันทีที่พูดจบ เจ้าหญิงก็รู้ได้ทันทีว่าตนทำพลาดไปเสียแล้ว เพราะใบหน้าที่เคยสุขุมไม่สื่อารมณ์ใดๆ ของเสนาบดีกลาโหม แปรเปลี่ยนเป็นขึงตึงในทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

“กระหม่อมสงสัยมาตลอดว่าเพราะเหตุใดราชครูแห่งกอรินธ์ถึงได้ส่งสายลับที่แสนจะอ่อนแอเช่นนั้นมาทำงานใหญ่ เพิ่งจะกระจ่างก็วันนี้เอง”เสนาบดีกลาโหมพูดเสียงขุ่น หันไปส่งนัยน์ตาดุให้ซาลาคลอสที่ยืนกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น “เจ้าก็เห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้ด้วยสิ”

ซาลาคลอสยักไหล่ พร้อมส่งรอยยิ้มกว้าง “ข้าจะคิดเป็นอื่นได้อย่างไร ในเมื่อท่านเสนาฯกลาโหมเองยังยอมรับ ว่านางคือหญิงสาวที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา”

เทเลอัสขบฟันแน่น รู้สึกถึงลมหายใจของตนที่ร้อนผ่าวราวกับเปลวไฟ เขาหันไปมองเจ้าหญิงคัสซันดร้าที่ยืนกระสับกระส่ายสีหน้าปั้นยาก แล้วเอ่ยเสียงแข็งอย่างรวดเร็ว

“ไม่ว่าจะอย่างไรนักโทษผู้นั้นก็ถือว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อแคว้นเซเพรัส กระหม่อมจึงอยากให้เจ้าหญิงใส่พระทัยกับเรื่องนี้ให้มาก ที่สำคัญอย่าได้ทรงแม้แต่จะคิดไปพบเจอนาง”

เจ้าหญิงคัสซันดร้าสะดุ้ง เมื่อได้ยินคำกล่าวอย่างรู้เท่าทันนั้นของเทเลอัส ซึ่งขณะนี้เขากำลังจ้องมองมาด้วยสายตาที่คมกริบแน่นิ่งจนน่าหวาดเกรง

“คือ...หญิง -- ท่านเทเลอัส”เจ้าหญิงอึกอัก ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างกระวนกระวาย “หญิงขอโทษ”

เทเลอัสค่อยๆ ถอนหายใจยาว หากแต่ใบหน้ายังคงขึงตึงขณะที่ก้มศรีษะทำความเคารพ ก่อนจะหมุนตัวหันกลับเดินจากไป ทิ้งให้เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ใจหายวาบ ใบหน้าหม่นราวกับจะร้องไห้

“อย่าทรงตำหนิพระองค์เองเลย เทเลอัสไม่ได้โกรธเจ้าหญิงหรอกกระหม่อม”

เจ้าหญิงคัสซันดร้ามองใบหน้ายิ้มระรื่นของหัวหน้าราชองครักษ์ที่เอ่ยปลอบ หากแต่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกใจชื้นเลยสักนิด

“นั่นน่ะเหรอท่าทางของคนไม่โกรธ หญิงไม่เชื่อหรอก”

“พะย่ะค่ะ นั่นคือท่าทางของคนโกรธ แต่เมื่อครู่กระหม่อมทูลว่าเทเลอัสไม่ได้โกรธเจ้าหญิง”ซาลาคลอสรีบขยายความต่อเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของเจ้าหญิงคัสซันดร้า “แต่เขากำลังโกรธตัวเองอยู่ต่างหาก”

นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววงุนงงอย่างไม่อาจเข้าใจในคำอธิบายนั้น

“อย่าได้ทรงตำหนิพระองค์เองหรือว้าวุ่นพระทัยไปเลย เพราะเจ้าหญิงไม่ใช่ต้นเหตุ แต่…”

“แต่อะไรหรือ”เจ้าหญิงรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้ายุ่งยากใจของอีกฝ่าย

“ตัวต้นเหตุที่แท้จริงแล้วไม่ได้ก่อเรื่องอะไรเลย แต่ดูท่าทางจะต้องลำบากน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ” จู่ๆนัยน์ตาของซาลาคลอสลุกวาวขึ้น ก่อนอุทานอย่างตื่นตระหนก “ไม่ได้การแล้ว!”

เจ้าหญิงคัสซันดร้าที่ยังไม่ได้รับคำตอบอันชัดเจนได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของหัวหน้าราชองครักษ์ที่รีบร้อนเดินจากไป พร้อมกับเหตุผลที่ว่าต้องไปจัดการภารกิจเร่งด่วน


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

“เทเลอัส! เทเลอัส หยุดก่อน – ข้าบอกว่าให้หยุดก่อน!”
ซาลาคลอสที่ไล่ตามจนทันคว้าไหล่เทเลอัสที่ยังคงเดินนำลิ่วๆ เขาออกแรงกระชากให้ร่างสูงหันกลับมาเผชิญหน้า ก่อนจะรีบเอ่ยต่ออย่างรัวเร็ว

“ข้ารู้นะว่าเจ้าจะทำอะไร แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความผิดของนาง”

นัยน์ตาของเสนาบดีกลาโหมฉายแววกรุ่นพร้อมทั้งตั้งแง่คัดค้านเต็มที่ ทำเอาคนเอ่ยห้ามออกอาการเบื่อหน่ายสุดชีวิต

“หากวิธีนี้คือแผนการแบบใหม่ของราชครูแคว้นกอรินธ์ดั่งที่เจ้าเคยตั้งข้อสังเกตไว้นะเทเลอัส เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ในการปั่นหัวเจ้าให้โมโหจนขาดเหตุผล”ซาลาคลอสพยายามหว่านล้อมเพื่อให้อีกฝ่ายสงบลง “ในขณะที่อีกหลายคนในวังหลวงกำลังล่ำลือถึงความงามของอาเดรียน่า แต่เจ้ากลับทำตรงกันข้ามโดยพยายามยัดเหยียดความผิดให้นาง --”

“ข้าเปล่า!”

“ก็ถ้าไม่รีบเข้ามาห้ามเจ้าคงได้ทำไปแล้ว! คราวนี้ล่ะใครต่อใครคงได้หันมาสังเกตท่าทีของเจ้าเสียเอง”ซาลาคลอสพูด “แล้วสุดท้ายเจ้าอาจจะต้องเสียสิทธิ์ในการควบคุมตัวนักโทษ”

เทเลอัสส่ายหน้าคัดค้าน “ไม่มีวัน”

“อย่าได้แน่ใจไปนัก อย่าลืมว่าตอนนี้สองในสี่ที่ปรึกษาองค์กษัตริย์ไม่ได้เข้าข้างเจ้า ในขณะที่อีกสองคนยังทำตัวเป็นกลาง -- เพื่อนข้า เจ้ากำลังเสียเปรียบค่อนข้างมากเลยทีเดียว”

เทเลอัสถอนหายใจ พลางเอนแผ่นหลังผิงกับต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าคมนั้นปรากฏริ้วรอยของความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

“ข้าไม่อยากพลาดอีก”ชายหนุ่มเอ่ย สีหน้าและแววตากลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง “เมื่ออดีตแก้ไขไม่ได้ก็ต้องทุ่มเทกับปัจจุบัน ดังนั้นไม่ว่าอุปสรรค์ใดก็ตามข้าจะไม่ยอมปล่อยให้มาทำลายเจตนารมณ์ของข้าอย่างเด็ดขาด”

ซาลาคลอสปรายตามอง มุมปากกระตุกรอยยิ้ม “คิดจะชนเลยรึ -- แต่ถ้าให้พูดกันตามจริงท่าทางของเจ้าแบบนี้มันก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของข้าหรอก เพียงแต่ --”

เทเลอัสถอนหายใจ ส่ายหน้าไปมาอย่างบ่งชัดว่าเบื่อหน่าย

“ข้ารู้ว่าเจ้ารำคาญคนมากข้อแม้อย่างข้า แต่ที่พล่ามมาเสียยืดยาวเนี่ยก็เพื่อคิดหาทางออกให้หรอกนะ”ซาลาคลอสเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “และข้าแม้ของข้าก็ง่ายนิดเดียว ซึ่งถ้าเจ้าทำได้อุปสรรค์มากมายนั้นจะหายไปจนหมด เบาแรงขึ้นเยอะ”

คนที่ถูกยื่นข้อเสนอเงยหน้าขึ้นมองอย่างสนใจผู้เสนอทางออกจึงยิ้มกริ่ม แล้วเอ่ยเฉลยแผนการอย่างแสนภาคภูมิ

“เลิกความเชื่อที่ว่าอาเดรียน่าคือผู้กระทำผิด จงเชื่อว่านางเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย”

เท่านั้นเอง คิ้วเข้มของเสนาบดีกลาโหมถึงกับขมวดมุ่น นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววคัดค้านและไม่ยอมปฏิบัติตามอย่างรุนแรง”

“หากยังดึงดันทำตามวิธีของตัวเองเจ้าจะลำบากและเหนื่อยเป็นร้อยเท่า”ซาลาคลอสพยายามเกลี้ยกล่อม “แต่ถ้าใช้วิธีของข้า ไม่ใช่แค่หนทางจะสดใสไร้ซึ่งอุปสรรค์ เจ้ายังมีเวลาเหลือไปสืบเรื่องอื่นๆ อีกนะ”

“ขอปฏิเสธ”

คราวนี้เป็นหัวหน้าราชองครักษ์บ้างที่ต้องขมวดคิ้วมุ่น ขณะมองตามร่างสูงใหญ่ที่เอ่ยปฏิเสธแผนการของตน ซึ่งกำลังเดินห่าวงออกไป

“แล้วนั่นจะไปไหน”เขาร้องถามตามหลัง

“ทำงาน”

คำตอบแสนสั้นที่ทำเอาคนฟังได้แต่หัวเราะเบาๆ อย่างนึกปลงกับนิสัยดื้อรั้นนั้น



~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



ด้านหญิงสาวที่ทำให้เสนาบดีกลาโหมโมโหกรุ่นกำลังนั่งทำหน้าสลด ถอนหายใจหลายรอบ จนมิลันโธที่เดินเข้าเดินออกห้องนอนของหญิงสาวต้องเอ่ยถามอย่างนึกห่วง

“มีเรื่องไม่สบายใจเหรอเจ้าค่ะ”

อาเดรียน่าหันกลับมาจากริมหน้าต่างที่ตนนั่งทอดอาลัย พยักหน้ารับกับคนถาม “ข้าทำตามคำแนะนำของฟาลซีสที่ให้ไปถามกับพวกทหารเรื่องเพื่อนสนิทของข้า แต่ก็ไม่มีใครตอบได้เลยสักคน ข้าจนปัญญาแล้วมิลันโธ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี”

สาวใช้เดินเข้าไปใกล้แล้วพูดปลอบ “อย่าเพิ่งท้อไปสิ คนทั้งคนจะหายไปโดยไม่มีใครรู้เห็นน่ะเป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ค่อยๆหา ค่อยๆ คิดวิธี เดี๋ยวก็ได้เรื่องเอง”

“ข้ารู้ แต่ตอนนี้ข้าคิดอะไรไม่ออกเลย”

“แล้วตอนที่ไปถามกับพวกทหาร ท่านทำอย่างไรบ้าง”

“บอกชื่อกับรูปร่างลักษณะของเพื่อนข้า”อาเดรียน่าตอบ “แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเลย”

มิลันโธพยายามคิดหาทางออก “แล้ว...ไปถามจากทหารพวกไหนบ้างเจ้าค่ะ”

“ส่วนใหญ่เป็นพวกลูกหมู่ปลายแถว ไม่ใช่คนสำคัญใหญ่โตอะไร -- ก็ข้าไปคุยกับพวกหัวหน้าหมู่นี่นา”อาเดรียน่ารีบเอ่ยต่ออย่างรวดเร็วเมื่อเห็นมิลันโธร้องอุทานอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “พวกนั้นน่ะลูกน้องเสนาฯกลาโหมทั้งนั้น จ้องแต่จะตั้งป้อมจับผิดข้า มีรึจะยอมช่วย”

“แต่คนพวกนั้นอยู่ในวังหลวงมานาน บางคนอยู่มาตั้งแต่เป็นหนุ่มจนแก่หงำเหงือก คนพวกนี้กว้างขวางรู้จักคนมาก ถ้าไปถามหาข้ารับรองว่าต้องได้เบาะแสกลับมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่นี่ท่านกลับไปถามกับพวกทหารลูกหมู่ที่เพิ่งเข้ารับการฝึกทหารใหม่ บางคนเพิ่งจะผ่านการคัดเลือกมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง”มิลันโธบ่นยาว มองหญิงสาวที่นั่งหน้างอ ไม่ยอมรับฟังเหตุผล

“คิดเหรอว่าคนพวกนั้นจะช่วยข้า”อาเดรียน่าพูดเสียงกระเง้ากระงอด

“ท่านลองแล้วรึยังล่ะเจ้าค่ะ ถ้ายังไม่ได้ลองก็อย่างเพิ่งด่วนสรุปเอาเอง”มิลันโธบอกอย่างใจเย็น “รู้ตัวไหมเจ้าค่ะว่าท่านน่ะเป็นคนดื้อ”

คนถูกว่าดื้อหน้างอง้ำ บ่นเสียงอู้อี้ “หลายวันก่อนเสนาบดีลาร์โก้บอกว่าข้าดื้อ”

“เห็นไหมล่ะเจ้าค่ะ”มิลันโธได้ทีจึงยิ้มกริ่ม “ถ้าท่านลงความดื้อลงสักนิดแล้วหันมาทำตัวอ่อนหวานว่านอนสอนง่าย รับรองว่าไปขอความช่วยเหลือจากใครก็มีแต่คนยอมช่วย”

หญิงสาวที่เริ่มได้กลิ่นแผนการของมิลันโธเอ่ยถาม “จะให้ข้าไปอ้อนใครล่ะ”

“ไม่ใช่อ้อนเจ้าค่ะ แค้อยากให้ท่านงัดมารยาหญิงออกมาใช้นิดหน่อย -- อย่าทำหน้าแบบนั้นสิเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้บอกว่าให้ท่านไปทำเรื่องเสื่อมเสียเลยนะ”

หญิงสาวทำเสียงฮึดฮัดส่ายหน้าปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังแผนการ “แต่เจ้าเพิ่งบอกให้ข้าใช้มารยานะ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงดีๆ ควรทำ”

“ตายแล้ว ทำไมพูดแบบนั้นล่ะเจ้าค่ะ”มิลันโธอุทาน ดวงตาเบิกกว้าง “มารยาหญิงที่ข้าแนะนำให้ไม่ใช่เล่นหูเล่นตายั่วยวนทอดสะพานให้บุรุษเพศ แต่ข้าหมายถึงการปฏิบัติตัวให้น่ารักน่าเอ็นดู พูดจาอ่อนหวาน อาจจะดูเสแสร้งไม่จริงใจแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือท่านไม่อาจได้ข่าวของเพื่อนแล้ว”

“อยากสิ! เพียงแต่ว่า...ข้าไม่อยากปั้นหน้าหลอกใคร”อาเดรียน่าบอก ท่าทางยุงยากลำบากใจ

“แต่มันจำเป็น อีกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยนะเจ้าค่ะ”พอเห็นอีกฝ่ายนั่งเงียบใช้ความคิดเพียงชั่วครู่ก่อนพยักหน้ารับ มิลันโธจึงเล่าแผนการต่อ “ลำพังแค่ถามหาคนๆ หนึ่งด้วยการบอกรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าจะให้ได้ผลดีต้องมีภาพเหมือนที่เป็นภาพวาด เห็นปุ๊บก็จำได้ ถึงจำไม่ได้ทันทีก็ต้องคลับคล้ายคลับคลาบ้างล่ะ”

“แต่ข้าวาดรูปไม่เป็น”

มิลันโธส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ให้ท่านวาดเองแต่ท่านต้องไปขอความช่วยเหลือจากทหารหน่วยสืบข่าว พวกนี้จะมีทหารที่คอยร่างภาพเหมือนของคนร้าย ฝีมือดีพอๆ กับพวกช่างศิลป์หลวง”

“แต่ข้าไม่รู้จักทหารที่เจ้าว่าเลยนะ”อาเดรียน่าแย้ง นึกไม่ออกจริงๆว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้

“งานนี้เข้าทางลูกน้องไม่ได้เข้าค่ะ พวกเขาไม่มีสิทธิ์วาดภาพให้ใครโดยพละการ ต้องได้รับคำสั่งจากหัวหน้าก่อน สรุปง่ายๆ เลยก็คืองานนี้ท่านต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนใหญ่คนโตสักหน่อย”

อาเดรียน่ามองสาวใช้ที่กำลังนั่งยิ้มกริ่ม ดวงตาเป็นประกายวิบวับ เริ่มรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่สู้ดี “เจ้า...หมายถึงใคร” หญิงสาวถาม ภาวนาในใจว่าอย่าให้คำตอบเป็นดั่งที่คิดอยู่ตอนนี้เลย

“ท่านเสนาบดีกลาโหม”

“ไม่มีทาง!!”หญิงสาวโผล่สวนออกไปทันทีแล้วผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง ใบหน้าหวานงอง้ำอย่างไม่พอใจ “ต่อให้ต้องตายข้าก็ไม่มีวันไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากผู้ชายใจยักษ์ใจมารแบบนั้น”

“แต่ท่านจำเป็นต้องใช้ทหารในหน่วยสืบข่าวของท่านเสนาฯ กลาโหมให้วาดภาพเหมือนให้นะเจ้าค่ะ”

“ช่างศิลป์หลวงไง”อาเดรียน่าว่า ใบหน้าเชิดสูงขึ้นเล็กน้อย “ข้าไปขอให้พวกนั้นช่วยก็ได้”

มิลันโธระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ช่างศิลป์หลวงน่ะส่วนใหญ่นิสัยคุ้มดีคุ้มร้ายเดาอารมณ์ยาก ที่สำคัญพวกเขาขลุกอยู่แต่ในพระราชฐานส่วนใน ขึ้นตรงต่อเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงโดยตรง ท่านจะเข้าถึงคนเหล่านั้นได้ง่ายๆ รึเจ้าค่ะ”

อาเดรียน่ากัดริมฝีปากอย่างกลัดกลุ้ม พยายามคิดหาทางออก ไม่อยากเกี่ยวข้องกับเสนาบดีกลาโหม แต่ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหนก็ยังมืดแปดด้านจนปัญญาที่จะหลีกหนี

ท่านลองชั่งใจดูให้ดีว่าระหว่างทิฐิของตัวเองกับการตามหาเพื่อน เรื่องไหนสำคัญมากกว่ากัน”มิลันโธพยายามเกลี้ยกล่อม อยากช่วยให้หญิงสาวได้สมหวัง แต่ด้วยความดื้อรั้นทิฐิสูงจึงต้องหว่านล้อมให้ยอมโอนอ่อนตาม หาไม่แล้วอีกนานแสนนานอาเดรียน่าก็รั้งแต่จะย่ำอยู่ที่เดิม

ส่วนหญิงสาวที่ถูกเกลี้ยกล่อมแม้ดิ้นรนหาทางเลือกอื่น แต่สุดท้ายก็อับจนหนทาง หากจะต้องเลือกระหว่างการรักษาหน้าของตัวเองไม่ยอมอ่อนข้อให้กับบุรุษที่นึกรังเกียจจับใจ กับยอมไปพูดดีๆ กับเขาเพื่อหาข่าวของเพื่อนสนิทที่จนป่านนี้ไม่อาจรู้ชะตากรรมว่าเป็นรึตาย

ที่ยอมเสี่ยงออกมาจากบ้านก็เพื่อตามหาซีย์น่าไม่ใช่เหรอ

“แล้วคนดีของเจ้าล่ะ เขาเองก็ชังน้ำหน้าข้าพอๆ กับที่ข้าเกลียดเขาเหมือนกัน มีรึจะยอมช่วย”ถึงจะยอมโอนอ่อนให้แต่ก็ยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทางฝ่ายเสนาบดีกลาโหมจะยอมให้ความช่วยเหลือ ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป มีหวังได้อับอายไปทั่ววังหลวง

“ข้าบอกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าค่ะ มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียน งัดออกมาใช้สักสองสามอย่าง ทำตัวน่ารักอ่อนหวาน ยอมอ่อนสักนิดหน่อย มิลันโธคนนี้กล้าเอาหัวตัวเองเป็นเดิมพันว่าต้องสำเร็จแน่ อีกอย่างท่านเสนาฯ กลาโหมไม่ใช่คนใจดำ เขาไม่เอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาตัดสินใครหรอกเจ้าค่ะ”

“ยกเว้นข้า”อาเดรียน่าทะลุกลางปล้อง ยังทำใจญาติดีกับเสนาบดีกลาโหมไม่ได้ “เขาตั้งแง่กับข้าสารพัด”

“ถ้ารู้แบบนี้แล้วก็ยิ่งดีเจ้าค่ะ”มิลันโธบอก ไม่สนใจท่าทางตื่นตกใจของหญิงสาว “รู้ว่าเขาไม่ชอบเราก็ต้องยิ่งพยายามผูกมิตรกับทางนั้นให้ได้ แต่ตัวท่านเองต้องลดทิฐิด้วย เข้าใจไหมเจ้าค่ะ”

พอถูกแรงยุบวกกระแสเสียงดุๆ มากเข้า ใบหน้าหวานก็สลด ทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ ยอมพยักรับคำเพราะหากมัวแต่แรงใส่ ชาตินี้คงไม่มีทางรู้ข่าวของซีร์น่าสักที



*************************************



กาแฟเย็นIcedcoffee
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 16 เม.ย. 2557, 13:25:40 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 16 เม.ย. 2557, 13:25:40 น.

จำนวนการเข้าชม : 908





<< บทที่ 4    บทที่ 6 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account