Adriana
สมบัติล้ำค่าที่สองแคว้นต่างแย่งชิงได้สูญหายไป แต่ทว่าเสี้ยวหนึ่งแห่งพลังอำนาจนั้น กลับแฝงเร้นอยู่ในตัวหญิงสาว ผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นสายลับของศัตรู // โรแมนติกแฟนตาซี
Tags: โรแมนติกแฟนตาซี,แฟนตาซี,กรีกโบราณ,รัก,การเมือง

ตอน: บทที่ 7

สามวันต่อมาเทเลอัสได้ไปร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำกับองค์กษัตริย์และพระราชินีดั่งที่เขาได้พูดไว้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือนหลังเกิดเหตุการณ์ช่วงชิงผลึกเทพธิดา ท่ามกลางสายตาของเหล่าข้าราชสำนักเมื่อเห็นเทเลอัสก้าวเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างบารอนมิลานิออนผู้เป็นบิดาของเขา กษัตริย์และเจ้าชายรัชทายาทมีรับสั่งทักทายและสนทนาเกี่ยวกับเรื่องงานของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปรับสั่งกับบรรดาเสนาบดีและบารอนคนอื่นๆ ตามธรรมเนียมปฏิบัติเช่นทุกครั้ง

“เกิดเบื่อรสชาติธรรมดาในโรงอาหารของพวกทหารหรืออย่างไร วันนี้ถึงได้มานั่งร่วมโต๊ะเสวย”บารอนมิลานิออนทักทายบุตรชายที่กำลังหั่นชิ้นเนื้อแกะในจานอาหารของตน


“บารอนมูมานัส”


“เออ...”บารอนมิลานิออนพยักหน้ารับช้าๆ ถึงแม้บุตรชายจะเอ่ยกลับมาสั้นแสนสั้น หากแต่ผู้เป็นบิดาก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างแจ่มชัด “ยังไม่ทันได้พูดคุยทำความรู้จักก็จะตัดไมตรีแล้วรึ ใจร้ายไปหน่อยหรือเปล่า”


“ตอนนี้ข้าก็ขึ้นชื่อเรื่องใจร้ายอยู่แล้ว จะเพิ่มระดับไปอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป”เทเลอัสบอกกลับเสียงเรียบเช่นเคย


“งานก็เยอะจนไม่ค่อยมีเวลาว่าง ไม่สนใจใคร แล้วยังทำตัวใจร้ายอีก เช่นนี้แล้วการปฏิเสธบุตรสาวบารอนมูมานัสก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะต่อไปบารอนคนอื่นก็ต้องเสนอบุตรสาวของตนให้เจ้าอีก”ผู้เป็นบิดาปรายตามองบุตรชายที่ยังคงนั่งนิ่งไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน “หรือเกิดเปลี่ยนใจคิดอยากจะรับไมตรีของเจ้าหญิงคัสซันดร้า”มุมปากของท่านบารอนกระตุกรอยยิ้มเมื่อเห็นเทเลอัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ รวบมีดและช้อนซ้อมแล้วเอื้อมมือไปหยิบแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนเกือบหมด


“เอ่ยเหย้าข้าได้ แต่อย่าเผลอพูดให้ใครได้ยินเชียว ข้ายังไม่อยากมีชื่อเสียงโด่งดังในทางนี้”


บารอนมิลานิออนชูแก้วเหล้าของตนพร้อมด้วยรอยยิ้ม พลางมองเทเลอัสที่กลับไปนั่งปั้นหน้านิ่งเหมือนเดิมราวกับรูปสลักจากหิน



เมื่อหมดช่วงเวลาของการรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน โต๊ะเก้าอี้ทั้งหลายก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไปสำหรับการเต้นรำ ซึ่งกษัตริย์และพระราชินีทรงเป็นคู่เปิดฟลอร์เต้นรำดั่งเช่นทุกครั้ง ไม่นานนักคู่อื่นๆก็เริ่มตามมาสมทบ ซึ่งในเวลานั้นเองเทเลอัสที่มีความคล่องแคล่วว่องไวสูงจนน่าตกใจ ได้หลบเลี่ยงบรรดาหญิงสาวทั้งหลายที่ต้องการเต้นรำกับเขา ก่อนเข้าประชิดตัวบารอนมูมานัสที่กำลังส่งยิ้มกว้างอย่างกระตือรือร้นมาให้


“ท่านเสนาฯ นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นท่านร่วมโต๊ะเสวยมื้อค่ำ แหมดีจริง วันนี้บุตรสาวข้ามาด้วย มา...เดี๋ยวจะแนะนำให้รู้จักกัน”


“อย่าเพิ่งเรียกนางมาตอนนี้เลยจะดีกว่า”เทเลอัสเอ่ยห้ามก่อนที่บารอนมูมานัสจะไปหันร้องเรียกบุตรสาวของตนได้สำเร็จ “ข้ามาร่วมโต๊ะเสวยในค่ำนี้ก็เพราะต้องการคุยเรื่องนี้กับท่าน”


ตลอดระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีต่อจากนั้น สีหน้าของบารอนมูมานัสได้เปลี่ยนแปลงไปหลากหลายอารมณ์อย่างไม่น่าเชื่อ จากแรกเริ่มที่มีแต่รอยยิ้มกว้างก็ค่อยๆ กลายเป็นสีหน้าสงสัยงุนงง จนเมื่อเทเลอัสเอ่ยความประสงค์ออกไปจนหมดสิ้น ใบหน้าสุดท้ายของท่านบารอนก็มีเพียงแค่ความห่างเหินเย็นชา ซึ่งก็ไม่ได้อยู่เหนือการคาดเดาของเทเลอัสเลยสักนิด


“ท่านเสนาฯ กลาโหม”


เทเลอัสซึ่งกำลังก้าวออกจากซุ้มประตูห้องโถงใหญ่หลังหมดธุระกับบารอนมูมานัสต้องชะงักฝีเท้าลงในทันที เพื่อหันกลับไปก้มตัวทำความเคารพให้กับเจ้าชายรัชทายาทที่ทรงกำลังเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา


“ตะวันเพิ่งลับขอบฟ้าไปไม่ถึงชั่วโมงเองนะ จะกลับแล้วรึ”เจ้าชายเมสเตอร์ตรัส ดวงเนตรสีน้ำตาลแลเลยไปยังเจ้าหญิงคัสซันดร้าพระขนิษฐาของพระองค์ ที่กำลังยืนกระสับกระส่ายด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง “ได้ข่าวซุบซิบจากพวกนางข้าหลวงว่าสกุลมูมานัสอยากเกี่ยวดองกับสกุลมิลานิออน”


เทเลอัสค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาว ก่อนตอบกลับ “นั่นเป็นความประสงค์ของท่านบารอน แต่ไม่ใช่สำหรับกระหม่อม”


“ปฏิเสธไปแล้วสินะ”เจ้าชายตรัส “หมู่นี้เจ้างานยุ่งมากเสียด้วย บารอนมิลานิออนคงต้องรอไปอีกนานกว่าจะได้อุ้มหลานจากลูกชายคนโต ระวังนะ...จะมีลูกไม่ทันข้า”


เทเลอัสยิ้มให้กับเจ้าชายรัชทายาทที่พระชันษาอ่อนกว่าเขาสามปี แต่ทรงมีทั้งโอรสและพระธิดาแล้วถึงสองพระองค์ “กระหม่อมมิบังอาจ”


เจ้าชายทรงสรวลเบาๆ “ท่านพ่อรับสั่งอยู่เสมอว่าท่านเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของแคว้นเรา ดังนั้นก็อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมพักผ่อน และอย่าลืมคิดถึงเรื่องตัวเองบ้าง -- ดูเหมือนมีรอพส์จะมีเรื่องคุยกับเจ้านะ”


เทเลอัสมองตามสายพระเนตรของเจ้าชายที่แลเลยไปด้านหลังตน จริงดั่งที่รับสั่ง มีรอพส์กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าท่าทางบ่งชัดว่าหากวิ่งพรวดพราดเข้ามาได้โดยที่ไม่โดนอาญาหรือทำให้ใครตื่นตกใจ เจ้าตัวคงทำไปนานแล้ว


“มีอะไร”


เทเลอัสถามหลังลูกน้องก้มตัวทำความเคารพเจ้าชาย เมื่อมองจากระยะใกล้เขาจึงได้เห็นว่าเนื้อตัวของมีรอพส์นั่นชุ่มไปด้วยเหงื่อ สีหน้าและแววตาบอกเป็นนัยน์ว่าเรื่องที่เขากำลังจะได้ยินคงไม่ใช่เรื่องเล็กซะแล้ว


“คือว่า...”


เจ้าชายเมสเตอร์ซึ่งยังคงประทับอยู่ด้วยสังเกตทีท่าของเสนาบดีกลาโหมขณะฟังรายงาน ด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบของลูกน้องคนสนิท และเพียงแค่ไม่กี่วินาทีต่อมาใบหน้าที่นิ่งเฉยของเขาก็ขึงตึง นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองลูกน้องอย่างรวดเร็ว


“ข้าแจ้งให้ท่านหัวหน้าราชองครักษ์ทราบแล้ว”มีรอพส์บอก พลางชี้นำให้เทเลอัสมองไปยังบรรดาราชองครักษ์ที่ตรึงกำลังไว้รอบห้องโถงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


“เจ้าชาย--”


“รีบไปเถอะท่านเสนาฯ อย่ามัวกังวลเรื่องพิธีรีตองกับข้าอยู่เลย”เจ้าชายเมสเตอร์รับสั่ง


เทเลอัสก้มตัวทำความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงรีบรุดออกไปพร้อมมีรอพส์ในทันที


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


โอโดวาคาร์ที่กำลังเดินวนกลับไปมาอยู่ในบ้านของตนเองมีอันต้องหยุดชะงักลง เมื่อได้ยินเสียงย่ำฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ ซึ่งก็พอจะคาดเดาได้ว่าแขกผู้กำลังมาเยือนนั้นเป็นใคร และทันทีที่ร่างสูงผ่านเข้ามาจากช่องประตู หัวหน้าคณะแพทย์หลวงก็เอ่ยออกไปอย่างรวดเร็ว


“ข้าสาบานเลยว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ แล้วนี่...ยังหากันไม่เจออีกเหรอ”เขามองหน้าหลานชายที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ และกำลังหันไปเล่นงานพวกลูกน้องแทน


“เพออน ออปส์ พวกเจ้าเฝ้ากันยังไงถึงปล่อยให้นางหายไปได้”


ทหารสองนายซึ่งทำหน้าที่คอยตามเฝ้าอาเดรียน่าในกะคืนนี้ต่างพากันยืนหน้าซีด หลบสายตาเสนาบดีกลาโหมที่ระดับความโกรธกรุ่นกำลังพุ่งขึ้นสูงจนน่าตื่นตกใจ


“เราเฝ้าบริเวณรอบบ้านขอรับ”เพออนตอบ พยายามรักษาระดับเสียงไม่ให้สั่น “ตอนที่นางหายไปมิลันโธเป็นคนวิ่งมาบอก”


คิ้วเข้มของเทเลอัสเลิกขึ้นเล็กน้อย “เฝ้ารอบบ้าน?”เขาเอ่ยเสียงเนิบช้า หากแต่สามารถทำให้นายทหารทั้งสองแทบเข่าอ่อน “เดินเฝ้ายายตัวร้ายนั่นรอบบ้านน่ะเหรอ -- สมควรแล้วที่จะปล่อยให้นางหายไป! จำเอาไว้ ต่อไปให้เฝ้าหน้าประตูห้องนางหนึ่งคน อีกคนให้อยู่ด้านนอกบ้าน คอยสังเกตบริเวณหน้าต่างให้ดี -- ท่านลุง”


โอโดวาคาร์สะดุ้งโหยงเมื่อถูกหลานชายซึ่งกำลังหัวเสียเอ่ยเรียก “อะไรรึ”


“มิลันโธอยู่ที่ไหน”


“ขะ ข้าอยู่นี่...เจ้าค่ะ”


เทเลอัสหันไปมองสาวใช้ที่ยืนชิดติดริมผนังห้อง เนื้อตัวสั่นเทา ก้มหน้างุด


“บอกมาตามตรง อย่าได้โกหกข้า – เจ้ามีส่วนรู้เห็นกับการหายไปของนายเจ้าหรือเปล่า”


มิลันโธส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรัวเร็ว ใบหน้านั้นขาวซีดราวกับกำลังจะเป็นลม “ข้าไม่รู้จริงๆ แค่ออกไปเก็บถาดน้ำชาแปบเดียว กลับเข้ามาในห้องอีกทีก็ไม่เห็นนางแล้วเจ้าค่ะ”


โอโดวาคาร์ค่อยๆ สูดสมหายใจเข้าอย่างเงียบเชียบที่สุด ขณะจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเทเลอัสที่นิ่งจนน่ากลัว ซึ่งเขารู้ดีว่าใบหน้าแบบนั้นคือการพยายามข่มอารมณ์โกรธกรุ่นของตนให้สงบลงอย่างยิ่งยวด ท่านเสนาบดีกลาโหมถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง และโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว จู่ๆ ชายหนุ่มก็เดินตรงไปยังห้องนอนของอาเดรียน่า เมื่อไปถึงเตียง เขาคว้าหมอนใบใหญ่ ดึงปลอกหมอนสีขาวสะอาดออกก่อนจะผิวปากเบาๆ ท่ามกลางความงุนงงของผู้ที่ได้แต่ยืนมอง


“ฮา....”


โอโดวาคาร์อุทานอย่างตื่นตกใจพร้อมกับผงะถอยหลัง เมื่อจู่ๆ ม้าตัวใหญ่สีดำสนิทก็ปรากฏตัวอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน มันค่อยๆ ย่ำฝีเท้าเข้ามาใกล้เทเลอัสที่ยืนคอยและกำลังยื่นปลอกหมอนออกไป ศีรษะของเจ้าม้าก้มต่ำลง จมูกส่งเสียงฟุดฟิดขณะดมปลอกหมอน


“นั่นใช่...”


“ใช่! นั่นแซนธัส ม้าวิเศษของท่านหัวหน้า ข้าเคยเห็นมาครั้งหนึ่ง”


ออปร์เอ่ยเสียงแผ่ว จ้องมองอย่างชื่นชมบูชา ถึงแม้เขาจะยังไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง แต่จากเสียงเลื่องลือในหมู่ทหาร แซนธัสคือม้าวิเศษที่สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าแห่งสงคราม มันสามารถวิ่งได้ไกลเป็นร้อยไมล์ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเสนาบดีกลาโหมจึงสามารถเดินทางไปยังชายแดนอันห่างไกลได้บ่อยครั้ง โดยใช้เวลาเพียงแค่ค่อนวัน และว่ากันว่าม้าแซนธัสนั้นพูดได้


“นางอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า”เทเลอัสถามม้าคู่ใจของเขาที่ส่งเสียงต่ำผ่านลำคอกลับมา “ขอบใจมาก”


ทันทีที่ม้าแซนธัสหายลับไปจากสายตา เทเลอัสโยนปลอกหมอนลงบนเตียงแล้วเดินออกไปจากห้องของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว


“นั่นเจ้าจะไปไหน”โอโดวาคาร์ร้องเรียก กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังเทเลอัสไปจนถึงประตูหน้าบ้าน


ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลงแล้วเอ่ยทิ้งท้ายเสียงเย็น “ข้าก็จะออกไปตามหาคนดีของท่านลุงยังไงล่ะ”


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


เสียงสลักเปิดนาฬิกาพกดังแผ่วอยู่ในความมืด เมื่อเห็นเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป อาเดรียน่าก็ถอนหายใจยาว ชะเง้อคอมองเพื่อสอดส่ายสายตาไปยังหน้าต่างห้องทำงานของเสนาบดีกลาโหม ซึ่งยังคงว่างเปล่าไร้ผู้คน หญิงสาวถอนหายใจอีกรอบอย่างหงุดหงิด นับตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกดินจนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงผ่านไปกว่าสองชั่วโมง สองชั่วโมงที่นางหายออกมาจากบ้านของโอโดวาคาร์โดยที่ไม่มีใครรู้เห็น


“พวกผู้รากมากดีในวังหลวงเขากินข้าวเป็นชั่วโมงๆ แบบนี้เลยรึ ให้ตายสิ”


อาเดรียน่าบ่น ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ตัวยาว ล้มเลิกความตั้งใจที่จะอยู่รอเสนาบดีกลาโหม เนื่องด้วยรู้ดีว่าหากยังยืดเวลาออกไปอีกคงไม่ส่งผลดีกับอนาคตของตัวเองแน่ และที่สำคัญที่นี่คืออาณาบริเวณของบรรดาทหารในสังกัดของเทเลอัส ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางไม่ควรออกมาเดินเตร็ดเตร่เป็นอย่างยิ่ง


‘เขตพระราชฐานด้านใน วิหารเทพเจ้าซึ่งเคยเป็นสถานที่เก็บรักษาผลึกเทพธิดา อาณาบริเวณของทหารราชองครักษ์กับทหารในสังกัดของเทเลอัส สถานที่เหล่านี้หากไม่ได้รับอนุญาตก่อน เจ้าไม่มีสิทธิ์เฉียดเข้าใกล้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะหากฝ่าฝืนทำเช่นนั้นเจ้าจะถูกมองว่าแอบลักลอบเข้าไปสืบความลับของแคว้นเซเพรัส ดังที่เทเลอัสเชื่อว่าเจ้าเป็นสายให้แคว้นกอรินธ์’


คำพูดของเสนาบดีลาร์โก้ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของอาเดรียน่า นางไม่สมควรฝ่าฝืนกฎข้อห้าม


ก็หมอนั่นเล่นเงียบหายไม่ยอมส่งข่าว จะมีใครรู้บ้างว่าอกข้ามันจะระเบิดอยู่แล้ว

อาเดรียน่าคิดในใจ คิ้วเรียวโค้งขมวดมุ่นด้วยความกลัดกลุ้มกังวลเรื่องที่นางขอให้เขาช่วยเมื่อหลายวันก่อน ขณะเดินเลาะอยู่ในแนวหมู่ต้นไม้ใหญ่ เพื่ออาศัยอำพรางสายตาผู้คน การฝ่าฝืนข้อห้ามของนางดำเนินผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งใกล้พ้นอาณาเขตในความรับผิดชอบของเทเลอัส จู่ๆ ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนได้ปรากฏออกมาจากหลังต้นโอ๊คขนาดอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดมองตรงมายังอาเดรียน่าที่ได้แต่หยุดยืนแน่นิ่งไม่ไหวติงด้วยความตื่นตกใจ เมื่อตั้งสติได้จึงก้าวถอยหนี หากแต่ร่างกายสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์นั้นได้ก้าวตามมาอย่างไม่ลดละและค่อยๆ เร็วขึ้น จนเมื่อแน่แก่ใจแล้วว่าตนกำลังตกอยู่ในอันตราย หญิงสาวจึงออกวิ่งในทันที ซึ่งการกระทำนั้นไม่อาจช่วยนางให้ปลอดภัยมากขึ้นได้เลย


“อย่าได้เสียแรงเปล่าเลย เจ้าหนีไม่พ้นหรอก”


เจ้าของเสียงใหญ่ทุ้มต่ำอันไม่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาดักหน้า ปิดทางหนีของหญิงสาวที่บัดนี้จนปัญญาจะคิดหาทางหนีเอาตัวรอด นางก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ธรรมดา เรียนรู้แค่งานบ้านกับวิชาแพทย์ จะมีทางไปสู้รบปรบมือกับคนอันตรายพวกนี้ได้อย่างไรกัน


“เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร”อาเดรียน่าพยายามพูดถ่วงเวลา หากโชคดีอาจจะมีใครสักคนโผล่มาช่วยบ้าง


ชายร่างสูงหัวเราะแผ่ว “ตัวเจ้าอย่างไรล่ะ ไม่รู้เลยรึว่าหลายต่อหลายคนเขากำลังวางแผนชิงตัวเจ้ากันให้วุ่น”


“เรื่องบ้าบออะไรกัน จะแย่งตัวข้าไปทำไม”


“อย่าใช้แผนสิบคำถามกับข้าเลย ไม่ได้ผลหรอก”เขาเอ่ยดักคออย่างรู้ทัน “ไปกับข้า!”


อาเดรียน่าส่งเสียงหวีดร้องลั่น เมื่อถูกมือใหญ่ชุดกระชากจนร่างบางเซถลา หญิงสาวพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่สุดท้ายก็ถูกอุ้มตัวขึ้นพาดบ่าจนแทบขยับตัวไม่ได้


“ปล่อย! ข้าบอกให้ปล่อย -- ใครก็ได้ช่วยด้วย!”


อาเดรียน่าตะโกนลั่นสุดเสียง มั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องมีคนได้ยิน และก็เป็นไปตามคาด บรรดาทหารที่อยู่โดยรอบต่างวิ่งมาตามเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ตีวงล้อมรอบตัวชายฉกรรจ์ที่จับหญิงสาวไว้ แต่ดูท่าผู้บุกรุกจะไม่ได้ใส่ใจกับสถานการณ์สิบรุมหนึ่งเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยืนสงบ ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเงามืดคอยระแวดระวังอย่างรอบคอบ


การบุกโจมตีเริ่มขึ้น อาเดรียน่าได้แต่เบิกตาโตมองร่างทหารของเซเพรัสที่หมดสติล้มลงไปกองกับพื้น เพียงเพราะถูกมือเปล่าของผู้บุกรุกเล่นงาน จนกระทั่งร่างนายทหารคนสุดท้ายที่กำลังโงนเงนใกล้ล้มพับ เงาทาบดำทะมึนขนาดใหญ่ก็กระโจนโผเข้ามาใส่อย่างรวดเร็ว แรงกระแทกนั้นส่งผลให้ร่างของอาเดรียน่าและชายผู้บุกรุกล้มคว่ำไปคนละทิศคนละทาง เมื่อพลิกตัวกลับมามอง หญิงสาวจึงได้เห็นม้าสีดำตัวใหญ่ ซึ่งกำลังใช้เท้าคู่หน้าไล่ย่ำใส่ร่างของศัตรูที่ได้แต่กลิ้งหลบอยู่บนพื้นหญ้า ครั้นเมื่อตั้งหลักได้ก็ถูกมีรอพส์พุ่งเข้าใส่ เสียงดาบเข้าปะทะกันจึงดังลั่น


“รีบหนีไปจากที่นี่ก่อน”


อาเดรียน่ายันตัวลุกขึ้นจากพื้น ไม่ต้องรอให้มีรอพส์ร้องบอกซ้ำสอง แต่ยังไม่ทันจะเริ่มขยับเท้า ร่างของมีรอพส์ก็ลอยผ่านหน้าไปนางไปกระแทกเข้ากับต้นโอ๊กเข้าอย่างจัง แล้วร่างของนางก็ถูกฉุดกระชากอีกครั้งด้วยแรงมหาศาล หญิงสาวพยายามขัดขืนสุดฤทธิ์ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ม้าตัวใหญ่สีดำกระโจนเข้ามาอีกครั้ง


“โอ๊ย!”


ฝ่ามือใหญ่กระแทกเข้าอย่างแรงกลางหลังจนหญิงสาวไอสำลัก ความรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วร่างทั้งร่าง


ทั้งมีรอพส์และม้าแซนธัสต่างกรูเข้าใส่ผู้บุกรุกที่เริ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเมื่อเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่อาจหนีรอดไปจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงนี้ได้หากยังคงดึงดันด้วยแผนเดิม ชายปริศนาจึงล่าถอยและหลบหนีไปในท้ายที่สุด


“อาเดรียน่า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”มีรอพย์รีบเข้ามาดูอาการของหญิงสาวที่นั่งหายใจหอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่


หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ความเจ็บปวดเมื่อครู่ไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงมากไปกว่าเดิม “ข้าไม่เป็นอะไร ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยเหลือ”


“ถ้าไม่มีแซนธัสคอยช่วยอีกแรงก็คงแย่เหมือนกัน”


อาเดรียน่ามองตามสายตาของมีรอพส์ไปยังม้าสีดำตัวใหญ่ ทำให้นางรู้ว่ามันมีชื่อว่าแซนธัส หญิงสาวส่งรอยยิ้มบางให้อย่างนึกซาบซึ้งใจ แล้วในขณะนั้นเอง เรื่องแปลกประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อม้าแซนธัสจ้องมองมาที่นางด้วยดวงตาที่ราวกับจะค้นหาอะไรบางอย่าง และในระหว่างที่ความแปลกใจเป็นล้นพ้นกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ม้าแซนธัสก็ค่อยๆ ออกวิ่งและหายไปกับความมืดหน้าตาเฉย


“นั่นมันอะไรกัน”อาเดรียน่าเอ่ยถามอย่างคาดคั้นกับมีรอพส์ที่กำลังหัวเราะเบาๆ


“อย่าไปสนใจเลย มันเป็นเรื่องปกติของแซนธัส”มีรอพส์ตอบ พลางลุกขึ้นไปสำรวจพวกลูกน้องที่เริ่มฟื้นคืนสติกลับมาบ้างแล้ว “ไม่มีใครเข้าใจการกระทำของมันหรอก ยกเว้นท่านหัวหน้า”


“ท่านหัวหน้า?”หญิงสาวเอ่ยทวนเสียงสูงอย่างงงันสงสัย


“ใช่ ท่านหัวหน้า ท่านเลเทอัสไง แซนธัสเป็นม้าของท่านเทเลอัส”


สิ้นคำตอบนั้น อาเดรียน่าร้องเฮอะเบาๆ อย่างประชดประชัน อดไม่ได้ที่จะนึกค่อนขอดในใจ


แม้กระทั่งม้าก็นิสัยเหมือนเจ้าของ!


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

แล้วเรื่องน่าประหลาดใจเรื่องที่สองก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่ออาเดรียน่าคาดการณ์เอาไว้ว่าทันทีที่ตนกลับมาถึงบ้านของโอโดวาคาร์ คงจะถูกเทเลอัสใช้สายตาเพชฌฆาตพร้อมด้วยคำพูดเหน็บแนมต่างๆ นานาพ่นเข้าใส่ และลงท้ายด้วยการสอบสวนอย่างละเอียดยิบว่านางหายตัวไปไหนมา หญิงสาวกล้าเดิมพันกับทุกๆ อย่างว่าเรื่องทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือ เทเลอัสไม่ได้อยู่ที่บ้านลุงของเขา แต่กลับออกไปทันทีที่รู้ข่าวว่านางปลอดภัยและไม่ได้หนีหายไปไหน


“อาเดรียน่า”เสนาบดีลาร์โก้เอ่ยเรียกหญิงสาวที่สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเขา “เป็นอะไร ทำไมจู่ๆ เงียบไปล่ะ หรือว่ายังตกใจอยู่”


“เปล่า ข้าแค่...รู้สึกเหนื่อย คงต้องขอตัวไปนอนก่อน”อาเดรียน่าตัดบทสนทนาและเดินหายเข้าไปยังห้องนอนเพียงลำพัง โดยมีสายตางุนงงสงสัยของเสนาบดีลาร์โก้มองตามหลังไป


“ข้าว่านางดูผิดปกติไปนะ พวกท่านคิดแบบข้าหรือเปล่า”เขาหันไปส่งคำถามคาดคั้นเอากับราชครู โอโดวาคาร์และมีรอพส์ ที่ยังคงอยู่ในห้องโถงกลางบ้าน


“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่าน แต่อย่าได้ถามต่อเลยว่านางเป็นอะไร เพราะข้าเองก็หาคำตอบนั้นไม่ได้เหมือนกัน”โอโดวาคาร์ตอบ


“แต่ข้ารู้ แล้วคิดว่าเจ้าก็น่าจะรู้”ราชครูพูด มองไปยังมีรอพส์ที่กำลังมีสีหน้าลังเล


“ข้าไม่แน่ใจว่านางเป็นอะไร แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าทำไมท่านหัวหน้าถึงกลับไปทันทีที่ทราบข่าวจากข้า”มีรอพส์ตอบ


เสนาบดีลาร์โก้มองผู้รู้ทั้งสองสลับไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอ่ยคำถามอีกครั้ง “ดูเหมือนท่านจะรู้เหตุผลที่แท้จริงมากที่สุดนะท่านราชครู ดังนั้นช่วยอธิบายให้คนไม่รู้เรื่องอะไรเลยได้ทราบสักหน่อยเถอะ”


“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก”ราชครูเกริ่น เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้บุนวมแล้วพูดต่อ “ข้าคิดว่าอาเดรียน่าคงเตรียมใจไว้แล้วที่จะต้องถูกเทเลอัสพ่นประโยคประชดประชันใส่ชุดใหญ่ แต่พอกลับมาถึงเทเลอัส กลับไม่อยู่ นางก็เลยรู้สึกแปลกใจ สับสน และเป็นกังวลนิดหน่อยว่าต่อไปเทเลอัสคงไม่ปล่อยให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอีก”


“ใช่ ข้าเองก็คิดว่าเทเลอัสต้องทำแบบนั้น แต่ทำไมเขาถึงไม่อยู่รอล่ะ”โอโดวาคาร์เอ่ยอย่างมึนงงในการกระทำของหลานชาย “ปกติเขาต้องทำแบบนั้นสิ


“แล้วถ้าเทเลอัสทำตามปกติอย่างเคย พวกท่านคิดว่าผลที่ออกมาจะรุนแรงแค่ไหล่ะ”


โอโดวาคาร์ถลึงตาใส่ราชครู “เขาต้องเอาเรื่องและดึงดันที่จะสอบสวนอาเดรียน่าจนถึงที่สุด ซึ่งข้าบอกได้เต็มปากเลยว่าต่อให้องค์กษัตริย์เสด็จมาห้ามปรามด้วยพระองค์เอง เขาก็ไม่มีทางยอม”


“เปรียบดั่งการปะทุของภูเขาลูกใหญ่ ข้าว่าอารมณ์ของเทเลอัสคงจะประมาณนั้น”เสนาบดีลาร์โก้เสริม


ราชครูยิ้ม “เทเลอัสรู้ตัวดี เขาถึงต้องไปอย่างไรล่ะ ข้าพูดถูกใช่ไหมมีรอพส์”


“ขอรับ”มีรอพส์รับคำ “ข้ารับรองเลยว่าท่านหัวหน้าอาจจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดังนั้นการกลับไปโดยที่ไม้ต้องเห็นหน้าอาเดรียน่าจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด”


“อีกสาเหตุก็คือเทเลอัสต้องรีบไปรายงานเรื่องนี้กับองค์กษัตริย์และเจ้าชายรัชทายาททรงทราบด้วย”ราชครูเสริม “และในเมื่อเทเลอัสไม่อยู่ ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้วล่ะมีรอพส์ เล่ามาให้ละเอียดสิว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”


“ขอรับ”


ดังนั้นมีรอพส์จึงเริ่มบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดจากเหตุการณ์ที่เขาเป็นพยานรู้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ให้กับราชครูไบอัสที่นั่งนิ่งฟังอย่างใจเย็น


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


ในช่วงดึกหลังเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์และเจ้าชายรัชทายาท เทเลอัสกลับมายังห้องพักของตนซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงาน เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นส่วนใหญ่ นานๆ ครั้งสักเดือนหรือสองเดือนจึงจะกลับบ้านของบิดาและมารดา ซึ่งความจริงก็อยู่ไม่ห่างจากบ้านพักของโอโดวาคาร์สักเท่าไร


“ไงล่ะผู้บริสุทธิ์ของเจ้า ไงล่ะ”เทเลอัสเอ่ยเสียงรอดไรฟัน ขณะนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างมองเพดานด้วยนัยน์ตาขึงดุ ราวกับเพดานเพิ่งพ่นคำหยาบคายใส่เขา


“เรื่องนี้อาจมีลับลมคมในมากกว่าที่เราทุกคนรับรู้ก็เป็นได้”ซาลาคลอสซึ่งนั่งชันเข่าอยู่บนขอบหน้าต่างพูดช้าๆ หลังจากที่คิดทบทวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดตามที่มีรอพส์เล่ามา เขายังไม่ปักใจเชื่อว่าอาเดรียน่าคือต้นเหตุขอความวุ่นวายในครั้งนี้ “ลองคิดดูให้ดีสิ นางไม่ใช่แค่ผู้ถูกกระทำ แต่นางเป็นเหยื่อ”


เทเลอัสถอนหายใจก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “เมื่อสามวันก่อนสายลับของข้าส่งข่าวมาว่าราชครูบาซิลติดต่อกับจอมเวทย์รับจ้าง จากรูปพรรณสัณฐานของแหล่งข่าว เหมือนกับผู้ชายที่ลักลอบเข้ามาในวังหลวงคืนนี้”


“แล้วไง”


เทเลอัสหันไปมองสหาย ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ หลังตรง “เขาเข้ามาตามคำสั่งนั้น แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอไง”


“ก็นั่นไง นั่นล่ะคือเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ข้าพยายามจะบอกกับเจ้า เทเลอัส”ซาลาคลอสถลึงตาโต “ตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ข้าต้องชี้ช่องให้เจ้าเหมือนครั้งนี้ เจ้ามองเห็นเองได้ตลอด เจ้ามีเหตุผล ใจเย็นรอบคอบ แต่ตอนนี้มันไม่มีเหลืออยู่เลย -- เพื่อนข้า...เจ้ารู้ตัวบ้างไหมเนี่ย!”


เทเลอัสขมวดคิ้วให้กับคำพูดเหล่านั้น ซึ่งเขาไม่อาจปฏิเสธได้ และสาเหตุทั้งหมดอาจเกิดขึ้นเพราะอารมณ์เลือดขึ้นหน้า เขาโมโหผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงที่ใครต่อใครก็พากันเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถูกปรักปรำ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ! -- เทเลอัสเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ -- สุดท้ายนางออกออกลายจนได้


“เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า...”เทเลอัสเอ่ยหลังจากที่เพิ่งฉุกคิดถึงเหตุผลบางข้อขึ้นมาได้ “ราชครูนั่นส่งจอมเวทคนนั้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร...กันแน่”


ซาลาคลสดีดนิ้ว ส่งเสียงร้องออกมมาอย่างเริงร่า “ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเป็นเทเลอัส เสนาบดีกลาโหมคนเดิมจนได้ -- เอาล่ะ ไหนลองบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าหมอนั่นที่เจ้าพอคิดได้ออกมาสิ”


“เขาต้องการพาตัวผู้หญิงคนนั้นกลับไป”เทเลอัสบอกอย่างรวดเร็ว


“ข้าคิดว่าเจ้าตกคำว่า ‘ลัก’ ไปนะ ลักพาตัวน่ะ”


“หรือนางอาจนัดส่งข้อมูลภายในแคว้นเราให้ฝ่ายกอรินธ์”


“คนส่งข่าวที่ไหนวิ่งหนีคนรับข่าวเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น”


เทเลอัสถอนหายใจเสียงดัง นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววระอาไปยังซาลาคลอส ที่ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิด “จะฟังเหตุผลไปทำไม ในเมื่อเจ้าคัดค้านไปเสียทุกเรื่อง”


“ข้าแค่ให้เหตุผลเพื่อให้เจ้ามองเห็นข้อเท็จจริงในมุมมองที่กว้างขึ้น ลืมไปแล้วเหรอว่าทั้งมีรอพส์และแซนธัสบอกไว้ว่าอย่างไร ชายผู้นั้นพยายามจะชิงตัวอาเดรียน่าไปโดยที่นางไม่ได้เต็มใจสักนิด นางร้องเรียกให้คนช่วยก่อนที่จะมีใครเข้ามาเห็นด้วยซ้ำ หากเหตุผลที่เจ้ายกมาเป็นเรื่องจริง นางจะร้องแรกแหกกระเชิงให้คนทั้งวังหลวงรู้ตัวทำไมกัน”


“เพื่อให้ดูสมจริง --อย่าลืมกว่าก่อนหน้านั้นนางหายไปเกือบสองชั่วโมง ซึ่งนานมากพอที่จะทำอะไรต่ออะไรได้มาก”เทเลอัสเอ่ยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นซาลาคลอสอ้าปากเตรียมค้านอีกรอบ “แล้วเจ้าใช้เหตุผลอะไรตัดสินว่านางบริสุทธิ์ในเรื่องนี้”


เป็นครั้งแรกที่ซาลาคลอสถอนหายใจเสียงหนัก ก่อนอธิบายเสียงเครียดอย่างที่นานๆ ครั้งเขาถึงจะเป็นเช่นนี้


“อย่าลืมด้วยล่ะว่านางถูกพบใกล้ๆ กับห้องนี้ ห้องทำงานของเจ้า อาณาบริเวณในความรับผิดชอบของเจ้า แล้วก็อย่าลืมว่าเมื่อสามวันก่อนเจ้ารับปากเรื่องอะไรกับนางเอาไว้...หรือว่าลืมไปแล้ว ฮึ”


“นางอาจ --”


“หยุด! ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดอะไร”ซาลาคลอสชี้หน้าอีกฝ่าย “ข้าเพิ่งบอกไม่ใช่เหรอว่าอยากให้เจ้ามองในมุมที่กว้างขึ้น มองในหลายๆ เหตุผล แต่นี่มันไม่ใช่ เจ้าเอาแต่ปักหลักเชื่อเพียงอย่างเดียว เชื่อฝังหัวว่าอาเดรียน่าผิด -- ทำไมล่ะ เทเลอัส บอกข้าสิ”


“ข้าไม่รู้”


เทเลอัสเอ่ยเสียงแผ่ว ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ใบหน้าซุกอยู่ใต้ฝ่ามือทั้งสองข้าง ความรู้สึกเหนื่อยล้าหวาดระแวงและกดดันบดบังสติปัญญาไปจากเขาจนหมดสิ้น


ต้องไม่พลาดอีกเป็นครั้งที่สอง


เทเลอัสเฝ้าพร่ำบอกกับตัวเองนับตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อนที่เขาจับอาเดรียน่าได้ เขาจะไม่ยอมเชื่อใจนางจนกว่าจะพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่านางไร้พิษสงจริงๆ


“อะไรทำให้เจ้าเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ”เทเลอัสเอ่ยถามน้ำเสียงเขาฟังดูอ่อนล้า ใบหน้ายังคงถูกซ่อนอยู่ใต้ฝ่ามือ “เชื่อได้ยังไงว่าจะไม่ถูกหลอก”


“ประสบการณ์”ซาลาคลอสยิ้มให้กับเทเลอัสที่ตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างนั้น กำลังมองลอดผ่านนิ้วมือที่กางออก “จริงใจหรือเสแสร้ง ทั้งเจ้าและข้าพบเจอกับผู้คนเล่านั้นมามากมายนับไม่ถ้วน ข้าเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นและนำมาวิเคราะห์หาต้นเหตุที่แท้จริง แต่เจ้ากลับซึมซับประสบการณ์พวกนั้นและเพิ่มเติมความกลัวและหวาดระแวงเข้าไป ผลมันถึงออกมาเป็นแบบนี้ -- อย่าตัดสินคนๆ หนึ่ง จากการกระทำ แต่จงดูจากเหตุผลที่เขาทำ”


เทเลอัสหัวเราะเบาๆ อย่างสมเพชแกมประชดตัวเอง เพราะหากเอาคำพูดของซาลาคลอสและสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองเขาอยู่ในระยะหลังมาวิเคราะห์ตาม ตอนนี้เขาคงกลายเป็นคนประเภทขวางโลก ไร้เหตุผล และขี้แรงแวงอย่างที่สุด


“ขอเพียงแค่ให้ผ่านไปด้วยดี... ทุกอย่างที่ข้าทำไปก็เพราะเหตุผลนี้ ขอแค่นี้เท่านั้นเอง”


“เจ้าทั้งเหนื่อยทั้งล้า เทเลอัส หาเวลาพักบ้างสมองจะได้โปร่ง”ซาลาคลอสพูดอย่างนึกเห็นใจเพื่อน “ไม่ต้องกังวลเรื่องอาเดรียน่า ข้ากับมีรอพส์จะช่วยดูให้ รับรองว่าไม่ปล่อยให้คลาดสายตาแน่ๆ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเลย”


เทเลอัสถอนหายใจ ค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ ขณะคิดตามในสิ่งที่ได้รับฟัง คงถึงเวลาที่ตนต้องพักบ้าง เพราะตอนนี้ทั้งร่างกายและสมองของเขาดูเหมือนจะอ่อนล้าเต็มทน หากยังฝืนดึงดันต่อไปก็รังแต่จะส่งผลเสียมากกว่า


“ขอบใจมากซาลาคลอส เอาเป็นว่าสองสามวันต่อจากนี้ไปข้าจะพยายามทำตัวให้ว่างงานก็แล้วกัน”


ซาลาคลอสหัวเราะเบาๆ “กลับบ้านไปเลยก็ได้ ข้าว่าแม่เจ้าคงดีใจที่ได้เห็นหน้าลูกชาย หลังจากที่เขาไม่ได้กลับบ้านมากกว่าสองเดือน”


เทเลอัสยิ้ม พยักหน้ารับแต่โดยดี


“ถ้าอย่างนั้นเห็นทีข้าคงต้องกลับก่อน เจ้าเองก็จะได้พักผ่อน อีกอย่างข้าว่าจะแวะไปดูอาเดรียน่า เห็นว่าได้รับบาดเจ็บมานิดหน่อย”


“ไม่ต้องไปดูดำดูดีนักก็ได้ ป่านนี้ท่านลุงข้าคงประคบประหงมจนนางหายเป็นปกติแล้ว”เทเลอัสยังไม่วายพูดเหน็บหญิงสาวจนซาลาคลอสได้แต่ส่ายหน้าอย่างนึกขัน


“เอาน่า... ไปดูสักนิดนึง ยังไงก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ โดนมือผู้ชายตัวโตซัดเข้ากลางหลังจังๆ ขนาดนั้นคงไม่หายดีง่ายหนักหรอก ขนาดมีรอพส์โดนเข้าไปยังตัวปลิวเลย”


แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายอยู่ดี ก็แค่ถูกทุบทีเดียวกลางหลัง -- เทเลอัสคิดขณะมองซาลาคลอสซึ่งกำลังเกี่ยวฝักดาบเข้ากับเข็มขัด -- หากนักเวทย์นั่นเข้ามาลักพาตัวอาเดรียน่าไปจริงดั่งที่ใครๆ พูดกัน ต่อไปคงต้องเพิ่มทหารเวรยามให้มากขึ้น


“นักเวทย์...”


“หืม”ซาลาคลอสที่กำลังจะเอ่ยปากลาเพื่อน หันมองเทเลอัสที่จู่ๆ ก็หน้านิ่วคิ้วขมวด ท่าทางเหมือนพยายามหาคำตอบอะไรบางอย่างอยู่ “เมื่อครูเจ้าพูดว่าอะไรนะ”


“เจ้าว่านักเวทย์นั่นทำร้ายผู้หญิงคนนั้นโดยการซัดฝ่ามือไปที่หลังของนางใช่ไหม”เทเลอัสถามกลับ มองซาลาคลอสที่พยักหน้าตอบกลับอย่างมึนงง และโดยไม่รั้งรอหรืออธิบายให้ชัดเจน เทเลอัสก็ลุกพรวดพราดขึ้นจากเตียง คว้าดาบ แล้วออกไปจากห้องทันที


*********************************



กาแฟเย็นIcedcoffee
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 21 เม.ย. 2557, 21:16:37 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 เม.ย. 2557, 21:16:37 น.

จำนวนการเข้าชม : 970





<< บทที่ 6   บทที่ 8 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account