เพลิงสวาทในรอยทราย
ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่สมควร ทั้งรู้ดีว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาภายหลัง แต่ความงามตรงหน้าก็ยากที่จะละสายตาให้ออกห่างจากเอวบางที่ยักย้ายส่ายพลิ้วไปพร้อมกับจังหวะกลอง
เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่เขาเคยค่อนแคะ กำลังกลายร่างเป็นนางระบำทรงเสน่ห์ที่ทำให้ใจของชายหนุ่มปั่นป่วน จนกลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก
คุณธรรมและความถูกต้องกำลังดึงมูซาให้ออกห่างจากความเย้ายวนตรงหน้า ทว่า...
"ฮาน่า ไม่ว่าเจ้าจะรู้หรือไม่ก็ตามว่าเจ้ากำลังทำให้หัวใจของข้าแทบจะหยุดเต้น เจ้าจะไม่มีทางรอดพ้นอ้อมกอดของข้าในคืนนี้ไปได้"
เล่มนี้เป็นเรื่องราวของชายผู้หายสาบสูญในเรื่องเหลี่ยมรักบัลลังก์ทรายค่ะ ใครยังจำอดีตองค์รัชทายาทมูซาได้มั่งคะ ^^ พบกันหลังปิดต้นฉบับ หวานรักในลมหนาวนะคะ Coming Soon
เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่เขาเคยค่อนแคะ กำลังกลายร่างเป็นนางระบำทรงเสน่ห์ที่ทำให้ใจของชายหนุ่มปั่นป่วน จนกลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก
คุณธรรมและความถูกต้องกำลังดึงมูซาให้ออกห่างจากความเย้ายวนตรงหน้า ทว่า...
"ฮาน่า ไม่ว่าเจ้าจะรู้หรือไม่ก็ตามว่าเจ้ากำลังทำให้หัวใจของข้าแทบจะหยุดเต้น เจ้าจะไม่มีทางรอดพ้นอ้อมกอดของข้าในคืนนี้ไปได้"
เล่มนี้เป็นเรื่องราวของชายผู้หายสาบสูญในเรื่องเหลี่ยมรักบัลลังก์ทรายค่ะ ใครยังจำอดีตองค์รัชทายาทมูซาได้มั่งคะ ^^ พบกันหลังปิดต้นฉบับ หวานรักในลมหนาวนะคะ Coming Soon
Tags: ทะเลทราย,มูซา
ตอน: บทที่ 7 ผลประโยชน์ต่างตอบแทน 100%
บทที่ 7 ผลประโยชน์ต่างตอบแทน
หลังจากวันนั้นฮาน่าก็ไม่ได้เห็นหน้ามูซาอีกเลย ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างค้างๆ คาๆ ในคืนนั่นหรอกนะที่ทำให้เขาหายหน้าไป
แต่เอ๊ะ เดี๋ยวนะ อะไรที่ว่าค้างๆ คาๆ ฮาน่านึกโมโหตัวเองที่นึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งที่หลังจากที่เขาพูดเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับเธอ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เธอนึกกลัวนอกจากหายไปทั้งคืนแล้วกลับมาอีกทีตอนเกือบรุ่งสาง นับแต่วันนั้นนี่ก็เข้าวันที่ 7 แล้วที่เธอไม่เจอหน้าสามีของตัวเองที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อช่วงสายของวันหลังจากก้าวข้ามคืนแต่งงานท่านตาของเธอก็มาเรียกให้เขาเก็บข้าวของอย่างเร่งด่วนเพื่อไปช่วยเก็บตัวยาในเขตชายแดนของอาซาลาที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แหล่งหนึ่งท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ
“มายืนหน้ามุ่ยอะไรตรงนี้ นี่ไม่ใช่เวลาที่เจ้าต้องไปบดยารออัลนีดากลับมาหรอกหรือฮาน่า” ฟารีดาเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนรักทำหน้าบึ้งตึงสลับกับถอนหายใจเป็นว่าเล่น “หงุดหงิดอะไรกัน เอหรือหงุดหงิดที่ไม่ได้เจอหน้าสามี”
เรื่องของมูซาที่ออกจากเผ่าไปพร้อมกัยอัลนีดาตั้งแต่หลังคืนแต่งงานเป็นที่ทราบกันไปทั่วทั้งเผ่า วันแรกๆ เธอไม่เข้าใจถึงสายตาของบรรดาสาวแก่แม่ม่ายและสาวรุ่นที่มองตามเธอทุกอย่างก้าวเมื่อพวกเขาทราบข่าวว่าเธอถูกเจ้าบ่าวทิ้งเอาไว้ที่กระโจมก่อนจะหายไปเก็บยาเสียหลายวัน พอฮาน่านำมาเล่าให้ฟารีดาฟังจึงได้เข้าใจว่าในสายตาของผู้หญิงในเผ่าตอนนี้ฮาน่าได้กลายเป็นเจ้าสาวผู้น่าสงสารไปแล้ว ทั้งที่เพิ่งแต่งงานแท้ๆ แต่สามีดันไม่อยู่เสียหลายวัน ฉะนั้นจึงไม่แปลกหากฟารีดาจะหยิบเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนเธอ
“ข้าเปล่าเสียหน่อย แค่คิดถึงท่านตาเท่านั้น หนนี้ไปนานกว่าทุกครั้งข้าเลยเป็นห่วง” สีหน้าฟารีดาดูไม่เชื่อในคำตอบของเพื่อนนัก
“ฟารีดาเจ้าทำหน้าเหมือนไม่เชื่อคำพูดของข้านะ” คนเอ่ยท้วงปากยื่นขณะที่คนถูกทักทำเป็นตกอกตกใจเกินจริง
“อะไรกันสีหน้าข้าแสดงออกชัดเจนถึงขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ทำไมเดี๋ยวนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าร้ายกาจอย่างนี้นะ” ฮาน่าค้อนใส่เพื่อนก่อนจะรวบรวมเอาถุงยาทั้งหมดออกมาคลี่เพื่อแยกชนิดยาออกมาบด
“เจ้าคิดไปเองทั้งนั้น ข้าก็แค่แสดงออกตามที่คิดเท่านั้น ไม่ใช่คนปากแข็งอย่างเจ้าเสียหน่อย คิดถึงสามีก็ไม่เห็นต้องอายเลยเรื่องปกตินะฮ่านา” น้ำเสียงจริงจังของฟารีดาที่แค่ได้ยินก็คงคิดว่าอีกฝ่ายให้คำแนะนำจริงจัง แต่หากเห็นสีหน้าของนางในตอนนี้รู้ได้ทันทีว่านางแค่ยั่วโมโหเพื่อนเท่านั้น
“ฟารีดา! ข้าไม่ได้คิดถึงเขาเสียหน่อย อีกอย่างเขาไม่ใช่สามีข้านะ ถึงแม้เราจะแต่งงานกันแล้วก็เถอะ มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างหาก” ปลายประโยคเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“ดูสิ เจ้าพูดเหมือนเสียดายนะที่เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องของผลประโยชน์”
ฮาน่าเงยหน้าขึ้นฟ้ากรอกตาไปมาอย่างระอาที่เพื่อนรักของเธอพยายามจับผิดความรู้สึกเธอเอาให้ได้
“ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว เจ้ามานี่มีธุระอะไรคงไม่ใช่แค่แวะมาเยี่ยมข้าเฉยๆ หรอกใช่ไหม”
พอถูกถามถึงธุระฟารีดาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอมีเรื่องมาวานให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ
“เมื่อคืนแม่หมอฝันเห็นลางบอกเหตุ ท่านทำนายฝันออกมาว่าจะมีคนในเผ่าของเราล้มป่วยเป็นคนสำคัญของเผ่า แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ท่านได้นำเรื่องนี้บอกแก่สมาชิกชั้นสูงของเผ่าแล้วทุกคนได้รับเครื่องรางแล้ว จะเหลือก็แต่เพื่อนรักของเจ้าที่และท่านหมออัลนีดาที่ยังไม่มีเครื่องราง”
“เพื่อนรักของข้า? เจ้าหมายถึงเตมีเหรอ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ายิ่งเพิ่มความงุนงงให้ฮาน่า ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ “เจ้าสองคนทะเลาะอะไรกันอีกแล้วเนี่ย เจ้าจะให้ข้าเอาเครื่องรางนี้ไปให้เตมีใช่ไหม”
“เจ้ารู้ไม่ใช่หรือว่าเตมีอยู่ที่ไหน”
“เจ้าก็รู้เหมือนกันนั่นแหละฟารีดา” ฮาน่าตอบกลับทันทีเช่นกัน
“เจ้าพูดแบบนี้จะไม่ช่วยข้าใช่ไหม”
“ใช่ ข้าไม่ว่างไปตามผู้ชายอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอยอย่างเตมีหรอก นึกอยากจะไปไหนก็ไปไม่บอกไม่กล่าวใคร ข้าคร้านจะเป็นห่วงแล้ว เจ้าห่วงเจ้าก็ไปตามเองละกัน ข้าจะบดยาแล้ว” เมื่อเห็นฮาน่าทำเฉยไม่สนใจคำขอของเธอฟารีดาก็ทำได้เพียงเม้มปากขัดใจหน้ามุ่ย หลังจากเงียบใช้สมองหาทางออกอยู่สักครู่ฟารีดาจึงยิ้มได้
“เจ้าติดหนี้ข้าอยู่ครั้งหนึ่งจำได้หรือไม่”
ฮาน่าที่กำลังแยกตัวยาถึงกับชะงักเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายอย่างคาดไม่ถึงว่าฟารีดาจะมาไม้นี้
“ข้าไม่ลืมหรอกนะ แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะเอามาใช้กับเรื่องแบบนี้ นี่ข้านึกไม่ถึงจริงๆ แสดงว่าครั้งนี้ทะเลาะกันรุนแรงเลยสิ นี่บอกข้าได้ไหมระหว่างเจ้ากับเตมีเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
คนถูกตั้งคำถามเม้มปากแน่น ไม่มีวี่แววจะปริปากอธิยายแม้แต่ครึ่งคำ
“เจ้าไม่บอก งั้นข้าก็ไม่ทำ เจ้าเก็บเอาคำขอไปใช้เรื่องอื่นเถอะ” ฮาน่าแสร้งทำไม่ใส่ใจให้อีกฝ่ายอยากเล่าเอง แต่ดูเหมือนแผนนี้จะใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้
ไม่ทันที่จะใช้แผนซักไซ้ต่อเสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังใกล้เข้ามายังกระโจมพยาบาลที่สองสาวนั่งอยู่
เสียงเอะอะโวยวายตามมาพร้อมๆ กับฝุ่นทรายที่ถูกหอบควันตลบอยู่ที่หน้าทางเข้ากระโจมพยาบาล ด้านปรากฏร่างสูงของคนที่เธอแอบนึกถึงเขาบ้างในบางครั้งกำลังแบกร่างของอีกคนไว้บนหลัง ออกจะแปลกใจที่เห็น แต่สิ่งที่ทำให้ฮาน่าตกใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของผู้ที่แน่นิ่งไม่ได้สติอยู่บนหลังของชายหนุ่มนั่นล่ะ
“ท่านตา!/อัลนีดา” สองสาวประสานเสียงขึ้นเอ่ยถึงคนๆ เดียวพร้อมกัน
ร่างสูงที่หอบฮักเพราะเดินทางมาแบบไม่หยุดพักกว่า 12 ชั่วโมงรีบเดินเข้าไปในกระโจมโดยไม่รีรอให้ใครเชิญ มูซารีบวางร่างไม่ได้สติของอัลนีดาลงบนเตียงสะอาดแล้วหันกลับไปไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องที่มามุงด้วยความสนใจและคนที่มาเพราะเป็นห่วงให้ออกไปจากบริเวณกระโจมพยาบาลทั้งหมดจนเหลือเพียงแค่สองสาวที่อยู่ในกระโจมอยู่ก่อนแล้ว
นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบมองมาทางฟารีดา อีกฝ่ายทำเพียงเลิกคิ้วกลับก่อนเอ่ยปากบอกเหตุผลที่เธอไม่ออกไปอย่างคนอื่นๆ
“บางทีข้าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านกับฮาน่า” พอได้ยินคำตอบดังนั้นมูซาจึงไม่ได้มองเธออีก เขาหันซ้ายหันขวาคุ้ยหาอะไรบางอย่างก่อนจะยกมันขึ้นมาพิจารณา
“ท่านตาของข้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น” ฮาน่ารีบเข้าไปเกาะขอบเตียงกวาดสายตาไปทั่วร่างของคนไม่ได้สติเพื่อหาร่องรอยการบาดเจ็บ
“เขาถูกพิษ” คำตอบที่ได้ทำให้ดวงตาสีเทาเบิกกว้าง
“ได้ยังไงกัน” รำพึงกับตัวเองมากกว่าจะถามเพื่อเอาคำตอบ
“เจ้าไปเตรียมน้ำร้อนกับผ้าสะอาดเอาไว้ให้ขาที” ร่างสูงหันไปสั่งฟารีดา ในขณะที่ตัวเองรีบกำจัดชายกางเกงรุ่ยร่ายที่ตัดและพับขึ้นทำปฐมพยาบาลเบื้องต้นเอาไว้ก่อนหน้า มือแกร่งจัดการใช้มีดกรีดขากางเกงเป็นทางยาวไปจนถึงเอวก่อนจะดึงเอากางเกงผู้สูงวัยออกแล้วตวัดเอาผ้าห่มที่เตียงขึ้นมาปิดส่วนเหนือหัวเข่าขึ้นไป
“ส่วนเจ้า ไปเอามีดคมๆ มา 1 เล่ม เราจำเป็นต้องตัดนิ้วของเขาออกก่อนที่แผลมันจะติดเชื้อ” หลังจากฟารีดาออกไปเตรียมของตามคำสั่งของเขาแล้ว มูซาจึงหันไปสั่งหญิงสาวอีกคนที่ยังไม่ขยับไปไหน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในสายตาของหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง เขาจัดการทุกอย่างโดยไม่มีวี่แววของความลังเลทั้งในสีหน้าและน้ำเสียง เขาพูดเรื่องการตัดนิ้วออกมาง่ายๆ ราวกับสั่งเชือดไก่
“อะไรนะ! ตะ ตัดนิ้วท่านตาอย่างนั้นเหรอ” ฮาน่าหน้าซีดสายตามองไปที่บาดแผลตรงนิ้วเท้าในทันทีเธอเห็นแผลที่นิ้วก้อยที่บวมโตเท่าผลปาล์มมีสีคล้ำมีทั้งเลือดและหนองแข่งกันไหลออกมา ฮาน่าไม่ได้รังเกียจแต่กำลังกลัวและสับสนกลัวว่าท่านตาจะเป็นอะไรไปและสับสนไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อผู้ชายอารมณ์ร้ายตรงหน้าดีหรือไม่
เขารู้เรื่องการแพทย์ดีสักแค่ไหนกันเชียว
“เร็วเข้าสิ แผลนี่ผ่านมาหลายวันแล้ว เขาอดทนมาจนถึงขีดสุดแล้วหากปล่อยเอาไว้อาจไม่รอดก็ได้”
เหงื่อผุดออกมาตามไรผมของหญิงสาว ยิ่งฟังที่อีกฝ่ายพูดมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เครียดจนหัวแทบระเบิด
“เร็วเข้า” เสียงทุ้มเอ่ยเร่งอย่างฉุนเฉียว
“แล้วถึงกับต้องตัดนิ้วเลยหรือ ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไรเจ้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย”
สีหน้าละอาใจของชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในสายตาของฮาน่าอีกต่อไป มือบางรีบเข้าไปเขย่าตัวท่านตาให้ได้สติ
“ท่านตา ท่านตาได้ยินข้าไหม”
ริมฝีปากม่วงคล้ำแตกแห้งพึมพำไม่อย่างไม่เป็นภาษา อาการของท่านตาเธอตอนนี้เหมือนคนโดนพิษไข้ ไม่ว่าฮาน่าจะเรียกอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ตอบรับ
เธอจะเชื่อชายแปลกหน้าคนนี้ได้อย่างไร จู่ๆ เขาจะมาตัดนิ้วตาของเธอ แล้วหากท่านตาฟื้นขึ้นมาพบว่านิ้วตัวเองหายไปเธอจะตอบท่านว่าอย่างไร
เพราะเอาแต่สนใจจะปลุกท่านตาให้ได้สติ หญิงสาวจึงไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มเตรียมอุปกรณ์พร้อมเตรียมการผ่าตัดนิ้วที่เริ่มเน่าของร่างไม่ได้สติ
“กอดร่างเขาเอาไว้แน่นๆ อาจจะเจ็บมากหน่อยยาชาเหลือไม่มากแล้วคงออกฤทธิ์ได้ไม่นาน” มูซาสั่งก่อนจะจัดการฉีดมอร์ฟีนที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าที่ร่างของอัลนีดา
ฮาน่าตาโตมองมือหนาที่จัดการทุกอย่างด้วยความว่องไวเชี่ยวชำนาญราวกับเคยทำแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเห็นอีกฝ่ายเลือกหยิบมีดขึ้นมาดวงตาสีเทาเข้มเบิกกว้างปากอ้าค้างหลุดอุทานออกมาเสียงหลง
“ไม่ได้นะ! เจ้าจะทำอย่างนี้ไม่ได้” มือที่กอดร่างไม่ได้สติของท่านตาผวาเข้าไปแย่งมีดจากมือใหญ่แต่กลับคว้าได้เพียงลมซ้ำยังโดนมือที่ว่างอีกข้างของคนตัวสูงยึดเอาไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของเขาทำให้ใบหน้าเธอบิดเบ้ด้วยความเจ็บปวด
“เงียบ หยุดพูดแล้วมาช่วยข้า หากเจ้าไม่อยากให้ตาของเจ้าจากไปก่อนเวลาอันควร นิ้วของเขาตอนนี้มันเน่ามากแล้ว ปล่อยเอาไว้ก็รักษาไม่ได้ ดีไม่ดีจะติดเชื้อทำให้อาการแย่ลงไปอีก แล้วก่อนที่ข้าจะแบกเขากลับมาข้าได้บอกเขาแล้วว่าอาจจะจำเป็นต้องตัดนิ้วเขาทิ้ง ตาของเจ้าเขารู้ดีและไม่ได้เดือดร้อนอะไร หากเจ้าเข้าใจแล้วก็ช่วยหุบปากฟังคำสั่งข้าก็พอ” มูซาตวาดกลับอย่างเหลืออด ในวินาทีแห่งความเป็นความตายยัยบ้านี่ยังจะมาดื้อด้านคัดค้านเขาอยู่นั่น
แววตาฮาน่าอ่อนลงเมื่อได้รับคำอธิบาย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังนึกค้านอยู่ในใจแต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากออกไปก็ถูกผลักให้ลงไปนั่งกอดร่างคนเจ็บเอาไว้ดังเดิม ดวงตาวิตกกังวลมองใบหน้าซีดไร้สีเลือดของผู้เป็นตาแล้วเงยขึ้นไปมองใบหน้าเคร่งเครียดของร่างสูงที่จดจ่ออยู่กับแผลที่เท้าของท่านตาด้วยความรู้สึกอยากจะลองเชื่อมั่นในตัวชายผู้นี้ดูสักครั้ง ใบหน้าคมเงยขึ้นมาสบกับดวงตากลมโตของเธอเข้าพอดี เขาจ้องมองสักพักก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแล้วให้ในสิ่งที่ทำให้เธอมองเขาต่างไปจากเดิม
“ข้าจะต้องช่วยเหลือตาของเจ้าให้ได้ ข้าจะไม่ยอมให้เขาเป็นอะไรไปเป็นอันขาด” คำมั่นที่เขาเอ่ยกับเธอบวกกับแววตาเด็ดเดี่ยวทำให้เธอสบายใจมากขึ้นและมันทำให้เธออุ่นใจจนเผลอพยักหน้าให้และเอ่ยในสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของใจให้เขาได้รับรู้
“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นเล็กน้อยที่ใบหน้าคม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็อยู่ในช่วงเวลาแห่งความระทึกใจในการช่วยเหลือชีวิตของอัลนีดา มูซาต้องทำการผ่าตัดแข่งกับเวลาที่ยาชาจะหมดฤทธิ์เพื่อช่วยไม่ให้อีกฝ่ายทรมานจนเกินไป เหงื่อที่คอยซึมออกมาอยู่เรื่อยๆ ถูกซับโดยผ้าในมือเรียวของฟารีดาที่กลับเข้ามาในกระโจมหลังเตรียมน้ำและผ้าสะอาดเรียบร้อยแล้ว ส่วนฮาน่านั้นช่วยกดร่างคนเจ็บที่กระตุกอยู่บ่อยครั้งในขณะที่หมอผ่าตัดจำเป็นอย่างมูซาก็ต้องคอยระวังไม่ให้มีดไปโดนส่วนอื่นเวลาที่ร่างของอัลนีดากระตุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
กว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปก็กินเวลาไปกว่า 2 ชั่วโมงแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี มือเรียวจัดการพันแผลด้วยผ้าสะอาดอย่างเบามือ ก่อนจะหันไปหยิบเอายาแก้ปวดและแก้อักเสบที่เหลืออยู่เล็กน้อยบดให้ละเอียดแล้วกรอกเข้าปากของอัลนีดาแล้วให้น้ำตามลงไป
ใบหน้ามันย่องถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่เห็นอาการของท่านตาดูท่าว่าจะสงบลงชีพจรเต้นสม่ำเสมอไม่แผ่วเบาอย่างในตอนแรกที่เข้ามาถึง
“ข้าคงต้องไปแล้วนะ ไว้ค่ำๆ เสร็จจากสวดมนต์ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านอัลนีดาอีกครั้ง” ฟารีดาช่วยเก็บข้าวของเท่าที่ช่วยได้ก่อนจะขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของตน
ตอนนี้ที่กระโจมจึงเหลือเพียงสามีภรรยาและคนเจ็บไม่ได้สติอีก 1 คน พอไม่มีบุคคลภายนอกอยู่แล้วดูเหมือนว่าสถานการณ์จะชวนกระอักกระอ่วนใจสำหรับฮาน่าเป็นอย่างมาก หญิงสาวไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอะไรกับเขาหลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นลง
‘ข้าควรจะต้องขอโทษ หรือขอบคุณเขาก่อนล่ะ’
แต่ดูๆ ไปแล้วคนที่คิดมากคงจะมีแค่เธอคนเดียวเพราะอีกฝ่ายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเขาก็ไม่สนใจอะไรอีก ร่างสูงยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ ใบหน้าหล่อเหลาที่มันวาวเพราะเหงื่อไคลหันมาทางหญิงสาว คิ้วเข้มเลิกขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่จ้องเขาเหมือนมีอะไรอยากจะพูดด้วย
“ข้า เอ่อ” ฮาน่าลังเลเรียบเรียงความรู้สึกไม่ถูก
“ข้าจะกลับไปนอนที่กระโจม เจ้าอยู่ดูแลตาของเจ้าได้ใช่ไหม” ฮาน่าพยักหน้าหงึกหงักตอบเขาโดยอัตโนมัติ มูซาโคลงศีรษะไปมาก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเหมือนหงุดหงิดอะไรบางอย่าง เขามองมาที่ร่างบางอีกครั้งก่อนจะหันหลังให้แล้วทำท่าจะเดินออกจากกระโจมไป คิ้วเรียวของคนตัวเล็กขมวดขึ้นทันทีก่อนจะหน้าตื่นอย่างนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้เอ่ยทั้งขอโทษและขอบคุณเขาเลย
ในช่วงค่ำฟารีดาได้แวะเข้ามาเยี่ยมอัลนีดาตามที่ได้บอกเอาไว้ หญิงสาวอาสาอยู่เฝ้าอัลนีดาเพื่อให้ฮาน่าได้ไปพักผ่อนและทำธุระส่วนตัว เพราะเพื่อนรักไม่ได้พักเลยตั้งแต่ช่วงเช้า
“เจ้าไปเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนเถอะ ข้าจะดูท่านอัลนีดาให้เอง” ฟารีดายอบตัวลงไปพยุงร่างอ่อนล้าของฮาน่าให้ลุกขึ้นยืน
ฮาน่ารับเอาน้ำใจของเพื่อนโดยส่งสานตาแสดงความขอบคุณไปให้
“ขอบใจเจ้ามาก ข้าฝากด้วยนะ คิดว่าคงไปไม่นาน”
“เจ้าจัดการธุระส่วนตัวของเจ้าให้เต็มที่เถอะ เออนี่ข้าเอาอาหารมาด้วยเจ้ายังไม่ได้กินอะไรใช่ไหม เดี๋ยวข้าจะรอกินพร้อมเจ้าแล้วกันนะ” ฟารีดาชี้ไปทางห่ออาหารที่วางอยู่บนชั้นวาง
ดวงตากลมโตมองไปยังห่อข้าวแล้วฉายแววลังเล ในใจนึกถึงชายหนุ่มอีกคน จนป่านนี้ไม่รู้ว่าจะมีอะไรตกถึงท้องหรือยัง
“แล้วนี่สามีของเจ้าไปไหนเลียละ”
ฮาน่าค้อนใส่เพื่อนเมื่อได้ยินเพื่อนถามถึงคนที่เธอกำลังนึกถึงอยู่พอดี “เขากลับไปพักผ่อนน่ะ”
“เจ้าแบ่งอาหารไปให้เขาด้วยสิ ข้าว่าเขาคงยังไม่ทันได้กินอะไรแน่ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก ป่านนี้แล้วเขาคงหาอะไรกินแล้วล่ะ” แม้ลึกๆ จะห่วงว่าคนเขาจะกินข้าวหรือยัง แต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนรักจับความรู้สึกได้จึงทำเป็นบอกปัด
“เอาไปเผื่อเถอะ หากเขากินแล้วเจ้าก็เอากลับมากินกับข้าก็ได้ อย่างน้อยเจ้าก็ควรแสดงน้ำใจต่อเขาบ้าง เขาเป็นคนช่วยเหลือท่านตาของเจ้านะ”
ใบหน้าหวานเม้มปากทำเป็นยอมจำนนต่อเหตุผลของฟารีดา แต่ในใจยิ้มร่าที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ออกหน้าเอง หากเขาถามเธอจะได้บอกว่าฟารีดาเป็นคนบอกให้เธอเอามาให้เขา
เพื่อนรักออกไปได้ไม่นานฟารีดาก็ต้องต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมดูอาการของอัลนีดาเสียแล้ว และไม่ใช่ใครที่ไหน แขกตรงหน้าของเธอตอนนี้ก็คือสองพ่อลูกบาบาลีกับเตมีนั่นเอง
“อ้าว เจ้ามาอยู่ที่นี่เองหรือฟารีดา แล้วฮาน่าไปไหนเสียล่ะ” บาบาลีเอ่ยถามอย่างแปกลใจเมื่อเห็นฟารีดาเป็นคนอยู่เฝ้าดูอาการของอัลนีดา
“ข้ามาช่วยดูแลให้ชั่วครู่เท่านั้นเจ้าค่ะ เพื่อให้ฮาน่ามีเสลาทำธุระส่วนตัว อีกสักพักคงจะไปแล้ว” ฟารีดาเลือกที่จะสบสายตาและพูดคุยอยู่กับแค่บาบาลี ส่วนอีกคนหญิงสาวทำราวกับเขาไม่มีตัวตน ซึ่งก็ดีที่เตมีก็ยอมที่จะให้เธอทำเช่นนั้น
“แล้วนี่กินอะไรหรือยัง” บาบาลีถามขึ้นก่อนจะทันได้กันไปเห็นสำรับอาหารมากมายที่กินกัน 3 คนก็ไม่หมดวางเตรียมอยู่ไม่ไกล “กำลังจะกินรึ”
“ค่ะ ข้ารอฮาน่าอยู่” บาบาลีพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเหลือบหางตามองลูกชายที่ยืนเงียบตั้งแต่เข้ามาในนี้
“งั้นข้าไม่กวนเจ้าแล้ว ถ้าอัลนีดาฟื้นแล้วให้คนไปส่งข่าวบอกข้าด้วยนะ แล้วข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
ผู้นำเผ่าหันหลังเดินจากไปแล้ว แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขานี่สิยังยืนเป็นตอไม้ไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหน ชายหนุ่มเอาแต่งมองเธอไม่วางตา แม้จะทำเป็นไม่สนใจแค่ไหนแต่ความรู้สึกอึดอัดที่ถูกจ้องมองก็ไม่ได้ลดลงเลย
“เจ้าจะอยู่อย่างนี้อีกนานไหม” น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยขึ้นมาอย่างเหลืออดเมื่อคนร่างสูงเอาแต่ยืนจ้องมาที่เธอ
ในที่สุดเจ้าก็ทนไม่ได้ ยอมเป็นฝ่ายพูดกับข้าในที่สุด ฟารีดา ผู้หญิงปากไม่ตรงกับใจ
“ข้าคิดว่าเจ้าไม่สนใจข้าเสียอีก” ใบหน้าเข้มอมยิ้มเล็กน้อย
“ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ แต่การที่เจ้าเอาแต่จ้องข้าอยู่แบบนี้มันทำให้ข้าอึดอัด หากไม่สนใจก็คงไม่ได้!” ฟารีดาขึ้นเสียงอย่างเหลืออด
“จุ๊ๆ เบาๆ สิ เดี๋ยวท่านอัลนีดาก็ตื่นหรอก” ร่างสูงปราดเข้ามาประชิดตัวแล้วเอามือตะปบลงบนริมฝีปากบางทำหน้าดุใส่ ร่างบางหันไปมองคนที่ถูกอ้างถึงก่อนจะหันกลับมาเล่นงานเขาด้วยสายตาจนมือหนาต้องปล่อยริมฝีปากบางให้เป็นอิสระ
ทันทีที่ได้รับอิสรภาพหญิงสาวก็รีบผละออกห่างเขาทันที ท่าทีคล้ายรังเกียจของอีกฝ่ายทำเอาเตมีถึงกับนึกฉุนขึ้นมาทันที
“เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกทำท่ารังเกียจข้าเสียทีฟารีดา”
พอเห็นที่จริงจังของอีกฝ่ายบวกกับเผลอเข้าไปสบกับความผิดหวังที่ฉายชัดในแววตาทำให้คนใจแข็งรู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ
จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้โกรธอะไรเตมีมากนักหรอก เพียงแต่โกรธตัวเองที่ใส่ใจและสนใจความรู้สึกของอีกฝ่ายมากจนเกินไป ทั้งที่รู้ดีว่าความรู้สึกที่มีตอนนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากในภายภาคหน้า
ไม่มีใครหรอกที่จะรอผู้หญิงได้เป็นสิบๆ ปี ไม่มีใครหรอกที่จะรักและภักดีต่อคนรักยาวนานขนาดนั้น ชะตาคนที่เป็นแม่หมอเหมือนต้องสาป เธอเห็นมาหลายครั้งแล้วที่เหล่าแม่หมอต้องเจ็บปวดเพราะความรัก อายุงานการเป็นแม่หมอประจำเผ่าถึง 10 ปี ถูกใช้ไปในช่วงวัยสาวหลังออกจากตำแหน่งก็เข้าสู่วัยที่แก่เกินจะมีรักแล้ว กับเตมีเขาเป็นถึงลูกชายหัวหน้าเผ่า ทั้งรูปร่างหนาตาก็จัดว่าดี ความเนื้อหอมของเขามีหรือที่เธอจะไม่รู้ ความรู้สึกของเขาที่มีต่อตนเองมีหรือที่เธอจะไม่รู้
แล้วอย่างไรล่ะ ต้องให้เขามาจมปลักรอเธอถึง 10 ปีเขาจะทำได้จริงๆ น่ะเหรอ เธอไม่อยากให้ความหวังทั้งตนเองและเตมี ฉะนั้นการตีตัวออกห่างคือทางเลือกที่ดีที่สุด ทำตัวเหม็นขี้หน้าขาเข้าไว้ สั่งให้ทำตัวต่อต้านเขาเข้าไว้แล้วหัวใจเธอจะปลอดภัย
แต่ทำไมทุกครั้งที่ทำมันถึงได้เจ็บอย่างนี้ละ
“เจ้ากลับไปเถอะ” หญิงสาวไม่ตอบคำถามของเตมีแต่กลับไล่เขาให้กลับไปแทน
ความน้อยใจไหล่บ่าเข้ามากระแทกอกด้านซ้ายอย่างรุนแรง เตมีแค่นหัวเราะมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาตัดพ้อ ตำหนิและเจ็บปวด เขาก้าวออกไปอย่างเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไรอีก
อีกด้านร่างเล็กก้าวเข้ามาในกระโจมด้วยฝีเท้าที่เบาค่อยๆ ชะโงกหน้าเข้ามาดูว่ามีใครอยู่ในกระโจมบ้างหลังจากที่เธอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ในตอนแรกคิดว่าคงใช้เวลาไม่มาก แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อเธอไปถึงท่าน้ำที่กันไว้เพื่อให้หญิงสาวในเผ่าใช้อาบนั้นทำให้เสียเวลานิดหน่อยเมื่อไปถึงที่ท่าน้ำบรรดาคนที่รู้เรื่องท่านตาของเธอก็ปรี่เข้ามาถามด้วยห่วงใยกว่าจะชี้แจ้งให้ทุกคนเบาใจก็กินเวลาไปหลายสิบนาที
เมื่อเห็นว่าภายในกระโจมเงียบสนิทร่างเล็กจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะยืดตัวเต็มความสูงเดินเข้ากระโจมไปอย่างสบายใจพร้อมกับอาหารที่หยิบมาเผื่อเขา
“สงสัยออกไปข้างนอก...” ไม่ทันขาดคำสายตาเธอเหลือบไปเห็นร่างสูงนอนพาดตัวยาวอยู่บนพรหมหนังสัตว์ขนาดใหญ่บนพื้นข้างเตียงนอน เท้าเล็กชะงักในทันที สายตากวาดสำรวจไปทั่วร่างแกร่งที่หลับไม่ได้สติอยู่บนพื้นอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้นก่อนที่ร่างเล็กจะตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ร่างที่ดูท่าว่าจะหลับลึก
ร่างสูงใหญ่นอนนิ่งหายใจสม่ำเสมอในสภาพที่ไม่ต่างไปจากครั้งสุดท้ายที่เจอกันเมื่อเช้าหลังจากที่การผ่าตัดเสร็จสิ้น เสื้อผ้าตัวเดิมร่างกายมอมแมสกปรกเปรอะเปื้อนเลือดจนแห้งกรังยังคงอยู่
‘แสดงว่าเขาไม่ได้อาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายอะไรเลย งั้นคงจะเหนื่อยมากจริงๆ ละซิถึงได้หลับลึกขนาดนี้’ ฮาน่าคิดในใจส่ายหน้าให้กับสภาพชายตรงหน้า พอมานั่งลงใกล้ๆ บรรดากลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ พากันโชยเข้ามาเรียกร้องความสนใจจากจมูกเธอ หญิงสาวย่นจมูกทันทีที่ได้กลิ่น
“อึ๋ย...เจ้าหลับทั้งๆ อย่างนี้ได้ยังไงกัน เป็นคนป่ารึไง” พึมพำพร้อมกับเดินไปหยิบอ่างพร้อมกับผ้าสะอาดหายออกไปนอกกระโจมก่อนจะกลับเข้ามาภายในเวลาไม่กี่นาทีพร้อมน้ำครึ่งอ่าง
ฮ่านายอบกายลงนั่งบนส้นเท้าวางอ่างลงด้านขวา หญิงสาวรวบรวมสติพ่นลมหายใจออกมาทางปากอย่างคนที่ไม่ลังเลอะไรอีกแล้ว เธอใช้เวลาคิดมาตลอดทางจากท่าน้ำมาที่กระโจมมากพอแล้ว
มือเรียวหยิบผ้าลงไปชุบน้ำแล้วบิดพอมาดๆ เช็ดลงไปที่มือที่เปรอะสารพัดคราบอย่างเบามือไม่ต่างจากเช็ดให้กับท่านตาเมื่อเช้า ฮาน่าพยายามทำความสะอาดร่างกายของมูซาในส่วนที่พอทำได้ เรื่องเปลี่ยนเสื้อผ้าเห็นจะเป็นงานใหญ่ที่เธอจำต้องขอออกตัวว่าเกินความสามารถ
“ถือว่าเป็นคำขอบคุณจากข้าเรื่องเมื่อเช้าก็แล้วกัน” ฮาน่ารำพึงเบาๆ กับตัวเองมากกว่าจะบอกให้อีกฝ่ายรับรู้
ดวงตาสีเทาเข้มองผลงานของตนเองย่างชื่นชมที่สามารถขัดสนิมออกจากทองเหลืองได้ สภาพของมูซาดูดีขึ้นมาอีกโข รอยยิ้มระบายๆ ขึ้นเล็กน้อย ผ้าน้อยที่เคยสะอาดบัดนี้ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วได้ลงไปนอนแช่ในน้ำสีขุ่นเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างเล็กยกหลังมือขึ้นมาปาดเหงื่อบริเวณไรผม ก่อนจะลุกขึ้นเอาน้ำไปเททิ้งข้างนอกกระโจม หารู้ไม่ว่าผู้ชายคนที่เธอคิดว่าเขาหลับลึกอยู่นั้น แท้จริงแล้วเขารู้สึกตัวตั้งแต่เธอโผล่หน้าเข้ามาในหระโจมแล้วเพียงแต่ที่ไม่ยอมตื่นก็เพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาทำอะไร เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะปรนนิบัติเขาขนาดนี้
“นี่ก็ผลประโยชน์ต่างตอบแทนอีกหรือเล่าฮาน่า”
เสียงฝีเท้าหญิงสาวกลับเข้ามาในกระโจมทำให้คนที่ลืมตาโพลงเมื่อครู่รีบปิดเปลือกตาลงแสร้งทำเป็นหลับอีกครั้ง ฮาน่าวางอ่างลงที่เดิมก่อนจะพาดผ้าเอาไว้กับราวไม้ด้านบน หญิงสาวหันไปมองร่างที่นอนนิ่งอีกครั้งก่อนจะพึมพำขึ้นมาเบาๆ “อุตส่าห์เอาข้าวมาให้ ไว้ตื่นมาค่อยกินละกัน” ร่างเล็กจัดการเช็ดมือเข้ากับชุดกระโปรงของตนเดินไปหาคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามียอบกายลงนั่งยองๆ มองสำรวจดวงหน้าที่เริ่มขึ้นไรหนวดเขียวครึ้ม ปลายจมูกโด่งลอกเป็นขุยเล็กน้อยส่วนหนึ่งเธอคิดว่าเขาคงเป็นหวัดเพราะตอนเช็ดตัวอุณหภูมิในร่างกายเขาสูงกว่าปกติ หากไม่สังเกตหรือถ้าไม่ได้เช็ดตัวให้เขาเธอคงไม่รู้ว่าเขาเองก็ไม่สบาย เพราะสีหน้าเขาไม่แสดงอาการใดๆ บ่งบอกให้รู้เลย
ในเมื่อเขาทุ่มเทเพื่อท่านตาของเธอขนาดนี้ ครั้งนี้ก็จะถือว่าตอบแทนน้ำใจเขาแล้วกัน มือบางเอื้อมขึ้นไปหยิบผ้าแพรเนื้อบางลงมาห่มให้เขา
“หายเร็วๆ นะ” เพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินฮาน่าถึงได้กล้าพูด ใบหน้าเนียนยิ้มให้กับคนตรงหน้าก่อนจะลุกออกจากกระโจมกลับไปดูแลท่านตาดังเดิม
หลังจากวันนั้นฮาน่าก็ไม่ได้เห็นหน้ามูซาอีกเลย ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างค้างๆ คาๆ ในคืนนั่นหรอกนะที่ทำให้เขาหายหน้าไป
แต่เอ๊ะ เดี๋ยวนะ อะไรที่ว่าค้างๆ คาๆ ฮาน่านึกโมโหตัวเองที่นึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งที่หลังจากที่เขาพูดเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับเธอ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เธอนึกกลัวนอกจากหายไปทั้งคืนแล้วกลับมาอีกทีตอนเกือบรุ่งสาง นับแต่วันนั้นนี่ก็เข้าวันที่ 7 แล้วที่เธอไม่เจอหน้าสามีของตัวเองที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อช่วงสายของวันหลังจากก้าวข้ามคืนแต่งงานท่านตาของเธอก็มาเรียกให้เขาเก็บข้าวของอย่างเร่งด่วนเพื่อไปช่วยเก็บตัวยาในเขตชายแดนของอาซาลาที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แหล่งหนึ่งท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ
“มายืนหน้ามุ่ยอะไรตรงนี้ นี่ไม่ใช่เวลาที่เจ้าต้องไปบดยารออัลนีดากลับมาหรอกหรือฮาน่า” ฟารีดาเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนรักทำหน้าบึ้งตึงสลับกับถอนหายใจเป็นว่าเล่น “หงุดหงิดอะไรกัน เอหรือหงุดหงิดที่ไม่ได้เจอหน้าสามี”
เรื่องของมูซาที่ออกจากเผ่าไปพร้อมกัยอัลนีดาตั้งแต่หลังคืนแต่งงานเป็นที่ทราบกันไปทั่วทั้งเผ่า วันแรกๆ เธอไม่เข้าใจถึงสายตาของบรรดาสาวแก่แม่ม่ายและสาวรุ่นที่มองตามเธอทุกอย่างก้าวเมื่อพวกเขาทราบข่าวว่าเธอถูกเจ้าบ่าวทิ้งเอาไว้ที่กระโจมก่อนจะหายไปเก็บยาเสียหลายวัน พอฮาน่านำมาเล่าให้ฟารีดาฟังจึงได้เข้าใจว่าในสายตาของผู้หญิงในเผ่าตอนนี้ฮาน่าได้กลายเป็นเจ้าสาวผู้น่าสงสารไปแล้ว ทั้งที่เพิ่งแต่งงานแท้ๆ แต่สามีดันไม่อยู่เสียหลายวัน ฉะนั้นจึงไม่แปลกหากฟารีดาจะหยิบเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนเธอ
“ข้าเปล่าเสียหน่อย แค่คิดถึงท่านตาเท่านั้น หนนี้ไปนานกว่าทุกครั้งข้าเลยเป็นห่วง” สีหน้าฟารีดาดูไม่เชื่อในคำตอบของเพื่อนนัก
“ฟารีดาเจ้าทำหน้าเหมือนไม่เชื่อคำพูดของข้านะ” คนเอ่ยท้วงปากยื่นขณะที่คนถูกทักทำเป็นตกอกตกใจเกินจริง
“อะไรกันสีหน้าข้าแสดงออกชัดเจนถึงขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ทำไมเดี๋ยวนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าร้ายกาจอย่างนี้นะ” ฮาน่าค้อนใส่เพื่อนก่อนจะรวบรวมเอาถุงยาทั้งหมดออกมาคลี่เพื่อแยกชนิดยาออกมาบด
“เจ้าคิดไปเองทั้งนั้น ข้าก็แค่แสดงออกตามที่คิดเท่านั้น ไม่ใช่คนปากแข็งอย่างเจ้าเสียหน่อย คิดถึงสามีก็ไม่เห็นต้องอายเลยเรื่องปกตินะฮ่านา” น้ำเสียงจริงจังของฟารีดาที่แค่ได้ยินก็คงคิดว่าอีกฝ่ายให้คำแนะนำจริงจัง แต่หากเห็นสีหน้าของนางในตอนนี้รู้ได้ทันทีว่านางแค่ยั่วโมโหเพื่อนเท่านั้น
“ฟารีดา! ข้าไม่ได้คิดถึงเขาเสียหน่อย อีกอย่างเขาไม่ใช่สามีข้านะ ถึงแม้เราจะแต่งงานกันแล้วก็เถอะ มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างหาก” ปลายประโยคเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“ดูสิ เจ้าพูดเหมือนเสียดายนะที่เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องของผลประโยชน์”
ฮาน่าเงยหน้าขึ้นฟ้ากรอกตาไปมาอย่างระอาที่เพื่อนรักของเธอพยายามจับผิดความรู้สึกเธอเอาให้ได้
“ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว เจ้ามานี่มีธุระอะไรคงไม่ใช่แค่แวะมาเยี่ยมข้าเฉยๆ หรอกใช่ไหม”
พอถูกถามถึงธุระฟารีดาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอมีเรื่องมาวานให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ
“เมื่อคืนแม่หมอฝันเห็นลางบอกเหตุ ท่านทำนายฝันออกมาว่าจะมีคนในเผ่าของเราล้มป่วยเป็นคนสำคัญของเผ่า แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ท่านได้นำเรื่องนี้บอกแก่สมาชิกชั้นสูงของเผ่าแล้วทุกคนได้รับเครื่องรางแล้ว จะเหลือก็แต่เพื่อนรักของเจ้าที่และท่านหมออัลนีดาที่ยังไม่มีเครื่องราง”
“เพื่อนรักของข้า? เจ้าหมายถึงเตมีเหรอ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ายิ่งเพิ่มความงุนงงให้ฮาน่า ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ “เจ้าสองคนทะเลาะอะไรกันอีกแล้วเนี่ย เจ้าจะให้ข้าเอาเครื่องรางนี้ไปให้เตมีใช่ไหม”
“เจ้ารู้ไม่ใช่หรือว่าเตมีอยู่ที่ไหน”
“เจ้าก็รู้เหมือนกันนั่นแหละฟารีดา” ฮาน่าตอบกลับทันทีเช่นกัน
“เจ้าพูดแบบนี้จะไม่ช่วยข้าใช่ไหม”
“ใช่ ข้าไม่ว่างไปตามผู้ชายอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอยอย่างเตมีหรอก นึกอยากจะไปไหนก็ไปไม่บอกไม่กล่าวใคร ข้าคร้านจะเป็นห่วงแล้ว เจ้าห่วงเจ้าก็ไปตามเองละกัน ข้าจะบดยาแล้ว” เมื่อเห็นฮาน่าทำเฉยไม่สนใจคำขอของเธอฟารีดาก็ทำได้เพียงเม้มปากขัดใจหน้ามุ่ย หลังจากเงียบใช้สมองหาทางออกอยู่สักครู่ฟารีดาจึงยิ้มได้
“เจ้าติดหนี้ข้าอยู่ครั้งหนึ่งจำได้หรือไม่”
ฮาน่าที่กำลังแยกตัวยาถึงกับชะงักเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายอย่างคาดไม่ถึงว่าฟารีดาจะมาไม้นี้
“ข้าไม่ลืมหรอกนะ แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะเอามาใช้กับเรื่องแบบนี้ นี่ข้านึกไม่ถึงจริงๆ แสดงว่าครั้งนี้ทะเลาะกันรุนแรงเลยสิ นี่บอกข้าได้ไหมระหว่างเจ้ากับเตมีเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
คนถูกตั้งคำถามเม้มปากแน่น ไม่มีวี่แววจะปริปากอธิยายแม้แต่ครึ่งคำ
“เจ้าไม่บอก งั้นข้าก็ไม่ทำ เจ้าเก็บเอาคำขอไปใช้เรื่องอื่นเถอะ” ฮาน่าแสร้งทำไม่ใส่ใจให้อีกฝ่ายอยากเล่าเอง แต่ดูเหมือนแผนนี้จะใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้
ไม่ทันที่จะใช้แผนซักไซ้ต่อเสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังใกล้เข้ามายังกระโจมพยาบาลที่สองสาวนั่งอยู่
เสียงเอะอะโวยวายตามมาพร้อมๆ กับฝุ่นทรายที่ถูกหอบควันตลบอยู่ที่หน้าทางเข้ากระโจมพยาบาล ด้านปรากฏร่างสูงของคนที่เธอแอบนึกถึงเขาบ้างในบางครั้งกำลังแบกร่างของอีกคนไว้บนหลัง ออกจะแปลกใจที่เห็น แต่สิ่งที่ทำให้ฮาน่าตกใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของผู้ที่แน่นิ่งไม่ได้สติอยู่บนหลังของชายหนุ่มนั่นล่ะ
“ท่านตา!/อัลนีดา” สองสาวประสานเสียงขึ้นเอ่ยถึงคนๆ เดียวพร้อมกัน
ร่างสูงที่หอบฮักเพราะเดินทางมาแบบไม่หยุดพักกว่า 12 ชั่วโมงรีบเดินเข้าไปในกระโจมโดยไม่รีรอให้ใครเชิญ มูซารีบวางร่างไม่ได้สติของอัลนีดาลงบนเตียงสะอาดแล้วหันกลับไปไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องที่มามุงด้วยความสนใจและคนที่มาเพราะเป็นห่วงให้ออกไปจากบริเวณกระโจมพยาบาลทั้งหมดจนเหลือเพียงแค่สองสาวที่อยู่ในกระโจมอยู่ก่อนแล้ว
นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบมองมาทางฟารีดา อีกฝ่ายทำเพียงเลิกคิ้วกลับก่อนเอ่ยปากบอกเหตุผลที่เธอไม่ออกไปอย่างคนอื่นๆ
“บางทีข้าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านกับฮาน่า” พอได้ยินคำตอบดังนั้นมูซาจึงไม่ได้มองเธออีก เขาหันซ้ายหันขวาคุ้ยหาอะไรบางอย่างก่อนจะยกมันขึ้นมาพิจารณา
“ท่านตาของข้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น” ฮาน่ารีบเข้าไปเกาะขอบเตียงกวาดสายตาไปทั่วร่างของคนไม่ได้สติเพื่อหาร่องรอยการบาดเจ็บ
“เขาถูกพิษ” คำตอบที่ได้ทำให้ดวงตาสีเทาเบิกกว้าง
“ได้ยังไงกัน” รำพึงกับตัวเองมากกว่าจะถามเพื่อเอาคำตอบ
“เจ้าไปเตรียมน้ำร้อนกับผ้าสะอาดเอาไว้ให้ขาที” ร่างสูงหันไปสั่งฟารีดา ในขณะที่ตัวเองรีบกำจัดชายกางเกงรุ่ยร่ายที่ตัดและพับขึ้นทำปฐมพยาบาลเบื้องต้นเอาไว้ก่อนหน้า มือแกร่งจัดการใช้มีดกรีดขากางเกงเป็นทางยาวไปจนถึงเอวก่อนจะดึงเอากางเกงผู้สูงวัยออกแล้วตวัดเอาผ้าห่มที่เตียงขึ้นมาปิดส่วนเหนือหัวเข่าขึ้นไป
“ส่วนเจ้า ไปเอามีดคมๆ มา 1 เล่ม เราจำเป็นต้องตัดนิ้วของเขาออกก่อนที่แผลมันจะติดเชื้อ” หลังจากฟารีดาออกไปเตรียมของตามคำสั่งของเขาแล้ว มูซาจึงหันไปสั่งหญิงสาวอีกคนที่ยังไม่ขยับไปไหน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในสายตาของหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง เขาจัดการทุกอย่างโดยไม่มีวี่แววของความลังเลทั้งในสีหน้าและน้ำเสียง เขาพูดเรื่องการตัดนิ้วออกมาง่ายๆ ราวกับสั่งเชือดไก่
“อะไรนะ! ตะ ตัดนิ้วท่านตาอย่างนั้นเหรอ” ฮาน่าหน้าซีดสายตามองไปที่บาดแผลตรงนิ้วเท้าในทันทีเธอเห็นแผลที่นิ้วก้อยที่บวมโตเท่าผลปาล์มมีสีคล้ำมีทั้งเลือดและหนองแข่งกันไหลออกมา ฮาน่าไม่ได้รังเกียจแต่กำลังกลัวและสับสนกลัวว่าท่านตาจะเป็นอะไรไปและสับสนไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อผู้ชายอารมณ์ร้ายตรงหน้าดีหรือไม่
เขารู้เรื่องการแพทย์ดีสักแค่ไหนกันเชียว
“เร็วเข้าสิ แผลนี่ผ่านมาหลายวันแล้ว เขาอดทนมาจนถึงขีดสุดแล้วหากปล่อยเอาไว้อาจไม่รอดก็ได้”
เหงื่อผุดออกมาตามไรผมของหญิงสาว ยิ่งฟังที่อีกฝ่ายพูดมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เครียดจนหัวแทบระเบิด
“เร็วเข้า” เสียงทุ้มเอ่ยเร่งอย่างฉุนเฉียว
“แล้วถึงกับต้องตัดนิ้วเลยหรือ ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไรเจ้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย”
สีหน้าละอาใจของชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในสายตาของฮาน่าอีกต่อไป มือบางรีบเข้าไปเขย่าตัวท่านตาให้ได้สติ
“ท่านตา ท่านตาได้ยินข้าไหม”
ริมฝีปากม่วงคล้ำแตกแห้งพึมพำไม่อย่างไม่เป็นภาษา อาการของท่านตาเธอตอนนี้เหมือนคนโดนพิษไข้ ไม่ว่าฮาน่าจะเรียกอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ตอบรับ
เธอจะเชื่อชายแปลกหน้าคนนี้ได้อย่างไร จู่ๆ เขาจะมาตัดนิ้วตาของเธอ แล้วหากท่านตาฟื้นขึ้นมาพบว่านิ้วตัวเองหายไปเธอจะตอบท่านว่าอย่างไร
เพราะเอาแต่สนใจจะปลุกท่านตาให้ได้สติ หญิงสาวจึงไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มเตรียมอุปกรณ์พร้อมเตรียมการผ่าตัดนิ้วที่เริ่มเน่าของร่างไม่ได้สติ
“กอดร่างเขาเอาไว้แน่นๆ อาจจะเจ็บมากหน่อยยาชาเหลือไม่มากแล้วคงออกฤทธิ์ได้ไม่นาน” มูซาสั่งก่อนจะจัดการฉีดมอร์ฟีนที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าที่ร่างของอัลนีดา
ฮาน่าตาโตมองมือหนาที่จัดการทุกอย่างด้วยความว่องไวเชี่ยวชำนาญราวกับเคยทำแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเห็นอีกฝ่ายเลือกหยิบมีดขึ้นมาดวงตาสีเทาเข้มเบิกกว้างปากอ้าค้างหลุดอุทานออกมาเสียงหลง
“ไม่ได้นะ! เจ้าจะทำอย่างนี้ไม่ได้” มือที่กอดร่างไม่ได้สติของท่านตาผวาเข้าไปแย่งมีดจากมือใหญ่แต่กลับคว้าได้เพียงลมซ้ำยังโดนมือที่ว่างอีกข้างของคนตัวสูงยึดเอาไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลของเขาทำให้ใบหน้าเธอบิดเบ้ด้วยความเจ็บปวด
“เงียบ หยุดพูดแล้วมาช่วยข้า หากเจ้าไม่อยากให้ตาของเจ้าจากไปก่อนเวลาอันควร นิ้วของเขาตอนนี้มันเน่ามากแล้ว ปล่อยเอาไว้ก็รักษาไม่ได้ ดีไม่ดีจะติดเชื้อทำให้อาการแย่ลงไปอีก แล้วก่อนที่ข้าจะแบกเขากลับมาข้าได้บอกเขาแล้วว่าอาจจะจำเป็นต้องตัดนิ้วเขาทิ้ง ตาของเจ้าเขารู้ดีและไม่ได้เดือดร้อนอะไร หากเจ้าเข้าใจแล้วก็ช่วยหุบปากฟังคำสั่งข้าก็พอ” มูซาตวาดกลับอย่างเหลืออด ในวินาทีแห่งความเป็นความตายยัยบ้านี่ยังจะมาดื้อด้านคัดค้านเขาอยู่นั่น
แววตาฮาน่าอ่อนลงเมื่อได้รับคำอธิบาย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังนึกค้านอยู่ในใจแต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากออกไปก็ถูกผลักให้ลงไปนั่งกอดร่างคนเจ็บเอาไว้ดังเดิม ดวงตาวิตกกังวลมองใบหน้าซีดไร้สีเลือดของผู้เป็นตาแล้วเงยขึ้นไปมองใบหน้าเคร่งเครียดของร่างสูงที่จดจ่ออยู่กับแผลที่เท้าของท่านตาด้วยความรู้สึกอยากจะลองเชื่อมั่นในตัวชายผู้นี้ดูสักครั้ง ใบหน้าคมเงยขึ้นมาสบกับดวงตากลมโตของเธอเข้าพอดี เขาจ้องมองสักพักก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแล้วให้ในสิ่งที่ทำให้เธอมองเขาต่างไปจากเดิม
“ข้าจะต้องช่วยเหลือตาของเจ้าให้ได้ ข้าจะไม่ยอมให้เขาเป็นอะไรไปเป็นอันขาด” คำมั่นที่เขาเอ่ยกับเธอบวกกับแววตาเด็ดเดี่ยวทำให้เธอสบายใจมากขึ้นและมันทำให้เธออุ่นใจจนเผลอพยักหน้าให้และเอ่ยในสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของใจให้เขาได้รับรู้
“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นเล็กน้อยที่ใบหน้าคม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็อยู่ในช่วงเวลาแห่งความระทึกใจในการช่วยเหลือชีวิตของอัลนีดา มูซาต้องทำการผ่าตัดแข่งกับเวลาที่ยาชาจะหมดฤทธิ์เพื่อช่วยไม่ให้อีกฝ่ายทรมานจนเกินไป เหงื่อที่คอยซึมออกมาอยู่เรื่อยๆ ถูกซับโดยผ้าในมือเรียวของฟารีดาที่กลับเข้ามาในกระโจมหลังเตรียมน้ำและผ้าสะอาดเรียบร้อยแล้ว ส่วนฮาน่านั้นช่วยกดร่างคนเจ็บที่กระตุกอยู่บ่อยครั้งในขณะที่หมอผ่าตัดจำเป็นอย่างมูซาก็ต้องคอยระวังไม่ให้มีดไปโดนส่วนอื่นเวลาที่ร่างของอัลนีดากระตุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
กว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปก็กินเวลาไปกว่า 2 ชั่วโมงแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี มือเรียวจัดการพันแผลด้วยผ้าสะอาดอย่างเบามือ ก่อนจะหันไปหยิบเอายาแก้ปวดและแก้อักเสบที่เหลืออยู่เล็กน้อยบดให้ละเอียดแล้วกรอกเข้าปากของอัลนีดาแล้วให้น้ำตามลงไป
ใบหน้ามันย่องถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่เห็นอาการของท่านตาดูท่าว่าจะสงบลงชีพจรเต้นสม่ำเสมอไม่แผ่วเบาอย่างในตอนแรกที่เข้ามาถึง
“ข้าคงต้องไปแล้วนะ ไว้ค่ำๆ เสร็จจากสวดมนต์ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านอัลนีดาอีกครั้ง” ฟารีดาช่วยเก็บข้าวของเท่าที่ช่วยได้ก่อนจะขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของตน
ตอนนี้ที่กระโจมจึงเหลือเพียงสามีภรรยาและคนเจ็บไม่ได้สติอีก 1 คน พอไม่มีบุคคลภายนอกอยู่แล้วดูเหมือนว่าสถานการณ์จะชวนกระอักกระอ่วนใจสำหรับฮาน่าเป็นอย่างมาก หญิงสาวไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอะไรกับเขาหลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นลง
‘ข้าควรจะต้องขอโทษ หรือขอบคุณเขาก่อนล่ะ’
แต่ดูๆ ไปแล้วคนที่คิดมากคงจะมีแค่เธอคนเดียวเพราะอีกฝ่ายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเขาก็ไม่สนใจอะไรอีก ร่างสูงยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ ใบหน้าหล่อเหลาที่มันวาวเพราะเหงื่อไคลหันมาทางหญิงสาว คิ้วเข้มเลิกขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่จ้องเขาเหมือนมีอะไรอยากจะพูดด้วย
“ข้า เอ่อ” ฮาน่าลังเลเรียบเรียงความรู้สึกไม่ถูก
“ข้าจะกลับไปนอนที่กระโจม เจ้าอยู่ดูแลตาของเจ้าได้ใช่ไหม” ฮาน่าพยักหน้าหงึกหงักตอบเขาโดยอัตโนมัติ มูซาโคลงศีรษะไปมาก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเหมือนหงุดหงิดอะไรบางอย่าง เขามองมาที่ร่างบางอีกครั้งก่อนจะหันหลังให้แล้วทำท่าจะเดินออกจากกระโจมไป คิ้วเรียวของคนตัวเล็กขมวดขึ้นทันทีก่อนจะหน้าตื่นอย่างนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้เอ่ยทั้งขอโทษและขอบคุณเขาเลย
ในช่วงค่ำฟารีดาได้แวะเข้ามาเยี่ยมอัลนีดาตามที่ได้บอกเอาไว้ หญิงสาวอาสาอยู่เฝ้าอัลนีดาเพื่อให้ฮาน่าได้ไปพักผ่อนและทำธุระส่วนตัว เพราะเพื่อนรักไม่ได้พักเลยตั้งแต่ช่วงเช้า
“เจ้าไปเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนเถอะ ข้าจะดูท่านอัลนีดาให้เอง” ฟารีดายอบตัวลงไปพยุงร่างอ่อนล้าของฮาน่าให้ลุกขึ้นยืน
ฮาน่ารับเอาน้ำใจของเพื่อนโดยส่งสานตาแสดงความขอบคุณไปให้
“ขอบใจเจ้ามาก ข้าฝากด้วยนะ คิดว่าคงไปไม่นาน”
“เจ้าจัดการธุระส่วนตัวของเจ้าให้เต็มที่เถอะ เออนี่ข้าเอาอาหารมาด้วยเจ้ายังไม่ได้กินอะไรใช่ไหม เดี๋ยวข้าจะรอกินพร้อมเจ้าแล้วกันนะ” ฟารีดาชี้ไปทางห่ออาหารที่วางอยู่บนชั้นวาง
ดวงตากลมโตมองไปยังห่อข้าวแล้วฉายแววลังเล ในใจนึกถึงชายหนุ่มอีกคน จนป่านนี้ไม่รู้ว่าจะมีอะไรตกถึงท้องหรือยัง
“แล้วนี่สามีของเจ้าไปไหนเลียละ”
ฮาน่าค้อนใส่เพื่อนเมื่อได้ยินเพื่อนถามถึงคนที่เธอกำลังนึกถึงอยู่พอดี “เขากลับไปพักผ่อนน่ะ”
“เจ้าแบ่งอาหารไปให้เขาด้วยสิ ข้าว่าเขาคงยังไม่ทันได้กินอะไรแน่ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก ป่านนี้แล้วเขาคงหาอะไรกินแล้วล่ะ” แม้ลึกๆ จะห่วงว่าคนเขาจะกินข้าวหรือยัง แต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนรักจับความรู้สึกได้จึงทำเป็นบอกปัด
“เอาไปเผื่อเถอะ หากเขากินแล้วเจ้าก็เอากลับมากินกับข้าก็ได้ อย่างน้อยเจ้าก็ควรแสดงน้ำใจต่อเขาบ้าง เขาเป็นคนช่วยเหลือท่านตาของเจ้านะ”
ใบหน้าหวานเม้มปากทำเป็นยอมจำนนต่อเหตุผลของฟารีดา แต่ในใจยิ้มร่าที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ออกหน้าเอง หากเขาถามเธอจะได้บอกว่าฟารีดาเป็นคนบอกให้เธอเอามาให้เขา
เพื่อนรักออกไปได้ไม่นานฟารีดาก็ต้องต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมดูอาการของอัลนีดาเสียแล้ว และไม่ใช่ใครที่ไหน แขกตรงหน้าของเธอตอนนี้ก็คือสองพ่อลูกบาบาลีกับเตมีนั่นเอง
“อ้าว เจ้ามาอยู่ที่นี่เองหรือฟารีดา แล้วฮาน่าไปไหนเสียล่ะ” บาบาลีเอ่ยถามอย่างแปกลใจเมื่อเห็นฟารีดาเป็นคนอยู่เฝ้าดูอาการของอัลนีดา
“ข้ามาช่วยดูแลให้ชั่วครู่เท่านั้นเจ้าค่ะ เพื่อให้ฮาน่ามีเสลาทำธุระส่วนตัว อีกสักพักคงจะไปแล้ว” ฟารีดาเลือกที่จะสบสายตาและพูดคุยอยู่กับแค่บาบาลี ส่วนอีกคนหญิงสาวทำราวกับเขาไม่มีตัวตน ซึ่งก็ดีที่เตมีก็ยอมที่จะให้เธอทำเช่นนั้น
“แล้วนี่กินอะไรหรือยัง” บาบาลีถามขึ้นก่อนจะทันได้กันไปเห็นสำรับอาหารมากมายที่กินกัน 3 คนก็ไม่หมดวางเตรียมอยู่ไม่ไกล “กำลังจะกินรึ”
“ค่ะ ข้ารอฮาน่าอยู่” บาบาลีพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเหลือบหางตามองลูกชายที่ยืนเงียบตั้งแต่เข้ามาในนี้
“งั้นข้าไม่กวนเจ้าแล้ว ถ้าอัลนีดาฟื้นแล้วให้คนไปส่งข่าวบอกข้าด้วยนะ แล้วข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
ผู้นำเผ่าหันหลังเดินจากไปแล้ว แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขานี่สิยังยืนเป็นตอไม้ไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหน ชายหนุ่มเอาแต่งมองเธอไม่วางตา แม้จะทำเป็นไม่สนใจแค่ไหนแต่ความรู้สึกอึดอัดที่ถูกจ้องมองก็ไม่ได้ลดลงเลย
“เจ้าจะอยู่อย่างนี้อีกนานไหม” น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยขึ้นมาอย่างเหลืออดเมื่อคนร่างสูงเอาแต่ยืนจ้องมาที่เธอ
ในที่สุดเจ้าก็ทนไม่ได้ ยอมเป็นฝ่ายพูดกับข้าในที่สุด ฟารีดา ผู้หญิงปากไม่ตรงกับใจ
“ข้าคิดว่าเจ้าไม่สนใจข้าเสียอีก” ใบหน้าเข้มอมยิ้มเล็กน้อย
“ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ แต่การที่เจ้าเอาแต่จ้องข้าอยู่แบบนี้มันทำให้ข้าอึดอัด หากไม่สนใจก็คงไม่ได้!” ฟารีดาขึ้นเสียงอย่างเหลืออด
“จุ๊ๆ เบาๆ สิ เดี๋ยวท่านอัลนีดาก็ตื่นหรอก” ร่างสูงปราดเข้ามาประชิดตัวแล้วเอามือตะปบลงบนริมฝีปากบางทำหน้าดุใส่ ร่างบางหันไปมองคนที่ถูกอ้างถึงก่อนจะหันกลับมาเล่นงานเขาด้วยสายตาจนมือหนาต้องปล่อยริมฝีปากบางให้เป็นอิสระ
ทันทีที่ได้รับอิสรภาพหญิงสาวก็รีบผละออกห่างเขาทันที ท่าทีคล้ายรังเกียจของอีกฝ่ายทำเอาเตมีถึงกับนึกฉุนขึ้นมาทันที
“เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกทำท่ารังเกียจข้าเสียทีฟารีดา”
พอเห็นที่จริงจังของอีกฝ่ายบวกกับเผลอเข้าไปสบกับความผิดหวังที่ฉายชัดในแววตาทำให้คนใจแข็งรู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ
จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้โกรธอะไรเตมีมากนักหรอก เพียงแต่โกรธตัวเองที่ใส่ใจและสนใจความรู้สึกของอีกฝ่ายมากจนเกินไป ทั้งที่รู้ดีว่าความรู้สึกที่มีตอนนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากในภายภาคหน้า
ไม่มีใครหรอกที่จะรอผู้หญิงได้เป็นสิบๆ ปี ไม่มีใครหรอกที่จะรักและภักดีต่อคนรักยาวนานขนาดนั้น ชะตาคนที่เป็นแม่หมอเหมือนต้องสาป เธอเห็นมาหลายครั้งแล้วที่เหล่าแม่หมอต้องเจ็บปวดเพราะความรัก อายุงานการเป็นแม่หมอประจำเผ่าถึง 10 ปี ถูกใช้ไปในช่วงวัยสาวหลังออกจากตำแหน่งก็เข้าสู่วัยที่แก่เกินจะมีรักแล้ว กับเตมีเขาเป็นถึงลูกชายหัวหน้าเผ่า ทั้งรูปร่างหนาตาก็จัดว่าดี ความเนื้อหอมของเขามีหรือที่เธอจะไม่รู้ ความรู้สึกของเขาที่มีต่อตนเองมีหรือที่เธอจะไม่รู้
แล้วอย่างไรล่ะ ต้องให้เขามาจมปลักรอเธอถึง 10 ปีเขาจะทำได้จริงๆ น่ะเหรอ เธอไม่อยากให้ความหวังทั้งตนเองและเตมี ฉะนั้นการตีตัวออกห่างคือทางเลือกที่ดีที่สุด ทำตัวเหม็นขี้หน้าขาเข้าไว้ สั่งให้ทำตัวต่อต้านเขาเข้าไว้แล้วหัวใจเธอจะปลอดภัย
แต่ทำไมทุกครั้งที่ทำมันถึงได้เจ็บอย่างนี้ละ
“เจ้ากลับไปเถอะ” หญิงสาวไม่ตอบคำถามของเตมีแต่กลับไล่เขาให้กลับไปแทน
ความน้อยใจไหล่บ่าเข้ามากระแทกอกด้านซ้ายอย่างรุนแรง เตมีแค่นหัวเราะมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาตัดพ้อ ตำหนิและเจ็บปวด เขาก้าวออกไปอย่างเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไรอีก
อีกด้านร่างเล็กก้าวเข้ามาในกระโจมด้วยฝีเท้าที่เบาค่อยๆ ชะโงกหน้าเข้ามาดูว่ามีใครอยู่ในกระโจมบ้างหลังจากที่เธอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ในตอนแรกคิดว่าคงใช้เวลาไม่มาก แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อเธอไปถึงท่าน้ำที่กันไว้เพื่อให้หญิงสาวในเผ่าใช้อาบนั้นทำให้เสียเวลานิดหน่อยเมื่อไปถึงที่ท่าน้ำบรรดาคนที่รู้เรื่องท่านตาของเธอก็ปรี่เข้ามาถามด้วยห่วงใยกว่าจะชี้แจ้งให้ทุกคนเบาใจก็กินเวลาไปหลายสิบนาที
เมื่อเห็นว่าภายในกระโจมเงียบสนิทร่างเล็กจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะยืดตัวเต็มความสูงเดินเข้ากระโจมไปอย่างสบายใจพร้อมกับอาหารที่หยิบมาเผื่อเขา
“สงสัยออกไปข้างนอก...” ไม่ทันขาดคำสายตาเธอเหลือบไปเห็นร่างสูงนอนพาดตัวยาวอยู่บนพรหมหนังสัตว์ขนาดใหญ่บนพื้นข้างเตียงนอน เท้าเล็กชะงักในทันที สายตากวาดสำรวจไปทั่วร่างแกร่งที่หลับไม่ได้สติอยู่บนพื้นอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้นก่อนที่ร่างเล็กจะตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ร่างที่ดูท่าว่าจะหลับลึก
ร่างสูงใหญ่นอนนิ่งหายใจสม่ำเสมอในสภาพที่ไม่ต่างไปจากครั้งสุดท้ายที่เจอกันเมื่อเช้าหลังจากที่การผ่าตัดเสร็จสิ้น เสื้อผ้าตัวเดิมร่างกายมอมแมสกปรกเปรอะเปื้อนเลือดจนแห้งกรังยังคงอยู่
‘แสดงว่าเขาไม่ได้อาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายอะไรเลย งั้นคงจะเหนื่อยมากจริงๆ ละซิถึงได้หลับลึกขนาดนี้’ ฮาน่าคิดในใจส่ายหน้าให้กับสภาพชายตรงหน้า พอมานั่งลงใกล้ๆ บรรดากลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ พากันโชยเข้ามาเรียกร้องความสนใจจากจมูกเธอ หญิงสาวย่นจมูกทันทีที่ได้กลิ่น
“อึ๋ย...เจ้าหลับทั้งๆ อย่างนี้ได้ยังไงกัน เป็นคนป่ารึไง” พึมพำพร้อมกับเดินไปหยิบอ่างพร้อมกับผ้าสะอาดหายออกไปนอกกระโจมก่อนจะกลับเข้ามาภายในเวลาไม่กี่นาทีพร้อมน้ำครึ่งอ่าง
ฮ่านายอบกายลงนั่งบนส้นเท้าวางอ่างลงด้านขวา หญิงสาวรวบรวมสติพ่นลมหายใจออกมาทางปากอย่างคนที่ไม่ลังเลอะไรอีกแล้ว เธอใช้เวลาคิดมาตลอดทางจากท่าน้ำมาที่กระโจมมากพอแล้ว
มือเรียวหยิบผ้าลงไปชุบน้ำแล้วบิดพอมาดๆ เช็ดลงไปที่มือที่เปรอะสารพัดคราบอย่างเบามือไม่ต่างจากเช็ดให้กับท่านตาเมื่อเช้า ฮาน่าพยายามทำความสะอาดร่างกายของมูซาในส่วนที่พอทำได้ เรื่องเปลี่ยนเสื้อผ้าเห็นจะเป็นงานใหญ่ที่เธอจำต้องขอออกตัวว่าเกินความสามารถ
“ถือว่าเป็นคำขอบคุณจากข้าเรื่องเมื่อเช้าก็แล้วกัน” ฮาน่ารำพึงเบาๆ กับตัวเองมากกว่าจะบอกให้อีกฝ่ายรับรู้
ดวงตาสีเทาเข้มองผลงานของตนเองย่างชื่นชมที่สามารถขัดสนิมออกจากทองเหลืองได้ สภาพของมูซาดูดีขึ้นมาอีกโข รอยยิ้มระบายๆ ขึ้นเล็กน้อย ผ้าน้อยที่เคยสะอาดบัดนี้ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วได้ลงไปนอนแช่ในน้ำสีขุ่นเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างเล็กยกหลังมือขึ้นมาปาดเหงื่อบริเวณไรผม ก่อนจะลุกขึ้นเอาน้ำไปเททิ้งข้างนอกกระโจม หารู้ไม่ว่าผู้ชายคนที่เธอคิดว่าเขาหลับลึกอยู่นั้น แท้จริงแล้วเขารู้สึกตัวตั้งแต่เธอโผล่หน้าเข้ามาในหระโจมแล้วเพียงแต่ที่ไม่ยอมตื่นก็เพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาทำอะไร เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะปรนนิบัติเขาขนาดนี้
“นี่ก็ผลประโยชน์ต่างตอบแทนอีกหรือเล่าฮาน่า”
เสียงฝีเท้าหญิงสาวกลับเข้ามาในกระโจมทำให้คนที่ลืมตาโพลงเมื่อครู่รีบปิดเปลือกตาลงแสร้งทำเป็นหลับอีกครั้ง ฮาน่าวางอ่างลงที่เดิมก่อนจะพาดผ้าเอาไว้กับราวไม้ด้านบน หญิงสาวหันไปมองร่างที่นอนนิ่งอีกครั้งก่อนจะพึมพำขึ้นมาเบาๆ “อุตส่าห์เอาข้าวมาให้ ไว้ตื่นมาค่อยกินละกัน” ร่างเล็กจัดการเช็ดมือเข้ากับชุดกระโปรงของตนเดินไปหาคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามียอบกายลงนั่งยองๆ มองสำรวจดวงหน้าที่เริ่มขึ้นไรหนวดเขียวครึ้ม ปลายจมูกโด่งลอกเป็นขุยเล็กน้อยส่วนหนึ่งเธอคิดว่าเขาคงเป็นหวัดเพราะตอนเช็ดตัวอุณหภูมิในร่างกายเขาสูงกว่าปกติ หากไม่สังเกตหรือถ้าไม่ได้เช็ดตัวให้เขาเธอคงไม่รู้ว่าเขาเองก็ไม่สบาย เพราะสีหน้าเขาไม่แสดงอาการใดๆ บ่งบอกให้รู้เลย
ในเมื่อเขาทุ่มเทเพื่อท่านตาของเธอขนาดนี้ ครั้งนี้ก็จะถือว่าตอบแทนน้ำใจเขาแล้วกัน มือบางเอื้อมขึ้นไปหยิบผ้าแพรเนื้อบางลงมาห่มให้เขา
“หายเร็วๆ นะ” เพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินฮาน่าถึงได้กล้าพูด ใบหน้าเนียนยิ้มให้กับคนตรงหน้าก่อนจะลุกออกจากกระโจมกลับไปดูแลท่านตาดังเดิม

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 มิ.ย. 2557, 22:30:26 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 6 มิ.ย. 2557, 22:31:21 น.
จำนวนการเข้าชม : 1521
<< บทที่ 6 เจ้าสาวคืนเดียว100% | บทที่ 8 เราจะไม่รักกัน 100% >> |