เพลิงทรายร่ายรัก
เมื่ออัยรดา นักเขียนสาวอยากเหยียบแดนทะเลทรายจริงๆ สักครั้ง เธอจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะอากัสย่า ดินแดนลี้ลับกลางทะเลทราย ติดอยู่ตรง ซามาล ชายหนุ่มที่จะพาไปนี่สิ เธอจะอ้อนวอนเขายังไงดีนะ (นิยายเรื่องนี้มีลิขสิทธิ์และผ่านการพิจารณาจาก สนพ.กรีนมายด์แล้วนะคะ)
Tags: ทะเลทราย ความรัก
ตอน: 3
จะลงตั้งแต่เช้าแล้ว เนตล่มซะ อย่างงั้น มาช้าดีกว่าไม่มาเนอะ ^^
3.
แม้ด้านนอกคฤหาสน์จะเป็นเวลาสายซึ่งแดดสาดแสงแรงกล้า แต่ภายในห้องพักรับรองซึ่งปิดม่านหนาทึบกลับเย็นฉ่ำเพราะเครื่องปรับอากาศชั้นดี
“กี่โมงแล้วเนี่ย”
อัยรดาพึมพำพร้อมลุกขึ้นมาจากกองผ้าห่มแสนสบาย และมองนาฬิกาแขวนผนังซึ่งบอกเวลา 8.30 น. ก่อนลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาแต่งตัวเพราะตั้งใจไว้ว่าจะชวนเกสราไปหาซื้อหนังสือที่ดาน่าพูดถึงเมื่อวาน ทว่าเมื่อออกมานอกห้องทำอย่างไรก็หาเพื่อนชาวไทยไม่เจอนอกเสียจากมองเห็นร่างสูงกำยำของใครคนหนึ่งซึ่งนั่งหลับตาพิงพนักโซฟาอ่อนนุ่มสีเทาภายในห้องรับรองชั้น 2 แสงไฟนีออนจากโคมแก้วเจียรไนสะท้อนร่างกำยำจนเกิดเป็นเส้นสายซึ่งทำให้คนมองรู้สึกในใจว่าเขาช่างเป็นผู้ชายซึ่งมีรูปทรงแข็งแกร่งไม่ผิดกับพระเอกที่เธอพรรณาในนิยาย
เวลาที่เขียนหนังสือนิยายแล้วถึงฉากที่อัยรดาต้องบรรยายรูปลักษณ์พระเอก หญิงสาวก็จะใช้จินตนาการเพื่อเพิ่มแรงบันดาลใจในการเขียน เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่ได้มองเห็นภาพจริงๆ เบื้องหน้า และจินตนาการของเธอก็อาจจะเตลิดไปไกลกว่านั้น ถ้าไม่มีเสียงของคนบางคนเรียกเธออย่างตกใจ
“คุณอัยรดา”
คนถูกเรียกหันขวับไปทันที หญิงสาวเห็นดาน่าเดินจ้ำอ้าวมาหาตนเองด้วยหน้าตาเป็นจริงเป็นจัง ร่างเพรียวจึงถอยหลังสองก้าวก่อนถามอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรกัน เรียกเหมือนกับฉันไปทำอะไรให้เธออย่างนั้นแหละ”
“คุณทำอะไรอยู่ แล้วทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่” ดาน่าไม่ตอบแต่ถามกลับด้วยสีหน้าเครียดๆ อัยรดาจึงไหวไหล่อย่างไม่เห็นแปลก
“ฉันก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถามแบบนี้งงอะไรหรือเปล่า”
“ก็ฉันบอกคุณไปแล้วไงว่า คุณโมฮัดจะจองทัวร์ให้พวกคุณไปเที่ยวกัน...”
“แล้วไง จองก็จองสิ แล้วทำไมฉันถึงจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้” อัยรดามองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมดาน่าถึงชอบทำท่าแปลกๆ กับตน ตอนนั้นเองที่ซามาลเดินออกมาจากห้องรับรอง
“เกิดอะไรขึ้น” เขาส่งเสียงถามเป็นภาษาโซมานห์ ดาน่าจึงเหลียวกลับมองบ้างและเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดดำ เธอก็กระจ่างใจว่าเมื่อครู่อัยรดากำลังแอบมองใครอยู่ หญิงสาวหันมาจ้องสาวชาวไทยอย่างโกรธๆ ก่อนที่จะพูดภาษาโซมานห์กับบอดี้การ์ดหนุ่มเป็นประโยคยาวๆ โดยหันมามองชาวไทยเป็นระยะ
“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ซามาลบอกดาน่าด้วยภาษาเดียวกันพร้อมเดินมาหาอัยรดา
“คุณคุยอะไรกัน แล้วตกลงดาน่าเค้าเป็นอะไร โกรธอะไร”สาวชาวไทยถามขึ้นพร้อมมองดาน่าซึ่งกำลังเดินจากไปและไม่วายหันมาทำตาเข้มๆ ใส่เธออีก แต่ซามาลไม่ได้สนใจนอกจากอธิบาย
“ดาน่าไม่คิดว่าคุณจะอยู่ที่นี่ เพราะเพื่อนๆ ของคุณไปกันตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
“ไปกันแล้วงั้นเหรอ...” อัยรดาร้องอย่างคาดไม่ถึงว่าทุกคนจะไปกันตั้งแต่เช้า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้เสียใจอะไรสักเท่าไหร่ “แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ไม่ได้รับปากใครว่าจะไปนี่...ยังไงฉันก็ไม่เห็นเหตุผลอยู่ดีว่าทำไม ดาน่าต้องทำท่าตกใจหรือว่าโกรธอะไรขนาดนั้นเลย ยังไงซะยุ้ยก็ยังอยู่”
“ญาติคุณไปฮันนีมูนกับโมฮัดแล้ว”
ซามาลบอกเรียบๆ ทำให้อัยรดาตาโตกว่าเก่าหมายความว่าตอนนี้เธอถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวงั้นเหรอ แต่ว่าแล้วทำไมบอดี้การ์ดของเขายังอยู่ล่ะ
“แล้วทำไมคุณไม่ไปด้วยล่ะ”
“แล้วทำไมผมต้องไป”
“ก็คุณเป็นบอดี้การ์ด”
“ก็ใช่แต่ผมไม่ใช่ลูกน้องของโมฮัด” คำบอกนั้นทำให้อัยรดาเกิดคำถามขึ้นมากมาย หญิงสาวถอนหายใจกับความสับสนของตัวเองหลายครั้งจนซามาลชักรำคาญและพูดขึ้น
“เข้าใจแล้วสินะ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกว่าทำไมดาน่าถึงตกใจที่เห็นคุณ”
“มันก็คงใช่...แต่...ถ้าอย่างนั้น...ฉันขอยืมโทรศัพท์หน่อยสิคะ” อัยรดาเห็นโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้ออีกฝ่าย และเมื่อชายหนุ่มขมวดคิ้วหญิงสาวก็รีบบอก “รบกวนกดเบอร์ยุ้ยหรือว่าคุณโมฮัดให้ด้วยนะ คือฉันไม่มีเบอร์มือถือของยุ้ยกับคุณโมฮัดน่ะ ขอบคุณมากๆ เลย”
“นี่เธอ...” ซามาลมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อแต่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมทำตามอย่างที่เธอบอก ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดแต่ไม่ได้ส่งให้เธอทันทีและเป็นคนคุยก่อน ท่าทางเบอร์นั้นจะเป็นของโมฮัดเพราะซามาลคุยเป็นภาษาโซมาห์ก่อนยื่นให้อัยรดา
“ฮัลโหล” อัยรดาไม่แน่ใจว่าใครจะพูดสายจึงส่งเสียงนำทางไปก่อน
“อัย นี่ยุ้ยนะ”
“ยุ้ย! ทำไมทิ้งอัยไว้คนเดียวล่ะ”
“ขอโทษนะอัย ยุ้ยก็เพิ่งรู้ตอนซามาลโทรมาหาคุณโมฮัดนี่แหละว่าอัยอยู่ที่บ้าน ก็นึกว่าอัยไปกับพวกเกสราแล้ว และอีกอย่างนี่ก็หลังแต่งงาน ยุ้ยก็ต้องมาฮันนีมูนกับฮันนี่สิจ๊ะ” เสียงของยุพากรอาบไอแห่งความสุขเต็มเปี่ยมทำให้อัยรดาเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองต่างหากที่ต้องขอโทษเพราะโทรไปรบกวนเวลาสวีทของอีกฝ่าย
“นั่นสินะ...เอ่อ...ถ้างั้นอัยขออยู่ที่นี่ต่อสักพักนะ”
“ไม่มีปัญหาจ๊ะ ตามสบาย จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ คิดว่าเป็นบ้านตัวเองก็แล้วกัน อันหลังนี้คุณโมฮัดฝากบอกนะ” ยุพากรพูดพร้อมหัวเราะคิกคักเหมือนกำลังโดนแกล้งแหย่หรืออะไรสักอย่างและตอนนี้ อัยรดาก็ชักอยากวางหูเต็มทีแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับผู้ชายที่ยืนรออยู่ หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหันหลังให้เขาและถามญาติเกี่ยวกับซามาล
“ก็อย่างที่ยุ้ยเคยบอกนั่นแหละว่าเขาเป็นบอดี้การ์ด แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือตัวแทนของอับดุลอาซิสน่ะจ้ะ” ยุพากรอธิบายจนอัยรดาต้องกุมศีรษะกับความเข้าใจผิดของตนเอง แต่จะต่อว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้เพราะยุพากรคงไม่ได้ตั้งใจและก็ยังเป็นห่วงเธออีกด้วย
“ช่วงที่ยุ้ยยังไม่กลับ อัยมีอะไรก็ให้ดาน่าจัดการให้นะจ๊ะ เดี๋ยวยุ้ยจะให้คุณโมฮัดโทรไปสั่งที่บ้านไว้เพราะเราสองคนคงไม่กลับอีกนาน อ้อ แล้วซามาลก็ยังอยู่ไม่ใช่เหรอ ไว้ใจเขาได้นะเพราะเขาสนิทกับคุณโมฮัด...อุ๊ย! โมฮัดคะ...อย่าค่ะ...อย่าทำแบบนี้...” ยุพากรหัวเราะคิกคักสาเหตุเพราะคนข้างๆ เริ่มรอไม่ไหว และอัยรดาก็พอจะฟังเสียงออกจึงรีบจบการสนทนา
“งั้นแค่นี้นะ...ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวรีบยัดโทรศัพท์เครื่องนั้นใส่มือซามาลทันที ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เป็นสีชมพูของหญิงสาวตรงหน้าแล้วจึงหันหลังเดินกลับไปที่ห้องเดิม ส่วนอัยรดาก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองกำลังตามหาเกสราเพื่อจะไปซื้อหนังสือ ส่วนเรื่องที่ยุพากรบอกให้พึ่งพาดาน่านั้น เธอคิดว่าคงจะเก็บไปเป็นตัวเลือกสุดท้ายดีกว่า งั้นสรุปแล้วตอนนี้เธอก็เหลือตัวช่วยแค่...
“คุณซามาล” ร่างเพรียวรีบวิ่งไปขวางหน้าเขาไว้
“มีอะไร” เสียงเข้มถามเรียบๆ
“ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
“เรื่องอะไร”
“ก็ตอนนี้คนอื่นๆ ไปหมดแล้ว และฉันก็จำเป็นต้องออกไปซื้อของสำคัญที่ร้านหนังสือ คุณช่วยพาไปหน่อยสิ พลีสสส” อัยรดาอธิบายแกมขอร้อง คนตัวโตมองท่าทางของสาวชาวไทยแล้วเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ
“ผมจะไปรอที่รถ”
ซามาลเดินกลับไปหยิบของบางอย่างในห้องและเดินไปที่รถ jeep สีน้ำตาลเข้มก่อนสตาร์ทมันไว้รออีกฝ่าย ใบหน้าคมไหวไปมาเล็กน้อยเมื่อเกิดคำถามในใจว่าทำไมตนถึงต้องใจอ่อนกับผู้หญิงน่ารำคาญคนนี้ด้วย อัยรดาวิ่งตามมาขึ้นรถในอีกไม่เกิน 10 นาทีและไม่นานต่อจากนั้นรถคันสีน้ำตาลก็แล่นมาจอดที่โรงแรมโซมาห์ในเมืองหลวงของตามัส
บอดี้การ์ดหนุ่มพาหญิงสาวในชุดสีฟ้าเข้าไปในโรงแรมโดยทิ้งระยะห่างระหว่างกันและกันไว้เกือบช่วงตัว จนคนเดินตามอดคิดค่อนไม่ได้ว่าเขาคงกลัวว่าเธอจะเหยียบเท้าหรือไม่เขาก็รำคาญจนไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ทว่าผ่านไปสักพักร่างสูงก็หยุดหน้าร้านหนังสือขนาดใหญ่แห่งหนึ่งและอดถามขึ้นมาไม่ได้
“จะซื้ออะไร”
“ฉันอยากเรียนภาษาของคุณ ก็เลยออกมาซื้อหนังสือ แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก เดี๋ยวฉันถามพนักงานดูก็ได้ ร้านใหญ่ขนาดนี้เค้าคงพูดภาษาอังกฤษได้บ้างหรอก” อัยรดาตีความว่าที่อีกฝ่ายถามคงเพราะเป็นห่วงจึงยิ้มให้อย่างขอบคุณ
“ผมไม่ได้ห่วง” ซามาลขมวดคิ้วพร้อมค่อน “แต่เนี่ยน่ะเหรอของสำคัญที่คุณจะซื้อ”
“ก็ใช่สิ” อัยรดาบอกพร้อมหุบยิ้มลงทันที “คุณเป็นคนบอกเองนี่นาว่าให้ฉันหัดพูดภาษาโซมานห์ แล้วคุณจะพาไปอากัสย่า”
“ตลกน่ะ ผมบอกว่าจะพาไปตั้งแต่เมื่อไหร่” ซามาลขมวดคิ้ว อัยรดาจึงขยับเข้าไปใกล้เขาและชี้นิ้วขึ้นในระดับปลายคางอีกฝ่าย
“พูดเองแล้วจำไม่ได้เหรอ ก็คุณบอกว่าถ้าฉันอยากไปก็ให้ไปเรียนภาษาโซมานห์ก่อน แล้วก็ให้ฉันไปบอกให้คุณโมฮัดมาสั่งคุณ” อัยรดาลืมคิดไปสนิทว่าที่ซามาลพูดแบบนั้นก็เพราะเขาไม่ใช่ลูกน้องโมฮัดและโมฮัดไม่สามารถสั่งการเขาได้
“อย่ามาชี้หน้า” ชายหนุ่มจับนิ้วชี้ของอีกฝ่ายหมับและช่วยไม่ได้ที่ลามไปกำมือเรียวไว้ด้วย
“ฉันไม่ได้ชี้หน้า...ความจริงฉันอยากจะจิ้มตาคุณมากกว่า” อัยรดาบอกเขาเป็นภาษาไทยเพราะคิดว่าอีกฝ่ายฟังไม่รู้เรื่อง ซามาลจึงแค่นเสียงกลับ
“อย่ามาใช้ภาษาไทย ห้ามพูดแบบนั้น”
“เหรอ แต่ฉันมีปาก ทำไมฉันจะพูดภาษาไทยไม่ได้ล่ะ”
นอกจากอัยรดาจะไม่เชื่อฟังแล้วเธอยังยียวนเขาด้วยภาษาบ้านเกิดอีก ซามาลจึงยิ่งบีบมืออีกฝ่ายแต่อัยรดาก็พยายามดึงมือของตนเองออก ซึ่งการยื้อยุดเช่นนั้นก็ทำให้ทั้งคู่ตกเป็นเป้าสายตาของคนที่ผ่านไปผ่านมาหรือแม้กระทั่งคนในร้านหนังสือ
“คนมองใหญ่แล้วนะ” อัยรดาร้องบอก ซามาลจึงปล่อยมือของเธอและบอกห้วนๆ
“อยากซื้ออะไรก็ซื้อเร็วๆ”
หญิงสาวทำเสียง ‘ชิ’ ใส่อีกฝ่ายก่อนเดินเข้าไปร้านหนังสือและบอกกับพนักงานว่าเธอต้องการอะไร จนสามารถได้หนังสือที่อธิบายภาษาโซมานห์เป็นภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่ง อัยรดาพลิกมันไปมาก่อนเงยหน้าขึ้นถามพนักงานอีกครั้ง
“แล้วมีหนังสือเกี่ยวกับอากัสย่าไหม”
“ไม่มีค่ะ” คนถูกถามจึงส่ายหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด
“อ้าวทำไมล่ะ อากัสย่าก็อยู่ใกล้ๆ กับโซมานห์ไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นเธอรู้เรื่องที่นั่นบ้างไหมเล่าให้ฟังบ้างสิ” คนถามไม่ย่อท้อ พนักงานขายจึงทำท่านึก
“รู้แค่...เขาเล่ากันว่าที่นั่นอยู่กลางทะเลทรายแล้วก็ปกครองโดยอับดุลอาซิสค่ะ คนที่นั่นไม่ค่อยพบปะกับคนภายนอก แต่ดิฉันว่าถึงจะมีคนเคยพบกับพวกเขาแต่ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกับพวกเขาหรอก”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เห็นลือกันว่าพวกนี้ดุ คนในอากัสย่าไม่ชอบสุงสิงกับคนในเมือง ฉันเคยได้ยินว่าพวกนี้เป็นพวกดึกดำบรรพ์แล้วก็ล้าหลังก็เลยไม่อยากเจอคนอื่น”
พออัยรดาได้ฟังก็สังเกตว่าข่าวเกี่ยวกับคนอากัสย่านั้นส่วนมากจะเป็นพวกข่าวลือ คนที่เล่าให้เธอฟังมักจะขึ้นต้นด้วย ‘เขาเล่าว่า’ กันทั้งนั้น น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันทั้งๆ ที่คนอากัสย่าตัวจริงๆ อยู่ข้างหน้าร้านนี่เอง
“ไม่จริงหรอก ก็นี่ไง...”
หญิงสาวบอกพร้อมยกมือทำท่าจะชี้ให้ดูชาวอากัสย่าที่พาตนเองมาแต่ก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายมายืนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เป็นอีกครั้งที่ซามาลจับข้อมือเรียวกดลงแถมยังทำตาดุๆ ใส่เธอเสียด้วย
“แค่จ่ายเงิน ทำไมนานนัก หรือว่าไม่มีเงินจ่าย”
“ใครบอกล่ะ ฉันแค่...”
“งั้นก็ไปได้แล้ว” ซามาลตัดบทเสียงเข้มพร้อมกระตุกมือหญิงสาว ทำให้อัยรดาขมวดคิ้วแต่ก็ยังหันมาก้มศีรษะให้พนักงานสาวก่อนจะเดินตามร่างสูงออกไป
“คุณซามาล”
“อะไรอีก” เสียงเรียกอีกครั้งของอัยรดาทำให้ชายหนุ่มถามสั้นๆ โดยไม่หันหน้ากลับมา สาวชาวไทยจึงเร่งเดินขึ้นไปดักหน้าเขาพร้อมถาม
“รู้จักคาซัสไหม”
“รู้”
“ว่างๆ พาไปหน่อยสิ” อัยรดาบอกอีกฝ่ายทำให้ซามาลขมวดคิ้ว
“ผมเป็นคนขับรถของคุณงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก แต่คุณโมฮัดบอกว่าฉันพึ่งพาคุณได้ แล้วคุณก็เป็นผู้ชายตัวโตที่มีความเป็นสุภาพบุรุษเพราะฉะนั้นคุณคงไม่ปล่อยให้ฉันกระเสือกกระสนหาทางไปเองใช่ไหม” อัยรดายิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงัก ซึ่งซามาลอยากจะบอกลักษณะเช่นนี้ของหญิงสาวช่างเหมือนเด็กผู้หญิงขี้อ้อนที่ชอบทำท่าประจบประแจงเมื่ออยากได้ของที่ต้องการ แต่เขาก็ไม่ใช่คนรักเด็กขนาดนั้นชายหนุ่มจึงปฏิเสธสั้นๆ
“ผมไม่ไป จะกลับได้หรือยัง ถ้ายังก็หารถกลับเอง”
“ใจร้าย” เด็กผู้หญิงที่ยิ้มประจบประแจงเมื่อครู่ กลายร่างเป็นนางร้ายขึ้นมาทันที อัยรดาเบะปากใส่แผ่นหลังของคนที่เดินหนีไปอย่างขัดใจ แต่อย่างน้อยคนใจร้ายก็ใจดีพาเธอแวะไปทานอาหารที่ภัตตาคารชั้นล่างด้วย
“มีร้านอาหารไทยด้วยเหรอเนี่ย”
อัยรดาพูดขึ้นอย่างดีใจเมื่อก้าวเข้าไปในร้านซึ่งมีบริการอาหารไทยหลายอย่าง ซามาลจึงเดินนำไปนั่งตรงมุมหนึ่งพร้อมพูดขึ้นลอยๆ
“ร้านของญาติคุณนั่นแหละ โมฮัดเป็นคนลงทุนเปิดให้”
“ฉันไม่รู้เลย”
“คุณรู้อะไรบ้าง” ซามาลทำเสียงขึ้นจมูกพลางมองหน้าสาวชาวไทยซึ่งนั่งลงในฝั่งตรงข้าม อัยรดาขมวดคิ้วมุ่นและเถียงทันควันอารมณ์ติดค้างตั้งแต่เขาไม่ยอมพาเธอไปคาซัสนั่นแหละ
“สิ่งที่ฉันรู้มีตั้งหลายอย่าง ว่าแต่คุณน่ะรู้หรือเปล่าว่าทำไมผู้หญิงสมัยนี้ถึงไม่ชอบแต่งงาน”
“ทำไม”
“ก็เพราะมีผู้ชายแบบคุณไง” พออีกฝ่ายตอบเข้าทางอัยรดาก็โพล่งขึ้นทันทีทำให้มือแกร่งคว้าแขนของหญิงสาวหมับ
“อย่ามาพูดมั่ว คุณยังไม่รู้จักผมเลย”
“ใครบอกว่าไม่รู้จัก ฉันรู้จักคุณมาตั้งหลายวันแล้วต่างหาก อยากฟังไหมล่ะว่าฉันรู้จักคุณแค่ไหน” หญิงสาวเถียงอย่างไม่ยอมแพ้และไม่ต้องรอให้เขาตอบ มือเรียวยกขึ้นตีมือแกร่งที่จับแขนตนเองอยู่พร้อมพูดต่อ “คุณชอบฉวยโอกาส คุณเป็นคนพูดน้อย แล้วก็ชอบทำเป็นดุแต่จริงๆ คือกำลังปิดบังความรู้สึกบางอย่าง ขี้รำคาญ แล้วก็ไม่ชอบคนเยอะๆ วุ่นวาย...”
ความจริงอัยรดาก็แค่เดาจากที่เห็นและตอบไปแบบอยากเอาชนะแต่คนโดนตีมือนอกจากจะไม่ปล่อยแล้วยังหรี่ตาลงและถามต่ออีก
“ถ้ารู้ขนาดนั้น...แล้วรู้ไหมว่าผมชอบผู้หญิงแบบไหน”
ได้ยินคำถามแบบนี้นักเขียนสาวก็อึ้งพูดไม่ออกแถมโดนจ้องเสียอย่างนั้น ใบหน้านวลก็เริ่มกลายเป็นสีชมพูแต่ก็ยังฝืนตอบส่งๆ “ฉันว่าคุณไม่ชอบผู้หญิงหรอก ฉันไม่เห็นคุณสนใจใครเลย หรือว่าคุณชอบผู้ชายล่ะ”
“พูดแบบนี้อยากพิสูจน์ใช่ไหม”
“คุณซามาล!” อัยรดาร้องแต่พอดีหันไปเห็นบริกรยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ เสียก่อน เธอจึงพยายามดึงมือกลับพร้อมกับบอกเขา “ปล่อยได้แล้ว ตกลงว่าคุณจะกินข้าวไหม”
อาหารมื้อนั้นก็จบลงโดยที่ซามาลเป็นคนจัดการทั้งหมด และอัยรดาก็แทบจะไม่อยากมองหน้าเขาเลย แต่อย่างไรเธอก็พอใจในข้อหนึ่งแล้วว่าสามารถหาหนังสือเรียนภาษาโซมาห์ได้ คืนนั้นหญิงสาวจึงนั่งท่องมันอยู่ทั้งคืนและรู้สึกว่ามีความเข้าใจในภาษานี้มากขึ้นแม้จะยังจำไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม
เช้าวันรุ่งขึ้นอัยรดาจึงแทบไม่ได้ออกมานอกห้องเลยจนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงที่รู้สึกหิวจนทนไม่ไหว ก็เลยใส่เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่กางเกงยีนส์เดินลงมาชั้นล่างเพื่อหาอะไรกิน เธอถือหนังสือสอนภาษามาด้วยและเดินมองหาครัวของคฤหาสน์หลังนี้ รวมทั้งหาใครสักคนเพื่อจะทดลองพูดภาษาที่นั่งท่องมาหลายวันแล้ว
“สวัสดี” อัยรดาทักทายหญิงรับใช้วัยแรกรุ่นคนหนึ่งและพยายามสื่อสารด้วย ซึ่งพอเจอคนรับใช้คนอื่นที่ไม่ใช่ดาน่า ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้จะฟังกันไม่ออกแต่ก็ใช้ภาษามือประกอบจนกลายเป็นความสนุกสนานไปอีกแบบหนึ่ง ทว่าเมื่อคิดแบบนี้อัยรดาก็อดนึกถึงฝ่ายนั้นไม่ได้เพราะดูเหมือนเธอจะไม่เห็นดาน่ามาหลายวันแล้ว เธอจึงพยายามถามคนอื่นๆ
“ดาน่า...ดาน่าล่ะ?”
ทว่าคำตอบที่ได้รับก็คือการส่ายศีรษะ อัยรดาจึงไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นอีก นอกจากตั้งใจสื่อสารจนสามาถขอไปทานข้าวในห้องครัวเล็กของพวกคนรับใช้และได้เรียนรู้ภาษาโซมานห์กับคนครัวเพิ่มมากขึ้นอีก แต่เพราะมัวสนใจอยู่กับพูดคุยนั่นแหละ ตอนเดินออกจากห้องนั้นเสื้อจึงเกี่ยวกับตะขอแขวนผ้าเช็ดมือซึ่งติดอยู่ข้างประตูจนกระดุมบนหลุดหายไปสองสามเม็ด
“ดิฉันจะเอาไปเย็บให้ค่ะ” คนครัวคนหนึ่งรีบบอกประกอบกับแสดงท่าทางให้รู้ แต่อัยรดาส่ายหน้าเพราะคิดว่าแค่นิดหน่อยและคงจะยุ่งยากเปล่าๆ
“ไม่เป็นไร”
หญิงสาวใช้มือหนึ่งถือหนังสือส่วนอีกมือก็จับคอเสื้อตนเองให้ชิดกันไว้และรีบเดินกลับขึ้นบันได ทว่าระหว่างที่กำลังเดินผ่านห้องรับรองที่ซามาลนั่งอยู่เมื่อวาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปอีกครั้งและก็เจอเขานั่งอยู่จริงๆ บุรุษหนุ่มนั่งพิงพนักอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมและอ่านอะไรบางอย่างบนจอมินิคอมพิวเตอร์ ผมหยักศกของเขาปรกลงมาเบื้องหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมนั่นนอกจากจะมีสีตาที่อัยรดาคิดว่าสวยแล้วก็ยังขนตาดกหนาแบบที่ผู้หญิงบางคนยังอาย และยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ จู่ๆ เขาก็ปรายสายตามาราวกับรู้ว่าเธอยืนอยู่
“อุ้ย”
อัยรดาตกใจเล็กน้อยและทำท่าจะเดินหนีแต่บุรุษหนุ่มก็หันหน้ามาเสียก่อน สายตาที่เขาใช้มองเธอนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเด็กน้อยที่ทำอะไรผิด ผิวกายของเธอร้อนผ่าว ใบหน้าวูบวาบ ‘ฉันเป็นอะไรเนี่ย’ อัยรดาร้องในใจและบังคับให้ขาตัวเองก้าว แต่คนที่อยู่ในห้องก็เรียกขึ้น
“อัยด้า”
“อะไรนะ” ร่างเพรียวชะงักกึก! ตั้งแต่เจอกัน...นี่เป็นครั้งแรกที่ซามาลเรียกชื่อของเธอ และสำเนียงที่ไม่เหมือนใครเช่นนั้นก็ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองอย่างไม่แน่ใจ
“เข้ามานี่สิ”
“ฉันงั้นเหรอ” อัยรดามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม หรือว่าเธอจะรู้สึกเขินถ้าจะต้องอยู่ในห้องนั้นกับเขาเพียงสองคน ‘ยัยบ้า ไปกันใหญ่แล้ว คิดมากอะไรอยู่เนี่ย’ นักเขียนสาวเรียกสติตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่ประตูเปิดกว้างอยู่เสมอและแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ
“เรียกฉันทำไม”
“จะไปคาซัสไม่ใช่เหรอ” ซามาลเอ่ยเรียบๆ ทำให้คนฟังตาโต ดีใจจนลืมตัว มือเรียววางหนังสือลงและขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ร่างกำยำพร้อมถามอย่างกระตือรือร้น
“อยากสิคะ แล้วจะไปเมื่อไหร่”
“ก็...เร็วๆ นี้ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องไปธุระกับผม”
ชายหนุ่มพูดขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลทองจ้องผู้หญิงที่พยักหน้าตอบรับ วูบหนึ่งที่อัยรดาเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา และอดคิดไม่ได้ว่าดวงตาของซามาลนั้นช่างสวยงาม ระยิบระยับดั่งภาพของทะเลทรายยามต้องแสงตะวัน ซึ่งน่าแปลกว่าสายตาเช่นนั้นทำให้ร่างเพรียวเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทางนิ่งงันไม่ไหวติงของสาวชาวไทยทำให้หนุ่มชาวทะเลทรายเหยียดมุมปากน้อยๆ ก่อนก้มหน้าลงมาใกล้แก้มนวลและบอกเบาๆ
“คุณลืมติดกระดุมเสื้อ”
เอ่ยจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นและเดินจากไป ปล่อยให้สาวชาวไทยคว้าคอเสื้อตัวเองหมับหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
*************************************************
Zephyr
555 รู้สึกถึงเสียมว้ากกกกก เลย
แว่นใส
นั่นสิ หรือว่าแอบสาวๆ ไว้ อิอิ
Siang
ฮั่นแน่หรือว่าใช่ หุๆ
3.
แม้ด้านนอกคฤหาสน์จะเป็นเวลาสายซึ่งแดดสาดแสงแรงกล้า แต่ภายในห้องพักรับรองซึ่งปิดม่านหนาทึบกลับเย็นฉ่ำเพราะเครื่องปรับอากาศชั้นดี
“กี่โมงแล้วเนี่ย”
อัยรดาพึมพำพร้อมลุกขึ้นมาจากกองผ้าห่มแสนสบาย และมองนาฬิกาแขวนผนังซึ่งบอกเวลา 8.30 น. ก่อนลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาแต่งตัวเพราะตั้งใจไว้ว่าจะชวนเกสราไปหาซื้อหนังสือที่ดาน่าพูดถึงเมื่อวาน ทว่าเมื่อออกมานอกห้องทำอย่างไรก็หาเพื่อนชาวไทยไม่เจอนอกเสียจากมองเห็นร่างสูงกำยำของใครคนหนึ่งซึ่งนั่งหลับตาพิงพนักโซฟาอ่อนนุ่มสีเทาภายในห้องรับรองชั้น 2 แสงไฟนีออนจากโคมแก้วเจียรไนสะท้อนร่างกำยำจนเกิดเป็นเส้นสายซึ่งทำให้คนมองรู้สึกในใจว่าเขาช่างเป็นผู้ชายซึ่งมีรูปทรงแข็งแกร่งไม่ผิดกับพระเอกที่เธอพรรณาในนิยาย
เวลาที่เขียนหนังสือนิยายแล้วถึงฉากที่อัยรดาต้องบรรยายรูปลักษณ์พระเอก หญิงสาวก็จะใช้จินตนาการเพื่อเพิ่มแรงบันดาลใจในการเขียน เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่ได้มองเห็นภาพจริงๆ เบื้องหน้า และจินตนาการของเธอก็อาจจะเตลิดไปไกลกว่านั้น ถ้าไม่มีเสียงของคนบางคนเรียกเธออย่างตกใจ
“คุณอัยรดา”
คนถูกเรียกหันขวับไปทันที หญิงสาวเห็นดาน่าเดินจ้ำอ้าวมาหาตนเองด้วยหน้าตาเป็นจริงเป็นจัง ร่างเพรียวจึงถอยหลังสองก้าวก่อนถามอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรกัน เรียกเหมือนกับฉันไปทำอะไรให้เธออย่างนั้นแหละ”
“คุณทำอะไรอยู่ แล้วทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่” ดาน่าไม่ตอบแต่ถามกลับด้วยสีหน้าเครียดๆ อัยรดาจึงไหวไหล่อย่างไม่เห็นแปลก
“ฉันก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถามแบบนี้งงอะไรหรือเปล่า”
“ก็ฉันบอกคุณไปแล้วไงว่า คุณโมฮัดจะจองทัวร์ให้พวกคุณไปเที่ยวกัน...”
“แล้วไง จองก็จองสิ แล้วทำไมฉันถึงจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้” อัยรดามองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมดาน่าถึงชอบทำท่าแปลกๆ กับตน ตอนนั้นเองที่ซามาลเดินออกมาจากห้องรับรอง
“เกิดอะไรขึ้น” เขาส่งเสียงถามเป็นภาษาโซมานห์ ดาน่าจึงเหลียวกลับมองบ้างและเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดดำ เธอก็กระจ่างใจว่าเมื่อครู่อัยรดากำลังแอบมองใครอยู่ หญิงสาวหันมาจ้องสาวชาวไทยอย่างโกรธๆ ก่อนที่จะพูดภาษาโซมานห์กับบอดี้การ์ดหนุ่มเป็นประโยคยาวๆ โดยหันมามองชาวไทยเป็นระยะ
“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ซามาลบอกดาน่าด้วยภาษาเดียวกันพร้อมเดินมาหาอัยรดา
“คุณคุยอะไรกัน แล้วตกลงดาน่าเค้าเป็นอะไร โกรธอะไร”สาวชาวไทยถามขึ้นพร้อมมองดาน่าซึ่งกำลังเดินจากไปและไม่วายหันมาทำตาเข้มๆ ใส่เธออีก แต่ซามาลไม่ได้สนใจนอกจากอธิบาย
“ดาน่าไม่คิดว่าคุณจะอยู่ที่นี่ เพราะเพื่อนๆ ของคุณไปกันตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
“ไปกันแล้วงั้นเหรอ...” อัยรดาร้องอย่างคาดไม่ถึงว่าทุกคนจะไปกันตั้งแต่เช้า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้เสียใจอะไรสักเท่าไหร่ “แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ไม่ได้รับปากใครว่าจะไปนี่...ยังไงฉันก็ไม่เห็นเหตุผลอยู่ดีว่าทำไม ดาน่าต้องทำท่าตกใจหรือว่าโกรธอะไรขนาดนั้นเลย ยังไงซะยุ้ยก็ยังอยู่”
“ญาติคุณไปฮันนีมูนกับโมฮัดแล้ว”
ซามาลบอกเรียบๆ ทำให้อัยรดาตาโตกว่าเก่าหมายความว่าตอนนี้เธอถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวงั้นเหรอ แต่ว่าแล้วทำไมบอดี้การ์ดของเขายังอยู่ล่ะ
“แล้วทำไมคุณไม่ไปด้วยล่ะ”
“แล้วทำไมผมต้องไป”
“ก็คุณเป็นบอดี้การ์ด”
“ก็ใช่แต่ผมไม่ใช่ลูกน้องของโมฮัด” คำบอกนั้นทำให้อัยรดาเกิดคำถามขึ้นมากมาย หญิงสาวถอนหายใจกับความสับสนของตัวเองหลายครั้งจนซามาลชักรำคาญและพูดขึ้น
“เข้าใจแล้วสินะ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกว่าทำไมดาน่าถึงตกใจที่เห็นคุณ”
“มันก็คงใช่...แต่...ถ้าอย่างนั้น...ฉันขอยืมโทรศัพท์หน่อยสิคะ” อัยรดาเห็นโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้ออีกฝ่าย และเมื่อชายหนุ่มขมวดคิ้วหญิงสาวก็รีบบอก “รบกวนกดเบอร์ยุ้ยหรือว่าคุณโมฮัดให้ด้วยนะ คือฉันไม่มีเบอร์มือถือของยุ้ยกับคุณโมฮัดน่ะ ขอบคุณมากๆ เลย”
“นี่เธอ...” ซามาลมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อแต่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมทำตามอย่างที่เธอบอก ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดแต่ไม่ได้ส่งให้เธอทันทีและเป็นคนคุยก่อน ท่าทางเบอร์นั้นจะเป็นของโมฮัดเพราะซามาลคุยเป็นภาษาโซมาห์ก่อนยื่นให้อัยรดา
“ฮัลโหล” อัยรดาไม่แน่ใจว่าใครจะพูดสายจึงส่งเสียงนำทางไปก่อน
“อัย นี่ยุ้ยนะ”
“ยุ้ย! ทำไมทิ้งอัยไว้คนเดียวล่ะ”
“ขอโทษนะอัย ยุ้ยก็เพิ่งรู้ตอนซามาลโทรมาหาคุณโมฮัดนี่แหละว่าอัยอยู่ที่บ้าน ก็นึกว่าอัยไปกับพวกเกสราแล้ว และอีกอย่างนี่ก็หลังแต่งงาน ยุ้ยก็ต้องมาฮันนีมูนกับฮันนี่สิจ๊ะ” เสียงของยุพากรอาบไอแห่งความสุขเต็มเปี่ยมทำให้อัยรดาเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองต่างหากที่ต้องขอโทษเพราะโทรไปรบกวนเวลาสวีทของอีกฝ่าย
“นั่นสินะ...เอ่อ...ถ้างั้นอัยขออยู่ที่นี่ต่อสักพักนะ”
“ไม่มีปัญหาจ๊ะ ตามสบาย จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ คิดว่าเป็นบ้านตัวเองก็แล้วกัน อันหลังนี้คุณโมฮัดฝากบอกนะ” ยุพากรพูดพร้อมหัวเราะคิกคักเหมือนกำลังโดนแกล้งแหย่หรืออะไรสักอย่างและตอนนี้ อัยรดาก็ชักอยากวางหูเต็มทีแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับผู้ชายที่ยืนรออยู่ หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหันหลังให้เขาและถามญาติเกี่ยวกับซามาล
“ก็อย่างที่ยุ้ยเคยบอกนั่นแหละว่าเขาเป็นบอดี้การ์ด แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือตัวแทนของอับดุลอาซิสน่ะจ้ะ” ยุพากรอธิบายจนอัยรดาต้องกุมศีรษะกับความเข้าใจผิดของตนเอง แต่จะต่อว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้เพราะยุพากรคงไม่ได้ตั้งใจและก็ยังเป็นห่วงเธออีกด้วย
“ช่วงที่ยุ้ยยังไม่กลับ อัยมีอะไรก็ให้ดาน่าจัดการให้นะจ๊ะ เดี๋ยวยุ้ยจะให้คุณโมฮัดโทรไปสั่งที่บ้านไว้เพราะเราสองคนคงไม่กลับอีกนาน อ้อ แล้วซามาลก็ยังอยู่ไม่ใช่เหรอ ไว้ใจเขาได้นะเพราะเขาสนิทกับคุณโมฮัด...อุ๊ย! โมฮัดคะ...อย่าค่ะ...อย่าทำแบบนี้...” ยุพากรหัวเราะคิกคักสาเหตุเพราะคนข้างๆ เริ่มรอไม่ไหว และอัยรดาก็พอจะฟังเสียงออกจึงรีบจบการสนทนา
“งั้นแค่นี้นะ...ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวรีบยัดโทรศัพท์เครื่องนั้นใส่มือซามาลทันที ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เป็นสีชมพูของหญิงสาวตรงหน้าแล้วจึงหันหลังเดินกลับไปที่ห้องเดิม ส่วนอัยรดาก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองกำลังตามหาเกสราเพื่อจะไปซื้อหนังสือ ส่วนเรื่องที่ยุพากรบอกให้พึ่งพาดาน่านั้น เธอคิดว่าคงจะเก็บไปเป็นตัวเลือกสุดท้ายดีกว่า งั้นสรุปแล้วตอนนี้เธอก็เหลือตัวช่วยแค่...
“คุณซามาล” ร่างเพรียวรีบวิ่งไปขวางหน้าเขาไว้
“มีอะไร” เสียงเข้มถามเรียบๆ
“ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
“เรื่องอะไร”
“ก็ตอนนี้คนอื่นๆ ไปหมดแล้ว และฉันก็จำเป็นต้องออกไปซื้อของสำคัญที่ร้านหนังสือ คุณช่วยพาไปหน่อยสิ พลีสสส” อัยรดาอธิบายแกมขอร้อง คนตัวโตมองท่าทางของสาวชาวไทยแล้วเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ
“ผมจะไปรอที่รถ”
ซามาลเดินกลับไปหยิบของบางอย่างในห้องและเดินไปที่รถ jeep สีน้ำตาลเข้มก่อนสตาร์ทมันไว้รออีกฝ่าย ใบหน้าคมไหวไปมาเล็กน้อยเมื่อเกิดคำถามในใจว่าทำไมตนถึงต้องใจอ่อนกับผู้หญิงน่ารำคาญคนนี้ด้วย อัยรดาวิ่งตามมาขึ้นรถในอีกไม่เกิน 10 นาทีและไม่นานต่อจากนั้นรถคันสีน้ำตาลก็แล่นมาจอดที่โรงแรมโซมาห์ในเมืองหลวงของตามัส
บอดี้การ์ดหนุ่มพาหญิงสาวในชุดสีฟ้าเข้าไปในโรงแรมโดยทิ้งระยะห่างระหว่างกันและกันไว้เกือบช่วงตัว จนคนเดินตามอดคิดค่อนไม่ได้ว่าเขาคงกลัวว่าเธอจะเหยียบเท้าหรือไม่เขาก็รำคาญจนไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ทว่าผ่านไปสักพักร่างสูงก็หยุดหน้าร้านหนังสือขนาดใหญ่แห่งหนึ่งและอดถามขึ้นมาไม่ได้
“จะซื้ออะไร”
“ฉันอยากเรียนภาษาของคุณ ก็เลยออกมาซื้อหนังสือ แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก เดี๋ยวฉันถามพนักงานดูก็ได้ ร้านใหญ่ขนาดนี้เค้าคงพูดภาษาอังกฤษได้บ้างหรอก” อัยรดาตีความว่าที่อีกฝ่ายถามคงเพราะเป็นห่วงจึงยิ้มให้อย่างขอบคุณ
“ผมไม่ได้ห่วง” ซามาลขมวดคิ้วพร้อมค่อน “แต่เนี่ยน่ะเหรอของสำคัญที่คุณจะซื้อ”
“ก็ใช่สิ” อัยรดาบอกพร้อมหุบยิ้มลงทันที “คุณเป็นคนบอกเองนี่นาว่าให้ฉันหัดพูดภาษาโซมานห์ แล้วคุณจะพาไปอากัสย่า”
“ตลกน่ะ ผมบอกว่าจะพาไปตั้งแต่เมื่อไหร่” ซามาลขมวดคิ้ว อัยรดาจึงขยับเข้าไปใกล้เขาและชี้นิ้วขึ้นในระดับปลายคางอีกฝ่าย
“พูดเองแล้วจำไม่ได้เหรอ ก็คุณบอกว่าถ้าฉันอยากไปก็ให้ไปเรียนภาษาโซมานห์ก่อน แล้วก็ให้ฉันไปบอกให้คุณโมฮัดมาสั่งคุณ” อัยรดาลืมคิดไปสนิทว่าที่ซามาลพูดแบบนั้นก็เพราะเขาไม่ใช่ลูกน้องโมฮัดและโมฮัดไม่สามารถสั่งการเขาได้
“อย่ามาชี้หน้า” ชายหนุ่มจับนิ้วชี้ของอีกฝ่ายหมับและช่วยไม่ได้ที่ลามไปกำมือเรียวไว้ด้วย
“ฉันไม่ได้ชี้หน้า...ความจริงฉันอยากจะจิ้มตาคุณมากกว่า” อัยรดาบอกเขาเป็นภาษาไทยเพราะคิดว่าอีกฝ่ายฟังไม่รู้เรื่อง ซามาลจึงแค่นเสียงกลับ
“อย่ามาใช้ภาษาไทย ห้ามพูดแบบนั้น”
“เหรอ แต่ฉันมีปาก ทำไมฉันจะพูดภาษาไทยไม่ได้ล่ะ”
นอกจากอัยรดาจะไม่เชื่อฟังแล้วเธอยังยียวนเขาด้วยภาษาบ้านเกิดอีก ซามาลจึงยิ่งบีบมืออีกฝ่ายแต่อัยรดาก็พยายามดึงมือของตนเองออก ซึ่งการยื้อยุดเช่นนั้นก็ทำให้ทั้งคู่ตกเป็นเป้าสายตาของคนที่ผ่านไปผ่านมาหรือแม้กระทั่งคนในร้านหนังสือ
“คนมองใหญ่แล้วนะ” อัยรดาร้องบอก ซามาลจึงปล่อยมือของเธอและบอกห้วนๆ
“อยากซื้ออะไรก็ซื้อเร็วๆ”
หญิงสาวทำเสียง ‘ชิ’ ใส่อีกฝ่ายก่อนเดินเข้าไปร้านหนังสือและบอกกับพนักงานว่าเธอต้องการอะไร จนสามารถได้หนังสือที่อธิบายภาษาโซมานห์เป็นภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่ง อัยรดาพลิกมันไปมาก่อนเงยหน้าขึ้นถามพนักงานอีกครั้ง
“แล้วมีหนังสือเกี่ยวกับอากัสย่าไหม”
“ไม่มีค่ะ” คนถูกถามจึงส่ายหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด
“อ้าวทำไมล่ะ อากัสย่าก็อยู่ใกล้ๆ กับโซมานห์ไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นเธอรู้เรื่องที่นั่นบ้างไหมเล่าให้ฟังบ้างสิ” คนถามไม่ย่อท้อ พนักงานขายจึงทำท่านึก
“รู้แค่...เขาเล่ากันว่าที่นั่นอยู่กลางทะเลทรายแล้วก็ปกครองโดยอับดุลอาซิสค่ะ คนที่นั่นไม่ค่อยพบปะกับคนภายนอก แต่ดิฉันว่าถึงจะมีคนเคยพบกับพวกเขาแต่ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกับพวกเขาหรอก”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เห็นลือกันว่าพวกนี้ดุ คนในอากัสย่าไม่ชอบสุงสิงกับคนในเมือง ฉันเคยได้ยินว่าพวกนี้เป็นพวกดึกดำบรรพ์แล้วก็ล้าหลังก็เลยไม่อยากเจอคนอื่น”
พออัยรดาได้ฟังก็สังเกตว่าข่าวเกี่ยวกับคนอากัสย่านั้นส่วนมากจะเป็นพวกข่าวลือ คนที่เล่าให้เธอฟังมักจะขึ้นต้นด้วย ‘เขาเล่าว่า’ กันทั้งนั้น น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันทั้งๆ ที่คนอากัสย่าตัวจริงๆ อยู่ข้างหน้าร้านนี่เอง
“ไม่จริงหรอก ก็นี่ไง...”
หญิงสาวบอกพร้อมยกมือทำท่าจะชี้ให้ดูชาวอากัสย่าที่พาตนเองมาแต่ก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายมายืนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เป็นอีกครั้งที่ซามาลจับข้อมือเรียวกดลงแถมยังทำตาดุๆ ใส่เธอเสียด้วย
“แค่จ่ายเงิน ทำไมนานนัก หรือว่าไม่มีเงินจ่าย”
“ใครบอกล่ะ ฉันแค่...”
“งั้นก็ไปได้แล้ว” ซามาลตัดบทเสียงเข้มพร้อมกระตุกมือหญิงสาว ทำให้อัยรดาขมวดคิ้วแต่ก็ยังหันมาก้มศีรษะให้พนักงานสาวก่อนจะเดินตามร่างสูงออกไป
“คุณซามาล”
“อะไรอีก” เสียงเรียกอีกครั้งของอัยรดาทำให้ชายหนุ่มถามสั้นๆ โดยไม่หันหน้ากลับมา สาวชาวไทยจึงเร่งเดินขึ้นไปดักหน้าเขาพร้อมถาม
“รู้จักคาซัสไหม”
“รู้”
“ว่างๆ พาไปหน่อยสิ” อัยรดาบอกอีกฝ่ายทำให้ซามาลขมวดคิ้ว
“ผมเป็นคนขับรถของคุณงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก แต่คุณโมฮัดบอกว่าฉันพึ่งพาคุณได้ แล้วคุณก็เป็นผู้ชายตัวโตที่มีความเป็นสุภาพบุรุษเพราะฉะนั้นคุณคงไม่ปล่อยให้ฉันกระเสือกกระสนหาทางไปเองใช่ไหม” อัยรดายิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงัก ซึ่งซามาลอยากจะบอกลักษณะเช่นนี้ของหญิงสาวช่างเหมือนเด็กผู้หญิงขี้อ้อนที่ชอบทำท่าประจบประแจงเมื่ออยากได้ของที่ต้องการ แต่เขาก็ไม่ใช่คนรักเด็กขนาดนั้นชายหนุ่มจึงปฏิเสธสั้นๆ
“ผมไม่ไป จะกลับได้หรือยัง ถ้ายังก็หารถกลับเอง”
“ใจร้าย” เด็กผู้หญิงที่ยิ้มประจบประแจงเมื่อครู่ กลายร่างเป็นนางร้ายขึ้นมาทันที อัยรดาเบะปากใส่แผ่นหลังของคนที่เดินหนีไปอย่างขัดใจ แต่อย่างน้อยคนใจร้ายก็ใจดีพาเธอแวะไปทานอาหารที่ภัตตาคารชั้นล่างด้วย
“มีร้านอาหารไทยด้วยเหรอเนี่ย”
อัยรดาพูดขึ้นอย่างดีใจเมื่อก้าวเข้าไปในร้านซึ่งมีบริการอาหารไทยหลายอย่าง ซามาลจึงเดินนำไปนั่งตรงมุมหนึ่งพร้อมพูดขึ้นลอยๆ
“ร้านของญาติคุณนั่นแหละ โมฮัดเป็นคนลงทุนเปิดให้”
“ฉันไม่รู้เลย”
“คุณรู้อะไรบ้าง” ซามาลทำเสียงขึ้นจมูกพลางมองหน้าสาวชาวไทยซึ่งนั่งลงในฝั่งตรงข้าม อัยรดาขมวดคิ้วมุ่นและเถียงทันควันอารมณ์ติดค้างตั้งแต่เขาไม่ยอมพาเธอไปคาซัสนั่นแหละ
“สิ่งที่ฉันรู้มีตั้งหลายอย่าง ว่าแต่คุณน่ะรู้หรือเปล่าว่าทำไมผู้หญิงสมัยนี้ถึงไม่ชอบแต่งงาน”
“ทำไม”
“ก็เพราะมีผู้ชายแบบคุณไง” พออีกฝ่ายตอบเข้าทางอัยรดาก็โพล่งขึ้นทันทีทำให้มือแกร่งคว้าแขนของหญิงสาวหมับ
“อย่ามาพูดมั่ว คุณยังไม่รู้จักผมเลย”
“ใครบอกว่าไม่รู้จัก ฉันรู้จักคุณมาตั้งหลายวันแล้วต่างหาก อยากฟังไหมล่ะว่าฉันรู้จักคุณแค่ไหน” หญิงสาวเถียงอย่างไม่ยอมแพ้และไม่ต้องรอให้เขาตอบ มือเรียวยกขึ้นตีมือแกร่งที่จับแขนตนเองอยู่พร้อมพูดต่อ “คุณชอบฉวยโอกาส คุณเป็นคนพูดน้อย แล้วก็ชอบทำเป็นดุแต่จริงๆ คือกำลังปิดบังความรู้สึกบางอย่าง ขี้รำคาญ แล้วก็ไม่ชอบคนเยอะๆ วุ่นวาย...”
ความจริงอัยรดาก็แค่เดาจากที่เห็นและตอบไปแบบอยากเอาชนะแต่คนโดนตีมือนอกจากจะไม่ปล่อยแล้วยังหรี่ตาลงและถามต่ออีก
“ถ้ารู้ขนาดนั้น...แล้วรู้ไหมว่าผมชอบผู้หญิงแบบไหน”
ได้ยินคำถามแบบนี้นักเขียนสาวก็อึ้งพูดไม่ออกแถมโดนจ้องเสียอย่างนั้น ใบหน้านวลก็เริ่มกลายเป็นสีชมพูแต่ก็ยังฝืนตอบส่งๆ “ฉันว่าคุณไม่ชอบผู้หญิงหรอก ฉันไม่เห็นคุณสนใจใครเลย หรือว่าคุณชอบผู้ชายล่ะ”
“พูดแบบนี้อยากพิสูจน์ใช่ไหม”
“คุณซามาล!” อัยรดาร้องแต่พอดีหันไปเห็นบริกรยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ เสียก่อน เธอจึงพยายามดึงมือกลับพร้อมกับบอกเขา “ปล่อยได้แล้ว ตกลงว่าคุณจะกินข้าวไหม”
อาหารมื้อนั้นก็จบลงโดยที่ซามาลเป็นคนจัดการทั้งหมด และอัยรดาก็แทบจะไม่อยากมองหน้าเขาเลย แต่อย่างไรเธอก็พอใจในข้อหนึ่งแล้วว่าสามารถหาหนังสือเรียนภาษาโซมาห์ได้ คืนนั้นหญิงสาวจึงนั่งท่องมันอยู่ทั้งคืนและรู้สึกว่ามีความเข้าใจในภาษานี้มากขึ้นแม้จะยังจำไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม
เช้าวันรุ่งขึ้นอัยรดาจึงแทบไม่ได้ออกมานอกห้องเลยจนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงที่รู้สึกหิวจนทนไม่ไหว ก็เลยใส่เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่กางเกงยีนส์เดินลงมาชั้นล่างเพื่อหาอะไรกิน เธอถือหนังสือสอนภาษามาด้วยและเดินมองหาครัวของคฤหาสน์หลังนี้ รวมทั้งหาใครสักคนเพื่อจะทดลองพูดภาษาที่นั่งท่องมาหลายวันแล้ว
“สวัสดี” อัยรดาทักทายหญิงรับใช้วัยแรกรุ่นคนหนึ่งและพยายามสื่อสารด้วย ซึ่งพอเจอคนรับใช้คนอื่นที่ไม่ใช่ดาน่า ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้จะฟังกันไม่ออกแต่ก็ใช้ภาษามือประกอบจนกลายเป็นความสนุกสนานไปอีกแบบหนึ่ง ทว่าเมื่อคิดแบบนี้อัยรดาก็อดนึกถึงฝ่ายนั้นไม่ได้เพราะดูเหมือนเธอจะไม่เห็นดาน่ามาหลายวันแล้ว เธอจึงพยายามถามคนอื่นๆ
“ดาน่า...ดาน่าล่ะ?”
ทว่าคำตอบที่ได้รับก็คือการส่ายศีรษะ อัยรดาจึงไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นอีก นอกจากตั้งใจสื่อสารจนสามาถขอไปทานข้าวในห้องครัวเล็กของพวกคนรับใช้และได้เรียนรู้ภาษาโซมานห์กับคนครัวเพิ่มมากขึ้นอีก แต่เพราะมัวสนใจอยู่กับพูดคุยนั่นแหละ ตอนเดินออกจากห้องนั้นเสื้อจึงเกี่ยวกับตะขอแขวนผ้าเช็ดมือซึ่งติดอยู่ข้างประตูจนกระดุมบนหลุดหายไปสองสามเม็ด
“ดิฉันจะเอาไปเย็บให้ค่ะ” คนครัวคนหนึ่งรีบบอกประกอบกับแสดงท่าทางให้รู้ แต่อัยรดาส่ายหน้าเพราะคิดว่าแค่นิดหน่อยและคงจะยุ่งยากเปล่าๆ
“ไม่เป็นไร”
หญิงสาวใช้มือหนึ่งถือหนังสือส่วนอีกมือก็จับคอเสื้อตนเองให้ชิดกันไว้และรีบเดินกลับขึ้นบันได ทว่าระหว่างที่กำลังเดินผ่านห้องรับรองที่ซามาลนั่งอยู่เมื่อวาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปอีกครั้งและก็เจอเขานั่งอยู่จริงๆ บุรุษหนุ่มนั่งพิงพนักอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมและอ่านอะไรบางอย่างบนจอมินิคอมพิวเตอร์ ผมหยักศกของเขาปรกลงมาเบื้องหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมนั่นนอกจากจะมีสีตาที่อัยรดาคิดว่าสวยแล้วก็ยังขนตาดกหนาแบบที่ผู้หญิงบางคนยังอาย และยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ จู่ๆ เขาก็ปรายสายตามาราวกับรู้ว่าเธอยืนอยู่
“อุ้ย”
อัยรดาตกใจเล็กน้อยและทำท่าจะเดินหนีแต่บุรุษหนุ่มก็หันหน้ามาเสียก่อน สายตาที่เขาใช้มองเธอนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเด็กน้อยที่ทำอะไรผิด ผิวกายของเธอร้อนผ่าว ใบหน้าวูบวาบ ‘ฉันเป็นอะไรเนี่ย’ อัยรดาร้องในใจและบังคับให้ขาตัวเองก้าว แต่คนที่อยู่ในห้องก็เรียกขึ้น
“อัยด้า”
“อะไรนะ” ร่างเพรียวชะงักกึก! ตั้งแต่เจอกัน...นี่เป็นครั้งแรกที่ซามาลเรียกชื่อของเธอ และสำเนียงที่ไม่เหมือนใครเช่นนั้นก็ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองอย่างไม่แน่ใจ
“เข้ามานี่สิ”
“ฉันงั้นเหรอ” อัยรดามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม หรือว่าเธอจะรู้สึกเขินถ้าจะต้องอยู่ในห้องนั้นกับเขาเพียงสองคน ‘ยัยบ้า ไปกันใหญ่แล้ว คิดมากอะไรอยู่เนี่ย’ นักเขียนสาวเรียกสติตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่ประตูเปิดกว้างอยู่เสมอและแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ
“เรียกฉันทำไม”
“จะไปคาซัสไม่ใช่เหรอ” ซามาลเอ่ยเรียบๆ ทำให้คนฟังตาโต ดีใจจนลืมตัว มือเรียววางหนังสือลงและขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ร่างกำยำพร้อมถามอย่างกระตือรือร้น
“อยากสิคะ แล้วจะไปเมื่อไหร่”
“ก็...เร็วๆ นี้ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องไปธุระกับผม”
ชายหนุ่มพูดขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลทองจ้องผู้หญิงที่พยักหน้าตอบรับ วูบหนึ่งที่อัยรดาเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา และอดคิดไม่ได้ว่าดวงตาของซามาลนั้นช่างสวยงาม ระยิบระยับดั่งภาพของทะเลทรายยามต้องแสงตะวัน ซึ่งน่าแปลกว่าสายตาเช่นนั้นทำให้ร่างเพรียวเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทางนิ่งงันไม่ไหวติงของสาวชาวไทยทำให้หนุ่มชาวทะเลทรายเหยียดมุมปากน้อยๆ ก่อนก้มหน้าลงมาใกล้แก้มนวลและบอกเบาๆ
“คุณลืมติดกระดุมเสื้อ”
เอ่ยจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นและเดินจากไป ปล่อยให้สาวชาวไทยคว้าคอเสื้อตัวเองหมับหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
*************************************************
Zephyr
555 รู้สึกถึงเสียมว้ากกกกก เลย
แว่นใส
นั่นสิ หรือว่าแอบสาวๆ ไว้ อิอิ
Siang
ฮั่นแน่หรือว่าใช่ หุๆ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 13 มิ.ย. 2557, 17:54:27 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 13 มิ.ย. 2557, 17:54:27 น.
จำนวนการเข้าชม : 1648
<< 2 | 4 >> |

แพรพริมา 13 มิ.ย. 2557, 18:20:45 น.
คุณ Zephyr ขรา จะบอกว่ารู้สึกถึงเสียง คำว่ามว้ากกกก พิมพ์ตกอะ อิอิ
คุณ Zephyr ขรา จะบอกว่ารู้สึกถึงเสียง คำว่ามว้ากกกก พิมพ์ตกอะ อิอิ


Zephyr 15 มิ.ย. 2557, 00:02:26 น.
ดาน่า นางเมนส์จะหมดเรอะ แปรปรวนจริง
ไปเที่ยว เอ้ย ทำธุระกะคู่นี้ดีกว่า
คาซัสๆๆๆๆๆๆๆ
ดาน่า นางเมนส์จะหมดเรอะ แปรปรวนจริง
ไปเที่ยว เอ้ย ทำธุระกะคู่นี้ดีกว่า
คาซัสๆๆๆๆๆๆๆ

ผักหวาน 2 ก.ค. 2557, 12:33:32 น.
ดาน่าไปไหนคะ
ดาน่าไปไหนคะ