ปรุงสูตรรัก
ณฐอร รู้ดีว่า ตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อทำขนม แต่แล้วโชคชะตาทำให้เธอต้องรับผิดชอบร้านขนมปังเลื่องชื่อของตระกูล เธอจึงต้องหาผู้ช่วย

นิยามเดียวที่คิดออก เกี่ยวกับธนวรรธน์ ก็คือ หล่อล่ำ ดำถึก แต่เขากลับทำขนมเก่งสุดยอด

แต่แล้วหัวใจเจ้ากรรมกลับทำให้เธอต้องหวั่นไหวกับผู้ชายที่คิดว่า เป็นเกย์ แถมเขายังมีแฟนที่สวยขนาดน้องปอยยังอาย!



Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 2 เสียดายจังที่เขาเป็นเกย์

Chapter 2

กลับมาแล้วนะคะ ต้องขออภัยที่หายไปนานเลย เพิ่งลงเครื่องวันศุกร์ที่แปดค่ะ กลับมาก็ทำงานติดกันสองวันเลยยังปรับเวลาไม่ได้ค่ะ ง่วงด้วยแล้วก็เหนื่อยด้วยค่ ะ เมื่่อวานก็พาคุณแม่ไปดูละครเวทีเรื่อง ทวิภพมาค่ะ เคยไปดูรุ่นที่ คุณแพทเล่น พอไปดูอีกรอบ เป็นคุณโดมปกรณ์ลัม กับคุณนัท มีเรีย ก็ยังประทับใจค่ะ

พูดมาเยอะแล้ว อ่านนิยายเลยแล้วกันนะฮับ ขอให้สนุกกับนิยาย อ่านแล้วอย่าลืมโพสต์ทักทายกันนะคะ ถือเป็นรางวัลให้คนเขียนกระชุ่มกระชวยคร่า

“ทำไมแกทำหน้าเหี่ยวอย่างนั้นล่ะเพื่อนเลิฟ”


กุ๊กไก่สาวร่างอวบพูดขึ้น ทั้งสามกำลังอยู่ในร้านอาหารประจำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านขนมปังนุ่มลิ้นสักเท่าไหร่เพื่อฟังการปรับทุกข์จากณฐอร


“เพราะฉันกำลังแย่น่ะสิกุ๊กไก่ ฉันคงหมดหวังแล้ว ฉันทำความหวังของป๊าพังหมด”


หญิงสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว หลังจากลองให้คนงานในร้านทำขนมปัง หล่อนก็พบกับความจริงที่ว่า ความคุ้นเคยที่พวกเขามีนั้นไม่พอที่จะทำขนมปังให้ดีเหมือนเดิมได้ ณฐอรจำต้องปิดร้านเร็วกว่ากำหนดท่ามกลางความแปลกใจของลูกค้าประจำที่ต่างมายืนรอซื้อขนม หน้าตาที่ผิดหวังทำให้เอาหญิงสาวถึงกับท้อเลยทีเดียว หล่อนไม่มีทางเปิดร้านได้โดยไม่มีญาติสาวเป็นผู้ช่วย ถึงแม้หล่อนจะมีสูตรอยู่ในมือแต่ต้องอาศัยการฝึกหัด ยิ่งฟ้าไม่ได้สร้างให้หล่อนเป็นแม่ศรีเรือนเหมือนคนอื่นๆ ความหวังทุกอย่างจึงดำดิ่งถึงขั้นติดลบ


“เกิดอะไรขึ้นหรืออาย ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ” ตติยาเอ่ยขึ้นบ้าง เอื้อมมือมาแตะหัวไหล่เพื่อนรักเบาๆ เพื่อปลอบ

ณฐอรเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดช่วงบ่ายให้กับเพื่อนสาวฟัง ไม่ว่า จะเป็นปัญหาที่โดนลูกค้าต่อว่าเรื่องขนมปังและการทดลองทำขนมปังที่สุดท้ายก็พบกับความล้มเหลว


“งั้นอายก็ต้องจ้างเชฟ เชื่อฉันสิ มีทางเดียวเท่านั้นที่ทำได้”


“หรือฉันจะบอกอาอี๊ลีให้มาช่วยดี ถึงยังไงเขาก็เป็นญาติฉันนะ”


“ญาติที่คอยจ้องแต่จะหุบสมบัติงั้นหรือ ฉันว่า อย่าดีกว่านะอาย แกปิดป้ายรับสมัครไว้หน้าร้านสิหรือไม่ก็ลงโฆษณาในอินเตอร์เน็ตก็ได้”


“แต่ถ้าทำแบบนั้นคนก็จะรู้ว่า ร้านเราไม่มีเชฟสิ เรื่องไม่ยิ่งยุ่งกันใหญ่หรือ” ณฐอรโวย

“เอางี้ก็ได้ ประกาศว่า รับสมัครผู้ช่วยเชฟแต่ว่า ขอให้มีประสบการณ์แล้วอายก็สัมภาษณ์เขาดู ถ้าไม่มีประสบการณ์เลยทำไม่เป็น ก็ไม่รับ แค่นี้ไม่เห็นยาก” สาวร่างอวบเสนอบ้าง

“แกว่าดีหรือกุ๊กไก่ แต่ฉันจะรู้ได้ยังไงว่า เขาจะทำขนมปังได้เหมือนสูตรของป๊า ฉันไม่กล้าเสี่ยง”


“ก็เหมือนเดิมนั่นล่ะอาย ให้เขาทำให้แกชิมแล้วก็บอกว่า เหมือนไหม ถ้าใช่ก็โป๊ะเชะเลยแต่ถ้าไม่ได้จริงๆ แกก็ค่อยไปง้ออามาลีดีไหม”


“ก็ดีเหมือนกัน บอกตามตรงนะติ๊ก กุ๊กไก่ ฉันเหนื่อยมาก วันนี้ฉันตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปที่ร้านแต่สุดท้ายแล้วกลับทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ป๊าพูดถูก ฉันไม่มีความพยายามเอาเสียเลยตอนที่ป๊าสบายดีเคี่ยวเข็ญให้ฉันหัด แต่ฉันก็ทำไม่ได้”


“อย่าเพิ่งท้อสิอาย ไม่มีใครรู้หรอกว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ จำที่ฉันเคยบอกได้ไหม มนุษย์ทุกคนต้องมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ไม่มีใครดีทุกอย่างหรอก อย่างบางคนก็เรียนฟิสิกส์เก่งแต่เรียนชีวะไม่ได้เรื่อง บางคนก็ถนัดเล่นกีฬาแต่เย็บปักถักร้อยไม่เป็น อย่างฉันเองกินเก่งแต่ก็ทำขนมไม่เป็นเหมือนกัน” สาวร่างอวบปลอบ

“ขอบใจมากนะกุ๊กไก่ ติ๊ก ถ้าไม่มีพวกแกฉันคงไม่รู้จะไปปรับทุกข์กับใคร”


“สบายมากน่าอาย มีอะไรฉันก็ยินดีเป็นที่ปรึกษาเสมอ เราสามคนซี้กันอยู่แล้ว” ตติยาพูดขึ้นบ้าง ณฐอรกำลังจะตอบ แต่แล้วเสียงกรี๊ดกร๊าดจากชายหนุ่มอีกคนซึ่งนั่งอยู่เก้าอี้ถัดไปกลับดึงดูดความสนใจของทั้งสามจนต้องหันไปมอง.....

“มารอนานหรือยังจ๊ะพอหนุ่ม ขอโทษทีนะเดซี่เพิ่งสอนหนังสือเสร็จ” เสียงจากเดชดำรง หรือ อาจารย์หนุ่มหัวใจหญิงซึ่งเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนของธนวรรธน์เอ่ยขึ้น ทั้งสองนัดพบกันในร้านอาหารแห่งหนึ่งทั้งนี้ก็เพราะเชฟหนุ่มต้องการให้เพื่อนฝากงานให้


“ไม่เป็นไรหรอกเดซี่ ผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน นั่งก่อนซิ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง”
“อุ๊ยตาย...ว๊ายกรี๊ด เริ่ดนะยะ วันนี้เกิดอะไรขึ้นถึงได้อยากเลี้ยงข้าวเดซี่ มีซัมติ้งอะไรหรือเปล่า”


เดชดำรงแซว คิ้วบางที่กันไว้ด้วยดินสอเขียนคิ้วจนคมกริบเลิกขึ้น ธนวรรธน์จ้องมองเพื่อนรักซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ ใบหน้าซึ่งเคยหล่อเหลาแบบบุรุษเพศบัดนี้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีจัด จนแทบไม่เห็นเค้าโครงของเดิม ใบหน้าคม และสันกรามรูปเหลี่ยมถูกเหลาด้วยมีดหมอจนกลายเป็นวงหน้ารูปไข่ ตาเปลี่ยนเป็นสองชั้นพร้อมกับเสริมเต้านมให้อึ๋มจนหนุ่มๆ พากันเหลียวมอง เช่นเดียวกับร่างกายกำยำที่บัดนี้ด้วยฝีมือศัลยแพทย์ชื่อดังแห่งเกาหลีเปลี่ยนให้เป็นสาวหุ่นนาฬิกาทราย ที่สำคัญวันนี้เจ้าตัวยังลงทุนใส่เดรสแขนกุดสีแดงสดโชว์เรือนร่างที่งดงามอีกด้วย

“เดซี่แต่งตัวอย่างนี้ไปสอนหรือ”


เชพหนุ่มถามขึ้น สายตากวาดมองภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ของอดีตเพื่อนซี้ สมัยเข้าเรียนปีหนึ่งเดชดำรงยังคงเป็นหนุ่มมาดแมน แต่พอเวลาผ่านไปอะไรๆ ที่เก็บอยู่ก็เปิดเผยออกมา ทันทีที่เรียนจบเขาก็เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศแถมยังเปลี่ยนชื่อใหม่เสียสวยหรูราวกับฝรั่ง


“ทำไม หรือว่า ไม่สวย”


“ไม่ใช่ แต่ไม่รู้สึกว่า มันโป๊ไปหน่อยหรือ ผมกลัวว่า นักเรียนจะตาค้าง เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องกันพอดี”

“ตั้งใจเรียนกันต่างหาก ยิ่งเห็นอาจารย์สวยๆ แหมธามนี่หัวโบราณจัง ชุดนี้เขาไม่เรียกว่า โป๊หรอกนะ แบบนี้ต่างหากถึงจะโป๊” พูดจบชายหนุ่มหัวใจหญิงก็จงใจดึงคอเสื้อให้เว้าต่ำ ธนวรรธน์รีบเบือนหน้าไปอีกทางทันที แม้จะรู้ว่า อีกฝ่ายเป็นผู้ชายแต่บัดนี้ร่างกายได้เปลี่ยนไปจากเดิมราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ และในฐานะสุภาพบุรุษเขาก็ไม่อยากช่วยโอกาสจากอีกฝ่าย แม้เดชดำรงจะมีบุคคลิกจี๊ดจ๊าดไปสักหน่อยแต่ก็เป็นคนมีน้ำใจกับเพื่อนฝูง หลังเรียนจบทั้งคู่ยังคงติดต่อกันสม่ำเสมอ


“เดซี่ อย่าทำแบบนี้สิ”

เดชดำรงหัวเราะร่วน ก่อนเอื้อมมือมาโอบไหล่ธนวรรธน์ราวกับต้องการจะยั่ว หนุ่มหัวใจหญิงพูดต่อ

“เดซี่ล้อเล่นน่ะธามนี่เหมือนเดิมเลยนะ ยังซีเรียสเหมือนเดิม แต่แบบนี้ล่ะเดซี่ถึงว่า มีเสน่ห์”
“ไม่ต้องมาแกล้งชมผมเลย เรารีบสั่งอาหารกันก่อนดีกว่า ร้านนี้คนเยอะเดี๋ยวจะรอนาน” ธนวรรธน์ปั้นหน้าขรึมอย่างที่เคยทำประจำ อีกฝ่ายจึงเอียงหน้าเข้ามาซบยิ้มหน้าบานเต็มที่

“ก็ได้จ้ะ รีบสั่งก็ได้ เดซี่อยากกินข้าวกับธามมาตั้งนานแล้ว เอ้าน้องบ๋อยเอาเมนูมาดูหน่อยสิจ้ะวันนี้พี่จะยอมเสียหุ่นกินอาหารกับสุดหล่อสักหน่อย”

หลังจากได้รายการอาหารจากบริกรหนุ่ม ทั้งสองก็สั่งกับข้าวสามอย่างระหว่างที่นั่งรออาหารทั้งคู่ก็ชวนกันคุยต่อ


“แล้วนี่ร้านของธามไปถึงไหนแล้ว จะขยายสาขาสองหรือยัง เห็นว่า ลูกค้าติดอกติดใจกันนักไม่ใช่หรือ”


“ขยายได้ยังไง ผมกำลังจะปิดร้านต่างหาก”


“ปิดร้าน...อ้าวทำไมล่ะ”

“นุชท้อง”


“ท้องกับใคร”

ธนวรรธน์สะอึก เงยหน้ามองเพื่อนรักก่อนจะขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งอย่างที่เคยทำประจำ รู้ทั้งรู้ว่า เดชดำรงแกล้งแซวแต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี สมัยเรียนเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยต่างล้อว่า เขากับนีรนุชเป็นแฟนกัน เนื่องจากสนิทสนมและไปไหนด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง แม้จะรู้ว่า อีกฝ่ายคิดกับเขามากกว่าเพื่อนแต่สำหรับชายหนุ่มแล้วไม่เคยคิดเป็นอื่น ยิ่งเห็นความรังเกียจที่บิดาของนีรนุชมีต่อตนเอง ธนวรรธน์ก็รู้ว่า ตนเองไม่คู่ควร

“เอ๊ะ..เดซี่ ก็ท้องกับสามีเขานะสิ คุณยศไงจำไม่ได้หรือ พูดอย่างนี้มันหาเรื่องหรือเปล่า”

เดชดำรงย่นคิ้ว ยิ้มแหยๆ เมื่อรู้ตัวว่า พลั้งปากตามประสาคนช่างนินทา มือสองข้างที่ทำเล็บอะครีลิกเอาไว้กรีดมาปิดปาก ช้อนสายตามองธนวรรธน์ ทั้งสามเป็นเพื่อนเรียนคหกรรมมาด้วยกัน จึงรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี


“อ้าวจะไปรู้หรือ เห็นธามหน้าเครียดๆ ก็คิดว่า....”

“พอเลยนะเดซี่ ถ้าคิดจะพูดเรื่อยเปื่อยผมไม่คุยด้วยแล้ว ผมกับนุชไม่มีอะไรกัน ขืนแซวอีกคำผมโกรธจริงๆ ด้วย”
“แหมขอโทษ... ก็แค่แซวเล่นอย่าทำหน้าหงิกสิจ๊ะพ่อสุดหล่อ ก็นั่นสินะไม่ท้องกับคุณยศแล้วจะท้องกับใคร แล้วทำไมนุชต้องปิดร้านด้วยล่ะ”


“เพราะนุชมีลูกยาก กว่าจะตั้งครรภ์ก็ต้องไปปรึกษาหมอมาหลายที่ ทำเด็กหลอดแก้วมาสี่ครั้งแล้วกว่าจะท้อง คุณยศกลัวว่า จะเสียลูกไปอีกก็เลยสั่งให้หยุดงาน”
ธนวรรธน์เล่าเรื่องคร่าวๆ ทั้งหมดให้กับเพื่อนฟัง เดชดำรงฟังไปพยักหน้าไปก่อนเอื้อมมือไปเกาะแขนชายหนุ่ม

“เพราะอย่างนี้ธามถึงมาหาเดซี่ใช่ไหม จะให้เดซี่ช่วยหางานให้ล่ะสิ”
“รู้ทันแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าเพื่อนสนิทกัน ผมรู้ว่า เดซี่กว้างขวาง คงพอช่วยผมได้ใช่ไหม”


“แค่เพื่อนเองหรือ อย่างนี้เดซี่น้อยใจแล้วนะ อย่างธามน่ะเขาเรียกว่า สามีต่างหาก” เดชดำรงเอียงหน้าเข้าไปซบ นิ้วเรียวไต่ตามท่อนแขนชายหนุ่มเล่น เสียงของหนุ่มหัวใจหญิงค่อนข้างดังทีเดียวจนดึงดูดความสนใจจากคนในร้านให้หันมา ธนวรรธน์จุปากและหันไปถลึงตาดุเพื่อนหนุ่ม

“เบาๆ หน่อยสิเดซี่ คนมองกันใหญ่แล้ว เอามือออกจากแขนผมเดี๋ยวนี้เลยเดี๋ยวเขาก็คิดว่า เราสองคนเป็นอะไรกัน”


“ก็ดีสิ หล่อๆ อย่างธามนะหากินยากจะตาย คิดแล้วยังเปรี้ยวปากอยู่เลย รู้อย่างนี้จับปล้ำเสียตั้งแต่อยู่หอด้วยกันแล้ว”


พูดจบชายหนุ่มหัวใจหญิงสาวก็ยื่นหน้ามาซบที่หัวไหล่ธนวรรธน์ทำท่าอี๋อ๋อทันที ชายหนุ่มชักแขนหนีทำหน้าบึ้งเพื่อปราม รู้ทั้งรู้ว่า อีกฝ่ายพูดเล่นตามประสาคนไม่คิดอะไร แต่ไหนแต่ไรมาเดชดำรงชอบทำตัวเป็นจุดเด่น ความสุขของเขาคือ การทำให้คนอื่นมองด้วยความอิจฉา

“เดชดำรงพอได้แล้ว” ได้ทีชายหนุ่มก็เรียกชื่อเดิมเต็มยศของอีกฝ่าย อาจารย์หนุ่มหน้าง้ำด้วยความน้อยใจพร้อมกับสะบัดหน้าพรืดใหญ่
“หยุดเดี๋ยวนี้นะธาม ถ้าอยากได้งานห้ามเรียกชื่อเดิมเด็ดขาด รู้ไหม มันแสลงหู วุ้ย...แม่นะแม่ตั้งชื่ออะไรก็ไม่รู้เช้ยเชย...เดซี่ต้องทนใช้มาเป็นยี่สิบปีกว่าจะได้โอกาสไปเปลี่ยน พูดแล้วมันหมดอามรณ์”


“ถ้าไม่อยากโดนเรียกชื่อนี้ก็ช่วยผมหางานเสียดีๆ เดซี่พอรู้จักใครบ้างไหม ผมอยากได้งานด่วนจี๋เลยนะ”


“งานนะจ้ะพ่อหนุ่ม... ไม่ใช่ฟาสต์ฟู๊ดจะได้สั่งปุ๊บได้ปั๊บ อีกอย่างสมัยนี้มีคนจบคหรรมเยอะแยะเต็มไปหมดแล้ว ตามโรงแรมต่างๆ ก็มีแต่พวกเชฟฝรั่งเดินชนกันให้ควั่ก”

“แต่ก็ไม่ยากเกินมือเดซี่หรอกใช่ไหม ผมกำลังลำบาก ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ว่า จะเป็นร้านเล็ก ร้านใหญ่ ที่ไหนผมทำได้หมด”

“งั้นไปทำที่บ้านเดซี่แล้วกัน อาหารสามมื้อพร้อมที่นอนและหมอนข้างแถมมีคนนวดให้ด้วยดีไหม”

ธนวรรธน์ถลึงตาดุอีกครั้ง ตอนนี้เขากำลังตกเป็นเป้าของลูกค้าทั้งหมดภายในร้าน เมื่อบริกรนำอาหารมาเสิรฟ์ชายหนุ่มจึงรีบแกะมือเพื่อนรักออก ทั้งสองกินอาหารไปคุยไป

“ถ้าเป็นแบบนั้นผมไม่สนใจหรอก พูดจริงๆ นะ ผมอยากทำงาน ช่วยผมหน่อย ตอนนี้แม่ผมก็อายุมากแล้ว ผมอยากให้ท่านได้พักผ่อน”


“งั้นเดซี่รับท่านเป็นแม่สามีก็ได้ จะช่วยเลี้ยงดูให้สบายไปตลอดชาติ เดซี่ทั้งสวยทั้งรวย แค่เนี้ย สบายมาก”


ชายหนุ่มปั้นหน้านิ่ง เดชดำรงค์จึงได้แต่ย่นคอ สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าเบื่อหน่าย


“ก็ได้ๆ จ้ะ แหมธามเนี่ยนะ ชอบทำหน้ายักษ์อยู่เรื่อย แต่ก็ดีนะมีเสน่ห์ดีเดซี่ชอบ คนดุๆ ชีวิตมีรสชาติดี”

“ขืนแซวอีกผมกลับจริงๆ ด้วย คนเขากำลังพูดเรื่องซีเรียส ทำเป็นเล่นอยู่เรื่อยแล้วตกลงจะคุยกันรู้เรื่องไหม” ชายหนุ่มแค่นเสียงอีกครั้ง ชายหนุ่มหัวใจหญิงจึงได้แต่ย่นคอ พร้อมกับชูมือสองนิ้วราวปฏิญาณ

“ก็มันเคยปากนี่ได้แทะโลมนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี เอาเป็นว่า เดซี่รับปาก จะรีบหางานให้ด่วนจี๋เลยนะแต่ธามก็ต้องตอบแทนเดซี่ด้วย”

“ได้ซิ...เดซี่อยากให้ผมช่วยอะไรหรือ”


“เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ อย่าเพิ่งรีบกลับนะ บ่ายนี้ไม่มีสอน เดซี่อยากให้ธามเดินเล่นเป็นเพื่อนยั่วนางชะนีแถวนี้ให้กรี๊ดเล่น ดูสิ.. มีแต่คนมองธาม อย่างสาวๆ โต๊ะนั้นสิ จ้องมาตั้งนานแล้ว”



“เขามองเพราะเดซี่เสียงดังมากกว่าแถมยังใส่สีแดงแจ๊ดเสียขนาดนี้ ผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยเขาไม่ว่า อะไรหรอกหรือ แต่ตัวสีจัดขนาดนี้”

“ไม่ว่าหรอก เพราะเดซี่ตั้งใจทำงาน ส่วนเรื่องสาวๆ เชื่อสายตาเดซี่สิ นังชะนีพวกนั้นมองธามจริงๆ ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่หรือแม้แต่นังชะนีจบใหม่ อย่างสามคนนู้นเป็นไง”

ธนวรรธน์หันมองตามแต่แล้วสายตาเจ้ากรรมก็พลันไปจ๊ะเอ๋กับดวงตากลมโตคู่หนึ่งซึ่งจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว แม้ชายหนุ่มจะได้ชื่อว่า เป็นคนหนักแน่นและไม่แคร์อะไรแต่กลับปั้นหน้าไม่ถูก เขารู้ดีว่า แววตาแบบนี้มันหมายถึงอะไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนอื่นมองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเดชดำรงในทำนองนี้ แม้แต่คุณมธุรสเองก็เคยคิดว่า เขาเป็นชายรักชายแต่หลังจากอธิบายมารดาก็เข้าใจมากขึ้น


“เขาจะมองใครก็ช่าง อย่าไปสนใจเลย เรากินกันต่อเถอะ”

ชายหนุ่มเผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อรู้ว่า คงไม่มีประโยชน์ที่จะคิดมากสุดท้ายจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจและพยายามไม่มองกลับไปยังโต๊ะนั้นอีกเลยแต่ธนวรรธน์คงไม่รู้หรอกว่า แค่ความเข้าใจผิดเพียงนิดเดียวจะนำไปสู่ความวุ่นวายของชีวิตอีกมากมายเลยทีเดียว


สองวันต่อมาเป็นวันที่ยุ่งเหยิงสำหรับเชฟหนุ่มอีกครั้งเขาต้องเคลียร์ข้าวของทุกอย่างเพื่อเตรียมปิดร้านในวันพรุ่งนี้ ของที่สั่งมาบางส่วนถูกขายคืนกับบริษัทไปทั้งอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ธนวรรธน์เร่งทำบัญชีเพื่อรวบรวมรายรับรายจ่ายหลังจากตัดเป็นค่าจ้างคนงาน ค่าน้ำ ค่าไฟในร้านรวมถึงแบ่งสัดส่วนผลกำไรกับนีรนุชอีกด้วย เขาตั้งใจว่า จะทำบัญชีให้เสร็จในอาทิตย์นี้


“อ้าวนุช ไปหาหมอเสร็จแล้วหรือ”

ธนวรรธน์พูดขึ้นเมื่อเห็นร่างบางก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเซียว ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว นีรนุชเป็นผู้หญิงน่ารักและเรียบร้อยนิสัยออกไปทางคุณหนู เพราะครอบครัวมีฐานะร่ำรวย ผิดกับธนวรรธน์ที่มาจากครอบครัวชั้นกลาง บิดาทำงานบริษัท มารดาเป็นครู อุปนิสัยชายหนุ่มเป็นคนตรงค่อนข้างโผงผาง ทั้งคู่รู้จักกันตอนที่จับคู่ทำอาหารเมื่อได้รู้จักตัวตนของกันและกันก็สนิทกันมากขึ้น


“จ้ะธาม แต่ช่วงนี้ไม่ไหวเลยนุชแพ้มาก ทำอะไรก็เวียนหัวไปหมด นี่ขนาดนั่งรถไกลๆ ยังอ้วกไปแล้วหลายรอบ” หญิงสาวบ่นพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
“แล้วทำไมไม่อยู่พักที่บ้านล่ะ ออกมาตะลอนๆ ทำไม”

“แหมก็นุชอยากมาช่วยธามเก็บร้านน่ะสิ รู้สึกเหมือนกินแรงธามยังไงก็ไม่รู้”
สีหน้าของนีรนุชที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดทำให้ธนวรรธน์รู้ได้ว่า สิ่งที่หล่อนพูดไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทำงานแต่หมายถึงการที่เขาต้องปิดร้านแห่งนี้ด้วย หลายปีที่เรียนมาด้วยกันหญิงสาวเป็นคนมีน้ำใจเพราะมีฐานะร่ำรวยทำให้มีเพื่อนมากมายแต่กลับไม่มีสักคนที่จริงใจ สังคมของคนรวยมีแต่ความฟุ้งเฟ้อ ต่างใส่หน้ากากเข้าหากัน ธนวรรรธน์จึงเป็นพียงคนเดียวที่หญิงสาวสามารถปรับทุกข์ด้วยได้ ขณะเดียวกันส่วนเขาก็เห็นว่า หล่อนมีพื้นฐานจิตใจดีเป็นคนโอบอ้อมอารี จะมีบ้างที่ยังคงนิสัยเหมือนเด็กใจร้อนทำให้เขาต้องคอยปลอบให้ใจเย็นลงอยู่เรื่อย

“อย่าคิดมากเลยนุช ผมไม่เป็นไรหรอก ผมกำลังหางานใหม่อยู่คิดว่า อีกไม่นานก็ได้แล้ว”

“ถ้านุชให้ธามยืมเงินสำหรับเปิดร้านใหม่ดีไหม”


ธนวรรธน์ซึ่งกำลังนั่งคิดบัญชีเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนสาวด้วยความประหลาดใจ เขารู้ว่า เพื่อนสาวมีฐานะดีแต่ด้วยวิสัยตนเองที่ไม่ชอบพึ่งใคร ยิ่งเป็นเงินของฝ่ายหญิงเขายิ่งไม่ต้องการ แม้การปิดร้านจะทำให้เขาต้องกลายเป็นคนตกงานแต่ชายหนุ่มก็เชื่อว่า ความรู้และความสามารถจะทำให้หางานใหม่ได้ไม่ยาก ขอเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น


“ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะนุช ผมคิดว่า เราคุยกันรู้เรื่องแล้วเสียอีก ผมบอกแล้วไงว่า ผมไม่เป็นไร เชื่อสิ อีกไม่นานผมก็จะหางานใหม่ได้แล้วนุชไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

“แต่นุชรู้สึกผิดจริงๆ นะ ถ้าไม่เพราะนุชธามก็คงไม่ต้องลำบากแบบนี้ แต่นุชลองพูดกับคุณพ่อให้แล้วแต่ท่านบอกว่าจำเป็นจริงๆ หุ้นส่วนคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับค่าเช่า นุชก็เลยคิดว่า...”

“ผมบอกแล้วไงว่า ไม่เป็นไรจริงๆ ถึงเราจะต้องปิดร้านแต่ก็ไม่ใช่ความผิดของนุชสักหน่อย อย่าลืมนะว่า นุชกับครอบครัวกำลังจะมีข่าวดี ผมต้องดีใจด้วยถึงจะถูก อีกไม่นานผมจะได้อุ้มหลานแล้ว”


ธนวรรธน์รู้ว่า หญิงสาวรอทายาทมานานถึงสามปีแล้ว ตลอดเวลาที่ทั้งคู่แวะไปหาแพทย์ทางด้านมีบุตรยากก็มักจะมาปรับทุกข์ให้ฟังอยู่เสมอ นีรนุชนั้นมีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง หล่อนมีอาการปวดท้องประจำเดือนอยู่บ่อยๆ ครั้งก่อนๆ ที่ตั้งครรภ์เพียงได้ไม่กี่สัปดาห์ก็แท้ง กว่าจะตั้งครรภ์ครั้งนี้ต้องอาศัยการฉีดยาและให้ยาบำรุงไปหลายเข็ม


“แต่นุชทำให้ธามตกงาน”

“ใครว่า ผมไม่ได้อับจนสักหน่อย อย่าทำคิ้วผูกโบว์แบบนี้สิ เดี๋ยวหลานผมก็ออกมาหน้าหงิกกันพอดี “

ชายหนุ่มพูดติดตลกทั้งที่จริงแล้วตัวเขาเองกำลังลำบาก เมื่อสองวันก่อนชายหนุ่มลองไปสมัครงานตามโรงแรมแต่ก็พบกับความผิดหวัง นอกจากตำแหน่งเต็มแล้วบางทียังต้องการเชฟที่มีประสบการณ์แต่ตัวเขาเองนั้นนับตั้งแต่เรียนจบก็มาเปิดร้านเบเกอรี่แห่งนี้ ธนวรรธน์ได้ติดต่อไปยังเดชดำรงให้ช่วยแนะนำงานให้แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ

“แต่นุชทำให้ธามเดือดร้อน” นีรนุชติง

“เชื่อผมสิ อีกไม่นานผมก็หางานได้ นี่ผมก็สมัครไว้ตั้งหลายที เผลอๆ เรียกพร้อมกันผมจะเลือกไม่ถูกด้วยซ้ำ”

“ถ้างั้นให้คุณพ่อนุชฝากเพื่อนให้เอาไหม ท่านมีเพื่อนเป็นหุ้นส่วนของโรงแรมหลายแห่ง อาจพอหางานให้ธามได้”


“อย่าดีกว่า ผมเกรงใจพ่อนุช”

ธนวรรธน์รู้ดีว่า บิดาของหญิงสาวนั้นไม่ชอบหน้าเขาสักเท่าไหร่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเนื่องจากสนิทกันทำให้บิดาออกอาการกีดกัดอย่างเห็นได้ชัดเพราะถ้าเทียบกับบุตรชายของอีกตระกูลหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มแทบจะเรียกได้ว่า มีแต่ตัว มารดาเป็นแค่ครูโรงเรียนเอกชนส่วนบิดาก็เสียชีวิตไปแล้ว ผิดกับชายอีกคนซึ่งร่ำรวยล้นฟ้า ตระกูลของนีรนุชนั้นถือว่า การแต่งงานเหมือนกับเงินต่อเงิน


“งั้นธามก็ช่วยรับเงินนี้ไปไม่ได้หรือ ถือเสียว่า เป็นทุนเปิดร้านใหม่ เงินก้อนนี้จะทำให้ธามหาร้านได้แล้วนุชเองก็ไม่ลำบากใจด้วย”


“แต่ผมลำบากใจนะนุช จู่ๆ จะให้เอาเงินนุชมาเฉยๆได้ยังไง เดี๋ยวคุณยศ เขาก็ว่าเอาได้”

สามีของนีรนุชเองตอนแรกก็ออกอาการไม่ค่อยไว้ใจชายหนุ่มเช่นกัน เนื่องจากสองหุ้นส่วนธุรกิจต้องพบปะกันทุกวันแต่พอนานวันเข้าต่างรู้ว่า ทั้งสองเป็นแค่เพื่อนแต่ธนวรรธน์ก็ยังระวังตัวเพราะถือคติ ไม่อยากสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในครอบครัว เขารักนีรนุชแบบเพื่อนและอดที่จะดีใจไม่ได้ที่เห็นหล่อนมีความสุข
“เอ่อ....”

“เอาน่า ผมบอกว่า ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ เอาไว้ถ้าผมเดือดร้อน ผมจะขอความช่วยเหลือจากนุชดีไหม”

“อย่างนั้นหรือ”

“อื่ม...แล้วนี่คุณยศจะมารับกี่โมงหรือ”



“หกโมงจ้ะ เห็นว่า ประชุมเสร็จแล้วจะเลยมารับที่นี่เลย”

“ดีแล้วจะได้รีบมารับคุณแม่ขี้กังวลกลับบ้านไปเสียที นุชต้องพักผ่อนให้มากรู้ไหม หน้าซีดมากวันนี้ดื่มน้ำขิงอุ่นๆ หรือยัง มันช่วยแก้แพ้ท้องได้นะ”

นีรนุชส่ายหน้า ธนวรรธน์จึงรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัวด้านใน เทขิงซองใส่แก้วผสมน้ำยกออกมาให้และไม่ลืมบีบมะนาวลงไปเพื่อให้กลิ่นหอมมากขึ้น หญิงสาวจิบน้ำขิงร้อนๆ ก่อนจะยิ้มออกมา


“ธามนี่ดูแลผู้หญิงเก่งจะนะ อย่างนี้เมื่อไหร่จะมีแฟนกับเขาเสียที อย่ามัวแต่ทำงานอยู่นะ”

“นุชพูดเหมือนแม่ผมเปี๊ยบเลย บ่นอยู่ทุกวันนี่ว่า ผมไม่ยอมหาแฟน”


“ก็มันจริงนี่ รูปหล่ออย่างกับพระเอกหนังแบบนี้ สาวๆ ไหนเห็นก็ต้องชอบ”
“มีแต่คนคิดว่า ผมเป็นเกย์เสียมากกว่า เมื่อบ่ายนี้ผมนัดเจอเดชดำรงค์ รู้ไหมผู้หญิงในร้านมองผมอย่างกับตัวประหลาด”


นีรนุชหลุดหัวเราะออกมา แต่ธนวรรธน์ขำไม่ออก เขาเคยคิดจะบอกเพื่อนชายหัวใจหญิงหลายครั้งแล้วว่า ให้ระมัดระวังกริยาเวลาออกไปที่สาธารณะแต่อีกฝ่ายไม่ฟังเลย ยิ่งตอนก่อนจะแยกจากกันเดชดำรงถึงกับโผเข้ามาหอมแก้มทำเอาลูกค้าในร้านมองจ้องเป็นตาเดียว

“ธามเนี่ยนะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเกย์”

“ใช่ หล่อนกับเพื่อนๆซุบซิบกันใหญ่ ผมละเซ็งจริงๆ ไม่ทันไรงานเข้าเสียแล้ว”
“หล่อน” นีรนุชทวนคำ” ฮั่นแน่...ใครนะทำให้ธามกังวลได้ แสดงว่า คงต้องสวยมากใช่ไหม”

“ก็งั้นๆ”


ธนวรรธน์จำต้องปด ภาพของดวงหน้ารูปไข่ลอยขึ้นมาในความคำนึงอีกครั้ง คำว่า น่ารักคงจะเหมาะกับหล่อนมากกว่า คิ้วโก่งที่ดูงามราวกับภาพวาดโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่สดใสราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อหล่อนคิดว่า เขาเป็นชาวสีม่วง ถ้าจะโทษก็เพราะความสนิทสนมกับเดชดำรง



“ไม่จริงหรอก นุชว่า ต้องสวยจนธามตะลึง ปกติไม่เคยเห็นธามเพ้อถึงผู้หญิงคนไหนสักที”

“ผมเพ้อที่ไหนกัน นุชก็พูดไปเรื่อย ผู้หญิงตาถั่วแบบนั้นผมไม่สนใจหรอก”
“คงจะตาถั่วจริงด้วย ผู้ชายอย่างธามต้องเรียกว่า เพียบพร้อมถึงจะถูก ทั้งหล่อ นิสัยดีแถมยังเป็นพ่อบ้านพ่อเรือนอีกต่างหาก ไม่เห็นมีตรงไหนที่เข้าข่ายเกย์เลย”
“พอเลยนุช ชมจนผมจะลอยอยู่แล้ว เลิกแซวผมได้แล้ว นั่นรถคุณยศมาบีบแตร รีบกลับบ้านได้แล้ว”

นีรนุชมองตามออกไปนอกหน้าต่างของร้านและเห็นว่า มีรถมาจอดเทียบจริงๆ
“อะไรกันทำไมมาเร็วจัง” หญิงสาวบ่น หล่อนเพิ่งมาถึงร้านได้แป๊บเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากคุยกับธนวรรธน์

“เอาน่านุช รีบกลับบ้านไปพักผ่อน อย่าให้คุณยศรอนาน เขาเองก็เหนื่อย ส่วนเรื่องบัญชีกับเก็บร้านผมกับเด็กๆ ทำเองได้ ไว้จัดการบัญชีเสร็จเมื่อไหร่ เราค่อยนัดกันอีกที”

“ก็ได้จ้ะ นุชไปก่อนนะธาม ไว้โทรหานะ”


หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้และรวบกระเป๋า โดยมีสายตาของชายหนุ่มมองตาม ธนวรรธน์ลอบถอนหายใจเมื่อมองไปทั่วร้าน อีกไม่นานทุกอย่างจะเป็นแค่ความหลังส่วนตัวเขาเองก็ต้องก้าวไปข้างหน้าต่อไป

กว่าชายหนุ่มจะจัดการเรื่องภายในร้านเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม ทันทีที่รถจอดหน้าร้านคนซึ่งนั่งรออยู่ในห้องรับแขกก็กุลีกุจอออกมารับ มธุรสก้าวเข้ามาหาลูกชายด้วยสีหน้าสดชื่น

“แม่ยังไม่ขึ้นห้องอีกหรือครับ”

“ยังจ้ะ แม่รอลูกอยู่”

“รอผม มีอะไรเหรือเปล่าครับ”



“คือวันนี้แม่กับเพื่อนผ่านไปที่ร้านขนมปัง เห็นป้ายประกาศสมัครงานก็เลยนึกถึงธาม”


มือบางยื่นกระดาญสีขาวแผ่นเล็กซึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์ของร้านขนมนุ่มลิ้นส่งให้ วันนี้เพื่อนที่ชวนไปซื้อขนมปังแต่เมื่อไปถึงกลับพบว่า ร้านปิด มีเพียงป้ายติดอยู่เมื่อเห็นว่า น่าสนใจจึงรีบจดมาเผื่อลูกชาย


“ร้านขนมปังเนี่ยนะครับ”

“ใช่ ลูกก็รู้จักไม่ใช่หรือ ขนมปังนุ่มลิ้น ร้านนี้เปิดมาเกือบห้าสิบปีแล้วนะ ขายดีมาก”

“ครับแม่ผมรู้จัก เมื่อตอนเด็กๆ แม่เคยซื้อให้ผมกินบ่อย ที่เจ้าของร้านเป็นคนจีนยิ้มเก่งๆ ใช่ไหมครับ”
“นั่นล่ะลูก คือ ว่า วันนี้แม่ผ่านไปแล้วก็เห็นป้ายว่า หน้าร้านปิดประกาศต้องการผู้ช่วยเชฟ แม่เลยอยากให้ลูกไปลองสมัครดู”

“จะดีหรือครับแม่ ผมเป็นเชฟนะครับ จะให้เป็นผู้ช่วยหรือว่า ที่ร้านเขามีปัญหาอะไร ลุงที่เป็นเจ้าของไม่อยู่แล้วหรือครับ”


มธุรสเล่าข่าวอุบัติเหตุของครอบครัวร้านขนมให้ฟัง หนังสือพิมพ์ลงข่าวติดกันถึงสองวันบอกว่า ตอนนี้เจ้าของร้านคือ คุณอาณัฐนั้นยังอยู่ในอาการโคม่านอนรักษาตัวในไอซียู แพทย์ยังไม่แน่ใจว่า เขาจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ตอนนี้บุตรสาวเพียงคนเดียวจึงต้องรับช่วงกิจการต่อ


ร้านขนมนุ่มลิ้นนั้นดังมากทุกครั้งที่มารดาพาไปซื้อจะต้องต่อคิวยาวเหยียดเลยทีเดียว ขนมปังร้านนี้มีหลายไส้ให้เลือก รสชาติของขนมปังเนื้อนุ่มฟูสมกับสูตรที่สะสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แม้แต่ตัวชายหนุ่มเองที่ทำขนมปังเป็นแล้วยังอดคิดถึงสูตรของร้านไม่ได้

“แย่จัง เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นลูกสาวเขาคงตกใจแย่เลยนะครับ”

“แม่ก็คิดเหมือนกันลูก แม่เคยเห็นแม่หนูคนนั้นตอนเด็กๆ ผิวขาวๆ ไว้ผมม้า ตาโตไม่เหมือนพวกลูกครึ่งคนจีนเลย”

ธนวรรธน์จำเด็กหญิงคนนั้นได้ลางๆ แต่แล้วภาพของใครบางคนที่เจอกันเมื่อตอนบ่ายนี้ก็ผุดขึ้นมาซ้อนทับกัน น่าแปลกที่ชายหนุ่มไม่เคยประทับใจใครมาก่อนแต่กลับจำภาพของผู้หญิงในร้านอาหารได้ติดตา หล่อนและเพื่อนอีกคนช่างมีบุคคลิกแตกต่างกันคนละขั้ว เพื่อนสาวร่างอวบดูจะกินเก่งกว่าเพื่อน ส่วนอีกคนเป็นสาวร่างผอมผิวคล้ำแต่พอนึกถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจของพวกหล่อนก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้

“ถ้าไงลองไปสมัครดูหน่อยได้ไหมลูก จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่เสียหาย ตอนนี้ธามก็ยังหางานทำไม่ได้ไม่ใช่หรือ อีกอย่างร้านนี้ก็อยู่ใกล้กับบ้านของเราด้วย แม่อยากให้ธามลอง”


เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของมารดาชายหนุ่มจึงปฏิเสธไม่ออก สุดท้ายจำต้องพยักหน้าแม้จะไม่เต็มใจนัก


“ก็ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะลองดู”


ณฐอรอาบน้ำเสร็จได้เกือบชั่วโมงแล้วแต่ยังนอนไม่หลับ ร่างบางในชุดนอนสีหวานนอนก่ายหน้าผากด้วยความกลัดกลุ้ม เมื่อสองชั่วโมงก่อน หล่อนแวะไปเยี่ยมอาการของบิดาที่โรงพยาบาล อาการของท่านไม่ดีขึ้นเลยสักนิด


ยังคงมีไข้และต้องใส่ท่อช่วยหายใจแพทย์ประจำตัวแจ้งว่า หากพ้นสองวันนี้ยังเอาท่อช่วยหายใจออกไม่ได้คงจะต้องทำการเจาะคอ หญิงสาวกุมมืออุ่นที่บัดนี้ไม่มีการตอบสนอง ภาพของบิดาบังเกิดเกล้าที่นอนหลับตานิ่งหายใจตามเครื่องช่างปวดร้าวเสียเหลือเกิน หล่อนรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่สำคัญหล่อนกำลังจะทำลายสมบัติของครอบครัวให้พังย่อยยับด้วยน้ำมือตนเอง ปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาจนณฐอรแทบไม่อยากคิด ในที่สุดหล่อนก็ตัดสินใจลงประกาศรับสมัครเชฟตามที่เพื่อนแนะนำ หากโชคดีพรุ่งนี้มีคนมาสมัครปัญหามากมายของหล่อนก็จะหมดไป สายตากวาดมองบ้านหลังใหญ่ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความเงียบด้วยความรู้สึกหดหู่



แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีสักครั้งที่ณฐอรจะรู้สึกเหงาเหมือนเช่นนี้ บ้านหลังใหญ่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะยามทุกคนอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา แม้จะต้องดูแลร้านขนมแต่บิดาก็ยังมีเวลาให้หล่อนสม่ำเสมอ เรียกได้ว่า ท่านรู้จักเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเกือบทุกคนด้วยซ้ำ สองพ่อลูกคุยกันได้ทุกเรื่อง หลายปีที่ผ่านมาหญิงสาวไม่เคยมีแฟน ผู้ชายเพียงคนเดียวที่สนิทด้วยก็คือพ่อ


“ฉันว่า เนื้อคู่อายคงยังไม่มาเกิดแน่ๆ”

“ไม่จริงหรอก ฉันว่า ต้องมีสิเพียงแต่พวกเรายังไม่เจอ”


แม้จะมีหนุ่มๆ แวะเวียนเข้ามาจีบไม่ได้ขาด แต่หญิงสาวก็ไม่เคยสนใจใครแต่แล้วภาพของชายหนุ่มผิวคล้ำหน้าตาแบบไทยแท้ๆ ที่เจอในร้านอาหารเมื่อตอนเย็นกลับผุดขึ้นมา แค่สบนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นทำไมถึงได้รู้สึกใจสั่น ดวงตาของเขาเป็นสีดำสนิท จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักลึกสีแดงสดขนาดผู้หญิงยังอาย ยิ่งยามสายตาคู่นั้นมองหล่อนด้วยความตัดพ้อ ณฐอรก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง


“น่าเสียดายจังเลยนะ หล้อหล่อ”
“เสียดายจังไม่น่าเป็นเกย์เลย ดูแฟนเขาสิ หน้าตายี้.. ดูสิ หอมแก้มกันด้วย แหวะ” ติ๊กวิจารณ์


“อย่างนั้นเนี่ยนะหล่อ ผิวก็คล้ำ ตัวก็โตแถมยังหน้าบึ้งอย่างกับยักษ์คงเห็นว่า พวกเรากำลังมอง อย่าไปสนใจเลย....” ณฐอรพูดบ้าง


สำหรับณฐอรแล้วไม่ได้รู้สึกรังเกียจพวกชายรักชาย สมัยเรียนมหาวิทยาลัยหล่อนมีเพื่อนประเภทนี้มากมายจนนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่นิสัยดีกว่าผู้หญิงทั่วไปเสียด้วยซ้ำ นอกจากมีพรสวรรค์ที่ฟ้าให้มาเป็นพิเศษบ้างก็เรียนเก่ง ร้องเพลง เล่นกีฬาเก่ง แต่สิ่งที่หล่อนรู้สึกไม่พอใจชายคู่นั้นก็เพราะความไม่เหมาะสม ขนาดอยู่ในร้านอาหารยังเบียดกระแซะแนบชิดราวกับไม่สนใจสายตาใคร ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นเสียงมือถือเครื่องเล็กก็ดังขึ้น หญิงสาวดูเบอร์โชว์ตรงหน้าจอแล้วก็ตัดสินใจรับสาย

“ยังไม่นอนค่ะ อี๊ลีมีอะไรกับอายหรือเปล่าคะ”


“มีสิ อี๊อยากจะถามว่า อายรับสมัครผู้ช่วยเชฟทำไม ไหนบอกว่า จะคุมร้านเองไม่ใช่หรือ....”


ข้อความอีกยาวเหยียดถูกพ่นออกมาโดยณฐอรไม่ได้ตั้งตัว ใบหน้าซึ่งซีดเผือดอยู่แล้วค่อยๆ เผือดมากขึ้นเรื่อย แน่นอนอาสาวไม่ได้เห็นด้วยที่หล่อนตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตรงกันข้ามกลับรัวใส่หล่อนไม่หยุด


บ้างก็ว่า หล่อนไม่มีหัวคิด การประกาศหาเชฟจะทำให้ยอดขายของร้านตก หล่อนแก้ปัญหาไม่ถูกจุดบ้างล่ะ และสุดท้ายก็โทษที่หล่อนหัวดื้อแต่ประโยคที่ทำให้หญิงสาวเจ็บที่สุดก็คือ


“ถ้าอายทำไม่ได้ พรุ่งนี้อี๊จะไปช่วยที่ร้านเอง อี๊จะทำให้อายรู้ว่า เจ้าของร้านที่ดีควรจะทำยังไง”




tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 11 ก.ค. 2554, 14:34:11 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ก.ค. 2554, 14:35:19 น.

จำนวนการเข้าชม : 2247





<< หรือทุกอย่างต้องพังในมือฉัน....กรรม   บทที่ 4 พ่อครัวหรือขุนศึก... >>
แว่นใส 11 ก.ค. 2554, 15:10:32 น.
อย่ามาเลยยัยตัวยุ่ง ร้ายซะไม่มีดี


sai 11 ก.ค. 2554, 15:18:22 น.
อี๊ลีแรงมั่กมากกกกกกกกกกกกกกกก

หนูอายสู้ๆๆ


Pat 12 ก.ค. 2554, 08:16:42 น.
อี้ลีมาไม่ทันธามหรอก เค้าอยู่ใกล้บ้านกว่า ^.^


Zephyr 12 ก.ค. 2554, 15:10:55 น.
อี๊ลี ไม่ต้องมาเลย พี่ธามติดจรวดไปสมัครเลยนะ น้องอายจำพี่ธามได้แน่เลยจะเป็นเรื่องมั้ยนี่


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account