^วันอยากเขียน^
รวมเรื่องสั้น ฉบับลิขิตราค่ะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จับเรื่องสั้นมารวมกันไปเลยดีกว่า
Tags: เรื่องสั้น ลิขิตรา
ตอน: -เพลงรักในสายลม(2)-
หญิงสาววางเครื่องมือใส่ท่อช่วยหายใจลงบนรถเข็นข้างตัว ถอดถุงมือออกโยนใส่ถุงที่แขวนอยู่กับตัวรถ ก่อนบอกเสียงเรียบ "ทิวบ์เบอร์ 7.5 ลึก 22 นะคะ"
ร่างบางเดินออกมาหยิบแฟ้มประวัติผู้ป่วยไปเขียน เสียงโทรศัพท์ดังเบา ๆ ก่อนที่เธอจะหยิบขึ้นรับสาย
"ค่ะ..."
"เพลง พี่ฝากไปขออัลตราซาวน์ห้อง 1207 หน่อยสิ" ปลายสายคือแพทย์รุ่นพี่ที่อยู่ในหน่วยเดียวกัน
พรายเพ็งนิ่งไปครู่ "ค่ะ...พี่จะเอาเป็นอีเมอร์ใช่ไหมคะ" เธอถามถึงความเร่งด่วน
"อืม...รูลเอาท์ดีวีทีนะ พี่เขียนใบไว้ในแฟ้มแล้ว" ปลายสายพูดถึงเหตุผลในการขออัลตราซาวน์ เพื่อตรวจหาภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน
"ค่ะ..." เธอรับคำ ถอนใจเบา ๆ เมื่อลดโทรศัพท์ลงใส่ในกระเป๋า
ทั้งที่ภาวนาไว้ในใจแล้ว ให้รังสีแพทย์ที่อยู่เวรอัลตราซาวน์วันนี้เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้ชายสีเขียว แต่สวรรค์คงไม่เมตตาเธอเท่าไร พรายเพ็งจึงต้องมายืนอยู่หน้าเครื่องอัลตราซาวน์โดยมีคนที่เธอไม่อยากพบนั่งอยู่ตรงหน้า
"เคสอะไร" เขาถามเสียงเรียบ ไม่มองหน้าเธอสักนิด
พรายเพ็งเผลอคลี่ยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก กึ่งขันอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ และเธอรู้ดี...รอยยิ้มแบบนี้ล่ะ ที่เขาเกลียด!
"ผู้ป่วยหญิงอายุ 57 ปี อันเดอร์ไลอิ้งซีเอลิเวอร์..." เธอเล่าประวัติผู้ป่วยซึ่งมีโรคประจำตัวเป็นมะเร็งตับ เล่าถึงความเสี่ยงต่าง ๆ และภาวะโรคที่เกิดขึ้น ก่อนจบด้วย "ขอดอปเลอร์อัลตราซาวน์ รูลเอาท์ดีวีทีค่ะ"
เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนหันมามองหน้าเธอ "เดี๋ยวบ่ายส่งคนไข้ลงมาแล้วกัน จะมาดูเองไหม"
พรายเพ็งกระพริบตา พยายามซ่อนสายตาของความประหลาดใจ โดยปกติ น้อยครั้งที่ศัลยแพทย์จะมานั่งอ่านฟิลม์ หรือดูรังสีแพทย์ตรวจเพิ่มเติม เธอไม่รู้จริง ๆ ว่านั่นคือคำถามปกติ หรือเป็นคำชวนเพราะเขายังอยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ แต่สายตาเย็นชาที่เคยได้รับ คำพูดโหดร้ายที่เคยได้ยินก็ทำให้เธอไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง
"บ่ายหนูต้องเข้าห้องผ่าตัดค่ะ" นั่นแทนคำปฏิเสธที่สุภาพที่สุดเท่าที่เธอจะคิดได้ เขาพยักหน้ารับแล้วหันกลับไปยังเครื่องอัลตราซาวน์ราวมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสียเหลือเกิน
พรายเพ็งกัดริมฝีปาก รวบรวมสติให้ตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนยกมือไหว้ลา "ขอบคุณนะคะ"
ท่าทีทุกอย่างขีดกั้นไว้เพียงคนรู้จักที่ได้ร่วมงานกัน ไม่มีร่องรอยของความรักความผูกพันที่เคยผ่านมาเพียงภาพฝัน
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องอัลตราซาวน์อย่างเลื่อนลอย สมองและความรู้สึกหล่นหายไปในห้องนั้น มีเพียงร่างกายกลวง ๆ ที่คล้ายหุ่นยนต์เดินไปตามสัญชาตญาณบงการ
ความทรงจำในวันที่เธอนั่งข้าง ๆ เขาหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ฉายภาพเอ็กซเรย์ของผู้ป่วย เสียงทุ้มต่ำบรรยายลักษณะฟิล์ม เอ่ยสอนอย่างใจเย็นและใส่ใจ ร้อยพันเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในคราวที่ความรักยังหอมหวานฉายวนอยู่ในความทรงจำ แล้วหยาดน้ำใส ๆ ก็ร่วงหล่นลงแตะแก้มเนียนเรียกสติให้หญิงสาวยกมือขึ้น ปาดน้ำตาทิ้งก่อนสูดลมหายใจยาว กระพริบตาเบา ๆ แล้วเดินต่อราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาบอกว่าเธอร้องไห้ไม่เป็น...เธอก็จะไม่ให้เขารู้ว่าเธอมีน้ำตาเพราะเขา
พรายเพ็งคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก เงยหน้าขึ้นยิ้มให้โลกอย่างคนมีความสุขพึงทำ
"ลืมมันซะเพลง...ที่เราเจ็บ ก็เพราะเราเก็บแต่ความทรงจำดีๆ"
คนทั่วไปกล่าวว่าหมอคือผู้รักษาผู้ป่วย คนเป็นหมอเท่านั้นที่รู้...บางคราว ผู้ป่วยก็รักษาหมอเหมือนกัน เมื่อหมอเป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา บางคราวมีทุกข์ บางคราวมีสุข แต่เมื่อไรที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวอยู่ต่อหน้าผู้ป่วยในฐานะแพทย์ พรายเพ็งจะปิดสวิทช์ความเป็นมนุษย์ลง ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ตรงหน้าเธอมีแค่คนไข้ที่เธอจะรักษาให้ดีที่สุด
อาจมีบางวินาทีที่ความเป็นมนุษย์ก้าวกลับมาเหมือนเช่นวันนี้
เมื่อเธอลุกจากที่นั่งไปตรวจหญิงชราบนรถเข็น มือเหี่ยวย่นนั้นคว้ามือเธอไว้ก่อนยกขึ้นแนบแก้ม 'ขอบคุณนะคะ'
แพทย์สาวนิ่งไปครู่ รอยยิ้มบาง ๆ ยังระบายอยู่บนใบหน้าเรียวได้รูป เธอก้มลงพลิกมือกุมมือหญิงชราผู้นั้นไว้ ก่อนบอก
"ค่ะ...คุณยายก็ต้องทานเยอะ ๆ ช่วยหมอดูแลตัวเองด้วยนะคะ อีก 2 เดือนหมอนัดมาเจอกันเหมือนเดิมนะคะ"
เธอค่อยปลดมือออกช้า ๆ แล้วเดินกลับมาเขียนประวัติที่โต๊ะ ก่อนยื่นให้พยาบาลที่ยืนรออยู่
รถเข็นถูกเข็นออกไปก่อนที่ประตูห้องตรวจจะปิดลง พรายเพ็งปิดรอยยิ้มลง หันมองกล่องแฟ้มรอตรวจที่บัดนี้ว่างเปล่า ในหัวใจพองฟูคล้ายถูกเติมเต็ม
เธอได้เตือนตัวเองอีกครั้ง รอยยิ้มของหญิงชราเมื่อครู่เป็นเหตุผลที่ดีที่เธอยังยืนอยู่ และจะต้องก้าวต่อไป
'คนอย่างเธอน่ะ คิดถึงแต่ตัวเอง' เสียงทุ้มยังก้องอยู่ในหัว ราวทุกเรื่องราวยังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
พรายเพ็งถอนใจเบา ๆ ขณะก้มมองมือตัวเอง เธอคงคิดถึงแต่ตัวเองจริง ๆ นั่นล่ะ เมื่อมารดาเคยสอนอยู่เสมอ
'ถนอมตัวไว้ ดูแลตัวเองบ้างนะลูก...ชีวิตหนูไม่ได้อยู่เพื่อตัวหนูอย่างเดียว แต่ต้องอยู่เพื่อคนอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือคนด้วย' มารดาที่ไม่เคยอยากให้เธอเป็นหมอ แต่ต้องยอมรับเมื่อเธอเลือกเส้นทางนี้ และคอยเป็นกำลังใจให้เสมอในวันที่เธอล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางของชีวิต
หลายคราวที่เธอล้าจนอยากวิ่งหนี ความคิดสับสนร้อยพันเกือบทำลายเธอ แต่สามัญสำนึกที่เตือนย้ำให้รู้สึกถึงคุณค่าที่พึงมี พึงเป็น พรายเพ็งได้รู้ว่าเธอโชคดีเหลือเกิน เมื่อเธอไม่เคยเสื่อมศรัทธาในตนเอง และยังคงเชิดหน้าขึ้นคลี่ยิ้มให้กับโลกได้เสมอ
แม้มันจะเป็นรอยยิ้มที่เขาเกลียดนัก แต่เธอก็ยังต้องรักษารอยยิ้มนี้ไว้
เสียงโทรศัพท์ทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ เธอมองหมายเลขประหลาดที่อยู่บนจอ ชั่งใจที่จะรับสายอยู่ครู่ก่อนกดรับแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
"ค่ะ..."
"พี่ว่านนะครับ หนูเพลงยุ่งอยู่หรือเปล่า"
พรายเพ็งแอบอมยิ้มกับคำแทนตัวของเขา "ไม่ค่ะ คุยได้ค่ะ"
"เสร็จงานหรือยัง พี่แวะมาแถวนี้เลยขอนายพาหนูเพลงไปเดินเล่น"
"เหลือราวน์เย็นอีกสักชั่วโมงน่าจะเสร็จค่ะ"
"ได้ เดี๋ยวพี่เดินเล่นรอแถวนี้ล่ะ เสร็จแล้วโทรมานะ"
"ค่ะ..."
พรายเพ็งมองโทรศัพท์ในมือ นึกถึงผู้ชายสีน้ำตาลที่กลับมาวนเวียนอยู่ข้างเธอ นับจากวันนั้น อาว่านไม่ได้แสดงท่าทีสนใจเชิงเกี้ยวพาให้เธอลำบากใจอีก เขาวางตัวเหมือนอาว่านคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก จนหลายต่อหลายคราว เธอเกือบเผลอเลื้อยเข้าไปซุกตัวกอดเหมือนที่เคยทำ
เพียงแต่...เขายังยืนยันที่จะเป็น 'พี่ว่าน' ไม่ใช่ 'อาว่าน'
มารดาเพิ่งเล่าบางเรื่องราวให้เธอฟัง ในวันที่วีมาร์ยังไม่ไปเรียนต่อ เด็กหญิงพรายเพ็งในวันนั้นเกาะติดเขาแจเป็นลูกเป็ดที่เดินตามแม่ เพราะชายหนุ่มตามใจทะโมนอย่างเธอจนเคยตัว ไม่ว่าจะขี่ม้า ยิงปืน ต่อยมวยก็ได้เขานี่ล่ะสอนวิชาเบื้องต้นให้จนพรายเพ็งแทบจะกลายเป็นเด็กผู้ชาย นานวันเข้าคนเป็นบิดาจึงเริ่มห่วง ออกปากเตือน
'ว่านอย่าไปตามใจน้องเพลงมาก เดี๋ยวจะเกเรไปกว่านี้'
ความจริงพรายเพ็งไม่ได้เกเร เธอแค่เอาแต่ใจตัวเอง แต่ตราบที่ไม่เสียหายหรือทำร้ายใคร วีมาร์ก็บอกว่า 'ไม่เกเรหรอกครับ หนูเพลงเป็นเด็กใฝ่รู้ เธอแค่อยากรู้อยากเรียนไปเรื่อย คงไม่ได้ทำร้ายใคร' เขาคิดว่าผู้อาวุโสกว่าห่วงเรื่องวิชามวยไทยที่เด็กหญิงเพิ่งอ้อนให้เขาสอนได้สำเร็จ
มารดาของพรายเพ็งคลี่ยิ้มบาง 'ให้ท้ายกันจนเคยตัว ยายเพลงถึงติดว่านนัก'
'นั่นสิ ลำบากว่านต้องคอยดูแลเปล่า ๆ'
มารดาเล่าว่าวีมาร์ในวันนั้นมองหน้าบิดาเธอเหมือนจะรู้ว่านั่นคือคำหยั่งเชิง และลูกผู้ชายจากรั้วสามพรานอย่างเขาก็กล้าตอบอย่างตรงไปตรงมา
'ไม่ลำบากหรอกครับ...ผมยินดี'
บิดาเธอรู้ตั้งแต่วันนั้น ว่ารุ่นน้องและลูกน้องของท่านรู้สึกเช่นไรต่อบุตรสาว แม้ไม่เอ่ยห้ามปราม แต่การยื่นภารกิจที่ต้องออกปฏิบัติการนอกหน่วยให้ถี่ขึ้น ก็เหมือนเป็นการเตือนอยู่ในที และคำตอบที่วีมาร์มอบให้คือขนมและของเล่นแปลก ๆ ที่เขานำมามอบให้พรายเพ็งเสมอทุกคราวที่พักจากภารกิจ จนวันที่เขามาบอกว่าจะไปเรียนต่อนั่นล่ะ บิดาหญิงสาวจึงยอมรามือ ให้เวลาชายหนุ่มได้ใกล้ชิดบุตรสาว แต่กลับเป็นพรายเพ็งเสียเองที่วุ่นวายอยู่กับการเก็บตัวอ่านหนังสือเตรียมสอบ จนไม่มีเวลาให้อาว่านอีก
มารดารู้ว่าเธอยังมีแผลจากผู้ชายสีเขียว แต่ยังจงใจเล่าเรื่องของวีมาร์ราวจะหยั่งท่าทีบางอย่าง
พรายเพ็งถอนใจเบา ๆ หลังจากที่มารดาเอ่ยอย่างชัดเจน 'ถ้าเป็นว่าน...คงดีกว่าเขา'
คุณสมบัติของวีมาร์ไม่มีสิ่งใดด้อยกว่าผู้ชายคนนั้นเลย และยังดูแลเธอได้ดีกว่าเขามาก
แต่หญิงสาวทำได้แค่คลี่ยิ้มเศร้า ไร้คำตอบให้มารดา มีเพียงเสียงกระซิบเบา ๆ กับตัวเองเมื่อเธอลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้อง
'ความรัก...มันไม่ใช่เครื่องตอบแทนความดีหรอกนะคะ ถ้าหัวใจถูกดึงดูดให้รักได้ด้วยความดีของอาว่าน...หนูคงไม่ต้องเจ็บ'
พรายเพ็งรู้ว่าเธอไม่ควรออกไปเดินเล่นกับวีมาร์เพียงลำพัง แม้จะบอกว่าบริสุทธิ์ใจแค่ไหน แต่การที่เธอรับรู้ความรู้สึกของเขาโดยเพิกเฉยเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นทั้งการให้ความหวังและทำร้ายกันอยู่ในที เหมือนที่ใครบางคนทำกับเธอ แต่ความอ่อนล้าจากงานและชีวิต ทำให้เธออดไม่ได้จริง ๆ ที่จะตอบรับ เพียงให้ตัวเองไม่ฟุ้งซ่านเกินไปเมื่อมีใครสักคนมาเดินข้าง ๆ
บางที...เธออาจจะคิดถึงแต่ตัวเอง เอาแต่ใจ ร้ายกาจ และไร้หัวใจอย่างที่เขาว่าจริง ๆ
-----
ยิ่งเขียน ไอซ์ก็ไม่รู้ว่าควรจะสงสารใครดี พรายเพ็ง อาว่าน หรือผู้ชายสีเขียวคนนั้น
โชคดีที่บางครั้งโลกก็ใจดีพอจะมอบเวลาให้เราค่อย ๆ ตัดสินใจและเรียนรู้ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะรักหรือชัง
คุณใบบัวน่ารัก : มาส่งแล้วค่ะ
คุณนักอ่านเหนียวหนึบ : บทหน้าจะว่าหนูเพลงใจร้ายไหมคะนี่
คุณคิมหันตุ์ : แหม...มีแต่คนห่วงอาว่าน
คุณmhengjhy : ไหวไม่ไหว...ติดตามตอนหน้านะคะ
ร่างบางเดินออกมาหยิบแฟ้มประวัติผู้ป่วยไปเขียน เสียงโทรศัพท์ดังเบา ๆ ก่อนที่เธอจะหยิบขึ้นรับสาย
"ค่ะ..."
"เพลง พี่ฝากไปขออัลตราซาวน์ห้อง 1207 หน่อยสิ" ปลายสายคือแพทย์รุ่นพี่ที่อยู่ในหน่วยเดียวกัน
พรายเพ็งนิ่งไปครู่ "ค่ะ...พี่จะเอาเป็นอีเมอร์ใช่ไหมคะ" เธอถามถึงความเร่งด่วน
"อืม...รูลเอาท์ดีวีทีนะ พี่เขียนใบไว้ในแฟ้มแล้ว" ปลายสายพูดถึงเหตุผลในการขออัลตราซาวน์ เพื่อตรวจหาภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน
"ค่ะ..." เธอรับคำ ถอนใจเบา ๆ เมื่อลดโทรศัพท์ลงใส่ในกระเป๋า
ทั้งที่ภาวนาไว้ในใจแล้ว ให้รังสีแพทย์ที่อยู่เวรอัลตราซาวน์วันนี้เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้ชายสีเขียว แต่สวรรค์คงไม่เมตตาเธอเท่าไร พรายเพ็งจึงต้องมายืนอยู่หน้าเครื่องอัลตราซาวน์โดยมีคนที่เธอไม่อยากพบนั่งอยู่ตรงหน้า
"เคสอะไร" เขาถามเสียงเรียบ ไม่มองหน้าเธอสักนิด
พรายเพ็งเผลอคลี่ยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก กึ่งขันอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ และเธอรู้ดี...รอยยิ้มแบบนี้ล่ะ ที่เขาเกลียด!
"ผู้ป่วยหญิงอายุ 57 ปี อันเดอร์ไลอิ้งซีเอลิเวอร์..." เธอเล่าประวัติผู้ป่วยซึ่งมีโรคประจำตัวเป็นมะเร็งตับ เล่าถึงความเสี่ยงต่าง ๆ และภาวะโรคที่เกิดขึ้น ก่อนจบด้วย "ขอดอปเลอร์อัลตราซาวน์ รูลเอาท์ดีวีทีค่ะ"
เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนหันมามองหน้าเธอ "เดี๋ยวบ่ายส่งคนไข้ลงมาแล้วกัน จะมาดูเองไหม"
พรายเพ็งกระพริบตา พยายามซ่อนสายตาของความประหลาดใจ โดยปกติ น้อยครั้งที่ศัลยแพทย์จะมานั่งอ่านฟิลม์ หรือดูรังสีแพทย์ตรวจเพิ่มเติม เธอไม่รู้จริง ๆ ว่านั่นคือคำถามปกติ หรือเป็นคำชวนเพราะเขายังอยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ แต่สายตาเย็นชาที่เคยได้รับ คำพูดโหดร้ายที่เคยได้ยินก็ทำให้เธอไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง
"บ่ายหนูต้องเข้าห้องผ่าตัดค่ะ" นั่นแทนคำปฏิเสธที่สุภาพที่สุดเท่าที่เธอจะคิดได้ เขาพยักหน้ารับแล้วหันกลับไปยังเครื่องอัลตราซาวน์ราวมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสียเหลือเกิน
พรายเพ็งกัดริมฝีปาก รวบรวมสติให้ตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนยกมือไหว้ลา "ขอบคุณนะคะ"
ท่าทีทุกอย่างขีดกั้นไว้เพียงคนรู้จักที่ได้ร่วมงานกัน ไม่มีร่องรอยของความรักความผูกพันที่เคยผ่านมาเพียงภาพฝัน
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องอัลตราซาวน์อย่างเลื่อนลอย สมองและความรู้สึกหล่นหายไปในห้องนั้น มีเพียงร่างกายกลวง ๆ ที่คล้ายหุ่นยนต์เดินไปตามสัญชาตญาณบงการ
ความทรงจำในวันที่เธอนั่งข้าง ๆ เขาหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ฉายภาพเอ็กซเรย์ของผู้ป่วย เสียงทุ้มต่ำบรรยายลักษณะฟิล์ม เอ่ยสอนอย่างใจเย็นและใส่ใจ ร้อยพันเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในคราวที่ความรักยังหอมหวานฉายวนอยู่ในความทรงจำ แล้วหยาดน้ำใส ๆ ก็ร่วงหล่นลงแตะแก้มเนียนเรียกสติให้หญิงสาวยกมือขึ้น ปาดน้ำตาทิ้งก่อนสูดลมหายใจยาว กระพริบตาเบา ๆ แล้วเดินต่อราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาบอกว่าเธอร้องไห้ไม่เป็น...เธอก็จะไม่ให้เขารู้ว่าเธอมีน้ำตาเพราะเขา
พรายเพ็งคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก เงยหน้าขึ้นยิ้มให้โลกอย่างคนมีความสุขพึงทำ
"ลืมมันซะเพลง...ที่เราเจ็บ ก็เพราะเราเก็บแต่ความทรงจำดีๆ"
คนทั่วไปกล่าวว่าหมอคือผู้รักษาผู้ป่วย คนเป็นหมอเท่านั้นที่รู้...บางคราว ผู้ป่วยก็รักษาหมอเหมือนกัน เมื่อหมอเป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา บางคราวมีทุกข์ บางคราวมีสุข แต่เมื่อไรที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวอยู่ต่อหน้าผู้ป่วยในฐานะแพทย์ พรายเพ็งจะปิดสวิทช์ความเป็นมนุษย์ลง ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ตรงหน้าเธอมีแค่คนไข้ที่เธอจะรักษาให้ดีที่สุด
อาจมีบางวินาทีที่ความเป็นมนุษย์ก้าวกลับมาเหมือนเช่นวันนี้
เมื่อเธอลุกจากที่นั่งไปตรวจหญิงชราบนรถเข็น มือเหี่ยวย่นนั้นคว้ามือเธอไว้ก่อนยกขึ้นแนบแก้ม 'ขอบคุณนะคะ'
แพทย์สาวนิ่งไปครู่ รอยยิ้มบาง ๆ ยังระบายอยู่บนใบหน้าเรียวได้รูป เธอก้มลงพลิกมือกุมมือหญิงชราผู้นั้นไว้ ก่อนบอก
"ค่ะ...คุณยายก็ต้องทานเยอะ ๆ ช่วยหมอดูแลตัวเองด้วยนะคะ อีก 2 เดือนหมอนัดมาเจอกันเหมือนเดิมนะคะ"
เธอค่อยปลดมือออกช้า ๆ แล้วเดินกลับมาเขียนประวัติที่โต๊ะ ก่อนยื่นให้พยาบาลที่ยืนรออยู่
รถเข็นถูกเข็นออกไปก่อนที่ประตูห้องตรวจจะปิดลง พรายเพ็งปิดรอยยิ้มลง หันมองกล่องแฟ้มรอตรวจที่บัดนี้ว่างเปล่า ในหัวใจพองฟูคล้ายถูกเติมเต็ม
เธอได้เตือนตัวเองอีกครั้ง รอยยิ้มของหญิงชราเมื่อครู่เป็นเหตุผลที่ดีที่เธอยังยืนอยู่ และจะต้องก้าวต่อไป
'คนอย่างเธอน่ะ คิดถึงแต่ตัวเอง' เสียงทุ้มยังก้องอยู่ในหัว ราวทุกเรื่องราวยังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
พรายเพ็งถอนใจเบา ๆ ขณะก้มมองมือตัวเอง เธอคงคิดถึงแต่ตัวเองจริง ๆ นั่นล่ะ เมื่อมารดาเคยสอนอยู่เสมอ
'ถนอมตัวไว้ ดูแลตัวเองบ้างนะลูก...ชีวิตหนูไม่ได้อยู่เพื่อตัวหนูอย่างเดียว แต่ต้องอยู่เพื่อคนอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือคนด้วย' มารดาที่ไม่เคยอยากให้เธอเป็นหมอ แต่ต้องยอมรับเมื่อเธอเลือกเส้นทางนี้ และคอยเป็นกำลังใจให้เสมอในวันที่เธอล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางของชีวิต
หลายคราวที่เธอล้าจนอยากวิ่งหนี ความคิดสับสนร้อยพันเกือบทำลายเธอ แต่สามัญสำนึกที่เตือนย้ำให้รู้สึกถึงคุณค่าที่พึงมี พึงเป็น พรายเพ็งได้รู้ว่าเธอโชคดีเหลือเกิน เมื่อเธอไม่เคยเสื่อมศรัทธาในตนเอง และยังคงเชิดหน้าขึ้นคลี่ยิ้มให้กับโลกได้เสมอ
แม้มันจะเป็นรอยยิ้มที่เขาเกลียดนัก แต่เธอก็ยังต้องรักษารอยยิ้มนี้ไว้
เสียงโทรศัพท์ทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ เธอมองหมายเลขประหลาดที่อยู่บนจอ ชั่งใจที่จะรับสายอยู่ครู่ก่อนกดรับแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
"ค่ะ..."
"พี่ว่านนะครับ หนูเพลงยุ่งอยู่หรือเปล่า"
พรายเพ็งแอบอมยิ้มกับคำแทนตัวของเขา "ไม่ค่ะ คุยได้ค่ะ"
"เสร็จงานหรือยัง พี่แวะมาแถวนี้เลยขอนายพาหนูเพลงไปเดินเล่น"
"เหลือราวน์เย็นอีกสักชั่วโมงน่าจะเสร็จค่ะ"
"ได้ เดี๋ยวพี่เดินเล่นรอแถวนี้ล่ะ เสร็จแล้วโทรมานะ"
"ค่ะ..."
พรายเพ็งมองโทรศัพท์ในมือ นึกถึงผู้ชายสีน้ำตาลที่กลับมาวนเวียนอยู่ข้างเธอ นับจากวันนั้น อาว่านไม่ได้แสดงท่าทีสนใจเชิงเกี้ยวพาให้เธอลำบากใจอีก เขาวางตัวเหมือนอาว่านคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก จนหลายต่อหลายคราว เธอเกือบเผลอเลื้อยเข้าไปซุกตัวกอดเหมือนที่เคยทำ
เพียงแต่...เขายังยืนยันที่จะเป็น 'พี่ว่าน' ไม่ใช่ 'อาว่าน'
มารดาเพิ่งเล่าบางเรื่องราวให้เธอฟัง ในวันที่วีมาร์ยังไม่ไปเรียนต่อ เด็กหญิงพรายเพ็งในวันนั้นเกาะติดเขาแจเป็นลูกเป็ดที่เดินตามแม่ เพราะชายหนุ่มตามใจทะโมนอย่างเธอจนเคยตัว ไม่ว่าจะขี่ม้า ยิงปืน ต่อยมวยก็ได้เขานี่ล่ะสอนวิชาเบื้องต้นให้จนพรายเพ็งแทบจะกลายเป็นเด็กผู้ชาย นานวันเข้าคนเป็นบิดาจึงเริ่มห่วง ออกปากเตือน
'ว่านอย่าไปตามใจน้องเพลงมาก เดี๋ยวจะเกเรไปกว่านี้'
ความจริงพรายเพ็งไม่ได้เกเร เธอแค่เอาแต่ใจตัวเอง แต่ตราบที่ไม่เสียหายหรือทำร้ายใคร วีมาร์ก็บอกว่า 'ไม่เกเรหรอกครับ หนูเพลงเป็นเด็กใฝ่รู้ เธอแค่อยากรู้อยากเรียนไปเรื่อย คงไม่ได้ทำร้ายใคร' เขาคิดว่าผู้อาวุโสกว่าห่วงเรื่องวิชามวยไทยที่เด็กหญิงเพิ่งอ้อนให้เขาสอนได้สำเร็จ
มารดาของพรายเพ็งคลี่ยิ้มบาง 'ให้ท้ายกันจนเคยตัว ยายเพลงถึงติดว่านนัก'
'นั่นสิ ลำบากว่านต้องคอยดูแลเปล่า ๆ'
มารดาเล่าว่าวีมาร์ในวันนั้นมองหน้าบิดาเธอเหมือนจะรู้ว่านั่นคือคำหยั่งเชิง และลูกผู้ชายจากรั้วสามพรานอย่างเขาก็กล้าตอบอย่างตรงไปตรงมา
'ไม่ลำบากหรอกครับ...ผมยินดี'
บิดาเธอรู้ตั้งแต่วันนั้น ว่ารุ่นน้องและลูกน้องของท่านรู้สึกเช่นไรต่อบุตรสาว แม้ไม่เอ่ยห้ามปราม แต่การยื่นภารกิจที่ต้องออกปฏิบัติการนอกหน่วยให้ถี่ขึ้น ก็เหมือนเป็นการเตือนอยู่ในที และคำตอบที่วีมาร์มอบให้คือขนมและของเล่นแปลก ๆ ที่เขานำมามอบให้พรายเพ็งเสมอทุกคราวที่พักจากภารกิจ จนวันที่เขามาบอกว่าจะไปเรียนต่อนั่นล่ะ บิดาหญิงสาวจึงยอมรามือ ให้เวลาชายหนุ่มได้ใกล้ชิดบุตรสาว แต่กลับเป็นพรายเพ็งเสียเองที่วุ่นวายอยู่กับการเก็บตัวอ่านหนังสือเตรียมสอบ จนไม่มีเวลาให้อาว่านอีก
มารดารู้ว่าเธอยังมีแผลจากผู้ชายสีเขียว แต่ยังจงใจเล่าเรื่องของวีมาร์ราวจะหยั่งท่าทีบางอย่าง
พรายเพ็งถอนใจเบา ๆ หลังจากที่มารดาเอ่ยอย่างชัดเจน 'ถ้าเป็นว่าน...คงดีกว่าเขา'
คุณสมบัติของวีมาร์ไม่มีสิ่งใดด้อยกว่าผู้ชายคนนั้นเลย และยังดูแลเธอได้ดีกว่าเขามาก
แต่หญิงสาวทำได้แค่คลี่ยิ้มเศร้า ไร้คำตอบให้มารดา มีเพียงเสียงกระซิบเบา ๆ กับตัวเองเมื่อเธอลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้อง
'ความรัก...มันไม่ใช่เครื่องตอบแทนความดีหรอกนะคะ ถ้าหัวใจถูกดึงดูดให้รักได้ด้วยความดีของอาว่าน...หนูคงไม่ต้องเจ็บ'
พรายเพ็งรู้ว่าเธอไม่ควรออกไปเดินเล่นกับวีมาร์เพียงลำพัง แม้จะบอกว่าบริสุทธิ์ใจแค่ไหน แต่การที่เธอรับรู้ความรู้สึกของเขาโดยเพิกเฉยเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นทั้งการให้ความหวังและทำร้ายกันอยู่ในที เหมือนที่ใครบางคนทำกับเธอ แต่ความอ่อนล้าจากงานและชีวิต ทำให้เธออดไม่ได้จริง ๆ ที่จะตอบรับ เพียงให้ตัวเองไม่ฟุ้งซ่านเกินไปเมื่อมีใครสักคนมาเดินข้าง ๆ
บางที...เธออาจจะคิดถึงแต่ตัวเอง เอาแต่ใจ ร้ายกาจ และไร้หัวใจอย่างที่เขาว่าจริง ๆ
-----
ยิ่งเขียน ไอซ์ก็ไม่รู้ว่าควรจะสงสารใครดี พรายเพ็ง อาว่าน หรือผู้ชายสีเขียวคนนั้น
โชคดีที่บางครั้งโลกก็ใจดีพอจะมอบเวลาให้เราค่อย ๆ ตัดสินใจและเรียนรู้ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะรักหรือชัง
คุณใบบัวน่ารัก : มาส่งแล้วค่ะ
คุณนักอ่านเหนียวหนึบ : บทหน้าจะว่าหนูเพลงใจร้ายไหมคะนี่
คุณคิมหันตุ์ : แหม...มีแต่คนห่วงอาว่าน
คุณmhengjhy : ไหวไม่ไหว...ติดตามตอนหน้านะคะ
ลิขิตรา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 15 พ.ย. 2557, 20:44:53 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 15 พ.ย. 2557, 20:44:53 น.
จำนวนการเข้าชม : 1417
<< -เพลงรักในสายลม(1)- | -ใบไม้ในสายลม- >> |
คิมหันตุ์ 15 พ.ย. 2557, 22:29:17 น.
เข้ามาลงชื่อลุ้นอาว่านเหมือนเดิมจ่ะ
เข้ามาลงชื่อลุ้นอาว่านเหมือนเดิมจ่ะ
นักอ่านเหนียวหนึบ 15 พ.ย. 2557, 22:36:05 น.
ขอเปิดเพลง ชีวิตแค่โดนทำร้ายประกอบเบาๆ
ขอเปิดเพลง ชีวิตแค่โดนทำร้ายประกอบเบาๆ
goldensun 16 พ.ย. 2557, 22:41:19 น.
ความมั่นคงของพี่ (อา) ว่าน จะทำให้เพลงเปล่ยนใจมั้ย แต่ก็อยู่ที่ใจเพลง จะปล่อยเรื่องร้ายให้ผ่าน หรือยึดไว้า
ความมั่นคงของพี่ (อา) ว่าน จะทำให้เพลงเปล่ยนใจมั้ย แต่ก็อยู่ที่ใจเพลง จะปล่อยเรื่องร้ายให้ผ่าน หรือยึดไว้า
grazioso 30 พ.ย. 2557, 21:09:04 น.
อ่านแล้วก็สงสารทั้งเพลง ทั้งอาคุณพี่ว่าน ไม่ปลื้มคุณพี่หมอสีเขียวเลยจริงๆ นาาาา
สงสารพี่ว่านจัง ยังขอชูป้ายไฟเชียร์พี่ว่านสุดใจต่อไปค่ะ ฮี่ๆๆๆ :D
อยากให้เพลงปลดปล่อยตัวเองได้จากอดีตกับคนสีเขียวแล้วกับมาเริ่มต้นใหม่กับคนสีน้ำตาลได้สักที :))
อ่านแล้วก็สงสารทั้งเพลง ทั้งอาคุณพี่ว่าน ไม่ปลื้มคุณพี่หมอสีเขียวเลยจริงๆ นาาาา
สงสารพี่ว่านจัง ยังขอชูป้ายไฟเชียร์พี่ว่านสุดใจต่อไปค่ะ ฮี่ๆๆๆ :D
อยากให้เพลงปลดปล่อยตัวเองได้จากอดีตกับคนสีเขียวแล้วกับมาเริ่มต้นใหม่กับคนสีน้ำตาลได้สักที :))