เทหน้าตักรักนางมารร้าย (ฉบับรีไรท์ ทำ e-book)

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 11/1

ชินพัตต์หยุดยืนนิ่งคล้ายถูกสะกด สายตาคู่คมทอดมองร่างเล็กของหญิงสาวที่ขดตัวนอนหลับอยู่บนโซฟาที่ห้องรับแขกภายในบ้านพักซึ่งเขากับเพื่อนร่วมงานเช่าพักอยู่ด้วยกัน ขนตายาวเป็นแพทาบทับดวงหน้าขาวมีร่องรอยอิดโรยคงเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานที่ต้องเดินทางแทบไม่เว้นวัน อย่างในวันนี้เขาก็ได้ยินว่าเธอต้องตามนายญี่ปุ่นไปพบลูกค้าที่กรุงเทพฯ รู้สึกอ่อนเพลียจนขดตัวนอนหลับสนิทแม้กระทั่งบนโซฟาบ้านคนอื่นแบบนี้ทำไมถึงไม่กลับไปพักผ่อนบนเตียงนอนสบายๆ ที่ห้องพักของตัวเองก็ไม่รู้

หาก... จริงๆ แล้วชายหนุ่มรู้ จะเป็นเพราะอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะคนสำคัญของเธอคนนั้น ไม่ว่าจะต้องทนลำบากกายมากเท่าไหร่ หรือต้องเสียใจมากแค่ไหน แต่ถ้าเพื่อคำว่ารัก… แล้ว ไม่ว่าใครก็คงยอมสู้ทน เขารู้ รู้ดี เพราะตัวเขาเองก็กำลังเป็นแบบนั้น แม้จะไม่มีหวังสักนิดเลยว่าอีกฝ่ายจะหันกลับมา แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดมองตามเธอ

“อ้าว ดูหนังอยู่ดีๆ หลับซะแล้วพี่ปุ่น”

เสียงของหนุ่มตี๋ สมาชิกร่วมบ้านทำชินพัตต์เกือบสะดุ้ง แต่เขาก็ระงับอาการไว้ได้ทันเพราะคิดได้ว่าชายหนุ่มรุ่นน้องเป็นคนค่อนข้างซื่อ ไม่ได้มีหูตาเป็นเรดาห์ช่างจับผิดอย่างชายหนุ่มรุ่นพี่มาดเข้มผิวเข้มซึ่งเขายังไม่เห็นหัว ไม่รู้ว่ากลับมาแล้วรึยัง สาธุ... ขอให้ยังไม่กลับทีเถอะ

“ทำไมถึงมานอนอยู่นี่ได้” เขาเอ่ยถามตรัยเสียงเรียบ

“พี่ปุ่นเอากับข้าวแล้วก็ขนมมาฝากครับ เห็นว่าตามซาโต้ซังไปพบลูกค้าที่กรุงเทพฯ มา มีเวลาว่างนิดหน่อยเลยแวบไปซื้อ พี่ชินกินอะไรมาหรือยังล่ะ ถ้ายังก็กินได้เลยนะครับ ผมกับพี่ปืนพี่แก้วกินไปแล้วและก็แบ่งส่วนของพี่ปุ้นไว้แล้วด้วย” หนุ่มตี๋สาธยายยืดยาว

“อือ” ชินพัตต์ตอบกลับสั้นๆ “แล้วนี่นายกำลังจะไปไหน” พิจารณาจากชุดแล้วเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มรุ่นน้องจะสวมมันอยู่กับบ้าน

คนแต่งตัวหล่อผิดปกติเปิดยิ้ม “ก็ ผมมีนัดนิดหน่อย”

“กับหญิงล่ะสิถึงฉีดน้ำหอมซะกลิ่นฟุ้งแทบอ้วก” เขาอดแขวะมันไม่ได้ “แล้วอย่าบอกนะว่าจะออกไปเลย”

“พูดซะบริษัทน้ำหอมเค้าเสียหายหมด” ตรัยบ่นอุบ “ผมจะออกไปเลย นัดครั้งแรกถ้าไปสายมันจะดูไม่ดี”

“เฮ่ย! ได้ไง แล้ว?” ชินพัตต์พยักพเยิดไปทางร่างเล็กที่ยังขดตัวหลับอยู่บนโซฟา

ตรัยไหวไหล่ “ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรนี่ครับ ถ้าพี่ชินมีธุระก็ไปจัดการได้ ส่วนพี่ปุ่นก็ปล่อยให้นอนไป อีกเดี๋ยวพี่ปืนกับพี่แก้วก็กลับมาแล้วไปซื้อของหน้าปากซอยใกล้ๆ แค่นี้เอง” บอกอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะผิวปากพลางคว้ากุญแจรถยนต์แล้วเปิดประตูออกจาบ้านพักไป

ชินพัตต์ถอนหายใจก่อนจะผินหน้ากลับมาพินิจ ‘ปัญหา’ เธอยังคงนอนหลับสนิทโดยไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาง่ายๆ เห็นร่างเล็กขดตัวกอดหมอนซุกซบอยู่กับมุมโซฟาแล้วคิ้วคมเข้มก็พลันขมวดมุ่น ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้จะเมื่อยขบขนาดไหน เพิ่งจะกลางสัปดาห์เองเท่านั้น ต้องทำงานอีกตั้งหลายวัน ชายหนุ่มรีบหยิบรีโมทเครื่องปรับอากาศขึ้นมากดเพิ่มอุณหภูมิภายในห้อง ครั้นพอเหลือบไปเห็นผ้าห่มผืนพอดีตัวที่พับเก็บเรียบร้อยวางอยู่ใกล้ๆ กับชั้นวางทีวีเขาก็นึกขอบคุณเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กที่มักจะเอาข้าวของมาลืมทิ้งไว้ที่นี่เสมอๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นไปคว้ามันมาแล้วคลี่ออกเพื่อคลุมให้ร่างบาง หวังให้เธอหลับสบายขึ้นโดยไม่ต้องขดตัวจนเกือบเป็นก้อนกลม และตัวเขาเองก็คงจะเฝ้ามองเธออยู่อย่างนั้นถ้าไม่มีเสียงเรียกเข้าของ
สมาร์ทโฟนดังขึ้นขัดจังหวะ ชินพัตต์รีบกดรับเพราะกลัวว่าเสียงนั้นจะไปรบกวนนิทรารมย์อันแสนสุขสงบของคนบนโซฟาเข้า

“เออ ว่าไง” เขาทักคนปลายสายเสียงเบา

“ตอนนี้เนี่ยนะ เออ ก็ธุระสักเรื่องนั่นแหละ” บอกน้ำเสียงรำคาญ “มีอะไรอีกไหมวะ” อยากวางสายแล้วเต็มทน หากคนที่โทร.มากลับชวนคุยยืดยาวเขาจึงตัดสินใจขึ้นไปคุยยังห้องพักชั้นบนเพื่อจะส่งเสียงด่ามันได้สะดวกกว่าที่เป็นอยู่




ภควัตซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถยนต์อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี หลังเลิกงานเขาก็ขับรถไปเรื่อยๆ ไร้จุดหมาย แต่ถึงอย่างนั้นที่ปลายทางเขาก็ยังเห็นเธอ... เธอที่ไม่ว่าเขาจะใช้ความพยายามลบเลือนออกไปเท่าไร แต่กลับติดตรึงแจ่มชัดอยู่ในหัวใจ แล้วเขาจะทำอย่างไรดีในเมื่อตอนนี้เขารับคนอื่นเข้ามาแล้ว เขาอยู่ในสถานะที่ไม่ควรคิดถึงเธออีก ชายหนุ่มบังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผลักประตูออกจากรถยนต์ สมองสั่งการให้เขาไปอาบน้ำเพื่อให้ความเย็นสดชื่นนั้นชำระล้างสิ่งที่รบกวนหัวใจออกไป จากนั้นเขาก็ควรไปหาปุณยวีร์ ไปรับเธอออกไปรับประทานอาหาร ช็อปปิง ใช่! นั่นแหละคือสิ่งที่เขาควรทำ

ร่างสูงหยุดยืนนิ่งเมื่อผลักประตูห้องรับแขกเข้าไปแล้วเห็นว่ามีร่างของใครนอนหลับอยู่บนโซฟา ชายหนุ่มกัดฟันกรอด นี่เขามัวแต่ทำอะไรอยู่! เขามัวจมปลักอยู่ได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้เขามีคนที่ดีที่สุด สดใสที่สุดอยู่เคียงข้างแล้ว

ภควัตทรุดตัวลงนั่งข้างๆ โซฟา “ปุ่น ปุ่นครับ” เขาส่งแค่เสียงเรียกก่อนจะเขย่าแขนเบาๆ ร่วมด้วยเมื่ออีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาง่ายๆ

เปลือกตาคู่โตค่อยๆ ขยับก่อนจะเปิดออกแล้วกระพริบหยีตาในวินาทีแรกที่ยังไม่คุ้นกับแสงสว่าง “พี่ปุ้น... กลับมาถึงนานรึยังคะ” ปุณยวีร์เอ่ยถามเสียงแหบแห้ง

ภควัตยิ้ม “พี่เพิ่งมาถึงครับ แล้วปุ่นมารอพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่โทร.หาพี่ล่ะครับ แล้วถ้าง่วงทำไมไม่กลับไปนอน มาลำบากนอนเมื่อยอยู่ที่นี่ทำไม หืม” ถามเสียงอ่อนโยน

“ปุ่นโทร.แล้ว แต่พี่ปุ้นไม่รับสาย ทำอะไรอยู่เหรอคะ” ล่ามสาวยิงคำถามกลับ ดวงตาคู่กลมโตจ้องเขม็งรอคำตอบ

ภควัตอึ้งไปพักก่อนจะล้วงสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงออกมาดู “พี่ลืมว่าปิดเสียงไว้น่ะ นอกจากปุ่นแล้วยังมีมิสคอลอีกหลายสายเลย ขอโทษนะครับ” เขาบอกเสียงจืดเจื่อน

ปุณยวีร์ยิ้มพลางส่ายศีรษะ “แล้วทานข้าวหรือยังคะ” / “ปุ่นทานข้าวหรือยังครับ” เขาและเธอพูดขึ้นพร้อมกัน

จากที่แค่ยิ้มมาคราวนี้ล่ามสาวหัวเราะเสียงใส “ปุ่นทานไปเรียบร้อยพร้อมกับแก้ว พี่ปืน แล้วก็เต้ พอดีวันนี้ปุ่น ตามซาโต้ซังไปพบลูกค้าที่กรุงเทพฯ ผ่านร้านอร่อยเลยซื้อกับข้าวแล้วก็ขนมมาฝาก ที่ปุ่นโทร.หาก็เรื่องนี้แหละค่ะ ตั้งใจว่าจะมาทานข้าวกับพี่ปุ้นที่นี่ ตกลงว่าพี่ปุ้นทานข้าวเย็นรึยัง”

“ยังครับ”

“ถ้างั้นก็รีบไปทานเถอะค่ะ กับข้าวอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย พี่ปืนซัดไปตั้งหลายจานจนปุ่นกับแก้วต้องยกจานหนีกลัวว่าจะหมดก่อนพี่ปุ้น”

ภควัตหัวเราะ “สงสัยว่ามื้อนี้พี่จะไม่ต่างจากไอ้ปืน แต่เดี๋ยวพี่ไปส่งปุ่นก่อนดีกว่าแล้วค่อยกลับมาทาน รับรองว่าจะไม่ให้เสียน้ำใจคนซื้อมาฝากแน่นอน มาครับลุกขึ้นได้แล้วขอบตาช้ำเป็นหมีแพนด้าเชียว ไปถึงห้องก็รีบนอนเลยนะเดี๋ยวพรุ่งนี้เกิดต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอีกจะได้ไม่เพลียมาก” ไม่ว่าเปล่าแต่เขายังฉุดข้อมือคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนให้ลุกขึ้นด้วย

ปุณยวีร์ยอมลุกขึ้นหากแทนที่จะรีบกลับไปยังอพาร์ตเมนท์เธอกลับเป็นฝ่ายที่จับจูงมือใหญ่พาไปยังทิศทางที่ห้องครัวตั้งอยู่ “ปุ่นไม่ง่วงแล้วค่ะ จะรอให้พี่ปุ้นทานข้าวให้เสร็จก่อน ถ้าเป็นห่วงปุ่นก็รีบตามมาอย่าชักช้า”

เห็นความตั้งใจของอีกฝ่ายแล้วภควัตก็ไม่กล้าปฏิเสธก้าวตามไปแต่โดยดี อาหารหน้าตาน่ารับประทานหลากหลายชนิดมีพลาสติกห่อคลุมถูกวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำจากไม้สักตัวใหญ่ขนาดแปดที่นั่ง

“พี่ปุ้นนั่งเลยค่ะ เดี๋ยวปุ่นตักข้าวให้ อืม อุ่นต้มยำหน่อยดีกว่า ทานร้อนๆ จะได้อร่อย” ปุณยวีร์ว่าพลางยื่นมือออกไปตั้งใจจะหยิบชามต้มยำขึ้นมา หากภควัตที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังกลับเอื้อมมือออกมาแล้วรวบมือเธอเอาไว้ทั้งสองข้างคล้ายกับโอบกอดกันอยู่กลายๆ

“พี่ปุ้น?” คนที่ถูกโอบโดยไม่ทันตั้งตัวเรียกชายหนุ่มรุ่นพี่เสียงสูง ถึงแม้จะคบหันมานานหลายเดือนแล้ว หากเขาก็ไม่เคยทำตัวรุมร่ามกับเธอเลยสักครั้ง อย่างมากก็แค่จับมือกันบ้างเท่านั้น แล้วครั้งนี้มันเกิดอะไรขึ้น และแม้กิริยาของเขาจะเป็นไปด้วยความสุภาพไม่ได้จาบจ้วงฉวยโอกาส แต่เธอก็สัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่เขาเลย นี่ไม่ใช่ ‘พี่ปุ้น’ ที่เธอรู้จัก

ไม่มีคำตอบจากปากของภควัต นอกจากสองมือของเขาที่เลื่อนขึ้นไปจับหัวไหล่ก่อนจะหมุนร่างเธอให้หันกลับมาหาเขาแล้วรวบกอดเอาไว้แนบอก

ในวินาทีแรก... ปุณยวีร์ขืนตัวเอาไว้เพราะไม่เคยคุ้นกับการใกล้ชิดแบบถึงเนื้อถึงตัวกับเพศตรงข้ามที่ไม่ใช่คนในครอบครัว หากพอสัมผัสได้ถึงอาการสั่นเทาของคนที่รวบกอดกันเอาไว้เธอก็ยอมอยู่นิ่งๆ ให้เขากอดแต่โดยดี

“พี่ปุ้น... เป็นอะไรรึเปล่าคะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เล่าให้ปุ่นฟังได้ไหม” เธอถามเสียงอ่อนอย่างที่ไม่เคยใช้กับใครมาก่อน

ภควัตส่ายศีรษะ “เปล่า พี่ไม่เป็นไร พี่แค่อยากจะบอกขอบคุณปุ่น ขอบคุณที่เห็นว่าพี่มีค่า มองเห็นพี่อยู่ในสายตา ขอบคุณมากนะครับ”

ปุณยวีร์ก็นึกอยากจะเชื่อคำนั้น ถ้าหากว่าคนตอบจะไม่ตอบด้วยน้ำเสียงแห้งโหยคล้ายหมดสิ้นแล้วทุกอย่างทั้งแรงกายแรงใจ เธอไม่เซ้าซี้ถามอะไรเขาอีกนอกจากยืนอยู่นิ่งๆ พลางยกสองมือขึ้นกอดตอบ ปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพักกระทั่งรับรู้ได้ถึงแรงกอดรัดที่มากขึ้นจึงอดประท้วงขึ้นมาไม่ได้ว่า “พี่ปุ้น ปุ่นเจ็บ”

คนที่กอดกันเสียแนบแน่นจึงรู้สึกตัวคลายมือออกแล้วบอกเสียงอ่อยว่า “พี่ขอโทษ”

ปุณยวีร์ยิ้มพลางส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ และถ้าพี่ปุ้นเองก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน งั้นก็ทานข้าวนะคะ” บอกก่อนจะยกชามใส่ต้มยำไปอุ่น ตักข้าวใส่จานมาวางไว้ให้บนโต๊ะแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามช่วยตักกับข้าวใส่จานสลับกับชวนคุย
สัพเพเหระจนกระทั่งอีกฝ่ายรวบช้อนยกแก้วน้ำขึ้นจิบเรียบร้อย คนที่ทำตัวร่าเริงมาตลอดจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานว่า “พี่ปุ้นมีอะไรจะบอกปุ่นไหมคะ” และก็เหมือนเคย เขายิ้มพลางส่ายศีรษะ

“เปล่านี่ครับ ขอโทษที่วันนี้พี่ทำตัวแปลกๆ แต่พี่แค่เหนื่อยกับงานเท่านั้น ก็อย่างที่ปุ่นรู้ว่า part หลายตัวมีปัญหา ต้องเซ็ตมีตติ้งกันไม่เว้นวัน ไหนจะต้องออกไปออดิทเวนเดอร์อีก นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ปุ่นเองก็งานหนักไม่แพ้กันใช่ไหมต้องตามซาโต้ซังออกไปพบลูกค้าที่ต่างจังหวัดทุกวันเลย เดี๋ยวเสาร์อาทิตย์นี้เราไปเที่ยวกันหน่อยดีกว่า ปุ่นอยากไปไหน พี่ว่าไป...”

“ปุ่นยอมรับความจริงได้ค่ะพี่ปุ้น” ปุณยวีร์พูดขัดขึ้นมาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดพล่ามจนจบประโยค “ถึงแม้มันจะเจ็บปวด ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ใช่อะไรอย่างที่เราหวัง แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ปุ่นทำใจยอมรับได้ บอกปุ่นมาตรงๆ เถอะค่ะ ว่าพี่กับผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกัน พี่ปุ้นกับคุณอ้อน... ไม่ใช่แค่เพื่อนเก่าแก่สมัยมัธยมใช่ไหมคะ”

...TBC...

คุณ Zephyr ตอนนี้เอานางไปเก็บลงหลุมให้ตามคำเรียกร้องค่ะ ^_^

คุณ sai แล้วตอนนี้กระทืบใครดีเอ่ย ^_^

คุณตามหาฝัน ขอบคุณที่กลับมาอ่านนะคะ ^_^

และก็ขอบคุณคุณผู้อ่านทุกท่านที่คลิกเข้ามาอ่าน กดไลท์ ตามต่อนะคะ ดำเนินเรื่องมาถึงครึ่งทางแล้ว



พนาศิลป์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ธ.ค. 2557, 16:22:28 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 ธ.ค. 2557, 16:22:28 น.

จำนวนการเข้าชม : 896





<< ตอนที่ 10 จบ   ตอนที่ 11/2 >>
mhengjhy 9 ธ.ค. 2557, 19:22:30 น.
แร้งง เลิฟคุณปุ่น


Pat 9 ธ.ค. 2557, 20:41:44 น.
ยิงตรงเลยสาวปุ้น มีอะไรก็บอกกันมาตรงๆเนอะ


Zephyr 9 ธ.ค. 2557, 22:41:48 น.
โหวววววว จุกกกกก
ฮ่าๆๆๆ ตรงจุงเบย แน่นอกมั้ยคะ พี่ปุ้นขา
เฮอะ นิสัยไม่ดี คิดจะเอาคนใหม่แทนคนเก่าที่ลืมไม่ได้ เชอะๆๆๆ


konhin 10 ธ.ค. 2557, 00:35:02 น.
เจ๋ง นางมารยิงตรงขั้วหัวใจ หึๆๆ


ตามหาฝัน 11 ธ.ค. 2557, 16:27:20 น.
จุกมั๊ยหล่ะนั้น เจอถามตรงจุดเลย


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account