ปรุงสูตรรัก
ณฐอร รู้ดีว่า ตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อทำขนม แต่แล้วโชคชะตาทำให้เธอต้องรับผิดชอบร้านขนมปังเลื่องชื่อของตระกูล เธอจึงต้องหาผู้ช่วย

นิยามเดียวที่คิดออก เกี่ยวกับธนวรรธน์ ก็คือ หล่อล่ำ ดำถึก แต่เขากลับทำขนมเก่งสุดยอด

แต่แล้วหัวใจเจ้ากรรมกลับทำให้เธอต้องหวั่นไหวกับผู้ชายที่คิดว่า เป็นเกย์ แถมเขายังมีแฟนที่สวยขนาดน้องปอยยังอาย!



Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 4 พ่อครัวหรือขุนศึก...

บทที่ 4

กลับมาแล้วนะคะ ต้องขออภัยที่กว่าจะกลับมาลงนิยายก็หลายวันเพราะใช้เวลาในการปรับตัวค่ะ ปรับเวลา แล้วก็ทำงานชดเชยด้วยค่ะ อ่านนิยายเลยละกัน จุ๊บๆๆ

เช้าวันรุ่งขึ้นณฐอรก็ตัดสินใจเปิดร้านเพื่อขายขนมเหมือนเช่นเคยแต่คราวนี้หล่อนตัดสินใจลงประกาศทางอินเทอร์เน็ตเพื่อรับสมัครผู้ช่วยเชฟเพื่อมาทำงานแทน สองสามีภรรยาหายไป ไม่ยอมโทรศัพท์มาแสดงว่า คงโกรธจัด เช่นเดียวกับเงินสองหมื่นห้าที่อาเขยถือวิสาสะหยิบไปจากลิ้นชักก็หายลับเข้ากลีบเมฆ แม้จะขาดเชฟใหญ่แต่เด็กในร้านซึ่งเริ่มคุ้นเคยและทำตามกิจวัตรประจำของทุกวันก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเหมือนเช่นเคย ลูกค้ายังออกันแน่นร้าน แต่พอตกบ่ายก็มีคนเริ่มมาสมัครในตำแหน่งเชฟโดยหญิงสาวรับหน้าที่สัมภาษณ์แต่เหมือนฟ้าไม่เข้าข้างเพราะคนที่มาสมัครกลับไม่มีคนไหนที่ถูกตาเจ้าของร้านสาวเลยสักราย





ถ้าไม่ใช่พวกขี้โม้ ก็เป็นพวกขี้หลี อย่างคนแรกที่อ้างว่า เคยทำงานเป็นเพสตรีเชฟที่โรงแรมดังระดับห้าดาว แต่พอให้ลองแสดงฝีมือให้ดูก็หยิบข้าวของผิดๆ ถูกๆ ส่วนอีกรายก็ทำขนมเป็นแต่แต่งตัวสกปรก ไม่ว่า จะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมที่มอมแมมราวกับขุดมาจากถังขยะก็ไม่ปาน เล็บที่ยาวเต็มไปด้วยขี้เล็บเกรอะกรัง ผมเหม็นราวกับไม่ได้อาบน้ำสระผมมาเป็นอาทิตย์ เช่นเดียวกับคะแนนความสะอาดในครัวที่ดำดิ่งจนถึงติดลบเพราะสภาพเละเทะไม่ต่างจากสมรภูมิรบเลยด้วยซ้ำ ส่วนอีกรายที่มาก็เป็นหญิงอายุหกสิบปลาย แถมยังสุขภาพไม่ดีเพราะตลอดเวลาที่อยู่ในร้านก็ไอติดต่อกันตลอด สุดท้ายณฐอรจึงไม่กล้าให้ลองทำขนมเพราะกลัวว่า จะแพร่เชื้อโรคให้กับลูกค้า หากพลาดพลั้งขึ้นมาหล่อนอาจจะต้องเสียเงินค่ารักษาให้กับผู้ซื้อก็เป็นได้ ส่วนรายสุดท้ายก็ออกแนวขี้หลีป้อเกิดเหตุถึงกับขอเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของหล่อน





“สรุปว่า ไม่มีใครได้เรื่องเลยหรือไงอาย” กุ๊กไก่เพื่อนสาวซึ่งรับปรึกษาทางโทรศัพท์ พูดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงสุดรันทดของณฐอรดังมาตามสาย ตลอดเวลาเกือบสิบห้านาทีที่เพื่อนสาวเอาแต่พ่นๆๆๆ จนคณะกรรมการนับคะแนนแทบไม่ทัน



“ไม่เลยกุ๊กไก่ อย่างคนเมื่อเช้า หยิบข้าวของมั่วไปหมด แย่กว่าฉันอีกนะ ขนาดฉันว่า ไม่รู้อะไรยังแยกออกเลยว่า อันไหนคือ ผงฟู อันไหนคือ ยีสต์แต่นี่เขาดูไม่ออกด้วยซ้ำ แถมยังไม่ยอมตวงส่วนผสม จับผสมกันเละไปหมด ฉันเห็นแล้วแทบจะเป็นลม”



“แล้วคนที่บอกว่า เป็นหนุ่มเซอร์ๆ หน่อยล่ะ”





“นั่นก็ทำเป็นแต่ว่า ท่าทางสกปรกมาก เชื่อไหมฉันยืนอยู่ใกล้ๆ แทบจะเป็นลม กลิ่นตัวก็หึ่ง เล็บก็ยาวแถมยังทำอคริลิกที่เล็บอีกต่างหาก อย่างนี้จะนวดขนมปังได้ยังไง มีหวังเศษอะไรต่อมิอะไรตกลงไปในขนมปังก็แย่ อีกคนก็เมา เดินยังไม่ตรงทางเลยด้วยซ้ำ ส่วนคุณป้าก็กลัวจะเป็นวัณโรคเพราะไอตลอดเวลา ดูเหมือนแกจะมีไข้เหงื่อออกตลอด”



“ใจเย็นๆ เถอะอาย ยังไงเสียวันนี้ยังไม่มีคนที่เข้าตาพรุ่งนี้ก็คงมีมาสมัครใหม่มั้ง อย่าเพิ่งคิดมากเลย ตอนนี้พวกลูกจ้างก็ทำขนมไปได้แล้วไม่ใช่หรือ”





“ใช่แต่ก็ทำช้ากว่าเดิมเพราะไม่มีคนช่วยทำไส้ขนมปัง ฉันต้องแบ่งเด็กส่วนหนึ่งมาช่วยและก็ติดป้ายไว้หน้าร้านว่า ขนมมีจำกัดเพราะกลัวลูกค้าจะมาซื้อแล้วไม่มี อย่างน้อยก็พอกล้อมแกล้มไปได้ก่อน”





“เชื่อฉันสิ ฉันว่า เทวดาเบื้องบนต้องใจดีส่งคนดีๆ มาให้แกแน่ วันนี้อาจไม่มีคนดีแต่พรุ่งนี้ต้องมีแน่ แกเป็นคนดี ฟ้าไม่ทอดทิ้งหรอก”



ณฐอรถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน หล่อนก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกันแม้จะมีความหวังน้อยนิดแต่หล่อนก็ต้องสู้ อย่างน้อยช่วงนี้หล่อนก็ยังไม่ต้องปิดร้านแค่หาเชฟใหม่ได้โดยเร็วที่สุด ทุกอย่างก็น่าจะแก้ได้ ขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่สายตาก็เหลือบไปมองทางประตูร้านและตอนนั้นเองหล่อนก็ได้เห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามา





ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าดูยังไงๆ ก็ไม่เหมือนเพสตรี้เชฟที่ต้องการเลยสักนิด เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวค่อนข้างคล้ำ หล่อนควรจะดีใจเพราะในที่สุดก็มีคนมาสมัครเป็นเชฟ แต่โชคร้ายที่ณฐอรจำได้ว่า ผู้ชายตรงหน้าคือ เกย์หนุ่มหน้าตาดีซึ่งเคยเจอในร้านอาหารเมื่อวันก่อน ภาพของเขากับคู่รักชาวสีม่วงที่สวยขนาดนางสาวไทยยังอาย อีกทั้งอากัปกิริยาออดอ้อน หอมแก้ม กุมมือกันอย่างสนิทแนบแน่นยังตรึงอยู่ในความคิด





“คุณเนี่ยนะ จะมาสมัครเป็นผู้ช่วยเชฟ”



“ทำไม ก็คุณติดป้ายไว้ไม่ใช่ หรือว่า ได้คนแล้ว ถ้างั้นผมจะได้กลับ”







“แต่คุณ...”



‘เกย์คิง ทำขนมเป็นด้วยหรือ..’



ณฐอรตั้งคำถามในใจ แต่ขืนถามออกไปก็เกรงว่า ผู้ชายตรงหน้าจะลุกขึ้นมาจับหล่อนหักคอจิ้มน้ำพริกตายเสียก่อน จึงได้แต่กวาดตาสำรวจชายหนุ่มตรงหน้า บุคคลิกของเขาก็ไม่เหมือนกับพ่อครัวที่หล่อนเคยเห็น โครงหน้ารูปเหลี่ยมรับกับคิ้วหนาเป็นปื้นที่พาดอยู่เหนือดวงตา แพขนตางอนยาว จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักลึกสีแดงสด หล่อนได้แต่กวาดมองชายหนุ่มซ้ำแล้วซ้ำอีก ผิวของเขาเรียบเนียนเป็นสีแทนสม่ำเสมอ รูปร่างองอาจ ไหล่กว้างราวกับชายชาติทหาร มือที่วางอยู่ตรงหน้าใหญ่กว่ามือหล่อนเกือบสองเท่า เล็บตัดเล็มอย่างสะอาดสะอ้านสมฐานะพ่อครัว การแต่งกายที่เนี๊ยบเรียบกริบจนหาข้อติแทบไม่เจอ แต่คงเป็นเพราะอคติในใจทำให้หญิงสาวอดระแวงไม่ได้





“ถ้าคุณไม่เชื่อว่า ผมเคยเป็นเชฟ พรุ่งนี้ผมจะเอาหลักฐานมาแสดงให้ดู ผมเคยทำงานอยู่ร้านขนม...”

ชายหนุ่มบอกชื่อ ร้านเบเกอรี่ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ณฐอรจำได้ลางๆ เพราะเคยไปเดินเล่นกับสองสาวอยู่บ่อยๆ ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องพายไข่ ขนมปังเนยสด แต่หล่อนจำได้ว่า เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก





“คุณมีประสบการณ์มากี่ปีแล้วคะ”



“สามปี ผมกับเพื่อนเปิดร้านร่วมกันตั้งแต่เรียนจบ ถ้าคุณไม่เชื่อผมจะเอาเอกสารมาให้ดูพรุ่งนี้”

“ไม่ใช่ไม่เชื่อนะคะ แต่ว่าคือ เอ่อ...ฉันไม่คิดว่า คุณจะทำขนมเป็น ฉันเคยผ่านไปที่ร้านนั้น เจ้าของเป็นผู้หญิง”



“นั่นนีรนุชเพื่อนผม ปกติขนมในร้านทั้งหมดผมกับแม่ครัวอีกคนเป็นคนทำ แต่ตอนนี้นุชท้อง เราสู้ค่าเช่าไม่ไหว ก็เลยต้องปิดร้าน”





“คุณมั่นใจหรือคะว่า ทำขนมเป็น เอ่อ...มือคุณใหญ่กว่าฉันด้วยซ้ำ”



เขาส่ายหน้าแถมยังแค่นเสียงผ่านจมูกก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด



“นี่คุณ...มือผมจะใหญ่หรือเล็ก มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทักษะการทำขนมเลยนะ ไม่ว่า จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้ามีใจรักก็ทำอาหารได้ทั้งนั้น ถ้าคิดจะจำกัดเพศกันแบบนี้ ทำไมไม่เขียนป้ายรับสมัครไว้ให้ชัดๆ ล่ะว่า รับแต่แม่ครัวผู้หญิง ”ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงกระด้างก่อนลุกขึ้น ณฐอรลุกขึ้นตาม



“ฉันไม่ได้จำกัดเพศนะคะ ร้านของเรายินดีรับหมด ไม่ว่า เชฟผู้หญิงหรือผู้ชาย ฉันไม่ได้ตั้งใจดูถูกคุณด้วยแต่วันนี้ฉันเหนื่อย มีคนมาสมัครเป็นผู้ช่วยเชฟหลายคนแล้วแต่ใช้ไม่ได้เลย ต้องขอโทษฉันอาจพูดตรงเกินไปหน่อย” ไม่รู้เพราะอะไรหญิงสาวถึงได้ตัดสินใจบอกความจริง วันนี้ถือเป็นวันที่โชคร้ายที่สุดของหล่อนก็ว่าได้





“งั้นคุณมีปัญหาอะไร”



“คือ ฉันอยากได้คนที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ไม่ใช่แค่ลองมาสมัครเล่นเฉยๆ แต่ไม่ตั้งใจทำงาน”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่า คุณมีอคติอะไร แต่ผมมั่นใจว่า มีความสามารถเหมาะกับตำแห่งผู้ช่วยเชฟแตถ้าคุณจะมัวแต่ดูภาพลักษณ์และตัดสินละก็...ผมกลับดีกว่า”





“งั้นก็ได้ค่ะ ถ้าคุณคิดว่า มั่นใจก็ลองทำขนมปังให้ฉันดูหน่อยสิคะ เอาสูตรง่ายๆ ก็ได้

ก็ได้ ถ้าคุณทำได้จริงฉันจะรับคุณไว้ แต่ถ้าทำไม่ได้คุณก็ต่างคนต่างไปดีไหมคะ”



“สบายมากเรื่องแค่นี้เอง คุณคอยชิมก็แล้วกัน ผมเอาหัวเป็นประกัน”





ร่างสูงที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วภายในครัวดูแล้วช่างเหมือนกับภาพฝัน ไม่ใช่ว่า ณฐอรไม่เคยเห็นเชฟผู้ชาย ในรายการทีวียอดฮิตทั้งไทยและต่างประเทศที่มีพ่อครัวเป็นบุรุษเพศมีให้เห็นอยู่ดาษดื่นแต่ไม่มีใครสักคนที่ทำขนมได้เท่ห์เหมือนกับผู้ชายคนนี้





มือที่ใหญ่กว่าหล่อนเกือบสองเท่าแต่กลับหยิบจับข้าวของอย่างทะมัดทะแมง ไม่ว่า จะเป็นการเตรียมส่วนผสม ตวงแป้ง ร่อนส่วนต่างๆ ให้เข้ากัน ก่อนจะเปิดเครื่องนวดให้ทำงาน เริ่มจากการตวงแป้งลงไปในอ่าง ตามด้วยเกลือ ยีสต์ นมผง ไข่ไก่และเนย ทุกส่วนผสมไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว เพียงไม่นานแป้งเนื้อขาวเนียนขนาดกำลังดีก็นวดเสร็จ แถมชายหนุ่มยังสอนวิธีดูเนื้อแป้งให้





“ถ้าเนื้อเนียนขนาดนี้ บีบดูสักหน่อยถ้าน้ำตาลละลายหมด และยืดออกมาเป็นแผ่นบางๆ แสดงว่า ใช้ได้ ต่อไปเราก็ต้องพักแป้งไว้ก่อน สักพักหลังจากนั้นก็ค่อยมาขึ้นรูป คุณจะให้ผมทำไส้อะไรให้ดูบ้างล่ะ” ชายหนุ่มถาม





“คุณทำไส้อะไรเป็นบ้างละคะ”



“ทุกอย่าง ....ผมบอกแล้วไงว่า ผมเรียนจบคหกรรมมา อยากได้ขนมปังไส้อะไรบอกมาเถอะผมทำได้หมด ที่ร้านคุณมีทั้งหมดยี่สิบไส้ใช่ไหม ทำทั้งหมดเลยก็ยังได้”





“โอ๊ย...ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น นี่ก็เย็นมากแล้ว งั้นขอเป็นไส้หมูแดงก่อนก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มก้าวไปด้านหลังร้านและนำหมูที่อยู่ในตู้เย็นออกมาหั่น ท่าทางที่แสดงถึงความชำนาญทำเอาณฐอรถึงกับอึ้ง สิ่งที่เขากำลังทำไม่ต่างจากที่หล่อนเห็นมาลีทำเมื่อวานนี้ เริ่มจากการนำน้ำตาลปี๊บลงไปกวนในกะทะจนละลายตามด้วยผงพะโล้เคี่ยวจนหอมต่อจากนั้นก็ใส่หมูแดง หมูสามชั้นลงไปเคี่ยวไปสักพักจนสุกก็ใส่น้ำมันงา ปรุงรสตามด้วยแป้งข้าวโพดให้ข้นเหนียวพริบตาเดียวไส้หมูแดงหน้าตาน่ารับประทานก็พร้อมเสร็จ





“เราพักเอาไว้ก่อน รอให้เย็นแล้วค่อยห่อ ระหว่างนี้ผมจะไปขึ้นรูปขนมปังเนยสดให้คุณดูก่อน ทำเสร็จแล้วค่อยห่อไส้หมูแดงดีไหม”





หญิงสาวพยักหน้า เดินตามชายหนุ่มไปดูเขาทำขนมปังเนยสด เริ่มจากใช้ไม้คลึงแป้งที่ตัดเป็นก้อนๆ ให้ออกเป็นแผ่นกลมๆ ใส่เนยชิ้นเล็กๆ พอคำลงไปแล้วห่อปิดแป้งให้มิดเพื่อไม่ให้เนื้อของเนยไหลออกมาก่อนวางลงในพิมพ์ขนาดประจำของร้านที่ทาเนยไว้รออยู่แล้ว มือที่หยิบจับอย่างทะมัดทะแมงจนณฐอรแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แป๊บเดียวขนมปังเนยสดก็ถูกห่อจนหมดตามด้วยไส้หมูแดง และอีกหลายไส้ หลังจากนำเข้าตู้เร่งปฎิกิริยาให้ขึ้นฟู เมื่อขนมขึ้นเป็นสองเท่าก็นำเข้าอบ เพียงไม่นานขนมปังหน้าตาน่ารับประทานก็สุกออกจากเตา ชายหนุ่มใช้ที่คีบหยิบถาดออกมาและบิส่งให้เจ้าของร้านสาวชิม





“ลองชิมดูสิว่า ใช้ได้ไหม”



เนื้อขนมปังตรงหน้านั้นทั้งนุ่มและฟูแถมยังส่งกลิ่นหอมจนแทบน้ำลายไหล กลิ่นหอมนมและเนยทำเอาหญิงสาวเต็มไปด้วยความชื่นชม ณฐอรพยายามหาข้อตำหนิแต่กลับทำไม่ได้เลย ขนมตรงหน้าช่างเหมือนกับขนมปังฝีมือบิดาหล่อนไม่มีผิด ต่างกันที่เทคนิคการห่อและรูปร่างเท่านั้น โดยเฉพาะขนมปังเนยสดที่ชายหนุ่มทำเป็นรูปเกลียวโรยหน้าด้วยไอซิ่งทำให้ออกมาเหมือนเปียที่ถูกตัดแต่งอย่างดี ผิวของขนมปังถูกทาด้วยเนยและไข่แดงจนมีสีสันสวยงาม ตลอดเวลาแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพ





หญิงสาวมองขนมปังชิ้นเล็กพอดีคำด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก กลิ่นของมันหอมจนยั่วน้ำลาย เมื่อหล่อนบิชิมและใส่ปากเคี้ยวกลืนก็รู้สึกถึงความนุ่มจนแทบละลายในปากเลยด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะความหิวทำให้ณฐอรจัดการขนมปังชิ้นนั้นหมดในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนจะส่งอีกชิ้นเข้าปากอย่างไม่ยอมรักษามาดแถมยังไม่สนใจชายหนุ่มที่กำลังยืนนิ่งรอฟังผลการตัดสิน



“เป็นไงมั่ง ถ้ายังไม่พอผมจะทำไส้อื่นให้คุณชิมอีก ไส้เผือก ไส้ถั่วแดง ผมทำเป็นหมด”

“อื้อ....ไม่ต้องแล้วค่ะ พอแล้ว อร่อย อร่อยมากๆๆ” หล่อนพูดทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมดจนสำลัก อาหารที่เพิ่งผ่านคอลงไปทำให้จุกแน่นไปหมด ใบหน้าหวานแดงก่ำจนต้องตบเบาๆ ที่อก





“ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวก็ติดคอหรอก”



ชายหนุ่มรีบยื่นน้ำในแก้วส่งให้ ครู่หนึ่งอาการสำลักก็หายไป หญิงสาวละล่ำละลัก





“คุณทำขนมปังเก่งจริงๆ ไม่น่าเชื่อคุณทำได้รสชาติเหมือนที่ป๊าฉันทำเปี๊ยบเลย เนื้อก็นุ่มมาก กลิ่นเนยก็หอมมากอีกด้วย“ หญิงสาวเอ่ยชมด้วยความดีใจ



ตอนนี้หล่อนรู้สึกเหมือนคนกำลังจะจมน้ำแต่จู่ๆ ก็มีขอนไม้ลอยมา ไม่ใช่สิ...ต้องบอกว่า เป็นเรือยอร์ชลอยมาถึงจะถูก ผู้ชายคนนี้ทำขนมปังเป็น อีกทั้งยังมีคุณสมบัติที่ดีของเชฟครบทุกข้อตามที่พ่อหล่อนเคยบอก ไม่ว่า จะเป็นความสะอาดสะอ้าน ความมีระเบียบ อีกทั้งยังมีความเอาใจใส่ จากที่เขาสังเกตว่า ขนมปังร้านของหล่อนเป็นนั้นทำเป็นรูปอะไรซึ่งเชฟคนใหม่ก็ทำให้คล้ายกับของเดิมมากที่สุด ครัวของเขาหลังเสร็จงานดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ของทุกอย่างจัดเก็บเข้าที่ ชายหนุ่มทำหน้านิ่ง เลิกคิ้วขึ้นมองหล่อนด้วยเครื่องหมายคำถามอีกครั้ง





“แล้วตกลงคุณรับผมเข้าทำงานหรือเปล่า หรือว่า ต้องให้ผมทดสอบอย่างอื่นอีก จะทำเค้ก ทำคุ๊กกี้ผมก็ทำเป็น...”และอีกสารพัดที่ชายหนุ่มกำลังจะพูดแต่หญิงสาวกลับขัดขึ้นก่อน



“ไม่ค่ะ ไม่ต้องแล้ว ฉันตกลงรับ พรุ่งนี้คุณมาเริ่มงานได้เลยฉันจะให้คุณทำงานในฐานะเชฟของที่นี่”



ธนวรรธน์กลับบ้านด้วยสีหน้าชื่นมื่นเมื่อก้าวเข้าไปในครัวก็พบว่า มารดานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรอีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน





“เป็นไงเขารับไหม”





“รับสิครับ มือชั้นนี้แล้ว”



พูดจบชายหนุ่มก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้ามกับมธุรส มืออีกข้างหยิบหนังสือพิมพ์ประจำวันนี้ขึ้นอ่านทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่คนซึ่งอยากรู้เรื่องก็ใช้มือกดหนังสือพิมพ์ลงเพื่อให้เห็นหน้าลูกชาย



“เดี๋ยวสิธาม เล่าแค่นี้เนี่ยนะ ไหนลองเล่าให้แม่ฟังหน่อยสิว่า ร้านเขาเป็นยังไงบ้าง เขาให้เงินเดือนเท่าไหร่ เจ้าของร้านเป็นใคร ใช่เด็กผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า”





ชายหนุ่มคลี่ยิ้มพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่มองหน้าคนตรงหน้าที่รัวคำถามชนิดตอบไม่หวาดไม่ไหว มธรุรสเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากไม่ได้คำตอบท่านคงไม่ปล่อยให้เขานั่งอ่านหนังสืออย่างมีสบายๆแน่ๆ เมื่อนึกถึงเจ้าของร้านสาวก็อดอมยิ้มไม่ได้ หลังจากหล่อนตกลงรับเข้าทำงาน ทั้งคู่ก็คุยกันอีกสักพัก ตอนนั้นเองเขาถึงได้รู้ว่า หล่อนชื่อ ณฐอร หญิงสาวเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแต่ต้องมารับช่วงต่อร้านขายขนมปังเพราะว่า พ่อป่วย ที่สำคัญหล่อนทำขนมไม่เป็น สีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดทำเอาชายหนุ่มอดสงสารไม่ได้



“ครับแม่ ลูกสาวเจ้าของร้านเป็นคนสัมภาษณ์ ตอนนี้คุณพ่อเธอถูกรถชนตอนนี้ยังนอนอยู่ในไอซียู เธอให้ผมลองทำขนมปังให้ชิมแล้วก็ตอบตกลงครับ”





“แล้วเป็นไง ลูกสาวเจ้าของร้านสวยไหม แม่จำได้ว่า เคยเห็นแม่หนูคนนี้ตอนเด็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตา”





ธนวรรธน์นิ่งแล้วก็คิด เมื่อคิดถึงใบหน้ารูปไข่นั้นรอยยิ้มก็แต้มบนริมฝีปากหยักลึก ณฐอรเหมาะกับคำว่า น่ารักมากกว่า ดวงหน้ารูปไข่สวยหวานดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่เปราะบางและแตกหักง่ายแต่นัยน์ตาทั้งคู่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น ผิวของหล่อนขาวจัดและเรียบเนียนจนเห็นเส้นเลือดเล็กๆ ภายใต้ผิวอย่างคนสุขภาพดี ผมยาวสีน้ำตาลยาวประบ่าถูกรวบไว้ด้านหลัง แต่ส่วนที่เขาชอบมากที่สุดคือ ตาโตคู่สวยยิ่งเมื่อแอบมองในระยะใกล้และเห็นว่า แพขนตางอนยาวนัยน์ตาคู่หวานสุกสกาว ยิ่งรู้ว่า โดนแอบมองโหนกแก้มก็เป็นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย นอกจากนั้นเขายังสังเกตเห็นถึงความอิดโรยที่แฝงอยู่ ดูท่าวันนี้คงเป็นวันที่หนักหนาสาหัสสำหรับหล่อน ฟังจากที่ณฐอรเล่า หล่อนต้องสัมภาษณ์ผู้สมัครงานมาไม่ต่ำว่า ห้าคนและแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีวีรกรรมน่าดูชมด้วยกันทั้งนั้น



“ก็ดูดีนะครับ แต่ยังเด็กอยู่ เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยปีนี้เอง”



“แล้วเธอบอกไหมว่า เพราะอะไรถึงได้จ้างผู้ช่วยเชฟ เชฟคนเก่าไปไหนเสีย”



“โธ่แม่ครับ....นี่แม่สนใจเรื่องของร้านขนมปังมากกว่าผมอีกนะครับเนี่ย แม่จะเป็นนักสืบหรือยังไงกันครับ เล่นถามรัวเป็นชุดเลย”





“ก็แน่สิ” มธุรสรับคำไม่ได้ปฏิเสธ”แม่อยากรู้ว่า เพราะอะไร ลูกรู้ไหมว่า ร้านขนมปังนี้เปิดมานานแล้วนะ ลูกค้าประจำก็เยอะมาก แม่กับเพื่อนไปทุกครั้งก็ต้องไปยืนรอคิวเข้าแถว แต่จู่ๆ มาเปิดรับสมัครเชฟ ก็ต้องน่าสงสัยเป็นธรรมดา อย่ามาอมพะนำเล่ามาเสียดีๆ ไม่งั้นมีเคือง”



ชายหนุ่มตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง หลังจากคุยกับหญิงสาวได้ความว่า ตอนนี้เชฟของที่ร้านลาออกจึงเหลือแต่หล่อนกับลูกจ้างต่างด้าว เนื่องจากทำขนมไม่เป็นจึงต้องหาคนมาช่วยและตำแหน่งที่เขาได้รับนั้นคือ เพสตรี้เชฟเลยทีเดียว ส่วนเรื่องเงินเดือนนั้นนับว่า สมน้ำสมเนื้อเพราะไม่ใช่คนเรื่องมากธนวรรธน์จึงตอบตกลงทันที และยังขอเริ่มงานพรุ่งนี้





“น่าสงสารนะ แล้วทำไมอาของแม่หนูคนนั้นเขาถึงไม่ช่วยล่ะ แม่เคยได้ยินว่า มีกันสองพี่น้องทำขนมปังเก่งด้วยกันทั้งคู่ ส่วนอาสาวยังเปิดร้านขนมปังอีกสาขาหนึ่งด้วยนะ”

“เห็นว่า มีปัญหากันนิดหน่อย ไอ้ผมเองก็ไม่อยากซักครับแม่ เป็นเรื่องส่วนตัวเขาผมเป็นแค่ลูกจ้าง ถามมากเกินจะไม่เหมาะแค่ไปวันแรก เอาไว้เราเข้าไปทำงานก่อนค่อยคุยไม่ดีหรือครับ”

“ลูกนี่คิดมากจังธาม เขาคงไม่ว่าหรอก ไหนๆ เราก็จะไปทำงานกับเขาแล้วไม่ใช่หรือ แม่หนูอะไรนะ...”



“เธอชื่อ อายครับ”



“ชื่อน่ารักจัง”





ธนวรรธน์พยักหน้าไม่เพียงไพเราะแต่ยังหน้าตาน่ารักอีกด้วย ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ได้คุยกันเขาก็รู้สึกว่า ณฐอรนิสัยดีแม้จะมีความเป็นคุณหนูอยู่บ้างเพราะหยิบจับอะไรไม่ค่อยเป็นแต่ก็มีความกระตือรือร้นอยากจะเรียนรู้ ที่สำคัญเป็นคนจริงใจ แต่ติดปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น เขายังจำประโยคสุดท้ายที่หญิงสาวพูดได้



“ขอโทษด้วยนะคะที่ฉันพูดกับคุณไม่ดีในตอนแรก อันที่จริงฉันก็มีเพื่อนเป็นแบบคุณเยอะเลยค่ะ เอาไว้ถ้าคุณจะพาเอ่อ...แฟนของคุณมาที่ร้านก็ได้นะคะ ฉันไม่ว่าอะไร”

ชายหนุ่มจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ตอบอะไรไป รู้แต่เพียงว่า บรรยากาศช่างกระอักกระอ่วนเสียเหลือเกิน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกเข้าใจผิดแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เป็นเพราะกิริยาที่ล้นจนเกินงามของเดชดำรง แต่ทำไมคราวนี้เขาถึงรู้สึกว่า อยากจะอธิบายให้หล่อนฟัง มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่อยากยอมรับ





….เขากำลังสนใจผู้หญิงคนนั้น...



ความรู้สึกยามได้พูดคุย เขาชอบแววตาที่ดูตื่นๆ ยามมองมาอย่างเขินๆ จนชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมถึงกับอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ณฐอรเป็นผู้หญิงที่ยิ้มสวย ดวงตาของหล่อนใสกระจ่างราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า หล่อนทำให้ชีวิตที่เงียบเหงาของเขามีรสชาติ

“ยิ้มอะไรอยู่จ๊ะลูก หรือว่า ติดใจลูกสาวเจ้าของร้านเข้าให้แล้ว”

“โธ่...แม่ครับ เราเพิ่งเจอกันครั้งเดียวเองนะครับ นี่แม่กลัวผมขายไม่ออกขนาดนี้เลยหรือถึงได้รีบยัดเยียดผมให้กับคนอื่นอยู่เรื่อย”



“ไม่ได้ยัดเยียดจ๊ะ แค่อยากให้ลูกเปิดตามองสาวๆ บ้าง รู้บ้างไหมว่า ญาติพี่น้องของเราเริ่มสงสัยแล้วว่า ธามเป็นเกย์หรือเปล่าป่านนี้ถึงยังไม่แต่งงาน แม่ละกลุ้มใจเสียจริงๆ”





ธนวรรธน์สะอึก ทำไมคำๆ นี้ถึงได้วนเวียนมาในชีวิตอยู่บ่อยครั้ง เมื่อหลายปีก่อนเคยมีญาติของเขาคนหนึ่งบังเอิญเห็นเขาเดินเล่นอยู่ในห้างกับเดชดำรงถึงกับรีบโทรศัพท์ไปฟ้องมารดา หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โต เขาต้องเสียเวลาอธิบายอยู่เกือบค่อนชั่วโมงกว่ามารดาที่กำลังร้องไห้เป็นเผาเต่าจะเข้าใจ หลังจากนั้นชายหนุ่มก็บอกตัวเองว่า ต้องระวังยิ่งกว่าเดิมทุกครั้งที่มีนัดกับเพื่อนชายหัวใจหญิงเขามักจะมีคนอื่นไปด้วย แต่คราวนี้เพราะรีบต้องการได้งานถึงได้เผลอตัวใกล้ชิด





“ผมไม่ได้เป็นเกย์แน่นอนครับ ไม่มีทางแล้ว ก็ไม่มีวันเป็นแน่ ดังนั้นแม่สบายใจได้”

“ถ้างั้นก็ลองแสดงฝีมือจีบสาวให้แม่ดูหน่อยสิลูก เริ่มจากหนูอายก็ได้ อันที่จริงเธอก็น่ารักดีนะ ครอบครัวก็ดี”





“แม่เคยเห็นเธอแล้วหรือครับ จู่ๆ มายุให้ผมจีบลูกสาวเจ้าของร้าน ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ ประเดี๋ยวได้โดนไล่ออกกันพอดี”



“แม่เชื่อสายตาลูกจ๊ะ ผู้หญิงที่ทำให้ลูกชายแม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้แบบนี้ ต้องน่ารักแน่ๆ ลูกรู้ไหมว่า วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ”

“แม่ก็....ผมก็อารมณ์ดีทุกวัน”ธนวรรธน์เงยหน้าสบตามารดาและก็เห็นรอยยิ้มแห่งความหวังอยู่ในนั้น



“อย่าปดแม่นะ ไม่ต้องมาทำเป็นเขินเลย เชื่อแม่นะ ลองคุยกับหนูอายดู ไม่แน่ เธออาจจะเป็นผู้หญิงที่ลูกรออยู่ก็ได้นะ เพสตรี้เชฟกับลูกสาวร้านขนมปัง เข้าท่าเป็นที่สุด”มธุรสพูดด้วยน้ำเสียงชวนฝัน



กว่าณฐอรจะเก็บร้านเสร็จก็ปาเข้าไปสามทุ่ม นอกจากจะต้องช่วยลูกจ้างเก็บกวาดแล้วหล่อนยังต้องตรวจดูรายรับรายจ่ายประจำวันนี้อีกทั้งยังต้องนำเงินส่วนหนึ่งใส่ในเซฟไว้ แต่เดิมนั้นบิดาของหล่อนจะทำหน้าที่นำเงินไปฝากเข้าบัญชีผ่านตู้ธนาคารหรือไม่ก็รวมไว้นำไปเข้าในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีเงินค้างอยู่ในร้านมากกันปัญหาเรื่องขโมย แต่เนื่องจากหญิงสาวไม่รู้ว่า พรุ่งนี้ที่ร้านจะวุ่นวายมากหรือเปล่า เชฟหนุ่มจะมาทำงานเป็นวันแรก หล่อนจึงเผื่อเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ในเซฟและอีกส่วนหนึ่งใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมซื้อของสดวันพรุ่งนี้ หล่อนจะบอกแม่บ้านเอาไว้แล้วเพื่อให้เป็นธุระไหว้วานไปซื้ออาหารสดให้เพื่อที่ว่า พรุ่งนี้จะได้ตรงเข้าร้านเลย ลูกจ้างในร้านพากันกลับไปหมดแล้วเหลือเพียงหญิงสาว หล่อนใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวบานประตูลงมาก่อนคล้องกุญแจเพื่อปิดร้านและเดินตัดเข้าไปในซอยซึ่งเป็นที่จอดรถ





รถคันนี้บิดาซื้อให้เมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง เป็นญี่ปุ่นรถขนาดกะทัดรัดประหยัดน้ำมัน หล่อนรักรถคันนี้มากแม้ที่บ้านจะมีฐานะร่ำรวยแต่อาณัฐก็ไม่เคยสอนให้บุตรสาวฟุ่มเฟือย ปกติทุกวันหล่อนจะมีคนงานอีกคนเดินมาส่งเป็นเพื่อนแต่วันนี้ทุกคนกลับไปหมดแล้ว ในมือมีแฟ้มเอกสารอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับของใช้ต่างๆ ภายในร้านซึ่งณฐอรตั้งใจว่า จะไปศึกษาที่บ้าน นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไปหล่อนจะต้องจัดระเบียบการซื้อของเพื่อให้ไม่ต้องเป็นภาระ ถ้าเป็นไปได้จะให้แม่ค้าจากตลาดมาส่งที่ร้านเลยเพื่อความสะดวก แต่เดิมทีนั้นที่ร้านก็มีแม่ค้าเจ้าประจำแต่เนื่องจากแม่ครัวคนเก่าลาออกไปกระทันหัน แถมเบอร์ที่จดไว้ก็ไม่ชัดทำให้ทุกอย่างขลุกขลักมากกว่าเดิม





วูบหนึ่งที่ณฐอรอดคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ไม่ได้ แม้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายแต่สุดท้ายหล่อนก็สามารถหาเชฟใหม่ได้ แม้เขาจะไม่ได้มีลักษณะอย่างที่หล่อนคิดไว้ก็ตาม



“พรุ่งนี้ผมจะมาที่ร้านแต่เช้า ถ้าคุณเหนื่อยจะพักอยู่ที่บ้านก่อนก็ได้ แต่ช่วยให้เด็กเอาของสดมาให้ ผมจะทำไส้และก็นวดขนมปัง ร้านต้องเปิดตั้งแต่กี่โมง”





พอได้คำตอบเชฟคนใหม่ก็ตอบกลับมาในทันทีว่า จะมาถึงร้านประมาณตีสาม ตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกันณฐอรก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับชายหนุ่มมากขึ้น เขาชื่อเล่นว่าธาม จบคหกรรมจากมหาวิทยายลัยแห่งหนึ่งเป็นรุ่นพี่หล่อนสามปี เขาไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่น แม้ระหว่างที่คุยกันหญิงสาวจะดูออกว่า เขาอยากทราบความเป็นมาเป็นไปของร้านมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็ให้เกียรติและเลือกถามเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่น่าเสียดายที่สุดก็คือ เขาเป็นเกย์...





ช่างน่าอายเหลือเกินยามอยู่ภายใต้ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นหล่อนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ มือไม้สองข้างพาลจะเกะกะ หยิบข้าวของผิดๆ ถูกๆ ไปหมด แม้กระทั่งเดินอยู่ในร้านตัวเองก็ยังสะดุดจวนจะล้มอยู่เรื่อย จนมีคำพูดแว่วมาตามลมแบบไม่จริงจังนัก



‘ระวังหน่อยสิคุณ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก ดูพื้นด้วยเวลาเดิน......’และอีกมากมาย เหล่านี้ทำให้หล่อนนึกถึงบิดาขึ้นมาทันที สมัยที่ท่านยังสบายดีก็มักจะเตือนหล่อนด้วยถ้อยคำนี้อยู่บ่อยๆ ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นเสียงตะคอกก็ดังขึ้น





“ส่งกระเป๋ามาเดี๋ยวนี้”



เบื้องหน้าคือ ชายรูปร่างสูงท่าทางดุดันสวมเสื้อยืดกางเกงยีน ณฐอรยืนนิ่งหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจและทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้ภายในซอยเปลี่ยวมีเพียงหล่อนกับคนร้ายอยู่ตามลำพัง



“คะ...คือ ฉัน”





“ฉันบอกให้ส่งกระเป๋ามาไงล่ะ ผัวแกเป็นหนี้ฉันอยู่สามหมื่น แกต้องชดใช้”





“ผัว...เอ่อ ฉันยังไม่ได้แต่งงาน คุณคงจำผิดคนแล้ว ฉันไม่ใช่..” หญิงสาวพยายามจะอธิบายให้ฟังแต่อีกฝ่ายไม่สนใจ กลับตะคอก



“ไม่ผิดหรอก แกเป็นเจ้าของร้านขนมนุ่มลิ้นใช่ไหม ฉันจำได้ อย่าพิรี้พิไร ส่งกระเป๋ามา” พูดจบก็กระชากกระเป๋าไปจากมือหล่อนพร้อมกับรื้อค้นของข้างในเมื่อได้กระเป๋าสตางค์ก็รีบเปิดควักเงินออกมา แต่พอเห็นจำนวนพันธบัตรพันบาทเพียงแค่สามใบก็มีสีหน้าหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม





“อะไรทำไมมีแค่เนี้ย แกเก็บเงินไว้ที่ไหน เอาออกมาให้หมด”



“คะ...คือ ว่า ฉันไม่มี ฉันมีแค่นี้ นี่คือเงินที่จะไปซื้อของ”



“หน็อยไม่มี แต่ตัวสวยดันมีเงินแค่นี้ แกเก็บเงินไว้ในรถใช่ไหมเอาออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเจ็บตัวแน่”

ชายชุดดำหันกลับมาตะคอกและกระชากข้อมือหญิงสาวปรี่เข้ามาใกล้ ณฐอรสะบัด สีหน้าซีดเผือด ถอยหลังรูดด้วยความกลัว พูดเสียงละล่ำละลัก





“อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันมีแค่นี้จริงๆ อยากได้อะไรเอาไปเลย แต่อย่าทำอะไรฉัน”

“กลัวเป็นด้วยหรือ จำเอาไว้นะ ผัวแกเป็นหนี้ฉันอยู่สามแสนบอกมันด้วยถ้าไม่เอามาคืน ฉันจะกรีดหน้าสวยๆ ของแกเสีย ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้เงิน ฉันจะพังร้านของแกให้ยับได้ยินไหม”



จบประโยคมือหนาก็พลักณฐอรอย่างแรงจนล้มลงกับพื้น หล่อนหน้าคำมำหน้าผากมนไปกระแทกกับพื้นคอนกรีตอย่างจัง ดวงตาสองข้างพร่าพราย เมื่อหันกลับมาก็พบว่า คนร้ายหนีไปแล้ว หญิงสาวพยายามกอบตัวขึ้นตรงหน้าผากเจ็บระบมไปหมดแถมยังมึนงงแข้งขาพาลไม่มีแรงเสียอย่างนั้น พลเมืองดีที่เดินผ่านมาปราดเข้าช่วย





“คุณครับ เป็นอะไรหรือเปล่า”





“ไม่ค่ะ...ฉันไม่เป็นไร” หญิงสาวสั่นศีรษะแต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าผาก ทำไมหล่อนถึงโชคร้ายนัก พ่อก็ป่วยแถมตอนนี้ตัวเองยังโดนจี้และทำร้ายร่างกายอีก มือยกขึ้นแตะตรงรอยเจ็บและก็พบว่า มีน้ำเหนียวสีแดงข้นไหลออกมา ก่อนเสียงของคนข้างกายจะดังขึ้น



“ไม่เป็นไรได้ยังไง คุณหัวแตกเลือดออก ต้องไปโรงพยาบาล”





หญิงสาวมาถึงร้านขนมปังนุ่มลิ้นในวันรุ่งขึ้นก็เกือบสิบโมงเช้าเนื่องจากตื่นสายแถมหล่อนยังลืมบอกให้แม่บ้านออกไปซื้อของสดนำไปที่ร้านอีก หลังจากเกิดเหตุเมื่อวานณฐอรก็ไปที่โรงพยาบาลกลางดึกเพื่อเย็บแผล หลังจากนั้นก็ไปโรงพักเพื่อแจ้งความ ของที่สูญหายไปคือ กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถืออีกเครื่อง ทางตำรวจตั้งข้อสันนิฐานว่า เป็นความเข้าใจผิดแต่ก็ยังไม่ตัดประเด็นการข่มขู่ออกไปด้วยแต่เพราะเรื่องราวที่คลับคล้ายคับคลา หญิงสาวจึงตัดสินใจเล่าเรื่องอาเขยให้ฟัง ตำรวจรับปากว่า จะสืบสวนต่อ ระหว่างนี้ก็กำชับให้หล่อนระวังตัวมากขึ้นไม่ไปไหนมาไหนคนเดียวหรือกลับบ้านดึกอีกเพื่อป้องกันคนร้านย้อนกลับมาทำร้าย เมื่อก้าวเข้ามาในร้านเชฟหนุ่มก็เดินเข้ามาหาสีหน้าบึ้งตึง





“คุณหายไปไหนมา ผมมารอคุณตั้งแต่ตีสาม โชคดีนะที่พอจะวานเด็กให้ไปซื้อของที่ตลาดได้ ไม่อย่างนั้นร้านขนมต้องปิดไปอีกวัน”





ชายหนุ่มกำลังจะตามต่อแต่แล้วกลับชะงัก ดวงตาคมดุตวัดมองผ้าก็อซที่หน้าผาก เขาเอื้อมมือมาแหวกผมด้านหน้าออกและเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ



“เอ๊ะ....นี่ หน้าผากคุณไปโดนอะไรมา เมื่อวานยังไม่มีแผลนี้นี่ หรือว่า คุณซุ่มซ่ามเดินชนประตู”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นสำหรับเขาหล่อนคงเป็นผู้หญิงที่ซุ่มซ่ามและเฟอะฟะที่สุดในโลกกระมัง น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความตำหนิทำเอาหญิงสาวลำคอขมปร่า ก่อนตอบออกมาเสียงแหบแห้ง





“ขอโทษค่ะ คือเมื่อคืนเกิดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย ฉันไม่ได้ตั้งใจให้คุณรอ”



เมื่อคืนนี้นอกจากตกใจแล้วหล่อนยังต้องไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล เนื่องจากดึกมากแล้วจึงไม่กล้าโทรหาเพื่อนสาวแถมยังต้องไปนั่งคอยแจ้งความที่โรงพักตามลำพังอีกเพื่อสอบปากคำ เสียงเอ็ดตะโรของพวกขี้เมาที่โดนจับด้วยข้อหาทะเลาะวิวาทดังก้องไปทั่วสำนักงานทำให้ณฐอรทั้งกลัวและเครียดจนอยากจะร้องไห้



“แล้วตกลงหัวคุณไปโดนอะไรมา”





ณฐอรตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง ใบหน้าที่เคร่งเครียดค่อยๆ แปรเป็นความอ่อนโยนและเห็นใจขึ้นตามลำดับ





“ขอโทษนะ ผมไม่รู้ว่า เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับคุณ แล้วทำไมเมื่อคืนนี้คุณไม่โทรหาผมล่ะ”

“โทรหาคุณ”



หญิงสาวเลิกคิ้ว ทวนคำเมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบกับนัยน์ตาสีเข้มที่จ้องมองอยู่แล้ว สายตาของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ หัวใจเต้นระรัว มือไม้สั่น ใบหน้าร้อนวูบไปหมดจนสงสัยว่า หล่อนลืมเปิดแอร์ในร้านหรือเปล่า ยิ่งสบดวงตาที่บอกว่า เป็นห่วงทำเอาหัวใจหล่อนเต้นรัวยิ่งกว่ากลองเพลแต่แล้วณฐอรก็รีบหาคำตอบให้กับตัวเองว่า คงเป็นเพราะความเหนื่อยอ่อน





ตลอดหลายวันมานี้หล่อนเหมือนต้นไม้ห่อเหี่ยวและขาดน้ำ หลังจากเสาหลักคือ บิดาต้องนอนป่วยหนักรักษาตัวอยู่ในไอซียู ลูกคุณหนูอย่างหล่อนก็ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ไหนจะมีปัญหากับอาสาวที่คอยจ้องจะฮุบร้าน หล่อนยังต้องหาทางประคองร้านขนมปังให้ดำเนินกิจการต่อไปได้อีก ธนวรรธน์ฉวยข้อมือหล่อนพาไปนั่งตรงเก้าอี้และรินน้ำเย็นส่งให้







“ใช่...ตอนนี้ผมเป็นลูกจ้างของคุณ ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนก็เรียกผมได้ อย่างน้อยคุณก็จะได้มีเพื่อน เป็นผู้หญิงคนเดียวไปโรงพักคงกลัวแย่ อีกอย่างบ้านผมอยู่ใกล้แค่นี้เอง ขับรถสิบนาทีก็ถึงแล้ว”

“แต่ฉันเกรงใจ เมื่อคืนก็ดึกมากแล้วด้วย”



หญิงสาวตอบเสียงอ่อย พอได้ยินว่า เขาจะมาเป็นเพื่อนก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมามากทีเดียวแต่พอนึกว่า ชายหนุ่มมีเจ้าของอยู่แล้วแถมยังเป็นสาวประเภทสองที่สวยระดับผู้หญิงยังอาย หัวใจของหล่อนก็พลันห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที แม้เขาจะมีหน้าตาหล่อเหลาแถมยังนิสัยดี แต่ความจริงที่หลีกไม่พ้นก็คือ เขาเป็นเกย์ หล่อนต้องไม่รู้สึกอะไรแม้เขาจะเปี่ยมด้วยความอาธรก็ตามที

“ไม่ต้องเกรงใจเลย ปกติผมนอนดึก ที่ผมต่อว่า เพราะกลัวว่า คุณจะเป็นอะไร เมื่อเช้านี้ผมรออยู่หนึ่งชั่วโมง เห็นไม่มาก็เลยตัดสินใจให้เด็กไปซื้อของสดให้ก่อนแต่เพราะได้มาไม่ครบเลยทำขนมปังได้แค่สี่ไส้ ไม่อยากให้คุณโวยวายว่ามาเป็นเชฟวันแรกก็ต้องปิดร้าน”



“ฉันไม่ใจดำอย่างนั้นหรอก แค่ที่คุณมาเปิดร้านให้ก็ดีถมเถแล้ว”





“แล้วนี่ทางตำรวจบอกไหมว่า จะได้กระเป๋าคืนหรือเปล่า เป็นพวกวิ่งราวหรือ ทำไมต้องทำร้ายคุณด้วย”

“เขาก็ยังไม่แน่ใจค่ะ แต่บอกให้ฉันระวังตัวไม่กลับดึกอีก เมื่อคืนฉันก็ไม่ทันระวังมัวแต่เดินใจลอย”

“เอาอย่างนี้ไหมล่ะ คืนนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อน รอคุณทำบัญชีเสร็จแล้วค่อยกลับพร้อมกัน”





“จะดีหรือคะ ฉันเกรงใจ คุณทำงานทั้งวันคงเหนื่อย”





“ถ้าเทียบกับการที่ผมรอคุณเก้อมาตั้งหลายชั่วโมง ผมทำได้ ไม่ต้องคิดมากหรอก วันนี้เราจะกลับบ้านพร้อมกัน”



อีกครั้งที่หัวใจของหล่อนเต้นแรงและสุดท้ายภายในสมองอันน้อยนิดก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามว่า เพราะอะไรหล่อนถึงจะต้องรู้สึกแบบนี้กับเขาด้วย..



tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 18 ก.ค. 2554, 21:04:16 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 ก.ค. 2554, 14:56:58 น.

จำนวนการเข้าชม : 2318





<< บทที่ 2 เสียดายจังที่เขาเป็นเกย์    บทที่ 3 ลงย้อนค่ะ >>
หนอนฮับ 18 ก.ค. 2554, 21:48:01 น.
สู้ๆ คะ


Auuuu 18 ก.ค. 2554, 22:55:33 น.
ชอบ -v-


Pat 18 ก.ค. 2554, 23:01:10 น.
O.O นึึกว่าตัวเองอ่านข้ามไปตอน(บทที่2มาบทที่4) คุณธามน่ารักจัง


แว่นใส 18 ก.ค. 2554, 23:02:04 น.
ลุ้นกันหน่อยนะ



Zephyr 19 ก.ค. 2554, 11:41:45 น.
อุ๊ พี่ธามมาเป็นเพื่อนเค้ากลับบ้านบ้างสิคะ ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่นะ หนูอาย แต่เธอก็ยังเข้าใจพี่ธามผิดอ่ะ เพราะคุณเดชดำรงทีเดียวทำเพื่อนเดือดร้อน


ปูสีน้ำเงิน 20 ก.ค. 2554, 23:59:02 น.
มีเหลืออีกไหม๊เนี่ย ผู้ชายแบบพี่ธามอ่ะ


sa 21 ก.ค. 2554, 11:58:50 น.
หิววววววววววววว


pseudolife 24 ก.ค. 2554, 18:04:59 น.
พี่ธามน่ารักจัง หนูอายอย่าคิดว่าพี่เค้าเป็นเกย์เลยน้า ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account