น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: บทที่ ๐๒๒

022



ถ้อยคำในบทสุนทรพจน์ สำหรับกล่าวในงานเปิดตัวสินค้าชิ้นนั้น ไม่ได้ถูกตำหนิติติงหรือแก้ไขใดๆ เลย ซ้ำหญิงสาวรุ่นน้อง ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ เจ้าของผลิตภัณฑ์นั่น ยังมีการ์ดขอบคุณพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ฝากมามอบให้

ทำให้ตลอดช่วงเช้าวันนี้ อินทุอรทั้งอารมณ์ดีและยิ้มรื่น แอบคิดเอาไว้ในใจ ว่าต่อแต่นี้ไปอะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น ชีวิตคงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พันธะทั้งทางกายและทางใจล้วนถูกปลดเปลื้อง ความปลอดโปร่งเข้ามาแทนที่ความทุกข์ระทม

“งานเมื่อคืนเลิศหรูอลังการมากเลยค่ะพี่อินทุ์ โดยเฉพาะตอนที่น้องเขากล่าวตามคำร่างของพี่ พอพูดจบ คนตบมือกันเกรียว เอาไว้พี่อินทุ์สอนจอยมั่งนะคะว่า คิดยังไงเขียนยังไง ถึงทำให้ประทับใจคนได้ขนาดนั้น”

ผู้ช่วยของอินทุอรเลียบเคียงเข้ามาคุยด้วย เพราะบรรยากาศของงานเปิดตัวสินค้าเมื่อคืนยังเป็นที่โจษจัน

“บอสเรางิ หน้าบานเลยละ เสียดายที่พี่อินทุ์ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะน้องเจ้าของเขาก็ถามหา ก็... อย่างเคยละค่ะ เราก็บอกไปว่าพี่อินทุ์ไม่ชอบออกงาน”

พอเริ่มคุยได้เสียแล้ว ก็ยากที่น้องจอยจะหาทางลงได้ง่ายๆ

“เราแค่คนทำงาน แค่ทำงานของเราให้ดี ตั้งใจทำเต็มที่ ผลที่ออกมา ถ้าสำเร็จก็เป็นกำลังใจ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ต้องมาดูกันว่าที่ตรงไหนมันพลาด”

อินทุอรเลยถือโอกาสสอนไปในตัว

“แต่งานของพี่อินทุ์ บอสก็ให้ผ่านตั้งแต่แรก”

“นั่นละ การทำงานนอกจากฝีมือแล้วต้องมีจิตวิทยา ต้องรู้ว่าใครชอบอะไร อยากอ่านอยากเห็นอะไร ที่จริงพี่แก้นิดหน่อยหลังจากส่งให้บอสปรู๊ฟ เพราะบางอย่างน้องเจ้าของสินค้ากับบอสเราอาจคิดไม่ตรงกัน เพื่อให้งานมันผ่านไปได้ไม่ติดขัด บางทีเราก็จำเป็นต้องเตรียมแผนสองแผนสาม อย่างถ้าน้องเขาไม่พอใจหรืออยากแก้ไข ผ่านไปถึงขั้นตอนนั้น ก็เป็นระดับเราที่จะคุยกับลูกค้า ไม่จำเป็นต้องถึงมือบอสอีกแล้ว จริงไหม”

เธอร่ายยาว ยังนึกอยู่เลยว่า นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้พูดจาอะไรประมาณนี้กับเพื่อนร่วมงาน ทั้งที่ผ่านมาแม้ไม่ได้เคยทำให้บริษัทบกพร่องเสียหาย แต่การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็จืดจางไปมากมาย

“ที่พี่อินทุ์พูดมาคือเคล็ดลับหรือเปล่าคะ หรือว่ามีอย่างอื่นอีก”

น้องจอยยังไม่ยอมจำนนง่ายๆ

“ไม่ได้มีความลับอะไรหรอก จอยก็รุ่นน้องพี่ จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เรียนมาจากตำราเล่มเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน พี่ว่ามันอยู่ที่ประสบการณ์และการฝึกฝน พี่คิดว่าไม่ว่าการงานสาขาอาชีพไหน ถ้าเราฝึกฝนขยันหมั่นเพียร หาความรู้ความทันสมัย ติดตามความนิยมของตลาดในสายงานของเรา แค่นี้งานของเราก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก”

ประโยคท้ายๆ ที่คนสอนกำลังเพลินคุย ผู้ช่วยของเธอแทบฟังไม่ได้ศัพท์แล้ว เพราะมีหัวข้อสนทนาใหม่กำลังเดินตรงเข้ามา

“พี่อินทุ์ลองดูที่การ์ดนั่นอีกทีซิคะ”

ผู้ช่วยของเธอชม้ายสายตาไปทางดอกไม้ช่อใหญ่ ที่มีการ์ดสีเขียวนวลอ่อนแนบแทรกไว้ระหว่างไทเก้อร์ลิลลี่ดอกใหญ่

“ทำไมล่ะ...”

อินทุอรยังตามความคิดของน้องจอยไม่ทัน

“ก็... แหม เผื่อจะเป็นของอีตา...คุณศน”

คนพูดเว้นวรรคกระท่อนกระแทน จนจบลงได้ด้วยเสียงสุภาพเป็นคำทักทาย

“ครับ”

เขาเองก็ยังสุภาพได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

อินทุอรนั้นระมัดระวังกิริยาของตัวเองอยู่แล้ว จึงได้แต่ยิ้มให้ตามปกติ แต่ผู้ช่วยของเธอกลับทำเป็นชะโงกหาซ้ายขวา

“อะไรตกหรือครับ”

ศรันย์หันตาม พอเงยขึ้นมาเห็นหน้าทะเล้นของหญิงสาวรุ่นเดียวกัน ก็พอเข้าใจความคิดหล่อนได้ทันที

“นึกว่าจะเอาฟ็อกกี้มาช่วยฉีดให้น้ำดอกไม้พี่อินทุ์”

ขณะพูดก็ปรายสายตาไปทางนั้น

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็ไม่เห็นหรือคะ ดอกไม้ช่อเบ้อเริ่ม หอมฟุ้ง ผู้หญิงคนไหนได้รับก็ปลื้มไปสามวันเจ็ดวัน”

“คุณจอยอยากได้บ้าง...”

หน้าซื่อ เสียงก็ซื่อ ที่ถามกลับ ทำให้น้องจอยค้อนจนตากลับ

“ไม่คุยแล้ว ผู้ชายปากจัด มากล่าวหากันอย่างนี้ได้ยังไง จะบอกให้นะว่า คนอย่างจอย ฆ่าได้หยามไม่ได้ ดอกไม้ช่อแค่นี้ มีปัญญาซื้อเองได้ย่ะ”

ว่าแล้วน้องจอยก็ถอยกลับที่ตั้ง ทำท่าทางเจ้าแง่แสนงาน ค้อนปะหลับปะเหลือกกับลมกับแล้งอยู่คนเดียว

“จะพักเที่ยงแล้วครับพี่... เอ่อ... คุณอินทุ์”

“อีกตั้งห้านาที”

น้อยจอยยังอดสอดไม่ได้

“ค่ะ ทำไมหรือคะ”

ส่วนอินทุอรก็ถามไปตามประสาซื่อ

“ไปทานมื้อเที่ยงกันครับ มื้อนี้ผมเป็นเจ้ามือเอง”

“ทำไม ถูกหวย รวยหุ้น หรือได้กู้กองทุนหมู่บ้าน”

ยังคงเป็นเสียงน้องจอย ที่ตั้งใจตะแคงหูฟังทุกคำพูดอยู่ตั้งแต่แรก

จนอินทุอรต้องหันไปปรามผู้ช่วยด้วยสายตา แล้วก็ไม่อยากให้มีการต่อความยาวสาวความยืดมากไปกว่านี้ จึงตัดสินใจลุกเดินตามศรันย์มาทางประตูลิฟท์

“เป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็ดีค่ะ...”

ได้ฟังคำตอบแค่นั้น ชายหนุ่มก็จำต้องนิ่งไปอีกครู่หนึ่ง

“ผมว่าคุณพ่อคุณอินทุ์ท่านชัดเจนดี”

ก่อนจะพยายามเปิดบทสนทนาต่อไป หลังจากก้าวเข้ามาในลิฟท์เรียบร้อยแล้ว

“ท่านคงรักคุณอินทุ์มาก”

“บอกตรงๆ นะศน บางที... ก็... ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าคุณพ่อรักยังไง...”

“ต้องรักสิครับ ไม่งั้นจะกล้าพูดอย่างนั้นหรือ แขกเหรื่อผู้ใหญ่ก็เต็มไปหมด”

“ก็คงงั้นละมั้ง ช่างเถอะ ยังไงพี่ก็รักคุณพ่อ ยังคิดว่าอย่างไรเสีย พ่อก็ต้องหวังดีกับลูกเสมอ โดยเฉพาะลูกสาว จริงไหม”

“คุณอินทุ์คงสบายใจขึ้น...”

“ก็เบาตัว เบาใจ ขึ้นเยอะละ แต่... ศรันย์ ไหนๆ เราก็คุยกันมาถึงตรงนี้แล้ว ขอบอกกันก่อนได้ไหมว่า ตอนนี้พี่คิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมจะมีใคร...”

อินทุอรสบตาเขาตรงๆ ความสูงของชายหนุ่มรุ่นน้อง ทำให้ต้องแหงนหน้ามอง ซึ่งแน่นอนว่าเธอได้พบกับรอยยิ้มรับคำที่รออยู่ก่อนแล้ว

“ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ ขอแค่ให้ผมได้ช่วยดูแลคุณอินทุ์บ้างก็พอ”

ศรันย์อยากจะพูดอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ต้องยั้งไว้เสียก่อน เพราะประตูลิฟท์เปิดออกพอดี และคนที่ยืนรออยู่ ก็เป็นคนที่ทั้งคู่ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้พบกันตรงนี้

“แหม พิมพิ์ว่าจะขึ้นไปทำเซอร์ไพรซ์สักหน่อยเชียว สวัสดีค่ะคุณศรันย์ จะไปทานข้าวเที่ยงกันใช่ไหมคะเนี่ย”

เสียงของพิมพิการ่าเริงเบิกบานจนเกินจริง หล่อนถอยหลังกลับ แถมผายมือเป็นการเชื้อเชิญ ให้พี่สาวต่างมารดากับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เดินออกมาจากภายในห้องลิฟท์

“พิมพิ์ก็ว่าจะมาชวน... ฉลองความโสดไงล่ะคะพี่อินทุ์ รู้ไหมว่าพิมพิ์ดีใจแค่ไหน ที่รู้สึกเหมือนว่าได้พี่สาวคนนี้กลับคืนมา”

หล่อนเข้ามาคล้องแขนอินทุอรอย่างประจบ โดยไม่ลืมหันไปทิ้งสายตาให้กับศรันย์

“มันไม่ใช่เรื่องสนุกนะพิมพิ์”

อินทุอรเตือนเบาๆ

“แต่มันก็เป็นความสุขไม่ใช่หรือคะ พี่อินทุ์รู้ไหมว่าวันนี้ หน้าตาตัวเองสดใสขึ้นขนาดไหน จริงไหมคะศรันย์”

คำถามที่หล่อนโยนมา ทำให้เขาลองมองดวงหน้าของหญิงสาวรุ่นพี่ที่ตนเองหลงรักตรงๆ อีกครั้ง

“อั้นแน่ะ! ดูมองเข้าสิ ขอบอกไว้ก่อนนะคะศรันย์ พี่สาวคนนี้พิมพิ์ทั้งรักทั้งหวง ถ้าคิดจะมาจีบ ต้องผ่านด่านพิมพิ์ไปก่อน”

ไม่ทันที่ใครจะได้คิดหรอกว่า ความหมายตรงท้ายประโยคนั้นคืออะไร เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าของพิมพิกาก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

หล่อนรีบควานมือลงไปในกระเป๋าถือใบใหญ่ ตอนที่ชำเลืองดูว่าใครโทร.เข้ามา อินทุอรก็สายตาไวพอที่จะเห็นว่าเป็นเลขหมายของปริยัติ

พิมพิกาผละมือจากแขนของพี่สาวต่างมารดาทันที เคลื่อนตัวออกห่างไปอย่างรวดเร็ว หันหลังให้อินทุอรกับศรันย์ ขณะที่คงเริ่มพูดเรื่องที่ซีเรียสจริงจัง

“พี่เห็นศนมองน้องสาวคุณปริยัติแบบ จ้องเอาจ้องเอา”

อินทุอรไม่อยากจะสนใจเรื่องราวของสองคนนั้นอีกแล้ว จึงหันมาคุยกับเขา

“ก็น่ารักดีนะครับ สวยหวานเหมือนตุ๊กตา”

ศรันย์ตอบตรงกับความรู้สึกของตนเอง

“แต่ไม่ใช่แนวของผม”

ท้ายคำนี้ เขายกคิ้วให้อินทุอรอย่างล้อๆ

“เออ! ค่ะ! ก็ได้... แล้วเจอกัน”

แล้วเสียงของพิมพิกาก็ดังจนทั้งคู่ต้องหันกลับไปมองหล่อน

“พิมพิ์ไม่ว่างเสียแล้วละค่ะพี่อินทุ์ ไว้เป็นมื้อเย็นนี้นะคะ พิมพิ์จะขับรถมารับ นะคะ”

แล้วพิมพิกาก็สะบัดกลับไปด้วยความรีบร้อน เดินตรงรี่ออกไปทางประตูใหญ่ ซึ่งมีรถของหล่อนจอดอยู่ริมถนนนั่นเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะเขียนใบสั่งพอดี เพราะหล่อนจอดในที่ห้ามจอด แต่พิมพิกาจะเกรงกลัวก็หาไม่ พอขึ้นรถได้ก็ออกตัวพรืด ทิ้งให้นายตำรวจท่านนั้นมองตามอย่างงงๆ




ชั้นบนสุดของลานจอดรถในห้างสรรพสินค้ากลางใจเมือง ตรงที่ไกลสุดจากประตูทางเข้า นอกจากรถขนส่งสินค้าแล้ว ส่วนใหญ่ก็มีแต่รถของพนักงานประจำ

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าประตูอยู่ไกลลิบ ทั้งลานจอดแทบปลอดร้างผู้คน พิมพิกาจึงไม่ลังเลที่จะตวาดโวยออกไป ทันทีเห็นหน้าปริยัติยืนพิงรถหรู รออยู่ด้วยหน้าตายิ้มๆ

“เป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า! ฉันเป็นผู้หญิงแท้ๆ ยังไม่คิดจะเอาเรื่องอย่างนี้ไปโพนทะนา”

“จริงรึ”

เขาแกล้งยั่ว ซึ่งมันได้ผลเต็มที่

“ไอ้...” พิมพิกาด่าออกไปหลายคำ เป็นคำหยาบทั้งนั้น แต่ปริยัติไม่สะทกสะท้าน

“เรามาตกลงกันดีๆ ดีกว่านะพิมพิ์”

“ชั้นไม่มีอะไรจะต้องตกลงกับนายอีกแล้ว!”

“งั้นก็ตามใจ... แต่ดูนี่ก่อนนะ”

จบคำ ปริยัติก็ยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้ดู กดที่ตำแหน่งเพลย์ แล้วคลิปในเครื่องก็เริ่มบรรเลงลีลา

ไม่เห็นหรอกว่าฝ่ายที่กระทำรุนแรง รุกล้ำอยู่กับร่างกายหล่อนนั้นเป็นใคร แต่ถึงพิมพิกาจะรู้แน่ว่า ก็คือครั้งใดครั้งหนึ่งอันเร่าร้อนระหว่างหล่อนกับเขา ทว่าใครจะสนเล่าว่าฝ่ายชายเป็นใคร เพราะใบหน้าสมสุขหฤหรรษ์ของหล่อน ต้องเร้าความสนใจของใครๆ ได้มากกว่า

พิมพิการีบตะครุบ แต่ไม่ทัน ปริยัติชิงซุกมันลงในกระเป๋ากางเกงเสียก่อน

“เมื่อไหร่! ตั้งแต่เมื่อไหร่!”

พิมพิกานึกไม่ออกเลยว่า หล่อนถูกบันทึกภาพอุจาดลามกอย่างนี้ไว้ตั้งแต่ตอนไหน

“คลิปไหนล่ะ มีตั้งเยอะ”

ปริยัติยังถามด้วยหน้าตาเย็นชา เป็นความเย็นชาที่น่ารังเกียจที่สุด เท่าที่พิมพิกาเคยพบเคยเห็น

“หรือจะเอาแบบเห็นหน้าผมด้วย รับรองว่าอันนั้นผมจะเก็บเอาไว้ให้ดูเฉพาะในหมู่เพื่อนๆ ที่สนิทกันเท่านั้น แต่เวอร์ชั่นนี้...”

เขาตบกระเป๋ากางเกง ข้างที่เพิ่งซุกโทรศัพท์เข้าไป

“...ตัดต่อเรียบร้อย...”

“ไอ้...ว์นรก... ไอ้... ว์เดรัจฉาน”

พิมพิกาโผนเข้าทุบถองปริยัติเป็นพัลวัน จนพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่ไกลลิบนั่น เริ่มหันมามอง

“คุยกันดีๆ ดีกว่าน่า นะพิมพิ์”

เขาเปลี่ยนให้เสียงตัวเองอ่อนหวานได้อย่างน่าขนลุก ปรายตาให้หล่อนมองตาม

เมื่อเห็นว่าเริ่มมีบุคคลที่สามที่สี่หันมาจับจ้อง พิมพิกาจึงจำต้องสงบอาการลง

“เข้ามาคุยกันในรถเถอะ ไม่งั้น... ไม่ต้องถึงคลิปนี่หรอก ถ้ายังยืนอยู่อย่างนี้ พรุ่งนี้ก็ได้มีข่าวลงหนังสือพิมพ์กันแน่ๆ”

ก็เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยนี้มันแทบจะไวกว่าแสง แค่คลิกถ่ายภาพ กับอีกคลิกเดียว ภาพนั้นก็จะเผยแพร่ไปทั่วโลกอย่างง่ายดาย

พิมพิกาไม่มีทางเลือก เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นทำท่าจะเดินตรงเข้ามา จึงจำเป็นต้องยอมนั่งลงในที่ข้างคนขับ ที่ปริยัติเปิดประตูรออยู่ก่อนแล้ว

และยังไม่ทันที่พนักงานคนนั้นจะได้เข้าใกล้ว่าสองช่วงเสา ปริยัติก็ออกรถทันที

“จะไปไหน จอดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“ก็ลงมาหาที่จอดข้างล่างนี่ไงล่ะ”

เขาจอดได้ทันทีเหมือนกัน เมื่อลงพ้นชั้นบนนั้นมาแล้ว ยังไม่ได้ดับเครื่องยนต์ แต่หรี่แอร์ลงจนเบาที่สุด แล้วเริ่มหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาจิบ

ลานจอดชั้นนี้ก็ยังว่างวายผู้คน ด้วยว่ายังไม่ถึงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะออกมาจับจ่ายใช้สอย วันทำงานอย่างนี้ ต้องหลังเวลาเลิกงานนั่นละ ที่ลานจอดจะหนาแน่นจนต้องวนรถหาที่จอด

“ช่วยผมหน่อยเถอะนะพิมพิ์ ผมแค้นเหลือเกินที่ถูกหักหน้าขนาดนั้น”

เสียงเครียดของปริยัติ จริงจังจนพิมพิการู้สึกกลัว

“แสดงว่าคุณไม่สนใจไยดีฉันเลยตั้งแต่ต้น”

“ก็...”

“แล้วมายุ่งด้วยทำไม!”

พิมพิกาเสียงเขียว เพราะใบหน้าของปริยัติเมื่อถึงตอนนี้ มันดูเฉยเมยสิ้นดี

“คุณต่างหาก”

เขาย้อนด้วยเสียงเย็นๆ ยกขวดน้ำในมือขึ้นจิบอีกครั้ง

“ทำไม ฉันทำไม!”

“ก็คุณเสนอให้เอง ผมก็สนอง ไอ้ผมน่ะมันคนใจบุญ ใครอยากจะได้ก็ยอมให้”

“แต่... ที่บอกว่ารัก...”

“ผู้หญิงที่ไหนก็ชอบ ไอ้คำพูดเลี่ยนๆ พรรค์นั้นน่ะ แต่มีไม่กี่คนหรอก ที่โง่พอจะเชื่อว่า คำที่พูดไปครางไปตอนอยู่บนเตียงนั่น มันเป็นเรื่องจริงจัง”

พิมพิการู้สึกว่าตัวเองหน้าชาดิก แม้จะรู้ดีว่าที่เริ่มต้นกับเขา ก็ด้วยเพราะอยากจะเอาชนะอินทุอรเพียงแค่นั้น แต่พอหลายครั้งหลายหนเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะติดใจรสชาติที่ตนเองหอบร่างกายไปให้เขาปรนเปรอ

หล่อนต้องสูดหายใจลึกๆ พยายามตั้งสติเอาไว้ให้มั่น ไตร่ตรองและพยายามทำใจยอมรับให้ได้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ดูเหมือนความคิดความอ่านจะเชื่องช้าลง สติเหมือนแสงไฟกะพริบปิดๆ เปิดๆ

“มีใครรู้เห็นเรื่องนี้บ้าง”

ในสุดหล่อนก็ต้องเป็นฝ่ายอ่อนข้อ

“ก็... ผม คุณ กับ... เพื่อนอีกสองสามคน”

“คุณมัน... นอกจากเลวแล้วยังหน้าด้านที่สุด”

พิมพิกาไม่รู้สึกเลยว่าเสียงตัวเองแผ่วเบาลงแค่ไหน

“แทนที่จะมาด่าว่าอยู่อย่างนี้ คุณควรจะถามว่า มันมีอยู่แค่ไหน หรือเซฟไว้ที่ไหนบ้างมากกว่า”

“จะไปรู้ได้ยังไง คนอย่างคุณ ลองทำได้ถึงขนาดนี้ อะไรๆ ก็คงทำได้หมด”

ถึงตอนนี้ พิมพิการู้สึกมึนชาไปทั้งตัว สิ่งที่พูดออกไปนั้น ตรงกับใจคิดเป็นที่สุด

“ผมสัญญาว่าจะลบมันทิ้งทั้งหมด หากว่าคุณยอมช่วยเหลือผมเรื่องอินทุอร”

“ไม่! ในเมื่อคุณมีปัญญาทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าได้สารพัด ก็หาทางเอาเอง อย่าเอาฉันไปเกี่ยวข้องด้วยอีก”

“นี่ผมเป็นห่วงคุณนะ เรื่องคลิป”

“ไอ้หน้าด้าน...!”

แล้วก็ตามด้วยคำหยาบคายอีกมากมาย เท่าที่หล่อนจะนึกได้

ปรัยัติทำหน้ารำคาญนิดๆ แต่ก็ยังยิ้มได้อย่างยียวน

“แสดงว่าคุณไม่สนใจเรื่องคลิป ไม่สนใจที่จะยุ่งกับผมอีก”

“ใช่! ฉันจะไม่ยอมคุณอีกแล้ว เรื่องคลิป อยากจะเอาไปโพสต์ที่ไหนก็เชิญเลย ฉันจะได้ฟ้องกลับ ว่าบังคับข่มขืน ฉันไม่ได้ยินยอม”

“หน้าระรื่นขนาดนั้นน่ะนะ”

เขายังถามอย่างเป็นต่อ

“จะบอกว่าแกมอมยา”

คราวนี้ปริยัติเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น แต่ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจคำพูดของหล่อนเท่าไรนัก

“ร้อนหรือ เหงื่อแตกเชียว ผมเร่งแอร์ให้นะ”

เขาเอื้อมมือไปทำดังว่า ขณะมือหนึ่งก็ยกน้ำขึ้นจิบ และเมื่อเร่งแรงลมเย็นในรถเรียบร้อย มือข้างนั้นก็เลื่อนกลับลงมาวางตรงหน้าตักของหล่อน

พิมพิการู้สึกร้อนวูบวาบเป็นทบทวี

ความคิดอ่านในหัวเริ่มจับตัวเป็นยางเหนียว หนืดยืด และหนักอึ้ง

หล่อนสัมผัสถึงปลายนิ้วที่เขากดย้ำ ซอกแทรก ล้ำลึกราวกับว่าเป็นเนื้อแทรกอยู่ในเนื้อ มากกว่าจะเป็นการแตะต้องกันอยู่นอกร่มผ้า

“คุณ... ไอ้... ทำอะไร ทำอะไรกับฉัน”

พิมพิกาพยายามดึงมือเขาออก ทั้งที่ร่างกายกลับทำตรงกันข้าม คือหล่อนกำลังแยกระหว่างเข่าให้กว้าง มือที่คิดว่ากำลังพยายามดึงมือเขาออกนั้น กลับกำลังช่วยกดย้ำให้เขาย้ำปลายนิ้วหนักหน่วงยิ่งขึ้น

ปริยัติยังจิบน้ำเปล่าอยู่เรื่อยๆ

“พอ... พอเถอะ... อย่าทรมานกันอย่างนี้ นะคะ... นะคะปอนด์ อย่าทรมานพิมพิ์”

เสียงครวญ ครางกระเส่าเป็นถ้อยคำเรียกร้อง แม้จะรู้ว่าตนถูกวางยาเข้าแล้ว แต่ก็สายเกินกว่าจะแก้ไข

“คุณจะเชื่อฟังผมไหมล่ะ”

เพราะน้ำที่เขาเวียนจิบ ทำให้ยังประคองสติอยู่ได้ ยาปลุกอารมณ์ชนิดนี้ เป็นไอระเหยเจือจาง ซึ่งเขาสับเปลี่ยนมันกับน้ำหอมปรับอากาศ

“ค่ะ พิมพิ์ยอม ยอมทุกอย่าง อย่าทรมานพิมพิ์เลยนะคะ ได้โปรด... ตอนนี้เลย นะคะ นะคะ”

พร้อมคำอ้อนวอน มือหล่อนก็ไขว่คว้ามาที่ซิปกางเกงของเขา

“เดี๋ยว รอเดี๋ยวเดียว นี่... ดมนี่ก่อน สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วผมจะทำให้”

ปริยัติยื่นขวดสีชาเล็กๆ ให้ เป็นยากระตุ้นความรู้สึกอีกขนาน ซึ่งพิมพิการู้ดีว่ามันคืออะไร แต่ความต้องการที่รุมเร้าอยู่ตอนนี้ ทำให้หล่อนต้องรีบคว้ามันมา สูดดมเข้าไปหลายครั้ง

สมองโปร่งเบาหวิว ใจเต้นแรงร้อน ภาพรอบกายหมุนวนพร้อมกะพริบพราว ราวตกอยู่ท่ามกลางงานแสดงแสงสี กระทั่งเสียงหัวเราะหึหึของเขา ยังชวนฟังชวนเคลิบเคลิ้ม

พิมพิกาไขว่คว้าชายหนุ่มอีกครั้ง แต่เรี่ยวแรงแทบไม่มีหลงเหลือ รู้สึกคล้ายร่างกายกลายเป็นฝุ่นผง เพียงถูกลมแผ่วก็ฟุ้งกระจาย

ปริยัติบอกให้หล่อนสูดดมเจ้าสาระเหยนั้นเข้าไปอีก

พิมพิการีบทำตาม ขณะที่เขาเริ่มเร่งเครื่องรถ ถอยอย่างระมัดระวัง ตอนที่หล่อนจ่อรอปากขวดเล็กๆ นั้นไว้ที่จมูก หยุดรถนิดหนึ่งตอนเปลี่ยนเกียร์ ล้วงเอาหน้ากากกันหวัดออกมาสวม ก่อนจะเข้าเกียร์เดินหน้า แล้วเร่งเครื่องออกมาจากห้างสรรพสินค้านั้นอย่างรวดเร็ว

“ไปไหน เราจะไปไหนกันคะปอนด์”

“ไปมีความสุขกันไงครับ... รับรอง... เพื่อนๆ ผมที่รออยู่นั่น จะทำให้คุณสุขจนล้นเชียวละ”

แทนที่จะตระหนกหวาดหวั่น พิมพิกากลับขนลุกเกรียวด้วยความกระสันฝันหา เพียงแค่คิดไปว่าถูกรายล้อม ด้วยชายหนุ่มที่ร่างกายเปลือยเปล่า ก็ถึงกับต้องพร่ำเอ่ยคำ...

“เหรอคะ... เหรอคะ งั้นก็เร็วๆ ซีคะ ขับเร็วๆ ซีคะปอนด์”




การที่ศรันย์รีบขึ้นมาพบอินทุอรก่อนเวลาเลิกงาน ทำให้เสียงหยอกล้อยิ่งเกรียวกราว ที่สนิทสนมทำงานร่วมกันมานาน ก็พากันยุส่ง เพราะต่างก็ได้ยินกิตติศัพท์ของนายปริยัติทายาทเจ้าของธุรกิจใหญ่โต ที่อยู่ๆ ก็จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นคู่หมั้นของเธอ ว่าไม่เหมาะไม่ควรกันด้วยประการทั้งปวง

เมื่อแรกที่มีข่าวการหมั้น แต่ละคนล้วนงุนงง แต่ก็ยังให้เกียรติในการตัดสินใจ ไม่ก้าวก่ายพูดถึง แม้ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากคัดค้านให้เสียกำลังใจ

ถึงตอนนี้ที่รู้ว่าอินทุอรถอนหมั้น กลับเป็นอิสระ แถมยังมีหนุ่มน้อยรูปร่างหน้าตาดีเลิศ เอาการเอางานจริงจัง ทำท่าว่าจะพลีกายถวายหัวใจ มอบทั้งชีวิตไว้ให้ มีหรือที่เพื่อนๆ ร่วมแผนกจะไม่นิยมยินดี ไม่รีบยุยงส่งเสริม สนับสนุนกันเต็มที่

แต่แม้จะไม่มีใครรู้สึกอิจฉาริษยาในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ อินทุอรก็ยังกระดากใจอยู่มากนัก กับการต้องมาตกเป็นหัวข้อการสนทนาอยู่อย่างไม่วายเว้น

“ศนกำลังทำให้พี่ลำบากใจ”

“ผมขอโทษครับ แต่... ผมยืนยันได้เลยว่า นี่คือสิ่งที่ใจผมมันสั่งให้ทำ”

ทั้งสองได้คนเริ่มคุยกันก็เมื่อ อินทุอรยอมวางมือจากงาน เก็บกระเป๋า แล้วเดินตามศรันย์ออกมา ด้วยเหตุผลเดิม คือไม่อยากตกอยู่กลางวงยั่วล้อนานเกินไป

“แสดงว่าศนก็เห็นแก่ตัวเองไม่ใช่เล่น”

“มันจำเป็นนี่ครับ”

เสียงเขาอ่อยลง หน้าตาก็สลดลงจริงจัง

“จำเป็นที่จะต้องขึ้นมารับน่ะหรือ”

“หรือว่าเราจะนัดไปเจอกันที่ล็อบบี้... ดีไหมครับ”

แล้วหน้าสลดนั้นก็เปลี่ยนเป็นทะเล้น จนอินทุอรต้องค้อนให้ขวับหนึ่ง

“เห็นไหม ผู้ชายก็อย่างนี้ เจ้าเล่ห์ หาประโยชน์ใส่ตัวได้ทุกคน”

“ก็... อย่างที่บอกครับ มันจำเป็นจริงๆ ไม่ทำอย่างนี้ผมคงขาดใจ”

แล้วเขาก็ทำท่าเจ็บหัวใจให้ดูจริงๆ

“แล้วก็อย่ามาน้ำเน่าได้ไหมล่ะ เราคบกันแบบธรรมดาๆ ได้ไหมศน”

พอหลุดปากออกไป อินทุอรก็เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองพลาดเข้าเต็มเปา

สายตาพราวของชายหนุ่ม ก้มลงสบตากับเธอ ด้วยประกายความสมหวังเปี่ยมล้น

“ตกลงคุณอินทุ์ยอมคบกับผมจริงๆ นะครับ”

เขารวบมือของเธอข้างหนึ่งขึ้นมากุมเอาไว้ เกือบจะคุกเข่าลงไปทำท่าขอความรักอยู่แล้ว หากว่าประตูลิฟท์ไม่เปิดออกเสียก่อน

อินทุอรรีบดึงมือกลับแทบไม่ทัน เพราะลลิตายืนรออยู่ตรงหน้า

“สงสัยคราวหน้าเราต้องใช้บันไดหนีไฟ”

ศรันย์ยังรื่นรมย์พอจะเอ่ยออกมาอย่างขำๆ

“ทำไมหรือจ๊ะ คุณนายหลิวคนนี้มันน่ารังเกียจนักหรือยังไง”

“เปล่าครับพี่ ผมแค่... ช่างเถอะครับ... ว่าแต่พี่มา...”

“ไปกินข้าวเย็นกันนะอินทุ์ ฉลองความโสดไงล่ะ”

“นั่นไง เห็นไหมล่ะคุณอินทุ์”

ชายหนุ่มยังแทรก ขณะพากันเดินห่างจากลิฟท์มาอีกสองสามก้าว

“น้องพิมพิ์ว่าจะมารับ”

อินทุอรอ้อมแอ้มตอบ

“เอ๊ะๆ อ้างน้องพิมพิ์ แล้วไหงลงมากับน้องศนล่ะคะคุณเพื่อน”

ลลิตายกคิ้วให้เพื่อน แล้วหันไปพยักให้หนุ่มรุ่นน้องอีกที

“ผมแค่ลงมาส่ง”

เขาต้องแก้ตัว

“ส่งถึงไหนกันล่ะจ๊ะ เอาน่ะ วันนี้พี่หลิวอนุญาตให้เด็กชายศรันย์ไปส่งพี่สาวถึงบ้าน แต่ต้องหลังจากไปกินข้าวเย็นกับพวกพี่ๆ ก่อน”

“ยังไงก็ต้องรอพิมพิ์ เธอบอกว่าจะมารับ”

“ก็โทร.ไปบอกสิว่าไม่ต้องมา วันนี้มีสารถีหนุ่มรูปงามอาสาพาไปส่งแล้ว”

ลลิตาสามารถแก้ไขข้อขัดข้องของอินทุอรได้ง่ายดาย ก่อนที่จะเร่งซ้ำ

“แล้วยังไงดี ฉันมากับรถของคุณภาค เขารออยู่ที่รถ เอาอย่างนี้ ใกล้ๆ นี่ก็ได้ ไปเจอกันที่ร้านพี่วงษา”

“เธอว่ามากับใครนะหลิว”

ที่ถามออกไป เพราะอินทุอรไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“ก็คุณภาควัตไงล่ะ เมื่อเช้าฉันไปทำบุญเลี้ยงพระกับคุณแม่เขา แล้วก็เลยเอ้อระเหยกันจนเย็น ก็เดี๋ยวนี้วัดกะห้างมันเป็นรั้วเดียวกันไปแล้ว ฉันก็พาว่าที่แม่สามีไปเดินดูนั่นดูนี่ พอดีคุณภาคอยากมาพบเธอ ฉันก็เลยอาสาพามายังไงล่ะ”

ลลิตาลอยหน้าเล่าเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน โดยไม่สนใจเลยว่าสีหน้าของอินทุอรจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

ส่วนศรันย์นั้นยังไม่รู้อะไรดีนัก จึงได้แต่พยักเพยิดไปตามเรื่อง

“คุณภาควัต ที่เราเจอเมื่อวานน่ะหรือครับ ไม่รู้นะเนี่ยว่าเป็นแฟนพี่หลิว”

“ก็ใช่ซีคะ แล้ว... หน้าตาธัมมะธัมโมอย่างศน อยากจะไปทำบุญทำกุศลกับพวกพี่บ้างก็ได้นะ แล้วก็อย่าลืมชวนอินทุ์ไปด้วยล่ะ เผื่อกุศลผลบุญจะได้ทำให้สมหวังกันในเร็ววัน”

ลลิตายังอ้อยอิ่งพูดจาอยู่นั่นแล้ว โดยไม่มีทีท่าจะเดินให้พ้นจากส่วนต้อนรับออกไปเสียที ขณะที่อินทุอรรู้สึกเหมือนมีไม้แหลมเสียดเข้าไปในใจ แต่ก็ทำได้เพียงทนรับฟัง จะมีปากมีเสียงอะไรออกไป ก็ไม่ใช่เรื่อง

“ก็ดีนะครับคุณอินทุ์ ไว้วันว่างๆ เราก็ไปด้วยกัน”

ศรันย์หันมาชวน เห็นดีเห็นงามไปกับเพื่อนของสาวรุ่นพี่ที่ตนหลงรัก โดยไม่ได้คิดไปหรอกว่า ที่ลลิตาพูดออกมาทั้งหมดนั้น หล่อนมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่บ้าง

และการรอคอยคงนานเกินไป เพราะตอนกำลังพากันเดินจะถึงทางออกอยู่แล้ว ภาควัตก็ผลักบานประตูเข้ามา

อินทุอรและภาควัต ประสานสายตากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างนิ่งงัน ขณะที่ลลิตาแกล้งเบียดกระแซะ ดันให้เพื่อนหล่อนขยับไปจนชิดตัวหนุ่มรุ่นน้อง

ซึ่งก็ดูเหมือนว่า ศรันย์จะอ่านสายตาของภาควัตออก

เขาจึงรีบฉวยมือนุ่มของอินทุอร มากุมเอาไว้อย่างมั่นคง



********************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 15 ก.ค. 2554, 15:08:37 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 15 ก.ค. 2554, 15:08:37 น.

จำนวนการเข้าชม : 1844





<< บทที่ ๐๒๑   บทที่ ๐๒๓ >>
หมูบิน 15 ก.ค. 2554, 19:11:32 น.
เครียดแล้วคะ ฮ่าๆ


แพม 15 ก.ค. 2554, 21:02:04 น.
เรื่องนี้มีแต่คน........... เฮ้อ .3.3.3


นวลชมพู 15 ก.ค. 2554, 21:41:02 น.
หุหุหุ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account