ร้ายรักสลับเล่ห์
ในชีวิตสายลับสุดหล่ออย่างเขา ‘มิณปรานต์’ ไม่เคยหนักใจเรื่องผู้หญิงมาก่อน...

จนกระทั่งมาเจอเธอคนนี้!

ปินญาภัส สาวนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสวย เธอทั้งดื้อ อวดดี เชื่อมั่นในความดีจนน่าตลก
แต่ให้ตายเถอะ! หน่วยที่คอยขจัดอันตรายระดับชาติอย่างหน่วยเทวาพิทักษ์ ถึงกับต้องส่งสายลับระดับพระกาฬแบบเขา
เพื่อมาคุ้มครองเธอและสืบหาผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมระดับชุมชนอย่างลับๆ เนี่ยนะ ไม่ว่าคิดจนหัวแตกก็หาเหตุผลไม่เจอ

แต่มิณปรานต์จำต้องยอมรับ มันคือภารกิจ มันคือหน้าที่

ทว่าเรื่องวุ่นๆ ชวนอิ่มอุ่นหัวใจก็ถือกำเนิดขึ้นจนได้ เมื่อม่านหมอกแห่งกระสุนปืนโรยตัวลงปกคลุมอำเภอฟ้าศักดิ์ พร้อมๆ กับที่ปัญหาระดับชุมชนได้ลุกลามจนกำลังจะเป็นสาเหตุใหญ่ระดับประเทศ มิณปรานต์พบว่าเขาไม่ได้ปกป้องยัยหัวแข็งตามหน้าที่อีกแล้ว แต่เขากำลังโอบกอดเธอ เขากำลังคุ้มครองเธอจากอันตรายทั้งคนใกล้ตัวไกลตัวตามคำสั่ง... จากหัวใจของเขาเอง!

Tags: โรแมนติก แอ็คชั่น ดราม่า สายลับ กุ๊กกิ๊ก

ตอน: บทที่ 3

บทที่ 3





ปินญาภัสจำได้ว่าเธอเคยมาที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน ความอ่อนนุ่มของพื้นพรมใต้ฝ่าเท้าทำให้รู้สึกเบาสบายเวลาก้าวเดินออกมาจากห้องนวด ร้านสปาที่เป็นกิจการของคุณอาเหมันต์แห่งนี้เปิดมาได้สองปีแล้ว จะว่าไปก็เป็นศูนย์ดูแลความงามครบวงจรซึ่งไม่เคยมีใครเปิดมาก่อนในพื้นที่นอกเขตเมืองอย่างอำเภอฟ้าศักดิ์

การขัดตัว ขัดผิว คลายเส้น ช่วยเรียกความสดชื่นของเธอกลับคืนมาหลังผ่านความตึงเครียดที่หนักหน่วงจากงานสัมมนาเรื่อง ‘ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม : ศึกษากรณีเหมืองทองคํา’ ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันก่อน

ปินญาภัสเป็นฝ่ายต่อต้านการขุดเหมืองแค่เพียงคนเดียวในงานนั้น เธอแอบไปโดยไม่ได้บอกใคร พอกลับมาที่ฟ้าศักดิ์จึงถูกผู้ใหญ่ในมูลนิธิเรียกไปดุหูชาทีเดียว

หญิงสาวไล่ความคิดทั้งหมดออกจากสมอง นั่งพักครู่หนึ่งก็ไปเข้าห้องอาบน้ำ ชะล้างคราบเหงื่อออกไปก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับออกมาด้วยชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนตัวเก่ง กระเป๋าของเธอไม่ได้ฝากไว้กับล็อคเกอร์เหมือนลูกค้าคนอื่น ปินญาภัสก้าวเท้าสบายใจเดินอ้อมระเบียง ห้องทำงานของอาเหมันต์อยู่ทางปีกตึกด้านขวา

เธอไปถึงในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ปินญาภัสเลื่อนประตูเปิด

และกลิ่นเลือดก็ตลบคลุ้งแตะจมูกทันที

ห้องทำงานประจำตัวของนักธุรกิจเจ้าของสปา เมื่อเปิดเข้าไปสิ่งแรกที่จะเห็นคือโต๊ะทำงานกับจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ ปินญาภัสยกแขนขึ้นปิดจมูกโดยอัตโนมัติ ของเหลวสีแดงข้นกำลังไหลเจิ่งนองบนพื้นพรมออกมาจากใต้โต๊ะทำงานของอาเหมันต์ เหมือนบ่อน้ำที่ผุดขึ้นมาผิดที่ผิดทางและผิดธรรมชาติ

ปินญาภัสข่มใจขยับกายเข้าไปใกล้อีกสองก้าว ก็เห็นขาข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลังโต๊ะไม้สักขัดเงา

ขาที่แน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว

ปินญาภัสชะงักกึก รู้สึกว่าตัวเองคล้ายจะเป็นลม แต่สุดท้ายก็ยังฝืนใจรวบรวมความกล้า ขยับมาทางขวาเพื่อที่จะได้มองเห็นด้านหลังโต๊ะทำงานของอาเหมันต์ในมุมกว้าง

ทันใดนั้น ร่างอรชนก็เย็นเฉียบทั่วไขสันหลัง เมื่อสองตาพบเข้ากับร่างที่ชุ่มเลือดของประธานมูลนิธิเม็ดธุลีนอนหงาย ดวงตาสองข้างเบิกค้างจ้องมองเพดานอย่างว่างเปล่า บนหน้าอกด้านซ้ายมีมีดเล่มหนึ่งปักค้างมิดด้าม แต่จำนวนเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากศพบ่งชัดว่ามีดเล่มนั้นคงสร้างบาดแผลฉกรรจ์ไว้หลายแห่ง ก่อนที่มันจะไปทะลวงขั้วหัวใจของผู้เสียชีวิต

สิ่งต่อมาที่ปินญาภัสทำหลังสลัดความตกตะลึงออกไป เธอกรีดร้องสุดเสียงขณะทรุดลงนั่งพับเพียบ หมดแรง ตัวสั่นเทา และร้องไห้

เสียงกรีดร้องของเธอคงดังได้ยินไปทั่วทั้งอาคารสำนักงาน ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังมาตามทางเดินด้านนอก แทนไทพรวดพราดเข้ามาเป็นคนแรก ตามมาด้วยอายศกรและลุงจรลกับบอดีการ์ดอีกสี่นาย วันนี้มีนัดประชุมใหญ่ สมาชิกคนสำคัญของมูลนิธิเม็ดธุลีจึงมากันพร้อมหน้าพร้อมตา

“ปิน เกิดอะไรขึ้น”

แทนไทถาม ทว่าก็หยุดคำถามไว้แต่เพียงเท่านั้น โฆษกหนุ่มประจำมูลนิธิเม็ดธุลีย่อกายลงโอบกอดหญิงสาวในอ้อมแขน ดวงตาจ้องมองไปที่ศพของเหมันต์ด้วยความตะลึงงัน

“นี่มัน ...เป็นไปไม่ได้” จรลพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา แม้ว่าเขาจะเคยเป็นตำรวจมานานกว่าสามสิบปี แต่ดูเหมือนว่าความตายของเพื่อนสนิทจะสร้างความตกตะลึงให้ไม่ใช่น้อย

“แทน พาหนูปินออกไปข้างนอกก่อน” ยศกรผู้เป็นพ่อของแทนไทกล่าวอย่างพยายามเก็บอาการตกใจ

“ครับ” หนุ่มหล่อผู้เป็นลูกชายรับคำ ก่อนประคองปินญาภัสให้ลุกขึ้นยืน ปินญาภัสเดินออกมาจากห้องขณะได้ยินอายศกรคุยอะไรบางอย่างกับลุงจรล ก่อนที่ลุงจรลจะโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูศพ เสียงพูดคุยของสมาชิกคนสำคัญในมูลนิธิค่อยๆ เบาลงเมื่อหญิงสาวในการประคองทะนุถนอมของชายหนุ่มเดินห่างออกมา

“ไม่เป็นไรนะปิน ตั้งสติดีๆ” แทนไทพยายามปลอบใจเธอ มือของเขาวางบนไหล่บอบบางกระชับแน่น

ปินญาภัสไม่สามารถตอบรับคำใดได้นอกจากร้องไห้ เธอกำลังจะอ้อมมุมทางเดินพอดี ขณะแทนไทหยุดเท้าและอุทานบางอย่างออกมา

สาวสวยผู้อยู่ในอาการขวัญเสียเงยหน้ามอง ด้วยสายตาที่พร่าน้ำ

เบื้องหน้าเธอขณะนี้ ยืนตระหง่านด้วยร่างในชุดสีดำปิดบังหน้าตา ในมือของมันเงื้อมีดสูงหมายจ้วงแทงลงมาที่เธอกับแทนไท

ปินญาภัสกรีดร้องสุดเสียงให้กับความตายที่กำลังโผพุ่งเข้ามา!





เสียงกริ่งแหลมเสียดแทงโสตประสาทจากนาฬิกาปลุกกระตุกหญิงสาวหลุดพ้นจากฝันร้าย

ปินญาภัสลืมตาตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยความหวาดผวา อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศในห้องนอนคือ 25 องศา แต่ก็ไม่อาจยับยั้งเม็ดเหงื่อที่ผุดพราวทั่วหน้าผาก

ปินญาภัสหอบหายใจ หน้าอกยุบเข้ายุบออกขณะค่อยๆ เรียกสติกลับคืนมา

เธอยกมือเสยผมที่ปรกใบหน้า ก่อนเอื้อมมือไปบนโต๊ะข้างเตียง กดนาฬิกาปลุกปิดเสียงร้อง

ห้านาฬิกาแล้ว ...

แค่ฝันร้ายเท่านั้นเอง

ในห้องนอนตอนนี้ เหลือเพียงคราบเงาของความเงียบ

ปินญาภัสระบายลมหายใจยาวแรง เลิกผ้าห่มออกจากตัว ลมเย็นของเครื่องปรับอากาศชโลมไล้ผิวขาวเนียนในเสื้อกล้ามบางเบาและกางเกงขาสั้นชอร์ตแพนต์สีเทา หญิงสาวหันข้างหย่อนขาลงจากเตียง ใช้มือรวบเส้นผมไปด้านหลังก่อนจะลุกขึ้นและเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าเช็ดตัวกับเลือกชุดที่จะใส่ไปยังการชุมนุมเช้านี้

วันนี้คืออีกวันหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของเธอ

ความฝันที่ปินญาภัสเพิ่งหลุดพ้นออกมา คือเหตุการณ์สังหารอาเหมันต์เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถจับฆาตกรได้

ไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรเป็นใคร ไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรลงมือเพื่ออะไร

มีคนบอกว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุอาจมาจากความขัดแย้งภายในมูลนิธิ แต่ส่วนตัวแล้วปินญาภัสให้เหตุผลมาจากการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำในอำเภอฟ้าศักดิ์มากกว่า ซึ่งเหตุผลในข้อนี้แพร่กระจายออกไปในวงกว้างรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง เพื่อรับการสอบสวนของตำรวจ เหมืองแร่ทองคำของบริษัทรุ่งพงษ์ และบริษัท โกลด์ ไลออน จำกัด จึงต้องยุติการระเบิดหินหาแร่มาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว

ปินญาภัสถอนหายใจขณะยกผ้าเช็ดตัวซับเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้นในความมืด

ผลการสอบสวนของตำรวจออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ว่า บริษัทขุดแร่ทองคำทั้งสองแห่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการตายของอาเหมันต์ พวกเขาจึงเตรียมกลับมาระเบิดหินในพื้นที่ที่อ้างว่าเป็นเขตสัมปทานเหมืองแร่ต่ออีกครั้งในกลางสัปดาห์นี้ อย่างไร้อุปสรรคขัดขวาง

เมื่อตำรวจไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับพวกเขาได้ นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่มูลนิธิเม็ดธุลีต้องเรียกชาวบ้านมาชุมนุมที่หน้าที่ทำการศาลากลางจังหวัดในวันนี้ ชาวบ้านจากหกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระเบิดหินและมลพิษที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมเหมืองทองคำ ทั้งทางด้านมลพิษทางอากาศและทางน้ำ จะมารวมตัวกันเพื่อรับฟังแผนการประท้วงขั้นต่อไปจากมูลนิธิเม็ดธุลี

ตอนประชุมกันช่วงหัวค่ำ แทนไทคาดว่าน่าจะมีผู้ชุมชุมไม่น้อยกว่าห้าร้อยคน ถึงแม้อาจจะฟังไม่เยอะสักเท่าไหร่ แต่ปินญาภัสก็หวังว่าเสียงของชาวบ้านทั้งห้าร้อยคนนั้นจะดังมากพอที่จะเรียกความสนใจของผู้มีอำนาจดีๆ สักคนในจังหวัด ให้หันกลับมามองพวกเขาบ้าง

ในที่สุด ปินญาภัสห้ามตัวเองไม่ให้คิดอื่นใดอีกระหว่างคาดผ้าขนหนูผืนเล็ก ร่างบางอรชนของเธอซ่อนรูปอย่างคาดไม่ถึง เนินอกอิ่มทะลักล้นขอบผ้าขนหนูน่ามอง ความริบหรี่จากโคมหัวเตียงสาดไล้เรือนร่างให้ชวนค้นหายิ่งนักสำหรับบุรุษเพศ หญิงสาวเดินเข้าสู่ห้องน้ำ ปลดผ้าขนหนูออกแขวนกับราวด้านข้าง และเคลื่อนกายเปลือยเปล่าเข้าไปอยู่ภายใต้ม่านน้ำจากเครื่องทำน้ำอุ่นสัญชาติญี่ปุ่นแผ่วเบา





อึดใจใหญ่ต่อมา เลขาธิการสาวก็ลงมานั่งตรวจสอบพาวเวอร์แบงก์ของโทรศัพท์มือถือและจัดของใส่กระเป๋าสะพายที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง แทนไทจะมารับเธอตอนเจ็ดโมงเช้า ขณะนี้เวทีการชุมนุมคงได้รับการติดตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมา คนของลุงจรลจะทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัยตรวจคนเข้าออก อายศกรเตือนเธอไว้ว่าหากในมูลนิธิมีหนอนบ่อนไส้จริง ในวันนี้อาจเกิดเหตุสร้างความปั่นป่วนให้แก่การชุมนุมก็ได้

หนอนบ่อนไส้

แค่คิดปินญาภัสก็รู้สึกขมขื่นในอกสุดบรรยายแล้ว

สมาชิกชั้นผู้ใหญ่ของมูลนิธิเม็ดธุลีเป็นเสมือนกับญาติของเธอ แต่ละคนอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่พ่อของเธอมาตั้งแต่วันเปิดมูลนิธิเมื่อยี่สิบปีก่อนหลังจากที่เธอสูญเสียแม่ไปได้ไม่นานจากอุบัติเหตุรถคว่ำ เท่ากับว่าปินญาภัสเติบโตมาพร้อมกับมูลนิธิแห่งนี้

เธอเห็นการเติบโตของมูลนิธิจากสำนักงานห้องแถวเล็กๆ รวมพื้นที่ทั้งหมดเพียงห้าร้อยตารางวา ก็กลายมาเป็นสำนักงานทันสมัยสองชั้นพื้นที่โดยรอบกว้างขวางกว่าสองไร่ อีกทั้งพ่อของเธอยังได้รับการนับหน้าถือตาจากบรรดาชาวบ้าน เป็นตัวแทนชาวบ้านต่อสู้กับเหล่านายทุนสกปรก

เรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่ปินญาภัสไม่เคยลืม

แต่เธอก็จำได้อีกเช่นกันว่า เพราะอิทธิพลเถื่อนภายในอำเภอฟ้าศักดิ์ มูลนิธิเม็ดธุลีจึงเป็นเพียงมูลนิธิเดียวที่ต่อต้านการทำเหมือง การต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวของพ่อเธอไม่อาจยับยั้งการขยายตัวของเหมืองทองคำได้

และเจ็ดปีก่อน ก็ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งการขยายตัวของเหมืองได้อีกแล้ว

ศาสตราจารย์ อุเทน เกิดธราดรถูกยิงเสียชีวิตในลานจอดรถของปั้มน้ำมันขณะเพิ่งออกมาจากมหาวิทยาลัยที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมเหมือง พ่อของเธอเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะถูกแกะรอยเพื่อลงมือหาโอกาสสังหาร

ในช่วงเวลานั้น ปินญาภัสเป็นนักศึกษาปีที่หนึ่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่เธอจะเดินทางกลับบ้านทุกๆ สุดสัปดาห์และได้ทราบโดยบังเอิญว่าพ่อซื้อปืนลูกโม่มาหนึ่งกระบอกสำหรับใช้ป้องกันตัวก่อนเกิดเหตุสามวัน นี่หมายความว่า พ่อรู้ว่ากำลังมีคนหมายเล่นงานท่าน เพราะการพกปืนผาหน้าไม้ไม่ใช่นิสัยของพ่อเธอเลย

พ่อคือนักวิชาการ ไม่ใช่นักเลง พ่อบอกกับปินญาภัสเช่นนี้เสมอ ทุกครั้งที่ถูกลูกน้องของผู้มีอิทธิพลฝ่ายเหมืองเข้าข่มขู่ พ่อเลือกที่จะนิ่งและโต้กลับด้วยความมีสติ

แต่สุดท้าย พ่อก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้

ฆาตกรที่ฆ่าพ่อเธอคือชายที่ชื่อว่าตู้ เหินหาว ซึ่งเป็นคนสนิทของนายยุทธภพเจ้าของโรงโม่หินผู้มีปัญหากับพ่อของเธอ และนายตู้ยังเป็นหัวหน้าบอดีการ์ดของนายธันวา ปราบอริพ่าย ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่เป็นคู่แข่งกับอาพรต ศิริบูรณ์ เพื่อนรักของพ่อที่พ่อออกหน้าเป็นหัวคะแนนให้

และเพราะเหตุนี้ คะแนนของอาบรรพตจึงชนะคะแนนของนายธันวาในการเลือกตั้ง ความโกรธแค้นนั้นอาจนำพาให้มาระบายลงที่พ่อของเธอ มันไม่แปลก ในเมื่อพ่อเธอมีปัญหากับทั้งนายยุทธภพและนายธันวาอย่างนั้น ยิ่งตู้ เหินหาวถูกจับได้หลังก่อเหตุหนึ่งวันและสารภาพออกมาว่าเป็นคนฆ่าศาสตราจารย์อุเทนด้วยความโกรธแค้นแทนเจ้านาย คดีนี้ก็น่าจะปิดลงอย่างไร้ข้อกังขา

ฝ่ายคนเหมืองมารังแกฝ่ายมูลนิธิเม็ดธุลี และเพื่อนพ้องของพ่อเธอก็รับปากกับปินญาภัสเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ให้ความตายของพ่อเธอนั้นเสียเปล่า

ความตายของพ่อเธอไม่เสียเปล่าจริงๆ

มันไม่ได้ช่วยหยุดยั้งการขุดเหมืองหรอก แต่มันช่วยเปิดเผยให้ปินญาภัสพบเห็นธาตุแท้ของมนุษย์





กลุ่มสมาชิกชั้นผู้ใหญ่ของมูลนิธิเม็ดธุลีมีทั้งสิ้นแปดคน แบ่งเป็นสองฝ่ายโดยทันทีที่มีการเตรียมโหวตเลือกตั้งประธานมูลนิธิคนใหม่ ฝ่ายแรกเป็นฝั่งของอาเหมันต์ อายศกร ลุงจรล และ ลุงมาก อีกฝ่ายคือฝั่งของอาเทิดทูนและลูกน้องอย่างอาบรรชัย ลุงเอกราช และลุงอดิศร

การเลือกตั้งประธานคนใหม่สร้างรอยร้าวที่หมดหนทางประสานไว้ภายในมูลนิธิเม็ดธุลี อายศกรนำหลักฐานสำคัญมาให้ปินญาภัสดูก่อนการเลือกตั้งสองวันว่า มีคนแอบถ่ายภาพฝ่ายอาเทิดทูนออกมาจากร้านอาหารในเวลาเดียวกับนายธันวา ปราบอริพ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มันไม่น่าเชื่อ แต่ปินญาภัสตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่ใช่ภาพตัดต่อแน่นอน

ถึงกระนั้นก็ตาม ปินญาภัสพยายามคิดในแง่ดีว่าพวกเขาอาจบังเอิญไปทานอาหารร้านเดียวกันโดยไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง แต่เมื่ออายศกรนำภาพนั้นไปถามความจริงกับอาเทิดทูน อาเทิดทูนกลับยอมรับตามตรงว่าไปที่นั่นเพราะนัดพบกับนายธันวาจริงๆ

“ความขัดแย้งของพวกเรามันยืดเยื้อมากพอแล้ว ผมแค่พยายามหาทางออกให้พวกเราทั้งสองฝ่าย” อาเทิดทูนโพล่งกลางความเงียบในห้องประชุม

“ไม่มีคำว่าเรา” ลุงจรลทุบโต๊ะดังปัง “มีแต่ฝ่ายนี้ กับฝ่ายโน้น”

“ก็เพราะแบ่งแยกแบบนี้ ปัญหาถึงไม่จบสิ้นสักที” อาเทิดทูนลุกขึ้นยืน “โลกเรามันไม่ได้มีแค่สีขาวสีดำหรอกนะ”

“นั่นแค่คำแก้ตัวของไอ้พวกปลาไหลแค่นั้นแหละ” ลุงมากหัวเราะเหยียด

อายศกรเอื้อมมือแตะแขนลุงมากเป็นเชิงปราม ก่อนหันมาทางอาเทิดทูน กระแอมไอและกล่าวเสียงนุ่ม ตามแบบฉบับของนักธุรกิจ “เราแค่ไม่พอใจที่คุณไปหาคนของฝั่งนั้นโดยที่ไม่ปรึกษาพวกเราก่อน”

“ถ้าในเมื่อพวกคุณไม่พอใจ จะให้ผมทำอะไรก็ว่ามา” อาเทิดทูนถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้ารำคาญ

อาเหมันต์ผู้นั่งกอดอกเงียบๆ มาตลอดการประชุมเปล่งเสียงออกมาเป็นครั้งแรก “ลาออกไปซะ เราไม่มีเหตุผลให้ต้องไว้ใจนายอีก”

“คุณอาคะ” ปินญาภัสซึ่งอยู่ในห้องประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์พร้อมแทนไทโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ “ค่อยๆ คุยกันก่อนไม่ดีกว่าหรอคะ”

อาเหมันต์ตอบรับคำพูดของเธอด้วยการยิ้มมุมปากและไม่หันมามอง สองตาที่มีแววดุเหมือนตาเสือยังจับจ้องที่อาเทิดทูน ทั้งสองคนคือเพื่อนที่สนิทที่สุดของพ่อเธอ หากอาเหมันต์เป็นมือขวา อาเทิดทูนก็คือมือซ้าย แต่เมื่อไม่มีพ่อเธออีกต่อไป คนทั้งสองกลับมองกันและกันด้วยความเกลียดชัง

“ได้ ถ้าต้องการแบบนั้น” อาเทิดทูนพยักหน้าหงึกหงัก ละสายตาจากใบหน้าของอดีตเพื่อนรักกวาดมองสมาชิกชั้นผู้ใหญ่ทีละคน “ผมขอลาออก”

“อาเทิดคะ” ปินญาภัสอุทาน

อาเทิดทูนชำเลืองมองหญิงสาวในชุดนักศึกษา แค่นยิ้มฝืด “ไม่เป็นไรปิน อาจะอยู่แต่ในที่ๆ มีคนต้อนรับอาเท่านั้น”

แล้วอาเทิดทูนก็ออกไปจากห้องประชุมพร้อมลูกน้องคนสนิทอีกสามคน

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ปินญาภัสได้พูดคุยกับเขา เพราะอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา อาเทิดทูนก็ไปทำงานในบริษัทของนายธันวา และไม่เคยกลับมายุ่งเกี่ยวกับมูลนิธิเม็ดธุลีอีก และอาเหมันต์จึงได้รับการเลือกให้เป็นประธานคนใหม่อย่างไร้เสียงใดคัดค้าน





ทุกอย่างดำเนินมาอย่างปกติหลายปี

จนกระทั่งสองสัปดาห์ก่อน อาเหมันต์ก็ถูกฆาตกรรมเสียชีวิตในห้องทำงานของตัวเอง

ปินญาภัสคือคนแรกที่พบศพ

มันคือฝันร้ายสำหรับเธอ เลือดที่เจิ่งนอง ใบหน้าที่แข็งค้าง ดวงตาที่เบิกโพลง เตือนให้หญิงสาวนึกถึงคราวที่ไปดูศพของผู้เป็นบิดาในปั้มน้ำมัน ปินญาภัสสงสัยใจว่าฆาตกรเป็นใคร ลงมือเพื่ออะไร เป็นคนในของมูลนิธิใช่หรือไม่ ก็อาจมีทางเป็นไปได้ ช่วงห้าปีที่ผ่านมา มูลนิธิเม็ดธุลีเปิดรับคนนอกเข้ามาทดแทนตำแหน่งของพวกอาเทิดทูนหลายคนด้วยการคัดสรรของอาเหมันต์ และแต่ละคนเป็นคนที่ปินญาภัสไม่เคยรู้จักมาก่อน

คำถามที่ปินญาภัสอยากรู้มากที่สุดคือ มีใครได้ประโยชน์อะไรจากการฆ่าอาเหมันต์

มีใครจะตกอยู่ในอันตรายอีกหรือไม่

ฆาตกรชุดดำที่เงื้อมีดใส่เธอกับแทนไทในความฝัน สะท้อนถึงความหวาดหวั่นในจิตใต้สำนึกใช่ไหม

เธอคิดว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายต่อไปของฆาตกรผู้อยู่ในเงามืด?

ทำไมล่ะ ทำไมต้องเป็นเธอ?

ปินญาภัสถอนหายใจ ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วไปชงกาแฟดื่ม







คิรัชทัชภ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 ส.ค. 2558, 18:42:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 ส.ค. 2558, 18:47:40 น.

จำนวนการเข้าชม : 448





<< บทที่ 2   บทที่ 4 >>
คิรัชทัชภ์ 24 ส.ค. 2558, 18:49:20 น.
@คุณปลาวาฬสีน้ำเงิน

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ
ดีใจมากๆ ที่ได้ทราบว่ามีคนตามอยู่ด้วย
ขอบคุณมากๆ เลยครับ ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account