ร้ายรักสลับเล่ห์
ในชีวิตสายลับสุดหล่ออย่างเขา ‘มิณปรานต์’ ไม่เคยหนักใจเรื่องผู้หญิงมาก่อน...

จนกระทั่งมาเจอเธอคนนี้!

ปินญาภัส สาวนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสวย เธอทั้งดื้อ อวดดี เชื่อมั่นในความดีจนน่าตลก
แต่ให้ตายเถอะ! หน่วยที่คอยขจัดอันตรายระดับชาติอย่างหน่วยเทวาพิทักษ์ ถึงกับต้องส่งสายลับระดับพระกาฬแบบเขา
เพื่อมาคุ้มครองเธอและสืบหาผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมระดับชุมชนอย่างลับๆ เนี่ยนะ ไม่ว่าคิดจนหัวแตกก็หาเหตุผลไม่เจอ

แต่มิณปรานต์จำต้องยอมรับ มันคือภารกิจ มันคือหน้าที่

ทว่าเรื่องวุ่นๆ ชวนอิ่มอุ่นหัวใจก็ถือกำเนิดขึ้นจนได้ เมื่อม่านหมอกแห่งกระสุนปืนโรยตัวลงปกคลุมอำเภอฟ้าศักดิ์ พร้อมๆ กับที่ปัญหาระดับชุมชนได้ลุกลามจนกำลังจะเป็นสาเหตุใหญ่ระดับประเทศ มิณปรานต์พบว่าเขาไม่ได้ปกป้องยัยหัวแข็งตามหน้าที่อีกแล้ว แต่เขากำลังโอบกอดเธอ เขากำลังคุ้มครองเธอจากอันตรายทั้งคนใกล้ตัวไกลตัวตามคำสั่ง... จากหัวใจของเขาเอง!

Tags: โรแมนติก แอ็คชั่น ดราม่า สายลับ กุ๊กกิ๊ก

ตอน: บทที่ 4

บทที่ 4





เมื่อเหวี่ยงเท้าลงจากอานมอเตอร์ไซค์ สิ่งแรกที่มิณปรานต์ทำหลังถอดหมวกกันน็อคออกคือล็อคมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์พันธุ์วิบากใต้ร่มไม้ท้ายสวนหย่อม แสงแดดยามสายสาดส่อง นี่คือครั้งแรกสำหรับการมาเยือนอำเภอฟ้าศักดิ์แห่งจังหวัดเลย สายลับหนุ่มชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ยังไม่มีเวลาไปสำรวจเมืองหรือไปหาที่พักที่ทางหน่วยเตรียมไว้ให้ เขามีงานอีกหนึ่งอย่างให้ทำโดยทันที

จุดหมายปลายทางที่มิณปรานต์กำลังเดินย้อนไปคือลานเอนกประสงค์หน้าที่ทำการศาลากลางจังหวัด ซึ่งกำลังมีการรวมกลุ่มตั้งเวทีประท้วงจากชาวบ้าน บุคคลที่มิณปรานต์ต้องแอบคุ้มครองอยู่ในการชุมนุมนั้น และเธอเป็นหนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุม

ใช่แล้ว เธอคือปินญาภัส เกิดธราดร

มิณปรานต์ให้คำจำกัดความแก่ปินญาภัสว่าเธอเป็นภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้รูปสวยรวยความรู้ เธอก้าวขึ้นมามีตำแหน่งเลขาธิการประจำมูลนิธิเม็ดธุลีในวัยแค่ยี่สิบกว่าๆ เท่านั้น แม้จะมีคำครหาว่าได้ตำแหน่งเพราะพ่อของเธอเคยเป็นประธานมูลนิธินั้น แต่ในความเห็นของมิณปรานต์ เขาคิดว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือนั้นเลย

คงไม่มีนักศึกษาดีกรีปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่ทั้งสวยและฉลาดคนไหน ต้องใช้เส้นสายของพ่อเพื่อให้มีงานทำหรอกมั้ง

มิณปรานต์สลัดความคิดเมื่อเข้าใกล้จุดชุมนุม ลานโล่งหน้าที่ทำการศาลากลางจังหวัดมีรั้วเหล็กมากั้นโดยรอบ การ์ดร่างใหญ่หน้าขรึมยืนคอยตรวจตราผู้คนเข้าออก หลังตรวจค้นอาวุธตามร่างกายและไม่พบอะไร บัตรนักข่าวของมิณปรานต์ก็ช่วยเปิดทางให้การ์ดปฏิบัติกับเขาอย่างนุ่มนวลมากขึ้น

ชายหนุ่มแสร้งหยิบกล้องถ่ายภาพออกจากกระเป๋าเป้มาตรวจสอบความพร้อมขณะการ์ดคนหนึ่งรับหน้าที่พาเขามารวมกลุ่มกับนักข่าวคนอื่นๆ และติดปลอกแขนสีน้ำเงินให้ใส่ ผู้มาร่วมชุมนุมเท่าที่คะเนด้วยสายตามีแค่หนึ่งร้อยคนไม่มากไปกว่านั้น

ทุกคนนั่งตากแดดอยู่บนเสื่อที่ปูบนพื้นปูน ฝ่ายนักข่าวดีหน่อยที่มีเต็นท์ให้หลบแดด

กวาดตามองรอบบริเวณก็นับหัวนักข่าวได้สิบสามคน มิณปรานต์สังเกตเห็นว่านักข่าวทุกคนมีปลอกแขนสีน้ำเงินแบบนี้ติดตัวเช่นกัน ส่วนใหญ่ตอนนี้จะออกไปนั่งรวมกับชาวบ้านกันหมด บางคนถ่ายรูป บางคนสัมภาษณ์เพื่อนำไปเขียนข่าว หากมิณปรานต์ไม่ทำบ้าง คงไม่พ้นต้องกลายเป็นที่ผิดปกติ

สายลับหนุ่มเจ้าของรหัสนารทมีความสามารถในการสวมบทบาททุกอาชีพ จุดเด่นของเขาคือความรวดเร็วว่องไวของไหวพริบ ไหลตามน้ำได้ทุกสถานการณ์ชนิดที่เคยถูกเจ้าพ่อค้าอาวุธระดับประเทศจับตัวไปแต่ก็หนีรอดมาแล้ว ดังนั้นในระหว่างที่บนเวทียังเปิดแต่ดนตรีบรรเลง มิณปรานต์จึงตีเนียนเข้าไปนั่งสัมภาษณ์ป้าแก่ๆ คนหนึ่งรอเวลาให้ปินญาภัสปรากฏตัว

“...อ่อ หรอครับ แสดงว่าพอเปิดเหมืองมา เขาก็ระเบิดหินข้างๆ บ้านป้าเลยนะ” มิณปรานต์ผงกศีรษะหงึกหงักทวนคำพูดของป้าผู้ให้สัมภาษณ์ เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กจ่อที่ริมฝีปากของป้าซึ่งให้ข้อมูลต่อไปว่าทำไมกลุ่มชาวบ้านถึงออกมารวมตัวกันคัดค้านการขุดเหมืองแร่ทองคำ แต่สายตาของมิณปรานต์ชำเลืองเห็นความผิดปกติของชายคนหนึ่งที่นั่งหลุกหลิกอยู่ถัดด้านหลังป้าไปสองแถว

นักข่าวชายนายหนึ่งกำลังนั่งสัมภาษณ์ชายผู้นั้น วินาทีที่ปืนสีดำมะเมื่อมถูกหย่อนใส่ย่ามของชายชาวบ้านมันไวมากแทบจะคิดว่าตาฝาด แต่คนที่อยู่กับอาวุธยุทโธปกรณ์แทบยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างมิณปรานต์มั่นใจว่าเขาไม่ได้ตาฝาด หลังจากหย่อนปืนเสร็จนักข่าวหนุ่มก็ลุกขึ้นและเดินกลับไปหลบแดดที่เต็นท์ มิณปรานต์เห็นกับตาว่านักข่าวเคาะนาฬิกาสื่อสารที่ข้อมือเหมือนกำลังรายงานความคืบหน้าให้แก่ใครสักคน

แว่นตาคอมพิวเตอร์ที่มิณปรานต์สวมใส่มีระบบถ่ายภาพได้ในความละเอียด 10 ล้านพิกเซล สายลับหนุ่มลอบมองไปที่นักข่าวผู้นั้น เมื่อเขาขยิบตาขวาหนึ่งทีโดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว ภาพของนักข่าวผู้ส่งมอบปืน ก็ถูกส่งเข้าพื้นที่คลาวด์ สตอเรจประจำภารกิจด้วยสัญญาณอินเตอร์เน็ต 4G เข้ารหัสดาวเทียมพิเศษ ไม่ใช่โครงข่ายสื่อสารที่ใช้กันทั่วไป มันจึงมีความรวดเร็วและเสถียรมากที่สุดในประเทศ

มิณปรานต์หันหน้าไปทางเวที ขยับกายออกห่างคุณป้าที่เขากำลังสัมภาษณ์ออกมานิด ก็ยกมือแตะก้านแว่น ติดต่อไปยังหน่วยเทวาพิทักษ์ทันที

“ตรวจสอบคนในรูปที่เพิ่งถ่ายให้ด้วย หมอนี่แอบส่งปืนให้ชาวบ้านคนหนึ่ง” เขากระซิบ

เสียงวิษณุแค่นหัวเราะตอบกลับ “ตกปลาได้ไวจริงๆ นะ”

“ลุงก็รู้ ผมหาปลาเก่ง ฝากด้วยแล้วกันนะ”

เมื่อมิณปรานต์ตัดการสื่อสารแล้ว เขาจึงกลับมาสัมภาษณ์คุณป้าต่อให้จบ ก่อนค่อยๆ เคลื่อนกายไปนั่งในแถวที่สองและสัมภาษณ์คุณลุงผู้นั่งห่างจากชาวบ้านผู้รับปืนจากนักข่าวลึกลับราวหนึ่งเมตร กลิ่นแอลกอฮอลล์ของลุงโชยคลุ้งและลุงก็พูดคุยไม่รู้เรื่อง แต่จุดประสงค์ของมิณปรานต์คือการอยู่ใกล้ชายผู้มีปืนให้มากที่สุดเท่านั้นนั่นเอง

เขาคิดว่าตนเองทราบดี ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น!

ไม่กี่นาทีถัดมา เสียงเพลงบรรเลงจากลำโพงบนเวทีก็เงียบลง เข็มนาฬิกาบนนาฬิกาข้อมือชี้เวลาสิบเอ็ดโมงตรง นักข่าวและชาวบ้านที่กำลังพูดคุยกันจ้อกแจ้กเงียบเสียงโดยอัตโนมัติ มิณปรานต์ขยับกายผละออกจากลุงขี้เมามานั่งคุกเข่าข้างหนึ่งใกล้ๆ กับชายผู้มีปืนในย่าม

เพื่อความสมจริงในบทบาท สายลับหนุ่มยกกล้องถ่ายปฏิกิริยาของผู้ชุมนุม ทว่าความสนใจแท้จริงอยู่ที่ชายร่างผอมเกร็งผู้ล้วงมืออันสั่นเทาลงไปในย่าม

เสียงผู้ชุมนุมเริ่มปรบมือต้อนรับใครสักคน มิณปรานต์กวาดตามองไปบนเวที

หญิงสาวผู้มีนามว่าปินญาภัส กำลังเดินค้อมศีรษะรับเสียงปรบมือมายืนอยู่ที่แท่นโพเดี่ยมสำหรับกล่าวปราศรัย ด้วยท่วงท่าสวยงามสง่าแต่อ่อนน้อมถ่อมตน มิณปรานต์ยกกล้องขึ้นถ่ายซูมเข้าไป ส่วนสูง 164 เซนติเมตรของเธอดูสมส่วนและมีราศีมาก แม้จะแต่งตัวเพียงเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนเข้ารูปก็ตาม

ใบหน้านั้นอีกเล่า ถึงจะแต่งเครื่องสำอางน้อยมาก แต่ก็สวยงามชวนมองสองแก้มนวลที่ใสเนียน ปากเป็นกระจับอิ่มเอิบสีชมพู จมูกโด่งพอเหมาะพอเจาะรับคิ้วเส้นบางและดวงตากลมโตที่มองไปทางไหนก็สะกดให้ผู้ถูกจ้องมองเสมือนตกในภวังค์ต้องมนตร์

มิณปรานต์ลดกล้องในมือลง

เธอจะทำหน้ายังไงบ้างนะหากรู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย

สายลับหนุ่มชำเลืองมองชายผู้มีปืนในย่าม และพบว่าอีกฝ่ายกำลังจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว





ท้องฟ้าไร้เมฆครึ้ม บรรยากาศสดใสเป็นใจให้แก่การชุมนุมยิ่งนัก

ปินญาภัสก้าวเท้าขึ้นมายืนบนแท่นโพเดี่ยมอย่างมั่นใจ ปรับไมค์ให้พอดีกับระยะริมฝีปาก เธอกวาดตามองผู้ชุมนุมเบื้องล่างเวทีครู่หนึ่ง สูดหายใจลึกรอคอยให้เสียงปรบมือเบาบางลง ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ลุงจรลกับอายศกร และสมาชิกอีกคนหนึ่งของมูลนิธิอย่างลุงมากผลัดกันขึ้นเวทีไปแล้ว และตอนนี้มันก็ถึงเวลาของเธอบ้าง

ในที่สุดเธอกล่าว

“สวัสดีค่ะพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน”

น้ำเสียงไม่สั่นเหมือนแต่ก่อนแล้ว ปินญาภัสชื่นชมตัวเองอยู่ในใจ เธอรับรู้ว่าแทนไท อายศกร ลุงจรล ล้วนยืนอยู่ด้านหลังคอยให้การสนับสนุนทุกสิ่งที่เธอกำลังจะกล่าว ปินญาภัสดีใจที่มีชาวบ้านมาตามนัดกันจากหลายหมู่บ้าน และพวกเขายินดีที่จะทำทุกอย่างตามที่เธอบอก แม้คะเนด้วยสายตาแล้ว ยอดของผู้ชุมนุมจะไม่เยอะตามความคาดหวังของพวกเธอเลยก็ตาม

“จากการสูญเสียที่เกิดขึ้น เราจะยอมให้พวกนายทุนกระหายเงินพวกนั้น มาตักตวงผลประโยชน์อย่างไม่ชอบธรรมได้อีกแล้วค่ะ”

กลุ่มผู้ชุมนุมส่งเสียงเฮและปรบมือ ปินญาภัสเม้มริมฝีปาก หากพ่อยังอยู่ท่านคงภูมิใจในตัวเธอไม่น้อย หญิงสาวกลืนน้ำลายด้วยความขมขื่นกับความจริงที่ว่า พ่อไม่มีวันได้มาเห็นภาพนี้อีกแล้ว

รวมถึงเพื่อนรักของพ่ออย่างอาเหมันต์

ภาพศพที่ถูกแทงผุดวาบขึ้นมาในสองตา ปินญาภัสพยายามควบคุมตัวเองขณะกล่าวต่อไป

“ถึงแม้ตำรวจจะยังเอาตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือฆาตกร แต่ปินมั่นใจค่ะ ปินมั่นใจว่าคุณอาเหมันต์ต้องสละชีวิตของท่าน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ปกป้องธรรมชาติจากการรุนรานของพวกผีร้ายในคราบมนุษย์ ปินคงให้อภัยตัวเองไม่ได้ หากปินไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง” ปินญาภัสหยุดเว้นวรรค รอให้เสียงปรบมือซาลง “ปินตัดสินใจแล้วว่า มูลนิธิเม็ดธุลีที่คุณพ่อของปินก่อตั้งขึ้น จะให้การสนับสนุน ในการตั้งโซ่มนุษย์ปิดทางเข้าเหมืองจนกว่าจะถึงที่สุด หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ จนกว่าพวกเราจะรู้ผลแพ้ชนะค่ะ”

เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องที่ค่อยๆ เบาบางลงกลับมาก้องกระหึ่มอีกครั้ง ปินญาภัสรู้สึกได้ถึงแรงผลักดันรวมถึงกำลังใจที่เติมแต่งให้หัวใจพองโต แทนไทและทุกคนร่วมปรบมือให้กับคำประกาศของเธอ ปินญาภัสยิ้มกว้าง น้ำตาคลอเบ้าอย่างไม่แน่ใจว่ามันคือน้ำตาจากความรู้สึกไหนกันแน่

พลัน พื้นดินหน้าเวทีถูกอะไรบางอย่างพุ่งเจาะส่งฝุ่นดินคลุ้งตลบขึ้นมาเป็นหย่อมเล็ก กลุ่มผู้ชุมชุมตรงกลางแตกฮือด้วยความตื่นตกใจ ปินญาภัสตวัดสายตามองไปด้วยความอยากรู้ก่อนที่แทนไทและลุงจรลจะโผเข้ามาดึงตัวเธอลงจากโพเดี่ยมอย่างกะทันหัน

“มีคนลอบยิง หลบไปก่อนนะปิน!”

แทนไทดันไหล่หญิงสาวให้หลบเข้าหลังเวที เมื่อชายหนุ่มรุ่นพี่เห็นว่าปินญาภัสอยู่ใต้การดูแลของลุงมากกับป้ากำไลผู้เป็นภรรยาเรียบร้อย เขาก็โดดลงจากเวทีไป

ปินญาภัสทันเห็นแวบสุดท้ายก่อนที่ลุงมากจะดึงเธออ้อมฉากของเวทีลงไปว่า ณ กลางลานปูนขณะนี้ นักข่าวหนุ่มใส่แว่นนายหนึ่ง กำลังกดชายร่างผอมให้นอนคว่ำหน้าบนพื้นพร้อมกับบิดแขนไพล่หลัง ปืนสีดำติดที่เก็บเสียงตกอยู่บนพื้นห่างออกมาเล็กน้อยเท่านั้น





ขณะที่มิณปรานต์เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับการ์ดรอบกายกำลังเล็งปืนตรงมาที่เขาเป็นจุดเดียว สายลับหนุ่มปล่อยมือแล้วลุกขึ้นจากร่างของชายร่างผอมซึ่งเขาใช้หัวเข่ากดแผ่นหลังไว้ มิณปรานต์ยกสองมือขึ้นสูง ไม่ขัดขืนเมื่อการ์ดสองคนเข้ามาล็อคแขนทั้งสองข้างในขณะเดียวกับที่การ์ดอีกสองคนกำลังกระชากมือปืนสมัครเล่นขึ้นจากพื้น

“ใจเย็นพรรคพวก ผมเป็นคนช่วยจับคนร้ายนะ” มิณปรานต์กล่าว ตวัดตามองไปยังเต็นท์นักข่าว ไม่แปลกใจเลยที่นักข่าวผู้หย่อนปืนใส่ย่ามของชายร่างผอมจะหายตัวไปแล้ว

ยังไม่มีการติดต่อกลับจากหน่วยเทวาพิทักษ์ว่าหมอนั่นเป็นใครกันแน่

มิณปรานต์ยิ้มแหยๆ ให้กับบรรดาการ์ดรักษาความปลอดภัย ชายหนุ่มวัยปลายยี่สิบผู้หนึ่งแหวกดงชายฉกรรจ์มาหยุดยืนเบื้องหน้า ดวงตาเข้มขรึมถลึงจ้องมองมือปืนสมัครเล่นเหมือนพยายามนึกหน้า ก่อนจะหันมาที่มิณปรานต์ กวาดสายตาสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยความพินิจพิจารณา

“เชิญไปคุยกันสักครู่นะครับ” ชายหนุ่มพูด

มิณปรานต์พยักหน้า ทราบว่าหมอนี่ชื่อแทนไท เป็นคนสนิทของเหมันต์ ประธานมูลนิธิเม็ดธุลีที่เพิ่งถูกฆาตกรรมไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มิณปรานต์รู้จักบุคคลที่อยู่รายล้อมปินญาภัสทุกคน เพราะมีแนวโน้มว่า คนที่กำลังพยายามทำให้เธอตกอยู่ในอันตราย ก็อาจเป็นคนหนึ่งคนใดในบรรดาคนใกล้ชิดของเธอนี่เอง





หลังเวทีการชุมนุมมีเต็นท์แบบเต็นท์นักข่าว แต่มีรั้วรอบขอบชิดและการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมมากกว่าหลายเท่า มิณปรานต์เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้บงการถึงให้มือปืนสมัครเล่นลงมือในที่แจ้งหน้าเวที เพราะหากรอลงมือเวลาอื่น มือปืนจะไม่มีโอกาสแม้แต่ชักปืนขึ้นจากย่ามเลย เพราะมีการ์ดคอยรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก

แล้วทำไมถึงปล่อยให้มีนักข่าวแอบนำอาวุธปืนหลุดเข้ามาได้ล่ะ?

“เชิญนั่งครับ” แทนไทผายมือไปทางเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงิน มิณปรานต์ได้รับการปล่อยตัวจากการ์ดร่างใหญ่ กระเป๋าเป้ของเขาถูกกระชากไปตรวจค้นโดยไม่ขออนุญาต สายลับหนุ่มขยับไหล่เป็นวงกลมหย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ สีหน้าบ่งบอกอาการขัดยอกเพราะถูกล็อคแขนเมื่อครู่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนแต่เป็นการแสดงของเขา

“ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ผมฟังหน่อยครับ” แทนไทลากเก้าอี้พลาสติกแบบเดียวกันมานั่งด้านตรงข้าม การ์ดผู้รับหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าเป้โยนกระเป๋าคืนมาให้มิณปรานต์ สายลับหนุ่มหัวเราะแหะๆ นั่งกอดกระเป๋าเป้แล้วอธิบายอย่างลื่นไหล

“คืองี้ครับ ผมกำลังถ่ายรูปคุณปินญาภัส แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นว่าผู้ชายคนนั้นกำลังควักปืนออกมายิงไปทางเวที ผมก็เลยพุ่งเข้าชาร์จ”

“เป็นนักข่าวที่ใจกล้าดีนะครับ” แทนไทโน้มตัวมาด้านหน้า จ้องตามิณปรานต์เขม็ง “แล้วก็ดูจะรู้วิธีปลดอาวุธคนร้ายดีทีเดียว”

“แหม เรื่องนั้น” สายลับหนุ่มเงยหน้าหัวเราะ มองเสามองเพดานเต็นท์ไปตามเรื่องตามราว แล้วจึงเลื่อนสายตากลับลงมาสบตาฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง “พอดีเคยทำข่าวอาชญากรรมมาก่อนน่ะครับ ก็เคยเห็นตอนที่ตำรวจเค้าจับกุมคนร้ายมาบ้าง”

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่เกี่ยวกับคำตอบของเขาบ้าง มิณปรานต์พบว่าแทนไทนิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “กรุณารอตรงนี้สักครู่นะครับ ผมจะไปสอบถามนักข่าวและชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ การ์ดสามคนนี้จะอยู่เป็นเพื่อนคุณที่นี่ แล้วผมจะกลับมาใหม่”

“ยินดีครับผม” มิณปรานต์กล่าว แต่พอแทนไทหันหลังไป เขาก็เรียกไว้ “อ๊ะ เดี๋ยวก่อนครับ ผมขอถามอะไรสักอย่างได้ไหม”

แทนไทหยุดเท้าเหลียวหน้ากลับมาหรี่ตามอง การ์ดสองคนที่คอยประกบรักษาความปลอดภัยหันกลับมาด้วย

“ตอนนี้ผู้ชายที่เป็นมือปืนอยู่ไหน” มิณปรานต์ซักถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกคุณจะจัดการกับเขายังไงต่อไปครับ”

โฆษกหนุ่มคนสำคัญแห่งมูลนิธิเม็ดธุลี ยกยิ้มบนมุมปาก “นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณควรรู้”





ที่สวนหย่อมท้ายศาลากลางจังหวัด ปินญาภัสกำลังนั่งอยู่ในรถตู้กันกระสุนคู่กับป้ากำไล โดยที่มีคนของลุงจรลยืนคุ้มกันข้างประตูรถพร้อมอาวุธปืน หญิงสาวไม่รู้เลยว่าขณะนี้ด้านหลังเวทีจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง นักข่าวหนุ่มกับชายชาวบ้านจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร แล้วกระสุนที่พุ่งมาทางเวทีหมายความว่ามีคนต้องการจะยิงเธอจริงๆ ใช่หรือไม่ ปินญาภัสอยากจะออกจากรถกลับไปที่ด้านหลังเวทีใจจะขาด ติดแต่ว่าป้ากำไลขอร้องไม่ให้เธอออกไปไหน

“เมื่อไหร่จะมากันนะ” ปินญาภัสพูดกับเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง ซึ่งติดฟิล์มชนิดที่กันบุคคลภายนอกมองเข้ามาในรถ แต่บุคคลภายในรถสามารถมองออกไปข้างนอกได้

เหตุลอบยิงที่เกิดขึ้นทำให้บรรดาผู้ใหญ่ในมูลนิธิเม็ดธุลีกลับมามีความตึงเครียดอีกครั้ง การ์ดรักษาความปลอดภัยข้างรถตู้คนหนึ่งถึงกับเอาปืนกลมือออกมาถือ และกราดตามองรอบบริเวณคอยระวังระไวตลอดเวลา

“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะจ้ะปิน ตอนนี้คงกำลังสอบปากคำแล้วก็รอตำรวจมารับตัวไป” ป้ากำไลกล่าว เอื้อมมือมาลูบไหล่บางของหลานสาวนอกสายเลือด

“แต่ทำไมนานจังเลยล่ะคะ นี่ไม่ส่งข่าวอะไรมาบอกกันเลย รู้ไหมว่าทางนี้จะรู้สึกร้อนใจขนาดไหน” ปินญาภัสอดหันกลับมาหน้างอใส่หญิงสูงวัยไม่ได้ แววตาของเธอเองบอกความรู้สึกเป็นกังวลในหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องที่ว่าใครคือคนที่ส่งมือปืนผู้นั้นมา ทำไมมือปืนถึงแอบนำอาวุธเข้ามาในการชุมนุมได้ทั้งที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด นั่นอาจหมายถึงสิ่งที่เธอไม่อยากคิดอีกใช่ไหม

มีใครบางคนในมูลนิธิเม็ดธุลีเป็นหนอนบ่อนไส้จริงๆ

“อ่า มากันแล้วค่ะ” เลขาธิการสาวสวยซึ่งสวมใส่เสื้อยืดสีดำสกรีนตรามูลนิธิเม็ดธุลีเลื่อนประตูรถตู้ให้เปิดออก แทนไทเดินนำหน้าเข้ามาหา ด้านหลังของเขาคืออายศกรกับลุงจรลกำลังเดินซุบซิบอะไรบางอย่างตามมาไม่ห่าง ปินญาภัสก้าวลงจากรถ ยืนรอให้แทนไทเดินมาถึงก็ไต่ถามโดยพลัน

“เป็นยังไงบ้างคะ มือปืนพูดอะไรบ้างไหม”

หนุ่มรุ่นพี่หน้าคมส่ายศีรษะ “ไม่เลย มันไม่ยอมพูดอะไรนอกจากร้องไห้”

“ร้องไห้” ปินญาภัสเลิกคิ้วสูง

“อืม ร้องไห้ ท่าทางคงไม่ใช่มืออาชีพจริงๆ” แทนไทถอนหายใจยาว “พี่ส่งตัวให้ตำรวจไปแล้ว นี่อาเมฆก็ขับตามไปดูความเรียบร้อย”

“แล้วนักข่าวคนนั้นละคะ ปินได้ยินว่าเราก็พาเขามาสอบสวนเหมือนกัน” ปินญาภัสยิ้มฝืดๆ ให้สองผู้ใหญ่คนสำคัญประจำมูลนิธิ ซึ่งเดินมาหยุดยืนข้างแทนไท

“ปล่อยตัวไปแล้ว พี่ได้สอบถามพวกนักข่าวด้วยกันกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ พวกเขาบอกเหมือนที่นักข่าวคนนั้นบอกพี่ทุกอย่าง เขาเห็นคนร้ายเดินถือปืนเล็งมาที่เวที ก็เลยเข้าแย่งปืนแล้วก็จับคนร้ายนอนคว่ำหน้า” แทนไทตอบ สยายยิ้มเบาใจขณะเอื้อมมือมายีผมปินญาภัส “โชคดีนะที่กระสุนไม่กระเด็นมาโดนใครเข้า”

“ไม่มีใครบาดเจ็บก็ดีแล้วละค่ะ” หญิงสาวพูดด้วยความโล่งอก ทว่าฉับพลันนั้นเองเลขาธิการสาวก็สะดุ้งโหยง เสียงกัมปนาทของมัจจุราชโลหะดังมาจากอีกฟากหนึ่งของสวนหย่อม ทุกคนหันขวับมองไปยังทิศทางของต้นกำเนิดเสียงปืนพร้อมเพียงกัน

“อะไรกันอีกล่ะทีนี้” ลุงจรลบ่นหัวเสีย

“อย่าบอกนะว่า...” อายศกรพึมพำสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“ปินหลบอยู่ที่นี่ก่อนนะ อย่าไปไหน” แทนไทหันมาแตะแขนเธออย่างอ่อนโยน

แต่ปินญาภัสส่ายหน้า “พี่แทนก็รู้นี่คะว่าปินเกลียดการรอคอยที่สุด ปินจะไปด้วยค่ะ”

“มันอันตรายนะปิน” หนุ่มรุ่นพี่พูดเสียงอ่อย

“เอาเถอะๆ อย่าเถียงกันเลย หนูปินมาด้วยก็ได้ แต่อยู่หลบหลังพวกการ์ดเขาไว้ก็แล้วกัน” อายศกรผู้เป็นคนที่รักและตามใจปินญาภัสมาแต่อ้อนแต่ออกกล่าวตัดบท ก่อนเดินนำหน้าทุกคนเลียบสนามหญ้ากลางสวนหย่อมไปยังต้นเหตุของความแตกตื่นรอบที่สองของวัน





รถกระบะสีเลือดหมูติดไฟไซเรนบนหลังคาจอดนิ่งอยู่หน้าทางออกของสวนหย่อม ประตูหน้าทั้งสองด้านเปิดออก รอบๆ รถปรากฏนักข่าวกำลังแย่งกันถ่ายรูปอะไรสักอย่างภายในห้องโดยสารของรถตำรวจ นายตำรวจสามนายพยายามกันนักข่าวอย่างสุดความสามารถ ทว่าก็ไม่สามารถป้องกันการเก็บภาพได้สักเท่าไหร่

“เกิดอะไรขึ้นครับ หมวด” แทนไทแหวกกลุ่มนักข่าวเข้าไปหานายตำรวจวัยปลายสามสิบ ผู้ยืนคู่อยู่กับอาเมฆ ลูกน้องคนสนิทของลุงจรล

ปินญาภัสเดินตามไปทันได้ยินคำตอบพอดี

“ไม่รู้เกิดคลั่งอะไรขึ้นมา หมอนี่ถึงได้แย่งปืนจ่าแม้นไปยิงตัวตาย” หมวดศราวุธพยักพเยิดหน้าไปทางห้องโดยสารของรถยนต์ ปินญาภัสภายใต้การดูแลของการ์ดรักษาความปลอดภัยสองคนหยุดเท้าอยู่กับที่เมื่อกลิ่นคาวเลือดลอยตามลมมาปะทะจมูกเธอ

“ผมผิดเองครับที่ไม่ระมัดระวังให้ดี” นายตำรวจนามจ่าแม้นพูดหน้าซีด “ผมไม่คิดว่าเขาจะทำอะไรแบบนั้น”

ปินญาภัสหรี่ตาด้วยความคลางแคลงใจ เมื่อลุงจรลซึ่งมีอดีตเป็นนายตำรวจเข้าไปซักถามลำดับเหตุการณ์เพิ่มเติม ปินญาภัสก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจ จนกระทั่งรถมูลนิธิกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจจากโรงพักนำกำลังเสริมมา ณ ที่เกิดเหตุ อายศกรจึงได้นำเธอกับแทนไทเลี่ยงกลับออกมา ปล่อยให้หน้าที่รับหน้าบรรดาตำรวจตกเป็นของอาเมฆกับลุงจรล

“คุณอาคะ ปินว่ามันแปลกๆ” เธอกระซิบแผ่วเบา

อายศกรชำเลืองมองไปยังบุตรชายของตัวเอง “แกคิดว่าไง เจ้าแทน”

แทนไทหันหน้ามามองบิดา และมองหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างกาย “ผมก็ว่าแปลก อะไรจะเผอเรอกันขนาดนั้น นั่งประกบยังไงปล่อยให้ผู้ต้องหาที่ถูกใส่กุญแจมือมาแย่งปืนไปจากเอวได้”

จังหวะนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

“เว้นแต่ว่าจะมีคนอื่นช่วยยิงให้ไงครับ”

ปินญาภัส แทนไท และยศกรหยุดเท้า หันขวับกลับมาเพื่อให้ถูกถ่ายภาพโดยไม่ทันตั้งตัว

“อู้ ช็อตเด็ด” นักข่าวหนุ่มผู้แย่งปืนจากคนร้ายหน้าเวทียิ้มแฉ่งน่าหมั่นไส้






คิรัชทัชภ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 ส.ค. 2558, 18:43:34 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 ส.ค. 2558, 18:50:53 น.

จำนวนการเข้าชม : 444





<< บทที่ 3   บทที่ 5 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account