ตุ๊ดทะลุมิติ (พิภพจอมนาง) โดย นปภา 6 เล่มจบ วางแผงครบแล้ว
"จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแก๊งตุ๊ดสุดแซ่บวิญญาณทะลุมิติไปอยู่ในร่าง4สาวงาม "โอ๊ย! ผู้ชายคนนั้นก็ดูดี คนนี้ก็อยากได้" แต่ถ้าไม่ใช่พี่ก็ฝ่ายตรงข้ามซะงั้น ถ้าไม่เลือกรักต้องห้ามก็ต้องจับศัตรูกดสถานเดียวละวะ!!!"
คำนำ
นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพราะคำมั่นสัญญาที่มีต่อสหาย
ทุกตัวอักษรจึงเกิดจากความรักและความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง
หากมีข้อผิดพลาดหรือถ้อยคำไม่เหมาะสม ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นเพศที่สามแต่อย่างใด
ในมุมมองส่วนตัวแล้ว พวกเธอช่างสดใส โดดเด่น เก่งกาจ
บางคนก็น้ำใจงามจนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เหนือสิ่งอื่นใด ถึงจะแตกต่างแต่พวกเธอก็เป็นคนเหมือนกัน
แล้วทำไมจึงต้องปิดกั้นหวงห้ามไม่ให้มาเป็นตัวเอกในนิยายด้วยเล่า?
เชื่อเถอะ หากคุณได้พิจารณาพวกเธออย่างลึกซึ้ง
ไม่แน่หรอกว่าคุณอาจจะเผลอใจหลงรัก ‘กะเทย’ ก็เป็นได้
ทิ้งท้ายแด่เพื่อนสาว
ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่
สำหรับฉัน พวกแกก็เหมือนกับดอกไม้ มองทีไรอดยิ้มไม่ได้ทุกที
ถึงบางทีฉันจะว่าแกเป็นดอกอุตพิด แต่รู้อะไรไหม?
‘ฉันโคตรรักอุตพิดเลยว่ะ"
ตารกา
คำนำ
นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพราะคำมั่นสัญญาที่มีต่อสหาย
ทุกตัวอักษรจึงเกิดจากความรักและความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง
หากมีข้อผิดพลาดหรือถ้อยคำไม่เหมาะสม ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นเพศที่สามแต่อย่างใด
ในมุมมองส่วนตัวแล้ว พวกเธอช่างสดใส โดดเด่น เก่งกาจ
บางคนก็น้ำใจงามจนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เหนือสิ่งอื่นใด ถึงจะแตกต่างแต่พวกเธอก็เป็นคนเหมือนกัน
แล้วทำไมจึงต้องปิดกั้นหวงห้ามไม่ให้มาเป็นตัวเอกในนิยายด้วยเล่า?
เชื่อเถอะ หากคุณได้พิจารณาพวกเธออย่างลึกซึ้ง
ไม่แน่หรอกว่าคุณอาจจะเผลอใจหลงรัก ‘กะเทย’ ก็เป็นได้
ทิ้งท้ายแด่เพื่อนสาว
ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่
สำหรับฉัน พวกแกก็เหมือนกับดอกไม้ มองทีไรอดยิ้มไม่ได้ทุกที
ถึงบางทีฉันจะว่าแกเป็นดอกอุตพิด แต่รู้อะไรไหม?
‘ฉันโคตรรักอุตพิดเลยว่ะ"
ตารกา
Tags: โรแมนติก คอเมดี้ ดราม่าเบาๆ แฟนตาซี กำลังภายใน กะเทย ทะุลุมิติ เกมการเมือง สงคราม หนุ่มๆ แซ่บเวอร์
ตอน: หยกตะวัน : บทที่ ๕ ตำหนักไม้ ๑
หยกตะวัน : บทที่ ๕ ตำหนักไม้ ๑
โบราณกล่าวเอาไว้ ‘การตั้งรับที่ดีที่สุดก็คือการรุก’ ดังนั้นแว่นจึงตั้งใจจับตัวคนที่ตามสะกดรอยให้ได้ ในเมื่อใครบางคนต้องการให้เขาใช้ชีวิตในฐานะของกุ้ยฮวาจนกว่าจะสิ้นอายุขัย แว่นก็จะขอลิขิตชีวิตตัวเองด้วยการไม่ทำตัวเป็นคนขี้ขลาด ความระมัดระวังสำคัญก็จริง แต่ถ้ามันมากเกินไปจนกลายเป็นความหวาดระแวง ชีวิตใหม่ที่ได้รับมาคงไร้ค่า
องค์ชายแปดเบิกตากว้างเมื่อได้ฟัง แว่นคาดว่าเด็กหนุ่มจะรับคำอย่างกระตือรือร้น แต่เปล่าเลย เขากลับตวาดด้วยเสียงอันดัง
“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร!”
ทั้งแว่นและจางไห่พร้อมใจกันสะดุ้ง จางไห่ได้ยินกิตติศัพท์ขององค์ชายผู้นี้มาว่าอารมณ์ร้อนเอาแต่ใจ จึงปราดเข้ามายืนข้างกุ้ยฮวา เผื่อว่ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือ
“หม่อมฉันดูเหมือนคนบ้าขนาดนั้นเชียว” แว่นย้อนคนที่ขึ้นเสียงใส่
เขาไม่เคยกลัวโทสะของเด็กหนุ่ม จึงทำเป็นยั่วโมโหให้อีกฝ่ายเผยความรู้สึกออกมาว่าเหตุใดจึงโกรธ
“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า รู้ตัวหรือเปล่ากำลังทำอะไร” องค์ชายแปดกำหมัดแน่น ใบหน้าเขาขมวดขึง เสียจนคนมองเมื่อยแทน
“หม่อมฉันทราบดีเพคะ” แว่นตอบอย่างใจเย็น
“เจ้าไม่รู้หรอก...ไม่มีวันรู้” องค์ชายแปดแค่นเสียง
สายตาของเขายามนี้มองกุ้ยฮวาอย่างสตรีไร้เดียงสาผู้อ่อนต่อโลก แว่นเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อมองเห็นสายตาขององค์ชายหรู่เผย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นความเศร้าที่ปะปนมากับโทสะ
‘บางทีเราอาจไม่รู้อย่างที่เด็กนี่พูดจริงๆ ก็ได้’
“องค์ชายรู้หรือเพคะว่าหม่อมฉันกำลังถูกใครจับตาดู”
ครานี้เป็นคราวที่องค์ชายแปดต้องสะดุ้งบ้าง เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีแล้วปฏิเสธเสียงห้วน
“ข้าไม่รู้!”
ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจขององค์ชายหรู่เผยคือสนมเหอ ท่านแม่กล้าส่งมือสังหารไปจัดการกุ้ยฮวา แล้วทำไมจะไม่กล้าให้คนตามดูนาง
‘ท่านแม่กำลังทำอะไร ไหนสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับกุ้ยฮวาแล้ว หรือจะเป็นคนอื่น’ เด็กหนุ่มคิดอย่างสับสนและความสับสนนี้ก็แสดงออกมาทางสีหน้า
องค์ชายแปดเป็นคนอ่านง่ายและแว่นก็ช่างสังเกตพอจะเดาความคิดเขาได้บางส่วน จึงรู้ว่าเด็กหนุ่มคิดว่าทางสกุลเหอส่งคนมา แม้จะเกเรองค์ชายแปดก็ยังยึดติดกับคำว่าลูกผู้ชาย เขาหยิ่งทระนงในเกียรติของตัวเอง คงรับไม่ได้กระมังที่สกุลเหอทำเรื่องต่ำช้า
‘คงสงสัยแม่ตัวเองอยู่’
แว่นทราบดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกไม่ค่อยดีนัก องค์ชายหกเคยหลุดปากออกมาครั้งหนึ่งว่ารู้สึกเหมือนสนมเหอทำเรื่องร้ายแรง ให้โอรสต้องอับอายและเจ็บปวด
“อาจจะไม่ใช่คนที่องค์ชายคิดก็ได้เพคะ” แว่นโพล่งออกมา
นี่เป็นครั้งแรกที่แว่นภาวนาขออย่าให้สกุลเหอมีส่วนเกี่ยวข้อง องค์ชายแปดแบกรับเรื่องราวหนักหนามามากพอแล้ว แว่นไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องใจสลาย
“ตราบใดที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ทุกคนถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นะเพคะ”
“เจ้าจะทำอย่างไร ถ้าจับคนคนนั้นได้” องค์ชายแปดถาม
“ก็คงต้องสอบถามวัตถุประสงค์ก่อน”
“โง่หรือไง!” องค์ชายแปดตวาด “ใครจะไปยอมตอบดีๆ ถ้ามันอยากฆ่าเจ้าแต่บอกว่าแค่ตามดูพฤติกรรมจะทำอย่างไร”
“หม่อมฉันไม่คิดถึงขั้นนั้นหรอกเพคะ จับได้แล้วค่อยว่ากัน” แว่นตอบอย่างใจเย็นเสียจนคนฟังอยากแหกปากตะโกน
“เจ้า...” องค์ชายหรู่เผยยกมือขึ้นชี้หน้า ผลคือนางเอียงคอมองกลับมาด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทำให้คำตำหนิมลายหายไปสิ้น
องค์ชายแปดปฏิเสธไม่ได้ว่ากุ้ยฮวาชาญฉลาด แต่ในความเก่งกาจนี้ก็ยังมีความดื้อรั้นและบ้าบิ่นเกินสตรีอยู่ เขาโมโหนางที่กล้าเสี่ยง แต่ตอนนี้กลับโมโหตัวเองที่โวยวายเป็นคนบ้าด้วยเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตน
“ถ้าองค์ชายเป็นห่วงก็มาช่วยกันจับคนร้ายสิเพคะ” แว่นยังไม่ละความพยายาม
“เรื่องนี้ข้าจัดการเอง เจ้าไม่ต้องมายุ่ง”
“องค์ชายรับมือคนเดียวไม่ไหวหรอกเพคะ” แว่นวิจารณ์แบบไม่ไว้หน้า “วิทยายุทธ์ท่านเก่งกาจแค่ไหนกันเชียว ถ้าจะจัดการเองก็ต้องขอให้คนอื่นช่วย คนรอบตัวองค์ชายมีคนไว้ใจได้ด้วยเหรอเพคะ”
คำพูดของกุ้ยฮวาจี้ใจดำคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างแรง จางไห่เฝ้ามองสถานการณ์อย่างหวาดวิตก เขากลัวจริงๆ ว่าองค์ชายแปดจะระเบิดโทสะออกมา ใจหนึ่งจางไห่ก็อยากเตือนท่านหญิง แต่อีกใจก็ยังเชื่อมั่นว่านางรับมือกับสถานการณ์ขณะนี้ได้ จึงเม้มปากแน่น หายใจอย่างแผ่วเบา ทำตัวเหมือนไม่ได้อยู่ในที่นั้น
นับว่าจางไห่ตัดสินใจได้ถูกทีเดียว ท่านหญิงต่อว่าองค์ชายก็จริง แต่ต่อมาก็ใช้ไม้อ่อนพูดกับเด็กหนุ่มดีๆ
“องค์ชายไว้ใจคนอื่นไม่ได้ แต่หม่อมฉันไว้ใจองค์ชายนะเพคะ” แว่นยิ้มหวาน “มาช่วยหม่อมฉันเถิดนะเพคะ”
องค์ชายหรู่เผยผินตัวหนี พร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด
“ต่อว่าข้าเสียไม่มีดี ยังหน้าด้านมาให้ช่วยอีก ไม่มีวันหรอก”
“หม่อมฉันไม่ได้ต่อว่านะเพคะ เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อน” แว่นแก้ คราวนี้เค้าไม่อ่อนหรือตะล่อมดีๆ แล้ว แต่เอ่ยอย่างจริงจังแทน “ฟังนะเพคะ หม่อมฉันไม่หวังให้องค์ชายไปสู้รบปรบมือกับใครเพื่อหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันหวังให้องค์ชายปกป้อง”
เด็กแสบหูผึ่งกับคำว่า ‘หวังให้ปกป้อง’ จากที่กำลังเคืองเลยเอี้ยวตัวกลับมาถามว่ามีแผนการอะไร
“หม่อมฉันจะเป็นตัวล่อเพคะ เราสองคนไปเดินเล่นลับๆ ที่ไหนสักที่ ให้คนร้ายตามมา แล้วต่อจากนั้นค่อยให้ท่านจางไห่จัดการ”
องค์ชายแปดตวัดสายตาไปมองบุคคลที่สาม จางไห่รีบตีหน้านิ่งขณะที่ถูกองค์ชายหรู่เผยประเมินด้วยสายตา องค์รักษ์หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุดัน ชุดที่สวมเป็นเครื่องแบบองครักษ์หลวงบ่งบอกถึงฝีมือได้เป็นอย่างดี
“เจ้าไปได้ตัวคนคนนี้มาจากไหน ไว้ใจได้หรือเปล่า”
“ท่านจางไห่เป็นคนบอกว่ามีคนสะกดรอยหม่อมฉันเพคะ” แว่นไม่ได้บอกว่าเขาไว้ใจได้ เพราะสุดท้ายคนที่จะตัดสินก็คือองค์ชายแปด
เด็กหนุ่มเขม้นมององครักษ์ร่างสูงอีกอึดใจ คนคนนี้ไม่หลบตาเวลาคุยด้วย ท่าทางขวัญกล้าอย่างนักรบ คนรับใช้ขององค์ชายแปดไม่ค่อยมีแบบนี้มากนัก จึงรู้สึกดีด้วยมากกว่ามหาดเล็กที่อยู่รอบกาย
“ข้าจะเชื่อเจ้าสองคนสักครั้ง จงเตรียมใจเอาไว้ให้ดี ถ้ากล้าปั้นน้ำเป็นตัวหรือล้อเล่นไร้สาระเจ้าไม่ได้ตายดีแน่”
“เรื่องแบบนี้กระหม่อมไม่กล้าล้อเล่นแน่นอน ขอองค์ชายโปรดวางใจ” จางไห่ย้ำอย่างหนักแน่น
เมื่อมีตัวช่วยเพิ่มมาหนึ่ง แผนการดักจับคนร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น แว่นให้จางไห่ไปรอยังจุดนัดพบ ส่วนกุ้ยฮวากับองค์ชายแปดจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ทำเป็นบังเอิญไปที่นั่น ถ้ามีคนสะกดรอยตามจางไห่ที่ซุ่มดูอยู่ต้องเห็นแน่ ปัญหาคือในวังมีคนมาก แต่ละตำหนักหูตาเป็นสับปะรด จึงต้องเลือกสถานที่อย่างระมัดระวัง
“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ที่ปลอดทหารยาม คนร้ายจะได้ไม่ระวังตัวมาก” แว่นว่า
เรื่องสถานที่เขาให้จางไห่เป็นคนเลือกเพราะชายหนุ่มทำงานในวัง รู้ระบบการรักษาความปลอดภัยของที่นี่เป็นอย่างดี
“แถวกรมคลังดีไหมขอรับ แถวนั้นไม่มีคนเข้าออก ตกเย็นแล้วแทบจะร้าง”
“ไม่ดี กว่าจะไปถึงที่นั่นคงรู้กันทั้งวังแล้ว” องค์ชายแปดแย้ง “รอนี้เดี๋ยว”
เด็กหนุ่มวิ่งลงไปชั้นล่าง อึดใจก็กลับมาพร้อมกับแผนผังวังหลวง เขาชี้ให้ดูว่าจากหอตำราไปกรมคลังต้องผ่านกรมกองต่างๆ มากมาย อีกอย่างกุ้ยฮวากับเขามีคดีกันอยู่ ออกไปเตร็ดเตร่ด้วยกันกลางค่ำกลางคืน เรื่องรู้ถึงองค์ชายองค์อื่นคงรีบส่งคนมาช่วย เพราะคิดว่านางถูกแกล้ง
“ถ้าไม่ระวัง สุดที่รักของเจ้าได้ทำเสียแผนแน่”
‘สุดที่รักของกุ้ยฮวา’ คือองค์ชายห้าอย่างไม่ต้องสงสัย เขามักจะโผล่มาช่วยเสมอเวลาที่นางมีปัญหา แว่นกลัวว่าชายหนุ่มจะโผล่มาผิดจังหวะจึงไม่คัดค้าน
“แล้วจะไปที่ไหนกันดีเพคะ”
“ตรงนี้น่าจะได้” องค์ชายแปดชี้นิ้วไปที่เขตพระราชฐานชั้นกลางในส่วนที่เป็นสวนป่า “เราเลาะไปตามอุทยานฤดูร้อนได้ แถวนั้นไม่มีตำหนักหรือสิ่งปลูกสร้าง”
“ไม่ค่อยมีทหารยามไปเดินตรวจด้วยขอรับ” จางไห่ช่วยเสริม
ชายหนุ่มลืมไปเลยว่ามีพื้นที่ส่วนนี้อยู่ เพราะปกติจะรับผิดชอบแต่ในส่วนที่จำเป็นต้องมีเวรยามเป็นหลัก
“ข้าว่าเราทำจุดนัดพบให้จางไห่ไปดักรอหลายๆ ที่ก็ดีนะ” แว่นเสนอเผื่อเอาไว้ในกรณีที่คนร้ายอาจไม่โผล่ตัวมาให้เห็นเมื่อเดินผ่านจุดแรก
องค์ชายแปดกับจางไห่เห็นด้วยจึงเลือกจุดนัดพบเพิ่มอีกสองแห่ง โดยกุ้ยฮวากับเขาจะทำเป็นเดินเล่นอ้อมๆ ไปเรื่อยๆ ให้จางไห่ซ่อนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นรอพักหนึ่ง ถ้าไม่พบใครก็ให้ไปรอที่จุดที่สองได้เลย
“สรุปได้แล้วก็เริ่มลงมือกันเลย”
องค์ชายหรู่เผยอยากจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด การรู้ความจริงอาจทำให้เจ็บปวดแต่ก็ยังดีกว่าสงสัย
“อย่าเพิ่งใจร้อนสิเพคะ” แว่นรั้งเอาไว้ “ใกล้เที่ยงแล้ว ใจคอองค์ชายจะไม่ให้พวกเรากินอะไรกันก่อนเลยหรือ”
แผนการนี้กำหนดเวลาแน่นอนไม่ได้ แถมยังต้องเดินไกลมาก กุ้ยฮวาที่ร่างกายอ่อนแอไม่น่าจะรอด
“เรื่องมากจริง” องค์ชายแปดบ่น แต่ก็ยังสั่งคนให้ไปเตรียมอาหารมาให้
เด็กหนุ่มแอบดีใจอยู่วูบหนึ่งที่จะได้นั่งกินข้าวกับกุ้ยฮวา แต่ความดีใจนั้นก็หายไปเมื่อนางบอกให้เขากับจางไห่กินกันสองคน หญิงสาวไม่อยากให้มหาดเล็กขององค์ชายสงสัยว่ากำลังสมคบคิดอะไรกันอยู่
“หม่อมฉันจะไปรอที่อุทยานฤดูร้อน องค์ชายก็ระวังตัวหน่อยด้วยนะเพคะ หนีมหาดเล็กออกมาให้ได้ หม่อมฉันหวังพึ่งอยู่”
ตอนแรกแว่นไม่คิดดึงองค์ชายแปดมาเกี่ยวข้อง แต่ก็ทนปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ คนสกุลเหอกดดันจนเด็กหนุ่มสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง การที่เขาได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น น่าจะช่วยฟื้นฟูจิตใจได้บ้าง
อุทยานฤดูร้อนย่อมงดงามที่สุดในช่วงเวลาของมัน แต่ยามนี้เป็นช่วงเหมันต์ อากาศตรงกันข้ามกับที่พืชพันธุ์ส่วนใหญ่ชอบ บรรยากาศจึงดูแห้งแล้งห่อเหี่ยว มองไปทิศใดก็หาทิวทัศน์อันน่ารื่นรมย์ไม่พบ ถึงกระนั้นก็ยังมีคนออกมาเดินเล่น ไม่แค่กุ้ยฮวากับองค์ชายแปดที่วางแผนจับคนร้ายเท่านั้น บริเวณดงไม้ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลมีใครคนหนึ่งยืนอยู่
“ใครกันนะ” แว่นพึมพำเมื่อเห็นเขา
“ไม่รู้สิ” องค์ชายแปดว่า
จากตรงนี้มองเห็นไม่ชัด สังเกตจากที่ไม่สวมเครื่องแบบ แสดงว่าต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ก็พระญาติ
“ลองไปดูกันดีไหมเพคะ” แว่นชวน
ชายปริศนากำลังมุ่งหน้าไปทางที่พวกเขากำลังจะไปพอดี ถ้าเร่งฝีเท้าสักหน่อยอาจตามทัน
“เจ้านี่ขยันหาเรื่องเสียจริง”
แว่นยิ้มเมื่อโดนเด็กดุ องค์ชายแปดวางตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุให้เห็นหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหลุดความเป็นเด็กออกมาอยู่ เพิ่งเตือนว่าไม่ให้หาเรื่อง แต่ตัวเองกลับเร่งให้รีบเดินก่อนคนคนนั้นจะคลาดสายตา
ผู้ชายคนนั้นเดินเร็วมาก กุ้ยฮวาที่ขาสั้นแถมยังใส่รองเท้ากระถางจึงตามไปไม่ทัน พอเข้าไปในเขตสวนป่าที่รกชัฏเขาก็หายไปจากสายตา หนำซ้ำคนร่างกายอ่อนแอยังหอบจนต้องอ้าปากหายใจ
องค์ชายแปดไม่ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แต่ก็หยุดเดินเพื่อให้นางพัก เด็กหนุ่มกวาดตาจนเจอก้อนหินที่พอนั่งได้ จึงปัดเศษใบไม้ออกให้
“น่าจะรู้จักเจียมสังขารบ้าง ไปนั่งตรงนู้นไป” เด็กหนุ่มชี้นิ้ว
แว่นนั่งลงแต่โดยดี ระหว่างนั้นก็มองทางเท้าเล็กๆ ซึ่งมีร่องรอยการแผ้วถางทอดคดเคี้ยวไปในดงไม้
“ทางนั้นไปไหนเพคะ”
“ไม่ไปไหนทั้งนั้น เดินวนแล้วจะกลับมาที่เดิม แต่ถ้าเดินไปอีกหน่อยแล้วเลี้ยวออกนอกเส้นทางจะเจอกระท่อมผุๆ”
เมื่อครั้งยังเล็กองค์ชายแปดซุกซนเที่ยวสำรวจไปทั่ววัง เคยหนีพี่เลี้ยงออกจากอุทยานฤดูร้อนมาถึงที่นี่ บรรยากาศของสวนป่าเย็นเยือกวังเวง เขากลัวมากจึงหลับหูหลับตาวิ่งจนหลงไปเจอกระท่อม
“มาบ่อยหรือเพคะ”
“ไม่ ครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเจ็ดขวบ”
องค์ชายแปดย้อนมาที่นี่อีกครั้งเพื่อทดสอบความกล้า พอได้เห็นเต็มตาว่าเป็นแค่ที่รกร้างธรรมดาก็หมดความสนใจไม่ย่างกรายเข้ามาอีก
แว่นกำลังจะชมว่าเขาความจำดีแต่ชะงักไปเพราะนึกคุ้นกับทางเดินวกวนตรงหน้า
‘เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักที่ ไม่แน่กุ้ยฮวาอาจเคยไปตอนเด็ก’
“ขอไปดูตรงนั้นหน่อยนะเพคะ” แว่นก้าวยาวๆ ทั้งที่ยังไม่หายหอบ
เขาจำได้แล้วว่ากระท่อมที่องค์ชายแปดเอ่ยถึงอยู่ตรงไหน เดินตามทางเดินไปเรื่อยๆ จนเจอสนสามต้นที่ทอดเรียงกันค่อยเลี้ยวขวา ความรู้สึกแสนคิดถึงแล่นเข้ามาในใจเมื่อแว่นพบตัวอักษรที่ลำต้นสน ต้นตรงกลางซึ่งเล็กที่สุดสลักอักษรว่ากุ้ยฮวา ต้นทางซ้ายมีชื่อกุ้ยอี้ ส่วนทางขวาคือ...
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” องค์ชายรองโผล่มาจากด้านหลังต้นสนที่สลักชื่อเขา
ใช่แล้ว...อักษรบนต้นไม้เขียนว่า ‘จงเต๋อ’ ไม่ผิดแน่นอน ร่องรอยของมันดูเก่าพอประมาณ คาดว่าคงเกิดจากความซุกซนในวัยเด็กของทั้งสาม
แว่นไม่ทันตอบองค์ชายแปดก็ตามมาสมทบ เขาชะงักไปเช่นกันเมื่อเห็นพี่ชายรองยืนห่างไปไม่ไกล เด็กหนุ่มรู้ในทันทีว่าคนที่พวกเขาแอบตามมาคือองค์ชายรอง
องค์ชายจงเต๋อทำหน้าเคร่งใส่น้องชายคนเล็ก เขาปราดเข้ามายืนข้างกุ้ยฮวาอย่างปกป้อง ด้วยคิดว่าหญิงสาวถูกรังแก
“ข้ากับนางมาเดินเล่น” องค์ชายแปดเอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ ที่องค์ชายรองมองมาเหมือนตนเป็นอันธพาล
แว่นอ่านบรรยากาศออกจึงช่วยพูดไม่ให้พี่น้องเข้าใจผิด
“หม่อมฉันเป็นคนชวนองค์ชายแปดออกมาเองเพคะ บังเอิญเจอกันเลยเดินเล่นคุยเรื่อยเปื่อยมาไกลถึงนี่”
องค์ชายหรู่เผยยิ้มอย่างพอใจที่กุ้ยฮวาเข้าข้าง แต่ก็ยิ้มได้อึดใจเท่านั้นเพราะพี่ชายรองยังคงทำท่าเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่นางพูด
“อากาศเย็นไม่เหมาะแก่การเดินเล่น ข้าจะไปส่ง”
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันอยากเดินออกกำลังกาย ตั้งใจจะเดินวนรอบสวนป่าสักรอบแล้วค่อยกลับ” แว่นรีบปฏิเสธความหวังดี
อีกนิดเดียวก็จะถึงจุดที่นัดแนะกันไว้กับจางไห่แล้ว เขาไม่อยากให้แผนการผิดพลาด
“อย่าดื้อสิ ถ้าป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร” ชายหนุ่มเตือน
น้ำเสียงขององค์ชายรองเต็มไปด้วยความห่วงใยและรักใคร่เสียจนคนมองหงุดหงิด ขนาดองค์ชายแปดไม่เคยสังเกตยังรู้เลยว่าพี่รองดีกับกุ้ยฮวาเป็นพิเศษ
‘เสน่ห์แรงจนน่ารำคาญ’
“หม่อมฉันแข็งแรงดีเพคะ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย”
“แข็งแรงแต่หน้าเจ้าซีดมาก” องค์ชายจงเต๋อโน้มกายลงมามอง
ความอดทนของน้องเล็กอารมณ์ร้อนสิ้นสุดในตอนนี้ เด็กหนุ่มตรงเข้าไปคว้ามือของกุ้ยฮวาแล้วดึงตัวให้ถอยห่างจากพี่ชายรอง
“นางมากับข้า ข้าจะดูแลนางเอง”
แว่นตั้งใจจะบอกว่าสมัครใจกลับกับองค์ชายแปด แต่กลับพูดไม่ออกเพราะถูกอารมณ์วิงเวียนจู่โจมกะทันหัน คืนเทศกาลรำลึกเขานอนดึก วันนี้ยังตื่นก่อนไก่โห่เพื่อให้มาทันร่วมโต๊ะเสวย พอรวมกับการฝืนออกแรงมากกว่าปรกติร่างกายอันแสนบอบบางจึงได้รับผลกระทบ
“หม่อมฉัน...จะเป็นลม...”
พูดไม่ทันขาดคำก็ร่วง เขาได้ยินเสียงองค์ชายแปดเรียกด้วยความตกใจ ตามมาด้วยเสียงองค์ชายรองตะโกนดังๆ ว่า ‘หลีก!’ จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
แว่นมีสติฟื้นขึ้นมาในห้องห้องหนึ่ง บนตัวเขามีผ้าห่มผืนบางกับเสื้อคลุมสีเข้มขององค์ชายรอง ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างๆ สายตาเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แว่นหยัดตัวลุกขึ้นแต่ถูกห้ามให้นอนนิ่งๆ ก่อน
“อีกเดี๋ยวชาร้อนก็ได้แล้ว ค่อยลุกมาดื่มตอนนั้นนะ”
“ที่นี่...” แว่นอยากถามว่าที่นี่ที่ไหน แต่พอจะเอ่ยออกไปคำตอบมันก็ลอยเข้ามาในหัว
‘ตำหนักไม้’ คือสถานที่ที่แว่นกำลังอยู่ในขณะนี้ มันเก่าก็จริงแต่ห่างไกลคำว่ากระท่อมผุๆ มากโข เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเรือนชั้นเดียวของผู้มีอันจะกิน ภายในยามนี้สะอาดสะอ้าน เหมือนมีคนอยู่อาศัยไม่ก็ขยันปัดกวาด เมื่อก่อนกุ้ยฮวากับกุ้ยอี้เลยมาที่นี่บ่อยๆ องค์ชายรองก็ด้วย แล้วก็คุณป้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นเจ้าของตำหนัก แต่นางเป็นใครชื่ออะไร นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
แว่นหน้าเบ้เมื่อเค้นสมองแล้วเกิดอาการปวดแปลบที่ศีรษะ อยู่ๆ มือก็เย็นเฉียบและเริ่มมีเหงื่อออก ใจสั่นอย่างไม่มีสาเหตุ จะว่าป่วยก็ไม่ใช่ เหมือนพรั่นพรึงต่อบางสิ่งอยู่ลึกๆ มากกว่า แว่นนึกอยากวิ่งหนีออกไปจากที่นี่อย่างไร้เหตุผล จนต้องขยุ้มผ้าห่มแน่นเพื่อควบคุมตัวเอง
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะปกป้องเจ้าเอง” องค์ชายรองปลอบ
ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ว่าอาการผิดปกติของกุ้ยฮวาเกิดเพราะสิ่งใด เขาขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยและโอบตัวหญิงสาวให้พิงซบตัวเองแล้วลูบบ่าปลอบ พอมือนางคลายออกจากผ้าห่มก็คว้ามากุมไว้ แว่นไม่ขัดขืน ใจมันสงบลงอยากประหลาดเมื่อได้รับการปลอบโยนเช่นนี้
สักอึดใจใหญ่ก็มีหญิงวัยกลางคนยกน้ำชามาให้ นางมองตรงมาที่มือของสองหนุ่มสาว แต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดทำเพียงค้อมตัวให้แล้วยืนรอคำสั่ง
“ดื่มน้ำหน่อยนะ พี่สั่งให้ชงอย่างอ่อน เป็นชาสมุนไพรที่เจ้าดื่มได้” องค์ชายรองใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวมีโรคประจำตัว
ชายหนุ่มประคองกุ้ยฮวาให้ลุกขึ้นนั่ง เขารินชาด้วยตัวเอง เป่าให้มันเย็นก่อนแล้วค่อยส่งให้
“ขอบพระทัยเพคะ” กุ้ยฮวารับมาดื่ม แล้วก็ต้องประหลาดใจที่มันหวาน
“พี่ให้ใส่น้ำตาลลงไปด้วย ดื่มแล้วจะได้สดชื่น”
แว่นเป็นลมเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ การได้จิบชาหวานจึงช่วยได้มาก เขาขอบคุณองค์ชายรองอีกครั้ง ก่อนจะถามถึงองค์ชายแปด
“น้องแปดไปตามหมอ”
ทีแรกเด็กหนุ่มจะช่วยอุ้มกุ้ยฮวาออกจากป่าแต่ว่าช้ากว่าพี่ชาย องค์ชายรองฉวยจังหวะที่น้องกำลังตกใจ คว้าหญิงสาวไปจากอ้อมแขนแล้วเดินดุ่มๆ พามานอนพักในตำหนักไม้ องค์ชายแปดตามมาโวยวายว่าจะช่วยนางเอง เลยโดนดุว่าถ้าอยากช่วยก็ให้ไปตามหมอ องค์ชายหรู่เผยไม่พอใจที่ถูกสั่งแต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม
“หม่อมฉันนี่แย่จริงๆ ทำให้ทุกคนเดือดร้อนไปกันหมด” แว่นเอ่ยอย่างรู้สึกผิด
ยาตัวใหม่ของหลิ่งปินได้ผลดี แว่นเลยเผลอลำพองใจคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรง่ายๆ
“การป่วยไข้ไม่ใช่ความผิด นอนพักอีกสักนิดนะ อีกสักชั่วยามถ้าน้องแปดยังไม่มา พี่จะพาเจ้ากลับเอง”
แว่นล้มตัวลงนอนแต่ไม่หลับตา เขามององค์ชายผู้อ่อนโยนด้วยความกังขา ผู้ชายคนนี้ดูเปิดเผย แต่ก็ดูลึกลับในหลายๆ แง่ แว่นเลยตัดสินใจถามว่าช่วงที่ผ่านมาเขาหายไปไหน
“พี่อยู่ที่นี่เกือบตลอด”
“ที่นี่หรือเพคะ” แว่นทำท่าประหลาดใจ เขามีตำหนักอันแสนสวยงามอยู่ ทำไมจึงเร้นกายมาอยู่ในสถานที่ที่แทบไม่มีใครรู้จักอย่างนี้
“พี่มาก็เพราะ...”
ไม่ทันได้ตอบบานประตูก็ถูกผลักออก แว่นคิดว่าเป็นองค์ชายแปดกับหมอ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นกุ้ยอี้ พี่ชายคนดีวิ่งหน้าตื่นมาหา พอมาถึงก็โผเข้ามาซักถามอาการอย่างที่เคย
การกระทำของเขาเปิดสวิชต์ความทรงจำให้ไหลย้อนกลับ แว่นจำได้แล้วว่าเคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างนี้เกิดขึ้น ไม่แน่ว่าบางทีมันอาจเป็นต้นเหตุของความบาดหมางระหว่างองค์ชายรองกับกุ้ยอี้
-โปรดติดตามตอนต่อไป-
สวัสดีตอนดึกค่ะ
หลายคนคงเริ่มสังเกตได้ว่า
ภาคหยกตะวันจะเป็นการเล่าความสัมพันธ์ในอดีตของตัวละคะค่ะ
ใครรักเกลียดใครเพราะอะไรยังไงได้รู้กันในภาคนี้ค่ะ
ใกล้เฉลยปมแล้วว่าทำไมชายรองกับพี่อี้ถึงผิดใจกัน
เรื่องชายห้าทำไมถึงคิดว่ากุ้ยฮวาเกลียดก็อยู่ในภาคนี้ค่ะ
ส่วนแว่นยังคงงานเข้าแบบท็อปฟอร์มต่อไปจนจบภาค 5555
ภาคนี้ไม่เยอะนะคะประมาณ 12 ตอน
แล้วเราจะมาเริ่ด เชิด โหดกับเจ้ในภาคลำนำผีเสื้อโลหิตกันต่อ
โบราณกล่าวเอาไว้ ‘การตั้งรับที่ดีที่สุดก็คือการรุก’ ดังนั้นแว่นจึงตั้งใจจับตัวคนที่ตามสะกดรอยให้ได้ ในเมื่อใครบางคนต้องการให้เขาใช้ชีวิตในฐานะของกุ้ยฮวาจนกว่าจะสิ้นอายุขัย แว่นก็จะขอลิขิตชีวิตตัวเองด้วยการไม่ทำตัวเป็นคนขี้ขลาด ความระมัดระวังสำคัญก็จริง แต่ถ้ามันมากเกินไปจนกลายเป็นความหวาดระแวง ชีวิตใหม่ที่ได้รับมาคงไร้ค่า
องค์ชายแปดเบิกตากว้างเมื่อได้ฟัง แว่นคาดว่าเด็กหนุ่มจะรับคำอย่างกระตือรือร้น แต่เปล่าเลย เขากลับตวาดด้วยเสียงอันดัง
“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร!”
ทั้งแว่นและจางไห่พร้อมใจกันสะดุ้ง จางไห่ได้ยินกิตติศัพท์ขององค์ชายผู้นี้มาว่าอารมณ์ร้อนเอาแต่ใจ จึงปราดเข้ามายืนข้างกุ้ยฮวา เผื่อว่ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือ
“หม่อมฉันดูเหมือนคนบ้าขนาดนั้นเชียว” แว่นย้อนคนที่ขึ้นเสียงใส่
เขาไม่เคยกลัวโทสะของเด็กหนุ่ม จึงทำเป็นยั่วโมโหให้อีกฝ่ายเผยความรู้สึกออกมาว่าเหตุใดจึงโกรธ
“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า รู้ตัวหรือเปล่ากำลังทำอะไร” องค์ชายแปดกำหมัดแน่น ใบหน้าเขาขมวดขึง เสียจนคนมองเมื่อยแทน
“หม่อมฉันทราบดีเพคะ” แว่นตอบอย่างใจเย็น
“เจ้าไม่รู้หรอก...ไม่มีวันรู้” องค์ชายแปดแค่นเสียง
สายตาของเขายามนี้มองกุ้ยฮวาอย่างสตรีไร้เดียงสาผู้อ่อนต่อโลก แว่นเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อมองเห็นสายตาขององค์ชายหรู่เผย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นความเศร้าที่ปะปนมากับโทสะ
‘บางทีเราอาจไม่รู้อย่างที่เด็กนี่พูดจริงๆ ก็ได้’
“องค์ชายรู้หรือเพคะว่าหม่อมฉันกำลังถูกใครจับตาดู”
ครานี้เป็นคราวที่องค์ชายแปดต้องสะดุ้งบ้าง เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีแล้วปฏิเสธเสียงห้วน
“ข้าไม่รู้!”
ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจขององค์ชายหรู่เผยคือสนมเหอ ท่านแม่กล้าส่งมือสังหารไปจัดการกุ้ยฮวา แล้วทำไมจะไม่กล้าให้คนตามดูนาง
‘ท่านแม่กำลังทำอะไร ไหนสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับกุ้ยฮวาแล้ว หรือจะเป็นคนอื่น’ เด็กหนุ่มคิดอย่างสับสนและความสับสนนี้ก็แสดงออกมาทางสีหน้า
องค์ชายแปดเป็นคนอ่านง่ายและแว่นก็ช่างสังเกตพอจะเดาความคิดเขาได้บางส่วน จึงรู้ว่าเด็กหนุ่มคิดว่าทางสกุลเหอส่งคนมา แม้จะเกเรองค์ชายแปดก็ยังยึดติดกับคำว่าลูกผู้ชาย เขาหยิ่งทระนงในเกียรติของตัวเอง คงรับไม่ได้กระมังที่สกุลเหอทำเรื่องต่ำช้า
‘คงสงสัยแม่ตัวเองอยู่’
แว่นทราบดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกไม่ค่อยดีนัก องค์ชายหกเคยหลุดปากออกมาครั้งหนึ่งว่ารู้สึกเหมือนสนมเหอทำเรื่องร้ายแรง ให้โอรสต้องอับอายและเจ็บปวด
“อาจจะไม่ใช่คนที่องค์ชายคิดก็ได้เพคะ” แว่นโพล่งออกมา
นี่เป็นครั้งแรกที่แว่นภาวนาขออย่าให้สกุลเหอมีส่วนเกี่ยวข้อง องค์ชายแปดแบกรับเรื่องราวหนักหนามามากพอแล้ว แว่นไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องใจสลาย
“ตราบใดที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ทุกคนถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นะเพคะ”
“เจ้าจะทำอย่างไร ถ้าจับคนคนนั้นได้” องค์ชายแปดถาม
“ก็คงต้องสอบถามวัตถุประสงค์ก่อน”
“โง่หรือไง!” องค์ชายแปดตวาด “ใครจะไปยอมตอบดีๆ ถ้ามันอยากฆ่าเจ้าแต่บอกว่าแค่ตามดูพฤติกรรมจะทำอย่างไร”
“หม่อมฉันไม่คิดถึงขั้นนั้นหรอกเพคะ จับได้แล้วค่อยว่ากัน” แว่นตอบอย่างใจเย็นเสียจนคนฟังอยากแหกปากตะโกน
“เจ้า...” องค์ชายหรู่เผยยกมือขึ้นชี้หน้า ผลคือนางเอียงคอมองกลับมาด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทำให้คำตำหนิมลายหายไปสิ้น
องค์ชายแปดปฏิเสธไม่ได้ว่ากุ้ยฮวาชาญฉลาด แต่ในความเก่งกาจนี้ก็ยังมีความดื้อรั้นและบ้าบิ่นเกินสตรีอยู่ เขาโมโหนางที่กล้าเสี่ยง แต่ตอนนี้กลับโมโหตัวเองที่โวยวายเป็นคนบ้าด้วยเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตน
“ถ้าองค์ชายเป็นห่วงก็มาช่วยกันจับคนร้ายสิเพคะ” แว่นยังไม่ละความพยายาม
“เรื่องนี้ข้าจัดการเอง เจ้าไม่ต้องมายุ่ง”
“องค์ชายรับมือคนเดียวไม่ไหวหรอกเพคะ” แว่นวิจารณ์แบบไม่ไว้หน้า “วิทยายุทธ์ท่านเก่งกาจแค่ไหนกันเชียว ถ้าจะจัดการเองก็ต้องขอให้คนอื่นช่วย คนรอบตัวองค์ชายมีคนไว้ใจได้ด้วยเหรอเพคะ”
คำพูดของกุ้ยฮวาจี้ใจดำคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างแรง จางไห่เฝ้ามองสถานการณ์อย่างหวาดวิตก เขากลัวจริงๆ ว่าองค์ชายแปดจะระเบิดโทสะออกมา ใจหนึ่งจางไห่ก็อยากเตือนท่านหญิง แต่อีกใจก็ยังเชื่อมั่นว่านางรับมือกับสถานการณ์ขณะนี้ได้ จึงเม้มปากแน่น หายใจอย่างแผ่วเบา ทำตัวเหมือนไม่ได้อยู่ในที่นั้น
นับว่าจางไห่ตัดสินใจได้ถูกทีเดียว ท่านหญิงต่อว่าองค์ชายก็จริง แต่ต่อมาก็ใช้ไม้อ่อนพูดกับเด็กหนุ่มดีๆ
“องค์ชายไว้ใจคนอื่นไม่ได้ แต่หม่อมฉันไว้ใจองค์ชายนะเพคะ” แว่นยิ้มหวาน “มาช่วยหม่อมฉันเถิดนะเพคะ”
องค์ชายหรู่เผยผินตัวหนี พร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด
“ต่อว่าข้าเสียไม่มีดี ยังหน้าด้านมาให้ช่วยอีก ไม่มีวันหรอก”
“หม่อมฉันไม่ได้ต่อว่านะเพคะ เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อน” แว่นแก้ คราวนี้เค้าไม่อ่อนหรือตะล่อมดีๆ แล้ว แต่เอ่ยอย่างจริงจังแทน “ฟังนะเพคะ หม่อมฉันไม่หวังให้องค์ชายไปสู้รบปรบมือกับใครเพื่อหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันหวังให้องค์ชายปกป้อง”
เด็กแสบหูผึ่งกับคำว่า ‘หวังให้ปกป้อง’ จากที่กำลังเคืองเลยเอี้ยวตัวกลับมาถามว่ามีแผนการอะไร
“หม่อมฉันจะเป็นตัวล่อเพคะ เราสองคนไปเดินเล่นลับๆ ที่ไหนสักที่ ให้คนร้ายตามมา แล้วต่อจากนั้นค่อยให้ท่านจางไห่จัดการ”
องค์ชายแปดตวัดสายตาไปมองบุคคลที่สาม จางไห่รีบตีหน้านิ่งขณะที่ถูกองค์ชายหรู่เผยประเมินด้วยสายตา องค์รักษ์หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุดัน ชุดที่สวมเป็นเครื่องแบบองครักษ์หลวงบ่งบอกถึงฝีมือได้เป็นอย่างดี
“เจ้าไปได้ตัวคนคนนี้มาจากไหน ไว้ใจได้หรือเปล่า”
“ท่านจางไห่เป็นคนบอกว่ามีคนสะกดรอยหม่อมฉันเพคะ” แว่นไม่ได้บอกว่าเขาไว้ใจได้ เพราะสุดท้ายคนที่จะตัดสินก็คือองค์ชายแปด
เด็กหนุ่มเขม้นมององครักษ์ร่างสูงอีกอึดใจ คนคนนี้ไม่หลบตาเวลาคุยด้วย ท่าทางขวัญกล้าอย่างนักรบ คนรับใช้ขององค์ชายแปดไม่ค่อยมีแบบนี้มากนัก จึงรู้สึกดีด้วยมากกว่ามหาดเล็กที่อยู่รอบกาย
“ข้าจะเชื่อเจ้าสองคนสักครั้ง จงเตรียมใจเอาไว้ให้ดี ถ้ากล้าปั้นน้ำเป็นตัวหรือล้อเล่นไร้สาระเจ้าไม่ได้ตายดีแน่”
“เรื่องแบบนี้กระหม่อมไม่กล้าล้อเล่นแน่นอน ขอองค์ชายโปรดวางใจ” จางไห่ย้ำอย่างหนักแน่น
เมื่อมีตัวช่วยเพิ่มมาหนึ่ง แผนการดักจับคนร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น แว่นให้จางไห่ไปรอยังจุดนัดพบ ส่วนกุ้ยฮวากับองค์ชายแปดจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ทำเป็นบังเอิญไปที่นั่น ถ้ามีคนสะกดรอยตามจางไห่ที่ซุ่มดูอยู่ต้องเห็นแน่ ปัญหาคือในวังมีคนมาก แต่ละตำหนักหูตาเป็นสับปะรด จึงต้องเลือกสถานที่อย่างระมัดระวัง
“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ที่ปลอดทหารยาม คนร้ายจะได้ไม่ระวังตัวมาก” แว่นว่า
เรื่องสถานที่เขาให้จางไห่เป็นคนเลือกเพราะชายหนุ่มทำงานในวัง รู้ระบบการรักษาความปลอดภัยของที่นี่เป็นอย่างดี
“แถวกรมคลังดีไหมขอรับ แถวนั้นไม่มีคนเข้าออก ตกเย็นแล้วแทบจะร้าง”
“ไม่ดี กว่าจะไปถึงที่นั่นคงรู้กันทั้งวังแล้ว” องค์ชายแปดแย้ง “รอนี้เดี๋ยว”
เด็กหนุ่มวิ่งลงไปชั้นล่าง อึดใจก็กลับมาพร้อมกับแผนผังวังหลวง เขาชี้ให้ดูว่าจากหอตำราไปกรมคลังต้องผ่านกรมกองต่างๆ มากมาย อีกอย่างกุ้ยฮวากับเขามีคดีกันอยู่ ออกไปเตร็ดเตร่ด้วยกันกลางค่ำกลางคืน เรื่องรู้ถึงองค์ชายองค์อื่นคงรีบส่งคนมาช่วย เพราะคิดว่านางถูกแกล้ง
“ถ้าไม่ระวัง สุดที่รักของเจ้าได้ทำเสียแผนแน่”
‘สุดที่รักของกุ้ยฮวา’ คือองค์ชายห้าอย่างไม่ต้องสงสัย เขามักจะโผล่มาช่วยเสมอเวลาที่นางมีปัญหา แว่นกลัวว่าชายหนุ่มจะโผล่มาผิดจังหวะจึงไม่คัดค้าน
“แล้วจะไปที่ไหนกันดีเพคะ”
“ตรงนี้น่าจะได้” องค์ชายแปดชี้นิ้วไปที่เขตพระราชฐานชั้นกลางในส่วนที่เป็นสวนป่า “เราเลาะไปตามอุทยานฤดูร้อนได้ แถวนั้นไม่มีตำหนักหรือสิ่งปลูกสร้าง”
“ไม่ค่อยมีทหารยามไปเดินตรวจด้วยขอรับ” จางไห่ช่วยเสริม
ชายหนุ่มลืมไปเลยว่ามีพื้นที่ส่วนนี้อยู่ เพราะปกติจะรับผิดชอบแต่ในส่วนที่จำเป็นต้องมีเวรยามเป็นหลัก
“ข้าว่าเราทำจุดนัดพบให้จางไห่ไปดักรอหลายๆ ที่ก็ดีนะ” แว่นเสนอเผื่อเอาไว้ในกรณีที่คนร้ายอาจไม่โผล่ตัวมาให้เห็นเมื่อเดินผ่านจุดแรก
องค์ชายแปดกับจางไห่เห็นด้วยจึงเลือกจุดนัดพบเพิ่มอีกสองแห่ง โดยกุ้ยฮวากับเขาจะทำเป็นเดินเล่นอ้อมๆ ไปเรื่อยๆ ให้จางไห่ซ่อนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นรอพักหนึ่ง ถ้าไม่พบใครก็ให้ไปรอที่จุดที่สองได้เลย
“สรุปได้แล้วก็เริ่มลงมือกันเลย”
องค์ชายหรู่เผยอยากจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด การรู้ความจริงอาจทำให้เจ็บปวดแต่ก็ยังดีกว่าสงสัย
“อย่าเพิ่งใจร้อนสิเพคะ” แว่นรั้งเอาไว้ “ใกล้เที่ยงแล้ว ใจคอองค์ชายจะไม่ให้พวกเรากินอะไรกันก่อนเลยหรือ”
แผนการนี้กำหนดเวลาแน่นอนไม่ได้ แถมยังต้องเดินไกลมาก กุ้ยฮวาที่ร่างกายอ่อนแอไม่น่าจะรอด
“เรื่องมากจริง” องค์ชายแปดบ่น แต่ก็ยังสั่งคนให้ไปเตรียมอาหารมาให้
เด็กหนุ่มแอบดีใจอยู่วูบหนึ่งที่จะได้นั่งกินข้าวกับกุ้ยฮวา แต่ความดีใจนั้นก็หายไปเมื่อนางบอกให้เขากับจางไห่กินกันสองคน หญิงสาวไม่อยากให้มหาดเล็กขององค์ชายสงสัยว่ากำลังสมคบคิดอะไรกันอยู่
“หม่อมฉันจะไปรอที่อุทยานฤดูร้อน องค์ชายก็ระวังตัวหน่อยด้วยนะเพคะ หนีมหาดเล็กออกมาให้ได้ หม่อมฉันหวังพึ่งอยู่”
ตอนแรกแว่นไม่คิดดึงองค์ชายแปดมาเกี่ยวข้อง แต่ก็ทนปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ คนสกุลเหอกดดันจนเด็กหนุ่มสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง การที่เขาได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น น่าจะช่วยฟื้นฟูจิตใจได้บ้าง
อุทยานฤดูร้อนย่อมงดงามที่สุดในช่วงเวลาของมัน แต่ยามนี้เป็นช่วงเหมันต์ อากาศตรงกันข้ามกับที่พืชพันธุ์ส่วนใหญ่ชอบ บรรยากาศจึงดูแห้งแล้งห่อเหี่ยว มองไปทิศใดก็หาทิวทัศน์อันน่ารื่นรมย์ไม่พบ ถึงกระนั้นก็ยังมีคนออกมาเดินเล่น ไม่แค่กุ้ยฮวากับองค์ชายแปดที่วางแผนจับคนร้ายเท่านั้น บริเวณดงไม้ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลมีใครคนหนึ่งยืนอยู่
“ใครกันนะ” แว่นพึมพำเมื่อเห็นเขา
“ไม่รู้สิ” องค์ชายแปดว่า
จากตรงนี้มองเห็นไม่ชัด สังเกตจากที่ไม่สวมเครื่องแบบ แสดงว่าต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ก็พระญาติ
“ลองไปดูกันดีไหมเพคะ” แว่นชวน
ชายปริศนากำลังมุ่งหน้าไปทางที่พวกเขากำลังจะไปพอดี ถ้าเร่งฝีเท้าสักหน่อยอาจตามทัน
“เจ้านี่ขยันหาเรื่องเสียจริง”
แว่นยิ้มเมื่อโดนเด็กดุ องค์ชายแปดวางตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุให้เห็นหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหลุดความเป็นเด็กออกมาอยู่ เพิ่งเตือนว่าไม่ให้หาเรื่อง แต่ตัวเองกลับเร่งให้รีบเดินก่อนคนคนนั้นจะคลาดสายตา
ผู้ชายคนนั้นเดินเร็วมาก กุ้ยฮวาที่ขาสั้นแถมยังใส่รองเท้ากระถางจึงตามไปไม่ทัน พอเข้าไปในเขตสวนป่าที่รกชัฏเขาก็หายไปจากสายตา หนำซ้ำคนร่างกายอ่อนแอยังหอบจนต้องอ้าปากหายใจ
องค์ชายแปดไม่ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แต่ก็หยุดเดินเพื่อให้นางพัก เด็กหนุ่มกวาดตาจนเจอก้อนหินที่พอนั่งได้ จึงปัดเศษใบไม้ออกให้
“น่าจะรู้จักเจียมสังขารบ้าง ไปนั่งตรงนู้นไป” เด็กหนุ่มชี้นิ้ว
แว่นนั่งลงแต่โดยดี ระหว่างนั้นก็มองทางเท้าเล็กๆ ซึ่งมีร่องรอยการแผ้วถางทอดคดเคี้ยวไปในดงไม้
“ทางนั้นไปไหนเพคะ”
“ไม่ไปไหนทั้งนั้น เดินวนแล้วจะกลับมาที่เดิม แต่ถ้าเดินไปอีกหน่อยแล้วเลี้ยวออกนอกเส้นทางจะเจอกระท่อมผุๆ”
เมื่อครั้งยังเล็กองค์ชายแปดซุกซนเที่ยวสำรวจไปทั่ววัง เคยหนีพี่เลี้ยงออกจากอุทยานฤดูร้อนมาถึงที่นี่ บรรยากาศของสวนป่าเย็นเยือกวังเวง เขากลัวมากจึงหลับหูหลับตาวิ่งจนหลงไปเจอกระท่อม
“มาบ่อยหรือเพคะ”
“ไม่ ครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเจ็ดขวบ”
องค์ชายแปดย้อนมาที่นี่อีกครั้งเพื่อทดสอบความกล้า พอได้เห็นเต็มตาว่าเป็นแค่ที่รกร้างธรรมดาก็หมดความสนใจไม่ย่างกรายเข้ามาอีก
แว่นกำลังจะชมว่าเขาความจำดีแต่ชะงักไปเพราะนึกคุ้นกับทางเดินวกวนตรงหน้า
‘เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักที่ ไม่แน่กุ้ยฮวาอาจเคยไปตอนเด็ก’
“ขอไปดูตรงนั้นหน่อยนะเพคะ” แว่นก้าวยาวๆ ทั้งที่ยังไม่หายหอบ
เขาจำได้แล้วว่ากระท่อมที่องค์ชายแปดเอ่ยถึงอยู่ตรงไหน เดินตามทางเดินไปเรื่อยๆ จนเจอสนสามต้นที่ทอดเรียงกันค่อยเลี้ยวขวา ความรู้สึกแสนคิดถึงแล่นเข้ามาในใจเมื่อแว่นพบตัวอักษรที่ลำต้นสน ต้นตรงกลางซึ่งเล็กที่สุดสลักอักษรว่ากุ้ยฮวา ต้นทางซ้ายมีชื่อกุ้ยอี้ ส่วนทางขวาคือ...
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” องค์ชายรองโผล่มาจากด้านหลังต้นสนที่สลักชื่อเขา
ใช่แล้ว...อักษรบนต้นไม้เขียนว่า ‘จงเต๋อ’ ไม่ผิดแน่นอน ร่องรอยของมันดูเก่าพอประมาณ คาดว่าคงเกิดจากความซุกซนในวัยเด็กของทั้งสาม
แว่นไม่ทันตอบองค์ชายแปดก็ตามมาสมทบ เขาชะงักไปเช่นกันเมื่อเห็นพี่ชายรองยืนห่างไปไม่ไกล เด็กหนุ่มรู้ในทันทีว่าคนที่พวกเขาแอบตามมาคือองค์ชายรอง
องค์ชายจงเต๋อทำหน้าเคร่งใส่น้องชายคนเล็ก เขาปราดเข้ามายืนข้างกุ้ยฮวาอย่างปกป้อง ด้วยคิดว่าหญิงสาวถูกรังแก
“ข้ากับนางมาเดินเล่น” องค์ชายแปดเอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ ที่องค์ชายรองมองมาเหมือนตนเป็นอันธพาล
แว่นอ่านบรรยากาศออกจึงช่วยพูดไม่ให้พี่น้องเข้าใจผิด
“หม่อมฉันเป็นคนชวนองค์ชายแปดออกมาเองเพคะ บังเอิญเจอกันเลยเดินเล่นคุยเรื่อยเปื่อยมาไกลถึงนี่”
องค์ชายหรู่เผยยิ้มอย่างพอใจที่กุ้ยฮวาเข้าข้าง แต่ก็ยิ้มได้อึดใจเท่านั้นเพราะพี่ชายรองยังคงทำท่าเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่นางพูด
“อากาศเย็นไม่เหมาะแก่การเดินเล่น ข้าจะไปส่ง”
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันอยากเดินออกกำลังกาย ตั้งใจจะเดินวนรอบสวนป่าสักรอบแล้วค่อยกลับ” แว่นรีบปฏิเสธความหวังดี
อีกนิดเดียวก็จะถึงจุดที่นัดแนะกันไว้กับจางไห่แล้ว เขาไม่อยากให้แผนการผิดพลาด
“อย่าดื้อสิ ถ้าป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร” ชายหนุ่มเตือน
น้ำเสียงขององค์ชายรองเต็มไปด้วยความห่วงใยและรักใคร่เสียจนคนมองหงุดหงิด ขนาดองค์ชายแปดไม่เคยสังเกตยังรู้เลยว่าพี่รองดีกับกุ้ยฮวาเป็นพิเศษ
‘เสน่ห์แรงจนน่ารำคาญ’
“หม่อมฉันแข็งแรงดีเพคะ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย”
“แข็งแรงแต่หน้าเจ้าซีดมาก” องค์ชายจงเต๋อโน้มกายลงมามอง
ความอดทนของน้องเล็กอารมณ์ร้อนสิ้นสุดในตอนนี้ เด็กหนุ่มตรงเข้าไปคว้ามือของกุ้ยฮวาแล้วดึงตัวให้ถอยห่างจากพี่ชายรอง
“นางมากับข้า ข้าจะดูแลนางเอง”
แว่นตั้งใจจะบอกว่าสมัครใจกลับกับองค์ชายแปด แต่กลับพูดไม่ออกเพราะถูกอารมณ์วิงเวียนจู่โจมกะทันหัน คืนเทศกาลรำลึกเขานอนดึก วันนี้ยังตื่นก่อนไก่โห่เพื่อให้มาทันร่วมโต๊ะเสวย พอรวมกับการฝืนออกแรงมากกว่าปรกติร่างกายอันแสนบอบบางจึงได้รับผลกระทบ
“หม่อมฉัน...จะเป็นลม...”
พูดไม่ทันขาดคำก็ร่วง เขาได้ยินเสียงองค์ชายแปดเรียกด้วยความตกใจ ตามมาด้วยเสียงองค์ชายรองตะโกนดังๆ ว่า ‘หลีก!’ จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
แว่นมีสติฟื้นขึ้นมาในห้องห้องหนึ่ง บนตัวเขามีผ้าห่มผืนบางกับเสื้อคลุมสีเข้มขององค์ชายรอง ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างๆ สายตาเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แว่นหยัดตัวลุกขึ้นแต่ถูกห้ามให้นอนนิ่งๆ ก่อน
“อีกเดี๋ยวชาร้อนก็ได้แล้ว ค่อยลุกมาดื่มตอนนั้นนะ”
“ที่นี่...” แว่นอยากถามว่าที่นี่ที่ไหน แต่พอจะเอ่ยออกไปคำตอบมันก็ลอยเข้ามาในหัว
‘ตำหนักไม้’ คือสถานที่ที่แว่นกำลังอยู่ในขณะนี้ มันเก่าก็จริงแต่ห่างไกลคำว่ากระท่อมผุๆ มากโข เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเรือนชั้นเดียวของผู้มีอันจะกิน ภายในยามนี้สะอาดสะอ้าน เหมือนมีคนอยู่อาศัยไม่ก็ขยันปัดกวาด เมื่อก่อนกุ้ยฮวากับกุ้ยอี้เลยมาที่นี่บ่อยๆ องค์ชายรองก็ด้วย แล้วก็คุณป้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นเจ้าของตำหนัก แต่นางเป็นใครชื่ออะไร นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
แว่นหน้าเบ้เมื่อเค้นสมองแล้วเกิดอาการปวดแปลบที่ศีรษะ อยู่ๆ มือก็เย็นเฉียบและเริ่มมีเหงื่อออก ใจสั่นอย่างไม่มีสาเหตุ จะว่าป่วยก็ไม่ใช่ เหมือนพรั่นพรึงต่อบางสิ่งอยู่ลึกๆ มากกว่า แว่นนึกอยากวิ่งหนีออกไปจากที่นี่อย่างไร้เหตุผล จนต้องขยุ้มผ้าห่มแน่นเพื่อควบคุมตัวเอง
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะปกป้องเจ้าเอง” องค์ชายรองปลอบ
ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ว่าอาการผิดปกติของกุ้ยฮวาเกิดเพราะสิ่งใด เขาขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยและโอบตัวหญิงสาวให้พิงซบตัวเองแล้วลูบบ่าปลอบ พอมือนางคลายออกจากผ้าห่มก็คว้ามากุมไว้ แว่นไม่ขัดขืน ใจมันสงบลงอยากประหลาดเมื่อได้รับการปลอบโยนเช่นนี้
สักอึดใจใหญ่ก็มีหญิงวัยกลางคนยกน้ำชามาให้ นางมองตรงมาที่มือของสองหนุ่มสาว แต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดทำเพียงค้อมตัวให้แล้วยืนรอคำสั่ง
“ดื่มน้ำหน่อยนะ พี่สั่งให้ชงอย่างอ่อน เป็นชาสมุนไพรที่เจ้าดื่มได้” องค์ชายรองใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวมีโรคประจำตัว
ชายหนุ่มประคองกุ้ยฮวาให้ลุกขึ้นนั่ง เขารินชาด้วยตัวเอง เป่าให้มันเย็นก่อนแล้วค่อยส่งให้
“ขอบพระทัยเพคะ” กุ้ยฮวารับมาดื่ม แล้วก็ต้องประหลาดใจที่มันหวาน
“พี่ให้ใส่น้ำตาลลงไปด้วย ดื่มแล้วจะได้สดชื่น”
แว่นเป็นลมเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ การได้จิบชาหวานจึงช่วยได้มาก เขาขอบคุณองค์ชายรองอีกครั้ง ก่อนจะถามถึงองค์ชายแปด
“น้องแปดไปตามหมอ”
ทีแรกเด็กหนุ่มจะช่วยอุ้มกุ้ยฮวาออกจากป่าแต่ว่าช้ากว่าพี่ชาย องค์ชายรองฉวยจังหวะที่น้องกำลังตกใจ คว้าหญิงสาวไปจากอ้อมแขนแล้วเดินดุ่มๆ พามานอนพักในตำหนักไม้ องค์ชายแปดตามมาโวยวายว่าจะช่วยนางเอง เลยโดนดุว่าถ้าอยากช่วยก็ให้ไปตามหมอ องค์ชายหรู่เผยไม่พอใจที่ถูกสั่งแต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม
“หม่อมฉันนี่แย่จริงๆ ทำให้ทุกคนเดือดร้อนไปกันหมด” แว่นเอ่ยอย่างรู้สึกผิด
ยาตัวใหม่ของหลิ่งปินได้ผลดี แว่นเลยเผลอลำพองใจคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรง่ายๆ
“การป่วยไข้ไม่ใช่ความผิด นอนพักอีกสักนิดนะ อีกสักชั่วยามถ้าน้องแปดยังไม่มา พี่จะพาเจ้ากลับเอง”
แว่นล้มตัวลงนอนแต่ไม่หลับตา เขามององค์ชายผู้อ่อนโยนด้วยความกังขา ผู้ชายคนนี้ดูเปิดเผย แต่ก็ดูลึกลับในหลายๆ แง่ แว่นเลยตัดสินใจถามว่าช่วงที่ผ่านมาเขาหายไปไหน
“พี่อยู่ที่นี่เกือบตลอด”
“ที่นี่หรือเพคะ” แว่นทำท่าประหลาดใจ เขามีตำหนักอันแสนสวยงามอยู่ ทำไมจึงเร้นกายมาอยู่ในสถานที่ที่แทบไม่มีใครรู้จักอย่างนี้
“พี่มาก็เพราะ...”
ไม่ทันได้ตอบบานประตูก็ถูกผลักออก แว่นคิดว่าเป็นองค์ชายแปดกับหมอ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นกุ้ยอี้ พี่ชายคนดีวิ่งหน้าตื่นมาหา พอมาถึงก็โผเข้ามาซักถามอาการอย่างที่เคย
การกระทำของเขาเปิดสวิชต์ความทรงจำให้ไหลย้อนกลับ แว่นจำได้แล้วว่าเคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างนี้เกิดขึ้น ไม่แน่ว่าบางทีมันอาจเป็นต้นเหตุของความบาดหมางระหว่างองค์ชายรองกับกุ้ยอี้
-โปรดติดตามตอนต่อไป-
สวัสดีตอนดึกค่ะ
หลายคนคงเริ่มสังเกตได้ว่า
ภาคหยกตะวันจะเป็นการเล่าความสัมพันธ์ในอดีตของตัวละคะค่ะ
ใครรักเกลียดใครเพราะอะไรยังไงได้รู้กันในภาคนี้ค่ะ
ใกล้เฉลยปมแล้วว่าทำไมชายรองกับพี่อี้ถึงผิดใจกัน
เรื่องชายห้าทำไมถึงคิดว่ากุ้ยฮวาเกลียดก็อยู่ในภาคนี้ค่ะ
ส่วนแว่นยังคงงานเข้าแบบท็อปฟอร์มต่อไปจนจบภาค 5555
ภาคนี้ไม่เยอะนะคะประมาณ 12 ตอน
แล้วเราจะมาเริ่ด เชิด โหดกับเจ้ในภาคลำนำผีเสื้อโลหิตกันต่อ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 3 ก.ย. 2558, 22:08:01 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 3 ก.ย. 2558, 22:08:01 น.
จำนวนการเข้าชม : 1165
<< หยกตะวัน : บทที่ ๔ สะกดรอย | หยกตะวัน : บทที่ ๖ ตำหนักไม้ ๒ >> |