เพียงใจปรารถนา
อดีตอันแสนโหดร้ายในวัยเด็กทำให้ เวหา เติบโตมาเป็นผู้ชายแข็งกร้าวและเย็นชา ผู้หญิงคนไหนก็ไม่สามารถผ่านด่านหัวใจเขาไปได้ แต่ใช่ว่าเขาจะไร้ความรู้สึก เมื่อผู้หญิงที่เขาแอบรัก แต่ไม่สามารถครอบครอง ถูกคนรักของตนเองขอเลิกและไปแต่งงานกับ ปริญดา หญิงสาวผู้ซึ่งเพียงต้องการหนีปัญหา เธอจึงต้องตกเป็นจำเลยแห่งความโกรธแค้นของชายหนุ่ม ที่สำคัญ...เขาทำให้เธอตกหลุมรัก ยอมจำนน และทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดีเพื่อแก้แค้นให้สมน้ำสมเนื้อที่เธอทำให้ผู้หญิงที่เขารักต้องเสียใจ!

แต่เมื่อความเข้าใจผิด การโกหกปิดบัง ได้ถูกเปิดเผย จะช่วยให้เธอและเขาเปลี่ยนความแค้น และความชิงชัง ให้เป็นความรักได้หรือไม่......ขอเพียงแค่ใจปรารถนา...รักของทั้งคู่คงไม่เกินความจริง

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 33


สวัสดีค่ะนักอ่านเว็บเลิฟทุกท่าน เรื่องเริ่มเข้มข้น เนื้อหาจะหนักหน่อยเพราะความจริงเปิดเผยแล้ว หากมีอะไรติดขัด ฝากแนะนำติชมด้วยนะคะ ^^

เจอกันวันพุธค่ะ


เพียงใจปรารถนา ตอน 33

ปริญดาที่กลับมาถึงบ้านได้ก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบนอย่างรวดเร็วจนปวราที่ตามมาด้านหลังต้องร้องห้ามด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าจะก้าวพลาดพลัดตกบันไดแล้วจะแท้ง แต่ปริญดาก็ไม่ฟังเสียงค้าน พอไปถึงหน้าห้องคุณย่าได้ ก็พยายามเคาะประตูห้องไม่หยุด ยิ่งไม่มีเสียงตอบรับ เธอก็ตะโกนเรียกโวกเวก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

“คุณย่าคะ คุณย่าออกมาคุยกับปริมให้รู้เรื่องก่อนสิคะ! คุณย่า!”

“ไปให้พ้น รำคาญ!”

“ปริมไม่ไป ปริมจะทุบเรียกอยู่อย่างนี้จนกว่าคุณย่าจะออกมาคุยกับปริม!”

ปวราที่เพิ่งมาถึงปราดเข้ามาดึงมือหญิงสาวไว้ “ปริม พอก่อนเถอะลูก พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”

ปริญดาสะบัดข้อมือหนี “ไม่ค่ะแม่ ปริมทนมามากพอแล้ว ถ้าปริมยอมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คุณย่าก็จะคอยบังคับจิตใจปริมไม่เลิก ต่อให้วันนี้ปริมกับคุณย่าต้องขาดกัน ปริมก็จะคุยกับคุณย่าให้ได้!” ว่าแล้วก็หันไปทุบประตูปึงปัง ปากก็ร้องเรียกคนข้างในให้มาเปิดประตู

ปวราน้ำตาคลอ ปวดใจกับภาพที่เห็น และเอือมระอาเหลือเกินกับสภาพชีวิตอันขมขื่นไร้ความสุขตั้งแต่หล่อนก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านหลังนี้

การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำเอาชีวิตของหล่อนและลูกต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ตรม ไม่มีครั้งไหนเลยที่หล่อนกับลูกจะอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้อย่างสบายใจ แม้แต่ครั้งสามีของหล่อนยังอยู่ด้วยกันที่นี่ ก็ไม่สามารถช่วยครอบครัวอะไรได้เลย

“คุณย่า ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

ปริญดาร้องเรียกเฮือกสุดท้ายจนเสียงแหบ ทรุดตัวลงนั่งใบหน้าแนบบานประตู สะอื้นร้องไห้ มือที่ตรงข้อนิ้วที่แดงก่ำยังพยายามเคาะไม่หยุด แต่คนข้างในก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ

ปวรามองอาการหมดสภาพของปริญดาแล้วก็ทำเอาน้ำตาหล่อนไหลอย่างห้ามไม่อยู่ มือกำแน่นด้วยความเจ็บแค้นใจ พลางเลื่อนสายตาไปมองประตูไม้สลักที่ไม่ขยับเขยื้อน หล่อนยังคงพยายามอดกลั้นรอว่าบางทีหากภารตรีได้ยินเสียงทุบประตูอ้อนวอนของปริญดานาน ๆ เข้าจะยอมใจอ่อนเปิดประตู แต่ดูเหมือนว่าคนด้านในจะไม่สะทกสะท้าน เมื่อภารตรีตะโกนไล่โวกเวกออกมา

“โอ๊ยยย หน้าด้านหน้าทนจริง! ต่อให้ทุบจนประตูพังฉันก็ไม่ออกไป!”

ปวราสูดลมหายใจเข้าลึก ระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุในใจไม่ให้มันระเบิดออกมา แล้วพยายามใช้ความใจเย็นของตนเองเข้าหา โดยหวังว่าคนข้างในยังพอเกรงใจหล่อนบ้าง หากเป็นคนขอร้องอ้อนวอนเอง

หล่อนเคาะประตูเบา ๆ แล้วพูดแนบประตูด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณแม่คะ ปิ่นขอร้องนะคะ ตอนนี้ปริมกำลังท้องกำลังไส้ อย่าให้หลานต้องทุกข์ใจหนักไปกว่านี้เลยค่ะ ออกมาคุยกันดี ๆ เถอะนะคะ”

“ฉันไม่คุยกับกาลากินีอย่างพวกแก! โดยเฉพาะแก นังปิ่น ตั้งแต่แกเข้ามาในตระกูลฉันพร้อมกับลูกกำพร้าพ่อของแก บ้านฉันก็มีแต่ความหายนะ เพราะครอบครัวแกที่ทำให้ตระกูลฉันต้องพังพินาศแบบนี้! ไปให้พ้นหน้าประตูห้องฉันกันได้แล้วไป!”
เสียงตะโกนของภารตรีดังแหวกประตูไม้บานใหญ่พร้อมกับเสียงทุบประตูดังปังเป็นเชิงไล่

ปวราตัวสั่นสะท้าน ฟันขบกันแน่นด้วยความเดือดดาล คำประกาศแสลงหูนั่นทำให้อารมณ์ของปวราที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ขาดผึง!

หล่อนเดินปรี่ไปที่บันได แล้วตะโกนเรียกหาแม่บ้านให้ไปตามคนขับรถพร้อมกับให้เอาเครื่องมือมางัดประตูห้องภารตรี พอเห็นแม่บ้านทำหน้าเหรอหราแปลกใจแกมตกใจ หล่อนก็ตวาดเสียงดังจนแม่บ้านต้องรีบวิ่งไปหาของตามคำสั่งแทบไม่ทัน

“แม่...” ปริญดามองมารดาด้วยความงุนงง

ปวราเดินยิ้มมาหาแล้วหยุดนั่งลงข้างกายหญิงสาว พลางใช้มือปัดผมที่ปรกหน้าขึ้น “ก็กุญแจสำรองคุณย่าท่านเก็บไว้คนเดียวหมดเลยหนิ แม่ก็เลยต้องใช้วิธีนี้”

ปริญดาส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ หนูแค่สงสัยว่าทำไมแม่ถึง...”

ปวราจุ๊ปากให้หยุดพูด “เดี๋ยวแม่จัดการเอง ปริมลุกขึ้นมาก่อนเถอะ” จากนั้นก็ช่วยพยุงร่างบางให้ลุกขึ้น

“เราหลบไปก่อนไป เดี๋ยวแม่จะให้คนขับรถมาพังประตูบ้า ๆ นี่ซะ”

“แต่ถ้าแม่พังประตูห้องคุณย่าแบบนี้...”

ปวรายกมือห้าม ก่อนจะเอื้อมมือไปประคองใบหน้าลูกสาวพลางยิ้มเหนื่อย ๆ “แม่เบื่อกับสภาพที่ต้องถูกคุณย่าคอยบงการเต็มทนแล้วเหมือนกัน และครั้งนี้แม่ก็โกรธท่านมากที่ท่านทำให้ปริมไม่ได้แต่งงาน หลังจากนี้ลูกในท้องของปริมจะเป็นยังไงท่านก็ไม่เคยคิดถึงหัวอกของปริมเลย แล้วอย่างนี้จะให้แม่นิ่งดูดายได้เหรอ”

ปริญดาน้ำตาซึม โผเข้ากอดมารดาแน่น พึมพำเครือเสียงสะอื้น “ขอบคุณค่ะแม่ ขอบคุณที่คอยอยู่เป็นกำลังใจให้ปริมทุกครั้ง ทั้งที่ปริมคอยสร้างแต่ปัญหาให้แม่ต้องปวดหัวและถูกคุณย่าด่าว่าตลอด”

“แม่จะไม่คอยช่วยปริมได้ยังไงกันล่ะ ก็เรามีกันอยู่สองคนแม่ลูก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีใครรักเราเท่ากับครอบครัวเรากันเองหรอกลูก” ปวราตบหลังปริญดาเบา ๆ ปลอบใจ

“นี่ถ้าพ่ออยู่ที่นี่ด้วยก็คงจะพอช่วยพูดกับคุณย่าให้ได้บ้าง...” เธอพึมพำพลางปาดน้ำตา “ปริมคิดถึงพ่อจังเลยค่ะ”

ฟังที่ลูกสาวพูดแล้วหล่อนก็สะท้อนในอก สายตาว่างเปล่าจ้องมองไปเบื้องหน้าขณะเอ่ยขึ้น “ยอมตามใจให้คุณย่าจูงจมูกอย่างนั้นน่ะเหรอจะมาช่วยอะไรได้ วัน ๆ ดีแต่นั่งเศร้าซึมคิดถึงความหลัง ขนาดยอมให้ถูกตะเพิดไปอยู่โรงพยาบาลแล้วทิ้งเราสองแม่ลูกไว้ให้เผชิญชะตากรรม...คนเห็นแก่ตัว”

“แม่! ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ” ปริญดาถอยห่าง ย่นคิ้วมองมารดาที่มีสีหน้าเฉยเมยด้วยความแปลกใจ เพราะไม่เคยได้ยินมารดาเอ่ยถึงบิดาอย่างนี้มาก่อน

“พ่อเป็นโรคซึมเศร้า แล้วแม่ก็รู้ว่าคุณย่าสร้างความเครียดให้พ่อขนาดไหนตอนที่อยู่ที่นี่ แม่ไม่ควรจะว่าพ่ออย่างนั้นนะคะ” เธอบอกแล้วก็ถอนใจ

“คุณย่าก็อีกคน เมื่อกี๊ก็หาว่าพวกเราเป็นกาลากินี พูดเรื่องเด็กกำพร้าพ่ออะไรก็ไม่รู้” หญิงสาวส่ายหน้าเหนื่อยใจ
ปวราสะอึก ในคอขมปร่าเมื่อลูกสาวย้ำคำพูดของภารตรีที่มันช่างเชือดเฉือนใจให้สะเทือนความรู้สึกอีกครั้ง หล่อนเงยหน้าขึ้นเพื่อซ่อนน้ำตาที่พาลจะไหล

“ปริมไม่ชอบเลยค่ะที่ทุกคนพากันโทษกันไปมา ว่ากันแรง ๆ แบบนี้ กลายเป็นว่าเพราะปัญหาของปริมคนเดียวทำให้ทุกคนในบ้านพาลเกลียดกันมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก”

ปวราส่ายหน้า “อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิลูก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณย่าเจ้ายศเจ้าอย่างคอยแต่จะเอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนก็คงไม่ต้องมาเสียใจเพราะการกระทำของท่าน”

“คุณปิ่นคะ นายแสงมาแล้วค่ะ” นวล แม่บ้านที่เพิ่งวิ่งมาถึงพูดหอบ ก่อนหันไปกวักมือเรียกคนขับรถที่ยืนถือกล่องเครื่องมือละล้าละลังไม่กล้าขึ้นมา

ปวรายิ้มสบตากับปริญดาพลางตบหลังมือเบา ๆ เป็นเชิงให้ไว้ใจหล่อน จากนั้นก็หันไปสั่งการคนขับรถเสียงเข้ม “เดี๋ยวแสงช่วยฉันงัดประตูห้องคุณภารตรีให้หน่อยนะ ทำยังไงก็ได้ให้ไอ้ประตูนี่มันเปิดออกมา”

คนขับรถหน้าถอดสี กลืนน้ำลายดังเอื้อก จะขัดคำสั่งก็ไม่กล้า “ตะ แต่ว่าคุณภารตรีท่านจะว่า...”

“ไม่ต้องกลัวคุณท่านจะว่าอะไรทั้งนั้น ฉันเป็นคนสั่ง เรื่องนั้นฉันจะรับผิดชอบเอง”

เขามองประตูอย่างลังเลอีกครั้ง “ถ้าคุณปิ่นสัญญาว่าผมจะไม่โดนไล่ออก....”

“ฉันสัญญาว่าเธอจะไม่โดนไล่ออก เพราะฉันจะบอกคุณท่านเองว่าฉันเป็นคนสั่ง ทีนี้จะพังประตูให้ฉันได้หรือยัง”

เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย จึงพยักหน้ารับแล้วเดินขึ้นบันไดมาที่หน้าประตู วางกล่องเครื่องมือแล้วเปิดฝาค้นหาอุปกรณ์ที่พอจะงัดประตูได้

“แม่คะ ยังไงพรุ่งนี้คุณย่าก็ต้องออกมาอยู่ดี ปริมว่ารอคุยกับคุณย่าพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ ปริมไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้อีกแล้ว ปริมยอมแล้ว”

“แต่แม่ไม่ยอม แสง ได้หรือยัง” น้ำเสียงหงุดหงิดไม่ทันใจ

“ครับ ๆ เดี๋ยวผมลองเอาชะแลงนี่งัดดูแล้วกันครับ” คว้าชะแลงได้ก็รีบไปที่ประตู ชะงักเล็กน้อยเมื่อใจยังหวาดกลัวคนที่อยู่ในห้อง แต่พอได้ยินเสียงตะคอกสั่งดุดันจากทางด้านหลังก็ทำให้เขาสะดุ้งรีบกระแทกชะแลงเข้ากับประตูอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เสียงปริแตกของประตูไม้ดังขึ้น คนที่อยู่ด้านในก็ทุบประตูดังปึ่งตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

“ไอ้พวกบ้า! กล้าดียังไงถึงจะมาพังประตูห้องฉัน!”

คนขับรถที่กำลังงัดแงะประตูอยู่ถึงกับผงะ หันไปมองหน้าปวราขอความเห็นว่าจะเอายังไงต่อไป

ปวราพยักหน้าให้หยุดได้ แล้วจึงตะโกนผ่านประตูเข้าไป “ถ้างั้นคุณแม่ก็ออกมาคุยกับพวกเราดี ๆ สิคะ ปิ่นจะได้ไม่ต้องทำแบบนี้”

คนข้างในเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตะโกนตอบกลับมา “วันนี้ฉันไม่คุยอะไรกับใครทั้งนั้น ถ้าอยากจะคุยก็รอพรุ่งนี้โน่น ออกไปจากหน้าห้องฉันกันได้แล้ว!”

“ไม่ค่ะ! ปิ่นต้องการจะคุยวันนี้ แล้วก็ตอนนี้ ถ้าคุณแม่ไม่เปิดปิ่นก็จะพังประตูบ้า ๆ นี่เข้าไปเดี๋ยวนี้แหล่ะ!” พูดจบ หล่อนก็หันไปสั่งการกับคนขับรถว่าให้ออกแรงพังประตูเข้าไปให้ได้เร็ว ๆ พอเห็นว่าทำได้ไม่ทันใจ ก็ไล่ให้คนขับรถหลบไปแล้วเป็นคนลงมืองัดเสียเอง

“แม่...” ปริญดาพึมพำ ทั้งเธอ แม่บ้าน และคนขับรถ มองปวราที่ออกแรงพยายามเปิดประตูอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความงุนงง โดยเฉพาะปริญดาที่แทบจะไม่เคยเห็นมารดาระเบิดอารมณ์รุนแรงจนถึงขนาดขึ้นเสียงใส่คุณย่า ทั้งที่ปกติแล้วท่านจะเรียบร้อยและขี้เกรงอกเกรงใจไม่กล้ามีปากมีเสียงกับใครทั้งนั้น

ในที่สุด ความดื้อดึงของปวราก็ชนะ เมื่อคนด้านในกระชากประตูเปิดออก ร่างของปวราก็แถบจะถลาล้มแต่ยังดีที่ประคองตัวยืนไว้ได้ จากนั้นเสียงแหลมสูงของภารตรีก็แหวกอากาศตะโกนด่าทอโหวกเหวกจนแม่บ้านและคนขับรถวิ่งหนีลงบันไดกันกระเจิง

“แกมันบ้าไปแล้วนังปิ่น! กล้าดียังไงมาทำลายข้าวของในบ้านฉัน!”

ปวราหน้าซีดกับอาการเดือดดาลของภารตรี แต่ก็พยายามข่มใจสู้ เมื่อเธอกล้าบ้าบิ่นท้าทายมาขนาดนี้แล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด!

“ปิ่นบอกคุณแม่แล้วยังไงคะว่าวันนี้ปิ่นต้องการคุยให้รู้เรื่อง เมื่อคุณแม่ไม่ออกมาดี ๆ ปิ่นก็ต้องทำแบบนี้”

ภารตรียกนิ้วชี้สั่นเทาไปที่ปวรา “ฉันใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้! ทุกคนต้องฟังฉันกันทั้งนั้น! แล้วแกเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน ไป! ออกไปให้พ้นหน้าห้องฉันนะนังบ้า!” พูดจบ ภารตรีก็พุ่งตัวเข้าไปปัดชะแลงที่อยู่ในมือของปวราจนกระเด็น ด้วยความรวดเร็ว ฝ่ามือเหี่ยวย่นของหญิงชราก็ฟาดลงบนหน้าของปวราเต็มแรงจนหน้าหัน อารมณ์โกรธเดือดพล่านของภารตรีรุนแรงเสียจนยั้งมือไม่อยู่ ทั้งทุบทั้งตีปวราไปทั่วตัวจนหล่อนร้องครางเจ็บปวด

“คุณย่า หยุดนะ!” ปริญดาร้องห้ามเสียงดัง ปราดเข้าไปคว้าข้อมือภารตรีที่กำลังจะกระทบลงที่ใบหูของมารดา

“ทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะคะคุณย่า!” เธอตวาด โมโหเลือดขึ้นหน้า

“อีนังปริม! นี่แกสั่งฉันอีกคนเหรอ นังหลานนอกคอก!” ภารตรีถลึงตาใส่ พยายามจะใช้มืออีกข้างทุบหญิงสาว แต่ก็ถูกคว้าไว้ได้อีกจนหญิงชราโกรธแค้นจนตัวสั่น กรี๊ดเสียงดังลั่นก้องบ้านราวกับคนบ้า

“พวกแกออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้! ฉันหมดความอดทนกับพวกแกสองคนแล้ว จะไปเป็นสัมภเวสีอยู่ที่ไหนก็ไป!”

ปริญดาน้ำตานองหน้า หัวใจเธอปวดร้าวกับคำพูดไร้เหยื่อใยราวกับไม่ใช่สายเลือดเดียวกันของผู้เป็นย่า เธอรักและเคารพท่านมาตลอดแม้ท่านจะเย็นชาดุด่าไม่เคยแสดงความรักต่อเธอเลยมาตั้งแต่เด็กจนโต แต่เพราะมารดาคอยสอนนักสอนหนาว่าให้เชื่อฟังคุณย่า เธอจึงได้แต่เก็บงำความน้อยอกน้อยใจของตัวเองไว้ แต่ครั้งนี้ความอดทนของเธอมันสุดกลั้นแล้วจริง ๆ

“หนูกับแม่ไปแน่ค่ะ อยู่ไปคุณย่าก็ไม่เคยเห็นเราสองคนอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ทำอะไรก็ผิดไปซะทุกอย่าง หนูเป็นหลานคุณย่าแต่คุณย่าไม่เคยรัก ไม่เคยสนใจความรู้สึกของปริมเลยสักนิด ทำไมคะ หนูทำอะไรเลวทรามชั่วช้ามากหรือไงถึงได้เกลียดหนูขนาดนี้” เธอสะอื้นปาดน้ำตา พรั่งพรูความรู้สึกออกมาจนหมด

ภารตรีสะบัดมือตนเองออกจากการเกาะกุมของหญิงสาว แล้วเชิดหน้าแสยะยิ้ม “ก็เพราะแกมันไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของฉันน่ะสินังโง่ หึ นี่ใช่ไหมสิ่งที่แกอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงเกลียดแกนัก” หญิงชรารู้สึกสะใจที่เห็นปริญดายืนตะลึงงัน ตัวแข็งทื่อ หล่อนเหลือบตามองไปที่ปวราที่ยืนข้าง ๆ กำลังปิดหน้าร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด ก่อนจะหันกลับมามองหน้าปริญดาอีกครั้ง เสียงหัวเราะในลำคอของหล่อนทำเอาหญิงสาวขนลุกซู่

“เพราะแม่แกมันมั่วไงถึงได้ต้องอุ้มท้องหลอกชาวบ้านเขาว่าตัวเองเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่อง” หล่อนเดินเข้าไปประชิดตัวปริญดา ใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากของหญิงสาวอย่างแรงจนหน้าหงาย

“และตระกูลแม่แกก็หน้าด้านที่ส่งลูกสาวท้องไม่มีพ่อมาแต่งงานกับลูกชายฉัน แล้วเด็กในท้องคนนั้นก็คือแกยังไงล่ะนังปริม!” หล่อนยังคงใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่เดิมอีกครั้ง เดินเข้าหาปริญดาที่ก้าวถอยหลังหนี

“แกน่ะมันลูกกำพร้าพ่อ! พ่อจริง ๆ ของแกไม่ใช่ตาภาคลูกชายฉันแต่เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ที่มันไข่ทิ้งไว้แล้วก็หนีแม่แกไป!” พูดเสร็จก็หัวเราะร่วนเสียงแหลมด้วยความสะใจ

คำพูดนั้นผ่านแทรกเข้ามาในสติสัมปชัญญะที่มีเหลืออยู่น้อยนิดของเธออย่างลางเลือน สมองของเธอหมุนคว้าง ลมหายใจติดขัดขึ้นมากะทันหัน เสียงของเธอแหบแห้งเมื่อเอื้อนเอ่ย “ไม่จริง คุณย่าโกหก...”

“ถามแม่แกดูเองสิว่าจริงไหม” ภารตรีหันไปทางปวราที่ยืนร้องไห้น้ำตากลบหน้า “ถามแม่แกดูสิว่าตอนที่เพิ่งแต่งงานกับตาภาคได้ไม่กี่เดือนแต่กลับท้องโตราวกับคนใกล้คลอดแบบนั้นจะให้ใครเขาคิดยังไง” พอหล่อนนึกถึงเรื่องเก่าก็ยิ่งเพิ่มเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธให้โหมกระพือหนัก หันมาเอาเรื่องกับปวราแทน

“ดีนะที่ฉันฉลาดรู้ทันแกนังปิ่น แกจะหลอกคนทั้งบ้านน่ะหลอกได้แต่หลอกคนอย่างฉันไม่ได้หรอก บุญของพวกแกแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ไล่ตะเพิดออกจากบ้านส่งเสียเลี้ยงดูมาจนป่านนี้ ตาภาคถึงกับรับไม่ได้ต้องตะเลิดไปอยู่โรงพยาบาลบ้า ครอบครัวของฉันเละเทะตั้งแต่แกเข้ามาในบ้านหลังนี้!”

ปวราทนฟังไม่ได้ถึงกับเข่าทรุดลงนั่งกอดขาหญิงชราแน่น ส่ายหน้าอ้อนวอนเคล้าเสียงร้องไห้ “ปิ่นขอร้องเถอะค่ะ หยุดสักที!” หล่อนร้องไห้แทบขาดใจ น้ำตาแห่งความอดสูไหลพรั่งพรูนองหน้า

ภารตรีก้มมองปวราที่กำลังร้องไห้ตัวโยน ดวงตาของหล่อนแสดงความจงเกลียดจงชังอย่างไม่ปิดบัง “ไปให้พ้นฉันนะ!” หล่อนผลักปวราด้วยขาข้างนั้นจนปวราหงายหลัง ปริญดาร้องตกใจรีบเข้ามาพยุงร่างของมารดาไว้

“เสนียดอย่างพวกแก อย่ามาถูกตัวฉัน!” หล่อนตวาด ใบหน้าบิดเบี้ยว คราวนี้อารมณ์โกรธแค้นที่สั่งสมไว้มาเนิ่นนานของภารตรีระเบิดออกจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เปิดเผยความจริงทุกอย่างออกมาจนหมด

“ฉันยอมให้ลูกชายเกลียดฉัน เพื่อจัดการให้เขาได้แต่งงานกับแก แต่พ่อของแกกลับไม่รักษาสัญญาและส่งสามีฉันเข้าคุกจนเขาต้องตรอมใจตายอยู่ในนั้น!”

“ไม่จริง! คุณพ่อปิ่นตกลงจะยกหนี้ให้เฉพาะบ้านหลังนี้เท่านั้น แต่เพราะคุณลุงธวัชโลภเองถึงได้ต้องติดคุก!” หล่อนย้อนอย่างไม่กลัวเกรง เพราะหล่อนรู้ความจริงทุกอย่าง รู้ว่าลุงธวัชสามีของภารตรีเป็นหนี้สินมากมายเพราะอยากสร้างอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งซึ่งใช้เงินทุนมหาศาล เขาเอาบ้านมาเป็นหลักประกันขอยืมเงินจากบิดาของหล่อน แต่ลุงธวัชก็ยังมีหนี้จากการยืมคนรู้จักคนอื่นจนใช้คืนไม่หมดเพราะอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างใหม่นั้นต้องถูกทิ้งร้างเนื่องจากการจัดการไม่ดีสร้างในทำเลอับทำให้ขายไม่ได้

บิดาหล่อนเสียเงินไปมากมายเพื่อใช้เรื่องหนี้เป็นข้อต่อรองให้หล่อนได้แต่งงานกับภาคภูมิก่อนที่ท้องจะโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยปกปิดความลับไว้ แต่เมื่อวันหนึ่งภารตีรู้ว่าลูกในท้องของหล่อนไม่ใช่ลูกภาคภูมิจริง ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ความเอ็นดูที่เคยมีให้กลับกลายเป็นความเกลียดชัง เมื่อบิดาหล่อนรู้ จึงปัดความช่วยเหลือหลังจากนั้น แม้แต่ตอนที่ลุงธวัชถูกเจ้าหนี้ฟ้องศาลก็ไม่ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย จนในที่สุดลุงธวัชก็ต้องติดคุกและทนรับสภาพความอับอายไม่ไหว ฆ่าตัวตายอยู่ในคุกนั้น

ปวราเห็นภารตรีหน้าแดงก่ำ ตัวสั่นเพราะความโกรธ ทำท่าจะเข้ามาทำร้าย แต่ตอนนี้หล่อนไม่กลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว หล่อนจะไม่ยอมให้ใครด่าว่าบิดาหล่อนได้ และไหน ๆ ปริญดาก็รู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว หล่อนก็จะไม่ขอก้มหัวให้ผู้หญิงใจดำอย่าภารตรีอีกต่อไป!

ปวรายืนขึ้น ปาดน้ำตาทั้งสองข้าง แล้วเผชิญหน้าภารตรีอย่างท้าทาย น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นนิ่งสงบเย็นชา “สิ่งที่มันเกิดขึ้นทุกอย่างเป็นเพราะตัวลุงธวัชเองทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับครอบครัวปิ่นเลย ถ้าพ่อปิ่นไม่ยกหนี้ให้ ตอนนั้นลุงธวัชก็คงตรอมใจตายก่อนจะได้ติดคุกเสียอีก คุณแม่น่าจะขอบคุณครอบครัวปิ่นนะคะที่ช่วยให้ลุงธวัชยังอยู่ได้อีกตั้งนานก่อจะไปตายในคุก”

ภารตรีเลือดขึ้นหน้า กรีดร้องเสียงหลง “แก! นังปิ่น! นังปีศาจ!”

ปวราหัวเราะเยาะ “ใครกันแน่ปีศาจ คุณแม่นั่นแหล่ะที่เป็นทั้งปีศาจแล้วก็เป็นฆาตกร!”

ภารตรีอ้าปากค้าง ตาเหลือกลานมองปวราด้วยอาการช็อก อยากจะพูดแต่พูดไม่ออก

“คุณแม่อยากรู้ไหมคะว่าทำไมคุณแม่ถึงได้ชื่อว่าเป็นฆาตกร” หล่อนพูดช้า ๆ เนิบ ๆ พลางกระตุกยิ้มน่ากลัว

“ก็เพราะคุณแม่ฆ่าคนรักของพี่ภาคยังไงล่ะคะ”

คราวนี้เป็นปริญดาที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดออกอาการช็อกตะลึงงันไปอีกคน เธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่มารดาพูดแต่เธอก็รู้ว่ามารดาโกหกใครไม่เป็น เรื่องที่คุณย่าพูดเกี่ยวกับเธอไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของท่านยังไม่กระจ่าง แล้วนี่ยังจะมีเรื่องของคุณปู่ เรื่องของบิดาเธออีก แต่ยังไม่ทันทีปริญดาจะจับต้นชนปลายได้ถูก ปวราก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

“คุณแม่อย่าคิดนะคะว่าปิ่นไม่รู้เรื่องที่พี่ภาคมีเมียมีลูกอยู่แล้ว แล้วคุณแม่นั่นแหล่ะเป็นคนพรากลูกพรากเมียเขามา จนเธอทนไม่ได้ต้องฆ่าตัวตาย! คุณแม่คือฆาตกร!” ปวราตะเบ็งเสียงแทบจะเป็นคำราม เปิดเผยความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาจนหมด

“แก...แก....” ภารตรีเหมือนมีอะไรจุกอกจนพูดไม่ได้ มือที่กำแน่นข้างกายเกร็งสั่น หน้าซีดขาวราวกับกระดาษ แต่ปวราก็ไม่หยุดแค่นั้น

“กรรมมันติดจรวดค่ะ คุณแม่ทำกับใครไว้ก็ต้องได้รับผลกรรมอย่างนั้น ลุงธวัชถึงได้ฆ่าตัวตายยังไงล่ะคะ”

เสียงกรีดร้องโหยหวนอันแหบแห้งของภารตรีดังก้องจนปวราและปริญดาต้องเอามือปิดหู จัวหวะนั้นภาตรีก็ถลาเข้าหาปวราพร้อมกับผลักหล่อนจนเซแล้วฟาดมือตามร่างกายของปรวราอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปากก็พร่ำคำด่าไม่หยุด จนปริญดาต้องรีบเข้ามาขวางแต่เธอก็แทบจะต้านทานแรงของคุณย่าที่กำลังหน้ามืดเพราะความโกรธไม่ไหว พลอยโดนลูกหลงไปด้วย

“ถ้ามันเป็นกรรมของฉัน แกก็ต้องโดนกรรมนั้นด้วยเหมือนกัน!” ภารตรีตะวาดเสียงดัง คราวนี้เป็นหล่อนบ้างที่แสยะยิ้มสะใจ

“ต่อไปนี้นังปริมลูกของแกมันก็จะต้องอุ้มท้องลูกไม่มีพ่อเหมือนกับแก เพราะอะไรน่ะเหรอ” น้ำเสียงถากถางพลางมองท้องที่กลมนูนน้อย ๆ ของปริญดาอย่างสมเพช

“ก็เพราะว่าพ่อของลูกนังปริม มันก็คือลูกชายแท้ ๆ ของตาภาคยังไงล่ะ” หล่อนเงยหน้าหัวเราะอย่างคนเสียสติ

ทั้งปวราและปริญดาร่างชาวาบไปทั้งร่าง โดยเฉพาะปวราที่หน้าถอดสีลมแทบจับเมื่อได้ยิน หล่อนเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่าทำไมครอบครัวของเวหาถึงได้ปุบปับขอยกเลิกการแต่งงานกระทันหันแบบนั้น

ส่วนปริญดาที่ยังคงสับสนถึงแม้พอจะจับต้นชนปลายได้บ้าง เริ่มเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่าง สมองของเธอเริ่มกลับมาประมวลผลอีกครั้ง ปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันทีละนิด แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของคุณย่า จิ๊กซอว์สุดท้ายก็เข้าล็อคพอดิบพอดี จนเธอเข้าใจกระจ่างแจ้งทุกอย่าง

“สองคนผัวเมียที่รับลูกตาภาคไปเลี้ยงมันจำฉันได้ มันคงตกใจน่าดูที่รู้ว่านังปริมคือหลานของฉันและคิดว่าเป็นลูกของตาภาคกับเมียใหม่ ป่านนี้พวกมันคงจะสติแตกตายเพราะคิดว่าพี่น้องพ่อเดียวกันมารักกันเอง” พูดแล้วก็หัวเราะยาว ก่อนจะระบายลมหายใจ เบ้ปากส่ายหน้ามองปริญดาด้วยความสงสาร

“ลูกในท้องของแกต้องเกิดมาไม่มีพ่อ หรือไม่ก็เหมือนแม่แกที่ต้องไปเร่ร่อนหลอกผู้ชายมาแต่งงานด้วย นี่ไงล่ะที่เขาเรียกว่ากรรมตามสนอง” ภารตรีเยาะเย้ย

“โอ๊ย ฉันล่ะสะใจซะจริงจริ๊ง ในที่สุด กรรมมันตามทันคนชั่ว ๆ อย่างแม่แก”

ต่อให้อยากร้องไห้แค่ไหนปวราก็แทบไม่เหลือน้ำตาที่จะร้องไห้อีกแล้ว หล่อนหมดน้ำตากับคนอย่างภารตรีมามากพอแล้ว ครั้งนี้หล่อนจะเข้มแข็งและพาลูกสาวออกจากขุมนรกที่นี่เสียที

ปวราเอื้อมมือไปจับมือเย็นเฉียบของปริญดาข้าง ๆ ได้ยินเสียงสะอื้นของลูกสาวแล้วหัวใจหล่อนก็แทบแหลกสลาย แต่หล่อนจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้กับปริญดาเป็นครั้งที่สอง ลูกสาวของหล่อนจะต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ไม่ทนทุกข์เหมือนที่หล่อนเป็นอยู่ในตอนนี้

“เชิญคุณสะใจไปคนเดียวเถอะค่ะ ฉันกับลูกขอตัวก่อน” หล่อนบอกเสียงสะบัด ใช้คำแทนตัวอย่างห่างเหิน “แล้วก็ขอลาขาดตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณคงดีใจที่พวกเราจะออกจากบ้านหลังนี้ได้สักที ฉันกับลูกคงไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับคุณอีก นามสกุลนี้ฉันก็จะคืนให้คุณ หมดเวรหมดกรรมกันสักที”

“ดี! แกพูดเองนะว่าจะออกไปจากบ้านนี้ ฉันไม่ได้เป็นคนไล่” ภารตรีบอกหน้าระรื่น

“ค่ะ พวกเราจะไปเอง แล้วคุณก็วางใจได้ว่าพวกเราจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่ให้เป็นเสนียดบ้านคุณอีก”

“ถ้ามันได้อย่างนั้นก็ดี ไปวันนี้ ตอนนี้เลยได้ยิ่งดี ไปแล้วก็ขอให้พวกแกไปลับ อย่าซมซานกลับมาขอพึ่งใบบุญฉันอีกก็แล้วกัน” น้ำเสียงดูถูกถากถาง ใบหน้าแสดงออกถึงความดีใจเต็มที่ที่สามารถสลัดภาระของสองแม่ลูกนี้ได้

ปวราเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ยอมทนอยู่ในบ้านหลังนี้มาเกือบสิบกว่าปี ยอมก้มหน้าก้มตาให้ภารตรีโขกสับ พูดจาเสียดสีดูหมิ่นน้ำใจมาได้ตั้งนาน เพราะหวังว่าความดีของตนเองจะเอาชนะความโกรธที่สั่งสมมาเนิ่นนานในใจภารตรีได้ แต่หล่อนคิดผิด ต่อให้หล่อนและลูกทำดีอย่างไร ความเคียดแค้นและความจงเกลียดจงชังนั้นก็ไม่หายไปจากความคิดของภารตรีได้เลย ตอนนี้มันคงถึงเวลาแล้วที่หล่อนจะต้องเลิกกลัว และยืนหยัดด้วยตัวเองโดยจะไม่ยอมพึ่งภารตรีอีกต่อไป

ปวรากระตุกแขนปริญดาเบา ๆ เพื่อเรียกสติ แล้วพึมพำบอก “ไปเก็บของกันเถอะปริม บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านของเราอีกต่อไปแล้วลูก”

ปริญดาหันมามองด้วยดวงตาเหม่อลอย “เราจะไปไหนกันคะ...”

“ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่นรกบนดินเหมือนที่นี่” พูดแล้วก็มองหน้าภารตรีที่เชิดคางขึ้นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยิ่งตอกย้ำความพ่ายแพ้ว่าหล่อนควรจะไปให้พ้น ๆ จากที่นี่โดยเร็วเสียที

“ไปกันเถอะลูก” ปวราจับมือลูกสาวที่ยังคงละล้าละลัง แต่เมื่อเห็นมารดาพยักหน้าและดึงมือเธอเบา ๆ เธอก็ยอมเดินตามแต่โดยดี แต่พอเดินผ่านภารตรีที่ยืนกอดอกมองทั้งคู่ด้วยท่าทางไม่ยินดียินร้าย เธอก็หยุดเดินแล้วหันไปมองหล่อนด้วยสายตาตัดพ้อคลอน้ำตา

“ปริมคิดมาตลอดว่าที่คุณย่าเกลียดปริมเพราะคุณย่าอยากได้หลานชาย ปริมจึงพยายามจะเข้าใจการกระทำของคุณย่าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าปริมจะเสียใจแต่ปริมก็ยังรักคุณย่าเสมอ...” พูดไปน้ำตาก็ไหลอาบแก้มมาเป็นสายด้วยความน้อยใจ

“ แต่วันนี้ปริมเข้าใจทุกอย่างแล้วค่ะ ขอบคุณจริง ๆ ที่ทำให้ปริมตาสว่างและรู้ว่าที่จริงแล้ว...คุณย่าเกลียดปริมตั้งแต่ปริมยังไม่เกิดมาด้วยซ้ำ...” เสียงเธอแหบเครือ มือของมารดาที่กุมมือเธออยู่กระชับแน่นปลอบใจ

ปริญดาบีบมือมารดาตอบ หันไปยิ้มทั้งน้ำตาให้มารดา ก่อนจะหันกลับมาทางภารตรีแล้วยกมือไหว้ช้า ๆ

“ยังไงปริมกับแม่ก็ขอบคุณคุณย่าที่อุตสาห์ให้ที่อาศัยมาหลายปี และปริมก็อยากจะขอโทษที่ปริมไม่เคยทำให้คุณย่ามีความสุขเลย” เธอยิ้มให้หญิงชราแม้หล่อนจะตีหน้าขรึม สายตาเบี่ยงมองไปทางอื่น

“แต่วันนี้...ปริมคงทำให้คุณย่ามีความสุขได้เสียที....”

ภารตรีหัวเราะหึในลำคอ “ฉันมีความสุขแน่ ไม่ต้องห่วง” หล่อนมองสลับระหว่างปริญดาและปวรา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“แล้วเมื่อไรจะไป ๆ กันได้สักที พิรี้พิไรอยู่ได้ นวล นวล อยู่ไหน มาช่วยสองคนนี้เก็บของซิ”

ภารตรีตะโกนเรียกแม่บ้านเสียงดัง เพียงไม่ถึงนาที เสียงแม่บ้านก็ขานรับแล้วรีบวิ่งขึ้นมาด้านบนทันที

“ไปช่วยสองคนนี้เก็บของ แล้วก็ดูด้วยว่าสองคนนี้ไม่ได้เอาของอะไรในบ้านฉันไป เข้าใจไหม”

ปากแม่บ้านหุบ ๆ อ้า ๆ ก่อนจะหาเสียงจนเจอ “เอ่อ..เก็บของไปไหนคะ”

“อย่าสาระแน! ไม่ใช่เรื่องของคนใช้!” หล่อนคำรามจนแม่บ้านผงะ รีบก้มหัวปลก ๆ รับคำสั่ง แล้วหันไปบอกกับทั้งสองคนว่าจะไปรออยู่ที่ห้อง

ปวราแทบจะทนอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว เหลืออดเหลือทนกับผู้หญิงคนนี้เต็มที หล่อนเชิดคางขึ้น มองภารตรีด้วยสายตาว่างเปล่า ความตั้งใจที่จะยกมือไหว้อำลาครั้งสุดท้ายหายไปสิ้น หล่อนจึงเรียกปริญดาให้กลับไปเก็บของที่ห้อง จากนั้นก็เดินผ่านหน้าภารตรีไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย

“ดีจริง ๆ เลย! พวกเหลือบไรไปกันหมดได้เสียที บ้านนี้จะได้มีแต่เจริญขึ้น ๆ!”

ภารตรีตะโกนไล่หลังพลางหัวเราะเย้ยหยัน แม้ว่าทั้งปวราและปริญดาเดินลับไปแล้ว เสียงพูดด้วยความยินดีของภารตรีและเสียงหัวเราะยังคงสะท้อนดังไปทั่วบ้าน



เมื่อปวรากลับมาถึงห้องซึ่งมีแม่บ้านยืนรอช่วยเก็บของอยู่แล้ว หล่อนก็จัดแจงเปิดตู้เสื้อผ้าเก็บของทุกอย่างที่อยู่ในตู้ออกมาวางบนเตียงอย่างรวดเร็ว

“แม่คะ..” ปริญดาที่เดินตามเข้ามาเรียกเบา ๆ

“ปริมก็รีบไปเก็บของตัวเองสิลูก จะได้ไม่เสียเวลา” หล่อนสั่งโดยที่มือก็เก็บของใส่กระเป๋าไปด้วย

“แล้วเราจะไปไหนกันคะ”

“ก็ไปบ้านคุณตาไง”

ปริญดาถอนหายใจ “แต่ว่า...บ้านคุณตาเราประกาศขายไปนานแล้วนี่คะ” เธอเตือนความจำ เพราะหลังจากคุณตาเสียเมื่อตอนเธออายุได้เพียงห้าขวบ มารดาเธอก็ประกาศขายบ้านหลังนั้นตามความตั้งใจของคุณตาที่ต้องการให้ท่านมีเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

มือปวราที่กำลังจัดของอยู่ชะงัก น้ำตาเอ่อคลออีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีบ้านที่ไหนอีกแล้วนอกจากที่นี่ เงินจำนวนมากจากการขายบ้านก็ไม่เคยเอาไปซื้อบ้านที่ไหนเก็บไว้เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องออกไปจากที่นี่

“งั้นก็ไปอยู่โรงแรมกันก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที” หล่อนตัดบท แล้วก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อ

แม่บ้านที่คอยช่วยปวราอยู่ข้าง ๆ มองสองแม่ลูกสลับกันไปมาด้วยความเห็นใจ เรื่องที่คุยกันด้านนอกตอนนี้ทุกคนในบ้านรู้กันหมดแล้ว และทุกคนต่างก็สงสารปวราและปริญดาที่ต้องออกจากบ้านเพราะทนความกดดันจากภารตรีไม่ไหว หล่อนอยากจะบอกให้ปวราเปลี่ยนใจและขอโทษภารตรีเพื่อจะได้อยู่ที่นี่ต่อไป แต่หล่อนก็เป็นแค่คนใช้อย่างที่เขาว่า ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงหรือเสนอแนะอะไรทั้งนั้น

ปริญดาถอดถอนใจอีกครั้ง น้ำตาตกในจนปวดรวดร้าวทรมานใจไปหมด ไม่คิดเลยว่าจากปัญหาเล็ก ๆ แค่เรื่องการแต่งงานของเธอจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนความลับทุกอย่างถูกเปิดเผยออกมา และความจริงนั้นมันก็ช่างน่าตกใจและสร้างความทุกข์ทรมานให้เธออย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องของเวหา....ปริญดาเผลอเอามือกุมหน้าท้องตนเองอย่างปกป้อง ร่างของเธอสั่นสะท้านเมื่อคิดว่าตอนนี้เขาคงรู้ความจริงแล้ว และมันเป็นความจริงเพียงด้านเดียวที่อาจจะทำให้เขากลับมาเกลียดเธออีกครั้ง

หญิงสาวหลับตา พยายามระงับจิตใจและปัดความคิดเหล่านั้นไปก่อน ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือเก็บของออกไปจากบ้านนี้ หลังจากนั้น เธอคงมีคำถามอีกมากที่จะต้องถามมารดา เพื่อจะได้รู้ว่าตนเองจะต้องทำอย่างไรต่อไป

“ถ้างั้นปริมไปเก็บของก่อนนะคะ เสร็จแล้วปริมจะไปเตรียมรถรอแม่ข้างล่าง แล้วเราจะได้เป็นอิสระจากที่นี่กันเสียที”
<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><>

คุณZephyr --- มาม่า ดราม่าจนจบเรื่องเลยค่ะ กว่าคู่นี้จะลงเอยได้ต้องเจอศึกหนักหลายด้าน อิอิ
แล้วก็ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านอยุ่นะคะ รู้สึกผิดที่ทิ้งไปนานมากแต่รับรองครั้งนี้ได้อ่านจนจบชัวร์ค่า



เปลวหอม
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 21 ก.ย. 2558, 09:48:55 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 ก.ย. 2558, 09:48:55 น.

จำนวนการเข้าชม : 1186





<< ตอนที่ 32   ตอนที่ 34 >>
lamyong 21 ก.ย. 2558, 12:53:05 น.
อะไรมันจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดน้านนน แล้วเวย์ก็เข้าใจผิดน่ะสิ


Zephyr 21 ก.ย. 2558, 19:18:45 น.
ฝั่งนู้นคงเข้าใจว่า
พี่น้องต่างแม่รักกันเองแนาๆ


kaelek 21 ก.ย. 2558, 20:47:17 น.
สงสารปริมจับใจ เกลียดยัยคุณย่าจับจิต


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account