เพียงใจปรารถนา
อดีตอันแสนโหดร้ายในวัยเด็กทำให้ เวหา เติบโตมาเป็นผู้ชายแข็งกร้าวและเย็นชา ผู้หญิงคนไหนก็ไม่สามารถผ่านด่านหัวใจเขาไปได้ แต่ใช่ว่าเขาจะไร้ความรู้สึก เมื่อผู้หญิงที่เขาแอบรัก แต่ไม่สามารถครอบครอง ถูกคนรักของตนเองขอเลิกและไปแต่งงานกับ ปริญดา หญิงสาวผู้ซึ่งเพียงต้องการหนีปัญหา เธอจึงต้องตกเป็นจำเลยแห่งความโกรธแค้นของชายหนุ่ม ที่สำคัญ...เขาทำให้เธอตกหลุมรัก ยอมจำนน และทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดีเพื่อแก้แค้นให้สมน้ำสมเนื้อที่เธอทำให้ผู้หญิงที่เขารักต้องเสียใจ!

แต่เมื่อความเข้าใจผิด การโกหกปิดบัง ได้ถูกเปิดเผย จะช่วยให้เธอและเขาเปลี่ยนความแค้น และความชิงชัง ให้เป็นความรักได้หรือไม่......ขอเพียงแค่ใจปรารถนา...รักของทั้งคู่คงไม่เกินความจริง

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 34

สวัสดีค่ะนักอ่านเว็บเลิฟทุกท่าน เอานิยายมาส่งค่า ตอนนี้ความจริงหลายอย่างเปิดเผยมาเรื่อย ๆ เวย์จะทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง ฝากนักอ่านทุกท่านติดตามและติชมกันด้วยนะคะ ^^

พบกันอีกครั้งวันศุกร์ค่ะ

เพียงใจปรารถนา ตอน 34



‘แม่อยากตาย...ได้ยินไหมว่าแม่อยากตาย....’

‘แม่! แม่อย่าตายนะ! ผมสัญญากับพ่อแล้วว่าจะดูแลแม่ เพราะงั้นแม่อย่าตายนะ!’

‘ปริมคือลูกของเมียใหม่คุณภาค! เป็นลูกของคนที่ทำให้พ่อทิ้งเวย์ไป และแม่ของเวย์ต้องฆ่าตัวตายก็เพราะคนพวกนั้น!’

‘เวย์จะแต่งงานกับปริมไม่ได้ เพราะปริมก็คือน้องต่างแม่แท้ ๆ ของเวย์!’

“ปัดโธ่โว๊ย!” เวหาสบถลั่น ขว้างแก้วเหล้าที่อยู่ในมือไปที่ผนังจนแตกกระจาย ก่อนจะเอามือกุมศีรษะแล้วเงยหน้าตะโกนลั่นห้อง ปลดปล่อยอารมณ์โกรธในตัวที่ทำให้เขาแทบบ้าคลั่งกับความจริงที่เขาเพิ่งได้รับรู้มา

เวหาขบกรามจนเป็นสันนูน กำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความสะอิดสะเอียนเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขากับปริญดามีร่วมกัน ยิ่งพอคิดถึงเด็กในท้อง ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยว มีอาการคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนออกมา

แต่เมื่อใบหน้าหวานของปริญดาลอยเด่นเข้ามาในห้วงความคิด รอยยิ้มแห่งความดีใจเมื่อเธอได้ยินเขาบอกรักฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัว เวหาหลับตาเพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกรักใครสักคนอย่างจริงใจ พร้อมจะดูแลและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยกัน แต่ผู้หญิงคนนั้น....ผู้หญิงที่เขารัก...กลับกลายเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขาเอง และเธอกำลังตั้งท้องลูกของเขา!

“บัดซบ! บัดซบที่สุด!”

อีกครั้งที่เวหาคำรามด้วยความโมโห พาลปัดข้าวของที่อยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เขาคว้าขวดเหล้าที่กลิ้งตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเปิดฝา กระดกดื่มไปหลายอึกอย่างรวดเร็วจนหกเลอะต้นคอและทั่วปาก ก่อนจะกระแทกตัวเองเข้ากับโซฟา น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อซึม ก่อนจะไหลมาเป็นทางจนเขาต้องรีบกดหัวตาระงับน้ำตาไม่ให้ไหล แล้วกระดกขวดเหล้าในมือเข้าไปอีกหลายครั้ง

ศีรษะเขาเริ่มปวดตุบ ๆ ราวกับโดนค้อนทุบ เขาลุกขึ้นเดินโงนเงนเข้าไปในห้องนอนแล้วตรงไปยังตู้ลิ้นชักข้างหัวเตียง จากนั้นก็กระชากเปิดลิ้นชักขั้นสุดท้าย หยิบนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ถูกเก็บเอาไว้ด้านในสุดออกมา เขาไม่ได้แตะต้องของต่างหน้าแทนบิดาชิ้นนี้มาหลายปีตั้งแต่ย้ายจากกาญจบุรีเข้ามาซื้อคอนโดอยู่ที่กรุงเทพ เพราะทุกครั้งที่เขาเห็นมัน ภาพในอดีตก็จะคอยมาหลอกหลอนสร้างความโกรธระคนเสียใจให้กับเขาจนต้องโยนมันเก็บทุกครั้งไป

เวหากำนาฬิกาที่อยู่ในมือแน่น มองมันราวกับเป็นของน่าขยะแขยง ความเกลียดชังในตัวบิดาแท้ ๆ เพิ่มพูนเป็นเท่าตัวทั้งที่เขาเคยบอกตัวเองว่าขอตัดขาดกับผู้ชายคนนั้นไปชั่วชีวิต ยิ่งมาเกิดเรื่องครั้งนี้ มันทำให้เศษเสี้ยวกระผีกของความรักต่อบิดาที่เขารู้ว่ายังคงคงมีอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจแตกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี คน ๆ นั้นทำลายมารดาเขา ทำลายความรักของเขา ทำลายทุกคนที่เขารัก และเขาก็ไม่อยากจะเก็บของไร้ค่าพรรค์นี้ให้เป็นเครื่องจดจำความอัปยศอีกต่อไป!

เวหาเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้องน้ำ เงื้อมือขึ้นสูงตั้งใจจะโยนนาฬิกาลงโถชักโครก แต่แล้วมือนั้นก็ต้องชะงักตกลงข้างกายช้า ๆ ข้อมือเกร็งแน่น ลมหายใจหอบถี่รัวเร็วเมื่อเขานึกถึงสิ่งที่เคยคุยกับปริญดาเกี่ยวกับบิดา เขาพยายามระงับโทสะและนึกทบทวนมันอีกครั้ง

หลายนาทีผ่านไปกว่าที่เวหาจะเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับนาฬิกาที่ยังคงอยู่ในมือ เดินไปหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานแล้วกดโทรหามารดาทันที

“แม่ครับ ผมว่าผมจะไปพักผ่อนที่สิงคโปร์สักอาทิตย์ หรือไม่ก็อาจจะนานกว่านั้น ยังไงผมจะติดต่อแม่ไปอีกที”

อมลวรรณฟังเสียงราบเรียบแข็งกระด้างของลูกชายแล้วก็สะท้อนในอก รู้เลยว่าเวหาที่เย็นชาไร้หัวใจคนเดิมได้กลับมาแล้ว

“แล้วแต่เวย์เถอะลูก ถ้าไปแล้วสบายใจ ทางนี้ถ้ามีอะไรแม่จะคอยจัดการเอง” หล่อนพยายามกล้ำกลืนน้ำตาไม่ให้มีเสียงร้องเล็ดรอดออกมา หล่อนไม่คิดมาก่อนเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของหล่อน ตั้งแต่รับเวหาในฐานะลูกบุญธรรมเข้ามาอยู่ในบ้าน หล่อนและสามีไม่เคยปริปากเอ่ยถึงเรื่องครอบครัวเก่าของเขาอีกเลย และพยายามมอบความรักความอบอุ่นจนในที่สุดเวหาหลุดพ้นจากความทุกข์ในอดีตและพบเจอคนที่เขารัก แต่คนรักคนนั้นกลับเป็นผู้หญิงต้องห้าม และหล่อนจะไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิตที่ปล่อยให้เรื่องอดสูนี้เกิดขึ้นกับเวหา

“ผมขอโทษที่ไม่ได้ไปส่งแม่กับพ่อกลับบ้าน ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียวจริงๆ” พูดขณะที่สายตาก็มองนาฬิกาในมือไปด้วย

“เอาเถอะ ๆ แม่กับพ่อเข้าใจ เวย์ไปพักผ่อนเถอนะ รู้สึกดีขึ้นเมื่อไรก็ค่อยกลับมา”

“ครับแม่” เวหาวางสายจากมารดาไปแล้ว เขาก็เดินไปวางนาฬิกาไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางออกมากางบนเตียง เก็บเสื้อผ้าและของใช้เท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋า ก่อนจะเดินไปเปิดโน๊ตบุ้คเพื่อหาตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์ ไฟล์ทเร็วที่สุดเท่าที่จะหาได้ ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ชอบหนีปัญหา แต่ครั้งนี้เขาทำใจเผชิญหน้ากับปัญหายุ่งยากนี้ไม่ไหวจริง ๆ ขอหลบไปขบคิดไกล ๆ สักพัก แล้วค่อยกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป

แต่ก่อนไป เขามีบางอย่างที่อยากรู้และต้องรู้ให้ได้ เขามั่นใจว่าบิดาและมารดาบุญธรรมของเขาไม่ใช่คนชอบโกหก แต่เพราะพวกท่านอาจจะรู้ไม่หมด และเขาอยากแน่ใจในคำบอกเล่านั้นจากปากคนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นมา รวมถึงคำถามที่ค้างคาใจเขามาเนิ่นนานแสนนาน ทุกอย่างจะกระจ่างแจ้งชัดเจนในอีกไม่ช้านี้แน่นอน....



เกือบชั่วโมงกว่าที่เขามาถึงโรงพยาบาลจิตเวชชื่อดัง แต่กลับนั่งนิ่งอยู่ในรถสองจิตสองใจไม่ลงเสียที เขาใช้ศอกยันกระจกรถเอามือกุมศีรษะแล้วใช้นิ้วชี้เคาะไปมาเบา ๆ ดวงตาคมเข้มดูหม่นเศร้าขณะมองออกไปนอกรถเห็นคนไข้และพยาบาลเดินสวนกันไปมาที่ลานกว้างหน้าตึก

ตั้งแต่มาถึงที่นี่ หัวใจเขาก็ระส่ำเต้นไม่เป็นจังหวะ ละล่ำละลักเปิดปิดประตูรถอยู่หลายครั้ง นับเป็นเวลาเกือบยี่สิบกว่าปีที่เขาไม่ได้เจอบิดา ใบหน้าก็จำได้แค่เพียงเลือนลางเท่านั้น เพราะภาพฝังใจที่มันติดตรึงอยู่ในความทรงจำเขาไม่เคยเลือนคือภาพของมารดาที่นอนจมกองเลือด หายใจรวยรินรอความตายอยู่ตรงหน้า ความโกรธแค้นเมื่อนึกถึงทำให้เขาไม่กล้าลงจากรถสักที

เสียงทุบกระจกรถปึงปังทำเอาเวหาสะดุ้งตกใจ ผงะหนีห่างเมื่อเห็นใบหน้าหญิงวัยกลางคนในมือกอดหมอนฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันหลอมองเข้ามาในรถ ผู้หญิงคนนั้นท่าทางคงเป็นคนไข้ที่โรงพยาบาลนี้เมื่อดูจากชุดที่สวมใส่ เธอเดินวนไปรอบ ๆ รถพลางทุบรถเขาไปด้วยพร้อมกับตะโกนโวกเวกอะไรสักอย่างที่เขาจับใจความไม่ได้ สักพักบุรุษพยาบาลหนุ่มสองคนก็เดินแกมวิ่งเข้ามา พยายามไล่จับเธอที่วิ่งหนีไปรอบ ๆ รถของเขาอย่างสนุกสนาน

เวหาเห็นท่าทางวิ่งไล่จับอย่างทุลักทุเลของสองบุรุษพยาบาลจึงเปิดประตูรถตะโกนถามออกไป “ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไล่ต้อนเธอกลับเข้าไปข้างในเอง คนไข้คนนี้ชอบหนีออกมาจากตึกอย่างนี้ประจำแหล่ะครับ” บุรุษพยาบาลคนหนึ่งบอกด้วยรอยยิ้มเหนื่อย ๆ

ชายหนุ่มยักไหล่ ส่งยิ้มกลับอย่างเห็นใจ ดูท่าว่าคนไข้คนนี้จะแรงเยอะอยู่ไม่น้อยถึงได้วิ่งหลบซ้ายหลบขวาไปมาพลางหัวเราะเอิ้กอ้ากเห็นเป็นเรื่องสนุก

พอเขามองอาการไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปของผู้หญิงคนนี้ เขาก็นึกไปถึงบิดาที่พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เขาจำได้คร่าว ๆ จากปริญดาว่าบิดาเขาเสียใจมากเพราะการจากไปของปู่ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้าและคิดจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง แต่เขารู้ว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรมากกว่านั้น และหวังว่าการพบกันในรอบหลายปีครั้งนี้ บิดาเขายังคงมีสติครบถ้วนและไม่มีอาการเหมือนคนจิตไม่ปกติอย่างผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าเขาคนนี้

เวหาสูดหายใจลึกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด เมื่อตั้งใจจะมาพบบิดาและขับรถมาถึงที่นี่แล้ว เขาก็ไม่ควรขี้ขลาดหันหลังกลับ ความอยากรู้มีมากกว่าความโกรธแค้นชิงชังที่มันกัดกินใจเขามาเนิ่นนานที่ทำให้เขาขับรถมาถึงที่นี่ และเขาจะรู้ความจริงทุกอย่างจากปากผู้ชายใจร้ายคนนั้นให้ได้

เขากดรีโมทล็อครถ หยุดยืนทำใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในโรงพยาบาลโดยไม่ลังเล



“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าถ้าผมต้องการมาเยี่ยมคนไข้ สามารถสอบถามข้อมูลที่นี่ได้เลยไหมครับ” เวหาเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ เมื่อเดินมาที่โต๊ะประชาสัมพันธ์

“แล้วคนไข้ที่คุณมาพบอยู่แผนกไหนคะ ฉันจะได้บอกคุณได้ถูก”

เวหาย่นคิ้ว “อืม...เขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้าน่ะครับ“

เจ้าหน้าที่ยิ้มตอบแล้วผายมือไปทางด้านซ้าย “ถ้าอย่างนั้นคุณเดินตามทางเดินนี้ไปแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปเรื่อย ๆ จะเห็นป้ายคลีนิคซึมเศร้า คุณสามารถแจ้งชื่อคนไข้และสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่นั่นได้เลยค่ะ”

“ขอบคุณมากครับ” เวหาน้อมศีรษะแล้วเดินไปตามทางที่เจ้าหน้าที่บอก

ขณะที่เดินไปนั้น หัวใจเขาก็ยังคงเต้นตึกตัก หน้าอกรู้สึกโหวงเหวง ขาที่ก้าวเดินแต่ละก้าวหนักอึ้งแต่ก็ไม่หยุดเดินและแน่วแน่ว่าวันนี้ต้องเจอบิดาให้ได้

สมองของเขาคิดทบทวนไปมาว่าหากเจอกันแล้วเขาจะเริ่มต้นพูดอย่างไรดี บิดาจะจำเขาได้ไหม แล้วถ้าจำเขาได้บิดาจะดีใจไหมที่ได้พบเขา หรือว่าจะไม่สนใจและขับไล่ไสส่งเขาไปแทน

เวหาที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยไปต่าง ๆ นา นา ต้องสะดุ้งชะงักงัน เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องตกใจและเสียงโวยวายของคนไข้และพยาบาลที่ดังออกมาจากคลีนิคซึมเศร้าที่เขาเพิ่งจะเดินมาถึง ความโกลาหลตามมาหลังจากนั้นเมื่อมี เจ้าหน้าที่บุรุษพยาบาลและหมอวิ่งผ่านประตูทางเข้าคลีนิคไป ด้านหลังมีพยาบาลหลายคนหน้าตาตื่นช่วยกันคนไข้ที่ยืนอออยู่หน้าประตูให้ออกไปด้านนอก

เขายืนลังเลอยู่สักพัก คิดว่าด้านในอาจจะมีคนไข้สติไม่ดีเหมือนผู้หญิงที่เขาเห็นหน้าโรงพยาบาลกำลังอาละวาดอยู่ก็ได้ เขาจึงเดินหลบไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง รอดูสถานการณ์ให้สงบกว่านี้ก่อนแล้วค่อยเข้าไป

“พาคนไข้ไปห้องฉุกเฉินเดี๋ยวนี้ เขาเสียเลือดไปมากเราต้องรีบห้ามเลือดด่วน!”

เสียงสั่งการของหมอที่เดินนำออกมาก่อนดังไปทั่วโถงทางเดิน ต่อจากนั้นก็มีพยาบาลสองสามคนเข็นเตียงคนไข้ตามออกมา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาชะเง้อมองร่างผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียง เขาเห็นใบหน้าไม่ชัดเพราะพยาบาลที่เข็นรถอยู่นั้นบังอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ดูแล้วน่าจะเป็นวัยกลางคนถึงแม้ผมจะขาวโพลนทั้งศีรษะ

พลันสายตาของเขาก็ไปเห็นมือซ้ายตรงข้อมือของผู้ชายคนนั้นซึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะแต่เลือดแดงสดก็ยังซึมไหลออกมา ทั่วทั้งร่างก็แข็งเป็นหินนิ่งขึง ใบหน้าซีดเซียวในฉับพลัน ดวงตาเบิกค้างตะลึงตกใจ ภาพตรงหน้าทำให้เขานึกถึงมารดาในทันทีตอนที่เลือดสีแดงฉานเปื้อนเปรอะเต็มข้อมือและบนที่นอน กลิ่นคาวเลือดคุ้งกระจายจนเขาแทบอยากจะอาเจียน สองมือเต็มไปด้วยเลือดของมารดาในขณะที่เขาได้แต่มองมารดาค่อย ๆ หมดลมไปอย่างช้า ๆ โดยที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

เวหากลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ แล้วรีบบ่ายหน้าหนีไปอีกทางเพราะไม่อยากเห็นภาพสะท้อนอดีตที่เขาไม่อยากจดจำ

“คุณพยาบาลคะ สามีฉันจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ ถ้าเขาเสียเลือดมากเอาเลือดฉันไปก็ได้ค่ะ แต่ขออย่าให้เขาเป็นอะไรนะคะ”

“ญาติใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ ตอนนี้ถึงมือหมอแล้ว คนไข้ปลอดภัยแน่นอนค่ะ”

“แต่...แต่แผลที่ข้อมือเขา...น่ากลัวมาก...เลือดไหลเยอะมาก และก็ไม่รู้ว่านานเท่าไรที่เขากรีดข้อมือตัวเองก่อนที่ฉันจะเข้าไป แล้วถ้าเขาตาย....”

“ไม่หรอกค่ะ คุณหมอบอกว่าคนไข้ยังหายใจอยู่ ยังไงคุณหมอก็ต้องช่วยอย่างเต็มที่ คุณไม่ต้องห่วงนะคะ”

บทสนทนาระหว่างพยาบาลกับญาติคนไข้ที่กำลังสะอื้นร้องไห้เรียกความสนใจจากเวหา เขามองภรรยาของผู้ชายคนนั้นที่ทรุดตัวลงนั่งหมดแรงอยู่กับพื้นพลางถอนใจ ดูแล้วท่าทางผู้หญิงคนนี้อายุพอ ๆ กับมารดาบุญธรรม ถ้าเสียสามีไปตอนนี้ชีวิตคงจะหดหู่น่าดู

“...ผู้หญิงคนนี้” เวหาพึมพำกับตัวเอง เมื่อหรี่ตามองแล้วพินิจพิเคราะห์ผู้หญิงที่เป็นภรรยาของคนไข้คนนั้นดี ๆ อีกครั้ง

เขาเดินเข้าไปใกล้อีกนิด เป็นจังหวะเดียวกับพยาบาลช่วยพยุงให้เธอลุกขึ้นยืนแล้วพาเธอไปนั่งที่โซฟา พอเธอเงยหน้าขึ้นมาแม้จะมีน้ำตานองเต็มสองแก้ม เขาก็จำได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร!

แล้วถ้าเธอคือภรรยาของผู้ชายคนนั้น ก็แสดงว่าคนที่เพิ่งถูกเข็นไปที่ห้องฉุกเฉินก็คือบิดาแท้ ๆ ของเขา!

อีกครั้งที่เขายืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้นทำอะไรไม่ถูกเมื่อความจริงที่ถูกเปิดเผยเมื่อคืนจากปากมารดาและบิดาบุญธรรมของเขามันประจักษ์แจ้งเห็นชัดในวันนี้ว่าปริญดาคือน้องสาวของเขาจริง ๆ

เวหารีบถอยหลังพิงผนังเมื่อแทบจะพยุงร่างตัวเองไม่อยู่ อยากจะหนีหายไปจากที่นี่เสียเดี๋ยวนี้ แต่แข้งขากลับหมดเรี่ยวแรง หัวตาเขารู้สึกร้อนผ่าว น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่จนเขาต้องรีบเงยหน้าขึ้นเพื่อกลั้นน้ำตา

“นั่น...คุณเวหาใช่ไหมคะ”

เสียงแหบ ๆ ของผู้หญิงที่เรียกเวหาอย่างไม่แน่ใจทำให้เขาต้องรีบเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเช็ดน้ำตา เขารู้ว่าจะหลบไปตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้วเมื่อหันไปมองปวราด้วยท่าทางเฉยชา

“คุณเวหาจริงๆ ด้วย นี่คุณ...มาที่นี่ได้ยังไงคะเนี่ย” ปวราถามด้วยความดีใจระคนสงสัย หล่อนตั้งใจว่าจะมาหาภาคภูมิ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง จากนั้นหล่อนก็จะหาทางติดต่อกับเวหา แต่เมื่อเขามาอยู่ตรงหน้าหล่อนแล้วตอนนี้ หล่อนก็จะไม่ปล่อยโอกาสที่จะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้เขาเข้าใจหลุดลอยไป

“คุณเวหามาพบ...เอ่อ...คุณพ่อเหรอคะ” ปวราไม่ปกปิดอีกต่อไป เพราะถ้าเขามาถึงที่นี่เขาก็คงรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

พอเวหาได้ยินคำเรียกนั้นเขาก็ชักสีหน้าไม่พอใจ “คุณเพ้อเจ้อเรื่องอะไร” เขามองไปรอบ ๆ หวั่นใจว่าปริญดาจะมากับมารดาของเธอด้วย ซึ่งเขาไม่อยากเห็นหน้าเธอตอนนี้

“ขอโทษนะ ผมขอตัว” เขารีบตัดบทแล้วเดินผ่านหน้าปวราไป

“เดี๋ยวก่อนค่ะ! ขอฉันคุยกับคุณหน่อยได้ไหมคะ” หล่อนรีบคว้ามือเขาไว้

เวหารีบสะบัดมือหนีราวกับถูกน้ำร้อนลวก ความโกรธที่เขาสู้อุตสาห์ข่มไว้เดือดพล่านอีกครั้ง เขาขบกรามแน่นมองหน้าปวรา ผู้หญิงคนนี้คือคนที่แย่งบิดาเขาไป! และทำให้มารดาเขาต้องฆ่าตัวตาย!

“คุยเหรอ หึ ผมไม่คุยกับผู้หญิงเห็นแก่ตัวแบบคุณ” เขากัดฟันพูด รีบหันหลังเดินหนี

ปวราไม่ยอมแพ้ถึงแม้จะหน้าชาที่ถูกเด็กรุ่นลูกตราหน้า เพราะเข้าใจว่าเขาคงได้รับข้อมูลมาผิด ๆ และเกลียดชังหล่อนแบบนี้

หล่อนรีบเดินไปขวางเขาด้านหน้า ยกมือห้าม “ขอร้องเถอะค่ะ ขอให้ฉันได้อธิบายเรื่องทุกอย่างให้คุณฟัง ตอนนี้คุณกำลังเข้าใจผิดอยู่นะคะ”

เวหาหัวเราะหยัน มือสองข้างกำแน่นอย่างอดกลั้นที่จะไม่ผลักผู้หญิงตรงหน้าให้พ้นทาง เขาจึงทำได้แค่เดินหนีโดยไม่พูดตอบโต้อะไรทั้งนั้น บอกเป็นนัยให้เธอเลิกตื๊อเขาเสียที

“คุณเวหา! อย่าเพิ่งไปค่ะ ขอให้ฉันได้อธิบายก่อน” ปวรายังตามเขามาและคว้าข้อมือเขาไว้แน่น น้ำตาเริ่มรินไหล รู้สึกอับอายที่ต้องเป็นฝ่ายตามตื๊อ แต่หล่อนจะไม่ปล่อยให้เขาเดินหนีไปง่าย ๆ โอกาสที่หล่อนจะได้อธิบายสองต่อสองกับเขาคงไม่มีอีกแล้วถ้าวันนี้หล่อนไม่สามารถทำให้เขาหยุดรับฟังหล่อนได้

“เลิกยุ่งกับผมสักที” เวหาตะคอกลอดไรฟัน

“แต่คุณภาคเขาคิดถึงคุณกับคุณอรมากนะคะ เขาหาโอกาสฆ่าตัวตายหลายครั้งด้วยวิธีอย่างวันนี้เพราะเขารู้สึกผิดที่ทำให้คุณกับคุณอรเสียใจ ฉันรู้ว่า..”

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้!” เวหาตะเบ็งเสียงดังจนทุกคนที่เดินผ่านไปมาหยุดมองกันเป็นตาเดียว

ปวราตัวสั่น หน้าซีดไร้สีเลือดด้วยความหวาดกลัว หล่อนเห็นมือของเขายกขึ้นมาเป็นกำปั้นและเกร็งฝืนไว้สุดแรง ใจหนึ่งก็กลัวว่าอารมณ์ของเวหาจะระเบิดโพล่งออกมาจนลงไม้ลงมือกับหล่อน แต่ความรู้สึกลึก ๆ ก็มั่นใจว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ชายประเภทนั้นแน่นอน

“ตอนนี้คุณภาคเสียเลือดจากการกรีดข้อมือไปมาก คุณจะไม่อยู่รอดูอาการพ่อคุณหน่อยเหรอคะ”

“ไม่จำเป็น เขาไม่ใช่พ่อผม” เวหาแทบจะคำราม ก่อนจะผละเดินหนีไปอีก

ปวรารีบเดินก้าวยาว ๆ ตามหลัง มาถึงขั้นนี้แล้วหล่อนจะต้องคุยกับเขาให้ได้ “คุณพูดอย่างนั้นได้ยังไงกัน ยังไงเขาก็เป็นพ่อของคุณนะ สายเลือดตัดกันไม่ขาดหรอกค่ะ”

เวหาไม่หยุดเดิน ปล่อยให้ปวราพล่ามไปเรื่อย “ตลอดยี่สิบกว่าปีที่เขาทิ้งพวกคุณมา บอกเลยว่าไม่มีวันไหนเลยที่คุณภาคมีความสุข แม้แต่วันที่เขาแต่งงานกับฉันเขาก็ยังคงคิดถึงคุณและคุณอรเสมอ เขากลายเป็นคนซึมเศร้าเอาแต่คิดโทษตัวเองว่าเป็นคนทำให้คุณอรตาย และคิดฆ่าตัวตายตามอยู่หลายครั้ง จนพวกเราห้ามเองไม่ไหวส่งคุณภาคมาพักรักษาตัวที่นี่ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง คุณควรจะให้โอกาสเขาได้แก้ตัวสักครั้งนะคะ”

ปวราหอบหายใจเหนื่อย หล่อนพูดจนเสียงแหบแห้งขนาดนี้เขาก็ยังไม่ยอมหยุดฟัง “คุณเวหา ฉันรู้ว่าคุณมาที่นี่เพื่อมาเจอคุณภาค ถ้าคุณอยากรู้ความจริงฉันบอกคุณได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องปริม มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดเลยนะคะ”

เวหาหยุดเดินกะทันหันจนปวราชนไหล่เขาแทบล้ม “หึ ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเหรอ คุณบอกว่าพ่อผมไม่เคยมีความสุขเลยแม้จะแต่งงานกับคุณ แล้วถ้าไม่มีความสุขปริมจะได้เกิดมาไหม!”

ปวราเองก็หมดความอดทน ถ้าอยากจะคุยกันตรงนี้กลางตึกต่อหน้าสาธารณะชนก็เอา!

“ใช่! คุณภาคไม่เคยมีความสุข ฉันกับคุณภาคไม่เคยได้เสียกัน! แม้ว่าฉันจะรักเขาเท่าไรเขาก็ไม่เคยสนใจใคร่ดี เพราะเอาแต่พร่ำเพ้อถึงภรรยาเก่ากับลูกชายเขาตลอดเวลา ยิ่งเมื่อเขารู้ว่าภรรยาฆ่าตัวตายและแม้แต่งานศพก็ยังไปไม่ได้มันยิ่งทำให้เขาเป็นบ้าจนเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงแบบนี้” หล่อนพูดไปน้ำตาก็ไหลพรากอาบสองแก้ม ไม่สนใจคนรอบข้างที่มองมาด้วยความใคร่รู้

“ฉันรู้สึกผิดมาตลอดที่ทำให้ครอบครัวคนอื่นต้องแตกแยก” ปวราปาดน้ำตาทิ้ง มือจับหน้าอกตัวเองไว้มั่นเมื่อมันบีบเค้นหัวใจหล่อนแทบร้าวรานกับการประจานตัวเอง

“แต่ทุกอย่างที่ฉันทำก็เพื่อปริม ฉันไม่อยากให้เขาต้องเกิดมาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเขาคือใคร คุณภาคคือสิ่งเดียวที่ฉันจะสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับตัวเองและก็ปริมได้...”

ปวราส่ายหน้า น้ำตายังคงไหลรินด้วยความอดสู อยากจะอธิบายให้มันจบ ๆ ไป แต่น้ำตาเจ้ากรรมมันไม่ยอมหยุดไหล ความเศร้าเสียใจผลักดันให้อารมณ์ที่เก็บกดมานานปลดปล่อยจนคำพูดแหบแห้งไปกับลำคอไม่มีแม้แต่แรงจะเปล่งเสียงออกมา

“ที่คุณพูดหมายความว่าไง”

“คะ?” ปวราที่มัวแต่จมจ่อมอยู่กับความคิดตัวเองเลยไม่ได้ทันฟัง

เวหาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “ก็เรื่องปริมไง เฮ้ออ แต่ก็ช่างมันเถอะ” ว่าแล้วเขาก็ทำท่าจะเดินต่อ

“ถ้าคุณอยากรู้เรื่องปริมเราไปหาที่เงียบ ๆ คุยกันได้ไหมคะ” ปวรารีบร้องบอกก่อนที่เขาจะเดินหนีไป หล่อนมองไปรอบ ๆ เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าสายตาหลายคู่กำลังมองมาที่ทั้งสองคน

เวหาเม้มปากแน่น มองตามสายตาปวราก็เห็นนางพยาบาลกำลังซุบซิบแล้วมองมาที่พวกเขา เวหาหันกลับมามองที่ผู้หญิงตรงหน้าที่บัดนี้ทั้งใบหน้าแดงก่ำเพราะร้องไห้อย่างหนัก

ความจริงเขาหมดความอยากรู้ไปตั้งแต่เห็นเธอที่นี่แล้ว ยิ่งเธอคร่ำครวญเมื่อเห็นสามีตนเองฆ่าตัวตายก็ยิ่งตอกย้ำความจริงชัดเจนพออยู่แล้ว เขาไม่ต้องมาฟังเธอพูดให้เสียเวลา แต่พอเธอพูดถึงเรื่องปริญดา เขาก็อดไม่ได้ที่อยากจะรู้ในสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ต้องการจะบอกว่ามันคืออะไร

“นะคะคุณเวหา คุณจะให้ฉันยกมือไหว้ขอร้องฉันก็ยอม” ปวรายกมือพนมไหว้

“เฮ้ยนี่คุณ ทำบ้าอะไรเนี่ย!” เวหารีบดึงมือปวราลง มองไปรอบ ๆ ด้วยความอายว่าคนจะนินทา

“ก็คุณไม่ยอมให้ฉันอธิบายสักทีนี่คะ”

เวหากรอกตา ความโกรธที่เดือดพล่านเมื่อครู่กลายเป็นความสมเพชเวทนา “เอาล่ะ ๆ คุณอยากจะพูดอะไรก็พูดมา ผมเห็นที่นั่งม้าหินตรงทางเข้า” เขาพยักเพยิดหน้าบอกทาง แล้วเดินนำเธอไปตรงที่นั่งว่างด้านหน้าตึก

“ขอบคุณมากค่ะ” ปวรายิ้มกว้างเอ่ยขอบคุณเขาด้วยความดีใจ รีบเดินก้าวยาว ๆ ตามหลังชายหนุ่ม นึกโล่งใจอยู่ลึก ๆ ว่าถ้าเขาได้ฟังคำสารภาพจากหล่อน ทุกอย่างคงจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลูกสาวหล่อนก็จะได้แต่งงาน ลูกในท้องก็จะได้ไม่ต้องเป็นเด็กกำพร้า ชีวิตหล่อนก็หลุดพ้นจากบ้านขุมนรกของภารตรี มีความสุขกับชีวิตใหม่ที่ได้เห็นลูกสาวเป็นฝั่งเป็นฝากับคนที่เธอรัก หล่อนหวังว่าเวหาจะยอมรับและให้อภัยหล่อนจนกลับไปคิดทบทวนเรื่องแต่งงานกับปริญดาอีกครั้ง



“เอาล่ะ พูดมาเลย จะได้จบ ๆ” เวหาบอกห้วน ๆ ขณะนั่งลงบนม้านั่ง

ปวรานั่งตาม มือประสานกันไว้บนโต๊ะ “ฉันจะอธิบายทุกอย่างให้คุณฟัง และฉันขอสาบานด้วยชีวิตฉันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด คุณอาจจะฟังจากครอบครัวคุณมาซึ่งมันก็ถูกอยู่ครึ่งนึง แต่เรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้คือสิ่งที่ฉันอยากจะให้คุณเข้าใจว่าทำไมคุณภาคถึงต้องทิ้งพวกคุณไป และเลิกโกรธเกลียดเขาเสียที”

เวหายกมือปราม “โอเคๆ ขอเนื้อ ๆ เลยได้ไหม พูดวกไปวนมาผมปวดหัว”

ปวราสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยเข้าเรื่อง “ที่คุณภาคแต่งงานกับฉัน เป็นเพราะสถานะครอบครัวเขาบีบบังคับ มีหนี้สินมากมายที่พ่อคุณภาคก่อไว้จนครอบครัวเขาต้องมาขอร้องให้คุณพ่อฉันช่วยเหลือ”

“เรื่องนั้นผมรู้แล้ว” น้ำเสียงหงุดหงิด รู้สึกคิดผิดที่มาเสียเวลาฟังเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว

ปวรากลืนน้ำลายลงคอ “แต่คุณคงยังไม่รู้ว่าปริม...ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคุณภาคที่เกิดกับฉัน...”

เวหาหรี่ตา “คุณพูดเรื่องอะไร”

“ก็อย่างที่ฉันบอก...” ปวราเริ่มน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันกับคุณภาคไม่เคยได้เสียกัน เขาไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับฉันมากกว่าความเป็นเพื่อน แม้จะนอนห้องเดียวกันแต่เขาก็ไม่เคยแตะต้องฉันสักครั้ง”

“ถ้าอย่างนั้น แล้วปริม...” หัวใจเขาเต้นถี่ยิบขณะรอฟังคำตอบ

ปวราเบือนหน้าหนีเพื่อปาดน้ำตา ก่อนจะหันมายิ้มเศร้า ๆ “ฉันท้องก่อนจะแต่งงานกับคุณภาคค่ะ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยนอกจากพ่อของฉัน ประจวบเหมาะที่พ่อของคุณภาคร้อนเงิน พ่อของฉันจึงยื่นข้อเสนอด้วยการให้คุณภาคแต่งงานกับฉันเพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องถูกตราหน้าว่าท้องไม่มีพ่อ”

เวหาอึ้งกับคำสารภาพของปวรา วูบหนึ่งรู้สึกโล่งใจที่ปริญดาไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับเขา แต่เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “นี่คุณพูดจริงเหรอ”

“จริงทุกคำพูดค่ะ สองครั้งในชีวิตฉันที่เคยโกหกก็คือเรื่องตั้งท้องก่อนแต่งงานกับคุณภาคและโกหกเรื่องพ่อแท้ ๆ กับปริมเท่านั้น แต่ถ้าคุณยังไม่เชื่อ อยากจะตรวจดีเอ็นเอของปริมกับคุณภาคดูก็ได้ค่ะว่าตรงกันหรือไม่”

เขามองสีหน้าท่าทางจริงจังของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ลงความเห็นว่าเธอคงไม่คิดแต่งเรื่องมาหลอกเขาและร้องไห้ได้สมจริงสมจังขนาดนี้

“แล้วพ่อแท้ ๆ ของปริมเป็นใคร ทำไมคุณปล่อยให้เขาทำคุณท้องแล้วไม่รับผิดชอบแบบนี้”

อีกครั้งที่ทำนบน้ำตาของปวราพังครืน สะอื้นร้องไห้ด้วยความเจ็บแค้นใจทุกครั้งที่ต้องพูดถึง “พวกมันเป็นไอ้ชั่วช้าสารเลว ทำลายชีวิตฉัน ทำลายครอบครัวฉัน ฉันสาปแช่งมันทุกวันขอให้พวกมันไม่ได้ตายดี!”

“พวกมัน?” เขาทวนคำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ใช่ค่ะ ฉันถูกพวกมัน...ข่มขืน” คำสุดท้ายหล่อนพูดออกมาได้ยากเย็น มือที่ประสานอยู่บนโต๊ะบีบกันแน่น

ดวงตาเวหาแข็งกร้าว ร่างเกร็งขืน กรามขบกันจนเป็นสันโดยไม่รู้ตัว ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่นี้แต่ต้องมาแบกความทุกข์อันหนักหนาสาหัส นี่ถ้าปริญดารู้เข้า...เธอไม่ใจสลายหรืออย่างไร

“เรื่องนี้...ปริมเขารู้หรือเปล่าครับ”

ปวราพยักหน้าช้า ๆ ตอบเสียงสั่น “ฉันไม่อยากปกปิดอะไรปริมอีกแล้วค่ะ แค่นี้ลูกสาวฉันก็เจ็บปวดเจียนตายจะแย่อยู่แล้ว หากฉันต้องปิดบังแล้ววันหนึ่งความลับถูกเปิดเผย ปริมจะยิ่งเสียใจหนักขึ้นอีกที่ฉันไม่ยอมบอกความจริงกับแกตั้งแต่ทีแรก”

เวหาเอามือเสยผม สีหน้าหนักใจ “แล้วนี่ปริม..เขาเป็นยังไงบ้างครับ”

“ตอนแรกปริมก็ทำใจรับเรื่องนี้ไม่ได้ค่ะ ร้องไห้ทั้งคืน ฉันเป็นห่วงปริมกลัวว่าจะกระทบลูกในท้อง แต่ตอนนี้เราย้ายออกมาจากบ้านคุณภารตรีแล้ว ปริมเลยมีเวลาได้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ อารมณ์แกก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ” หล่อนเห็นคิ้วหนาของชายหนุ่มขมวดเป็นปมเลยช่วยไขข้อข้องใจให้

“คุณภารตรี คุณย่าของคุณ แม่คุณภาคยังไงล่ะคะ ที่คุณเห็นในร้านอาหารนั่นล่ะค่ะ”

“ทำไมคุณถึงต้องย้ายออกมาด้วยล่ะ แล้วตอนนี้พวกคุณไปพักอยู่ที่ไหนกัน” น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง ความโกรธเกลียดเมื่อสักครู่หายวับไปกับตา

“พวกเราไปพักโรงแรมค่ะ เพราะตอนนี้บ้านคุณพ่อฉันถูกขายทิ้งไปนานแล้ว นอกจากบ้านคุณภารตรีแล้วเราก็ไม่มีบ้านที่ไหนอีก” ปวราถอนหายใจ สมเพชชีวิตตนเองที่ช่างอาภัพนัก

เวหาเงียบไปพักใหญ่ รู้สึกโกรธแค้นแทนปริญดาและครอบครัวของเธอที่ต้องมาพังทลายลงเพียงเพราะผู้ชายกลุ่มเดียว เขาไม่อยากรู้เรื่องตื้นลึกหนาบางของเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ปวราต้องถูกข่มขืน แต่ถ้าเป็นเขาแล้วรู้ว่าตัวเองเกิดท้องขึ้นมาเพราะเรื่องแบบนั้น เขาก็คงรับไม่ได้และหาทางปกปิดจนถึงที่สุด

“คุณเวหา...”

เขาสะดุ้งเฮือกเมื่อมือข้างที่เขากำแน่นอยู่บนโต๊ะสัมผัสกับความเย็นจากมือของใครอีกคน เขาเงยหน้ามองปวราที่กำลังยิ้มทั้งน้ำตามาที่เขา

“ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง คุณภาคเขารักครอบครัวมากถึงขนาดยอมเฉือนหัวใจตัวเองตัดใจทิ้งภรรยากับลูกไป เรื่องนี้ฉันได้มารู้ทีหลังตอนที่มีข่าวดาราสาวฆ่าตัวตาย ตอนนั้นคุณภาคเสียใจมากและอยากจะไปงานศพเธอให้ได้ แต่คุณภารตรีก็ขัดขวางทุกทาง จนในที่สุดจากความคิดถึง ความกดดัน ความเครียด มันสะสมจนทำคุณภาคกลายเป็นโรคซึมเศร้า”

ปวราสังเกตุสีหน้าและแววตาของเวหา เห็นน้ำใส ๆ คลอหน่วยตาแต่ชายหนุ่มพยายามกลั้นมันเอาไว้ หล่อนบีบมือหนาของเขาเบา ๆ แล้วพูดต่อ

“คุณภาคเคยเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังบ่อย ๆ เวลาเขาอารมณ์ดี เขาบอกว่าให้นาฬิกาข้อมือไว้กับคุณแลกกับเลโก้รถแทนตัว และเลโก้อันนั้นก็อยู่ติดตัวเขาตลอด และฉันเห็นเขากำมันแน่นที่มืออีกข้างตอนพยาบาลเข้าไปด้วย”

น้ำตาที่เก็บกลั้นมานานไหลช้า ๆ มาตามแก้มเวหา มืออีกข้างที่วางบนหน้าขาตนเองเลื่อนไปจับกระเป๋ากางเกงกำสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าแน่น

“ฉันรู้นะคะว่าคุณเวหารักคุณภาคมากแค่ไหน รักมากถึงเกลียดมากที่เขาทิ้งคุณไป ถ้าคุณรู้ว่าคุณภาคเองก็เจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าคุณเลย คุณจะไม่รู้สึกกับพ่อของคุณแบบนี้” พูดเสร็จปวราก็ตบมือเขาเบา ๆ

“ลองคิดดูนะคะ เกือบยี่สิบปีที่คุณภาคไม่เคยลืมคุณกับแม่เลย และวันนี้ที่คุณภาคกรีดข้อมือแบบนั้นเพราะเขายังคงรู้สึกผิดต่อแม่ของคุณและอยากตายตามกันไป คนเราถ้าไม่รักกันมากขนาดนี้ คงไม่ฝังใจจนทำเรื่องแบบเดิมซ้ำ ๆ”

ยิ่งปวราพูดเวหาก็ยิ่งห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ แม้เขาจะหันหน้าไปทางอื่น แต่หล่อนก็รู้ว่าเขาตั้งใจฟังที่หล่อนพูดทุกถ้อยคำและกำลังคิดทบทวนใจตัวเอง

“เลิกโกรธเคืองและเจ็บแค้นพ่อของคุณเถอะนะคะ ตลอดเวลายี่สิบกว่าปีมานี้ไม่มีใครมาแทนที่คุณกับแม่คุณได้ คุณภาคคงดีใจถ้าได้พบลูกชายที่เขารักอีกครั้ง” หล่อนรู้สึกปลอดโปร่งหัวใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้บอกความจริงให้เวหารับรู้ ควมผิดที่เคยอยู่ในใจมาเนิ่นนานปลิดปลิวหายไปราวกับยกภูเขาออกจากอก

เสียงโทรศัพท์ของปวราดังขัดจังหวะ หล่อนล้วงหามือถือในกระเป๋า หน้าจอโชว์เบอร์โรงพยาบาลจึงรีบบอกให้เวหารู้แล้วกดรับสาย

“ปวราพูดสายค่ะ”

เวหาจ้องไปที่ปวรา รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้เขาแทบอยากจะวิ่งกลับเข้าไปในตึกใจจะขาด

“เลือดไม่พอเหรอคะ แต่ฉันกรุ๊ปไม่ตรงกับคุณภาคน่ะสิคะ” น้ำเสียงกระวนกระวายใจ “ได้ค่ะๆ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

ปวราหน้าซีด กำโทรศัพท์ในมือแน่น ส่งสายตากังวลใจไปที่เวหา “หมอบอกว่ากว่าคุณภาคจะถึงมือหมอเขาก็เสียเลือดไปมาก ตอนนี้เลือดกรุ๊ปเดียวกับของคุณภาคไม่พอ คุณก็ได้ยินที่ฉันคุยกับหมอแล้วใช่ไหมคะ”

เวหาเหม่อมองเลยข้ามศีรษะปวราไปยังตัวตึกแต่ก็พยักหน้ารับคำถามนั่น

“คุณภาคเลือดกรุ๊ปเอ...” หล่อนพยายามพูดอย่างใจเย็น หล่อนไม่แน่ใจว่าเวหาจะมีเลือดกรุ๊ปเดียวกันหรือไม่แต่ถ้าใช่ ก็รู้ว่าทางเดียวที่จะช่วยยื้อชีวิตภาคภูมิไว้ได้ตอนนี้อยู่ที่เวหาคนเดียวเท่านั้น

“และฉันกับปริมก็ไม่ใช่กรุ๊ปเอเหมือนคุณภาคด้วย คุณพอจะหาใครช่วยบริจาคเลือดกรุ๊ปเดียวกันให้คุณภาคหน่อยได้ไหมคะ”
เวหาเลื่อนสายตามามองที่ปวรา แววตาเขานั้นเหมือนกำลังสับสนประมวลผลกับประโยคขอร้องของหล่อน ก่อนจะพูดพึมพำออกมาเบา ๆ

“คุณคงไม่ต้องไปหาที่ไหน...เพราะผมก็เลือดกรุ๊ปเอ...”
<><><>><><><><><><>><><><><><><><><><><><><><><

คุณ lamyong หลังจากนี้ไม่มีซ่อนอะไรอีกแล้วค่ะ สบายใจได้ อิอิ

คุณ Zephyr ตอนนี้เวย์ก็รู้ความจริงแล้ว จะยังกลับไปรักกับปริมได้อีกไหมน๊า

คุณ kaelek ปริมหนักกว่าเพื่อนเลยค่ะ ตั้งแต่รู้ความจริง T_T



เปลวหอม
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 ก.ย. 2558, 10:23:03 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 23 ก.ย. 2558, 13:41:13 น.

จำนวนการเข้าชม : 1147





<< ตอนที่ 33   ตอนที่ 35 >>
kaelek 23 ก.ย. 2558, 15:28:52 น.
นึกว่าเวหาจะหนีไปสิงคโปร์ก่อนรู้ความจริงซะอีก โล่งอกไปที


Zephyr 23 ก.ย. 2558, 23:56:49 น.
อย่างน้อยก็ยังดี
ที่ยังตามหาความจริง
ก่อนที่จะหนีไปแบบคนขี้ขลาด
ความจริงที่รู้จะทำให้เวหาเปลี่ยนใจหรือเปล่า
อยู่ที่ใจของเฮียเองแล้ว


lamyong 24 ก.ย. 2558, 09:46:21 น.
สงสารทั้งเวย์แล้วก็ปริม หวังว่าสองคนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็วๆนะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account