เพียงใจปรารถนา
อดีตอันแสนโหดร้ายในวัยเด็กทำให้ เวหา เติบโตมาเป็นผู้ชายแข็งกร้าวและเย็นชา ผู้หญิงคนไหนก็ไม่สามารถผ่านด่านหัวใจเขาไปได้ แต่ใช่ว่าเขาจะไร้ความรู้สึก เมื่อผู้หญิงที่เขาแอบรัก แต่ไม่สามารถครอบครอง ถูกคนรักของตนเองขอเลิกและไปแต่งงานกับ ปริญดา หญิงสาวผู้ซึ่งเพียงต้องการหนีปัญหา เธอจึงต้องตกเป็นจำเลยแห่งความโกรธแค้นของชายหนุ่ม ที่สำคัญ...เขาทำให้เธอตกหลุมรัก ยอมจำนน และทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดีเพื่อแก้แค้นให้สมน้ำสมเนื้อที่เธอทำให้ผู้หญิงที่เขารักต้องเสียใจ!

แต่เมื่อความเข้าใจผิด การโกหกปิดบัง ได้ถูกเปิดเผย จะช่วยให้เธอและเขาเปลี่ยนความแค้น และความชิงชัง ให้เป็นความรักได้หรือไม่......ขอเพียงแค่ใจปรารถนา...รักของทั้งคู่คงไม่เกินความจริง

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 36


สวัสดีค่ะนักอ่านเว็บเลิฟทุกท่าน วันนี้มากับฝนส่งปริมกับเวย์มาปรับความเข้าใจกันค่ะ พบกันอีกครั้งวันพุธนี้นะคะ ^^

แฮปปี้มันเดย์ค่า~~


เพียงใจปรารถนา ตอนที่ 36

เธอกำลังฝัน...ฝันว่ากำลังเดินอยู่บนชายหาดนุ่ม ๆ มีน้ำทะเลอุ่น ๆ ซัดกระทบข้อเท้า เธอหลับตาเงยหน้ารับลมเย็นที่พัดโชยมา กลิ่นไอทะเลทำให้อารมณ์เธอเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่เธอกำลังดื่มด่ำมีความสุขกับบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ เสียงเรียกของผู้ชายที่เรียกชื่อเธอดังมาจากทางด้านหลัง เธอหันกลับไปมองใช้มือป้องตาเพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้น

เวหา...เธอยิ้มกว้างเมื่อเห็นเขาเดินใกล้เข้ามา และหัวใจเธอก็พองโตมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าเขาอุ้มเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มาด้วย เธอก้าวเท้าเร็ว ๆ เพื่อจะไปให้ถึงตัวเขา แต่เหมือนเดินเท่าไรก็ยังไม่ถึงเสียที พอเห็นเวหากวักมือเรียกเธอให้เข้าไปใกล้ เธอก็ออกวิ่งไปหาเขาเร็วเท่าที่จะเร็วได้ แต่เขาก็ยิ่งไกลออกไปทุกที ๆ เธอพยายามร้องเรียกให้เขาหยุด

‘แกจะไปไหนนังปริม! นังหลานนอกคอก!’

ปริญดาหันไปมองตามต้นเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง แล้วก็ต้องตกใจจนสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองกับพื้นทราย ถดตัวถอยหนีเมื่อเห็นภารตรีทำหน้าดุดันเดินเข้ามาใกล้เธอ

‘แกมันไม่ใช่หลานฉัน แกมันตัวซวย เกิดมาเพื่อทำให้ทุกอย่างพังพินาศ! แกไม่ควรจะเกิดมาด้วยซ้ำ!’

เสียงของภารตรีดังกว่าเก่า หน้าตาบิดเบี้ยวบ่งบอกถึงความโกรธแค้นในตัวเธอ

‘ปริมไม่รู้ ปริมขอโทษ’ เธอร้องไห้และพร่ำพูดซ้ำคำเดิม ๆ ไม่หยุด ใช้มือปัดป้องเพื่อไล่ให้ภารตรีไม่มายุ่งกับเธอ แต่แล้วเสียงแหลมของภารตรีแปรเปลี่ยนเป็นเสียงทุ้มน่ากลัวของผู้ชายหลายคนที่กำลังคุยกัน เธอจึงเลื่อนมือออกเพื่อดูว่าเป็นใคร แล้วเธอก็ต้องเบิกตาโพลงกับกลุ่มผู้ชายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวรายร้อมเธอเต็มไปหมด เธอตะลีตะลานถอยหนีผู้ชายพวกนั้น และได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนสั่ง

‘แกไปจับแขนมันไว้ ฉันจะไปจับขามันเอง เร็ว ๆ เข้า พวกเราจะได้สนุกกับร่างนังนี่กันสักที’

เสียงหัวเราะของผู้ชายกลุ่มนั้นทำเอาเธอกลัวจนตัวสั่น ร้องไล่ให้พวกนั้นออกไปไม่ให้มายุ่งกับเธอ ร้องเสียจนเสียงแหบแห้งแต่ก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะของพวกนั้นอยู่จนต้องเอามือปิดหู หลับตาแน่นด้วยความหวาดกลัว

‘ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย อย่าทำฉันเลย ฉันของร้อง อย่า!’

แม่! เสียงแม่หนิ! ปริญดาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ตรงหน้าของเธอยังมีกลุ่มผู้ชายที่เธอเห็นเมื่อสักครู่ล้อมรอบเป็นวงมุ่งดูอะไรบางอย่างอยู่ตรงกลาง

‘ออกไปให้พ้นฉันนะ อย่า! อย่าทำฉัน!’

ปริญดามองร่างของมารดาที่นอนคุดคู้ใช้มือปัดป้องร่างกายจากผู้ชายพวกนั้น เธอร้องตะโกนเรียกให้ผู้ชายพวกนั้นหยุดการกระทำหยาบคายกับมารดาของเธอ แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเธอเลยสักคน เธอจึงปราดเข้าไปที่กลุ่มผู้ชายพวกนั้นแล้วฟาดมือลงบนแผ่นหลังด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่พวกนั้นก็ไม่ยอมหยุด จนเธอกรีดร้องลั่น

“อย่านะ!”

“ปริม นี่พี่น้ำเองนะ ปริมจ๊ะ” นิรชาร้องเรียกปริญดาที่นอนดิ้นไปมา มือก็ไขว่คว้ากลางอากาศ ร้องบอกให้หยุดอะไรบางอย่างในความฝันของเธอ

“เกิดอะไรขึ้นน้ำ ปริมเป็นอะไร” เวหาถามหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องพร้อมกับก้องเกียรติ เขาถลาเข้ามานั่งข้าง ๆ เตียง แล้วพยายามจับมือปริญดาให้อยู่เฉย ๆ

“ปริม ตื่นเถอะ ปริม”

“ไม่!” ปริญดาหวีดร้องเสียงดังพร้อมกับลืมตาตื่นแล้วลุกพรวดขึ้นมานั่ง เธอหอบหายใจแรง เหงื่อท่วมใบหน้า น้ำตาไหลอาบสองแก้ม

เวหายื่นมือไปโอบไหล่เธอแล้วลูบมืองขึ้นลงปลอบประโลม กระซิบเบา ๆ ให้เธอผ่อนคลาย “ไม่เป็นไรแล้วนะปริม คุณแค่ฝันร้ายน่ะ” เขาปัดผมชื้นเหงื่อบนหน้าผากเธอออก เป็นจังหวะที่เธอหันมาหาเขา สีหน้าเธอดูตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่เธอตระหนักได้ว่าเขาคือใคร น้ำตาเธอก็ไหลรินแล้วผวาเข้ากอดเขาแน่น ปล่อยโฮออกมา

“ฉันกลัว ฉันฝันเห็นแม่ เห็นผู้ชายพวกนั้น มัน...มันกำลัง...” เธอพูดได้แค่นั้นเมื่อภาพความฝันแล่นเข้ามาในหัวทำให้เธอขยาด ตัวสั่นสะท้านกับสิ่งที่เห็นที่แม้มันจะเป็นเพียงภาพความฝันก็ตาม

เวหาลูบหลังเธอไปมา กระชับกอดเธอแน่น ทำเสียงจุ๊ปากบอกให้เธอไม่ต้องพูดถึงมัน “แค่ฝันน่ะปริม ลืมมันไปซะนะ ผมอยู่ตรงนี้กับคุณแล้วคนดี ไม่ต้องร้องนะ”

นิรชากับก้องเกียรติมองหน้ากันแล้วต่างพากันถอนใจ สงสารทั้งปริญดาและเวหาที่ต้องมาเจอความจริงอันเจ็บปวด โดยเฉพาะปริญดาที่น่าเห็นใจเธอที่สุด จากคนที่เคยมีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กลับกลายเป็นว่าบิดาที่เธอเชื่อมาตลอดว่าเป็นบิดาแท้ ๆ เป็นเพียงแค่คนคนหนึ่งที่ถูกสวมบทให้มารับหน้าที่เป็นบิดาของเธอ และตอนนี้ก็ยังกลายมาเป็นบิดาของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของลูกในท้องเธออีก

นิรชาน้ำตาเอ่อคลอกับเรื่องราวหดหู่ของปริญดา เธอมองเวหากอดปลอบหญิงสาวที่กำลังตกใจกลัวจากฝันร้ายแล้วก็อดเผลอยิ้มทั้งน้ำตาไม่ได้ เธอหวังว่าทั้งสองคนจะมีความเข็มแข็งมากพอที่จะฝ่าฟันช่วงเวลาอันน่าอึดอัดนี้ได้โดยเร็ว

“เราออกไปรอข้างนอกกันก่อนเถอะน้ำ” ก้องเกียรติชวนนิรชา เข้ามาโอบเอวเธอไว้ นิรชาเช็ดน้ำตาที่หัวตาแล้วพยักหน้า ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปพร้อมกับก้องเกียรติ

เวหาได้ยินเสียงปิดประตูจากด้านหลัง เมื่อได้อยู่ลำพังกันสองคน เขาจึงค่อย ๆ คลายอ้อมกอดปริญดา แล้วจับใบหน้าหญิงสาวให้มองมาที่เขา ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มนวล

“ผมว่าคุณไปล้างหน้าให้สดชื่นก่อนดีไหม”

ปริญดามองหน้าเขา ขมวดคิ้วงุนงงแล้วมองไปรอบห้อง เธอเห็นกรอบรูปใบใหญ่ที่แขวนไว้บนผนังเป็นรูปของนิรชา และเพิ่งจะสำนึกได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ที่โรงแรม

เวหาเห็นท่าทางของเธอแล้วจึงรีบตอบ “นี่บ้านก้องมันน่ะ คุณเป็นลมที่โรงพยาบาล ผมไม่รู้ว่าโรงแรมคุณอยู่ที่ไหน เลยพามาที่นี่ก่อน”

เธอค่อยๆ รวบรวมสติ นึกย้อนไปว่าเธอเป็นลมอย่างที่เขาบอกได้อย่างไร พอจำได้ว่าเธอกับเขากำลังเถียงกันอยู่ที่รถเขาในโรงพยาบาล เธอก็รู้สึกวูบไปแล้วจำอะไรไม่ได้เลยตั้งแต่ตอนนั้น จนกระทั่งเธอตื่นขึ้นมาในห้องนี้

“ให้ผมพาคุณไปที่ห้องน้ำนะ” เขาลุกขึ้นแล้วเข้าไปประคองร่างเธอ แต่ปริญดาเบี่ยงตัวหลบ

“ไม่เป็นไร ฉันไปเองได้” เธอเช็ดคราบน้ำตาก่อนจะลุกขึ้นยืน

“แต่..”

“ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักนะคะ” เธอสบตาขอร้องเขา

เวหาไม่อยากทำให้เธอหงุดหงิดตอนนี้ จึงได้แต่พยักหน้ารับ แล้วปล่อยให้เธอเดินเข้าห้องน้ำไปเงียบ ๆ ส่วนเขาก็จะไม่ออกไปไหนเพราะยังเป็นห่วง จึงได้แต่นั่งรออยู่ปลายเตียง เมื่อเธอออกมาแล้ว หวังว่าเธอคงจะอารมณ์เย็นพอที่จะเปิดอกคุยกันอีกครั้ง



ปริญดาปล่อยให้สายน้ำเย็นพาดผ่านใบหน้าเพื่อพัดพาเอาความหมองเศร้าและหวาดกลัวจากฝันร้ายออกไปจากความรู้สึก เธอปิดก๊อกน้ำแล้วมองสีหน้าซีดเซียวราวกับกระดาษของตนเองผ่านกระจก ผมเพ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เธอหยิบผ้าขนหนูที่แขวนอยู่ข้างกระจกมาเช็ดหน้าเช็ดตา

เสียงเดินกลับไปกลับมาด้านนอกทำให้รู้ว่าเวหายังรอเธออยู่ ปริญดาเดินไปปิดฝาชักโครกแล้วนั่งอยู่บนนั้น เอามือกุมศีรษะ สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะผ่อนออกมาด้วยความสับสน

ตอนนี้เธอไม่พร้อมที่จะคุยกับเวหา หัวใจเธอยังบอบช้ำกับความจริงมากเกินไป เธอคิดว่าเขาเองคงไม่เสียใจนานนัก เมื่อในที่สุดเขาก็ได้มีโอกาสพบบิดาที่พรากจากกันไปนาน และได้รู้ว่าที่จริงแล้วเธอไม่มีอะไรเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับบิดาเลยสักนิด ลูกที่อยู่ในท้องของเธอก็จะไม่เป็นตราบาปอีกต่อไป ยิ่งถ้าเขาได้รู้ว่าภาคภูมิตั้งตารอคอยอยากเจอเขามากแค่ไหน เขาก็คงได้มีความสุขสมใจ ปลดเปลื้องความโกรธเกลียดที่สะสมในใจเขามานานหลายปี ซึ่งต่างจากเธอตอนนี้โดยสิ้นเชิง....

ภาพในความฝันกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง ความจริงที่เธอเกิดมาเพราะความโชคร้ายของมารดาที่ต้องโดนข่มเหงรังแกจากผู้ชายพวกนั้น ทำให้เธอรู้สึกอับอายจนอยากจะหนีจากทุกคน ไปให้พ้นจากทุกสิ่งแวดล้อมที่เธอเคยมีจนกว่าเธอจะทำใจรับกับความจริงอันน่าเกลียน่ากลัวนี้ได้

ปริญดาใช้สองมือโอบกอดตัวเองราวกับต้องการปกป้องตนจากความจริงอันโหดร้าย น้ำตาพาลจะไหลเมื่อเธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า เกิดมาก็มีแต่สร้างปัญหาให้คนอื่น ทั้งบิดาที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงอดีตต้องกลายเป็นโรคซึมเศร้า มารดาต้องถูกทำร้ายจิตใจจากคุณย่าครั้งแล้วครั้งเล่า เวหา...ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก สร้างปมในใจให้เขาเกลียดบิดาแท้ ๆ ของตัวเอง

เรื่องทั้งหมดมันก็คงไม่เกิดขึ้นถ้าเธอไม่ดันทุรังเกิดมา...ความรู้สึกหนาวยะเยือกว่างเปล่าเข้าครอบคลุมจิตใจ จนอาการคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนแล่นเข้ามาจุกที่คอ เธอเอามือกุมหน้าอก พะอืดพะอมได้สักพักก็ต้องวิ่งไปจับขอบอ่างล้างหน้า โก่งคออาเจียนแห้ง ๆ ออกมา เมื่อไม่มีอาการอีก เธอก็หมดแรงทรุดลงนั่งกับพื้น เอามือกุมท้องตนเองไว้

“ปริม คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ผมเข้าไปนะ” เวหาตะโกนเรียกและเคาะประตูสองสามครั้ง

ปริญดาไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะเปล่งเสียง ไม่อยากให้เขามาเห็นสภาพของเธอตอนนี้ แต่กำลังจะห้ามปรามแทบไม่มี จึงได้แต่ปล่อยให้เขาเปิดประตูเข้ามา พอเขาเห็นเธอนั่งอ่อนระโหยโรยแรงอยู่ที่พื้น ก็รีบปราดเข้ามาหา

“ปริม คุณไหวไหม ให้ผมอุ้มคุณไปที่เตียงดีกว่านะ” พูดเสร็จเขาก็ไม่รอช้า อุ้มร่างของเธอขึ้นมา แล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ วางเธอลงนอนบนเตียง

“เดี๋ยวผมจะตามน้ำเข้ามาดูคุณหน่อย” เวหากำลังจะลุกขึ้น แต่ปริญดาคว้าข้อมือเขาไว้แล้วส่ายหน้า

“ฉันไม่เป็นไร...แค่อาเจียนแพ้ท้องน่ะ”

“แต่สีหน้าคุณไม่ดีเลย”

“ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ แค่นอนพักเดี๋ยวก็หาย”

เวหาถอยหายใจยาวกับความดื้อรั้นของเธอ “ก็ได้ ถ้างั้นดื่มน้ำหน่อยแล้วกัน เผื่อจะดีขึ้น หรือคุณหิวอะไรไหม ผมจะได้ไปหาอะไรมาให้คุณกิน”

เธอหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน ยกมือขึ้นห้าม “ฉันไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น ขอฉันนอนพักเฉย ๆ ก็พอ”

“ถ้างั้นให้ผมอยู่เป็นเพื่อนคุณจนกว่าจะหลับ ถ้าคุณฝันร้ายอีกผมจะได้...”

“คุณมาทำดีกับฉันทำไมคะเวหา...” จู่ ๆ ปริญดาก็โพล่งออกมา สายตาจับจ้องเขาด้วยความใคร่รู้ “คุณควรจะเกลียดฉันกับแม่มากกว่าที่พวกเราเป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวคุณต้อง...” เธอจับขอบเตียงแน่นเมื่อคำพูดจุกอยู่ที่อก

“ผมว่าคุณหมกหมุ่นเรื่องนี้เกินไปนะปริม ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อคุณพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ผมก็จะขอพูดบ้าง” เวหาทำสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง เห็นเธอนิ่งเงียบเขาจึงพูดต่อ

“ผมยอมรับว่าตอนที่ผมรู้ความจริงจากพ่อแม่บุญธรรมว่าคุณคือลูกของใคร ตอนนั้นผมช็อคและตกใจที่รู้ว่าเราเป็นสายเลือดเดียวกัน และผมก็มีลูกกับคุณ ผมทำใจยอมรับไม่ได้ อยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วหนีหายหน้าไปไกลๆ แต่ก่อนจะทำแบบนั้น ผมตัดสินใจว่าผมต้องรู้เรื่องจริงจากปากของพ่อให้ได้ เลยไปที่โรงพยาบาลวันนี้” สีหน้าเขาหม่นหมองลงเมื่อภาพเหตุการณ์ตอนบ่ายกระจ่างขึ้นในหัว

“ตอนผมไปถึงที่คลีนิคโรคซึมเศร้า ยังไม่ทันจะได้เข้าไปข้างใน ก็เกิดเรื่องวุ่นวายแล้วก็ผมก็เห็นพยาบาลเข็นเตียงคนไข้ออกมา ตอนนั้นเองที่ผมเห็นแม่ของคุณร้องไห้ข้างเตียงคนไข้คนนั้น ผมก็รู้ทันทีว่าคนไข้บนเตียงนั้นก็คือ...พ่อของผมเอง...และเข้าใจไปว่าทุกอย่างที่ได้ฟังมามันคือเรื่องจริง” เขากลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ

“บอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นความโกรธเกลียดไม่รู้ถาโถมมาจากไหน หัวใจผมร้องว่าไม่มีวันให้อภัยให้พ่อและคนที่ทำให้แม่ผมตาย” น้ำเสียงเขาสั่นเครือ ดวงตาลอยมองไปที่กำแพงขณะพูดต่อ

“ผมรีบเดินหนีออกมาจากตรงนั้น แต่แม่คุณเห็นผมเข้าก่อน เลยพยายามขอร้องผมให้ฟังคำอธิบายของท่าน แต่ความเกลียดชังอยู่เหนือเหตุผล ผมปฎิเสธแม่คุณท่าเดียว แต่ท่านก็ไม่เลิกรา พูดจาหว่านล้อมจนผมยอมฟัง และตอนนั้นเองที่ความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไป...”

ปริญดาที่นั่งฟังเขาอยู่เงียบ ๆ อยากจะโผเข้าไปกอดปลอบใจเขา แล้วบอกให้ลืมเรื่องราวในอดีตอันโหดร้ายนั่นซะ ต่อให้เศร้าเสียใจกับการจากไปของมารดาหรือแม้แต่ความโกรธแค้นที่มีต่อบิดาหรือคนอื่น ๆ ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ในเมื่อตัวเธอเองยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรที่จะไปสั่งให้เขาทำ

“ตอนที่แม่คุณมาสารภาพความจริงกับผมเรื่องที่คุณไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพ่อ พร้อมกับเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ผมฟัง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ลืมความโกรธที่มีต่อแม่คุณไปเสียอย่างนั้น” เขายิ้มบาง ๆ ให้เธอ แต่ก็ต้องยิ้มค้างเมื่อเห็นเธอน้ำตาคลอปริ่มจะไหล เขาขมวดคิ้วชนกันแล้วรีบถามออกไป

“ปริม...คุณร้องไห้ทำไม ผมพูดอะไรผิดหรือทำร้ายใจคุณหรือเปล่า”

ปริญดาส่ายหน้า แต่น้ำตาไหลพรั่งพรู จนเวหาต้องเขยิบเข้าไปใกล้ เอื้อมไปจับมือเธอมากุมไว้ “หรือถ้าคุณเสียใจเพราะคิดว่าผมเกลียดคุณกับแม่คุณ ผมบอกตอนนี้ได้เลยนะว่าความรู้สึกนั้นมันไม่มีอีกแล้ว” สายตาที่มองเธอบอกถึงความสัตย์จริง

ปริญดาใช้หลังมือปาดน้ำตา เบี่ยงหน้าไปอีกทาง “แต่คุณคงรู้สึกสมเพชเวทนาฉันแทนใช่ไหม”

เวหาเลิกคิ้วสงสัย “คุณหมายความว่ายังไง ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ”

“ก็ในเมื่อคุณรู้ความจริงทุกอย่างจากแม่ฉันหมดแล้ว...” พูดไม่ทันจบประโยค น้ำตาก็พาลจะไหลมาอีก

“เข้าใจล่ะ” เวหารู้ทันทีว่าเธอต้องการจะพูดอะไร เขาจึงชิงพูดก่อน “ถ้าผมไม่เคยพูด คุณก็ไม่ควรจะคิดแทนผม และไอ้ความรู้สึกสมเพชเวทนาที่คุณว่าก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวผมเลย”

“ฉันรู้ที่คุณพูดแบบนี้เพราะไม่อยากทำให้ฉันต้องเสียใจก็แค่นั้น และบอกไว้เลยว่าฉันไม่ต้องการความสงสารจากคุณ” ปริญดายังไม่ยอมแพ้

“เรื่องความดื้อนี่ต้องยกให้คุณเลยปริม” เขาถอยใจพลางส่ายหน้า “ต่อให้ผมพูดอะไรไปคุณก็จะคอยแย้งผมทุกที ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่คุณพูดมาล้วนแต่คิดไปเองทั้งนั้น”

เธอได้แต่นอนนิ่ง น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม เธอไม่รู้หรอกว่าเขาพูดจริงเท็จแค่ไหน แต่ความรู้สึกที่มีต่อปัญหาของชีวิตตนเองมันทำให้เธออดตัดพ้อไปแบบนั้นไมได้

เวหากระชับมือที่กุมมือหญิงสาวเอาไว้ รู้ว่าเธอยังคงไม่เชื่อคำพูดเขา “คุณไม่รู้หรอกว่าผมโกรธและเจ็บแค้นแทนแม่คุณด้วยซ้ำที่ต้องถูกรังแกจากผู้ชายเลว ๆ พวกนั้น และถ้าเป็นไปได้ ผมยอมที่จะไม่รู้ความจริงเรื่องพ่อเลยดีกว่าถ้ามันจะทำให้คุณไม่ต้องเจ็บปวดกับความจริงแบบนี้”

ปริญดาหันมามองเขา ที่กำลังส่งยิ้มมาให้ เธอขมวดคิ้วสับสน และไม่คิดว่าสิ่งที่เขาพูดจะออกมาจากความรู้สึกเขาจริง ๆ แต่เป็นเพียงการปลอบใจเพื่อให้เธอหายเศร้า เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะแคร์เธอมากกว่าการได้พบกับบิดาแท้ ๆ อีกครั้ง และเหมือนว่าเวหาจะรู้ความคิดเธอ เมื่อคำพูดถัดมาของเขามาทำให้เธอต้องเม้มปากขัดใจ

“ผมรู้นะว่าสมองน้อย ๆ ของคุณตอนนี้กำลังคิดว่าผมพูดไม่จริงใช่ไหม” เขาพูดพลางกระตุกมุมปากยิ้ม จากอารมณ์ตึงเครียดกลายเป็นทำให้เขารู้สึกขบขันที่หญิงสาวทำท่าจะค้านคำพูดเขาหัวชนฝาท่าเดียว ยิ่งเห็นหน้าตาบูดบึงของเธอแล้วยิ่งทำให้เขาเอ็นดู ลืมปัญหาที่กำลังถกเถียงกันอยู่ไปเสียเฉย ๆ

“คุณน่าจะรู้นะปริมว่านิสัยผมเป็นคนยังไง” เขาใช้นิ้วโป้งไล้หลังมือเธอไปมา “ผมคิดอะไรก็พูดไปแบบนั้น ไม่เคยปิดบังความรู้สึก”

“แต่คุณบอกว่าขอไม่รับรู้ความจริงเรื่องพ่อดีกว่าทำให้ฉันต้องเจ็บปวด...นี่คุณไม่ดีใจที่ได้เจอท่านเลยเหรอคะ” เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักหัวเตียง เวหาเข้ามาช่วยหยิบหมอนวางพิงหลังให้เธอ พอเขาถอยห่าง แก้มเขาก็ชนเข้ากับแก้มเธอเบา ๆ สายตาทั้งคู่ประสานกัน และมองกันอยู่อย่างนั้นเกือบนาที และเป็นปริญดาที่ถอนสายตาหนีก่อน แก้มที่ซีดเซียวมีเลือดฝาดเล็กน้อย รู้สึกเขินอายเมื่อมอองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาใกล้ ๆ แบบนี้ แม้ว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเขาควรจะข้ามขั้นความรู้สึกนั้นไปแล้วก็ตาม

เวหาอมยิ้ม และถอยห่างเธอออกมา แปลกใจตัวเองไม่น้อยที่เขายังยิ้มได้ทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้กำลังตึงเครียด และหญิงสาวตรงหน้ากำลังอยู่ในอารมณ์หมองเศร้า ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากเจอผู้หญิงดื้อดึง ไม่ฟังเหตุผลอย่างที่ปริญดาเป็นอยู่ตอนนี้ คงจะหัวเสียและเตลิดออกจากห้องไปนานแล้ว แต่นี่เขากลับยังใจเย็น ค่อย ๆ อธิบายที่มาที่ไปโดยที่ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญเลยแม้แต่น้อย

“คุณยิ้มอะไร” ปริญดาทำเสียงเขียว มองเขาตาแข็ง นี่คงแอบขำที่เธออายหน้าแดงสินะ

“เปล่าสักหน่อย” เวหาปฏิเสธแต่ปากกลั้นยิ้มเต็มที่

ปริญดาเบะปาก “ค่ะ ไม่ได้ยิ้มเลย หน้านิ่งมาก...” เธอลากเสียงยาวประชดประชัน

คราวนี้เขาเปิดปากยิ้มกว้าง อารมณ์ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น “คุณรู้ตัวไหมปริม คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวทำให้ผมอารมณ์ปั่นป่วนได้ จากเครียด ๆ ทำให้ผมยิ้มอารมณ์ดีได้แค่คำพูดประชดประชันของคุณ”

หญิงสาวหัวใจเต้นตึกตักกับคำสารภาพของเขา แก้มนวลร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ก้มหน้างุดหลบสายตา มุมปากเผลอยิ้มออกมา แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “โอเว่อร์”

ถึงแม้ปริญดาจะพูดราวกระซิบ แต่เวหาก็ยังได้ยินและพูดตอบกลับไป “ผมไม่ได้โม้นะ พูดออกมาจากใจจริงเลย” เขายิ้มแฉ่งอวดฟันขาวให้เธอ

ปริญดาอดไม่ได้ที่มองค้อนคนรู้ทัน พอเห็นเขาฉีกยิ้มกว้างก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

“อารมณ์ดีแล้วใช่ไหม ทีนี้เราจะคุยกันดี ๆ ได้หรือยัง” เวหากลับเข้าเรื่องเดิม ส่งสายตาวิงวอนขอร้อง

หญิงสาวมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ตัวว่าปล่อยให้เขาทำเธอเขว จึงได้แต่บ่นแก้เก้อ “แล้วฉันพูดขึ้นเสียง ตะคอกคุณไปหรือไงถึงบอกต้องให้คุยกันดี ๆ”

เวหาถึงกับต้องยกมือยอมแพ้ “โอเคๆ ผมหมายถึง คุยกันโดยที่คุณไม่ขัดผมอย่างตอนนี้จะได้ไหม ขอแค่ให้ฟังผมอธิบายให้จบก่อนแค่นั้น”

ปริญดาอ้าปากจะเถียงกลับ แต่ก็ต้องงับปากฉับ เพราะรู้ว่ายิ่งดึงดันต่อล้อต่อเถียงเขาไปก็คงจะวกกลับมาทะเลาะกันเหมือนเดิม จึงต้องพยักหน้ารับแบบขอไปที

“ขอบคุณที่ยอมฟังผม” เขาบอกพลางเขยิบเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกนิด แล้วกระซิบเสียงเอื่อย

“มองตาผมหน่อยได้ไหม...” เลื่อนมือไปจับคางเธอที่หันหน้าไปอีกทางให้มองมาที่ใบหน้าเขา “ผมแค่อยากให้คุณมองหน้าผม ตอนที่ผมพูด คุณจะได้รู้ว่าทุกอย่างที่ผมพูดไปออกมาจากใจจริงทุกคำ ไม่ได้พูดเพราะสงสารหรือเห็นใจคุณเหมือนที่คุณคิด” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงขอคำตอบ พอเธอพยักหน้ารับ เขาก็คลี่ยิ้ม ปล่อยมือจากคางมน แล้วเริ่มเข้าประเด็น

“ผมเข้าใจความรู้สึกคุณตอนนี้ว่าเจ็บปวดแค่ไหนที่รู้ความจริงในสถานการณ์ที่คุณกำลังตั้งท้องกับผมอยู่แบบนี้” เขามองไปที่หน้าท้องที่นูนเล็กน้อยของเธอ ก่อนจะเลื่อนสายตามาสบเธออีกครั้ง แล้วพูดต่อ

“คุณคงทั้งรู้สึกผิดต่อครอบครัวผม รู้สึกทุกข์ทรมานเสียใจกับความจริงที่เกิดขึ้นกับแม่ของคุณแล้วก็ตัวคุณ....แต่ขอให้คุณรู้ไว้ว่าผมไม่เคยโกรธเกลียดคุณเลย แล้วก็ไม่เคยรู้สึกเวทนาสงสารคุณ เพราะความรู้สึกเดียวที่ผมมีให้คุณ ต่อให้ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง..” เวหาหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แล้วสบตามองเธออย่างมีความหมาย เห็นสายตางุนงงของเธอก่อนจะเป็นประกายตื่นเต้นเมื่อเขายื่นมือไปประคองใบหน้าเธอ รอยยิ้มของเขาที่ส่งไปจริงใจไม่ปิดบัง

“ความรู้สึกนั้นก็คือ...รัก รักคุณโดยที่ผมก็ไม่เคยรู้ตัวเลยเหมือนกันว่าจะรักใครได้มากเท่านี้ เพราะถ้าไม่รัก ผมก็คงไม่มานั่งทนอธิบายยืดยาวให้คุณสบายใจแบบนี้ ผมพูดขนาดนี้หวังว่าคุณคงไม่หาว่าผมพูดเพื่อปลอบใจคุณอีกหรอกนะ” เขาพูดหยอกล้อพร้อมหัวเราะเบา ๆ แต่คนตรงหน้าเขานี่สิ น้ำตาเริ่มมาจอรอที่หัวตาอีกแล้ว

“ไม่เอาน่าปริม อย่าร้องไห้สิ ร้องบ่อยแบบนี้ตาช้ำหมดแล้วรู้ไหม” เขาพูดพลางใช้มือที่ประคองใบหน้าเธออยู่เช็ดน้ำตาให้ แต่เหมือนยิ่งเขาอ่อนโยนกับเธอเท่าไร น้ำตาเธอก็คอยจะไหลราวกับสายฝนเท่านั้น

“ปริม...จะให้ผมทำยังไงคุณถึงจะเลิกเศร้า เลิกร้องไห้ได้ ยิ่งคุณเป็นแบบนี้ผมยิ่งทำอะไรไม่ถูกนะ” เขาทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจที่ไม่รู้จะปลอบเธออย่างไร แล้วยิ่งหญิงสาวนิ่งเงียบไม่ตอบโต้แบบนี้เขายิ่งไม่สบายใจ

“บอกผมสิว่าคุณร้องไห้ทำไม แล้วคุณอยากให้ผมทำอะไรคุณถึงจะหยุดร้อง หืมม...” เวหาตัดสินใจดึงเธอเข้ามากอด รู้สึกถึงน้ำตาร้อน ๆ ที่หยดลงบนเสื้อตรงหัวไหล่

ความอบอุ่นจากร่างกายของเวหาและเสียงทุ้มนุ่มของเขาส่งผ่านมายังตัวเธอ หัวใจที่ห่อเหี่ยวกลับมาสดชื่นเบิกบานอีกครั้งเมื่อได้ยินคำบอกรักที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินมันอีก ตั้งแต่ได้รู้ความจริง เธอก็ทำใจไว้แล้วว่าเวหาคงไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิม และเธอก็คงต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง กลายเป็นเด็กกำพร้าไม่ต่างอะไรกับเธอและสิ่งที่เธอกับมารดาทำให้เขาต้องเคยเป็น

แต่มาตอนนี้ ช่วงเวลานี้ ที่เขาเปิดเปลือยหัวใจหลังจากที่ได้รู้ความจริง มันสร้างความดีใจให้เธอเหลือล้น แม้ว่าเธอไม่อยากจะเชื่อว่าเขาช่างลืมความโกรธแค้นและเจ็บปวดกับเรื่องในอดีตได้ง่ายดายเพียงนี้

“ปริม...บอกผมได้ไหมว่าคุณกำลังคิดอะไร” เขากระซิบแผ่วเบาข้างหู

ปริญดายังคงกอดเขานิ่ง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดกับเขาจากตรงไหน จึงพยายามจัดระเบียบความรู้สึกตนเองให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะดันร่างออกห่าง เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า แล้วมองลึกเข้าไปนัยน์ตาเขา

“ที่คุณพูดมาทั้งหมด...ไม่ได้พูดเพราะแค่อยากทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ใช่ไหมคะ” เธอถามย้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ

เวหาสบตาเธอแน่วแน่ ก่อนจะจับมือข้างหนึ่งของเธอมากุมไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายของตนเอง “ทุกอย่างที่ผมพูดคืนนี้ มาจากใจล้วน ๆ บอกว่าไม่ได้เกลียด ก็คือไม่เกลียด บอกว่ารัก ก็คือรัก มีอะไรสงสัยในตัวผมอีกไหม”

“แต่ทำไมคุณปล่อยวางทุกอย่างง่ายดายจังเลยคะ เหมือนกับว่าความโกรธแค้นที่ฝังใจคุณมานานหลายสิบปีมันมลายหายไปสิ้นเพียงแค่ข้ามคืนเดียว...ซึ่งมันทำให้ฉันไม่แน่ใจ”

“ก็เพราะสิ่งนี้ไง” เวหามองไปที่หน้าท้องของปริญดา เลื่อนมือของทั้งคู่ไปวางไว้ที่กลางหน้าท้อง แล้วสบตากับเธอมั่น

“คุณรู้ใช่ไหมว่าความรู้สึกเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่มีพ่อมันเจ็บปวดแค่ไหน ตอนผมยังเป็นเด็ก จำได้เพียงว่าการถูกพ่อทิ้งไป แล้วแม่ยังมาฆ่าตัวตายนั้นมันเคว้งคว้างมากแค่ไหน ผมนอนร้องไห้ทุกคืนเป็นเดือน ๆ ไม่ยอมกินอะไรจะผอมโซ ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าผมจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เหมือนเดิม...”

ปริญดาจับน้ำเสียงขมขื่นของเขาได้ ความรู้สึกผิดเดิม ๆ แล่นเข้ามาจุกอกทันที เธอรีบปัดมันไปจากใจ

“ส่วนคุณ มารู้ความจริงตอนนี้ เจ็บปวดยิ่งกว่าผมเสียอีก” เขาบีบมือเธอที่ประสานกันไว้ “แล้วถ้าผมเอาความโกรธมาเป็นตัวตัดสินให้กับชีวิต หรือแม้แต่คุณเองก็เถอะ มันก็คงไม่ทำให้ใครมีความสุขขึ้นมาได้หรอก”

“แล้วที่สำคัญ...ผมอยากให้ลูกของเราเกิดมามีครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม มีทั้งพ่อและแม่ ไม่ต้องมามีชะตากรรมเหมือนกับพวกเรา” เขาคลี่ยิ้มให้เธอ เป็นยิ้มที่ปริญดาคิดว่าตราตรึงใจที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา

“คุณเห็นด้วยกับผมไหม”

ปริญดากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกตามเคย แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจ มันคือน้ำตาแห่งความสุขสมหวัง ที่มีผู้ชายตรงหน้านี้เป็นคนมอบให้เธอ

เธอยิ้มตอบเขาทั้งน้ำตา พูดอะไรไม่ออกจึงได้แต่พยักหน้ารับ แล้วโผเข้ากอดเขา ตื้นตันใจที่เขายอมรับเธอกลับสู่หัวใจอีกครั้ง

“ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้สิ ผมนึกว่าเราเข้าใจกันแล้วซะอีก” เวหาลูบหลังปลอบ

เธอคลายอ้อมกอด มองจ้องเวหาผ่านม่านน้ำตาด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข “ฉันแค่ดีใจ ที่คุณไม่โกรธแค้นพวกเราสองแม่ลูกแล้ว” พูดไปก็สะอื้นไป “เพราะตั้งแต่ฉันรู้ความจริงจากแม่ ฉันก็รู้สึกว่า...ตัวเองช่างเห็นแก่ตัว ที่แย่งพ่อของคนอื่นมาเป็นของตัวเองได้ตั้งนานสองนาน และยิ่งมาเป็นคุณ และกำลังท้องกับคุณ มันก็ทำให้ฉันรู้สึก...”

“พอเถอะปริม” เวหาตัดบท หยุดคำพูดของหญิงสาว

“ฟังนะปริม” เขาทำสีหน้าท่าทางจริงจัง “คุณไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรต่อผมกับเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นทั้งนั้น รวมถึงแม่ของคุณ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดแทนท่าน ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผมจะโกรธแค้นท่านมาตลอด แต่ตอนนี้มันไม่มีความรู้สึกนั้นอีกแล้วเมื่อผมได้ลองมานั่งทบทวนความคิดตัวเองใหม่อีกครั้ง” ดวงตาเขาแข็งกร้าวขึ้นเมื่อพูดต่อ

“ตอนที่แม่ผมเสียและรู้แล้วว่าพ่อทิ้งพวกเราไปแน่นอน ความโกรธเกลียดในตอนนั้นทั้งหมดไปลงที่พ่อและผู้หญิงคนใหม่ที่รวยกว่าซึ่งแย่งพ่อไปจากแม่ ผมฝังใจมาจนโตว่าผู้หญิงร่ำรวยมักจะมีนิสัยเอาแต่ใจอยากได้อะไรก็ต้องได้ และผมจะทำให้ผู้หญิงพวกนั้นรู้จักความรู้สึกของการสูญเสียเหมือนแม่ผมซะบ้างว่ามันต้องเจ็บปวดทรมานแค่ไหน”

ปริญดาฟังแล้วก็เข้าใจเขาดี เพราะเธอจำที่ป้าอิ่มเคยเล่าให้ฟังถึงความโกรธแค้นบิดาและผู้หญิงคนใหม่ของท่านโดยผูกใจเจ็บมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนจริงจัง ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่เขาคบด้วยก็จะเป็นพวกผู้หญิงร่ำรวยหรือไม่ก็เป็นลูกคุณหนูไฮโซที่เอาแต่ใช้เงินไปวัน ๆ ก็คงจะมีแต่นิรชาคนเดียวที่ขโมยหัวใจของเวหาไปได้ในตอนนั้น

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงฝังใจไปว่าผู้หญิงที่มาแย่งพ่อไปจากแม่คือผู้หญิงประเภทนั้น จนเมื่อวันที่ผมได้รู้ความจริงว่าแม่ของคุณคือคนที่แย่งพ่อไป ความแค้นเก่า ๆ ที่มันเริ่มจะลดทอนลงไปบ้างแล้วก็กลับคุกรุ่นขึ้นมาใหม่ และถ้าผมไม่ยอมฟังที่แม่คุณอธิบาย ปานนี้ผมก็ยังคงหลงอยู่ในความโกรธเกลียดเดิม ๆ และไม่มีความสุขในชีวิตไปตลอด” พูดพลางยิ้มฝืด ๆ ให้หญิงสาว

“คุณเชื่อใช่ไหมคะว่าแม่ของฉันไม่ได้โกหก ท่านไม่ได้มีเจตนาจะแย่งพ่อคุณไป ท่านเพียงแค่อยากปกป้องฉันเท่านั้น” น้ำตาไหลซึม เสียงสั่นเครือเมื่อนึกสงสารมารดาขึ้นมาจับใจ

“เชื่อสิ ผมมานั่งกับคุณตรงนี้ได้เพราะผมเชื่อในคำพูดของแม่คุณ” เขาเอื้อมไปบีบมือเธอให้ความมั่นใจ

ปริญดายิ้มซาบซึ้งใจ ก่อนที่ยิ้มนั้นจะค่อย ๆ เลือนหาย แล้วถามเขาเสียงเบาหวิว “เอ่อ...แล้วพ่อคุณล่ะคะ ตอนนี้คุณหายโกรธท่านหรือยัง”

เวหาตัวเกร็งขึ้นมาทันที แต่ดวงตาที่สบมองกับหญิงสาวอยู่ดูเหม่อลอย เขาเงียบไปอึดใจก่อนจะพูดขึ้น “ไม่รู้สิ ความรู้สึกตอนนี้ผมบอกไม่ถูก ใจนึงก็อยากจะลืมอดีต ทิ้งความเกลียด แล้วให้โอกาสพ่ออีกครั้ง แต่อีกใจ ก็ยังรับไม่ได้กับสิ่งที่แม่ต้องเจอเพราะพ่อเป็นต้นเหตุ...” เขาย่นคิ้วราวกับคิดหนัก

“เมื่อหัวค่ำ ตอนที่เข้าไปในห้องไอซียูแล้วเห็นพ่อนอนนิ่งราวกับร่างไร้วิญญาณอยู่บนเตียง ผมได้แต่ยืนนิ่งมองพ่ออยู่อย่างนั้น แล้วแม่ของคุณพยายามพูดกับพ่อ บอกว่าพ่อเคยเล่าเรื่องของผมตอนเด็กอะไรให้ท่านฟังบ้าง ซึ่งทำให้ผมนึกตามที่ท่านบอกแล้วภาพเหล่านั้นก็ผุดเข้ามาในหัวลาง ๆ จนผมคิดว่าพ่อเองก็เจ็บปวดที่ทิ้งผมกับแม่ไม่น้อยไปกว่ากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมผมถึงจะให้อภัยพ่อไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณถึงยังรู้สึกลังเลที่จะยกโทษให้ท่านล่ะคะ”

เวหายกมือเสยผม ริมฝีปากเม้มสนิท “เพราะจู่ ๆ ในตอนนั้นภาพความทรงจำในวันที่พ่อทิ้งผมกับแม่ไปก็ไหลเข้ามาในหัวผมราวกับสายน้ำอีกครั้ง และเมื่อผมมองไปที่ข้อมือข้างนึงของพ่อที่พันแผลไว้อยู่ ภาพของแม่ที่...ที่นอนจมกองเลือด...” คำพูดของเขาขาดหายเมื่อก้อนแข็ง ๆ มาจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคมเข้มของเขาแดงก่ำ พยายามกลั้นน้ำตาเต็มที่

ปริญดารู้สึกถึงมีอแข็งแรงของเขาที่จับมือเธอไว้อยู่บีบแรงขึ้น เธอจึงเอามืออีกข้างมากุมมือเขาเอาไว้มั่นแล้วบีบตอบเขา ให้เขารับรู้ว่ายังมีเธอที่คอยเป็นกำลังใจให้เขาอยู่ข้าง ๆ

เวหาเงยหน้าขึ้นเพื่อไล่น้ำตา เขาบีบมือเธอตอบ แล้วฝืนยิ้มให้เธอเพราะไม่อยากให้เธอกังวลใจ “ภาพของแม่ที่นอนจมกองเลือด มีผมที่พยายามเอาผ้าห่มมาคลุมแขนแม่ไว้ ภาพที่ผมพยายามฉุดท่านให้ลุกขึ้นเพื่อพาไปหาหมอ มันพรั่งพรูเข้ามาในโสตประสาทสลับกับเสียงร้องไห้เจียนขาดใจของแม่และเสียงร้องไห้ของผมที่รู้ว่าไม่มีวันช่วยให้แม่ฟื้นมาได้อีกแล้ว...”

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หัวใจของเธอบีบรัดรวดร้าวตามเขาและรู้สึกได้ว่าเขาต้องอดทนอะไรต่ออะไรมามากมายแค่ไหนถึงจะผ่านจุดนั้นมาได้ เทียบกับความรู้สึกของเธอตอนที่รู้ความจริงไม่ได้เลยด้วยซ้ำ น้ำตาเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเป็นทุกข์และเจ็บปวดแทนเขา

“และตอนนั้นที่ความโกรธมันกลับเข้ามาในความรู้สึกอีกครั้ง โกรธพ่อที่ทำให้แม่ต้องตาย โกรธตัวเองที่ช่วยแม่ไม่ได้แต่กลับให้เลือดเพื่อช่วยต่อชีวิตให้พ่อได้ทั้งที่เขาทิ้งผมไปตั้งหลายปี” เวหาส่ายหน้า กดหัวตาทั้งสองข้าง พลางถอนหายใจ

“ถ้าเป็นก่อนที่จะรู้ความจริง ผมคงไม่สนใจว่าพ่อจะเป็นตายร้ายดียังไง แต่ตอนนี้ ผมจะดีใจถ้าช่วยให้พ่อฟื้นขึ้นมาได้ แต่ถ้าจะให้กลับไปรู้สึกเหมือนเดิม ผมยังทำใจไม่ได้จริงๆ”

คราวนี้เป็นปริญดาเองที่คว้าร่างใหญ่ของเวหาเข้ามากอด เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงร่างอันสั่นเทาของเขา รับรู้ได้ถึงความเสียใจและความทุกข์ใจที่มันอัดอั้นมานานจนวันนี้เขาได้ระบายออกมา เธอหวังว่าการได้ปลดปล่อยความในใจของเขาครั้งนี้จะช่วยปลดเปลื้องความเครียด ความกดดันลงไปได้บ้าง

เธอกอดเขาไว้อย่างนั้นอยู่พักใหญ่ ความอบอุ่นของสองร่างที่แนบสนิทกันช่วยให้เขาผ่อนคลายขึ้น และเขาโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้พูดความรู้สึกที่อยู่ในใจให้ใครสักคนได้ฟัง โดยเฉพาะกับปริญดา เธอมักจะมีอะไรที่ทำให้เขาแปลกใจได้เสมอ

เพียงแค่เธอกอดเขาไว้เฉย ๆ อย่างนี้โดยไม่ต้องมีคำพูดปลอบใจใด ๆ ก็ทำให้หัวใจหม่นหมองของเขากลับมาสดชื่นขึ้นได้ และเขาคิดไม่ผิดที่ละทิ้งทิฐิ เปิดใจยอมรับเธอในฐานะคนรักอีกครั้ง หลังจากนี้ ก็คงจะเหลือแค่ความรู้สึกระหว่างเขากับบิดา ที่คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะทำใจยอมอภัยให้ท่านแล้วลืมอดีตทิ้งไว้เบื้องหลัง หรืออาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็เป็นได้....
<><><>><><><><><><><><><><><><><><><><>

คุณ lamyong ปริมก็ยังชอบคิดมากอยู่ค่ะ กว่าเวย์จะทำให้ปริมยอมรับได้เล่นเอาเหนื่อย อิอิ

คุณ Tan ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้สับสน จริง ๆ แล้วต้องการจะสื่อความหมายว่า 'ยี่สิบกว่าปี' เพราะถ้าอ่านในบทนำจะเขียนไว้ว่าพ่อทิ้งไปยี่สิบสองปีค่ะ แต่ที่ใส่คำว่า 'เกือบ' เพราะอยากให้ดูว่ามันดูนานมากซึ่งจริงๆ น่าจะใช้ 'ตั้งยี่สิบกว่าปี' จะเหมาะกว่า

คุณ Zephyr อยากจะให้เวย์ลักพาตัวนะคะ แต่เดี๋ยวจะนานเกินคนอ่านจะเบื่อเสียก่อน ;)



เปลวหอม
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 ก.ย. 2558, 11:03:32 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 ก.ย. 2558, 11:03:32 น.

จำนวนการเข้าชม : 1095





<< ตอนที่ 35   ตอนที่ 37 >>
lamyong 28 ก.ย. 2558, 22:50:25 น.
เวย์รักปริมมากๆ พยายามใจเย็นอธิบายความรู้สึกตัวเองทั้งที่ปริมก็ดื้อเหลือเกิน ดีแล้วที่เข้าใจกันได้ เหลือแต่กับพ่อเท่านั้นนะเวย์


Zephyr 30 ก.ย. 2558, 00:28:45 น.
คุยกันแบบมีเหตุมีผลสุดๆๆ
ไม่เคยเจอพระนางเรื่องไหนจะเคลียร์กันได้เคลียร์คัทแบบนี้เลย
ปกติพูดๆๆๆไปสักหน่อยไม่สบอารมณ์ก็ จูบบบบบบ ตบบบบ ตูบบบบ
ไม่ก็ปล้ำเลย ไม่ต้องคุย ฮ่าๆๆๆ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account