เปลวไฟในกระแสลม
ชีวิตชายหนุ่ม หล่อ พ่อรวย แต่กลับดวงซวย โชกเลือด ชุ่มเหงื่อ และหยาดน้ำตา แถมฉ่ำรักใคร่เสน่หา เกิดราศีเมถุน ตำราโหราศาสตร์ว่าเกิดในธาตุลม

ชะตาชีวิตผกผันพบเจอเธอ หญิงสาวราศีเมษอันเป็นธาตุไฟ เกิดปลายเดือนมีนา รักเคารพบิดา แต่ดวงชะตาความรักแย่ บิดาไม่อยากฝากอนาคตที่เธอ หากแต่จะยกมรดกให้หลานชาย อันเกิดเป็นลูกของเธอ โดยหาว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตไว้ให้

เธอให้มิตรภาพเป็นเพื่อนแท้ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมแก๊ง ‘เฮอริเคน’ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งค้นเจอ เธอคือคนที่ ‘ใช่’ เขาจึงเหมือนกระแสลมแรง เปลี่ยนแปลงจากมิตรแท้ ร่วมทางสู่คู่ครองชั่วชีวิต

จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ‘เปลวไฟในกระแสลม’
Tags: กุ๊กกิ๊ก, หวานแหวว, บู๊, แอคชั่น, คอมเมดี้, ตลกขบขัน, ไตรติมา, รวย, หล่อ, เท่ห์,

ตอน: ตอน 1 บทนำ


..........ประเทศญี่ปุ่น กรุงโตเกียวใกล้เขตจังหวัดยามานาชิ ณ บ้านหลังใหญ่ของตระกูล มัทสึมูระ

ฮายาโตะ เกิดมาพร้อมน้องชายฝาแฝด

อีกคนชื่อ ไฮยาโตะ ชื่อคล้ายกันมาก

คุณอากาเนะผู้เป็นแม่มีน้ำนมไม่พอให้ลูกชายทั้งสอง

จึงต้องจ้างแม่นม แอนนา โอกาโมโตะ และครอบครัวโอกาโมโตะได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย

“ตากับยายส่งเมล์มาบอก จัดห้องรอผมกับคุณฮายแล้ว ถ้าผมไปเรียนต่ออเมริกา คงคิดถึงแม่น่าดู”

คาร์ล พูดกับแม่ เจรจายิ้มแย้มอ่อนหวานด้วยใบหน้าหล่อสวยใสสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน

สัญชาติญี่ปุ่นตามบิดาของเขา ชินยะ โอกาโมโตะ

“ขี้อ้อนจังคาร์ล ไปอยู่เป็นเพื่อนคุณฮาย ต้องช่วยกันตั้งใจเรียนนะลูก”

แอนนาพูดกับบุตรชายของตน

ขณะฮายาโตะนั่งกอดซบศีรษะลงกับบ่าของแม่นม ใจอยากบอกอะไรมากมาย แต่กลับพูดบอกออกไปได้ไม่กี่คำ

“ผมไม่อยากไปอเมริกา ผมอยากแต่งงาน”

แอนนารักและผูกพันกับฮายาโตะมากราวกับเป็นลูกชายอีกคน

ภาพที่ได้เห็นฮายาโตะนั่งกอดติดแอนนา จึงเป็นภาพคุ้นชินในชีวิตประจำวัน

...แต่ทุกอย่างใกล้ถึงเวลาจะเปลี่ยนไป

“อุ๊ยตาย... อายุเพิ่งจะสิบเก้ายังเด็กเกินไปค่ะคุณฮาย น่าเสียดาย... ผลสอบติดท็อปอันดับหนึ่งของโรงเรียน คุณพ่อถึงขนาดซื้อรถเบนซ์ให้เป็นรางวัล เรียนเก่งขนาดนี้ต้องไปเรียนต่ออเมริกาค่ะ ไม่ใช่คิดแต่งงาน”

แอนนากล่าวชื่นชู พลางลูบหลังลูบไหล่ด้วยรักเอ็นดู ความรักและหวังดีไม่เคยมีเปลี่ยนไป

แต่ฮายาโตะไม่โต้ตอบ มีสิ่งที่คิดวางแผนไว้ในใจ...

“รักแอนนา รักเท่ากับแม่... ขอกอดนานๆ แอนนาอ้วนกลมน่ากอด”

ฮายาโตะบอก กอดแน่นพลางโยกโยนไปมา

แอนนาประคองแก้มป่องของเด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุเท่ากับลูกชายแท้ๆ หอมซ้ายทีขวาที

“อึ้ม... อึ้ม... รักคุณฮาย ลูกชายคนที่สองของแอนนา โตเป็นหนุ่มหล่อวันหล่อคืนแล้วนะคะ”

ที่บอกอย่างนั้นเพราะฮายาโตะเกิดหลังคาร์ลไม่กี่วัน แอนนาพิศมองคนใส่แว่นสายตา วงหน้ากลมผมดำยาวเคลียคออย่างชื่นชม



..........กลางดึก

ในสวนหลังบ้านอันหนาแน่นไปด้วยไม้พุ่มสูงระดับศีรษะ ถูกปลูกประดับเรียงเป็นแนวริมกำแพง ใต้ต้นตะโกยักษ์ที่มีกิ่งก้านสาขาแข็งแรงแผ่ขยายออกไปนอกกำแพง

“ลาก่อนแอนนาที่รัก แม่... พ่อ... ผมขอโทษ”

ฮายาโตะล่ำลา ใช้เสียงรำพึงรำพันเพียงเบาๆ

เมื่อแอบหนีออกจากบ้านย่อมไม่อยากให้ใครตื่นขึ้นมาได้ยิน ดึงกระเป๋าเป้ให้กระชับเข้ากับตัว แล้วปีนต้นไม้ไต่ตามกิ่งสาขา พาตัวเองออกนอกเขตกำแพงบ้าน ร่มไม้ใบบังช่วยให้ซุกซ่อนได้อย่างดี

ไม่มีคนในบ้านได้แลเห็นแม้สักคน

เดินออกห่างจากบ้านไปยังจุดนัดหมาย

ซึ่งเพื่อนสนิทนำรถมาจอดรอตามแผนการหนีออกจากบ้าน

“ไม่รู้ฉันคิดถูกหรือคิดผิดที่ช่วยนาย”

ยูริ ลูกชายคนสุดท้องของบ้านตระกูลทานากะ ช่วยเพื่อนทุกอย่างตั้งแต่หาอพาร์ทเม้นท์ราคาถูก แถมมีลานจอดรถด้วย

ที่สำคัญคือหางานนักดนตรีในผับของเพื่อนพี่ชายให้กับฮายาโตะ

“คิดถูกแล้วน่า ช่วยให้เพื่อนสมหวังในความรัก ลูกผู้ชายต้องเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม ฉันไม่เห็นด้วยกับพ่อ วิชาความรู้มีอยู่ในประเทศเราไม่ด้อยกว่าชาติใดในโลก ไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงอเมริกา ต่อไปฉันต้องเป็นผู้สืบทอดตระกูล จะไม่ยอมถูกบังคับแต่งงานกับผู้หญิงที่ฉันไม่รัก ฉันจะย้อนกลับมาอย่างคนประสบความสำเร็จ ฉันจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ไม่อาศัยเงินพ่อแม่”

แม้เป็นแค่เพียงเด็กวัยรุ่น แต่ความคิดอ่านก้าวล้ำนำหน้าไปไกล มีสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบยิ่งใหญ่ในวันหน้า และไม่ละเลยเรื่องความรักที่สมัครใจ

“นายมันคนเจ้าอุดมคติ แต่ยังไงฉันเอาใจช่วยถึงยอมทำสิ่งไม่ดี ช่วยเพื่อนหนีออกจากบ้าน”

“ขอบใจมากเพื่อนรัก รีบไปเถอะ อย่าเสียเวลาคิดมากเลยน่า ยังต้องไปรับเลื่อมด้วยอีกคน”

เลื่อมลาวัณย์ อิโนริ หน้าตาสวย ด้วยความเป็นลูกครึ่งไทย – ญี่ปุ่น ทรงผมสีดำยาวเรียบตรงปรกไหล่ สไตล์โตเกียวเกิร์ลที่มีหน้าม้าปิดบังคิ้วเข้ม จึงเห็นแต่ดวงตากลมโต จมูกไม่โด่งมากหากแต่งามพอดู ริมฝีปากบางเรียวเล็กสีชมพู ใบหน้าเรียว แก้มขาวเนียนนวล มีเลือดฝาดเจือชมพูระเรื่อ

เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น มีพ่อเป็นคนไทยแต่ได้เลิกรากับแม่แล้ว

แม่จึงพาเธอกลับมาบ้านเกิด แล้วลงทุนทำร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น

ส่งเธอเข้าเรียนไฮสคูลในโรงเรียนเอกชน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้รู้จักและพบรักกับฮายาโตะ ซึ่งเธอยึดมั่นถือมั่นและให้ความสำคัญกับความรักยิ่งกว่าสิ่งใด ได้เคยพูดกับฮายาโตะไว้...

“รักแล้วทำไมต้องรอ ขอแค่มีเราอยู่ด้วยกันช่วยกันสร้างอนาคตได้ ไม่จำเป็นร่ำรวยล้นฟ้าเราก็มีความสุขได้”

“ฉันจะแต่งงานกับเธอ ต่อให้มีใครขัดขวางฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ ไม่ยอมให้ใครพรากเราจากกันเป็นอันขาด”

ฮายาโตะพูดจากความตั้งใจจริง

เมื่อผู้เป็นพ่อจัดการเรื่องส่งเขาไปเรียนต่อประเทศอเมริกาและจัดหาว่าที่คู่หมั้นไว้พร้อม โดยให้ตามไปเรียนต่อด้วยกัน เขาจึงหาทางหนีเช่นนี้...



..........ชานกรุงโตเกียว บ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังเล็ก เลื่อมลาวัณย์อาศัยอยู่กันสองคนแม่ลูก

“คืนนี้เป็นอะไรไป มาราตรีสวัสดิ์แม่แต่หัวค่ำ”

คุณเรนะถามอย่างมิได้ติดใจสงสัยนัก ใครจะไปนึกรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพรากจากลูกสาวในอีกไม่กี่นาทีนี้

“วันนี้เหลือกันแค่สองคนแม่ลูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้แม่เชื่อใจหนู หนูจะไม่มีวันทอดทิ้งแม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหนูจะต้องกลับมาหาแม่แน่นอน”

“พูดแปลกๆ อย่างนี้ เลื่อมจะไปไหนหรือลูก”

ผู้เป็นแม่ถาม พลางกอดลูกสาวที่เข้ามาคลอเคลีย

“เปล่าหรอกแม่ หนูเริ่มง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”

บอกพร้อมหอมแก้มแม่ แล้วเข้าห้องนอนไป

เปิดตู้เสื้อผ้า มีกระเป๋าเสื้อผ้าที่ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว นำออกมาสะพาย

จดหมายลาถูกเขียนไว้แล้ว เธอวางลงบนหมอน น้ำตาคลอ... ถึงตอนนี้กลับอยากร้องไห้ทั้งที่เลือกความรัก

“ลาก่อนค่ะแม่ จากกันชั่วคราวแล้วหนูจะกลับมา”

เลื่อมลาวัณย์พูดรำพันกับตัวเอง ก่อนตัดใจหันไปที่หน้าต่างเปิดออก แล้วปีนออกจากบ้านซึ่งเคยได้อาศัยอยู่กันสองแม่ลูกมานานหลายปี แอบย่องไปยังริมรั้วด้านหลังบ้าน ปีนข้ามผ่านอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินลัดเลาะเพื่อไปที่ถนน

มีรถเบนซ์สปอร์ตสีขาวจอดรออยู่ตรงนั้น

“เลื่อม...”

ฮายาโตะโผเข้ากอดคนรักแนบแน่น

“เฮ้ย... จะยืนกอดกันกลมเป็นเป้าสายตาอยู่อย่างนั้นนะเหรอ จะไปไหนก็รีบๆ ไปกันเถอะ”

ยูริพูดเร่งทั้งสอง

ฮายาโตะจึงนำกระเป๋าเสื้อผ้าของคนรักไปใส่ท้ายรถ พาคนรักและตนเองไปนั่งเบาะหลัง

ปล่อยให้เพื่อนทำหน้าที่คนขับ มุ่งหน้าไปยังที่พัก



..........อพาร์ตเม้นท์เก่า ชานกรุงโตเกียว

“เราต้องใช้ชีวิตไม่ร่ำรวยหรูหรา เพราะว่าต้องประหยัด รถเบนซ์ต้องเอาไปฝากเพื่อนไว้ แล้วยืมรถกระบะเก่าๆ มาใช้ และอาศัยห้องเช่าเก่าๆ แบบนี้ เธออยู่ได้ไหม”

“ฉันอยู่ได้ ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะเก่าแต่ห้องสะอาด เรื่องรถแค่พอใช้ได้ก็พอ ขืนเอารถหรูมาใช้ ฉันกลัวโดนขโมย”

“เฮ้อ... ฉันนี่โชคดีได้แฟนสวยแถมจิตใจดี ชาตินี้คงหาใครเหมือนเธอไม่ได้อีกแล้ว ฉันจะรักเธอไปตลอดชีวิต”

“ขอบคุณที่รักฉัน แค่ได้อยู่กับคุณฮายฉันมีความสุขที่สุด ฉันรักคุณฮายมาก ไม่อยากเห็นคุณต้องทำงานลำบาก ฉันอยากช่วยคุณ”

สองมือกอบประคองมือของชายหนุ่มคนรัก สื่อความหมายในแววตาห่วงหาอาทร อยากช่วยผ่อนแรง ด้วยความคิดว่ามีอะไรที่สามารถช่วยได้จะพยายามช่วยกัน

“ไม่ลำบากเลย ฉันชอบเล่นดนตรี นี่เป็นงานที่ฉันรัก ฉันจะมีความสุขกับงานด้วยซ้ำ ไม่ต้องห่วงหรอก”

“ฉันอยากทำงานบ้าง ให้ฉันเป็นนักร้องด้วยคนได้ไหม จะได้ช่วยกันทำงานหาเงินและเรียนไปด้วยได้”

“ความจริงฉันหวงและห่วงเธอนะ กลัวจะมีผู้ชายอื่นมาชอบเธอ”

“อย่าห่วงเลย จิตใจฉันมั่นคง รักแค่คุณฮายคนเดียวเท่านั้น ไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน”

จากคำยืนยันสัญญานั้น ทำให้ฮายาโตะซาบซึ้งถึงกับกอดเลื่อมลาวัณย์แน่น แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษจึงมิได้ล่วงเกินไปมากกว่านั้น แม้จะได้มีโอกาสนอนร่วมห้องแต่ยังแยกที่นอน

“ฉันจะทะนุถนอมเธอ จนถึงวันแต่งงานของเรา”



..........เลื่อมลาวัณย์ได้เป็นนักร้อง เบื้องหลังมีฮายาโตะเป็นนักดนตรีเล่นคีย์บอร์ด

...ในความคิดของทั้งคู่ แค่ได้อยู่เคียงข้างกันอย่างนี้ชีวิตมีความสุขที่สุดแล้ว

“ฉันกับเลื่อมสัญญาว่าจะแต่งงานกัน ถ้าเงินเดือนออกเมื่อไหร่จะจัดงานในโบสถ์เล็กๆ แต่งงานเงียบๆ แบบเรียบง่าย เชิญแต่พวกนายนั่นแหละ”

ฮายาโตะคุยกับบรรดาผองเพื่อน

รวมทั้งหมดเป็นหกคน อันประกอบด้วย ยูริ เรียวทาโร่ ไท เจมส์และคาร์ล ซึ่งพากันยกโขยงมาเที่ยวผับเพื่อดูเพื่อนกับแฟนเพื่อนเล่นดนตรีและร้องเพลง

“ในบรรดาพวกเรามีนายคนเดียวที่จะแต่งงานเร็วที่สุด แถมเจ้าสาวสวยชะมัดเป็นลูกครึ่งไทยด้วย เขาว่ากันว่าสาวไทยเอาใจเก่ง ...จริงหรือเปล่าหนอ”

เจมส์เพื่อนลูกครึ่งอเมริกันเอ่ยถาม อมยิ้มแล้วแซวเพื่อน

ต่อด้วยอีกคำถามจากเรียวทาโร่เพื่อนอายุน้อยที่สุดในกลุ่มคืออายุอ่อนกว่าสองปี แต่รูปร่างหน้าตาท่าทางบึกบึนเทียบเท่ารุ่นราวคราวเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

“เอ... ในวันแต่งงานเจ้าสาวจะใส่ชุดสีขาวหรือเปล่า”

เป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อน ถ้าเจ้าสาวใส่ชุดสีขาวแปลว่า... เธอยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่

“หึ หึ... รู้นะ พวกนายคิดอะไรกันอยู่ เลื่อมต้องได้ใส่ชุดเจ้าสาวสีขาวแน่นอน”

ฮายาโตะหัวเราะในลำคอ พลางไขข้อข้องใจให้บรรดาผองเพื่อน

หลังจากนั้น... เลื่อมลาวัณย์และฮายาโตะต้องขึ้นเวทีไปทำงานของตน

“เจ้านั่นมันพวกยากูซ่าหรือเปล่า มีรอยสักที่แขนด้วย ดูสิ... มันส่งลูกน้องไปพูดอะไรกับแฟนฮาย”

ไทตั้งข้อสังเกต

เพื่อนทุกคนต่างเพ่งมองฝ่าความมืดสลัว

“เออ... สงสัยใช่ เจ้านั่นเป็นหัวหน้าอยู่ประจำเขตนี้ เพิ่งขึ้นเป็นหัวหน้าแทนพ่อของมัน”

ยูริเคยเห็นหน้ามาบ้าง จึงตอบเพื่อนได้

“ดูสายตาที่มันมองแฟนฮาย ฉันว่ามันคงชอบ แบบนี้ฉันว่าต่อไปเรื่องมันจะยุ่ง”

เป็นไปจริงตามคำกล่าวของไท

ฮายาโตะเห็นเช่นนั้นเมื่อลงจากเวที... ยังไม่ทันได้เอ่ยถามแฟนของตน

เลื่อมลาวัณย์ได้เดินตรงไปที่โต๊ะนั้น ซึ่งมีพวกลูกสมุนนั่งรวมอยู่อีกสี่คน

“คุณอยากรู้จักฉันหรือคะถึงเรียกฉันมาที่โต๊ะ”

“แน่นอนครับ คุณคนสวยชื่ออะไร”

ถามทั้งจดจ้องมองแต่ใบหน้านวล

“ฉันชื่อ เลื่อมลาวัณย์ เรียกชื่อเล่น เลื่อม ก็ได้ค่ะ”

เธอกล่าวอย่างสุภาพเป็นกันเอง พลางยิ้มให้อย่างมีไมตรี

“มีแฟนหรือยังครับ”

เป็นคำถามธรรมดา แต่ใบหน้ายิ้มกระลิ้มกระเหรี่ย และหวังไว้ในใจคงได้คำตอบว่า ‘ไม่มี’

“มีแฟนแล้วค่ะ เรากำลังจะแต่งงานกันเดือนหน้าค่ะ”

เลื่อมลาวัณย์พูดซื่อๆ ไม่มีปิดบัง

“นึกไม่ถึง ยังดูเด็กอยู่แท้ๆ น่าเสียดาย ปีนี้อายุเท่าไหร่ครับ”

ยังคงตั้งคำถามต่อไป แม้ใจแป้วผิดหวังแล้วก็ตาม

“เพิ่งจะสิบเก้าค่ะ”

เลื่อมลาวัณย์ไม่อยู่คุยด้วยนานนัก เธอขอตัวกลับไปคุยกับแฟนของเธอ

ปล่อยให้ชายหนุ่มมองตามตาละห้อยพลอยนึกเสียดาย

“นายน้อยครับ อย่างนี้คงหมดหวัง ผมว่าไปหาสาวสวยโสดหน้าใหม่ที่อื่นดีกว่า”

“ไม่ได้ยินเหรอ เธอบอกว่ากำลังจะแต่ง แปลว่านาทีนี้ยังไม่ได้แต่ง เพราะฉะนั้นเธอยังโสด ยังไม่เป็นเมียใคร”

“มันจะมีปัญหาตามมา...”

“หยุดพูด ฉันเจอรักแรกพบเข้าแล้ว จะไม่ปล่อยไปเด็ดขาด พวกเราใครกลัวมีเรื่อง? เฮอะ...”

ชายหนุ่มทำน้ำเสียงเฉียบขาดตวาดถาม...

ลูกสมุนทุกคนต่างพากันเงียบกริบ!

ฮิคารุ คามิกิ หัวหน้าแก๊งยากูซ่าตระกูลคามิกิอยู่ประจำเขตพื้นที่นี้ ไม่เคยนึกปรารถนาสาวใดเท่าคนนี้มาก่อน ได้ลั่นวาจา...

“ฉันจะต้องเอามาเป็นของฉันให้ได้”




ไตรติมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 ก.พ. 2559, 15:40:04 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 พ.ย. 2561, 18:24:09 น.

จำนวนการเข้าชม : 695





<< - แนะนำตัวละคร -   ตอน 2 ข้อแลกเปลี่ยน >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account