Sea and Dream ทะเล ความฝัน และความจริง
เรื่องราวของ "อาภาคย์" ตั้งแต่เยาว์วัย ผ่านชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายเรือ จนเป็นนายทหารเรือแห่งราชนาวีไทย รวมถึงชีวิตการทำงานและครอบครัว ผ่านการเล่าความฝันโดย นาวาโท อครพล แสนแก้ว ผู้ยึดถืออาภาคย์เป็นแรงบันดาลใจ
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: รักครั้งแรก

เล่าถึงตอนนี้อาภาคย์กระดกแก้วอีกครั้ง “แหมโว้ย เหล้าฝรั่งนี่ถ้ามีมะขามเปียกนี่จะแจ่มยิ่งกว่านี้” ฮ่า ฮ่า ฮ่า คนในโต๊ะหัวเราะกันทุกคน อาวุฒิที่หน้าเริ่มแดงแล้วถามอาภาคย์ว่า “เออไอ้ภาคย์ เท่าที่กูจำได้ตอนนี้มึงมีแฟนแล้วนี่หว่า เล่าหน่อยสิวะ” ทุกคนปรบมือ โดยเฉพาะผมอยากรู้เหมือนกันว่าคนแบบอาภาคย์เวลาจีบผู้หญิงหรือว่ามีแฟนแกจะเป็นแบบใด “เหรอ ..อยากฟังกันจริงๆเหรอ ว่าจะตัดตอนชีวิตรักออกไปนะเนี่ย เดี๋ยวไอ้มิกซ์มันจะจดจำไปทำบ้าง ไม่ดีๆ” “เล่าเลยครับอาภาคย์ อยากฟังๆ” ผมคะยั้นคะยอแกพร้อมกับริน vodka ผสมชเว๊ปส์นิดนึง “เอาล่ะเล่าก็ได้ เฮ้ยไอ้โอ ดีดเพลง “เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ” คลอหน่อยสิวะ” เสียงกีตาร์ดังขึ้น พร้อมกับอาภาคย์ที่เริ่มเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของแกต่อไป..........
ขึ้น ม.3 แล้วครอบครัวผมมีจุดเปลี่ยนเล็กน้อย จากที่พ่อแม่ผมมีอาชีพเสริมมามากมายแต่ก็ยังไม่สามารถสลัดความจนได้สักที แม่เล่าให้ฟังว่าในวันเกิดของพ่อปีที่แล้ว พ่อไปนั่งปรับทุกข์กับหลวงพ่อที่เคารพรูปหนึ่ง ไปบ่นปรับทุกข์ว่าแกเครียดที่ยังไม่สามารถทำให้ครอบครัวสุขสบายได้ แกสงสารลูกเมีย แม่บอกว่าหลวงพ่อแนะนำว่าลองไปเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างสิ ที่อำเภอแก่งกระจานยังไม่มีใครเปิด ประดุจพ่อได้พบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ปีถัดมาพ่อรวบรวมเงินทุนก้อนหนึ่งมาเปิดร้าน พ่อไปซื้อที่ดินรกร้างมาหนึ่งไร่ แล้วก็ปลูกสร้างโรงเรือน ก็ไม่ยากครับเสาไม้กับหลังคาสังกะสี ช่วงแรกพ่อขายไม้แปรรูปและอุปกรณ์ก่อสร้างเล็กๆน้อย โดยจ้างน้องชายแกมาเฝ้าและขายของให้เพราะพ่อกับแม่ยังต้องสอนหนังสืออยู่ ร้านในตอนนั้นเป็นร้านสไตล์บ้านนอกทั่วไปครับประตงประตูไม่ต้องมีกันล่ะ มีกองไม้แปรรูปหลายขนาดวางเรียงราย หน้าที่ในการเฝ้าก็ไม่ใช่ใครครับ คุณอาและตัวผมซึ่งย้ายมาอยู่ที่นี่มาช่วยพ่อแม่เฝ้าร้าน การค้าขายในช่วงนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันดีหรือแย่ มีหน้าที่เฝ้าร้านและไปส่งของกับอาเท่านั้น จนคืนหนึ่งผมนอนดูโทรทัศน์อยู่คนเดียวจนห้าทุ่ม แปลกใจว่าทำไมอายังไม่กลับ ปกติแกออกไปดื่มเหล้าในหมู่บ้านประมาณสี่ทุ่มก็จะกลับ จนเช้าตรู่พ่อผมกระหืดกระหอบมาที่บ้าน เห็นผมยังนอนอยู่ในมุ้ง “ภาคย์ๆๆๆ ตื่นได้แล้วลูก อาจ้อยตายแล้ว” เหมือนอสุนีบาตยามแล้ง อาจ้อยตาย ตายยังไงอ่ะ ไม่จริงๆพ่อโกหก พ่อขับรถพาผมและบรรดาป้าๆอาๆไปรับศพอาผมที่โรงพยาบาล สรุปอาของผมมีเรื่องกับคนในวงเหล้าเมื่อคืนจึงโดนยิงกรอกปาก ทำไมโหดร้ายกับอาผมอย่างนั้น และแน่นอนไอ้ฆาตกรที่ยิงอาผม ในปัจจุบันมันก็ยังติดคุกอยู่สมกับความเลวของมัน เมื่ออาของผมตายไปแบบนั้นพ่อจึงตัดสินใจลาออกมาเพื่อดูแลร้านแบบเต็มตัว โดยที่อีกสองปีต่อมาแม่ก็ลาออกมาอีกคน เงินทุนจากการลาออกพ่อเลยนำมาขยับขยายร้านให้มันทันสมัยสมกับยุคสมัยยิ่งขึ้นดังเช่นในปัจจุบัน
เอาล่ะย้ายมาอยู่แก่งกระจาน การเดินทางไปโรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนอีกไปรถสองแถวก็ช้าและคนแน่น โชคดีที่ตอนนั้นคุรุสภามีสวัสดิการผ่อนรถมอเตอร์ไซต์ Honda dream ที่คนสมัยนั้นเรียกรถรุ่นนี้ติดปากว่ารถคุรุสภา แม่ก็เลยถอยมาให้ผมหนึ่งคันสำหรับขี่ไปโรงเรียน ใบขับข่งใบขับขี่ไม่ต้องมีหรอกครับ ขี่แอบๆตำรวจเอาเอง สมัยนั้นมอเตอร์ไซต์หรือที่คนเพชรเรียกว่า “รถเครื่อง”รุ่นที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ถ้ารถเล็กจะเป็นจำพวก susuki cristal,susuki ,Honda nova ,Honda teana ใหญ่ขึ้นมาจะเป็น Honda beat ,Kawasaki kr เป็นตัน ส่วนรถคุรุสภาของผมก็มีคนใช้กันพอสมควรครับแต่เป็นรถใช้งานจริงๆนะไอ้ครั้นจะมาแต่งให้สวยงามไม่ค่อยเห็น ใจจริงตอนนั้นอยากได้รถรุ่นที่กล่าวมาข้างต้นนะ แต่บ้านยังไม่ค่อยมีเงินเรามีรถขี่ก็ดีแล้วต้องรู้จักประมาณตนด้วย แต่ท้ายที่สุดรถคันนี้ผมสามารถเก็บหอมรอมริบจนเปลี่ยนล้อเดิมเป็นขอบทอง จัดการโหลดและพร้อมกับเปลี่ยนโช๊คให้เตี้ยลงอีกนิดนึง อ้อ..สมัยนั้นเบาะรถต้องปาดเบาะและขัดว๊กซี่ให้ดำด้วย เท่ห์ขึ้นมาอีกนิด เส้นทางการขี่ที่ชื่นชอบผมจะใช้เส้นทางเลียบคลองชลประทางสายเลี่ยงเมือง ผ่านอำเภอบ้านลาด และเลี้ยวเข้าตัวเมืองตรงบ้านวังบัว ระยะทางระหว่างโรงเรียนกับบ้านที่แก่งกระจานไม่ไกลมากครับ ประมาณ 40 กิโลเมตรขี่รถชั่วโมงเดียวก็ถึง
ชีวิต ม.3 มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำอีกอย่างคือปลายปีนั้นมีงานประจำปีของโรงเรียน ก่อนงานเริ่มประมาณสองเดือนครูดวงเดือน เดินเข้ามาในห้อง ม.3/1 ของผมพร้อมกับทำการคัดเลือกนักเรียนไปทำกิจกรรมบางอย่างสามคนรวมถึงผมด้วย อาจจะหน้าตาดีกระมังถึงได้ถูกเลือก คริคริ ครูนำผมกับเพื่อนอีกสองคนไปที่ห้องดนตรีไทยด้านหลัง ภายในห้องดนตรีไทยเราเห็นพี่ผู้หญิง ม.4 หน้าตาน่ารักนั่งอยู่สามคน แน่นอนครับต้องเป็นดาวเด่นของระดับชั้นนี้ พี่เจี๊ยบขวัญใจเด็ก ม.ต้น พี่ส้มสาวผมสั้นกับตากลมโต และพี่มดสาวหน้าหมวย ว้าว!!ว่าแต่ครูดวงเดือนพาเรามาทำไมเนี่ย “เอาล่ะ ที่ครูเรียกพวกเธอมาที่นี่ก็เพื่อจะให้พวกเราแสดงในงานโรงเรียนของหมวดวิชาภาษาไทย” แสดง..ตาเถรตกใต้ถุน ตัวผมนั้นเกลียดการแสดงมาตลอดตั้งแต่อยู่อนุบาล เรื่อยมาจนถึงชั้นประถม ไม่ว่าครูจะจับผมแสดงในงานวันเด็ก งานเชงเม้ง งานตรุษ งานสารท ผมหลบเลี่ยงงอแงมาตลอด นี่ครูดวงเดือนจะให้ผมแสดงอีก จะหลบยังไงดีวะ “สำหรับการแสดงครูจะให้พวกเธอเล่นลำตัด ขั้นต้นพวกเธอเอาบทร้องไปท่องกัน เอ้า เดี๋ยวครูจับคู่ชายหญิงให้ก่อน” ลำตัด? โอ้ มาย ก๊อด ร้องยังไงรำยังไงอ่ะ แต่ดีอย่างตรงที่มีผู้หญิงน่ารักมาให้ใกล้ชิด ชื่นใจหนุ่มวัยนมแตกพานนัก อย่างว่าแหล่ะครับเริ่มจะเป็นวัยรุ่นแล้ว แต่เด็กมอต้นชายล้วนวันๆเจอแต่เด็กผู้ชายหัวเกรียน ยามนี้มีผู้หญิงแถมหน้าตาน่ารักสุดๆมาให้ใกล้ชิดเชยชมตั้งสามคน ไอ้ที่ว่าจะหลบหลีกก็เป็นอันขอเลื่อนไปก่อน ตอนนี้ขอลองทำตามที่ครูมอบหมายและหัวใจดวงน้อยเรียกร้องแล้วกัน
หลังจากวันนั้นหลังเลิกเรียนในตอนเย็น เราทั้งหกคนต้องมาซ้อมการแสดงที่ห้องดนตรีไทยทุกวัน ยิ่งช่วงใกล้แสดงเราต้องมาซ้อมในวันเสาร์อีกด้วย ตอนนั้นทั้งการรำและร้องลำตัดเริ่มคล่องมากขึ้น ผมลงทุนไปเช่าวีดีโอการแสดงลำตัดมาดูเลยทีเดียว สมัยนั้นที่ดังๆจะเป็น หวังเต๊ะกับแม่ประจิตร์ ศรีประจันต์ ดูไปจำท่าทางการรำวิธีการร้องแล้วนำมาประยุกต์ใช้ ก็พอถูๆไถๆไปได้ ส่วนพวกเรานักแสดงทั้งหกคนเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น โดยเฉพาะผมกับพี่ส้มที่แสดงคู่กัน เราสนิทกันมากคุยหยอกล้อกันตลอด จนหนุ่มน้อยวัยใสแบบผมเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาบ้างแต่ก็ต้องสงบใจไว้เพราะเราเป็นแค่เด็กมอต้น อีกอย่างผมก็แค่เป็นเด็กหนุ่มกระจอกๆคนหนึ่ง เงินก็ไม่ค่อยจะมี รถมอเตอร์ไซต์ยังเป็นรุ่นธรรมดาๆไม่ได้เท่ห์เหมือนคนอื่นเขา พี่ส้มอายุมากกว่าผมหนึ่งปี เป็นผู้หญิงหน้าหวาน รูปร่างสูงโปร่งหุ่นดี ไว้ผมบ๊อบ แต่แกเป็นคนนิสัยเรียบร้อยบวกกับเสียงใสๆ ได้ใกล้ชิดแล้วใจละลาย หลังจากเราได้ซ้อมการแสดงด้วยกันผมเริ่มเฝ้าแอบมองพี่ส้มเวลามาโรงเรียนมากขึ้น แอบมองว่ามีใครมาจีบบ้างรึป่าว ก็มีแหล่ะครับตามฉบับคนสวยน่ารักแต่ผมไม่เคยได้ข่าวว่าแกเป็นแฟนกับใครนะ จนวันเสาร์สุดท้ายก่อนการแสดงเรามาซ้อมกันที่โรงเรียนตามปกติ วันนั้นซ้อมถึงเที่ยงเราก็เลิกซ้อมเพราะคล่องแคล่วพร้อมที่จะแสดงแล้ว กลับบ้านดีกว่า “ภาคย์ จะไปไหนรึป่าว” พี่ส้ม สาวตากลมถามผม “กลับบ้านสิครับ ไม่รู้จะไปไหน ตอนเย็นค่อยไปเตะบอลกับเพื่อน” “ไปส่งพี่หน่อยได้ป่ะ วันนี้มดต้องรีบกลับบ้านไปธุระ พี่ไม่รู้จะกลับยังไง ขี้เกียจเดิน” ว้าว พี่ส้มสาวที่ผมแอบประทับใจมาขอให้ไปส่งที่บ้าน ได้สิครับพี่ “ได้ครับ แต่ไปหาอะไรกินก่อนนะ ผมหิว” ให้ไปส่งทั้งทีต้องลีลาหน่อยครับ เกิดมาไม่เคยไปไหนต่อไหนกับผู้หญิงอื่นนอกจากญาติเลย อีกทั้งพี่ส้มโครตจะน่ารัก ต้องพารอบเมืองขี่โชว์ผู้คนซะหน่อย
สมัยปี 2536 เพชรบุรีไม่มีห้างสรรพสินค้าไว้ให้พาสาวเดินเล่น ไม่มีโรงภาพยนต์แอร์เย็นฉ่ำพร้อมหนังดังชนโรงในกรุงเทพ ไม่มีร้านสุกี้เจ้าดัง ไม่มีร้านไก่ทอดจากอเมริกา ไม่มีร้านไอศกรีมหลากสีของฝรั่งมังค่า มีแต่ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านไอติมกะทิ แต่แค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับวัยรุ่นในยุคผม เราสองคนเดินมาที่จอดรถ ผมบรรจงเอาผ้ามาปัดฝุ่นบนเบาะ พี่ส้มหัวเราะใหญ่โต “นี่ภาคย์ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก แหม ต๊องจังเลย” พี่ส้มนั่งซ้อนท้าย ถึงจะไม่ได้นั่งกอดแบบในละคร แต่ก็ใกล้ชิดพอสมควร ชื่นใจชะมัดยาด กินอะไรดีล่ะ เที่ยงแบบนี้ซัดก๋วยเตี๋ยวดีกว่าถึงจะเคยได้ยินมาว่าการมาทานอาหารกับผู้หญิงครั้งแรกๆไม่ควรไปกินอาหารประเภทเส้นอาจจะทำให้เสียบุคลิค ซึ่งผมไม่แคร์เพราะถึงแม้บ้านผมจะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ แต่ผมได้รับการอบรมมารยาทชาววังให้ผมมาโดยตลอด อีกอย่างคิดถึงเนื้อเปื่อยร้านเจ๊กเม้งแล้วเกินห้ามใจจริงๆ “พี่ส้มไปกินเจ๊กเม้งกันป่ะ”ผมหันไปถามพี่ส้ม แกพยักหน้า งั้นไปกันเลย จากพรหมาฯ ผมขี่มาทางสี่แยกคงคารามแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางโรงเรียนอรุณประดิษฐ จากนั้นเลี้ยวขวาไปถึงสี่แยกเชิงสะพานจอมเกล้าแล้วเลี้ยวซ้ายอีกที ร้านเจ๊กเม้งจะอยู่ตรงวงเวียนน้ำพุหลังจวนผู้ว่า แน่นอนครับสำหรับผมวัยเจริญเติบโตต้องทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อแห้งและเกาเหลาเนื้อ เวลาทานผมชอบใส่พริกกะเหรี่ยงและซอสพริกตามแบบฉบับคนเพชรแท้ พี่ส้มกินเส้นเล็กน้ำ หน้าขาวใสเวลาทานรสเผ็ดหน้าพี่ส้มจะกลายเป็นสีแดงอมชมพู น่ารักสุดๆ “พี่ส้มเคยมากินกับใครป่ะ” ผมถามแบบว่าแอบหึงเล็กน้อย “เคยสิ ร้านอร่อยก็ต้องเคยมีใครพามากินอยู่แล้ว” ชิ..ผมแอบงอน สายสืบบอกว่าไม่มีแฟนนี่หว่า หนอยสืบข่าวมาแบบผิดๆ “แม่พี่ชอบพามากิน อีกอย่างไอ้มดก็ชอบกิน วันหยุดถ้าว่างตรงกันก็จะพากันมากินบ่อยๆ”แกตอบกลับแบบหน้าตาย ผมได้ยินแบบนั้นถึงกับดีใจซดเกาเหลาเสียงดังโฮก การซดน้ำซุปเสียงดังถ้าเป็นในญี่ปุ่นจะถือว่าให้เกียรติพ่อครัวแต่ถ้ามาทำในไทยจะถือว่ามารยาทด้อยมาก พี่ส้มตีแขนผมแล้วหัวเราะ กินเสร็จแล้วผมก็จ่ายเงิน เอิ่ม..ขอบอกไว้เลยว่าถึงผมจะได้เงินจากแม่แค่สัปดาห์ละ 300 บาท แต่ถ้าถึงเวลาพาผู้หญิงมาเที่ยวเราควรจะเป็นฝ่ายจ่ายนะครับ มันแสดงถึงความเป็นสุภาพบุรุษและเอาใจใส่ผู้หญิง ยกเว้นบางกรณีที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายออกปากขอหารกันหรือเลี้ยงเรา อันนั้นก็แล้วแต่ศรัทธาเป็นครั้งคราวไป อันนี้ประสบการณ์ต่อมาสอนเอาไว้ บางครั้งผู้หญิงเค้ามองเราในจุดนี้เหมือนกัน
ทานก๋วยเตี๋ยวเสร็จผมซ้อนท้ายพี่ส้มไปส่งบ้าน ถึงจุดนี้บอกได้เลยว่าจากการใกล้ชิดสนิทสนมมาสองเดือนเต็ม ผมว่าผมชอบพี่เค้าแล้วล่ะ ชอบมาก ไม่ได้ชอบที่แกสวยเพียงอย่างเดียวนะ ชอบนิสัยใจคอรวมถึงเรื่องอื่นๆของแกด้วย วันนี้นับว่าโชคดีมากที่ผมมีโอกาสใกล้ชิดสองต่อสอง จนถึงบ้านพี่ส้มที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรตรงเขาบันไดอิฐ เป็นบ้านสองชั้นมีสวนดอกไม้หน้าบ้าน ผมจอดมอเตอร์ไซต์ส่งพี่ส้มเสร็จแล้วเตรียมหันหัวรถกลับ “อ้าวภาคย์ มานั่งในบ้านก่อนสิ” “ไม่อ่ะ เดี๋ยวที่บ้านพี่ส้มจะว่าเอา” พี่ส้มยิ้มหวาน “แม่ไม่ว่าหรอก เชื่อสิ” ผมก็เลยเดินตามพี่ส้มเข้าบ้านไป ความรู้สึกในตอนนั้นหรือครับ ตื่นเต้นมากด้วยความที่เรายังเด็ก กลัวว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะต่อว่า เข้าบ้านมาเป็นห้องรับแขกเห็นแม่พี่ส้มนั่งดูโทรทัศน์อยู่ “แม่จ๋า หนูกลับมาแล้วจ๊ะ เอ้าภาคย์นี่แม่จ๊ะ” ผมยกมือไหว้อย่างตื่นๆ “สวัสดีลูก ทานอะไรมารึยังล่ะ ตามสบายเลยนะ เอ้า ส้มดูแลเพื่อนด้วยนะลูก” เฮ้ย ผิดคาด แม่พี่ส้มตอนนั้นอายุประมาณสี่สิบปี ดูเป็นคนใจดีมากมิน่าล่ะพี่ส้มถึงเป็นคนสบายๆมองโลกในแง่ดีไม่มีพิษภัยกับใคร วันนั้นผมนั่งคุยเล่นกับพี่ส้มและแม่ของแกจนเย็นก็ไปเตะบอลกับเพื่อนต่อ โดยพี่ส้มบอกทิ้งท้ายว่าเช้าวันจันทร์ให้มารับไปโรงเรียนด้วย โครต...โครต...ดีใจสุดๆไปเลยไอ้ภาคย์เอ๋ย
นับจากนั้นผมมีหน้าที่ไปรับส่งพี่ส้ม โดยแอบสังเกตว่ามีสายตาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในโรงเรียนมองผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ทีใครทีมันโว้ย นี่มันโอกาสของผมดังนั้นต้องเก็บเกี่ยวมันไว้และรักษาให้ดีที่สุด ช่วงนั้นผมกับพี่ส้มสนิทกันมาก ตอนเย็นก่อนกลับบ้านเรามักแวะไปกินไอติมกะทิสดเจ้าโปรดตรงชุมสายโทรศัพท์ หรือไม่ก็ไปกินลอดช่องน้ำตาลข้นหน้าโรงเรียนกวงตง หรือไม่ไปนั่งเล่นบริเวณสระน้ำหลังศาลหลักเมืองที่มีรถเข็นขายอาหารหลักและของกินเล่นมากมาย รอบๆสระน้ำที่นี่มีต้นไม้รกครึ้มลมพัดเย็นสบาย กินขนมนมเนยเสร็จแล้วเราสองคนก็จะขี่รถเล่นรอบตลาดหนึ่งรอบก่อนกลับบ้าน บางทีตอนกลางวันที่โรงเรียนแกเอาขนมมาให้ในห้องท่ามกลางสายตาอิจฉาของเพื่อนๆ จนเย็นวันหนึ่งผมเตะบอลเสร็จแล้วประมาณหกโมงเย็นไม่รู้จะไปไหนดีก็เลยแวะไปหาพี่ส้มที่บ้าน พี่ส้มเดินมาเปิดประตูแล้วพาไปนั่งศาลาในสวน เชื่อมั๊ย..ผมแอบเข้าข้างตัวเองว่าแกก็ชอบผมเหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นแค่ฝันแต่แค่คิดผมก็มีความสุข “ภาคย์ ส้มถามอะไรอย่างหนึ่งสิ” พี่ส้มเริ่มบทสนทนากับผมด้วยสรรพนามแทนตัวเองที่เปลี่ยนไป “ถามว่า?” พี่ส้มอึกอักๆ “ภะ.ภะ.ภาคย์ รู้สึกยังไงกับส้ม” เฮ้ย ผิดคาด นี่ผู้หญิงที่น่ารักอันดับต้นๆของโรงเรียนมาถามผู้ชายกระจอกแบบเรานี่นะ “ผม...ผม..ชอบพี่ส้มครับ” พี่ส้มหน้าแดงครับ น่ารักชะมัด แกยิ้มแล้วบอกผมว่า “ต่อไปนี้ห้ามเรียกส้มว่าพี่แล้วนะ ฟังดูแล้วแก่จังเลย ทำได้ป่ะ” ถึงจะไม่บอกว่าเราเป็นแฟนกัน แต่ส้มพูดแบบนี้ก็เป็นการแสดงออกอยู่แล้ว ยะฮู้ว.มีแฟนแล้วเรา มีแฟนคนแรกตอนอายุ 14 ปลายๆเหมือนเพลงฮิตในสมัยนี้ “เธอทำให้ฉันเป็นเหมือนตอน 14 ตอนที่ฉันมีแฟนคนแรก” ผมขี่รถกลับบ้านแบบลอยๆ ใจเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน ส่งผลกระทบไปถึงการนอนในคืนนั้นด้วย ตาแข็งนอนไม่หลับ เพดานห้องมันมีหน้าของส้มเต็มไปหมด
จนถึงวันงานประจำปีของโรงเรียน งานจะมีการจัดนิทรรศการของฝ่ายต่างๆ มีการแสดงดนตรีทั้งกลางแจ้งและในหอประชุม มีการแสดงของนักเรียน และกิจกรรมอีกมากมายเป็นที่ถูกใจนักเรียนทุกรุ่นทุกระดับชั้น การแสดงของผมมีกำหนดการประมาณบ่ายโมง ดังนั้นช่วงเช้าผมกับเพื่อนก็เดินดูนั่นดูนี่ตามประสา มาหยุดอยู่ที่ลานดนตรีหน้าตึกวิทยาศาสตร์ เป็นเวทียกพื้นสูงเล็กน้อย จะมีนักเรียนขึ้นไปเล่นกีตาร์โปร่ง บางวงมีสองคนบ้างสามคนบ้างตามแต่อุปกรณ์ดนตรี โห...โครตเท่ห์ อยากเล่นแบบนี้ได้บ้างจังเลย แต่อย่างว่าแหล่ะครับกีตาร์สมัยนั้นถ้ายี่ห้อดังๆราคาก็หลายพัน เด็กบ้านนอกจนๆแบบผมจะเอาเงินมาจากไหน จนเกือบเที่ยงครูดวงเดือนก็ประกาศเรียกพวกผมไปที่ห้องภาษาไทยเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับการแสดง เข้าห้องผมเห็นสาวๆเปลี่ยนเป็นชุดไทยประยุกต์และกำลังแต่งหน้ากันอยู่ ผมยืนนิ่งเบิ่งตามองส้มที่ปกติหน้าใสไร้เครื่องสำอางก็สวยจนละลายใจผมอยู่แล้ว แต่วันนี้ส้มได้รับการแต่งหน้าแต่งตาส่งผลให้ความงามเฉิดฉันมากขึ้นไปอีก โอ้โฮ...ปฏิญาณไว้เลยว่าผมจะรักษาความสัมพันธ์กับส้มไว้ให้นานที่สุด “นี่ภาคย์ อีตาบ้ามองเพื่อนชั้นอยู่ได้ ไปแต่งตัวเข้าสิ” พี่เจี๊ยบแซวผมท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะลำตัด การแต่งตัวในวันนั้นผู้ชายใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งโจงกระเบนซึ่งกว่าจะใส่ได้ต้องผ่านกระบวนการที่ยากมาก ไม่รู้คนแก่ใส่กันไปได้อย่างไร ไม่กลัวหลุดบ้างรึไง เมื่อถึงเวลาการแสดงที่หอประชุมโรงเรียน ผู้ชมมากมายครับเพราะมีการแสดงหลายอย่าง เสียงฮือฮาของหนุ่มๆดังขึ้นเมื่อสามสาวลำตัดเดินออกมา เสียงเป่าปาก วี๊ดเวี้ยวดังลั่น นี่พ่อคุณแบ่งการชื่นชมมาที่นักแสดงผู้ชายบ้างก็ได้ การแสดงประมาณยี่สิบนาทีของพวกเราผ่านพ้นไปได้ด้วยดีท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้ชมในหอประชุม ครูดวงเดือนเดินยิ้มกริ่มมาขอบอกขอบใจพวกเรา การแสดงแรกในชีวิตของผมจบไปแล้วแต่ความสัมพันธ์กับส้มยังไม่จบ วันนั้นเมื่อจบการแสดงส้มให้ผมไปส่งที่บ้านแล้วขออนุญาตแม่ออกไปเที่ยวกับผม “ภาคย์ ส้มอยากไปนั่งชายทะเล พาไปได้ไหม” แน่นอนครับผมต้องตอบตกลง เบาะหลังเจ้าดรีมขาวของผมที่ระยะหลังมีส้มเป็นเจ้าของได้ซ้อนท้ายสาวสวยอีกครั้ง เราตกลงกันว่าไป หาดเจ้าสำราญ แล้วกันเพราะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมาก หาดเจ้าสำราญ หรือที่คนเพชรเรียกสั้นๆว่า หาดเจ้า เป็นชายหาดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากตั้งแต่สมัยโบราณ ตามประวัติเล่ากันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยเสด็จมาที่นี่พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของหาดแห่งนี้มาก ทรงประทับแรมอยู่หลายวัน จนกระทั่งชาวบ้านเรียกหาดนี้ว่า หาดเจ้าสำราญ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงใช้เป็นสถานที่พักฟื้นจากพระอาการประชวร โปรดให้สร้างพลับพลาที่ประทับ เมื่อ พ.ศ.2460 พระองค์ทรงโปรดสรงน้ำทะเล และทรงโปรดการปั้นทรายเป็นคูเมือง ลำธารคดเคี้ยว ทำเป็น "เมืองทราย" เหตุการณ์เมืองทรายจำลองนี้มีส่วนดลพระราชหฤทัย ให้เริ่มสร้างดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทย
สองหนุ่มสาวน้อยๆ ขี่รถเครื่องมาตามถนนลาดยางที่สมัยนั้นถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนสองเลน เราพูดคุยเสียงดังลั่นมาตลอดทาง ส้มใส่กางเกงขาสั้นแต่ไม่เสมอหูเหมือนเด็กสมัยนี้ ไม่รู้มันจะใส่เพื่อโชว์อะไรกันนักหนา สวมเสื้อคอปกสีฟ้าสดใส สวมหมวกแก๊ปกันแดด ถึงจะเป็นการแต่งตัวง่ายๆและติดดินตามแบบฉบับของส้ม แต่ด้วยความที่ส้มเป็นคนสวยดังนั้นใส่อะไรก็ดูดีน่ามองโดยเฉพาะสำหรับผมนั้นมองได้ทั้งวันไม่รู้สึกเบื่อเลย หาดเจ้านั้นไม่ไกลจากตัวเมือง ห่างกันแค่ 15 กิโลเมตรเท่านั้น ขี่รถเครื่องไม่นานนักก็ถึง ผมจอดรถไว้ตรงร้านขายส้มตำไก่ย่าง สั่งของกินจากร้านนี้และเช่าเสื่อมานั่ง ฝากป้าคนขายให้ดูแลรถด้วย บรรยากาศของหาดเจ้าสำราญเหมาะกับคนที่ต้องการพักผ่อนแบบเรียบง่าย เพราะที่นี่ตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันแทบจะไม่มีเตียงหรือเปลผ้าใบบริการเหมือนหาดอื่น มีเพียงร้านขายอาหารตั้งอยู่ไม่กี่ร้าน เราสองคนนั่งดื่มด่ำความสวยงามของทะเล ลมเย็นรวมถึงความร่มรื่นที่ได้จากร่มเงาของสนจำนวนมากตลอดแนวชายหาดหาด “ส้ม...” ผมเรียกส้มที่กำลังนั่งเหยียดขามองดูทะเลอย่างสบายอารมณ์ “มีอะไรเหรอ” ส้มหันหน้าสวยกลับมา แสงแดดอ่อนที่ฉาบลงบนหน้าของเธอเวลานี้ช่างขับวงหน้าสวยให้งามเด่นขึ้นไปอีก “ขอบคุณนะ ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมาที่ส้มให้โอกาสคนธรรมดาๆแบบภาคย์ บางที่ภาคย์ยังงงกับตัวเองนะว่ามีช่วงเวลาแบบนี้ได้ยังไง” ส้มจับมือผมครับ เป็นการจับมือผู้หญิงครั้งแรกของผม เหงื่อซึมเลยทีเดียว “อย่าว่าตัวเองแบบนั้นสิ เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆแล้ว ถึงส้มเป็นผู้หญิงแต่ขอบอกตรงๆเลยนะ ส้มชอบภาคย์ตั้งแต่เจอครั้งแรกแล้วล่ะ ภาคย์น่ารัก เป็นคนสนุกสนาน เป็นสุภาพบุรุษ ถึงจะเจอกันไม่นานแต่ส้มชอบภาคย์มากนะ ภาคย์ว่าส้มใจง่ายไหม” ฟังส้มร่ายยาวแล้วผมอึ้งครับ ตอนนี้คงต้องพึ่งสำนวนนิยายที่อ่านมาตั้งแต่เด็ก ตอบกลับไปสั้นๆ “คนที่ใช่ คบกันหนึ่งนาทีนานเท่าชั่วอสงไขย” ตาโตคู่นั้นของส้มมีประกายความยินดี มีหยดน้ำตาเล็กน้อย เหม่อมองผมเนิ่นนาน จับมือพร้อมโน้มหน้ามาหอมแก้มผม โหย...ขนลุก เรานั่งจับมือกันมองทะเลด้วยสีหน้าและหัวใจที่เปี่ยมสุขโดยไม่พูดอะไรอยู่เนิ่นนานแต่ผมเชื่อได้ว่าเราสื่อความรู้สึกจากหัวใจสู่มือที่ประสานกันอยู่ได้ จนหกโมงเย็นเราก็ขี่รถกลับบ้าน ขากลับหลังจากเผยความในใจแล้ว ส้มนั่งกอดผมมาตลอดทาง แน่นอนว่ามันดูไม่ดีสำหรับเด็กอย่างเรา แต่ให้ผมสาบาน ณ ตรงนี้เลยว่าเราสองคนไม่เคยเกินเลยไปจากนี้เลยตลอดช่วงเวลาที่คบกัน หนึ่งนั้นมาจากการอบรมสั่งสอนที่ดีจากทางบ้านของทั้งคู่ สองคือแม่ของส้มเคยบอกเราสองคนไว้ว่า แม่ไม่ห้ามที่เราสองคนคบกันเพราะเป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ แต่แม่ขออย่างเดียวคือให้ตั้งใจเรียน ช่วยกันค้นหาความสำเร็จในชีวิต และอย่าทำอะไรเกินเลยเมื่อยังไม่ถึงเวลา และนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้ผมและส้มไม่เคยทำอะไรที่เหลวไหลไปกว่านี้เลย
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้โดยที่ผมยังคงตั้งใจเรียนเมื่ออยู่ในห้องเรียน เล่นเต็มที่เมื่ออยู่นอกห้อง ความสัมพันธ์กับส้มยังดำเนินไปด้วยดีแต่ไม่หวือหวาเมื่ออยู่ในโรงเรียน จนจบการศึกษาในชั้นมอต้นเสียที อย่างที่บอกครับเกรดเฉลี่ยผมนั้นคงเส้นคงวามาก ผมจบการเรียนหกเทอมในชั้นมอต้นด้วยเกรดเฉลี่ยรวม 3.24 ถึงเวลาขึ้นระดับชั้นมัธยมปลายเสียที เพื่อนหลายคนเลือกเรียนสายอาชีพที่วิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรี หลายคนไปเรียนต่อที่ในกรุงเทพฯ แต่ส่วนใหญ่แล้วเลือกเรียนสายสามัญต่อที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ฯของเราซึ่งเป็นโรงเรียนดังระดับภูมิภาคอยู่แล้ว อีกอย่างจะได้เรียนโรงเรียนเดียวกับส้มด้วย ซึ่งเพื่อนผมหลายคนที่เรียนมอต้นมาด้วยกันตื่นเต้นมากเพราะมอปลายห้องของเราจะมีผู้หญิงเสียที หลายคนบอกว่าเบื่อหัวเกรียนและหน้าดำๆของผู้ชายแล้ว ขึ้นมอปลายมันจะนั่งจ้องหน้าผู้หญิงทั้งวันเลยทีเดียว ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีให้เลือกสองสายนั่นคือ สายวิทย์-คณิต และสายศิลป์-ภาษา และมีวิชาเสริมให้เลือกคือ สาธาณสุข พาณิชย์ เกษตรและพละศึกษา ผมมานั่งพิจารณาตัวเองพอสมควรว่าจะเลือกชีวิตตัวเองในช่วงรอยต่อนี้อย่างไรดี พ่อแม่และญาติพูดตรงกันว่าให้เลือกเอาเองเพราะเป็นชีวิตของผมไม่ใช่ของใคร ในที่สุดผมเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต เพราะตอนนั้นอยากเป็นวิศวกร ส่วนส้มที่เป็นรุ่นพี่ผมหนึ่งปีก็เลื่อนไปเป็นสาวมอห้า ลืมบอกไปครับว่าตลอดเวลาที่ผมคบกับส้ม ทางบ้านผมไม่ทราบเลย ผมคงไม่กล้าบอกหรอก เกรงว่าจะโดนที่บ้านทั้งบ้านยายและบ้านแม่ดุ
ม.4 ผมถูกจัดให้อยู่ ม.4/7 เพื่อนในระดับมอปลายห้องนี้มีทั้งเพื่อนสมัย ม.ต้น และเพื่อนใหม่ที่มาจากต่างโรงเรียน และเด็กนักเรียนผู้หญิงที่เรารอมาสามปีกลับมีมาให้พวกเราเด็กผู้ชายได้ตื่นเต้นแค่เจ็ดคนผิดกับห้องอื่นๆที่มีห้องละสิบคนสิบห้าคนบ้าง เฮ้อ...พูดถึงเรื่องการเรียนมันจะต้องยากกว่า ม.ต้นอยู่แล้ว วิชาที่เพิ่มมาสำหรับสายวิทย์-คณิต ก็จะเป็นวิชาจำพวกฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ส่วนวิชาดั้งเดิมที่เรียนมาตั้งแต่อดีตกาลจำพวกวิชาคณิตศาสตร์ก็ทวีความยากยิ่งขึ้น ในวิชาคณิตศาสตร์ถูกต้อนรับด้วย ตรีโกณมิติ เจอเรื่องมุม ไซน์ คอส แทนท์ เต็มไปหมด แต่วิชาคณิตศาสตร์นั้นหลักการของมันเลยคือพยายามจับจุดและทำความเข้าใจกับมันให้ได้ หมั่นทำแบบทดสอบแล้วจะพบเคล็ดลับวิชาของมัน แน่นอนครับว่าผมต้องหาแบบทดสอบทั้งจากในแบบเรียนและหนังสือคู่มือต่างๆนอกบทเรียนมาฝึกทำโจทย์ และผมก็สามารถจัดการกับคณิตศาสตร์ด้วยเกรด 4 ตามมาตรฐานของผม วิชาฟิสิกส์ก็เช่นเดียวกัน เราจะเจอทั้งเรื่องโปรเจคไตล์ การบลัฟของคลื่นเสียง มีสูตรต่างๆมากมาย แต่เช่นเดียวกับคณิตศาสตร์นี่เป็นอีกวิชาที่เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันเพียงแต่มันทำออกมาให้แตกแขนงละเอียดยิ่งขึ้น ทำความเข้าใจกับมันให้ได้แล้วจะพบกับเคล็ดวิชาอันล้ำค่า และผมก็ผ่านวิชานี้ไปด้วยเกรด 3 ฟังดูอาจจะดูเหมือนว่าผมเก่งกาจในทุกวิชา แต่ช้าก่อนครับ ในชั้น ม.ต้นผมมีวิชาดับฝันนั่นคือวิชาจำพวกศิลปะขีดเขียนที่ไม่เคยได้เกรดเกิน 2 เลยสักครั้ง ใน ม.ปลาย วิชาที่โผล่หลอกหลอนผมคือ วิชาเคมี และชีววิทยา ถึงจะใช้เคล็ดวิชาเข้าใจและเข้าถึงก็แล้ว หมั่นทำแบบฝึกหัดก็แล้ว ผลการสอบกลับออกมาเลวร้ายเหลือเกิน ผมได้เกรด 2 ในวิชาชีววิทยา ผนวกกับเกรด 1 (ไม่นะ)ในวิชาเคมี ทำให้ฉุดเกรดเฉลี่ยในเทอมแรกของผมให้อยู่ที่ 2.97 อะไรวะเนี่ย เซ็งว่ะ ทำให้เมื่อรับผลสอบเทอมแรกเสร็จแล้ว ไอ้เชษฐเพื่อนสมัย ม.ต้นที่เพิ่งได้ Honda nova rs สีแดงเพลิงคันใหม่มาชวนไปเที่ยว ผมซึ่งกำลังเซ็งกับเกรดวิชาเคมีจึงตอบตกลงทันที แล้วขึ้นท้ายรถใหม่ของมันไปซิ่งดับอารมณ์ แอบเห็นส้มที่นั่งอยู่ตรงตึกวิทย์กับเพื่อนๆมองตามผมอย่างมึนงงว่าไปไหนกัน
ไอ้เชษฐพาผมไปซิ่งแถวๆอำเภอบ้านลาด เริ่มเลยมันพาผมซิ่งไปตามถนนเพชรเกษมแล้วไปเลี้ยวเข้าตัวอำเภอบ้านลาดตรงบ้านไร่ถิ่นน้อย ถนนช่วงนี้ลาดยางมะตอยอย่างดี แถมยังไม่ค่อยมีรถวิ่ง ข้อเสียอย่างเดียวคือโค้งเยอะ ถนนจะไปโผล่ตรงที่ว่าการอำเภอบ้านลาด และจุดนี้เองตรงโค้งสุดท้ายก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเพชรบุรีหลังที่ว่าการอำเภอ ผมหันไปมองทิวทัศน์รอบทางทางด้านขวาซึ่งผ่านสายตาไปแบบว่องไวกับความเร็ว 140 กม./ชม. ของรถไอ้เชษฐ พอหันมาอีกทีกับเสียงดัง “เฮ้ย!!!” ของไอ้เชษฐ ความทรงจำสุดท้ายของผมรู้สึกตัวเบาโหวง ความรู้สึกเหมือนฝัน หันมาอีกทีก็เห็นรถซิ่งของเราลอยหลุดโค้งไปยังพื้นด้านล่างที่อยู่ต่ำกว่าถนนราวสี่เมตร หลังจากนั้นสติสัมปชัญญะของผมก็ดับวูบลง



ทรายละเอียด
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 17 มี.ค. 2559, 12:46:05 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 17 มี.ค. 2559, 12:46:10 น.

จำนวนการเข้าชม : 556





<< รั้วน้ำเงินชมพู   ตามล่าความสำเร็จ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account