คืนค่ำร่ำพิศวาส
สองผีพี่น้อง เลวิส... แวมไพร์(ผีดูดเลือด) ลมเหนือ... ผีเฮี้ยน! อยู่ตึกผีสิง VS กาฬวาร... เด็กสาวยากจนเป็นสาวพรหมจรรย์ มีพลังจิตบริสุทธิ์ เธอช่วยพวกเขากลับเป็นมนุษย์ กลายเป็นเพื่อนบริสุทธิ์ใจต่อกัน สองพี่น้องต่างบิดาแต่รักกันมาก เวลาผ่านไปเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ได้เจอเธออีกหนต่างหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน...เลือกรักไม่ได้หนึ่งหญิงสองชาย (อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน)
Tags: หวานแหวว, ซึ้ง, รักแฟนตาซี, ไตรติมา, ผี, แวมไพร์, ตลก, หล่อ, โรแมนติค,

ตอน: ตอน 9 (แก้ไขเพิ่มเติม)

______________________...oooooOOOooooo...______________________... ตอน ๙

............เป็นที่ร่ำลือกันไปมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนละแวกบ้านไม่กล้าผ่านแถวบ้านโองาว่า แต่ยังมีวัยรุ่นชอบลองของ...

“ใครกลัวก็กลัวไป แต่คนอย่างกูไม่กลัว ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอผีเว้ย ไม่เคยเห็น แปลว่าผีไม่มีจริง เรื่องเหลวไหลไร้สาระ”

“กูก็ไม่เคยเห็นผี แต่... ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ กูว่าเรารีบไปให้พ้นตรงนี้ดีกว่า มันเย็นสันหลังวาบ วาบ...”

“ทำเป็นปอดแหก ถ้าผีมีจริง ก็ออกมาให้เห็นสิวะ กูจะขอหวยแมร่งซะเลย” ตอนดึก ๆ มีกลุ่มเด็กวัยรุ่น นัดแข่งมอเตอร์ไซค์ มาจับกลุ่มคุยกันล้งเล้งเสียงดังข้างกำแพงบ้าน

“ท้าทายดีนี่ ...จัดให้ จะเอาเลขท้าย หรือรางวัลใหญ่แจ๊กพ็อตแตกล่ะ” วิญญาณลมเหนือปรากฏกายขึ้น... ในชุดคลุมสีดำทั้งร่าง ยืนบนกำแพง ซึ่งมีรั้วเหล็กดัดปลายยอดแหลม ยากยิ่งนักที่คนธรรมดาจะขึ้นไปยืนทรงตัวอยู่บนปลายเหล็กแหลมนั้นได้ กลุ่มเด็กวัยรุ่นพวกนั้นมองขึ้นไปยังใบหน้าซึ่งซุกซ่อน... ภายใต้ชุดคลุม เห็นเป็นหัวกะโหลกขาว เบ้าตาเรืองแสงสีแดงเจิดจ้าฉายประกายออกมา

“นะ นั่น... นั่น...” วัยรุ่นคนหนึ่ง มือไม้สั่นเทา ...ด้วยความกลัวขึ้นสมอง เขาชี้มือให้เพื่อน ๆ มองตาม

“เฮ้ย! ...ผีหลอก”

“จ๊ากกกก... ผี... ผี... ผีหลอก” เสียงตะโกนลั่น พร้อมกับเสียงเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ ...เป็นที่โกลาหล รถแทบจะชนกันเองตาย พวกเด็กวัยรุ่นรีบหนีกระเจิงกระจาย หายกันไปคนละทิศละทาง...

ทุกเช้ากาฬวารออกไปทำบุญใส่บาตร และอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณลมเหนือ

“เมื่อตอนดึก เอาอีกแล้วเสียงดังลั่นเลย กาฬเอ๊ย... เฮี้ยนจริง ๆ ผีลูกชายบ้านนี้” ยายมาลีรีบมาบอก ตอนออกมากวาดหน้าบ้านของแก แล้วจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อกลางดึกให้ฟัง... แถมกล่าวชื่นชมคุณความดีของผี “สมน้ำหน้าพวกเด็กซิ่ง ดีแล้วถูกผีหลอกซะ อยากลองของดีเจอผีคงสยองไปนาน มันจะได้ไม่มาผ่านแถวนี้ให้แสบแก้วหูเสียงรถมอเตอร์ไซค์ คราวนี้คุณผีทำประโยชน์ให้มากทีเดียว”



............นายทองแดงขี้เมาเจ้าประจำของหมู่บ้าน เป็นอีกคนที่ชอบลองของ บวกกับมีความบ้ากามอยู่ในเส้นเลือดพอ ๆ กับระดับแอลกอฮอล์ ...ไม่กลัวผี?

“ผีมันจะดีกว่าคนได้ยังไง ไม่มีเนื้อหนังมังสาจับต้องไม่ได้ เป็นเพียงภาพลวงตา ถ้าเราทำใจแข็งไม่กลัวซะอย่าง ผีก็ทำอะไรเราไม่ได้” บอกกับตัวเองไม่กลัวเกรงสิ่งใด หลังเหล้าเข้าปากไปให้พอกึ่ม ๆ ดึกดื่นคืนนี้จึงแอบย่องมายืนข้างกำแพงบ้านโองาว่า เหลียวซ้ายแลขวาดูลาดเลาเห็นเปล่าเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน จึงสบโอกาส...

“สาวน้อยนอนคนเดียวในตึกคงเปลี่ยวเหงา คืนนี้พี่จะเข้าไปนอนเป็นเพื่อนนะกาฬ จะกอดจะจูบให้ชุ่มปอด ถ้าน้องไม่ยอมพี่จับปล้ำให้หนำใจ ฮ้า... แค่คิดก็เปรี้ยวปาก” ทองแดงรำพัน กระหยิ่มใจไปคนเดียว

ถึงไม่มีคนรู้เห็น... แต่ผีสางเทวดาเจ้าที่เจ้าทางท่านรู้...

“คุณเหนือ... คนมีจิตมุ่งร้ายพุ่งเป้าหมายไปที่กาฬวาร กำลังจะเข้ามาในบริเวณบ้านเรา” ชายชราวิญญาณเจ้าที่ศาลตายายบอกกับวิญญาณลมเหนือ

“ทราบแล้วครับ ผมจัดการเอง คิดจะปล้ำเจ้าสาวแสนสวยของผม นี่ต้องจัดหนัก... หนำใจแน่นายทองแดง”

ฝ่ายทองแดงเคยมองเห็นมาจากข้างนอก ทำให้พอเดาได้ว่าห้องของกาฬวารอยู่ชั้นสอง จึงหาทางขึ้นไปที่ระเบียงชั้นสอง โดยปีนต้นไม้ข้างตัวตึกแล้วขึ้นไปได้ แม้จะยังไม่ใช่ห้องของกาฬวาร แต่ถ้าเข้าไปในตึกได้ย่อมไม่ยากที่จะหาห้องของเธอ ระหว่างกำลังใช้ลวดไขลูกบิดประตูซึ่งปิดล็อคอยู่...

“กล้าดีนักนะ กำลังจะทำอะไร”

เสียงทักทายจากเบื้องหลัง อีกทั้งเพิ่งสังเกตเห็น... เงาดำทอดมาบังมืดจากทางด้านหลัง ทองแดงเหลียวหลังไปมอง... เห็นผ้าดำผืนใหญ่ห้อยลงมา

“นี่มันแค่ผ้าผ้าผืนเดียว ว่าแต่มันห้อยลงมาจากไหน... ตั้งแต่เมื่อไหร่? เมื่อกี้ยังไม่เห็นมี” ทองแดงมองไล่สายตาขึ้นไปยังเบื้องบนยังต้นตอของผ้าดำผืนนั้น และต้องพบกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในผ้าคลุมศีรษะ ...ใบหน้าของหัวกะโหลก ดวงตาเรืองแสงสีแดงเจิดจ้า มองขึ้นไปอีกเป็นโครงกระดูกสีขาวโพลนห้อยร่องแร่ง ปลายเท้ามันเกี่ยวอยู่กับกันสาด! เท่านั้น... หัวใจของทองแดงจะหยุดเต้นเสียให้ได้ หนาวเยือกเย็นจัดจับขั้วหัวใจไม่ต่างกับการได้ไปยืนบนภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ ...ตัวสั่นงันงก

“ผะ ผะ ผีหลอก... จ้ากกก...” ความตกใจคุ้มคลั่ง... ทำให้ทองแดงกระโจนลงจากระเบียง ซึ่งสูงจากพื้นดินมาก เพราะมีฐานรากสูง อารามตกใจไม่คิดชีวิตร่างจึงร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นสนามหญ้าเบื้องล่าง ข้อเท้าซ้ายเคล็ดกระโผลกกระเผลกวิ่ง หนีไปได้ไม่กี่ก้าวกลับสะดุดเข้ากับสายยางฉีดน้ำ วิญญาณลมเหนือแค่ปัดมือ สั่งสายยางให้รัดข้อเท้า เท่านั้นทองแดงถึงกับล้มลง ...ดิ้นพล่านเมื่อถูกสายยางรัดแน่น

“นายไม่กลัวฉันใช่ไหม? งั้นมาเล่นกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า...” วิญญาณลมเหนือแยกเขี้ยวหัวเราะเสียงโหด พุ่งหน้าผีหัวกะโหลกในผ้าคลุมเข้ามาชิดใบหน้าของทองแดง ทำให้ตกใจสุดขีดสุดชีวิต! สติแตก... เท่านั้นยังไม่พอ แถมเปิดก๊อกน้ำฉีดพุ่งเข้าใส่หน้า ทำให้นายทองแดงเปียกไปทั่วทั้งตัว

“อ้ากกก... อย่าทำฉัน ฉันกลัวแล้ว ช่วยด้วยผีหลอก...” เสียงตะโกนลั่น ดังจนคนในบ้านเรือนไม้ได้ยินถนัด

แต่หากตึกเล็กอยู่ห่างออกไป ประตูทุกบานปิดสนิทเก็บเสียงได้ชะงัด และทุกคนนอนหลับหมดแล้ว จึงไม่มีใครได้ยินเสียงภายนอกตัวบ้าน

“พ่อแม่... หนูได้ยินเสียงข้างนอก ไม่กล้าออกไปดู กลัว...” จุ๊บแจงตาเหลือกโตพูดเสียงเบา

“พ่อกับแม่ก็กลัว ไม่ต้องออกไปดูหรอก คงมีคนรนหาที่เข้ามาในบ้านเรา สงสัยโดนคุณ... จัดการ” นายมั่นบอก ไม่กล้าแม้กระทั่งจะเอ่ยถึงชื่อ ลมเหนือ!

“มันคงยังไม่สนุกพอ ฉันจะเข้าไปในตัวแก ทำให้เส้นเลือดเนื้อหนังมังสาแกระเบิด เอาให้เลือดกระจาย ฉันโหดสะใจไหม ลองดู...”

เสียงผีขู่คำราม พุ่งเข้าหาสุดแรง ปะทะทองแดงเจ็บจุกแน่นที่ลิ้นปี่กลางอก ...จนกรีดร้องออกเสียงไม่ได้ ได้แต่อ้าปากค้าง มองแขนทั้งซ้ายขวาของตัวเองมันปูดโปน ...แสนเจ็บจี๊ด ทุกที่มองไปเห็นเป็นลูกพองขึ้นมาสลับกับยุบหาย แต่วิ่งไล่เป็นระลอกคลื่นบนเนื้อหนังของตัวเอง ...ชวนสยดสยอง!

‘นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น เนื้อหนังในตัวเราถึงปูดยังกับลูกมะกรูด โป่งตรงโน้นโป่งตรงนี้ เจ็บ... เจ็บจริง ๆ ’

ทองแดงนึกอย่างสติแตก ดิ้นทุรนทุรายเอาตัวไม่รอด หนีไปไหนก็ไม่ได้ ข้อเท้ายังโดนสายยางพันรัดไว้แน่น ต้องทนดูสารรูปตัวเองอันไม่เหมือนผู้คนปกติ ผิวเนื้อปูดโปนพองยืดเป็นลูกโตขึ้นบ้างยุบลงบ้าง ทั้งเจ็บแปลบ ๆ ตลอด หวาดกลัวว่าเนื้อหนังในร่างกายตนจะระเบิดแตกปริเลือดกระจาย ...ยิ่งนึกยิ่งให้ตื่นตระหนก!

“กลัวแล้ว กลัวแล้ว... อย่าทำฉัน ฉันกลัวแล้ว ช่วยด้วย...” ทองแดงเริ่มมีแรงตะโกนสุดเสียง ...แต่หามีใครออกมาช่วยไม่

จวบจนกระทั่งรุ่งเช้า... ทุกคนจึงได้เห็นสภาพของทองแดงที่นอนหลับตาละเมอ อยู่กับพื้นสนามหญ้า แล้วดิ้นไปดิ้นมา โดยมีสายยางฉีดน้ำรัดพันขา เนื้อตัวเปียกปอนชุ่มโชกไปด้วยน้ำเหงื่อของตนเองผสมกับน้ำก๊อกที่เย็นมาก แถมได้นอนตากน้ำค้างมาทั้งคืน ประกอบกับขวัญเสียกระเจิง ทำให้ร่างกายอ่อนแอและมีไข้ขึ้นสูงตัวร้อนจี๋ นายมั่นจึงได้รับคำสั่งจากคุณฮิงาชิให้นำตัวนายทองแดงไปส่งโรงพยาบาล

ตลอดทางนายทองแดงพล่าม... เพ้อไม่ขาดปาก

“ช่วยด้วย... ช่วยด้วย... ผีหลอก...”



............มื้อเช้าที่โต๊ะอาหารของตึกเล็ก

“มีคนเขาเห็นวิญญาณฮคคุกันหลายคน แต่ฉันยังไม่เคยเห็นเลย” คุณฮิงาชิว่า คุณทาคามิจึงพูดเสริมบ้าง

“แปลกนะครับ พวกเราไม่มีใครเคยเห็นวิญญาณฮคคุเลย”

“ฉันยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน เคยแต่เห็นเหนือมาเข้าฝันครั้งนั้นครั้งเดียว มาแบบดูดี ไม่น่ากลัว แต่ถ้าได้เห็นแบบน่ากลัวอย่างที่เขาเห็นกัน มีหวังฉันคงช็อก...” คุณนายจินตนาบอก

“หนูคิดถึง... อยากเจอลูก แต่อยากเห็นในสภาพที่ดูดี ไม่ใช่แบบน่ากลัว” คุณมิลินคุยกับพ่อแม่ของเธอ

“ที่จริงคุณเหนืออยากจะมาปรากฏตัวให้เห็นกันทุกคน แต่กลัวจะทำให้ตกใจจนช็อก โดยเฉพาะคุณพ่อ... เพิ่งผ่าตัดหัวใจมา เขาเป็นห่วงทุกคน เลยอยู่เงียบ ๆ ไม่มาปรากฏตัวให้เห็น” กาฬวารบอกความในใจของลมเหนือ ให้ทุกคนรับรู้...

“ฉันโทรถามความคืบหน้าเรื่องฮคคุกับทางตำรวจ เขาบอกว่าไม่มีอุบัติเหตุกับพวกเด็กซิ่งรถในช่วงเวลาที่ฮคคุหายตัวไป และสืบประวัติคนไข้ในโรงพยาบาลแถวจังหวัดนนท์ทุกโรงพยาบาลแล้ว ไม่มีเด็กวัยรุ่นซิ่งรถถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเลย” คุณฮิงาชิบอกเล่ากับลูกเขย

“เป็นอันว่าเหลว... ยังตามหาตัวฮคคุไม่เจอ ผมโทรถามตำรวจเรื่องสืบหาผู้หญิงที่ชื่อมนตรา นั่นก็ยังไม่ได้เรื่องเช่นกัน แต่ผมว่าเรื่องฮคคุเราคงต้องรอดู... เพราะเพิ่งแจ้งตำรวจไปไม่กี่วันนี่เอง” คุณทาคามิพูดกับคุณฮิงาชิผู้เป็นพ่อตา

หลังจากนั้น... ผู้คนละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงบ้านโองาว่า ได้รับรู้โดยถ้วนทั่วถึงอาการของทองแดง ซึ่งเรียกได้ว่าจับไข้หัวโกร๋น ผมร่วงจนหัวโล้นและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พูดจาพล่ามเพ้อตลอดจนจับใจความไม่ได้ บางทีจู่ ๆ ก็กรีดร้องโวยวายขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง หายจากการติดเหล้าและไม่เจ้าชู้ หากแต่เปลี่ยนไป... กลายเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้ายแทน



............คุณมิลินคุยกับกาฬวาร พร้อมนำอัลบั้มรูปถ่ายออกมาให้ดูที่ตึกใหญ่ในห้องรับแขก

“เหนือเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม หมู่นี้ไม่ค่อยปรากฏตัว”

“กาฬแผ่บุญกุศลให้เขาตลอด เขามีความสุขดีค่ะ” กาฬวารตอบ ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ดูรูปเหนือด้วยกันสิ มีรูปตอนเด็กด้วย”

“เป็นเด็กผู้ชายที่น่ารักจัง ตอนเด็กแก้มยุ้ยเชียว” เธอเอ่ยชม

วิญญาณลมเหนืออยู่เงียบ ๆ ในที่นั้นด้วย เขายิ้มเป็นปลื้ม...

ดูรูปไปได้พักหนึ่ง... เธอเห็นรูปเขาร้องเพลงกับเพื่อน ๆ อยู่ในวงดนตรีสมัครเล่น ทำให้เกิดความคิด...

“กาฬอยากให้คุณเหนือใส่ชุดนักร้องสวย ๆ แบบที่ออกคอนเสิร์ต คุณเหนือคงมีความสุขนะคะ กาฬว่าจะไปหาซื้อแบบที่ดูหรูหรา ปักเลื่อมแพรวพราว คุณแม่จะว่ายังไงคะ”

“แม่ตามใจกาฬ อะไรที่เป็นความสุขของลูกชายแม่ แม่ยินดี เพราะวันหน้า... ไม่รู้ว่าเขาจะวนเวียนอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน ถ้าไม่มีเขาแล้ว คงไม่มีโอกาสทำอะไรให้อีก” คุณมิลินพูดเศร้า ๆ พลอยให้กาฬวารเศร้าตาม...



............ก่อนถึงเวลานอน... ภายในห้องนอนซึ่งมีหน้าต่างจรดพื้นห้อง บนพื้นห้องปูพรมหนา กาฬวารกึ่งนั่งกึ่งนอนตะแคง กับโน้ตบุ๊กวางบนพื้นอยู่ข้างหน้าต่างนั่นเอง เพราะเธอชอบมองขึ้นไปบนฟ้า คืนนี้พระจันทร์ใกล้เต็มดวง ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เกิดเงาทอด... ลายตารางของหน้าต่าง

“เฮ้อ... มีความสุขจังเลยนะ มีกาฬอยู่เป็นเพื่อนแบบนี้ กาฬนี่ดูจริง ๆ น่ารักนะ” ลมเหนือนั่งใกล้มองดูเธอ ซึ่งอยู่ในชุดนอนบาง ทั้งดูน่ารักและเซ็กซี่

นั่นทำให้เธอรู้สึกอาย เมื่อมองหน้าอกของตัวเองที่เห็นร่องอกลึกลงไป จึงเปลี่ยนท่าเป็นลุกขึ้นนั่ง แล้วนำโน้ตบุ๊กขึ้นวางบนตัก

“ฉันจะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณเหนือตลอดไป จะไม่ทิ้งแม้ยามสุขหรือยามทุกข์ แต่ว่า... สักวันคุณเหนือคงต้องไป”

“ไม่... ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น อยากอยู่อย่างนี้ตลอดไป”

“สรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามยถากรรม ไม่อาจคงอยู่ชั่วกาล ถึงเวลาหนึ่งย่อมต้องเปลี่ยนไป สักวันคุณเหนือคงถึงเวลาไปเกิดใหม่”

“ฉันไม่อยากไปเกิดใหม่ พอเป็นผีแบบนี้ฉันถึงเพิ่งได้รู้ว่าคนในครอบครัวรักฉันจริงใจ ได้พบเพื่อนที่ดีที่สุดและจริงใจกับฉัน นั่นคือเธอ... เอ... แล้วนั่นกำลังทำอะไร”

“ฉันเอาปีเกิดของเราสองคน ไปดูดวงในอินเตอร์เน็ต ถ้าเป็นคู่ครองกันจะสมพงศ์กันไหม นี่... ป้อนข้อมูลเข้าไป รอแป๊บ... เดี๋ยวผลมา” กาฬวารบอก แล้วเงียบเสียงไปเลย นิ่ง... น้ำตาเอ่อคลอค่อยไหลร่วง...

เห็นดังนั้น... วิญญาณลมเหนือใจหาย!

“อ้าว... เป็นไรไปกาฬ”

“ผลออกมา... จะต้องตายจากกัน” กาฬวารตอบทั้งน้ำตา... เพราะว่าตรงตามความเป็นจริง เธอแต่งงานกับวิญญาณที่ยังหาร่างไม่เจอ

‘กาฬวารเป็นผู้หญิงที่หลั่งน้ำตาให้เรา แต่ผู้หญิงที่เราหลงรักทำเราต้องร้องไห้ คุณค่ามันช่างเทียบกันไม่ได้เลย แม่เราก็ร้องไห้ตอนใส่บาตรยังอธิษฐานขอให้เรากลับบ้าน คนที่รักเราร้องไห้ให้เรา ทั้งพ่อและตายายคิดถึงเรา อยากกลับมาอยู่กับทุกคน แต่ดูตอนนี้นี่หรือเรา... เหลือเพียงวิญญาณ’

ลมเหนือนึกอย่างอนาถใจตัวเอง แข็งใจพูดปลอบคนเจ้าน้ำตาที่นั่งข้างเคียง

“เหลวไหลไปเชื่ออะไรกับดวง เอาปีเกิดไปดูแค่อย่างเดียวทำนายชะตาชีวิตคนสองคนได้ทั้งชีวิตเหรอ ไม่มีเหตุผล อย่าไปเชื่อไม่จริงหรอก ฉันไม่เชื่อ กาฬอย่าร้องไห้เลย ฉันรู้... เธอเศร้าและคิดมาก ถึงฉันจะตายแต่วิญญาณฉันยังคงอยู่เคียงข้างเธอ ฉันจะไม่ทิ้งเธอ จะอยู่ปกป้องคุ้มครองให้พ้นภัยอันตรายทุกอย่าง”

“ถ้าทำอย่างนั้นวิญญาณจะมีห่วงผูกพันไม่หลุดพ้น... จะยังวนเวียนอยู่ไปผุดไปเกิดใหม่ไม่ได้ นั่นจะทำให้วิญญาณคุณเหนือทนทุกข์ทรมาน มันเป็นทุกข์ในวัฏสงสาร สักวันวิญญาณย่อมอยากได้ไปเกิดใหม่ทั้งนั้น”

แล้วกาฬวารก็เข้านอน เพื่อตื่นมาสวดมนต์ รุ่งเช้าทำบุญใส่บาตร อุทิศบุญกุศลให้ลมเหนือมีแต่ความสุข ปราศจากทุกข์



............วันรุ่งขึ้น หลังเลิกเรียนจึงไปหาซื้อชุดทักซิโด เจอแบบที่ถูกใจตัดเย็บจากผ้าไหมสีขาวชายยาว ขอบปกเสื้อขลิบสีเงินสลับดำ ปักเลื่อมมุขสีขาวนวลบนปกเสื้อ ตรงบ่าประดับด้วยขนนกสีขาว นึกมโนภาพ... อดจะอมยิ้มอยู่คนเดียวไม่ได้

‘ตอนคุณเหนือใส่ชุดนักร้องนี้ และร้องไปเต้นไปด้วยคงดูน่ารักดี’

กาฬวารตื่นนอนตอนตีสอง สวดมนต์นั่งสมาธิ แผ่บุญกุศลอุทิศให้วิญญาณลมเหนือ พร้อมกับชุดนักร้องที่ซื้อมาให้เขา

สักพักหนึ่ง... เมื่อเห็นธูปไหม้ไปจวนใกล้จะหมดดอก จึงนำชุดขาวเข้าไปเก็บใส่ตู้เสื้อผ้า

วิญญาณลมเหนือเรือนร่างสว่างไสว อยู่ในชุดสีขาวที่กาฬวารอุทิศให้...

“คุณแม่เล่าให้ฟัง... คุณเหนือเป็นนักร้องนำของวงดนตรี ชอบร้องเพลงและคงชอบใส่ชุดเท่ห์ ๆ ฉันเคยดูคอนเสิร์ต เลยคิดแบบที่เข้ากับคุณเหนือแล้วไปหาซื้อมา แต่ไม่รู้ว่าแบบนี้ถูกใจคุณเหนือไหม”

“ถูกใจสิ ฉันชอบแบบนี้ล่ะ ฉันจะร้องเพลงให้เธอฟัง ไปที่ห้องนั่งเล่นสิแล้วเปิดคาราโอเกะ” เขาบอกให้เธอทำตาม

เข้าไปในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง แล้วเธอก็ได้ฟังเพลงจังหวะเร็วที่เขาทั้งร้องทั้งเต้นให้ดู...

“แปะ แปะ แปะ...” กาฬวารปรบมือเป็นกำลังใจให้เมื่อเพลงจบ “นับเป็นบุญตา เกิดมาเพิ่งจะเคยได้ดูผีร้องเพลงให้ฟังนี่ล่ะ โถ... ช่างเป็นผีที่น่ารักที่สุดในโลก” กาฬวารกล่าวยกย่องอย่างเลิศเลอ

วิญญาณลมเหนือยิ้มแป้นไม่หุบไปเลย...



............ลงจากรถประจำทาง เวลาเย็นจวนพลบค่ำ ทั้งที่ฝนกำลังตกพรำกาฬวารไม่รอฝนหยุด เธอเดินตากฝน ข้ามถนนแล้วเลี้ยวเข้าซอย ตรงเข้าบ้านโองาว่า

วิญญาณลมเหนือเห็นจึงเอ่ยถาม ...สีหน้าอาทรห่วงใย

“ทำไมเดินตากฝนมาอย่างนี้ล่ะ หนาวเย็นเดี๋ยวเป็นหวัดแย่...”

“ฉันไม่ได้เอาร่มไป ไม่อยากรอฝนหยุดตกเลยเดินตากฝนมา”

“ชุดนักศึกษาเวลาเปียกฝน สวย... เซ็กซี่ดี” เขามองชุดบางสีขาวแนบเนื้อ เปียกปอนรัดรึงไปทั้งเรือนร่างที่ได้สัดส่วนเหมาะสม

“ฉันไม่คิดอย่างนั้น ฝนเปียกผมฉันลีบหมดกลัวหัวเหม่ง หน้าผากฉันมันเหม่งมากไหม ดูน่าเกลียดรึเปล่า?”

เธอกังวลในเรื่องที่ใครคาดไม่ถึง แต่นั่นกลับทำให้เขาเส้นตื้นถึงกับปล่อยขำชนิดท้องคัดท้องแข็ง มองหน้าผากโหนกนูนของเธอ และอุตส่าห์พูดให้กำลังใจ...

“ไม่น่าเกลียดหรอก ตลกมากเธอนี่ทำฉันหัวเราะโดยไม่ตั้งใจอีกแล้ว ขำเป็นบ้า... ก๊าก ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”

เพราะตากฝนมาจนหนาวแล้ว ...กลัวเป็นหวัด กาฬวารจึงขอตัวไปอาบน้ำอุ่นก่อน เพราะทานอาหารเย็นมาก่อนเข้าบ้านแล้ว หลังอาบน้ำจึงแต่งตัวชุดนอน แล้วเข้านอนหลับไปเลย

วิญญาณลมเหนือเฝ้ามอง... ด้วยใจชักเริ่มหลงใหล ใคร่อยากสัมผัสตัวเธอ แต่เพราะอยู่คนละภพภูมิร่างกายไม่อาจแตะต้องถึงกันได้ จึงเริ่มได้คิดและพูดอยู่คนเดียว...

“เธอหลับแล้ว ถ้าเข้าฝันได้... ฉันจะกอดเธอหอมแก้มเธอ”

วิญญาณลมเหนือเพ่งกระแสจิต แล้วเอ่ยเรียกชื่อ

“กาฬ... ออกมาคุยกับฉันสิ”

มนุษย์ทุกคนย่อมมีเจตภูตภายใน ยามหลับใหลบางคนเจตภูตออกไปท่องเที่ยวนอกร่างได้ วิญญาณลมเหนือจับมือเจตภูตของกาฬวารได้ เขานั้นทั้งแปลกใจและดีใจที่ร่างกายสัมผัสถูกต้องกันได้แล้ว

“คุณเหนือ...” กาฬวารเอ่ยชื่อเขา แปลกใจเช่นกันที่โดนจูงมือ ลุกเดินตามไปนั่งบนพื้นด้วยกันข้างหน้าต่างห้องนอน

“นั่งพิงอกฉันสิ” วิญญาณลมเหนือให้เธอนั่งซ้อนแนบข้าง เอนกายพิงซบบ่าเขา หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างในทิศทางเดียวกัน บนท้องฟ้ายามราตรีมีดวงดาวมากมาย โอบกอดเธอจากด้านหลัง แล้วถาม...

“เธอชอบฉันไหม ...กาฬ”

กาฬวารรู้สึกได้ว่าร่างกายถูกกอดไว้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด

“ฉันไม่ได้ชอบแบบแฟน ฉันชอบคุณเหนือแบบเพื่อน”

“ฉันรู้... แต่ถ้าใจเธอไม่ได้รักใครเลย เราจะได้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต เราแต่งงานกันแล้ว ฉันจะปกป้องคุ้มครองเธอตลอดไป ชีวิตนี้จะมีเพียงเราสองคนอยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน”

“ฟังคุณเหนือพูดแล้วรู้สึกอบอุ่นจังเลยหนา...” กาฬวารทอดเสียงเอื้อนเอ่ย สบายใจเหมือนว่าไม่มีกาลเวลา ทุกอย่างหยุดแล้ว พอใจที่จะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้เรื่อยไป เรื่อยไป... ใจจริงไม่เคยคิดนึกรักใคร่ผู้ชายคนไหน ยังไม่เคยมีรักครั้งแรก แต่รู้สึกประทับใจที่สุดกับเพื่อนคนสำคัญในชีวิตตอนนี้คือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

“ฮื่อ... ฮืม... ฮืม... ฮื้อ... ความรักเอยเจ้าลอยลมมาหรือไร มาดลจิตมาดลใจเสน่หา...” วิญญาณลมเหนือฮัมเพลงอย่างครึ้มอกครึ้มใจ ช่างมีความสุข...

“คุณเหนือร้องเพลงเก่า ๆ เพลงรักเอยนี้ได้ด้วยหรือ”

“แม่เคยสอนร้องเพลงภาษาไทยให้ฉัน ฉันจำเพลงนี้ได้ เพราะดีนะ...” ว่าแล้วก็ร้องเพลงให้ฟังต่อไป

กาฬวารฟังไปยิ้มไป...

“เพลินดีเหมือนกันนะนี่ มีผีร้องเพลงให้ฟัง หึ หึ...” กาฬวารหัวเราะเบา ๆ ชื่นชมเอ็นดูในความน่ารักของวิญญาณลมเหนือ

ซึ่งแน่นอนพอเป็นวิญญาณเช่นนี้ เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกของกาฬวาร เธอเป็นสุขสบายใจจริงดังคำพร่ำบอกมา เขาเองก็เป็นปลื้มเมื่อได้กอดเธอไว้ในวงแขน จนอดไม่ได้ที่จะหอมแก้มเข้าสักฟอดหนึ่ง และรู้สึกได้ว่าเธอเขินอาย

“คุณเหนือนี่ชอบฉวยโอกาส ได้กอดแล้วยังจะแถมหอมแก้มอีก พอแล้ว... ฉันไม่ให้หอมแล้ว”

วิธีที่จะหลุดพ้นจากอ้อมกอดวิญญาณลมเหนือออกมาได้ คือต้องตื่นจากความฝันที่เขากำลังเข้าฝันเธออยู่

“ทำอย่างนี้ไม่ดีนะคะ มาลักหลับคนกำลังหลับกำลังนอน” ตื่นนอนแล้วยังไม่วายต่อว่าต่อขาน หลังมือตนนั้นเช็ดถูแก้มตัวเอง จนแก้มขึ้นรอยแดง ทั้งที่ร่างกายไม่ได้โดนหอมแก้มจริง ๆ เสียหน่อย เพียงฝันไปเท่านั้น แต่แค่นั้นกลับยังเขินไม่จางหาย

แม้ถูกต่อว่าแต่อีกฝ่ายหารู้สึกผิดไม่ มีแต่อมยิ้มและยังคิดจะพยายาม...

“เสียดายจัง กาฬตื่นซะแล้ว เดี๋ยววันหน้าค่อยเอาใหม่” วิญญาณลมเหนือบ่น...

“แน่ะยังจะไม่เลิกอีก ไม่อยู่คุยด้วยแล้ว ฉันจะไปห้องพระ ได้เวลาสวดมนต์พอดี”

นับวันผ่านไป... วิญญาณลมเหนือเริ่มซึมซับรับเอาแต่ความสวย ...บริสุทธิ์ ดีงามของกาฬวาร ก่อตัวเป็นความรักในส่วนจิตใต้สำนึก ...ลึกซึ้งเข้าไปในจิตวิญญาณ



............หากเป็นคนแถวละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงบ้านโองาว่า ยามค่ำคืนไม่มีใครอยากผ่านมา ต่างรู้กันดีว่าบ้านนี้ผีดุ...

“ใครมากดกริ่งหน้าบ้าน ค่ำมืดอย่างนี้” คุณมิลินถาม แปลกใจ...

กาฬวารอยากรู้เช่นกัน จึงรับอาสาเดินไปดูที่ประตูรั้ว เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวขาวสว่างเจิดจ้า มีออร่าดูราวกับมิใช่คนธรรมดา และใบหน้าเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง จึงเอ่ยถาม...

“มาหาใครคะ”

“ฉันมาหาแม่ฉัน แม่ชื่อมิลิน”

“คุณเลวิสใช่ไหม” กาฬวารถาม เพิ่งนึกออกเมื่อเขาบอกชื่อแม่และเคยเห็นหน้าในอัลบั้มรูป จึงเชิญเขาเข้าบ้าน

เลวิสพบแม่ของตน ความคิดถึงแม่สะสมมานาน ซาบซึ้งดีใจที่ได้พบเจอกัน ถึงกับโผเข้ากอด...

“แม่... ผมคิดถึงแม่”

คุณมิลินไม่คาดฝันว่าจะได้เจอลูกชายคนโต ซึ่งไม่ได้เจอกันมานาน ดีใจจนน้ำตาปริ่ม...

“ลูกแม่ตัวสูงขึ้นมากเลย ทำไมช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมาถึงไม่ไปเยี่ยมแม่เหมือนทุกปี แถมไม่ส่งข่าวเลยล่ะลูก”

“ผมมีธุระจำเป็นครับ เลยไม่ได้ส่งข่าว”

“อย่างนั้น... กาฬขอตัวก่อนนะคะ” กาฬวารเอ่ยลา ปล่อยให้แม่ลูกคุยกันตามประสา ...เธอเดินกลับเข้าตึกใหญ่

“เมื่อกี้... คุณเลวิสพี่ชายคุณเหนือมาหาคุณแม่ที่ตึกเล็กค่ะ” กาฬวารบอกข่าวกับลมเหนือ

“เลวิสมาเมืองไทยเหรอ อย่างนั้นฉันต้องตามไปดู” เขาบอก และหายร่างไปในทันใด

“แม่ครับ... ไม่เห็นฮคคุ น้องอยู่ไหนครับแม่”

“เลวิส... ฉันอยู่นี่” วิญญาณลมเหนือพูดด้วย ทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครเห็นหรือได้ยิน ไม่อยากปรากฏตัว เพราะเกรงจะทำให้ตกใจ...

“ไม่รู้อยู่ไหน? ...อาจจะตายแล้ว พวกเรากำลังสืบหาร่างอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่พบศพ” คุณมิลินตอบ น้ำเสียงพร่าเครือ... ใบหน้าเศร้ามากจนมีน้ำตาคลอ

“หา! เป็นไปไม่ได้น่า มันเกิดอะไรขึ้น โธ่... ฮคคุ ถ้าไม่เจอศพอาจจะไม่ตายก็ได้นี่แม่” เลวิสอุทาน ไม่อยากเชื่อและตกใจ...!

“เหนือมาเข้าฝันแม่กับยาย บอกว่าตัวเองตายแล้ว แต่ไม่รู้ตายที่ไหน ความหวังน้อยเหลือเกินเรื่องที่ว่ายังไม่ตาย และมีคนเห็นวิญญาณเหนือแล้ว”

“ใครเห็นวิญญาณฮคคุ”

“ภรรยาของเหนือ เด็กสาวคนเมื่อกี้ที่เปิดประตูให้เลวิสไง ชื่อ กาฬวาร”

“ภรรยาของฮคคุ? หมายความว่า... ฮคคุแต่งงานแล้ว? ...” เลวิสทวนคำ เขางงและสงสัยเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อน

“ใช่แล้วเลวิส”

“ฮคคุอายุเท่าไหร่”

“สิบแปดไงล่ะ น้องอายุอ่อนกว่าลูกแค่ปีเดียว จำไม่ได้เหรอ”

“ผมจำได้ ...ถึงไม่อยากเชื่อ พวกเรายังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่แต่งงานได้ยังไง”

“เข้าพิธีแต่งงานอย่างเดียว ไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรอก กาฬอายุสิบเก้าเท่ากับเลวิสนั่นล่ะ”

“อายุเท่านี้ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ คงเป็นเด็กแก่แดด ...ท้องก่อนแต่งเลยต้องรีบแต่งล่ะสิ” เขาคาดเดาเอาเอง

“ไม่ใช่อย่างที่ลูกคิดหรอก เอาล่ะ... ลูกเพิ่งมาถึงเหนื่อย ๆ ไปที่ห้องเถิดจะได้พักผ่อน แม่จะจัดห้องให้นอนที่ตึกเล็กนี่ด้วยกัน อยู่ห้องชั้นบนข้างห้องนอนแม่” คุณมิลินหันมาเอาใจใส่ดูแลลูกชาย และถามในสิ่งสำคัญที่อยากรู้...

“ลูกอยู่กับยูชิยะมานาน มีปัญหากันหรือเปล่า”

“ครับ... นิดหน่อย ผมไม่อยากอยู่กับพ่อแล้ว” เลวิสก้มหน้ายอมรับ

“เลวิส... แม่ถามสักคำ ต้องตอบแม่ตามความจริง ลูกยังเป็นมนุษย์ธรรมดาอยู่ใช่ไหม”

“ไม่ครับ”

คำตอบของลูกทำให้ผู้เป็นแม่หันหลังให้ ถอนหายใจ... และปิดเปลือกตาแน่น ข่มใจที่โศกสลด...

“หมายความว่าไงที่แม่ถามเลวิส” วิญญาณลมเหนือถามในความเงียบ... ไม่มีใครได้ยิน เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ


______________________...oooooOOOooooo...______________________... ตอน ๙



ไตรติมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 30 มี.ค. 2559, 09:18:01 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 มิ.ย. 2559, 12:33:45 น.

จำนวนการเข้าชม : 565





<< ตอน 8   ตอน 10 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account