ลิขิตนครา มนตราบาบิโลน

ในหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์เเละโกลาหลแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย หรือตะวันออกใกล้โบราณ ณ อาณาจักรบาบิโลเนียผุดนามชนชาติหนึ่งที่ปกครองอาณาจักร พวกเขาเรียกตัวเองว่า ชาวคัชดู ขณะชาวกรีกเรียกพวกเขาว่า ชาวคาลเดียน


อาณาจักรของพวกเขายืนยงเพียง 75 ปี แต่กลับสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ให้โลกมากมาย


พวกเขาคือผู้สร้างสวนลอยบาบิโลน พวกเขาคือผู้บุกเบิกดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เเละคณิตศาสตร์ ผลงานของพวกเขาคือต้นเค้าความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมกรีกเเละโรมัน


ทว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อนักบวชแห่งมหาเทพมาร์ดุคล่วงรู้ถึงชะตากรรมการล่มสลายเเห่งอาณาจักร


ทางเเก้วิธีเดียวคือ การอ้อนวอนร้องขอต่อทวยเทพประจำนครา



เเละทวยเทพก็มิได้พระทัยร้ายเกินรับฟัง ด้วยเหตุนี้บุรุษและสตรีคู่หนึ่งจึงถูกสรรค์เสกเพื่อสนองต่อคำขอนั้น



หนึ่งบุรุษ...เพชกัลดาราเมช เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย



หนึ่งสตรี...นลินนา เทวาสถิต นักศึกษามานุษยวิทยาสาวผู้ถูกส่งข้ามห้วงกาลเวลา



และนี่คือประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ถูกถักทอ เรื่องราวของอาณาจักรโบราณอันได้ชื่อว่า เป็นมหานคราที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ เเละเกือบได้เป็นเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิกรีกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช


ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกเขียนขึ้นแล้ว!
Tags: โรเเมนติก ดราม่า ย้อนเวลา ประวัติศาสตร์

ตอน: มัตติกาจารึกแผ่นที่ 5

มัตติกาจารึกแผ่นที่ ๕

หลังเสร็จสิ้นเทศกาลอคิตู และการเริ่มต้นเป็นนักบวชแห่งมหาเทพี ชีวิตของนลินนาก็วุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน โดยช่วงเช้าหล่อนต้องออกช่วยงานวิหาร ขณะช่วงบ่ายถึงเย็น หล่อนก็ต้องเล่าเรียนภาษาและศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้คู่ควรกับการเป็นนักบวชแห่งมหาเทพี

ตลอดหลายวันมานี้ นลินนาตระหนักถึงความจริงหลายประการ ว่าแม้สถานที่ที่หล่อนพักพิงจะถูกเรียกว่า วิหาร กระนั้น คำว่า วิหารและศาสนาในยุคโบราณ ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนยุคปัจจุบันอย่างนลินนาเข้าใจเสียทีเดียว ด้วยวิหารในยุคโบราณไม่ต่างอะไรกับศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมือง การถูกผลักไสไปลงทะเบียนของถวายและพบปะผู้คน ทำให้หล่อนลมแทบจับเมื่อรู้ว่า ในหนึ่งวันวิหารมีรายรับมากเพียงไร และที่เขาว่ากันว่า ชาวคัชดูเชื่อเรื่องโชคลางนั้น เชื่อขนาดไหน ด้วยหล่อนเคยเผชิญกับผู้แค่เผลอเดินเตะขาเก้าอี้ก็วิ่งแจ้นมาขอคำพยากรณ์แล้ว

หญิงสาวกดปากกากกลงบนมัตติกาจารึกรวดเร็ว เริ่มคุ้นชินกับการนับเลขแบบหน่วยละ ๖๐ ของชาวคัชดูอันเป็นต้นแบบของการนับเวลา และแบ่งวงกลมออกเป็น ๓๖๐ องศาในปัจจุบัน จนสามารถลงทะเบียนของสักการะได้แม่นยำ

แม้สายแล้ว ผู้คนยังทยอยมาสักการะวิหารแห่งเทพีความรักไม่ขาดสาย โดยเฉพาะพ่อค้านักเดินทางผู้หมายมาดมาสร้างผลบุญร่วมกับ ‘หญิงสาวแห่งมหาเทพี’ หรือโสเภณีศักดิ์สิทธิ์ผู้มอบความสำราญแก่เหล่าบุรุษ เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมแห่งความสำราญ เหล่าพ่อค้าจะมอบของมีค่าเเด่หญิงสาวเเห่งมหาเทพีตามธรรมเนียม เพื่อให้พวกนางนำของมีค่าเหล่านั้นมาถวาย เพราะการบูชามหาเทพีอิชทาร์ที่ดีที่สุดคือ การบูชาด้วยกามารมณ์

หลังลงทะเบียนได้จำนวนหนึ่ง นลินนาก็ขอผลัดเวรกับนักบวชสตรีรูปหนึ่ง หญิงสาวนั่งลงตรงระเบียงวิหาร มองดูบรรยากาศคึกคักสมเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าอย่างบาบิลิม นินซานวยนาดเดินมา ดวงหน้าเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องมอบคำพยากรณ์แก่ผู้มาขอมิได้หยุดพัก

นักบวชพี่เลี้ยงทรุดกายนั่งลง ถอนหายใจ จิบเบียร์เพิ่มพละกำลัง

นลินนามองดูภาพตรงหน้า หัวเราะพลิ้ว ไถ่ถาม

“เป็นยังไงบ้างนินซา?”

นักบวชพี่เลี้ยงผู้ขรึมขึ้งแสดงอาการเหนื่อยอ่อนชัดเจน ตอบด้วยดวงหน้าซังกะตาย ทว่าหลังถูกนลินนาหยอกล้อไปพัก คล้ายมนตร์ดลใจ เอ่ยถามพลางมองดวงหน้างดงามราวเทวรูปนารี

“เจ้าอยากลองพยากรณ์ดูสักครั้งหรือไม่?”

นลินนางงงัน ก่อนประกายตาวาววาบ ตอบรับ ถูกพาไปนั่งหน้าอ่างสำริดรองน้ำใสเย็นอยู่เต็ม มีคราบน้ำมันลอยคว้าง

นินซาก้มลงทัศนา อ่านคำพยากรณ์จากคราบน้ำมัน

“เจ้าจักได้พบบุรุษผู้เป็นดั่งโชคชะตา”

หญิงสาวฟังคำพยากรณ์ งงงวย มองคราบน้ำมันมะกอกลอยคว้างเหนืออ่างสำริด เงยสบตาผู้ประทานคำพยากรณ์

แล้วใครเล่าคือบุรุษผู้เป็นดั่งโชคชะตา



พระราชวังใต้...หนึ่งในพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดอันเป็นราชวังหลัก ใต้การจับมองของสิงโต สัตว์สัญลักษณ์แห่งเทพีสงครามอันถูกประดับประดาไว้ในผนังทุกห้องยังคงสงบเรียบร้อยเช่นเคย

ณ ห้องเสวยกระยาหาร เหล่าเชื้อพระวงศ์ล้วนมาประทับโดยพร้อมพักตร์กัน บนโต๊ะเสวยทองคำยาวเหยียด พระกระยาหารรสโอชาถูกจัดเตรียมไว้ในภาชนะทองคำอันล้วนแล้วแต่เป็นเนื้อสัตว์อบย่างปรุงด้วยกรรมวิธีซับซ้อน บนจานของทุกพระองค์มีขนมปังธัญพืช โถน้ำผึ้ง กับผลไม้สดแลตากแห้งอันเก็บมาจากราชอุทยาน นอกจากนี้ยังมีไวน์องุ่นชั้นดีจากซีเรียแทนเบียร์ทำจากข้าวบาร์เลย์บดละเอียดอย่างสามัญชน

แม้คำพิพากษาจะประกาศออกมาแล้ว กระนั้นกระไอกระอักกระอ่วนยังคงคลุมแผ่ กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาเสวยพลางทอดพระเนตรประดาพระโอรสผู้ก้มหน้าก้มตาเสวยไม่สนสิ่งใด จึงตรัสถามทำลายความเงียบงัน

“ยามนี้ สถานการณ์น้ำเป็นเช่นไรบ้าง เพชกัลดาราเมช?”

ถ้อยตรัสถามราวหอกพุ่งหลาวฉีกทึ้งความว่างเปล่า องค์รัชทายาทเพชกัลดาราเมชหยุดเสวย กราบทูล

“น้ำไหลบ่ามาจากทางตอนเหนือแรงนักพ่ะย่ะค่ะ โชคดีก่อนหน้านี้ลูกให้ลงมือขุดลอกคูคลองเร็วกว่าปกติ จึ่งไม่มีบริเวณไหนถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย คาดว่า ในหน้าแล้ง เราคงมีน้ำพอใช้ทำเกษตรกรรม”

กราบทูลรายงานจบ ทุกอย่างก็เงียบงัน กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาดำริครุ่นคิด ก่อนตัดสินพระทัยประกาศพระราชประสงค์

“ถ้าเช่นนั้นก็ดี พ่อคิดว่า ไหน ๆ ก็สิ้นเทศกาลแล้ว เราควรจัดงานเลี้ยงฉลองกันสักหน่อย”

พระราชประสงค์ยังมาซึ่งความประหลาดใจของราชโอรส เว้นเพียงราชธิดา และราชินีคู่พระทัย

“เสด็จพ่อจักทรงจัดงานเลี้ยงจริง ๆ หรือเพคะ!?” พระราชธิดาเอนนิกิกาลดิ-นันนาทูลถามด้วยความดีพระทัยทันควัน แววเนตรแพรวพราย ด้วยมิอาจออกนอกเขตพระราชฐานได้เช่นพระเชษฐา งานเลี้ยงจึงเป็นสิ่งเดียวให้พอคลายเหงา หนำซ้ำเสด็จพ่อของพระองค์โปรดความสงบเงียบมากกว่ารื่นเริงสังสรรค์ งานเลี้ยงจึงมิมีบ่อยนัก

กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาแย้มพระสรวล พยักพระพักตร์ “ใช่แล้วนันนา และพ่อหมายเชิญสตรีผู้ได้รับคำพิพากษาจากทวยเทพนางนั้นด้วย”

กระแสรับสั่งแห่งพระบิดา ดึงความสนพระทัยของเจ้าชายเพชกัลดาราเมชได้ชะงัด จนเจ้าชายซามูลาเอลชักสงสัยในพระพฤติกรรมแห่งพระเชษฐา

“จะเชิญนางมาหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

กษัตริย์แห่งบาบิโลเนียพยักพระพักตร์ “ใช่ พ่ออยากคุยกับนาง อยากทราบว่า สตรีผู้ถือกำเนิดจากมหาเทพีจักเป็นเช่นไร เห็นทีคงต้องจารสาส์นเชื้อเชิญ” ทรงล้างพระหัตถ์ในอ่างสำริด ยกพระหัตถ์หมายเรียกอาลักษณ์ให้มาจารสาส์น ทว่ากลับมีเสียงทูลขัด

“ถ้าเช่นนั้น ลูกกับเสด็จพี่เพชกัลดาราเมชจักไปส่งคำเชิญเองพ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างไรก็ต้องไปตรวจตราเมืองอยู่แล้ว”

ถ้อยทูลของโอรสนาโบนัสซาร์ยังมาซึ่งความแปลกพระทัย ทอดพระเนตรพระโอรสทั้งสองด้วยสายพระเนตรของผู้เจนโลก มีหรือจะมิเข้าพระทัย ทรงเรียกอาลักษณ์มาจารสาส์น ประทับตราพระราชลัญจกร ก่อนจักประทับยืน รับสั่ง พลางตรัสเรียกโอรสองค์รอง

“ถ้าเช่นนั้นก็ฝากพวกลูกด้วย มาเถิดซามูลาเอล วันนี้มีพิพากษาอีกสองคดี”

โอรสซามูลาเอลประทับยืนตามพระราชบัญชา โดยเสด็จสู่ศาลพิพากษาแห่งนคร ขณะเจ้าชายนาโบนัสซาร์แลองค์รัชทายาทเพชกัลดาราเมชรอจนพระบิดาเสด็จลับ จึ่งพากันประทับยืน ออกไปตระเตรียมองค์เพื่อตรวจตราเมือง ทิ้งให้พระราชินีแทปปูติ แลเจ้าหญิงเอนนิกิกาลดิ-นันนาทอดพระเนตรพฤติกรรมแปลกประหลาดของเจ้าชายทั้งสามพระองค์แห่งบาบิลิม



รถศึกจอดเทียบหน้าวิหาร ยามนี้แดดเริ่มแรงเริง ผู้คนจึงค่อยซา เปิดโอกาสให้นักบวชสตรีแลเจ้าหน้าที่ประจำวิหารได้พักหายใจหายคอ นลินนาลงทะเบียนของสักการะเสร็จพอดี เตรียมส่งมอบให้นักบวชและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลด้านนี้โดยตรง ด้านในวิหารบรรเลงดนตรี เสียงขับขานบทสวดเป็นภาษาอัคคัดก้องกังวาน

ปรากฏร่างสองบุรุษเดินขึ้นมายังส่วนบนของวิหารว่องไว ไม่ได้รั้งรอด้านล่าง ทั้งยังไม่มีของสักการะติดมือ คงไม่ได้มาถวายของบูชา อาจมารับคำพยากรณ์ พลันเห็นเธอ หนึ่งในสองบุรุษก็ดวงหน้าแจ่มใสอย่างแปลกประหลาด หันไปพูดกับบุรุษดวงหน้านิ่งขึ้ง ก่อนบุรุษคนเเรกจักฉีกยิ้มเริงร่า พวกเขาตรงมาหาเธอ จนหญิงสาวผู้เป็นนักบวชได้ไม่นานงุนงง

สองฝีเท้าหยุดลงตรงหน้า ดวงหน้าสองบุรุษมีเค้าละม้ายคล้ายคลึงคงเป็นพี่น้องกัน พวกเขาท่วงท่าสง่างาม ดวงหน้าเกลี้ยงเกลา มิเหมือนพ่อค้าคหบดีผู้นิยมไว้หนวดเครารกเรื้อ หล่อนคล้ายคุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขาชอบกล โดยเฉพาะหน่วยตาสีสนิมทอเเสงเเรงกล้าราวดาบเหล็บ กระนั้นมันกลับรางเลือน คล้ายเคยเห็น ทว่าก็ไม่ได้ชัดเจน

หญิงสาวเงยมองสบ พวกเขาสูงขนาดเธอที่ว่าสูงแล้วยังรู้สึก ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน เธอจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขจัดความสงัดเสียเอง

“ไม่ทราบว่า มีอะไรหรือคะ?” เธอถามด้วยภาษาอราเมอิกที่ตนเริ่มคล่องเเคล่วขึ้น ด้วยต้องพบปะกับชาวเมืองผู้มาสักการบูชาอยู่ตลอด

ชายทั้งสองนิ่งไป บุรุษผู้ดูอ่อนโยนหันไปมองบุรุษผู้เคร่งขรึมที่ไม่ยอมพูดอะไรสักที ก่อนจักตัดสินใจกล่าวเอง

“ขอโทษเถิดท่านนักบวช ไม่ทราบว่า ข้าจักขอพบท่านนักบวชสูงสุดของท่านได้หรือไม่?”

นลินนารับฟังอย่างประหลาดใจ ไม่บ่อยนักที่จะมีคนมาขอเข้าพบนักบวชสูงสุด ด้วยผู้มาร้องขอเข้าพบมักต้องมีอำนาจในมือไม่น้อยกว่าทรัพย์สินบริจาควิหาร

“ตอนนี้ท่านทำพิธีอยู่ค่ะ คงต้องรออีกสักพัก” หญิงสาวตอบ คลี่แย้ม พยายามนึกหน้าพวกเขา โดยเฉพาะเจ้าของหน่วยตาสีสนิม ทว่ามันกลับรางเลือนจนจับไม่ได้ หล่อนกระชับของในอ้อมแขนแน่น เตรียมขนมัตติกาจารึกไปส่งมอบ ทว่าชายผู้ดูอ่อนโยนคนเดิมยังคงรั้งเธอไว้

“ช้าก่อนท่านนักบวช ไม่ทราบว่า อีกนานหรือไม่กว่าพิธีจะเสร็จ?”

นักบวชสตรี ทว่าไว้ผมยาวเหยียดหันมาตอบ “ไม่ทราบค่ะ คงต้องรอสักพัก ฉันเพิ่งเป็นนักบวชได้ไม่นาน ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไร”

ตอบพลางแหงนมองบุรุษทั้งคู่ ชักรำคาญว่า เมื่อใดพวกเขาจะเลิกรั้งเธอ ด้วยจารึกพวกนี้หลังตรวจเสร็จ ต้องรีบนำไปเผาไฟ เพื่อให้คงทนเก็บได้นาน

“ถ้าเช่นนั้นวานท่านบอกได้หรือไม่ว่า มีคนมาขอพบ”

หญิงสาวงันนิ่ง มองหน้า พยักรับคำ “ค่ะ ฉันจะบอกให้ ถ้าอย่างนั้นรออยู่ตรงนี้นะคะ ระหว่างนี้ไปทำบุญ หรือขอคำพยากรณ์ก็ได้ หรือถ้าไม่รีบจนเกินไปนัก ด้านหน้าวิหารมีสตรีแห่งมหาเทพีอยู่ หากอยากร่วมบุญด้วย ก็เชิญค่ะ”

กล่าวจบ ก็หมุนตัวเร่งรุดสู่วิหารด้านในรวดเร็ว ไม่ทันเห็นสีหน้าอึ้งตะลึงของบุรุษทั้งสอง

หล่อนเดินไปบอกสาวใช้ของนักบวชสูงสุดว่า มีคนมาขอพบ ก่อนจะไปจัดการงานของตนให้เรียบร้อย ด้วยช่วงบ่ายหล่อนต้องไปร่ำเรียนพร้อม ๆ กับเหล่าสตรีที่ทางบ้านมอบแด่วิหารเพื่อให้มาเป็นนักบวช

เสร็จสิ้นจากงาน หญิงสาวก็เดินวกกลับมาจุดที่สองบุรุษนั่งรอ พวกเขาไม่อยู่แล้ว อาจไปร่วมบุญกับเหล่าสตรีของมหาเทพีก็ได้ น่าแปลก...ทั้งที่แนะนำเอง แต่กลับมีคลื่นไม่สบอารมณ์ก่อตัวอยู่ในใจ เดินไปเอ่ยถามกับเจ้าหน้าที่แถว ๆ นั้น

“ไม่ทราบว่า เห็นผู้ชายสองคนที่นั่งตรงนี้ไหมคะ?”

เจ้าหน้าที่หญิงนั่งคิด ก่อนตอบ “อ้อ เห็นท่านหัวหน้านักบวชเรียกตัวไปพบแล้วจ้ะ”

ได้ยินดังนั้น ก็ปลอดโล่งขึ้นอย่างประหลาด เดินไปยังห้องของนักบวชสูงสุดหมายจะไปดูเสียหน่อยว่า พวกเขาเป็นเช่นไร แต่แล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อสาวใช้ของท่านหัวหน้านักบวชมาตาม

สาวใช้เดินนำ สตรีผู้เป็นศัสตราแห่งสรวงสวรรค์เดินตามอย่างไม่เข้าใจว่า หากสองบุรุษผู้นั้นกำลังเข้าพบจะตามตัวเธอไปทำไม หรือว่า...พวกเขาจะเป็นบุตรผู้มีสกุล แล้วไม่พอใจในการกระทำของเธอ หญิงสาวคิดไปต่าง ๆ นานา กระทั่งผลักบานทวารไม้สนซีดาร์ออกจึงเผยให้ห้องสลัวขรึมขลัง

สองบุรุษผู้สง่างามในอาภรณ์ขนสัตว์เยี่ยงสามัญชนยืนสง่าอยู่เบื้องหน้าหัวหน้านักบวชแห่งเทพีผู้เป็นราชินีแห่งสรวงสวรรค์ บนหัตถ์ของนักบวชสูงสุดคือ มัตติกาจารึกประทับตราบางอย่าง พลันเห็นเงาร่างของนลินนา กระแสเสียงเมตตา ทว่าทรงอำนาจก็เอื้อนเอ่ย

“อ่า นลินนา เจ้ามาพอดี ข้ามีคนจะแนะนำเจ้านี่คือ เจ้าชายเพชกัลดาราเมช และเจ้าชายนาโบนัสซาร์ ทั้งสองพระองค์มาด้วยเรื่องของเจ้า”

หญิงสาวนิ่งอึ้ง หน้าซีดทันควัน ความทรงจำรางเลือนพลันกระจ่าง คิดหนักว่า เจ้าชายทั้งสองพระองค์ได้ตรัสอะไรเกี่ยวกับเธอในทางร้ายหรือไม่ ทว่าทัศนาแล้ว เจ้าชายอีกพระองค์ก็แย้มพระสรวลเป็นมิตรดี ขณะอีกพระองค์ยังคงขรึมขึ้งรักษาพระบุคลิกเช่นเดิม แต่ว่า นลินนารู้ดี ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือ ศัตรูที่ยังยิ้มแย้มแม้กำลังเชือดเราอย่างเลือดเย็น

นลินนาพิจารณาเจ้าชายทั้งสองพระองค์ บุรุษผู้ดูอ่อนโยนคือ เจ้าชายนาโบนัสซาร์ผู้แย้มพระสรวลกระจ่างแจ่มราวดาราจรัสแสง ส่วนบุรุษผู้เคร่งขรึมแทบมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาคือ เจ้าชายเพชกัลดาราเมช

ห้วงทรงจำพลันกระจ่าง นลินนานึกถึงวันในโถงชะตากรรม หน่วยตาสีสนิมที่จับจ้องมาไม่ละวางคือ พระเนตรแห่งเจ้าชายเพชกัลดาราเมชไม่ผิดเพี้ยน ความรู้สึกวาบหวามแล่นสู่หัวใจ พระวรองค์สูงตระหง่านดุจดั่งภูผาในยามราตรีให้ความรู้สึกแข็งแกร่งมั่นคง กระนั้นกลับลังเล ใช่เจ้าชายพระองค์นี้แน่หรือ...ไฉนพระเนตรคู่นั้นจึงนิ่งสนิทราวไร้พระอารมณ์

ครั้นพิจารณาถี่ถ้วน หลุดจากภวังค์ นลินนาก็ผงกหัวถวายความเคารพโดยไม่ย่อกาย ด้วยหล่อนในฐานะนักบวชมีศักดิ์ทัดเทียมราชวงศ์ แม้จะแอบรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ด้วยตนเกิดในบ้านเมืองอันพระมหากษัตริย์คือสถาบันสูงสุดที่ต้องเคารพบูชา

“นลินนา วันนี้ทั้งสองพระองค์ถือสาส์นมาจากกษัตริย์อาเคอร์ดูอานา องค์กษัตริย์มีพระราชประสงค์จักเชื้อเชิญเจ้าไปงานเลี้ยงของพระองค์ในวันมะรืนนี้...วันอิชทาร์ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”

หญิงสาวรับฟังด้วยความตระหนก ไม่นึกว่า จักได้รับคำเชื้อเชิญจากกษัตริย์ แม้ปกติหล่อนจักไม่ค่อยไปงานเลี้ยงของใคร แต่นี่คือคำเชิญจากกษัตริย์เจ้าของดินแดน จะปฏิเสธก็หาควร อีกทั้งหล่อนยังมีเรื่องอยากทูลถาม เพราะแม้คำพิพากษาจะออกมาเช่นนั้น ทว่าหล่อนกลับยังไม่แน่ใจว่า ตนจักเป็นกุญแจไขสู่ทางแก้ของชาวบาบิลิม ครั้นคิดสะระตะเสร็จสิ้น จึงบอกคำตอบแด่ผู้เป็นนายของตน

“ฉันรับคำเชิญค่ะ”

สดับเช่นนั้น ผู้ประทับบนบัลลังก์ก็แย้มยิ้ม ทูลแก่เจ้าชายทั้งสอง ก่อนคำพูดลำดับถัดมาจักยังมาซึ่งความประหลาดใจ

“อ้อ นลินนา วันนี้เจ้าชายทั้งสองพระองค์จักเสด็จประพาสเมืองเป็นการลับ เจ้าสนใจจักโดยเสด็จหรือไม่?”

“ว่ะ...ว่าไงนะคะ?” ผู้ฟังปากอ้าตาค้าง

“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เจ้าก็ไม่เคยออกไปไหนเลย นอกจากดูขบวนเมื่อวันนั้น ก็ควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง ปกติหากไปกันลำพังสตรีข้าคงกังวล แต่เจ้าชายสองพระองค์ทรงรับประกันว่า สามารถดูแลเจ้าได้ ข้าปรึกษากับสองพระองค์แล้ว หากเจ้าคิดจะไป ก็จงเร่งเตรียมตัว”

ดุจลาภตกใส่ บุญหล่นทับ นลินนามองรอยแย้มพระสรวลของเจ้าชายแห่งบาบิลิม โล่งใจขึ้นมาทันที จะคว้าโอกาสนี้ไว้หรือปล่อยปละหลุดลอย สองสิ่งนี้อยู่กำมือเธอ

เมื่อชั่งใจดู คำตอบจึงปรากฏออกมา

“ฉะ..ฉันไปค่ะ”

หญิงสาวตอบตกลง ความตื่นเต้นร่าเริงราวปลากระดี่ได้น้ำผุดพลุ่ง

ก่อนจะถูกบางสิ่งสะกิดใจ เริ่มลังเล เบือนไปทัศนาเจ้าชายรูปงามทั้งสองพระองค์ ชักไม่แน่ใจว่า ตนคิดถูก หรือ คิดผิด

*********************************************************************************************************************************

อัพตอนที่ 5 แล้วนะคะ ห่างหายไปสักพัก เพราะไปนั่งหาข้อมูลอยู่ค่ะ แล้วต้องเตรียมร่างพล็อตให้พอรู้ว่า ต้องดำเนินเรื่องไปทางไหนด้วย เพราะพล็อตที่วางไว้นี่คร่าวจริงๆ จนเเทบไม่มีอะไรเลย แล้วถ้าเกิดว่า ช่วงไหนเราเผลอใส่ข้อมูลเยอะก็บอกได้นะคะ เป็นพวกมันส์มือจนอัดข้อมูลเยอะเกินไปทุกที ถึงอย่างไรนิยายเรื่องนี้ก็เขียนด้วยความบ้าคลั่งระห่ำล้วนๆ เลยค่ะ ถึงอย่างไรก็ขอขอบคุณทุกท่านที่คอมเมนต์ เเละเเวะเวียนมาอ่านนิยายนะคะ





เซธเวเรท
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 31 พ.ค. 2559, 23:38:19 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ก.ค. 2559, 13:23:35 น.

จำนวนการเข้าชม : 994





<< มัตติกาจารึกแผ่นที่ 4   มัตติกาจารึกแผ่นที่ 6 >>
แว่นใส 1 มิ.ย. 2559, 07:31:56 น.
ดูท่าจะคิดผิดที่ไปด้วยนะนลินนา


Zephyr 1 มิ.ย. 2559, 16:46:10 น.
อืม เดินเที่ยวคราวนี้ต้องมีอะไรดีๆแน่ๆ


Likewizy 12 มิ.ย. 2559, 23:42:21 น.
ได้เจอเจ้าชายทั้งสองละ แถมพาเดินเที่ยวด้วย 55


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account