ลิขิตนครา มนตราบาบิโลน

ในหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์เเละโกลาหลแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย หรือตะวันออกใกล้โบราณ ณ อาณาจักรบาบิโลเนียผุดนามชนชาติหนึ่งที่ปกครองอาณาจักร พวกเขาเรียกตัวเองว่า ชาวคัชดู ขณะชาวกรีกเรียกพวกเขาว่า ชาวคาลเดียน


อาณาจักรของพวกเขายืนยงเพียง 75 ปี แต่กลับสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ให้โลกมากมาย


พวกเขาคือผู้สร้างสวนลอยบาบิโลน พวกเขาคือผู้บุกเบิกดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เเละคณิตศาสตร์ ผลงานของพวกเขาคือต้นเค้าความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมกรีกเเละโรมัน


ทว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อนักบวชแห่งมหาเทพมาร์ดุคล่วงรู้ถึงชะตากรรมการล่มสลายเเห่งอาณาจักร


ทางเเก้วิธีเดียวคือ การอ้อนวอนร้องขอต่อทวยเทพประจำนครา



เเละทวยเทพก็มิได้พระทัยร้ายเกินรับฟัง ด้วยเหตุนี้บุรุษและสตรีคู่หนึ่งจึงถูกสรรค์เสกเพื่อสนองต่อคำขอนั้น



หนึ่งบุรุษ...เพชกัลดาราเมช เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย



หนึ่งสตรี...นลินนา เทวาสถิต นักศึกษามานุษยวิทยาสาวผู้ถูกส่งข้ามห้วงกาลเวลา



และนี่คือประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ถูกถักทอ เรื่องราวของอาณาจักรโบราณอันได้ชื่อว่า เป็นมหานคราที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ เเละเกือบได้เป็นเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิกรีกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช


ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกเขียนขึ้นแล้ว!
Tags: โรเเมนติก ดราม่า ย้อนเวลา ประวัติศาสตร์

ตอน: มัตติกาจารึกแผ่นที่ 8



มัตติกาจารึกแผ่นที่ ๘

นลินนาตะลึงงัน จับจ้องสิ่งตรงหน้าไม่ละวาง ด้วยสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าเธอคือ สิ่งที่นักโบราณคดีและนักวิชาการล้วนใฝ่ฝันจะได้ค้นพบ และนักเดินทางผู้พานพบล้วนพร่ำเพ้อละเมอหา เบื้องหน้าเธอหาใช่สิ่งอื่นใดนอกจากสวนลอยบาบิโลน!

หญิงสาวจ้องค้าง ลืมเลือนทุกสรรพสิ่ง ตลอดหลายวันเธอทำได้เพียงแหงนมองอยู่ไกล ๆ ทว่าบัดนี้หล่อนได้ประจักษ์แก่ตาตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาจินตนาการทั้งปวง

แท้จริงแล้ว แม้สวนลอยบาบิโลนจักไม่ได้ใหญ่โตโอฬารสมดังที่นักเดินทางหลายผู้พรรณนาไว้ กระนั้นความงามของมันก็หาได้ถูกลดทอน ด้วยสวนอันแขวนจากฟากฟ้าแห่งนี้ไม่แตกต่างอะไรจากภูเขาจำลองขนาดย่อม มันเป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายซิกกูแรต แต่ละชั้นก่ออิฐหนากรุกระเบื้องเคลือบหลากสีแบบเดียวกับพระราชวัง มีธารน้ำไหลระรินจากเบื้องสูงผ่าแยกมาตามแต่ละขั้น หล่อเลี้ยงพฤกษชาตินานาพรรณให้สะพรั่งบานเขียวขจี

เจ้าชายเพชกัลดาราเมชเสด็จนำเธอสู่สวนลอยอันหาใช่เพียงตำนาน สวนแต่ละชั้นมีระเบียงกว้างไว้ให้เชยชมพฤกษชาติอันอุดมสมบูรณ์ และมิได้มีเพียงพุ่มพฤกษ์พุ่มปาล์มงามตาเท่านั้น หากยังมีผลหมากรากไม้ไว้ให้เก็บกิน มีทั้งผลไม้แดนทะเลทราย แลผลไม้แดนหนาวอีกจำนวนหนึ่ง

เห็นสีหน้าหล่อนงงงวย เจ้าชายเพชกัลดาราเมชจึงแถลงความ

“พระราชอุทยานแห่งนี้รวมพฤกษชาติจากทั่วอาณาจักร รวมทั้งแดนประเทศราชมาไว้ บางส่วนก็มาจากมาตุภูมิของพระอัยกีข้า”

นักศึกษามานุษยวิทยาสาวชะงักงัน “พระอัยกีหรือเพคะ?”

“ใช่” รอยแย้มพระสรวลละไม “พระอัยกีของข้า อเมทิส ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งเมเดส บุปผชาติพฤกษชาติหลายพันธุ์ถูกนำมาจากบ้านเกิดของพระองค์”

นักศึกษาสาวนิ่งอั้นปรีดา ตำนานเป็นจริง! ที่เขาเล่ากันว่า กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ ๒ ทรงสร้างสวนนี้ถวายแก่พระมเหสีจากต่างแดนผู้คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน และเบื่อหน่ายเหว่ว้ากับทัศนียภาพอันแห้งแล้งของบาบิโลนเป็นจริง ซ้ำหล่อนยังจำได้ว่า มเหสีผู้นั้นคือ เจ้าหญิงอเมทิสแห่งอาณาจักรเมเดส

“แล้วทรงนำน้ำมาจากไหนหรือเพคะ?” หล่อนทูลถาม ประกายความใคร่รู้แล่นพล่าน อยากสำรวจให้ถ้วนทั่ว จนเจ้าชายแห่งบาบิลิมแย้มพระสรวลขัน ๆ นำเธอไปยังริมระเบียงฟากหนึ่ง จนเมื่อได้ทัศนากับตา ร่างโปร่งระหงจึงนิ่งไปชั่วขณะ

ด้วยระเบียงฟากที่เดินมานั้น สะท้อนให้เห็นนคราอีกฟากของบาบิลิม ด้วยบาบิลิมนั้นเป็นเมืองอกแตก มีแม่น้ำยูเฟรตีสผ่ากลาง สองฟากนครามีเพียงสะพานศิลาเล็ก ๆ เชื่อมไว้เท่านั้น กระนั้น นครฟากนั้นก็มิได้มีความสำคัญเท่า ด้วยศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแลการเมืองอยู่ที่เมืองฟากนี้อันเป็นฟากตะวันออกของลำน้ำ แลเลยไปคือป้อมกำแพงแน่นหนา มีแสงคบเพลิงวิ่งวนไปทั่วกำแพงบ่งว่า มีทหารคอยประจำตรวจตราอยู่ตลอดเวลา ทว่าสิ่งที่เจ้าชายแห่งบาบิลิมจักให้หล่อนทัศนามิใช่สิ่งนั้น

“เจ้าแลเห็นแม่น้ำสายนั้นหรือไม่?” รับสั่งพลางทอดพระเนตรไปยังลำน้ำ หล่อนจึงพยักหน้า “เราเรียกแม่น้ำสายนั้นว่า พูรัตตู” นลินนาเข้าใจ พูรัตตู คือแม่น้ำยูเฟรตีสในภาษาอัคคัด “เมื่อพูรัตตูหลากท่วมท้นเราจักกักน้ำไว้ในแอ่ง แล้วผันสู่คูรอบกำแพงเมือง เพราะฉะนั้นเราจักมีน้ำใช้ไม่ขาด แม้ในยามหน้าแล้ง”

หล่อนอึ้ง ผงกหัวรับรู้ ทว่าดูเหมือนเจ้าชายแห่งบาบิลิมจักรู้ใจหล่อนดีกว่าที่คาด ทรงทราบว่า ความสงกายังไม่จางหายไปจากเนตรคู่นั้น

“ส่วนน้ำที่เราดึงมาใช้ในอุทยานนั้น เรามีบ่อกักน้ำไว้ชั้นบน ด้านล่างก็มีเกลียวชักน้ำขึ้นมา ส่วนธารน้ำที่เจ้าเห็นจะมีกระแสบางส่วนวนไหลไปตามแต่ละชั้น ช่วยให้ดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ทุ่นแรงไปได้ระดับหนึ่ง”

คลายซึ่งความสงสัย เจ้าชายเพชกัลดาราเมชก็ทรงนำเธอขึ้นไปยังชั้นบนสุด ระเบียงชั้นนั้นผิดแผกกับชั้นอื่นด้วยมีเตียงทองคำตั้งเด่น เหนือเตียงตั่งทองคำคือซุ้มเถาองุ่นออกพวงระย้าย้อยน่ากิน พฤกษชาติบุปผชาติผลิสะพรั่งเบ่งบานไปทั่ว ซ้ำยังมีสีสันสดใสตัดกันกว่าชั้นอื่น ระหว่างหล่อนกำลังตะลึงลาน องค์รัชทายาทแห่งบาบิลิมก็ตรัสเรียกเธอ

“มานี่สิ นลินนา”

ครั้นได้ยินสุรเสียงทุ้มนุ่มตรัสเรียกชื่อเธอเป็นครั้งแรก หัวใจดวงน้อยก็พลันกระตุกหวามไหว เจ้าของวรองค์สูงสง่าเสด็จนำไปเท้าพระกรบนราวระเบียง พระพักตร์ขาวอย่างชนเซมิติกล้อแสงจันทราเทพซินผุดผ่อง พระเกศาสีเข้มปลิวหยอกเอินกับวาตเทพเอนลิลชายโชย ยามนี้สิริพักตร์อันเลอล้ำนั้นมิแผกอะไรกับรูปสลัก เป็นประติมากรรมที่ประติมากรบรรจงสรรค์สร้างขึ้นโดยแท้

สตรีจากอนาคตกาลจดจ้องภาพนั้น องค์รัชทายาทแห่งบาบิลิมคือแบบฉบับแห่งความงามอันหยุดลมหายใจ หล่อนแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น กระทั่งพระหัตถ์เรียวแกร่งยื่นมาอย่างเชื้อเชิญ หล่อนจึงเดินไปหาดังต้องมนตร์ มองออกจากระเบียงกว้างไป ลมหายใจจึงได้หยุดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยภาพทิวทัศน์แห่งมหานคราบาบิลิมกำลังแผ่กว้างอยู่ในคลองสายตา

แม้จักมาอยู่ที่นี่นานแล้ว ทว่านลินนาได้มองเพียงภาพเบื้องต่ำเท่านั้น หาได้มาเห็นทิวทัศน์อันงามเช่นนี้ ยามรัตติกาล มหานครอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกากำลังสลบไสล สลัดคราบสิงโตผงาดสยายปีกไว้เบื้องหลัง จากมุมสูงจึงแลเห็นเคหาเขตคามต่าง ๆ เรียงตัวเป็นระเบียบมิต่างก้อนเค้กยังไม่ปาดครีม มีเพียงกำแพงเมืองอันกำลังโลดไหวด้วยคบเพลิงดุจภูตไฟกำลังร่ายรำ สูงขึ้นไปคือฟากฟ้าแห่งบาบิโลนอันดารดาษไปด้วยดาริกาพร่างพราว มีทะเลสีน้ำนมพาดผ่าน ความพร่างพรายระยิบระยับนี้ทำให้ที่นี่ราวศูนย์กลางแห่งห้วงดาราจักร หญิงสาวไม่สงสัยเลยว่า เหตุใดชาวคัชดูจึงเชี่ยวชาญดาราศาสตร์ยิ่งกว่าใคร

“เจ้าเห็นเส้นขาว ๆ บนฟากฟ้าหรือไม่?” องค์รัชทายาทหนุ่มตรัสถาม พลางชี้พระหัตถ์ไปยังทางช้างเผือกหรือทะเลสีน้ำนมสายนั้น

หล่อนตอบราวละเมอ ดุจอยู่ในห้วงภวังค์ “เห็นเพคะ”

“นั่นคือหางของพระแม่เทียมัต” รับสั่งพลางแย้มสรวลละไม แล้วจึงตรัสเล่ายาว “ในครามหาเทพมาร์ดุคสรรค์สร้างโลกใบนี้ โดยใช้พระกายของพระแม่เทียมัต หลังทรงฉีกพระนางออกเป็นสองส่วนบังเกิดเป็นแผ่นฟ้าและแผ่นดิน หางของพระนางก็ถูกจับพาดเป็นทางสีขาวพิสุทธิ์บนฟากฟ้ารัตติกาล”

นลินนาจดจ้องพระพักตร์คมคายไม่ละวาง ดูราวกับแสงจันทร์นั้นได้สาดมนตร์เสน่ห์ลงบนวงพักตร์คมคาย ทัศนาทิวทัศน์เสร็จก็ทรงพาเธอกลับสู่ภายใน นลินนากระชับผ้าคลุมไหล่แน่น ไม่คิดว่า บนนี้จะอากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ คงเพราะอาภรณ์ขาวบางของหล่อนด้วยกระมัง

ขณะคิดได้ว่า ควรกลับเสียที สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปสะดุดกับบางสิ่งเข้า หล่อนเดินเข้าไปดู จ้องมองเต็มตา ใครจะคิดเล่าว่า จะได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เบื้องหน้าหล่อนคือ ดอกกุหลาบอันกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ มันมีสัณฐานกลม กลีบดอกป้านมนเรียงรายสลับซับซ้อนแผ่ออกพร้อมขจายกลิ่นหอมอวนตราตรึง

ปกติ...นลินนาไม่สนใจดอกไม้นัก ทว่าบัดนี้หล่อนตื่นตะลึงด้วยดอกที่หล่อนเห็นคือ ดอกกุหลาบมอญ!

เจ้าดอกไม้สีชมพูเข้มนั่นกำลังเบ่งบานชูช่อรับแสงจันทร์ ส่ายระริกตามลมคล้ายหยอกล้อเธอ หล่อนจับจ้องมันอย่างสงสัย องค์รัชทายาทหนุ่มเสด็จยาตราเข้าใกล้ ตรัสถาม

“เจ้ามองดูอะไรหรือ?” กระแสรับสั่งเปี่ยมแววเอ็นดูนัก ทอดพระเนตรร่างเบื้องพระพักตร์ซึ่งราวกับเด็กน้อยผู้กระหายใคร่รู้

“ดอกกุหลาบนี้ทรงนำมาจากไหนหรือเพคะ?” นลินนามองมันอย่างชื่นชม รู้สึกราวดอกชมพูสะพรั่งนั่นกำลังคารวะอย่างยินดี

“นำมาจากดามัสกัส เจ้าดอกนี่ขึ้นที่นั่น”

นลินนาตาลุกวาว ไม่คิดว่า แท้จริงแล้วกุหลาบมอญจะมีถิ่นกำเนิดในซีเรีย

คงเพราะทรงเห็นว่า ดึกแล้ว อีกทั้งวาตเทพเอนลิลยังพัดยะเยือกจนร่างระหงเริ่มหนาวสะท้าน องค์รัชทายาทแห่งบาบิลิมจึงชักชวนให้คืนสู่งานเลี้ยงดังเดิม แล้วพระองค์จักเป็นผู้ไปส่งยังวิหาร

สองร่างเดินลงจากราชอุทยานอันงดงามละลานตา ก่อนจักงงงวย เมื่อมีมหาดเล็กผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบสวนมา ถ่ายทอดพระราชบัญชา

“กษัตริย์อาเคอร์ดูอานามีรับสั่งให้ท่านนลินนาเข้าเฝ้าด่วนขอรับ”

นลินนาสะอึกนิ่ง เบือนไปทัศนาองค์รัชทายาทแห่งบาบิลิม แต่แล้วก็ต้องนิ่งงัน เมื่อพบเพียงแววเนตรว่างเปล่าปราศจากพระอารมณ์



มหาดเล็กนำเธอสู่ลานที่สองของพระราชวังจากทิศตะวันตกอันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของกษัตริย์บาบิโลเนีย หล่อนย่างเท้าผ่านการคุ้มกันแน่นหนาด้วยอากัปกิริยาสงบขรึม ชุดลินินส่ายไหว ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ นานา พอคาดเดาได้ว่า ทรงเรียกหาด้วยเหตุอันใด ด้วยหล่อนก็มีเรื่องจักกราบทูลเช่นกัน

หลังลัดเลาะผ่านเส้นทางซับซ้อน หล่อนก็ลุสู่ห้อง ๆ หนึ่ง

ภายในสว่างไสวด้วยแสงตะเกียง กลิ่นเผาเครื่องหอมอายอวลมาจากโถทองคำบนขาตั้งทรงสูง เครื่องเรือนล้วนแล้วแต่เป็นงาช้างขาวลออสลักเสลางดงาม กึ่งกลางห้องปรากฏพระวรกายของกษัตริย์อาเคอร์ดูอานาซึ่งประทับเป็นที่น่าเกรงขามบนพระเก้าอี้งาช้างรองด้วยพระยี่ภูนุ่มนิ่ม สายพระเนตรของกษัตริย์อาเคอร์ดูอานาสบมา พระโอษฐ์คล้ำตรงรับสั่งพึมพำเบา ๆ

“เชิญนั่งเถิด ท่านนักบวช”

นลินนานิ่งอั้นไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกรายไปทรุดนั่งเบื้องพระพักตร์อย่างสง่างาม อิริยาบถแปรเปลี่ยนไป บัดนี้หล่อนประดุจสตรีผู้ถือกำเนิดจากโลหิตเทพเจ้าโดยสมบูรณ์

“ทรงเรียกหาหม่อมฉันด้วยเหตุใดหรือเพคะ?” ทูลถามเป็นพิธีด้วยภาษาอัคคัด ทว่ากษัตริย์อาเคอร์ดูอานากลับโบกพระหัตถ์ รับสั่งว่า

“ภาษาซูเมอร์เถิด ข้าหาคนสนทนาด้วยยากยิ่ง”

เมื่อรับสั่งเช่นนั้น นักบวชสาวจึงเปลี่ยนมาพูดภาษาซูเมอร์ซึ่งตนถนัดกว่า

“เพคะ ลูกาล”

บนริมโอษฐ์เม้มตรงปรากฏรอยแย้มสรวลพึงพระทัยขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจักคืนสู่ความเคร่งขรึม บรรยากาศในห้องเริ่มหนักตัว นลินนารับรู้ได้ถึงความตึงเครียดอันคืบคลานเข้ามา

“ข้าคิดว่า ท่านคงทราบอยู่แล้วว่า ข้าเรียกท่านมาด้วยเหตุอันใด?”

สายพระเนตรคมกริบนั่นเพ่งมอง นลินนานิ่งอั้น กิริยาขรึมสงบ ทูลผะแผ่ว

“คงไม่แคล้วเป็นคำทำนายแห่งบาบิลิม”

กษัตริย์แห่งบาบิลิมพยักพระพักตร์ “ใช่แล้ว นลินนา นั่นคือสิ่งที่ข้าอยากสนทนากับท่าน บัดนี้บาบิลิมได้ก้าวล่วงขีดสุดแห่งความเจริญแล้วด้วยพระปรีชาญาณของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ พระบิดาแห่งข้า ขณะนี้บาบิลิมกำลังอยู่ในทางแยก ข้าจึงอยากสดับความคิดเห็นของท่าน”

กระแสรับสั่งทรงอานุภาพ พาให้หล่อนนิ่งเป็นดุษณี

คิดวนหนักหน่วง ไม่เข้าใจชะตากรรมว่า เหตุใดมันจึงพัดพาหล่อนมายังที่แห่งนี้ แบกรับชะตากรรมอันใหญ่หลวงนี่ แต่น่าแปลก หล่อนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่นี่อย่างประหลาด คล้ายแผ่นดินที่เหยียบยืนคือแผ่นดินของเธอ โลหิตอันไหลเวียนในกายาคือโลหิตแห่งชาวบาบิลิม และกลิ่นอายรอบตัวคือโอบอ้อมอันอบอุ่นแห่งมาตุภูมิ

หล่อนไม่เข้าใจในคำทำนายว่า เหตุใดคำทำนายจึงออกมาเช่นนี้ กระนั้น จะทอดทิ้งพวกเขาได้หรือ

หล่อนวุ่นวาย สับสน คิดหนัก อยากปฏิเสธว่า หล่อนหาใช่ผู้ถือกำเนิดจากเทพีอิชทาร์ ทว่าเมื่อเผชิญกับสายตาแห่งความหวังเหล่านั้น หล่อนก็มิอาจหักใจปฏิเสธได้ ด้วยหล่อนก็รักในแผ่นดินนี้เฉกกัน เช่นเดียวกับบิดาเธอผู้ทุ่มเททุกอย่างในการขุดค้นซากอารยธรรมของดินแดนเมโสโปเตเมีย กระนั้นหล่อนก็จำต้องกราบทูลตามตรง เพื่อบรรเทาความกระวนกระวายใจนี้

“...ลูกาลเพคะ หม่อมฉันต้องขอกราบทูลตามตรงว่า หม่อมฉันนั้นก็เพียงมนุษย์เดินดินธรรมดา มิใช่เทพธิดา หรือผู้ถือกำเนิดจากมหาเทพี ไม่ได้มีสติปัญญาอันชาญฉลาด และไม่มีแม้ความสามารถในเชิงศึก หม่อมฉันมีเพียงความรู้เท่ากระผีกริ้นเท่านั้น”

หล่อนพรั่งพรูถ้อยทูล กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาประทับนิ่งสดับฟัง รอยแย้มสรวลคลี่ขึ้นจาง ๆ เพ่งมองเข้าไปในดวงตาสับสนคู่นั้น

มันสับสน ขณะเดียวกันมันก็เด็ดเดี่ยว

“ทว่าข้าเชื่อในคำทำนายนั้น” รอยแย้มสรวลเปี่ยมความมั่นพระทัย “นลินนา ข้าเชื่อในอำนาจแห่งมหาเทพี และคำทำนายอันปราดเปรื่องของเทพเจ้าอีเอ แท้จริงแล้ว เราเองก็หาได้นิ่งเฉย นับแต่ตี‘ซูบาร์ตู’*แตกพ่ายยับเยิน พระอัยกาข้า นาโบโพลัสซาร์ก็ได้ขอให้มีการอภิเษกสมรสระหว่างบิดาข้า เนบูคัดเนสซาร์ และอเมทิส พระมารดาข้าผู้เป็นเจ้าหญิงจากเมเดส ทว่ามันก็หาใช่การสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีถ่ายเดียว ท่านคงทราบว่า ด้วยเหตุผลใด นลินนา”

สายพระเนตรคมปลาบ ทำให้หล่อนพยักหน้า รับรู้ในข้อนี้ดี

“ทรงกลัวการศึกจากฝั่งเมเดส”

ทรงพยักพระพักตร์ “ใช่ เมเดสนั้นอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักเรา พวกเขาเชี่ยวชาญเชิงศึก เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเหลือร้าย อีกทั้งดินแดนพวกเขายังอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร พระอัยกาแห่งข้าจึงต้องการสานสัมพันธไมตรี ทว่าพระบิดาข้าคิดว่า คงไม่พอ ทรงสร้างกำแพงกางกั้นนครฟากนี้ตลอดทางตอนเหนือ ทรงตระหนักว่า ราชภัยจะมาจากเบื้องนั้น พร้อมทั้งก่อสร้างให้บาบิลิมเป็นนครอันยากจะตีแตก คูน้ำ และป้อมกำแพงคือ ป้อมปราการชั้นเลิศ”

นลินนาสดับฟัง สมเป็นกษัตริย์ผู้เกรียงไกร กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงคาดการณ์ได้แม่นยำ ด้วยผู้พิชิตนครบาบิลิมนั้นคือ พระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย ทรงกรีฑาทัพมาจากทางเหนือ หลังทรงพิชิตเมเดสและลิเดียได้ราบคาบ ซ้ำภายภาคหน้าต่อไป จักรวรรดิเปอร์เซียจักแผ่ขยายรุ่งเรืองจนโลกาสั่นสะเทือน ขั้วอำนาจใหม่นี้จะล้มประดาอาณาจักรมหาอำนาจได้ราวพลิกฝ่ามือ ไม่เว้นแม้แต่อาณาจักรอียิปต์!

ความน่ากลัวของเปอร์เซีย คือปัจจัยสำคัญให้นลินนาคิดไม่ออกว่า จักต้องรับมืออย่างไรจึงจะสามารถต้านทานจักรวรรดิอันน่ากลัวดุจหมีตะกละตะกลาม

ทว่าปัจจัยการล่มสลายแห่งบาบิลิมมิได้จากขั้วอำนาจใหม่อย่างเปอร์เซียถ่ายเดียว ด้วยต่อจากนี้ไปบาบิโลนก็อ่อนแอไม่แพ้กัน ภายหลัง...การผลัดแผ่นดินจักรวดเร็วราวกะพริบตา การกบฏ ทรยศหักหลัง และผู้ปกครองบาบิลิมคนสุดท้ายก็หาใช่ชนเชื้อสายคัชดู หากเป็นชาวอัสซีเรียจากเมืองฮาร์รันนาม นาโบนิดัส การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์นี้ราวกับการเปิดประตูแห่งความพ่ายแพ้ เชื้อเชิญมหาอำนาจเปอร์เซียให้เข้ามากำราบ ทั้งความแข็งแกร่งภายนอก ทั้งความอ่อนแอภายใน ผนวกกลายเป็นการล่มสลายแห่งบาบิโลน และยุติสายธารยาวนานแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ปัจจัยเหล่านี้ชวนให้กลัดกลุ้มเหลือทน

“ลูกาลเพคะ ตอนนี้ทุกทางล้วนมืดแปดด้าน สิ่งที่ต้องระวังตอนนี้หาใช่เพียงความแข็งแกร่งของป้อมปราการ หรือศัตรูจากภายนอกกำแพง หากแต่เป็นความเข้มแข็งของเราเอง ความอ่อนแอของผู้ปกครองคือ ความอ่อนแอแห่งอาณาจักร การสร้างผู้ปกครองที่ดีมิได้สร้างด้วยชาติกำเนิด แต่ต้องสร้างด้วยปรีชาญาณและบารมี ต้องกอปรด้วยความเก่งกล้าและคุณธรรม และนับจากนี้ไปหม่อมฉันขอให้พระองค์พระราชทานอะไรกับหม่อมฉันสักอย่างหนึ่งได้ไหมเพคะ?”

พลันสดับคำขอ กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาก็ทรงพยักพระพักตร์ “ได้สิ”

หล่อนนิ่งอั้น ไม่รู้ว่า เป็นเหตุสมควรหรือไม่ “นับแต่บัดนี้ไป ขอให้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลว่า องค์รัชทายาททุกพระองค์จักต้องได้ร่วมว่าราชการพร้อมกษัตริย์ และยามขึ้นครองราชย์จักต้องมีกษัตริย์พระองค์เก่าเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ ได้หรือไม่เพคะ?”

กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาสดับฟัง ประกายเนตรบ่งความประหลาดพระทัย กระนั้นก็ทรงรับแต่โดยดี “ข้าจักมอบแก่ท่าน นลินนา”

หล่อนแย้มเยื้อน ระบายลมหายใจ หวังว่า วิธีนี้จักช่วยให้อาณาจักรเข้มแข็งขึ้น ด้วยวิธีนี้เป็นวิธีเดียวกับนักธุรกิจหลายผู้ทำกับบุตรของตนเอง และกษัตริย์บางอาณาจักร แม้กระทั่งฟาโรห์แห่งอียิปต์ในช่วงยุคอาณาจักรกลางก็ทรงทำดั่งนี้ เมโสโปเตเมียต้องการกษัตริย์ผู้เข้มแข็ง กษัตริย์ผู้ปราศจากความเด็ดขาด และไร้ซึ่งปรีชาในการปกครองไม่เคยครองอาณาจักรได้นาน ท้ายสุดก็ต้องผลัดแผ่นดิน พร้อมกับนครอันล่มสลายไป

กษัตริย์อาเคอร์ดูอานาประทับสง่าบนพระเก้าอี้แห่งพระองค์ สายพระเนตรกวาดจ้องไปยังเรือนร่างอันสง่าของผู้ถือกำเนิดจากมหาเทพี แววเนตรสงบซึ้งของนางนั้นสงบนิ่งก็จริง ทว่า...ทรงสัมผัสได้ ภายใต้แววเนตรดวงนั้นมีความกล้าแข็งแฝงอยู่ สตรีเบื้องพระพักตร์มิธรรมดา ทรงเชื่อสนิทใจว่า นางคือผู้ถือกำเนิดจากมหาเทพี คือสตรีผู้ถือกำเนิดจากพรของเทพเจ้า

ดำริได้ดังนั้น ก็รับสั่งขึ้น “งานเลี้ยงเลิกราแล้ว เชิญกลับเถิด ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่ง”

สิ้นรับสั่ง ก็ทรงตบพระหัตถ์ มหาดเล็กรี่เข้ามา ทำตามพระราชบัญชาของนายเหนือหัวตน

นลินนาเดินออกจากที่ประทับส่วนพระองค์ของกษัตริย์แห่งบาบิลิมมายังลานอันบัดนี้มีเสลี่ยงคานหามขวักไขว่ด้วยต้องแบกประดาขุนนางแลชนชั้นสูงทั้งหลายในสภาพเมาแปล้คืนสู่เคหาสน์ กลางกระแสชนขวักไขว่ นลินนานิ่งงัน ด้วยเจ้าชายเพชกัลดาราเมชกำลังประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นอย่างเดียวดาย ทั้งที่อากาศหนาวเย็น หากกลับประทับยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลัก

สายพระเนตรราบเรียบ หากคมกล้าเบือนมา ครั้นประสบร่างเธอก็มีพระบัญชาให้ทหารนำรถศึกมาโดยเร็ว แม้หล่อนจะบอกไปว่า

“กษัตริย์อาเคอร์ดูอานามีรับสั่งให้คนไปส่งหม่อมฉันแล้วเพคะ ไม่ต้องเสด็จไปส่งก็ได้”

ทว่ากลับทรงดื้อดึง “ข้าสัญญาไว้แล้ว เจ้าชายแห่งบาบิลิมจักไม่เสียคำสัตย์”

แล้วหล่อนก็จำต้องขึ้นรถศึกคันเดียวกันนั้นเอง คงเพราะเห็นว่า เธอคลุมกายด้วยความเหน็บหนาว และระหว่างรถศึกโลดแล่นลมยะเยือกคงตีบาดผิวจึงทรงปลดภูษาคลุมพระอังสาคลุมทบให้ นลินนารู้สึกอุ่นอวลทั้งร่างกายและหัวใจ ทูลขอบพระทัยแผ่วเบา

รถศึกแล่นตะบึงไปด้วยความรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ลุถึงวิหารแห่งมหาเทพี หล่อนถวายภูษาคลุมพระอังสาคืน เจ้าชายเพชกัลดาราเมชคล้ายจะรับสั่งบางอย่าง ทว่าครั้นเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเธอก็ทรงเงียบไป ปล่อยเธอคืนสู่ที่พัก

นลินนาโถมตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน กระแสความคิดปั่นป่วนตีขึ้นอีกหน ครุ่นคิดหนักหน่วงว่า จักแก้ไขชะตากรรมแห่งบาบิลิมได้อย่างไร ท่ามกลางความกังวล หล่อนพลันคิดถึงบ้านขึ้นมาจับใจ เสียงหัวเราะของสหาย และความอบอุ่นอ่อนโยนของมารดา ยิ่งชวนให้หัวใจว้าเหว่ขึ้นเป็นทบทวี แท็ปเล็ตและโทรศัพท์ดับหมด จนหล่อนไม่สามารถอาศัยภาพในนั้นดูให้คลายความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนได้

หล่อนอับจนซึ่งหนทาง แม้อยากกลับบ้าน แต่ไม่รู้จะกลับยังไง ยิ่งนานวัน หล่อนยิ่งกลายเป็นชาวคัชดูเข้าไปทุกที มีเพียงกระเป๋าผ้าลายวิจิตรตอกย้ำว่า หล่อนหาใช่คนจากยุคนี้

ร่างแบบบางเดินไปค้นของในกระเป๋า หยิบขวดน้ำปรุงกลิ่นดอกบัวออกมา พร้อมนำเหยือกดินเผาก้นสอบรินน้ำใสเย็นลงในอ่างสำริดที่หัวหน้านักบวชมอบให้ น้ำปรุงไม่กี่หยด ทำให้น้ำใสเย็นมีกลิ่นหอมอย่างไทยจาง ๆ

ทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไร แต่กลับเหน็ดเหนื่อยสุดบรรยาย หล่อนใช้แรงเฮือกสุดท้ายบันทึกเรื่องราวในงานเลี้ยงวันนี้ลงบนแผ่นดินเหนียวหรือมัตติกาจารึก ก่อนดับตะเกียง ล้มกายลงนอน ไม่ทันเห็นกระแสกระเพื่อมแวบวาบของน้ำในอ่างสำริด



รถศึกเทียมจตุรอัสดรวิ่งแล่นไปตามถนนอันเงียบสงัด มีเคหาอิฐดิบเรียงรายเป็นระเบียบ ตลอดทางวอมแวมด้วยคบเพลิง และแสงขาวนวลของจันทรา เจ้าชายเพชกัลดาราเมชตะบึงห้อเต็มเหยียด ทรงเก็บงำความสงกาเรื่องวัตถุประหลาดในถุงผ้าลวดลายวิจิตรพิสดารของสตรีผู้ถือกำเนิดจากมหาเทพีไว้อย่างเงียบงัน



* Subartu เป็นชื่อเรียกอาณาจักรอัสซีเรีย(Assyria) ในยุคโบราณ


***********************************************************************************************************************

มาอัพแล้วนะคะ ขอโทษนะคะที่ตอนนี้มาอัพช้า เพราะแต่งยากพอสมควรเลย แล้วหัวไม่เเล่นด้วย เเถมตอนนี้ไม่สบายอีก สิ่งที่ยากในตอนนี้ก็คือ การอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นให้ออก เพราะเอกสารทางไทยน้อยมาก เเถมไม่ชัดเจน เลยต้องใช้สกิลอังกฤษกากๆ ของตัวเองนั่งเเปลพวกสมควร เเล้วต้องอ่านไบเบิ้ลที่เขียนในช่วงนั้นด้วย กว่าจะลงตัว เลยกินเวลานานนิดหนึ่งค่ะ

ในส่วนของฉากสวนลอยบาบิโลน ไม่รู้ว่า ถูกใจไหม เเต่อันนี้เราใช้ข้อสันนิษฐานส่วนตัว + ทฤษฎีเล็กน้อย

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านมากเลยนะคะ ว่าจะปรับเเก้ตอนก่อนหน้านี้ด้วย เพราะรู้สึกยังทำได้ไม่ดีเท่าไร แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนในตัวเนื้อหา เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอ่านซ้ำค่ะ




เซธเวเรท
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 มิ.ย. 2559, 19:41:38 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ก.ค. 2559, 13:27:53 น.

จำนวนการเข้าชม : 912





<< มัตติกาจารึกแผ่นที่ 7   มัตติกาจารึกแผ่นที่ 9 >>
แว่นใส 24 มิ.ย. 2559, 20:26:58 น.
น้ำแสดงอะไรให้รู้นะ


Zephyr 24 มิ.ย. 2559, 22:19:39 น.
ทรงสงสัยแทปเลตแน่ๆอ่ะ


Likewizy 29 มิ.ย. 2559, 20:25:30 น.
ชอบสวนบาบิโลนครับ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account