มงกุฎแสงดาว (พิริตา) (เปิดจองรูปแบบเล่มพร้อมE-Book)
‘วาวพลอย’ เจ้าหญิงพลัดถิ่นผู้ไม่เคยรู้สถานะของตัวเองมาก่อน
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ถูกคุกคามด้วยภัยและความจริง การพลัดพรากจากคนที่รักก็มาถึง
พร้อมกับการเดินทางกลับสู่ ‘บ้าน’ ที่เธอไม่เคยรู้จักก็เริ่มต้นขึ้น
ด้วยการนำทางของ ‘หัสตะ’ ชายหนุ่มลูกครึ่งอดีตหน่วยซีลผู้เก่งกล้าสามารถ
ท่ามกลางเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค อันตรายที่ทั้งคู่ต้องร่วมกันฝ่าฟัน
ความรู้สึกบางอย่างได้ถักทอขึ้นในหัวใจทั้งสองดวง
แต่ทว่าชาติกำเนิดในอดีตกลับเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่กว่า
เจ้าหญิงและผู้นำทางจะทำอย่างไรกับความรักที่ไม่เห็นหนทางเป็นไปได้
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ถูกคุกคามด้วยภัยและความจริง การพลัดพรากจากคนที่รักก็มาถึง
พร้อมกับการเดินทางกลับสู่ ‘บ้าน’ ที่เธอไม่เคยรู้จักก็เริ่มต้นขึ้น
ด้วยการนำทางของ ‘หัสตะ’ ชายหนุ่มลูกครึ่งอดีตหน่วยซีลผู้เก่งกล้าสามารถ
ท่ามกลางเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค อันตรายที่ทั้งคู่ต้องร่วมกันฝ่าฟัน
ความรู้สึกบางอย่างได้ถักทอขึ้นในหัวใจทั้งสองดวง
แต่ทว่าชาติกำเนิดในอดีตกลับเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่กว่า
เจ้าหญิงและผู้นำทางจะทำอย่างไรกับความรักที่ไม่เห็นหนทางเป็นไปได้
Tags: เจ้าหญิง เจ้าชาย มงกุฎ แสงดาว ติดเกาะ โจรสลัด หน่วยซีล ทะเล
ตอน: บทที่ 14
ริตถาวดี เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติ ทั้งแร่ธาตุ ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ภูมิประเทศส่วนใหญ่จึงเป็นป่าไม้ ภูเขา ส่วนพื้นที่ราบลุ่มมีไม่มากนักและเป็นอาณาเขตที่ติดกับชายทะเลด้านหนึ่ง
เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมาจากการส่งออกแร่ธาตุและไม้แปรรูป เศรษฐกิจเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหล่าคนมีเงิน นักธุรกิจ ข้าราชการที่อยู่ในเมืองหลวงเสียส่วนใหญ่
ส่วนผู้คนที่อยู่รอบนอก ห่างไกลความเจริญจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามรอยเท้าของบรรพบุรุษเกือบทั้งหมด แต่ทว่าอาชีพนี้ก็ไม่ได้รับการพัฒนา หรือมีความเจริญรุดหน้าเหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่ควรจะเป็น
ประชาชนเหล่านี้ยังคงความล้าหลังและยากจน ด้วยความที่บ้านเมืองยังคงระส่ำระสาย ไร้เสถียรภาพจึงทำให้ไม่มีการพัฒนาและความก้าวหน้าทางด้านใดๆ ให้เห็นชัดเจน เหมือนอยู่ในภาวะสุญญากาศกระนั้น
ภายใต้การนำของเหล่าเชื้อพระวงศ์ ราชนิกุล และเสนาฯ ข้าราชการที่แตกกันเป็นสองฝักสองฝ่าย คอยคานอำนาจกันและกันอยู่อย่างนั้น เพื่อรอวันที่จะมีพิธีราชาภิเษก แต่งตั้งรัชทายาทขึ้นเสวยราชสมบัติของริตถาวดี
ซึ่ง เจ้าชายอุชเชน หนึ่งในองค์รัชทายาทในราชวงศ์เนวะ ที่พึ่งถูกปรับลดตำแหน่งจากอันดับหนึ่ง มาเป็นรองคนที่ยังไม่เห็นตัวตนรู้สึกเคียดแค้นใจยิ่งนัก
ภายในตำหนักของเจ้าชายรัชทายาทอุชเชนในตอนสาย ยังคงเกลื่อนกราดไปด้วยเศษซากจากงานเลี้ยงสังสรรค์เมื่อคืน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนในวังหลวงเนวะเห็นจนเจนตา หญิงสาวที่ร่วมปาร์ตี้เกือบสิบคนนอนเกลื่อนอยู่ตามโซฟา และบนพื้นห้องอย่างหมดสภาพ
ในห้องบรรทมที่อยู่ด้านใน มีร่างของชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงกับหญิงสาวสองคนในสภาพเปลือยเปล่า
“เจ้าชายอุชเชน เจ้าชายอุชเชนพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเรียกดังมาจากหน้าประตูห้องบรรทม ทำให้ร่างที่นอนอยู่บนเตียงต้องลืมตาตื่น แต่ก็ยังงัวเงีย
“ใครมาเรียกวะ คนจะหลับจะนอน” เจ้าของร่างสันทัดสบถอย่างอารมณ์เสีย ที่ถูกขัดจังหวะการพักผ่อน
“กระหม่อมเอง เสนาฯ ระสัง พ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินดังนั้น เจ้าชายอุชเชนจึงรีบลุกขึ้นจากเตียง ฉวยผ้าขนหนูมาพันท่อนล่าง และเดินไปเปิดประตู
“ท่านระสัง มีอะไรกับข้าแต่เช้า” เขาถามท่าทางยังอิดโรย
“เจ้าชายอุชเชน นี่พระองค์จัดปาร์ตี้เป็นครั้งที่สองในอาทิตย์นี้แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ หากเสนาฯ พวกนั้นรู้มันจะว่ายังไง” ชายร่างเตี้ยวัยเกือบหกสิบปีที่ชื่อเสนาฯ ระสัง ทำเสียงกระซิบกระซาบ
“โธ่... ท่านเสนาฯ ใครจะว่ายังไงก็ช่างหัวมันซิ ใครจะทำอะไรข้าได้” แต่เจ้าชายอุชเชนไม่ได้ออมเสียงแต่อย่างใด
“เจ้าชายอย่าพึ่งลำพองตัวไป รีบแต่งตัวแล้วตามกระหม่อมไปที่บ้านพักเถอะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะทูลพระองค์ อ้อ... อย่าลืมให้คนจัดการเก็บกวาดตำหนักของเจ้าชายให้สะอาดด้วยล่ะพ่ะย่ะค่ะ” เสนาฯ ระสังพูดพลางปรายตามองไปยังพวกผู้หญิงที่ยังไม่ได้สติ
แม้จะใช้ราชาศัพท์ตามปกติ แต่ถ้อยความที่เอ่ยออกมากลับเหมือนเป็นคำสั่ง ที่ทำให้เจ้าชายรัชทายาทต้องพยักหน้ารับอย่างแกนๆ ก่อนเสนาฯ คนสนิทจะจากไป
ที่บ้านพักของเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตวังหลวง เจ้าชาย
อุชเชนมาถึงก็พบเสนาฯ ระสังกับชายอีกคนที่รอเขาอยู่ก่อนแล้ว ชายคนนั้นนั่งลงคุกเข่าทำความเคารพ
“ถวายบังคมเจ้าชายอุชเชนพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายอุชเชนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ว่ายังไง พวกนั้นทำงานสำเร็จแล้วใช่ไหม” พลางเข้าเรื่องสำคัญในทันที
“เอ่อ... ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ” ชายคนนั้นหลบสายตาของเจ้าชายพลางตอบ
“อะไรกัน นี่มันทำงานภาษาอะไร ป่านนี้ยังไม่ได้เรื่องอีก ผู้หญิงแค่สองคนมันไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือยังไง” อุชเชนตวาดเสียงกร้าว ดวงตาวาววับด้วยความโกรธ
“คือ พวกนั้นบอกว่ายังอยู่ในเขตเมืองไทย เลยทำอะไรโจ่งแจ้งไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างคนของท่านปาระมีกับท่านโสตถีก็ตามหาเจ้าหญิงอยู่ที่นั่นเช่นกัน คงเพราะมัวแต่ระวังจึงทำให้เจ้าหญิงเล็ดลอดจากสายตาไปได้พ่ะย่ะค่ะ” คนรายงานข่าวพูดอย่างกริ่งเกรง
“ให้ตายเถอะ แล้วตอนนี้ตามหาตัวพวกมันเจอหรือยัง” เจ้าชาย
อุชเชนยังคงน้ำเสียงเกรี้ยวกราดอยู่อย่างนั้น
“ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ แต่คาดว่าน่าจะเดินทางมาถึงริตถาวดีเร็วๆ
นี้แหล่ะพ่ะย่ะค่ะ พวกของท่านปาระมีเองก็ยังไม่เจอเจ้าหญิงเหมือนกัน
พ่ะย่ะค่ะ” คำตอบในตอนท้าย ทำให้เจ้าชายอุชเชนหายฮึดฮัดลงไปได้บ้าง
“โชคดีนะที่คนของไอ้ปาระมีมันยอมส่งข่าวให้เรา ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ยากกว่านี้ก็ได้ ตกลงแล้วพวกเจ้าหญิงยังคงหนีกันเพียงสองคนใช่ไหม” เสนาฯ ระสังที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถามขึ้นบ้าง
“ใช่แล้วขอรับท่านเสนาฯ จะให้พวกนั้นจัดการอย่างไรต่อไปดีขอรับ”
“จัดการคนของไอ้ปาระมีมันให้หมด แล้วตามล่าตัวเจ้าหญิงต่อไป ส่วนทางด้านนี้ ส่งคนไปดักรอตามสนามบิน แล้วก็แนวตะเข็บชายแดน บางทีเจ้าหญิงอาจใช้สองเส้นทางนี้เข้ามาริตถาวดีก็ได้” เสนาฯ ระสังสั่งต่อตามที่คาดการณ์
“ส่วนไอ้คนที่ยังอยู่เมืองไทย ก็ตรวจสอบจนกว่าจะแน่ใจว่าพวกเจ้าหญิงออกจากที่นั่นแน่นอนแล้ว อ้อ... จับตัวมันเป็นๆ นะโว้ย! ข้าอยากเห็นหน้ามันนัก อีนังชลันตาคนนี้” เจ้าชายอุชเชนเสริม ดวงตาฉายแววโหดร้ายอย่างเห็นได้ชัด
“พ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย กระหม่อมทูลลา”
“เฮอะ! กะอีแค่ผู้หญิงอ่อนแอบอบบางสองคน พวกมันเป็นถึงมือสังหารกลับทำอะไรไม่ได้” อุชเชนบ่นตามหลัง เสนาฯ ระสังได้แต่ปรายตามองเจ้าชายอุชเชน แล้วทอดถอนใจ
“บางครั้งพละกำลังก็สู้มันสมองไม่ได้หรอกนะเจ้าชาย เจ้าหญิงคงไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นพวกนั้นคงจับตัวมาได้แล้ว เราอาจจะประเมินเจ้าหญิงต่ำเกินไป การที่เจ้าหญิงใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรได้ง่ายๆ นะพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเราควรทำยังไงต่อไปดีท่านเสนาฯ ” ถ้อยคำของเสนาฯ คนสนิท เป็นเหตุให้เจ้าชายอุชเชน หันมาปรึกษาอย่างจริงจังอีกครั้ง
“รอดูผลอีกที เพราะไม่ว่ายังไงเจ้าหญิงคงไม่สามารถเดินทางมาถึงริตถาวดีได้โดยสะดวกหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
*-*-*-*-*-*
เจ้าของร่างบอบบางตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนบ่ายคล้อย อาการปวดหัว และไข้บรรเทาเบาบางลง เสื้อผ้าของเธอกองอยู่ข้างตัว หญิงสาวกวาดสายตามองไปก็พบเจ้าของร่างสูงใหญ่นั่งหันหลังให้เธออยู่ที่เดิม
“ตื่นแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะคุณ” ชายหนุ่มพูดโดยไม่หันหน้ามามอง
แต่ลุกขึ้นเดินออกไปจากชะง่อนผา วาวพลอยจึงลุกขึ้นรีบจัดการใส่เสื้อผ้า สักครู่หัสตะจึงกลับมาพร้อมฟืนในอ้อมแขน บรรยากาศข้างนอกเริ่มขมุกขมัวลงอย่างเห็นได้ชัด
“คืนนี้เราคงต้องพักที่นี่ต่อ ข้างนอกพายุกำลังจะมาอีกแล้ว” เขาเปรย ก่อนจะก้าวเข้ามานั่งข้างๆ เธอ ยกมือแตะหน้าผากเบาๆ
“ตัวยังรุมๆ อยู่นะ ปวดหัวอยู่หรือเปล่า” และถามในตอนท้าย
“ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบ
พลางมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลานั้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึกๆ ในหัวใจ กับท่าทางอาทรของอีกฝ่าย จนชายหนุ่มสบเข้ากับสายตาของเธอจึงเก้อไปเล็กน้อย
“เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นคุณก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายก่อนเถอะ จะออกไปทำธุระส่วนตัวอะไรก็รีบซะ อีกไม่นานพายุคงกระหน่ำอีก” ก่อนบอกเบาๆ วาวพลอยรับคำ แล้วจึงพาตัวเองออกไปด้านนอกบ้าง
ในค่ำคืนพายุฝนยังเทกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว วาวพลอยและหัสตะนั่งอยู่ข้างกองไฟเล็กๆ ด้านในชะง่อนผา โชคดีที่ชะง่อนผาแห่งนี้เป็นที่กำบังพายุฝนที่ซัดสาดได้เป็นอย่างดี หัสตะส่งผลไม้ที่เก็บมาให้กับคนที่นั่งตรงข้ามสี่ลูก
“นี่อะไรคะ” หญิงสาวมองลูกไม้ลักษณะกลมๆ เท่าลูกมะนาวที่อยู่ในมือ มันมีสีแดงจัด บางลูกก็ถึงกับคล้ำ
“มันเป็นผลของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นอยู่ตามป่าริมหาด ผลของมันกินได้ ผมคิดว่าคุณคงกินมันได้คล่องคอกว่าพวกเนื้อย่างแน่” หัสตะบอกด้วยรอยยิ้ม ในใจนึกไปถึงท่าทางผะอืดผะอมของหญิงสาวตอนที่รู้ว่ากินเนื้องูเห่าย่างลงไป
วาวพลอยรับเอามา และเริ่มส่งมันเข้าปากพลางเคี้ยวช้าๆ รับรู้ถึงรสชาติเปรี้ยวอมหวานและฝาดนิดๆ ด้านในของมันมีเมล็ดเล็กๆ สีดำสนิท เธอกินจนหมดทั้งสี่ลูกด้วยความรู้สึกสนิทใจกับอาหารมื้อนี้เหลือเกิน
“อร่อยดีนะคะ” หญิงสาวเอ่ย หลังคายเมล็ดของมันออกมา
“เอาอีกไหม ผมเก็บมาเยอะอยู่นะ” หัสตะจะหันไปหยิบให้อีก แต่วาวพลอยสั่นศีรษะ
“พอแล้วค่ะ ฉันอิ่มแล้ว” ชายหนุ่มจึงส่งน้ำสมุนไพรสีเขียวให้เธออีกครั้ง
แม้จะแหยงๆ กับรสชาติที่ขมจัด แต่หญิงสาวก็ต้องกลั้นใจดื่มมันจนหมดด้วยสีหน้าผะอืดผะอม ตามด้วยน้ำสำหรับล้างคอ และหัสตะก็มองด้วยแววตาขันๆ แกมเอ็นดูตามเคย
“แล้วคุณไม่กินเหรอคะ หรือว่าไม่ชอบกินผลไม้ คุณจะกินตัวอะไรอย่างที่เคยก็ได้นะคะ ฉันไม่ว่าคุณหรอกค่ะ” วาวพลอยเอ่ยต่อ
เพราะเห็นแต่เขาตระเตรียมของกินให้เธอ แต่ยังไม่เห็นหัสตะแตะต้องผลไม้เลย คิดว่าบางทีเขาอาจจะอยากกินพวกสัตว์ก็เป็นได้ แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะ
“ผมอิ่มแล้วเหมือนกัน อีกอย่างถ้าไม่จำเป็นก็คงไม่กินอะไรอย่างที่คุณว่าหรอก ไม่ต้องห่วงผมหรอกแค่คุณอิ่มก็โอเค. แล้ว ถ้าพรุ่งนี้คุณค่อยยังชั่วกว่านี้ เราจะออกเดินทางกัน”
“แล้วคุณรู้เหรอคะว่าจะไปทางไหน” วาวพลอยถามด้วยความสนใจ และมากกว่านั้นคือ เธอหวังว่าภาวะติดเกาะที่ยากลำบากนี้จะจบลงในเร็ววัน
“ผมได้ยินเหมือนเสียงคน และเคยได้ยินมาว่าเกาะนี้มีชาวเกาะอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งหนีจากเกาะอื่นมาอยู่ลำพัง แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนเหมือนกัน เราก็เลยจะต้องเสี่ยงเดินเลียบชายฝั่งดู เผื่อว่าพวกของเราจะมาตามหาด้วย” หญิงสาวทำเสียงรับในลำคอ เธอมองหน้าเขาแล้วฉุกคิดอะไรเกี่ยวกับตัวหัสตะขึ้นมาได้
“คุณหรคุณบอกว่าเขากับคุณเป็นลูกครึ่ง” เจ้าของดวงหน้างามซึ้งถามออกมา และหัสตะก็พยักหน้า
“พ่อผมเป็นคนริตถาวดี แม่ผมเป็นอเมริกัน แม่ผมเดินทางมาที่ริตถาวดีกับพวกมิชชันนารี แล้วพบรักกับพ่อผม แต่พอเกิดปัญหาในริตถาวดี แม่จึงพาผมกับหรคุณกลับไปยังบ้านเกิด
“เราจึงเติบโตและใช้ชีวิตกันอยู่ที่นั่นมาตลอด ก่อนจะกลับมาริตถาวดีเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ผมก็รักในความเป็นริตถาวดีนะ มันเป็นส่วนหนึ่งของผม” น้ำเสียงและถ้อยคำที่เอ่ยถึงบ้านเกิดของเขามีความภาคภูมิใจไม่น้อย แต่นั่นกลับทำให้คนฟังยอกแสลงอยู่ในอก
“โชคดีนะคะที่คุณยังรู้จักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แต่ฉันสิ... ไม่เคยรู้เลยว่าริตถาวดีเป็นยังไง ไม่รู้แม้กระทั่งภาษาบ้านเกิดของตัวเอง ทั้งที่เป็นถึงเจ้าหญิง” หญิงสาวจึงเปรยออกมาด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ
“ก็ตอนนั้นคุณยังเป็นแค่เด็กทารก และอีกอย่างคุณก็ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองเป็นชาวริตถาวดี มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก” ชายหนุ่มพยายามปลอบใจคนที่ทำหน้าเศร้า มาตอนนี้ไม่รู้เป็นอะไรหัสตะไม่อยากเห็นดวงหน้างามนั้นหม่นหมองเลยสักนิด
“จะพูดไปก็ไม่ใช่แค่คุณกับผมเท่านั้นที่ต้องระหกระเหินออกจากริตถาวดี ในตอนนั้นเด็กๆ มากมายที่รอดชีวิตต่างถูกพาตัวออกมาจาก
ริตถาวดี เพื่อให้ไปเติบโตยังต่างเมือง บางคนก็ได้กลับมาเหมือนพวกผม แต่บางคนก็ไม่ได้กลับมาอีก”
“ตัวฉันเองถ้าหากไม่ได้เป็นเจ้าหญิง ไม่เกิดเรื่องคอขาดบาดตายอย่างนี้ก็คงไม่ได้กลับมาเหมือนกัน คุณล่ะคะกลับมาเพราะอะไร” วาวพลอยมองหน้าเขาราวกับรอคำตอบ หัสตะชะงักค้างไปนิดหนึ่ง
“ผมมีอะไรบางอย่างที่ต้องทำน่ะ แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญหรอก เรื่องของคุณสำคัญกว่า ว่าแต่คุณอยากรู้ภาษาของริตถาวดีไหมล่ะ ผมจะสอนให้” ตอนท้ายชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา พร้อมข้อเสนอที่ทำให้คนฟังตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น
“จริงเหรอคะ” ก่อนถามราวกับกลัวว่าเขาจะล้อเล่น หัสตะจึงพยักหน้ายืนยันจริงจัง
ส่งผลให้รอยยิ้มสดใสแต่งแต้มดวงหน้างามซึ้งนั้นอย่างฉับพลัน และชายหนุ่มก็เผลอมองค้างไปหลายวินาทีโดยที่คนดีใจออกนอกหน้าไม่รู้ตัวเลย
**‘มงกุฎแสงดาว’ รูปแบบ E-Book สนใจเข้าไปโหลดฉบับเต็มกันได้นะคะ ที่
MEB
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntz
Ojc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzEyOTE2
IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMjY2NzYiO30
ookbee
http://www.ookbee.com/Shop/Book/3cbffb2b-d724-41df-87e9-b81cd2f83d83
ebooks.in.th
http://www.ebooks.in.th/ebook/34430/%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8
%81%E0%B8%B8%E0%B8%8E%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8
7%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7/
Hytexts
http://www.hytexts.com/ebook/book/B004883
นายอินทร์ปัณณ์
https://www.naiin.com/product/detail/184068/
ซีเอ็ด
https://www.se-ed.com/product/มงกุฎแสงดาว-PDF.aspx?no=9786164063174
banbanbook
http://banbanbook.com/banbanbook/cart/get_detail_book/1110

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ก.ค. 2559, 20:46:17 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 ก.ค. 2559, 20:46:17 น.
จำนวนการเข้าชม : 895
<< บทที 13 | บทที่ 15 >> |