ลิขิตนครา มนตราบาบิโลน

ในหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์เเละโกลาหลแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย หรือตะวันออกใกล้โบราณ ณ อาณาจักรบาบิโลเนียผุดนามชนชาติหนึ่งที่ปกครองอาณาจักร พวกเขาเรียกตัวเองว่า ชาวคัชดู ขณะชาวกรีกเรียกพวกเขาว่า ชาวคาลเดียน


อาณาจักรของพวกเขายืนยงเพียง 75 ปี แต่กลับสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ให้โลกมากมาย


พวกเขาคือผู้สร้างสวนลอยบาบิโลน พวกเขาคือผู้บุกเบิกดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เเละคณิตศาสตร์ ผลงานของพวกเขาคือต้นเค้าความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมกรีกเเละโรมัน


ทว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อนักบวชแห่งมหาเทพมาร์ดุคล่วงรู้ถึงชะตากรรมการล่มสลายเเห่งอาณาจักร


ทางเเก้วิธีเดียวคือ การอ้อนวอนร้องขอต่อทวยเทพประจำนครา



เเละทวยเทพก็มิได้พระทัยร้ายเกินรับฟัง ด้วยเหตุนี้บุรุษและสตรีคู่หนึ่งจึงถูกสรรค์เสกเพื่อสนองต่อคำขอนั้น



หนึ่งบุรุษ...เพชกัลดาราเมช เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย



หนึ่งสตรี...นลินนา เทวาสถิต นักศึกษามานุษยวิทยาสาวผู้ถูกส่งข้ามห้วงกาลเวลา



และนี่คือประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ถูกถักทอ เรื่องราวของอาณาจักรโบราณอันได้ชื่อว่า เป็นมหานคราที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ เเละเกือบได้เป็นเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิกรีกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช


ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกเขียนขึ้นแล้ว!
Tags: โรเเมนติก ดราม่า ย้อนเวลา ประวัติศาสตร์

ตอน: Happy Mother’s day : Amandari’s Story



Happy Mother’s day : Amandari’s Story



มันคือ เรื่องราวเมื่อ ๒๒ ปีก่อน คือเรื่องราวที่เมื่ออมันดารีมานั่งย้อนนับยังรู้สึกตกใจในความเนิ่นนานของมัน อมันดารีหวนรำลึก...เมื่อ ๒๒ ปีก่อน นางเป็นเพียงหญิงสาววัย ๑๙ ปี และคงเป็นวัยนั้นกระมังที่เรื่องราวในชีวิตนางได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง...



ณ สำนักหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษ นักศึกษาสาวชาวไทยเชื้อสายเปอร์เซียเยื้องย่างไปตามพื้นไม้ขัดมันปูพรมวิจิตรงดงาม รอบด้านรายล้อมด้วยชั้นหนังสืออันบรรจุตำรามากกว่าสิบล้านเล่ม บรรยากาศในหอสมุดเงียบสงบ มีเพียงเสียงสนทนาเบากระซิบของกลุ่มนักศึกษาเล็ดลอดให้ได้ยิน นอกนั้นมีเพียงเสียงกระซิบของประวัติศาสตร์และศิลปวิทยาการดังระงมสมเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในสหราชอาณาจักร

หญิงสาวเดินไปตามคำแนะนำของผู้ดูแลหอสมุด เบื้องหน้าจึงเผยให้เห็นตำราประวัติศาสตร์ศิลปะรวมทั้งหนังสือภาพละลานตา หล่อนเปิดอ่านด้วยความคลั่งไคล้ จากนั้นจึงตัดสินใจหอบหนังสือกองโตไปยังมุมอ่านหนังสือ แต่แล้วก็ตกใจ เมื่อหันหลังกลับแล้วพบว่า มีนักศึกษาหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหลัง

“ว้าย!”

อมันดารีหวีดร้อง ก่อนรีบอุบปากเงียบ กลัวว่า จะโดนผู้ดูแลลากออกไปข้างนอก

“ขอโทษครับที่ทำให้คุณตกใจ”

ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาราวเจ้าชายเปอร์เซียขอโทษเธอ อมันดารีชะงักไปครู่ จับมองบุรุษผู้โอบอุ้มกองตำราไว้เยอะไม่แพ้กัน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบคู่นั้นหลุบมองสันหนังสือในอ้อมกอดเธอ จากนั้นจึงเอ่ยถาม

“คุณเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะเหรอครับ?”

เสียงถามสดใสของเขา พาให้นักศึกษาสาวชาวเอเชียนิ่งไปวูบ ประกายหม่นมัวผุดขึ้นในแววตา ก่อนส่ายหน้าเฉยเมย “ฉันเรียนเศรษฐศาสตร์และการจัดการ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ศิลปะ”

กระนั้นคำพูดต่อมาของเขากลับแทงใจยิ่ง “ผมว่า คุณเหมาะกับประวัติศาสตร์ศิลปะมากกว่าเสียอีก ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

แล้วนักศึกษาหนุ่มคนนั้นก็เดินจากไป ทว่าราวประกาศิตแห่งพรหม ทั้งสองกลับเจอกันแทบทุกครั้งที่มาหอสมุด

เมื่อพบเจอกันบ่อยเข้า จากความแปลกหน้าจึงแปรเป็นความคุ้นเคย อมันดารีเพิ่งทราบว่า นักศึกษาหนุ่มชาวอิหร่านตรงหน้าอายุมากกว่าตนสองปี เขาศึกษาอยู่คณะตะวันออกศึกษา และสนใจเกี่ยวกับอียิปต์วิทยาและตะวันออกใกล้โบราณศึกษา นอกจากนี้เขายังเล่าว่า ตนกำลังเรียนภาษาซูเมอร์ ภาษาอันเก่าแก่ที่สุดในบันทึกของเมโสโปเตเมีย

หญิงสาวชาวไทยเชื้อสายเปอร์เซียเอ่ยถามเขาว่า “มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” เพราะอมันดารีเคยเปิดเจอรูปหินสลักของชาวซูเมอร์โบราณในท่ากำลังสวดภาวนา ดวงตาดำโตถมึงทึง หล่อนไม่แลเห็นความงามของมันสักนิด

“แต่ถ้าคุณได้ศึกษา คุณจะรู้ว่า มันมหัศจรรย์ขนาดไหน ในขณะที่กรีก-โรมันยังไม่เจริญรุ่งเรือง กลับมีชนชาติหนึ่งก่อร่างสร้างอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาแล้ว พวกเขาเป็นผู้ริเริ่มศาสตร์การคำนวณโดยใช้เบี้ยดินเหนียวในการนับจำนวนสินค้า พวกเขาประดิษฐ์อักษรใช้ก่อนชาวอียิปต์เสียอีก แม้กระทั่งการนับวันอาทิตย์ จันทร์ อังคารในปัจจุบัน ชาวคาลเดียนก็เป็นผู้ริเริ่มพัฒนา คุณรู้ไหม พวกเขาสามารถคำนวณวงโคจรได้แม่นยำ โดยไม่ต้องใช้เครื่องคำนวณเหมือนอย่างปัจจุบัน...”

และชายหนุ่มตรงหน้าก็ยังคงพร่ำพรรณนาต่อไป ทว่าสิ่งอันตราตรึงใจอมันดารีกลับมิใช่ดวงหน้าหล่อเหลาอย่างชนเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียน มิใช่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบ มิใช่เส้นผมสีเดียวกับตาอันพลิ้วไหว หรือผิวอันขาวจัด ทว่าคือประกายกล้าในดวงตาคู่นั้น

ทั้งสองยังคงนัดพบกัน แม้บางทีจะได้พูดคุยกันไม่ถึงสิบนาที เพียงเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ หรือบางทีเพียงเพื่อเพ้อฝันถึงอุดมการณ์อันแน่วแน่ ในตอนนั้นอมันดารีไม่ทันฉุกคิด บางที...เขาอาจเป็นตัวตนหนึ่งที่เธอต้องการ เป็นตัวตนหนึ่งที่เธอไม่อาจกระทำ เขาอาจเป็นความปรารถนาในส่วนลึกของเธอ

“แล้วคุณล่ะ ดารี คุณมีความฝันอะไรหรือเปล่า?”

ชายหนุ่มผู้เปี่ยมความฝันเรียกเธอ เขาเรียกเธอว่า ดารี อันแปลว่า นางฟ้า ขณะคนส่วนใหญ่เรียกเธอว่า อมัน อันแปลว่า พิทักษ์ปกป้อง พ่อของอมันดารีตั้งชื่อลูกสาวคนเดียวตามภาษาอินโดนีเซีย อมันดารีเมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า จิตวิญญาณแห่งความสงบสุข อมันดารีนิ่งอั้นไปครู่ จากนั้นจึงเอ่ยละม้ายพึมพำ

“ความจริงแล้ว...ฉันอยากเป็นศิลปิน แต่ครอบครัวของฉันทำธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ เราทำธุรกิจนี้มานาน พ่อเลยอยากให้ฉันเรียนอะไรที่นำมาบริหารธุรกิจได้มากกว่า”

และครั้งนั้นเองอมันดารีจึงได้เห็นแววตาเข้าอกเข้าใจ “ผมก็เหมือนกัน...” เขานิ่งไปครู่ ก่อนเอ่ยต่อ ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบฉายแววเศร้าสร้อยวูบหนึ่ง “บ้านของผมเราทำธุรกิจส่งออกพรมเปอร์เซีย ผมเป็นลูกชายคนกลาง ท่านอยากให้ผมเรียนรัฐศาสตร์มากกว่า เพราะว่า ท่านชอบการเมืองมาก ยิ่งตอนนี้บ้านเมืองเราไม่สงบ ท่านก็ยิ่งอยากให้ผมเรียนมากขึ้น แต่ผมก็ดื้อรั้นไม่ยอม สุดท้ายก็หนีออกมา แต่ไม่ยังไงผมก็ยังอยากทำตามความฝันของตัวเอง”

อมันดารีมองเขา ไออุ่นบางประการอายอวลในหัวใจ

ยิ่งนานวัน ความสนิทสนมยิ่งทบทวี ทั้งสองตกลงใจคบกันในที่สุด และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการท่องเที่ยวในเมืองอันสงบสุขทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ และห่างจากกรุงลอนดอนเพียง ๙๐ กิโลเมตร บ้างเดินเลียบแม่น้ำเทมส์อันใสเย็น บ้างใช้ทั้งวันไปกับการจับมองตึกรามบ้านช่องอันกรุ่นกลิ่นประวัติศาสตร์ นอกนั้นก็ใช้เวลาแวะเวียนไปตามพิพิธภัณฑ์เก่าแก่

วันเวลาเหล่านั้นราวต้องมนตร์ขลัง หลังอมันดารีศึกษาจบในระดับปริญญาตรี เขากับเธอจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน ต่างฝ่ายต่างโทรศัพท์ไปขออนุญาตจากครอบครัวของตนเอง ทว่าคำตอบของพวกเขาคือ ปฏิเสธ!

“แกจะไปแต่งงานกับผู้ชายต่างชาติได้ยังไง พ่อเลือกผู้ชายไว้ให้แกแล้ว ยกเลิกการแต่งงานบ้าๆ นั่นซะ แล้วกลับมาสานต่อกิจการฉัน!”

อมันดารีชะงักงัน พ่อไม่เพียงขีดเส้นทางการศึกษาเธอ แต่ยังรวมไปถึงเส้นทางชีวิตคู่ด้วย อมันดารีในวัย ๒๒ ปีตอนนั้นตัดสินใจจดทะเบียนสมรสโดยไม่สนใจคำค้านของบิดา ทั้งสองจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ร่วมฉลองกับเพื่อนฝูง และย้ายมาอยู่ในห้องชุดกะทัดรัด

ในปราสาทอันตกแต่งด้วยผลงานศิลปะรายเรียง และมีตำราอัดแน่นอยู่ทุกอณูของตัวห้องประหนึ่งลมหายใจ

สามีชาวอิหร่านของเธอตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโททันทีที่ได้รับทุนของมหาวิทยาลัย ส่วนอมันดารี เธอมีซื้อหุ้นเก็บไว้จึงพอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ส่วนสามีหนุ่มก็รับงานแปลเอกสารโบราณ ตลอดจนเป็นอาจารย์พิเศษ จึงมีเงินใช้ไม่ขัดสน

ชีวิตคู่แต่งงานใหม่เป็นไปโดยราบรื่น ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจ สงครามในแถบตะวันออกกลางเริ่มขยายวงกว้างขึ้นทุกที ยังผลให้งานโบราณคดีแถบนั้นต้องหยุดชะงักลง ทว่าสามีของอมันดารียังคงไม่สิ้นความหวัง เขาติดตามอาจารย์เข้าออกมหาวิทยาลัยและพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาส่วนใหญ่จมกับกองจารึกและพิเคราะห์วัตถุโบราณ อมันดารีในตอนนั้นจึงติดตามสามีไปด้วย และเริ่มเกริ่นว่า อยากมีลูกสักคน

จากผลการตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน อมันดารีค่อนข้างมีลูกยากเมื่อเทียบกับสตรีทั่วไป ทว่ามารดาของอมันดารีก็เป็นดั่งนี้ และกว่าจะมีเธอ มารดาก็บอกว่า

“ตอนนั้นหมอบอกว่า ยังไงก็คงมีลูกไม่ได้ แต่แม่ไม่เชื่อ แม่รู้ว่า มันต้องมีปาฏิหาริย์ แม่สวดมนตร์ทุกวัน ภาวนาต่อพระแม่ปารวตี และในที่สุดลูกก็เกิดมา”

ดวงตาของมารดาในยามนั้นเต็มไปด้วยความอาดูร อมันดารีจึงตัดสินใจกระทำอย่างเดียวกัน นางสวดภาวนาอ้อนวอน ให้บุตรสักคนปฏิสนธิในครรภ์ แค่ลูกสักคนก็ยังดี ให้เธอสัมผัสความเป็นแม่สักครั้งในชีวิต

สามีของอมันดารีแม้ไม่กระตือรือร้น แต่ก็ไม่เคยตัดรอน เขาบอกแก่เธอว่า

“การที่ชีวิตหนึ่งถือกำเนิดมานั้นเป็นเรื่องดี ไม่ว่า เขาจะเกิดมาเป็นยังไง ผมเชื่อว่า เขาคือของขวัญจากพระผู้ทรงอำนาจ”

และในวันอันฟ้าแจ่มใส ขณะอมันดารีติดตามสามีหนุ่มไปถอดความจารึกที่พิพิธภัณฑ์ เขาก็พาเธอไปดูสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

เบื้องหน้าอมันดารีคือ เทวรูปนารีผู้ทรงสิริโฉมงดงาม สองพระบาทประทับยืนอยู่เหนือหลังสิงโต พระสิริร่างเผยความอวบอัดสมบูรณ์แห่งอิสตรี ทว่าแม้จักคงลักษณาการแห่งสตรีอันเย้ายวน กระนั้นสองพระหัตถ์กลับทรงมหาเทพศัสตรา คือเทวนารีผู้ทรงความงามและอำนาจในองค์เดียว

เมื่อแลเห็นภรรยาสาวจับจ้องเทวนารีไม่วางตา นักศึกษาปริญญาโทภาควิชาตะวันออกใกล้โบราณศึกษาจึงแถลงความ

“อมันดารี นี่คือ เทพีอิชทาร์ เทพีแห่งความรัก ความอุดมสมบูรณ์ และการสงครามของเมโสโปเตเมียโบราณ ชาวซูเมอร์เรียกพระนางว่า เทพีอินันนา หากคุณไม่คิดว่า ผมงมงาย ผมเชื่อว่า ถ้าคุณขอพรด้วยความศรัทธา เทพีอินันนาจะประทานลูกให้เรา”

นับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น อมันดารีและสามีจึงเพียรสวดมนตร์อ้อนวอน และในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์ ท่ามกลางความดีใจของสามี และความโกรธกริ้วของบิดานาง แต่แล้วทวยเทพก็ทรงกลั่นแกล้ง

ในคืนอันพายุโหม ห่าฝนเทกระหน่ำ ในค่ำคืนที่นางควรห้ามเขา ในค่ำคืนที่ลางสังหรณ์ย้ำเตือน แต่นางกลับปล่อยเขาไป

“เชื่อผมสิอมัน ผมไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ จารึกแผ่นนี้สำคัญสำหรับผมมาก คุณรอผมที่บ้านนะ”

แล้วเขาก็ปิดประตูจากไป ทิ้งนางกับลูกไว้ในบ้านหลังใหม่ที่นางกับเขาตัดสินใจทุ่มซื้อเพื่อลูกที่กำลังเกิดมา

และในคืนนั้นเองที่อมันดารีได้รับแจ้งข่าวอุบัติเหตุทางรถยนต์ของสามี

นางขอให้เพื่อนขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล ทว่าก็ไม่ทันเสียแล้ว ทวยเทพปลิดลมหายใจของเขาไปพร้อมกับหัวใจของนาง มรณะอันยาตราเข้ามารวดเร็ว ทำให้อมันดารียังคงไม่ทันตั้งตัว อยากตายตามสามีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าชีวิตน้อย ๆ ในครรภ์ยังคงดีดดิ้น เสียงหัวใจของชีวิตน้อย ๆ ยังคงเต้นสอดประสานไปกับหัวใจของนาง

อมันดารีขอให้แพทย์รักษาร่างของสามีไว้ให้ดีที่สุด จากนั้นจึงหาทางติดต่อครอบครัวของสามีจนสำเร็จ เพื่อแจ้งข่าวการตายของบุตรชายคนกลางของพวกเขา ทว่าคำตอบที่ได้รับจากพ่อสามีกลับยังมาซึ่งความตกตะลึง

“ฉันไม่สนใจไอ้ลูกนอกคอกนั่น ทั้งความฝันไร้สาระ ทั้งผู้หญิงปีศาจอย่างเธอด้วย!”

ด้วยวาจาร้ายกาจนั้นเอง อมันดารีจึงสาบานว่า ไม่ว่าด้วยเหตุใด นางจะไม่มีวันย้อนกลับไปหาพวกเขา ลูกของนางจะต้องไม่มีญาติเลวร้ายแบบนี้

นางตัดสินจัดงานศพให้สามีอย่างเรียบง่ายและเงียบเชียบ โดยมีเพียงอาจารย์ และสหายหลายคนมาร่วมพิธี จากนั้นจึงกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านที่ตัดสินใจซื้อ เพราะต้องการให้ลูกมีพื้นที่วิ่งเล่น

กระทั่งฤดูใบไม้ผลิมาเยือน บุปผชาตินานาพรรณพร้อมใจกันสะพรั่งเบ่งบาน ลูกสาวของนางก็ได้ถือกำเนิด ลูกสาวของนางคือเด็กหญิงผู้มาพร้อมกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เป็นรอยเจิมอันแสนสว่างสดใสในโลกอันหม่นมัวของนาง

“ดารี ๆ เธอจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร?”

นั่นคือคำถามของเพื่อนสาวชาวอังกฤษผู้กำลังโอบอุ้มลูกน้อยของเธอ ดวงตาสีอ่อนคู่นั้นจับจ้องทารกน้อยในวงแขนอย่างเอ็นดู

อมันดารีแลมองร่างเล็ก ๆ ป้อม ๆ นั้นอย่างหลงใหล มองดวงหน้ากลมอันหลับพริ้ม ทว่าดวงหน้าเล็ก ๆ กลับคล้ายโลกของนางในยามนั้น และนางก็คล้ายนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา... ขณะเพื่อนสาวยังคงขับลำนำภาษาโบราณ ต้อนรับการกลับมาของวสันตฤดู

เมื่อพระปัสสาสะแห่งเทพเอนลิลประทานฤดูใบไม้ผลิ เดือนนิซันนูก็มาเยือน

ดูมูซิเสด็จขึ้นมาจากโลกใต้พิภพ เทพีอินันนาประทับร่วมกับพระสวามี...

ใช่แล้ว ชื่อบุตรีของนาง

“อินันนา...นลิน...นลินนา ฉันจะตั้งชื่อเขาว่า นลินนา...”

เพื่อนสาวชาวอังกฤษยิ้มพราย “นลินนาหรือ? น่ารักดี ยายหนู หนูชื่อ นลินนานะลูก”



อมันดารีเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว รอจนกระทั่งคิดว่า ลูกโตพอสำหรับเดินทางไกลแล้วจึงตัดสินใจละทิ้งชีวิตในต่างแดนหวนคืนสู่มาตุภูมิ ขณะเดียวกันสถานการณ์ในโลกอาหรับยังคงวุ่นวาย ชาติมหาอำนาจจับจ้องดินแดนอันอุดมด้วยแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบตาเป็นมัน สงครามอันยืดเยื้อครั้งนี้ดูราวกลับจะไม่มีทางจบสิ้นลง

ก่อนกลับ อมันดารีตัดสินใจให้เพื่อนสาวช่วยดูแลหนังสือของสามี ละทิ้งวิมานหลังน้อยหวนคืนสู่บ้าน เพราะลูกจำเป็นต้องกินต้องใช้ นางกลับมา แม้ไม่มั่นใจว่า จะได้รับการต้อนรับในการกลับมาครั้งนี้

อมันดารีมาถึงเมืองไทยในที่สุด นางตัดสินใจก้มลงขอขมา แม้ชีวิตนี้จะไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ในตอนนั้นนางรับรู้ถึงคำตำหนิมากมาย ทั้งสายตาโกรธขึ้งของบิดา และแววตาตารวดร้าวของมารดา ทว่าพลันร่างเล็ก ๆ ในอ้อมเขนลืมตา บิดขี้เกียจอย่างงัวเงีย โลกทั้งใบจึงสว่างไสวในพริบตา

ทารกน้อยโผเข้าสู่อ้อมกอดของผู้เป็นตา จากนั้นบิดามารดาของนางก็ลืมเลือนความเจ็บปวดรวดร้าวเสียสิ้น โอบอุ้มหลานสาวคนเดียวด้วยความเอ็นดู พร้อมบอกให้นางย้ายกลับมาอยู่บ้านซะ ส่วนข้าวของทางโน้นก็ให้คนขนกลับมาทีหลัง

ขณะก้มลงหอมหลานสาวด้วยความเอ็นดู บิดายังไม่วายเงยหน้ามาตำหนินาง

“แกคิดได้ยังไงถึงจะเลี้ยงลูกกันลำพังสองผัวเมีย งานการก็ไม่มีทำเป็นหลักเป็นแหล่ง นี่ถ้าสามีแกไม่ตาย แกก็คงไม่คิดกลับมาใช่ไหม รู้ไหมว่า เลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ง่าย ๆ แต่ไหน ๆ แกกลับบ้านมาก็ดีแล้ว ป่านนี้แม่แกคงไปเตรียมทำของโปรดไว้ให้แล้ว”

อมันดารีน้ำตาซึม หลังจากนั้นนางก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านเป็นการถาวร ในเคหาสน์แห่งเทวาสถิตอันมีมารดาเลือกสรรพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มาประดับปลูก และบิดายังคงทำหน้าที่ประมุขแห่งเคหาสน์ ส่วนนางก็เริ่มศึกษางาน และพยายามเลี้ยงบุตรีด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้ว่า ความรักของมารดายิ่งใหญ่เพียงใด และการเลี้ยงลูกคนหนึ่งยากลำบากเพียงไหน แม้ไม่เคยมีครั้งใดจะได้นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เคยมีครั้งใดจะได้ใช้ชีวิตของตนให้เต็มที่ และไม่มีครั้งใดจะไม่ได้ใช้เวลาทุกวินาทีในการพะวงถึงลูก ครั้งต้องอยู่ห่างไกล กระนั้นทุกช่วงเวลาก็ล้นปรี่ไปด้วยความสุข

จากหนึ่งเดือน เป็นหนึ่งปี จากหนึ่งปี เป็นสิบปี และจากสิบ เป็นสิบเก้าปี

จากทารกตัวน้อย เป็นเด็กหญิงตัวแสบ และจากเด็กหญิงตัวแสบ กลายเป็นหญิงสาววัยสะพรั่งงาม

และวันนี้ก็คือ วันแรกที่บุตรีนางได้เริ่มใช้ชีวิตของตนอย่างแท้จริง

“ถึงยังไงหนูก็อยากเรียนคณะนี้ค่ะแม่ มันอาจดูไร้สาระในสายตาใครก็จริง แต่หนูจะไม่ยอมแพ้ค่ะ”

เวลาล่วงเลยไปกว่าสิบเก้าปี อมันดารี เทวาสถิต ประมุขแห่งเคหาสน์เงยหน้าขึ้น มองบุตรีเพียงคนเดียวของตนอย่างเฉยเมย ขณะประดาสาวใช้ล้วนหายใจไม่เป็นจังหวะ

ทีแรกนางหมายจะเฉยเมย ทำเป็นไม่ได้ยิน ทว่าด้วยประกายกล้าในนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสีเดียวกับสามีนั้นเองคือ สิ่งที่ทำให้นางยอมจำนน อมันดารีได้เห็นสามีในตัวบุตรีอีกครั้ง และนางเชื่อว่า บุตรีของนางจักมีความมุ่งมั่นเช่นเดียวกับสามีผู้จากไป ประทีปแห่งความหวังของนางเรืองรอง

ทว่าสุดท้ายประทีปของนางก็ดับลง เมื่อความตายของบุตรีมาเยือน

นางเคยรู้สึกสูญสิ้นทุกสิ่ง เมื่อครั้งสามีนางจากไป ทว่าครานี้คือความรู้สึกราวโลกพังทลาย เป็นความเจ็บปวดอันความรู้สึกครั้งที่แล้วไม่อาจเทียบเคียง

หัวใจของนางโดนเชือด ถูกคว้านออกมาบดขยี้ เป็นความว่างโหวง รวดร้าว ทรมาน ราวดำดิ่งลงในห้วงมหาสมุทรแห่งความตาย

แต่แล้วประทีปดวงนั้นก็กลับเรืองโรจน์ขึ้นอีกครั้ง บุตรีของนางยังมีชีวิต

จิตวิญญาณของนางถูกเติมเต็มอีกครั้งหนึ่ง

และอมันดารีก็เพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่า ชีวิตทั้งชีวิตของมารดาคนหนึ่งดำรงอยู่ได้ด้วยคำว่า ลูกนี่เอง และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป โดยไม่ความตายไม่อาจสะบั้นสัมพันธ์นี้ลง


********************************************************************************************************************
สวัสดีค่า Happy Mother’s Day นะคะ ความจริงว่า จะอัพตอนพิเศษนี้ให้ตรงกับวันแม่ค่ะ แต่ก็ไม่ทัน เพราะต้องพาแม่ไปกินข้าว ๕๕๕ แถมเมื่อวานก็ไปเสวนามา ในตอนพิเศษนี้ก็เป็นเรื่องราวของอมันดารีค่ะ เป็นตอนที่พอปรึกษากับเพื่อนว่า อยากเขียนตอนพิเศษก็เหมือนมีภาพฉายวาบอยู่ในหัวเลยค่ะ ตอนค้นข้อมูลแต่งตอนพิเศษนี้ ก็มีโอกาสได้เขียนเมืองที่น่าหลงใหลมาก ๆ เมืองหนึ่งในอังกฤษ ไม่รู้ว่า มีใครรู้หรือเปล่านะคะว่า เมืองนี้คือเมืองอะไร แต่คิดว่า ต้องรู้แน่เลย ๆ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คุณแม่ของทุกคนสุขภาพแข็งแรงมีความสุขด้วยนะคะ

จริง ๆ น่าจะแต่งของพระนางแทปปูติไปด้วยเลย เพราะพระนางมีพระโอรสพระธิดาตั้ง ๕ พระองค์




เซธเวเรท
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 ส.ค. 2559, 01:31:33 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 ส.ค. 2559, 01:31:33 น.

จำนวนการเข้าชม : 829





<< มัตติกาจารึกแผ่นที่ 12   มัตติกาจารึกแผ่นที่ 13 >>
แว่นใส 14 ส.ค. 2559, 05:10:20 น.
น่าจะได้เจอพ่อด้วยเนอะ ลินา


Zephyr 14 ส.ค. 2559, 11:16:03 น.
แม่อมันดารี เข้มแข็งมากเลยค่ะ
กว่าจะถึงจุดนี้ สงสารแม่เบาๆ
แม่รู้แล้ว นลินนา ยังไม่ตาย จะได้เจอกันอีกไหมนะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account