อธิษฐานสลับรัก
ณิชารีย์ สาวอวบเกินพิกัด เธอทำงานอยู่ในบริษัทกาแฟลดน้ำหนักที่มีแต่สาวๆ หุ่นดี ผอมเพรียวด้วยกันทั้งนั้น
ขณะที่เธอกับเพื่อนซี้ เป็นจุดด้อยของบริษัท
วันหนึ่งเมื่อเพื่อนรัก ชวนกันไปที่ศาลเจ้าแม่มุ่ยเฮียง
คำอธิษฐานแบบส่งๆ ทำให้เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น เธอกลายเป็นสาวสวยหุ่นดี
พรแบบพิลึกๆ จะช่วยทำให้เธอได้พบกับเนื้อคู่ตัวจริงได้หรือไม่ มาลองลุ้นกัน
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๔ พรที่ไม่ได้ขอ

ลงกันยาวๆ เลยนะคะ เพราะอาทิตย์นี้ชีวิตวุ่นวายนิดหน่อยค่ะ เพิ่งกลับจากไปออกหน่วยแพทย์ที่ สนามหลวงมาค่ะ คนเยอะพอสมควร ช่วงแรกติดพักเที่ยง แต่พอเข้าตอนบ่าย คนไข้ทยอยมาเป็นระยะๆ ได้เห็น น้ำใจของประชาชน และความจงรักภักดีของทุกคนที่มาจากทั่วสารทิศเพื่อมากราบนายหลวง

ปลื้มใจ อิ่มใจ...ฟุดๆ

อ่านนิยายกันดีกว่าเน้อ...ไปโลด

ถึงจะรับปากเพื่อนว่า จะตามเข้าไปในศาลเจ้า แต่แท้จริงแล้วณิชารีย์ไม่คิดจะทำตามสัญญา ตั้งแต่เล็กจนโต หญิงสาวไม่เคยเชื่อเรื่องดวงหรือเนื้อคู่มาก่อน ทุกอย่างในชีวิตเกิดจากการกระทำในปัจจุบัน

ในวัยเด็กณิชารีย์เรียนเก่งเป็นที่หนึ่งของชั้นมาตลอด แถมยังเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งกับโรงเรียนอื่น ยกเว้นวิชาเดียวที่หล่อนไม่ถนัดเอาเสียเลยนั่นก็คือ วิชาพละ..

เด็กหญิงร่างอวบมักถูกเพื่อในห้องผิวปากแซวและหัวเราะเยาะยามพาร่างอันอวบอิ่มวิ่งไปรอบสนามในสภาพเหงื่อโทรมกายและหายใจหอบระรัว ขณะที่ทุกคนดูจะมีความสุขกับการล้อเลียนปมด้อยของเด็กคนหนึ่ง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ณิชารีย์เจ็บ…
หล่อนแปลงความรันทดเป็นแรงผลักดันจนสอบได้ที่หนึ่งทุกวิชา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังรู้สึกเกลียดการออกกำลังกายอยู่ดี ยังดีที่ครูพละมีเมตตากับหล่อน


“เย็นนี้พอเลิกแล้ว มาซ้อมกับครูนะ ครูจะหัดให้”

“แต่หนูไม่ไหว”


คุณครูแตะที่บ่าทั้งสองข้าง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาหล่อนเหมือนกับจะสะกดจิต
“ไม่มีคำว่า ไม่ไหวณิชารีย์ ทุกอย่างสำเร็จได้ถ้าพยายาม เธอต้องทำให้ได้”
คำพูดนั้นจุดประกายความฝันให้กับณิชารีย์หลายเรื่อง หล่อนจึงมานะซ้อมกับครูทุกเย็น พอถึงเวลาสอบ หล่อนก็สอบผ่าน หล่อนจำคำสอนของครูได้แม่น ณิชารีย์เรียนจบจากโรงเรียนด้วยเกรดสี่ทุกวิชารวมถึงวิชาพละที่เกลียดแสนเกลียดด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ข่าวว่า ครูคนเดิมลาออกจากงานไปดูแลลูกแล้ว แต่คำสอนนั้นไม่เคยจางหายไปเพราะหญิงสาวนำมาปรับกับชีวิตประจำวัน หล่อนจึงเป็นคนเดียวในบริษัทที่ไม่เคยพึ่งหมอดูทำนายชีวิต เช่นเดียวกับเรื่องแฟนที่หล่อนไม่เคยคาดหวัง
...ไม่มีแฟนก็ดำเนินชีวิตต่อไปได้ โสดไปอย่าได้แคร์...

ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปกับความหวังลมๆ แล้งๆ สู้เอาเวลามาคิดเรื่องงานจะดีกว่า ณิชารีย์นำรถเข้าไปจอดยังที่จอดด้านหลัง ระหว่างนั้นสายตาก็กวาดมองบริเวณโดยรอบไปด้วย ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับความยิ่งใหญ่ของศาลเจ้าแห่งนี้ นอกจากพื้นที่จะกว้างขวางแล้ว รอบบริเวณยังร่มรื่นอีกด้วย ลำดวนเล่าให้ฟังว่า พื้นที่ทั้งหมดนี้ได้มาจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค อีกทั้งค่าก่อสร้างก็มาจากประชาชนที่มาขอพรเจ้าแม่แล้วได้ตามประสงค์จึงเรี่ยไรเงินกันสมทบทุน

เมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวก็ถือกระเป๋าสะพายเดินออกมา เย็นวันศุกร์อย่างนี้มีผู้คนมานมัสการศาลเจ้าเป็นจำนวนมาก ณิชารีย์จึงต้องวนเข้าไปพื้นที่ในสุด และเดินย้อนกลับมาไกลพอสมควร แต่โชคไม่เข้าข้างเพราะเดินออกมาได้ครู่เดียว ฝนที่เพิ่งหยุดตกก็เทลงมาอีก หล่อนรีบยกกระเป๋าขึ้นมาบังศีรษะ แล้ววิ่งไปยังอาคารตรงหน้า เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่แต่ละวันมีผู้มาใช้บริการมากมาย ดังนั้นทางศาลเจ้าจึงได้สร้างโรงอาหารเอาไว้ อาคารหลังใหญ่โปร่ง มุมหลังคาเพื่อป้องกันฝน ภายในมีพ่อค้าแม่ค้า นำอาหารคาว หวาน และเครื่องดื่มมาขาย เมื่อครู่นี้ตอนที่หญิงสาวขับรถเข้ามาก็ผ่านอาคารหลังนี้

เมื่อวิ่งมาถึงโรงอาหารหล่อนก็หยุดยืนดู สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กชายวัยสามขวบคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้า ฝั่งตรงข้ามคือ ชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นพ่อกับแม่ของเด็กกำลังซื้อลูกชิ้นปิ้งจากแม่ค้าอยู่ แต่แล้วจู่ๆ เด็กคนเดิมก็วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถกระบะในระยะกระชั้นชิด ณิชารีย์ซึ่งมองอยู่ตั้งแต่แรกตัดสินใจฉับพลันในวินาทีนั้น

หล่อนไม่ใช่คนกล้า แต่เพราะเป็นห่วงเด็กจึงตัดสินใจกระโดดเข้าไปผลักให้พ้นจากรถ แรงโดดบวกกับน้ำหนักตัวส่งผลให้ทั้งคู่กลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น ท่ามกลางเสียงห้ามล้อดังสนั่นตามด้วยเสียงกรี๊ดยาวนานของผู้เป็นแม่เด็ก...


หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ มองไปรอบๆ ก่อนลองขยับแขนขาและพบว่า ยังเป็นปกติ คงมีเพียงความแสบตรงหัวเข่าสองข้างที่บ่งว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเรื่องจริง โชคดีที่หล่อนยังไม่ตาย แถมแขนขาก็ยังไม่หัก สมองพลันคิดถึงเด็กชายที่วิ่งตัดหน้ารถเมื่อครู่จึงรีบกวาดมองและพบว่า ร่างเล็กถูกหล่อนทับเอาไว้ มือเล็กป้อม โบกไหวๆ และร้องเพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนที่เสียงร้องโวยวายพร้อมกับแรงประดุจช้างสารของพ่อเด็กจะกระชากตัวณิชารีย์อย่างแรง คนเป็นแม่รีบอุ้มลูกขึ้น มือลูบหน้าด้วยความเป็นห่วง

“เป็นยังไงบ้าง ตาเอกเจ็บตรงไหนบ้างลูก”

เด็กชายไม่ตอบแต่ร้องไห้โฮด้วยความตกใจ ณิชารีย์สังเกตว่า ตรงข้อศอกมีแผลถลอกและเลือดซึมออกมา แต่ดูจากท่าทางขยับแขนขาได้เอง น่าจะไม่มีส่วนใดหัก
“ข้อศอกถลอก เลือดไหลด้วยคุณ ดูสิ” คนเป็นพ่อเสริม

มารดาของเด็กหันควับมาทางณิชารีย์ หน้าตาบูดบึ้ง ตะคอกด้วยเสียงอันดับลั่น

“นังช้างน้ำ กล้าดียังไงถึงมาพุ่งชนลูกฉัน”
ณิชารีย์อ้าปากค้างมองคนตรงหน้า หล่อนควรจะได้รับคำชมไม่ใช่คำด่าทอแบบนี้ เพราะเมื่อครู่หากหล่อนไม่ช่วย เด็กชายอาจจะถูกรถชนแล้วก็เป็นได้

“ก็ลูกคุณวิ่งตัดหน้ารถ”

“ใครบอก เธอใช้มันสมองส่วนไหนคิด นั่นรถของครอบครัวฉันต่างหาก และคนขับก็เป็นพี่สาวแท้ๆ ของตาเอกด้วย จะขับรถชนน้องได้ยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือเลย ตาเอกตัวนิดเดียวแต่เธอกลับพุ่งชน เกิดหัวฟาดพื้น เลือดคั่งในสมองไปจะทำยังไง”

คงเป็นณิชารีย์ที่อึ้งกว่าเดิม หล่อนมองคนขับรถที่ก้าวลงจากรถ สีหน้าบึ้งตึง หญิงสาวอายุ

ยี่สิบปลายสวมเสื้อยืดกางเกงยีนสั้นตามสมัย หน้าตาละม้ายคล้ายกับเด็กกำลังยืนท้าวสะเอว หรือว่า หล่อนจะเข้าใจผิด
“พี่สาว”

ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด คนขับรถกระบะนอกจากจะไม่ได้ขับชนแล้ว ยังตั้งใจมาจอดรับสามพ่อลูกอีกด้วย
“ก็ใช่สิยะ ยายพะโล้ นึกยังไงถึงวิ่งมาชนน้องชายฉันจนข้อศอกถลอกปอกเปิกแบบนี้”
หญิงสาวกัดฟันกรอดๆ โต้กลับไปทั้งที่ในใจตอนนี้อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี

“ก็ฉันคิดว่า เด็กกำลังจะถูกรถชน”
“เออ นอกจากจะอ้วนแล้ว ยังฉลาดน้อยอีกด้วย ลูกผมข้ามถนนอยู่ดีๆ ถ้าแขนหักไปใครจะรับผิดชอบ" คนเป็นพ่อรีบผสมโรง ตอนนี้ณิชารีย์เหมือนหัวเดียวกระเทียมลีบ ถูกพ่อแม่ลูกรุมประจาน

“ฉันขอโทษก็แล้วกัน มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

“ง่ายดีนะ ขอโทษแล้วก็จบ คิดอยากจะเป็นฮีโร่ช่วยคนหรือไง หัดส่องกระจกดูหุ่นตัวเองเสียบ้างเถอะยายพังแป้น”
ณิชารีย์อ้าปากค้าง กัดฟันกรอดๆ ด้วยความโมโห หล่อนพลาดที่ไม่ดูให้ดี แต่ในวินาทีนั้นความเป็นห่วงชีวิตเด็กชายมีมากกว่า

“แล้วจะเอายังไง ฉันเองก็เจ็บเหมือนกัน เสื้อผ้าก็เลอะหมดเลยด้วย ลูกคุณก็มีแค่แผลถลอก หรือว่า จะไปตกลงที่โรงพัก”
หญิงสาวท้าเพราะรู้ดีว่า คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีเรื่องถึงตำรวจหรือโรงพัก พอฟังดังนี้พี่สาวก็รีบพูดขึ้น
“ช่างมันเถอะค่ะแม่ เอกก็ไม่เป็นอะไรแล้ว นี่ก็มืดแล้ว รีบกลับก่อนฝนจะเทลงมาอีก”

สาวอวบเพิ่งสังเกตว่า ฝนหยุดตกไปแล้ว แต่สภาพของหล่อนตอนนี้มอมแมมสุดขีด
“ใช่คุณ ถือเสียว่า ฟาดเคราะห์ นี่ดีนะที่คุณเข้าไปขอเจ้าแม่ท่านให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ภัย ยันต์ของท่านศักดิ์สิทธิ์มากเลยนะ ตาเอกถึงไม่เป็นอะไรเลย ทั้งที่โดนช้างทับ”


ณิชารีย์มองอย่างอึ้งๆ นึกในใจว่า ทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้าแม่ด้วย นี่เองที่เขาถึงบอกว่า หลายครอบครับยังงมงาย คิดว่า ทุกอย่างล้วนแต่พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“ขึ้นรถกันดีกว่าคุณ จะได้ทำแผลให้ตาเอกด้วย”

“ไปตาเอกขึ้นรถ เดี๋ยวกลับถึงบ้านแม่จะเอายันต์ของเจ้าแม่มาทำเป็นสร้อยคอให้ลูกสวม จะได้ป้องกันอันตรายจากพวกมาร”
หางเสียงเน้นคำว่า มาร พร้อมปรายตามาทางณิชารีย์เต็มๆ หล่อนโกรธจนแทบกระอักแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองทั้งสี่คนขึ้นรถกระบะ รถแล่นออกไปแล้ว หญิงสาวจึงเดินเลียบโรงอาหาร แต่จู่ๆ รถคันเดิมที่เลี้ยวรถกลับมาอย่างจงใจทำน้ำโคลนกระฉอกใส่ขาหล่อนอีกรอบ ณิชารีย์ได้แต่มองอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะรถแล่นออกไปตรงทางออกเรียบร้อยแล้ว ชุดผ้ายืดสีขาวบัดนี้ถูกย้อมจนขะมุกขะมอมไปหมด เช่นเดียวกับหัวใจหญิงสาวที่ขุ่นคลั่กไม่ต่างจากสีของชุดในยามนี้...


หญิงสาววักน้ำจากก๊อกตรงหน้าเพื่อล้างหน้า หวังว่า ความสดชื่นของสายน้ำจะทำให้หัวใจที่ขุ่นมัวสดใสขึ้น ถ้อยคำแดกดันของพ่อแม่ลูกยังคงติดตรึงในความรู้สึก แม้จะแสร้งทำเป็นหญิงแกร่งและไม่แคร์ แต่มีเพียงณิชารีย์เท่านั้นที่รู้ดีว่า เจ็บกับคำพูดเสียดสีเหล่านี้มากแค่ไหน
...ยายช้างน้ำ...
...พะโล้...
...ตุ่มต่อขา...
...พังแป้น...

การเป็นคนอ้วนผิดตรงไหน ทำไมคนที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันถึงได้พูดจาแดกดันคนอื่นด้วยคำพูดแรงๆ และทำไมต้องใช้ถ้อยคำเหน็บแนมทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ด้วย

โชคยังดีที่แม่ค้าในโรงอาหารหลายคนเห็นใจหล่อน จึงชี้แผงแม่ค้าเสื้อให้ ส่วนแม่ค้าอีกคนก็ให้ยืมผ้าถุงกับผ้าเช็ดตัว ณิชารีย์ปลดยูนิฟอร์มสีกระดำกระด่างลงในถุง ทั้งที่ใจไม่อยากจะทิ้งแต่พอมองรอยขาดที่อยู่ข้างสะโพกยาวจนถึงเอวก็รู้ว่า ไม่มีทางเลือก เสื้อผ้าอยู่ในสภาพมอมแมมสุดขีด สุดท้ายก็ต้องหย่อนชุดลงในถังขยะทั้งที่ในใจเสียดายใจแทบขาด

แผลตรงเข่ามีเลือดซึมออกมา เจ้าตัวจึงใช้น้ำสะอาดล้างโคลนออกไป แต่เนื่องจากอยู่นอกบ้านจึงไม่มียาสำหรับทำแผลสด ผมที่เปียกลู่กับใบหน้ากลมป้อม ทำให้สภาพหล่อนตอนนี้ดูน่าสมเพชอย่างที่สุด ผมซึ่งจัดเซ็ตทรงมาตั้งแต่เช้าละลายหายไปพร้อมกับเครื่องสำอาง ภาพสะท้อนในกระจกคือสาวร่างอวบที่ดูอิดโรยอย่างที่สุด

หล่อนเดินออกจากห้องในสภาพหมดแรง ลำดวนเพื่อนรักโทรมาว่า กำลังรอเข้าคิวเสี่ยงเซียมซีอยู่ แต่ณิชารีย์ไม่มีอารมณ์ทำอะไรทั้งนั้น หล่อนอยากกลับบ้าน อาบน้ำฟอกตัวให้สะอาดและนอนบนเตียงนุ่มๆ ในวินาทีนี้
“ว่าไง ใส่ได้ไหมหนู” แม่ค้าผู้อารีถามขึ้น

“ได้ค่ะ ขอบคุณป้ามากนะคะ ถ้าไม่ได้ป้าหนูคงแย่”

แม้ณิชารีย์จะซื้อเสื้อใหม่ได้ แต่สำหรับกางเกงก็แสนจะจนใจเพราะไซส์ที่เกินกว่า มาตรฐานนั่นเอง
“ไม่เป็นไรหรอกหนู ถือเสียว่า ฟาดเคราะห์”

คำๆ นี้อีกแล้ว ณิชารีย์หงุดหงิดกับความคิดนี้เสียเหลือเกิน พอเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็โทษเคราะห์แต่สำหรับหล่อนแล้ว ประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียน ต่อไปหล่อนจะไม่โง่แบบนี้อีก

เป็นคนดีแล้วจะมีประโยชน์อะไร คิดว่า เสียสละช่วยเด็กแต่กลับโดนครอบครัวของเด็กด่าสาดเสียเทเสีย สำหรับหล่อนไม่มีคำว่า ฟาดเคราะห์ แต่หล่อนนี่ล่ะจะไล่ตะเพิดเคราะห์ไปด้วยสองมือของตน

“ค่าผ้าถุงกับผ้าเช็ดตัวเท่าไหร่คะ บ้านหนูอยู่ไกลคงไม่มีเวลาเอามาคืน”

หล่อนควักธนบัตรในกระเป๋าออกมา แต่แม่ค้ากลับปฏิเสธไม่ยอมรับพร้อมส่ายหน้า
“โอ๊ยไม่ต้องหรอก มันเก่ามากแล้ว หนูเอาไปเป็นผ้าขี้ริ้วก็ได้ แค่หนูไม่รังเกียจป้าก็ดีใจแล้ว”

หญิงสาวไม่ได้รังเกียจแต่ซึ้งน้ำใจคนตรงหน้าต่างหาก อย่างน้อยในโลกอันแสนจะโหดร้ายใบนี้ก็ยังมีคนดีอยู่
“แต่หนูเกรงใจ”

“ไม่ต้องเกรงใจ ป้าสงสารหนู พักนี้ดวงไม่ค่อยดีหรือเปล่า หน้าผากถึงได้ดำคล้ำเหมือนโดนราหูอม ถ้าไงเข้าไปในศาลให้ไหว้เจ้าพ่อหน่อยดีไหม โชคร้ายจะได้กลายเป็นดี”

“เจ้าพ่อหรือคะ....หนูยังคิดว่า ที่นี่เป็นศาลเจ้าแม่เสียอีก”

“มีทั้งเจ้าพ่อและเจ้าแม่นั่นล่ะจ้ะ ท่านเป็นสามีภรรยากัน เก่งกันคนละด้าน ถ้าอยากได้คู่หรือสุขภาพก็ต้องขอเจ้าแม่ แต่ถ้าต้องการโชคลาภปัดเป่าเคราะห์ร้ายก็ต้องไหว้เจ้าพ่อไท่เฮงแทน นี่ดอกกุหลาบเก้าดอก เอาไปไหว้ท่านเสีย ป้ายกให้”

“ไม่ได้ค่ะคุณป้า ให้ของหนูอีกแล้ว นี่ป้าเป็นคนขายของไหว้หรือคะ”

“ใช่จ้ะ แต่ป้าไม่ได้บังคับหนูนะ ตามแต่กำลังศรัทธา แค่เห็นหนูโชคร้ายก็เลยแนะนำเหมือนลูกเหมือนหลาน”
“ก็ได้ค่ะเรื่องไหว้หรือเปล่า หนูขอตัดสินใจอีกทีนะคะ แต่ตอนนี้หนูขอช่วยซื้อของไหว้จากคุณป้าเป็นการตอบแทนนะคะ”
ณิชารีย์ส่งธนบัตรใบละร้อยสามใบให้ หญิงสูงวัยรีบไปและไม่วายอวยพร

“อย่าลืมจุดธูปเก้าดอกนะ แล้วก็อธิฐานขอ ท่านจะได้ปกป้องคุ้มครองให้หนูแคล้วคลาดปลอดภัย โชคดีนะหนู”
หญิงสาวมองธูปเก้าดอกกับกุหลาบกำใหญ่ในมืออย่างลังเลว่า ควรจะทำยังไงกับของที่ได้รับมาดี...


ณิชารีย์ไม่เคยรู้สึกเบื่อเท่านี้มาก่อน ในที่สุดก็ตัดสินใจว่า จะไม่เข้าไปขอพรในศาลเจ้าแต่เลือกที่จะนั่งรอเพื่อนสาวตรงนี้แทน สายตาลอบมองคนที่เดินเข้าเดินออกผ่านจุดที่หล่อนนั่งอยู่ แม้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วแต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังทยอยกันมาไม่ขาดสาย กลิ่นธูปโชยมาสร้างความรู้สึกแปลกๆ หญิงสาวเลือกที่จะนั่งรอเพื่อนรักที่ประตูหลังดีกว่า แออัดอยู่ข้างใน สายลมพัดมาต้องกายทำให้หญิงสาวต้องห่อตัวด้วยความหนาว
“มานั่งคนนี้ทำมายอีหลู ทำมายลื้อไม่เข้าไปในศาลเจ้า”
ณิชารีย์สะดุ้ง เพิ่งสังเกตว่า ม้านั่งตัวข้างๆ บัดนี้มีชายชราผมขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ เสื้อผ้าและการแต่งกายที่บ่งชัดว่า เป็นคนจีน ทั้งชุดคอเต่าติดกระดุมถึงคอ ผ้าเนื้อเรียบลื่นสีครีมคล้ายกับผ้าแพร ผมของอาแป๊ะยาวมากแต่ถูกรวบไว้ด้านหลังคล้ายกับพระเอกหนังกำลังภายในที่หญิงสาวเคยดูตอนเด็ก
ช่างน่าประหลาดใจที่ปัจจุบันยังมีคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบนี้ หรือว่า จะเป็นคนเก่าแก่ที่คอยเฝ้าศาลเจ้าแอบมานั่งพักคลายเมื่อย
“หนูเบื่อ”

คำตอบเรียกรอยยิ้มจากชายชรา เขาจึงยิ้มจนเห็นฟันขาวเป็นระเบียบ
“อารายกังลื้อยังสาวยังแซ่ จะเบื่อได้ยางงาย”
“หนูไม่ชอบคนเยอะ มันเวียนหัว”

“ถ้าไม่ชอบคนเยอะๆ แล้วอีหลูมาที่ศาลเจ้าทำมาย”

“หนูมารอเพื่อน”

“เพื่อนลื้อเข้าไปขอพรในศาลเจ้าช่ายไหม” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“อาแป๊ะรู้ได้ยังไง”
“โธ่อีหลู อั๊วอยู่มานานเลี้ยว ความเป็นมาเป็นไปในนี้นี่อั๊วรู้ทุกเรื่องนั่นล่ะ อย่างอาซ้อคนนั้นอีก็พาหลานมาไหว้เพื่อขอเนื้อคู่ ส่วนอีกคนผัวอีก็เพิ่งตายเพราะหัวใจวาย อีเหงาเลยอยากได้ผัวใหม่ ส่วนอากู๋คนนั้นก็มาทำบุญสะเดาะเคราะห์ ส่วนอาซิ้มคนนั้นก็มาบนบานศาลเจ้าให้ลูกสอนเช้ามหาวิทยาลัยให้ล่าย”
“ถามจริงๆ เถอะอาแป๊ะ เจ้าแม่ท่านช่วยได้ทุกอย่างจริงหรือ”
ชายชราตรงหน้าชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เคราสีขาวกระเพื่อมเป็นจังหวะอย่างชอบใจ
“อีหลูนี่ถามตรงดีนะ”
“ถามตรงแล้วอาแป๊ะตอบตรงหรือเปล่าล่ะ ว่า เจ้าแม่ท่านช่วยได้ทุกเรื่องจริงๆ หรือ ทำไมทุกคนถึงได้แห่กันมาจากทั่วทุกสารทิศอย่างนี้”
ไม่เพียงแต่คนไทยที่นำรถเข้ามาจอด แต่ณิชารีย์ยังเห็นคนจีนและคนต่างชาติก็พากันมาไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้
“ก็ไม่ได้ทุกเรื่องหรอกอีหลู คนเจ็บ คนกำลังจะตายต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จลงจากสวรรค์ก็ช่วยม่ายล่าย ทุกอย่างก็ต้องแล้วแต่บุญแต่กรรม แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นละพอช่วยล่าย อย่างเพื่อนลื้ออีก็มาขอพรให้มีแฟนไม่ใช่หรือ”
“อาแป๊ะรู้ได้ยังไง”
“อั๊วลู้ก็แล้วกังน่า บอกแล้วไง เรื่องศาลเจ้า อั๊วรู้ทุกเรื่อง ฟังมานักต่อนักแล้ว ว่าแต่ลื้อละอีหลู ไม่คิดจะขออาลายบ้างเลยหรือ”
“ไม่” ณิชารีย์ปฎิเสธเสียงห้วน

“ถ้าไม่มีแล้วลื้อซื้อของเซ่นมาทำไม...ถ้าอยากล่ายอารายลื้อก็ขอเลย ลื้อเป็นคงลี เจ้าแม่คงให้”

“หนูไม่อยากได้อะไรจริงๆ หนูมีทุกอย่างครบแล้ว”

หญิงสาวโอ่ สำหรับคนอื่นอาจจะขัดสนเรื่องเงินแต่ณิชารีย์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ครอบครัวหล่อนจัดว่า มีฐานะดีพอตัวเลยทีเดียว แถมเงินเดือนในบริษัทตอนนี้ก็มากพอ อีกอย่างคือ หล่อนไม่ได้เป็นหนี้ คอนโดแห่งนี้บิดาช่วยดาวน์ให้ หล่อนผ่อนใกล้จะหมดเหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

“ไม่จริงหรอกอีหลู ไม่อย่างนั้นลื้อคงไม่มานั่งคอตก ทำเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิตหรอก”

“หนูไม่ได้อยากได้อะไรจริงๆ “

“อย่าอายน่า อีหลู อยากล่ายอะไรก็บอกมา คนเราต้องอยากล่ายอะไรสักอย่างสิ หรือว่า ลื้ออยากถูกหวย ให้เจ้าแม่ใบ้ให้ลื้อเอาไหม งวดเดียวแม่นๆ”

“หนูไม่ชอบซื้อหวย...ซื้อไปไม่เคยเห็นถูก มีแต่เสียลูกเดียว”

“งั้นลื้อก็อยากมีแฟน”
“นั่นก็ไม่อยากเหมือนกัน เปลืองเวลา เปลืองน้ำลายขี้เกียจคุย สู้อยู่คนเดียวดีกว่า”
อาแป๊ะหัวเราะหึๆ ในลำคอ หรี่ตามองหญิงสาวอย่างจับผิด

“ท่าทางจริงจังอย่างลื้อ คงอยากจะเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าคงนายคนละสิท่า”

ณิชารียโบกมือ สั่นศีรษะ
“หนูไม่ได้อยากได้อะไรจริงๆ เอ๊ะอาแป๊ะ ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง” ณิชารีย์โต้ แต่แล้วความปรารถนาอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้น รู้ทั้งรู้ว่า มันเป็นไปไม่ได้และหล่อนก็ตัดใจไปตั้งนานแล้ว

“ลื้อนึกออกเลี้ยวช่ายไหม ทำหน้าแบบนี้”

ชายชราตรงหน้ายิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะยักคิ้วแบบล้อเลียน ณิชารีย์เริ่มเขิน

“หนูบอกก็ได้ แต่อาแป๊ะห้ามเอาไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาดนะ เพราะมันเป็นความลับ”

คนตรงหน้าพยักหน้าหงึกๆ เท้าคางทำท่าฟัง แววตาสีฟางเป็นประกายวิบวับ คล้ายเด็กเจอของเล่นถูกใจ
”หนูอยากผอม”

อาแป๊ะอ้าปากค้าง ชี้หน้าณิชารีย์

“ไอ๋หย๋า นี่หรือคำขอของลื้อ พิลึกจริงๆ ที่ลื้อเป็นอยู่ตอนนี้มันก็ดีอยู่เลี้ยวนี่น่า มีเนื้อมีแก้ม แบบคนมีอันจะกิน อย่างนี้คนจีนเขาก็ว่า มีบุญวาสนา คนที่ผอมแห้งแรงน้อยส่วนใหญ่ก็เป็นจับกังด้วยกันทั้งนั้น”

“อย่างหนูเนี่ยนะดี”
ถ้อยคำผรุสวาทของพ่อแม่ลูกเมื่อครู่ยังจำติดหู หากหล่อนไม่อ้วน และสวยหยาดฟ้ามาดินแบบศรัญรัชต์ละก็ เรื่องคงไม่ลงเอยแบบนี้ เผลอๆ หล่อนอาจได้เป็นฮีโร่แล้วก็เป็นได้ บางครั้งณิชารีย์ก็อดคิดไม่ได้ว่า ความอวบเกินพิกัดคือ อุปสรรคอย่างเดียวในชีวิต

“อีหลูเอ๊ย ผู้หญิงต้องสวยที่ใจ ไม่ใช่ร่างกาย ลื้อก็น่ารักในแบบของลื้อ การที่ขาผอมๆ เป็นตะเกียบมันดีตรงไหนหรือ”
“ก็ดีตรงที่งานดี เงินดี แล้วใครๆ ก็รักน่ะสิ”

หญิงสาวเป็นคนเสนอเจ้านายให้รับศรัญรัชต์เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของสลิมเชพด้วยตัวเอง พอทราบรายได้ที่บริษัทจ้างแล้วก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย

“แน่ใจนะว่า ลื้ออยากได้อย่างนั้นจริงๆ แต่มันจะสุขครึ่งๆ กลางๆ นา”

“อาแป๊ะนี่พูดพิลึกจริงๆ สุขครึ่งๆ กลางๆ หมายความว่า ยังไง”

“ก็หมายความอย่างที่พูดนั่นล่ะ อั๊วว่า ลื้อสวยแบบเด็กสมบูรณ์ น่ารักออก หนุ่มที่ไหนได้นอนกอดคงนุ่มดี”
“อ๊าย...อาแป๊ะ พูดอะไรออกมา บอกว่า หนูเหมือนเด็กสมบูรณ์ได้ยังไง ใจร้าย..ไม่รู้ล่ะ ถ้าเจ้าแม่ท่านศักดิ์สิทธ์จริงตามที่อาแป๊ะบอก ก็ต้องทำได้สิ”

“ถ้าลื้ออยากขอเจ้าแม่ ต้องเข้าไปจุดธูปด้านในนั้นขออีล่วยตัวเอง อั๊วช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าให้อั๊วช่วยก็บอกล่าย”
ณิชารีย์มองคนตรงหน้า บางอย่างในแววตาทำให้หล่อนอดสงสัยไม่ได้ พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่าย จึงตัดสินใจพูดออกมา
“หนูล้อเล่น...แค่แหย่อาแป๊ะเล่นเฉยๆ หนูตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่เข้าไป“

“เฮ้ย ได้ยังไงอีหลู ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ลื้อมาพูดซี้ซั้วได้ยังไงกัน ลื้อพูดออกมาแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น จำคำขอของตัวเองเอาไว้นะ เพราะมันกำลังจะเป็นจริง”

หญิงสาวสบตาอาแป๊ะอีกครั้ง น่าแปลกที่หล่อนรู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าพร่าเลือน จู่ๆ เปลือกตา ก็หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก หล่อนพยายามฝืนไว้แต่ทำได้ยากเต็มที เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง อาแป๊ะก็หายไปแล้ว ความง่วงงันทำให้ณิชารีย์ค่อยๆ เอนกายพิงเสาข้างๆ ก่อนจะผล็อยหลับไปในทันที...



tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 21 พ.ย. 2559, 20:59:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 พ.ย. 2559, 20:59:49 น.

จำนวนการเข้าชม : 1120





<< บทที่ ๓ หัวหน้าคนใหม่ 100%   บทที่ ๕ ฝันหรือจริง >>
แว่นใส 21 พ.ย. 2559, 22:45:20 น.
ขอพรให้ผอม เดี๋ยวหนุ่มมาตอมเยอะแน่นอน


tangtangmeow 1 ธ.ค. 2559, 09:05:20 น.
แหะๆ ผอมสวย แต่ชีวิตปั่นป่วนคร่า คริๆ


Zephyr 3 ธ.ค. 2559, 12:20:28 น.
Hอาแปะคือเจ้าพ่อสินะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account