คู่หมั้นคืนเหงาใจ
ตำนานหนุ่มหล่อเลิศล้ำแห่งค่ำคืนเหงาใจ

ความรักเหงา ๆ รานร้าวและเร้าใจ ต่างคนต่างมีกิเลสตัณหา ต้องชดใช้บุญกรรมแห่งความรัก ติดตามข้ามภพชาติศาสนา หนึ่งหญิงสองชายผูกพัน
อ่านเรื่องนี้จบ แล้วคุณจะสงสารใคร? ระหว่าง...

นักดนตรีหนุ่มรูปหล่อ พ่อรวย ราวกับในตำนาน เทพบุตรจุติลงมาเกิดอย่าง ยุติ ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งความเปลี่ยวเหงา ทุกค่ำคืนผ่านไปจิตใจโหยหา แค่เพียงเป็นคนที่เขาเผลอใจรัก แต่เขาไม่ได้เลือก กลายเป็นเหมือนส่วนเกิน มิใช่ส่วนสำคัญ

หรือ... อภิมหาเศรษฐีหนุ่ม ใบหน้าสวยงามเลิศล้ำอย่าง ไทธรรพ์ ผู้เป็นที่รักยิ่งดั่งชีวิตจิตใจของสาวสวย ถึงแม้เขาจะเจ้าชู้ไปบ้าง แต่ทั้งชีวิตจิตใจทุ่มเทในรักจริงจัง แต่ความหวังกลับหักพังสลาย สุดท้ายต้องอยู่เดียวดายข้างกายไร้คู่ครอง

หรือ... สาวสวยแชมป์มวยไทยหญิง เพชรน้ำหนึ่ง ถึงจะมีเพียบพร้อมทุกสิ่ง แต่ต้องเกิดมาใช้เวรใช้กรรม ที่เคยกระทำไว้ในชาติก่อน แม้จะสามารถยืนหยัดขึ้นมายิ่งใหญ่ และจิตใจเข้มแข็ง ทนทานต่อความทุกข์กายทุกข์ใจได้ แต่ลึกลงไปข้างในนั้น ไร้ซึ่งความสุขแท้จริง
Tags: ไตรติมา, คู่หมั้นคืนเหงาใจ, ดราม่า, ซึ้ง, โรแมนติก,

ตอน: ตอน 8 [1]


..........หลังรับประทานอาหาร ยุติแยกย้ายไปเล่นดนตรีที่ผับ ส่วนเพชรน้ำหนึ่งนั่งดูหนังอยู่ในห้องนั่งเล่น เพราะที่บ้านตัวเองไม่มีใครนิยมดูหนังสักคน เลยไม่มีหนังเรื่องใหม่ให้ได้ดู

คุณเพ็ญพิศกับคุณประยุทธ์ เข้าไปนั่งคุยกันในห้องนอนเพียงสองคน

“วันนี้ตอนกินข้าว คุณสังเกตเห็นลูกชายเรากับหนึ่งไหม”

“โธ่คุณถึงไม่สังเกตก็เห็นเต็มสองตา เราได้เห็นอยู่ด้วยกันนั่นแหละ”

“ฉันว่ายุติต้องชอบหนึ่งแน่นอน ฉันอ่านสายตาที่ยุติมองดูหนึ่งออก ปากบอกว่าไม่ชอบ ...ไม่ชอบ แต่ตามติดคอยเฝ้าเอาใจตลอดอย่างนี้มันน่าคิดนะคะ สงสัยยุติจะเป็นคนแบบว่าปากอย่างหนึ่งใจอย่างหนึ่ง”

“อืม... คงจะอย่างนั้น เห็นไปชอบผู้หญิงกับมีผู้หญิงมาชอบเยอะแยะไม่รู้ใครเป็นใคร อีกอย่างหนูหนึ่งเป็นสาวสวย และยุติชอบผู้หญิงสวยอยู่แล้ว ถ้าจะชอบหนึ่งอีกคนก็ไม่แปลก แต่ยุติเป็นผู้ชายช่างเลือกนะไม่ใช่ชุ่ย คงไม่คว้าผู้หญิงไม่ดีมาหรอก ถ้ายุติเลือกใครมาเป็นสะใภ้ให้บ้านเราพ่อรับได้หมด”

“ไม่ล่ะค่ะ ฉันรับไม่ได้กับแฟนคนนั้นของยุติ เป็นผู้หญิงกลางคืน ถึงจะไม่ได้ทำงานหญิงบริการ แต่ฉันไม่ชอบค่ะ ฉันไม่ได้รังเกียจว่าจนเท่านั้นนะคะ สภาพแวดล้อมในชีวิตคงไม่ดี มิตรสหายที่ดีคงไม่มี พ่อแม่อบรมสั่งสอนมาดีหรือไม่ก็ไม่รู้ พ่อแม่ญาติพี่น้องโครตเง่าเป็นคนดีหรือเปล่า ฉันคิดสารพัดค่ะ”

“โธ่คุณเพ็ญพิศคิดมากเหลือเกิน เกินไปแล้วล่ะคุณ ลูกชายสุดหล่อของคุณเป็นมนุษย์ธรรมดานะไม่ใช่เทวดาจะหานางฟ้านางสวรรค์วิมานไหนมาเป็นคู่ล่ะคุณ” สามีพูดประชด

“ฉันว่าผู้หญิงที่ยุติต้องเลือกมาเป็นสะใภ้ ต้องทั้งสวยทั้งรวยมันถึงจะเหมาะสมคู่ควรกันกับยุติ เพราะลูกชายเราหล่อมากและชอบผู้หญิงสวย ถ้าไม่สวยฉันกลัวจะผูกใจยุติไม่อยู่เพราะยุติมีผู้หญิงชอบเยอะ ฉันไม่อยากให้ลูกชายฉันมีชีวิตครอบครัวแบบแต่งแล้วหย่า อยู่แล้วเลิก เฮ้อ... มีลูกชายหล่อมันน่ากลุ้มใจมาก เรื่องเยอะปัญหาแยะ” คุณเพ็ญพิศบ่น

“เพราะยุติมีแม่แบบนี้มันถึงชอบดื้อ เอาแต่ใจตัวเองเหมือนแม่” สามีแอบกระซิบป้องปากบ่นกับตัวเอง

“ถึงแอบพูดเสียงเบาแต่ฉันได้ยินคุณว่าฉันนะ คุณนี่ช่างไม่กระตือรือร้นเป็นห่วงเป็นใยลูกเราเลย” ภรรยาต่อว่าสามี

“คุณเพ็ญพิศมัวเป็นห่วงแต่เฉพาะลูกชายคนโต ทีลิตไม่เห็นห่วงเลย ลิตก็หล่อ... รายนั้นพวกสาวติดกันเกรียวเหมือนกัน คุณไม่กลัวจะไปถูกผู้หญิงไม่ดีคิดจะจับบ้างเหรอ”

“ลิตเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทของฉันอยู่แล้ว มีอะไรมาปรึกษาแม่ตลอด ไม่เคยดื้อรั้น แม่ว่าอย่างไรลูกว่าตามนั้น เป็นลูกชายสุดที่รักและไว้วางใจได้เสมอ มีแต่ยุติคนเดียวที่คิดจะทำอะไรก็ทำ เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ชอบดื้อกับแม่เถียงแม่ ไม่เคยได้ดังใจแม่เลยเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต ฉันเลยขู่จะไม่ให้มรดกแกเลยสักบาทถ้าไปคว้าผู้หญิงไม่ดีเอามาเป็นสะใภ้ให้แม่”

“แต่วันเกิดครบอายุยี่สิบห้าของยุติปีนี้ พ่อคิดไว้แล้วว่าจะให้เงินห้าล้าน เพราะพ่อยังไม่เคยให้อะไรใหญ่โตกับยุติเลย แม้แต่รถหรูสักคันที่ยุติอยากได้ สู้บ้านโน้นไม่ได้ให้ของขวัญลูกสาวคนเดียวเป็นรถบีเอ็มสุดหรูราคาหลายล้าน แถมจ้างคนขับรถอีก”

“คนขับรถนี่หนึ่งเป็นคนจ้าง ให้เงินเดือนเองค่ะ ยุติเป็นคนมาบ่นให้ฟังว่าเราไม่เคยให้ของมีค่าราคาแพงกับแกเลย แกอยากได้บ้าง”

“แล้วคุณว่าไง ไม่คิดจะซื้อรถราคาแพงให้ลูกชายคนโตของเราบ้างเหรอ”

“ไม่ล่ะค่ะ ขืนซื้อให้มีหวังบรรดาสาวทั้งหลายจะได้แย่งกันมาเป็นตุ๊กตาหน้ารถกันให้วุ่น ไม่อยากให้เกิดศึกชิงผู้ชาย เดี๋ยวจะชวดหนึ่งไป หนึ่งไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้ ไม่รู้จะชอบลูกชายเราหรือเปล่า ฉันอยากให้หนึ่งชอบลูกชายเราคนไหนก็ได้ อยากได้หนึ่งมาเป็นลูกสะใภ้ ตอนแก่ฉันจะได้ไม่เหงา เพราะหนึ่งช่างเอาใจผู้ใหญ่ แล้วคุณรังเกียจหนึ่งรึคะ หรือไม่อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้”

“ไม่ใช่หรอก พ่อไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนลูก ไปบังคับควบคุมเขาไม่ได้หรอก ตามใจเขาให้เขาเลือกเอง ลูกเรานะเลี้ยงได้แต่ตัวคุณอย่าลืมสิ ยุตินิสัยไม่เหมือนลิตเลยทั้งที่เป็นพี่น้องกัน ไม่ชอบให้ใครควบคุมบงการ”

“แหมคุณนี่... ไม่มีวิธีช่วยให้ได้หนึ่งมาเป็นลูกสะใภ้บ้านเราเลยเหรอ”

“เอาอย่างนี้สิ คุณสั่งให้ยุติขอหมั้นแล้วขอหนึ่งแต่งงานซะเลย บอกจะยกมรดกให้ทั้งเงินสด รถ บ้านพร้อมที่ดิน ดูซิว่ายุติจะตาลุกยอมทำตามคำสั่งไหม”

“คุณคิดอย่างนั้นหรือคะ แต่ฉันยังไม่ไว้ใจยุติ ยังไม่อยากยกมรดกให้ เดี๋ยวล้างผลาญมรดกฉันหมด”

“พ่อพูดไปอย่างนั้น เพราะพ่อว่ามันยังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ ยุติดูจะยังรักชีวิตหนุ่มโสดอยู่ อายุขนาดนี้น้อยคนนักที่คิดอยากจะแต่งงาน คงอยากหาประสบการณ์ให้ชีวิตมากกว่า หรือแม้กระทั่งหนึ่งอายุเพิ่งยี่สิบสองแกพร้อมจะแต่งงานแล้วเหรอ”

“หนึ่งน่าสงสารแกอกหักมา คนรักของแกไม่ยอมแต่งงานด้วย แต่แกไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟังหรอก คนรักของหนึ่งเป็นยังไงถึงไม่ยอมแต่งกัน เห็นท่าทางแกเสียใจเจ็บปวดไม่อยากเล่าฉันเลยไม่กล้าถาม แกบอกอยากลืมเขาคนนั้น”

“คุณเพ็ญพิศแน่ใจเหรอว่าหนึ่งอกหักแน่” สามีถามย้ำ

“หนึ่งอกหักแน่นอนสิคะ ไม่อย่างนั้นแกจะสร้อยเศร้าเหงาหงอยกลับมาอยู่เมืองไทยคนเดียวได้ยังไง แฟนแกคงต้องตามมาด้วยสิ”

“ไม่ใช่ว่าทะเลาะกันกับคนรักแล้วงอน... หนีมาอยู่เมืองไทยคนเดียว ส่วนทางโน้นตามหากันให้วุ่นหรอกนะ ลูกชายเรายังไม่มีแฟนที่คบออกหน้าออกตาพามาไหว้พ่อแม่ให้ได้รู้จักกัน ยังเป็นหนุ่มโสดอยู่แน่นอน แต่สาวสวยและน่ารักอย่างหนึ่งไม่น่ามีผู้ชายโง่คนไหนปล่อยให้หลุดมือ พ่อหมายความว่าหนึ่งเป็นสาวโสดจริงแท้แน่หรือ”



..........ใกล้เที่ยงคืนในห้องนอนกว้างใหญ่ของเพชรน้ำหนึ่งแม้มีหลอดไฟฟ้าแต่มันแทบไม่เคยถูกใช้งาน แสงสว่างภายในห้องเกิดจากการจุดเทียนหอมใส่จานแก้วหนาเจียระไนเป็นรูปกุหลาบประดับด้วยเปลือกมุขแวววาว ส่วนหน้าต่างห้องนอนเป็นกระจกใสแต่หนามากเรียงรายอยู่รอบด้านทั้งทางด้านหน้าบ้านทั้งข้างบ้านและหลังบ้าน นอกจากนี้หน้าต่างติดม่านลูกไม้สีขาวโปร่งบาง ดูสะอาดตา และแล้วผ้าม่านนั้นได้ถูกมือเรียวบางของเธอแหวกออกเล็กน้อย เพื่อดูเหตุการณ์บริเวณหน้าบ้าน หลังจากได้ยินเสียงรถยนต์เข้ามาจอดทางด้านโรงจอดรถ

“คุณพ่อคุณแม่มาแล้ว เราทำน้ำชามะนาวแช่เย็นเตรียมไว้ให้ รีบยกไปให้พ่อแม่ชิมดีกว่า” บอกกับตัวเอง แล้วเดินลงชั้นล่างเข้าไปที่ตู้เย็นในห้องครัว รินน้ำมะนาวสามแก้วจัดใส่ถาด แล้วยกออกไปที่ห้องนั่งเล่น

“สวัสดีค่ะพ่อ สวัสดีค่ะแม่” เธอยกมือไหว้ตามปกติ “ดื่มชามะนาวเย็นเจี๊ยบค่ะคุณพ่อคุณแม่ วันนี้เหนื่อยไหมคะ”

“ขอบใจมากลูก แค่เห็นหน้าลูกแม่ก็หายเหนื่อยแล้ว”

“เอ้อ... ดีมากลูกพ่อคอแห้งพอดี มัวแต่ขายของคุยกับลูกค้ายันเลิกกลับบ้านมานี่”

“งานที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างยุ่งมากเหรอคะ”

“เหมือนทุกวันนะแหละไม่เคยว่างหรอก ร้านเราขายดีคงเป็นเพราะทำเลดี ติดถนนใหญ่ใกล้ย่านก่อสร้างตึกกับโรงงานใหม่ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อสิบปีก่อนขายดีมาตลอด” บิดาบอกกับบุตรสาว

“ถ้าหนึ่งอยู่บ้านเบื่อเมื่อไหร่มาช่วยพ่อกับแม่ได้นะจ๊ะ อยู่แต่ในออฟฟิศก็ได้ถ้าไม่อยากเจอใคร พ่อแม่จะให้เงินเดือนเพิ่ม เห็นว่าลูกโดนพ่อบุญธรรมตัดเงินอายัดบัญชีเงินฝากอยู่ใช่ไหม เขาบีบให้หนึ่งกลับไปอยู่กับเขา?”

“ค่ะ แต่เงินเดือนที่พ่อกับแม่ให้นี่... หนึ่งพอจะประหยัดใช้ได้ค่ะ”

“ทำไมไม่อยากทำงานหรือว่าอยากเรียนต่อปริญญาโท” พ่อถาม แต่เพชรน้ำหนึ่งเงียบไม่ตอบ

“แม่ว่าลูกต้องมีปัญหาอะไรกับทางบ้านพ่อแม่บุญธรรมแน่เลย? พอจะเล่าให้พ่อแม่ฟังได้ไหม แม่ไม่อยากให้ลูกมีความลับกับพ่อแม่” แม่ถามอย่างอ่อนโยน

“หนึ่งไม่มีความลับอะไรปิดบังพ่อแม่ แต่หนึ่งไม่อยากเล่าเพราะไม่สบายใจที่จะเล่า”

“เออ... ช่างลูกเถอะแม่ ถ้ายังไม่อยากเล่าตอนนี้ เอาไว้วันไหนสบายใจจะเล่าค่อยเล่าตามใจลูกเถอะ”

“เอ่อพี่ไทธรรพ์ของลูกตอนนี้กลายเป็นพี่น้องบุญธรรมกันไปแล้ว เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

“หนึ่งไม่ทราบค่ะเขาไม่อยู่ที่ญี่ปุ่น เราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน” เธอตอบแม่ น้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับสีหน้า เลยเดาไม่ออกว่าเธอคิดอย่างไร

“เมื่อก่อนเขาเป็นรักแรกของลูก เห็นลูกรักเขามาก มากขนาดเกิดเรื่อง...” แม่พูดไม่ทันจบประโยค กลับถูกพูดแทรกขัดจังหวะทันที

“เรื่องมันเก่านานแล้วค่ะแม่อย่าพูดอีกเลย มันไม่มีเรื่องอย่างนั้นอีกแล้วค่ะ”

“พ่อว่าสงสัยลูกเราอาจมีปัญหากับไทธรรพ์พี่ชายบุญธรรมละมัง แม่อย่าเซ้าซี้ถามลูกเลย พ่อไม่อยากเห็นลูกเครียดคิดอะไรมาก จะยิ่งไม่สบายใจไปกันใหญ่” พ่อพูดตัดบทแล้วชวนคุยเรื่องอื่น “ตายายบอกว่าหมู่นี้ลูกฝันร้ายบ่อย อยากให้พาลูกไปหาแม่ชีอีกครั้ง ตอนสมัยเด็กแม่เราเคยพาไปไหว้ที่สำนักแม่ชีในจังหวัดอ่างทอง”

“เออจริงสิไปกันอีกครั้งไหมลูก เผื่อลูกจะได้สบายใจขึ้น”

ทั้งบิดามารดาต่างเห็นพ้องต้องกันในอันที่จะพยายามช่วยให้บุตรสาวของตนพ้นทุกข์ที่ทำให้ไม่สบายใจ

“ดีสิคะแม่ หนึ่งไม่ได้ไปหาแม่ชีนานมากหลายปีแล้วไม่รู้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนเคยสอนให้หนึ่งสวดมนต์ไหว้พระ หนึ่งยังสวดมนต์ก่อนนอนอยู่เลย”



..........คุณอังคณามารดาของเพชรน้ำหนึ่ง เย็นนี้สองแม่ลูกไปคุยกับคุณเพ็ญพิศยังบ้านอมตนครา

“คุณอัมรินทร์พ่อของหนึ่งกับฉันอยากมาชวนทุกคนไปทำบุญที่ต่างจังหวัด ตายายบอกว่าหนึ่งฝันร้ายบ่อย เลยอยากพาไปไหว้แม่ชีจันทร์ เมื่อก่อนตอนหนึ่งยังเป็นเด็กเคยฝันร้ายได้พาไปไหว้แม่ชีแล้วดีขึ้น ไปด้วยกันทั้งหมดนี่ไหมคะจะได้เหมารถตู้ไป ทางบ้านฉันกะจะไปวันมะรืนทางบ้านนี้พอจะว่างกันไหมคะ”

“ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องทำบุญเท่าไหร่ครับ” ลิลิตออกตัว เพราะเขาไม่อยากไปด้วย ซึ่งถ้าหากมีใครมาชวนเขาไปผับบาร์เขาคงจะชอบไปด้วยมากกว่า

“ตอนเป็นเด็กแม่เคยพายุติไปไหว้ไงล่ะยังจำได้ไหม แม่ชีที่นั่งทางในได้ชื่อแม่ชีจันทร์ อยู่สำนักแม่ชี จังหวัดอ่างทอง ไปด้วยกันไหมยุติ” คุณเพ็ญพิศถามบุตรชายคนโต

“อ๋อ... ผมนึกออกแล้ว แต่แม่ไม่ได้ไปหาตั้งนานแล้วนี่”

“ตายายบอกว่าหนึ่งฝันร้าย จนเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้บอกเลยว่าฝันยังไง เห็นยายตาบอกว่าไม่ได้ฝันว่าถูกไฟไหม้อย่างตอนเด็กแล้ว” คุณอังคณาพูด

“ยุติบอกว่าหนึ่งฝันร้ายมากเลยช็อก หมกตัวอยู่แต่ในห้องเมื่อไม่กี่วันมานี้ แต่ตอนนี้ไม่เห็นเป็นไรแล้วนี่นา” คุณเพ็ญพิศว่าไปตามที่เห็น “ว่าแต่ฝันว่ายังไงเหรอ ถึงทำให้หนูหนึ่งช็อกได้” แล้ววกกลับมาถามเจ้าตัวคนที่ฝันร้าย

“หนึ่งฝันร้าย เอ... ขอไม่เล่าดีกว่าค่ะเรื่องมันไม่น่าจะเล่า” เธอพูดอ้ำอึ้ง

“เออจริงสิยุติสนิทกับหนูหนึ่งคงรู้ว่าฝันร้ายนั่นเป็นยังไงบ้างใช่ไหมยุติ” คุณเพ็ญพิศเพิ่งถามบุตรชาย

“เอ่อ... หนึ่งเล่าให้ฟังว่าฝันร้ายมาก ตอนแรกไม่กล้าเล่าแต่แล้วกลับหลุดปากเผลอบอกออกมาเอง” ยุติพูดอย่างเกรงใจเพชรน้ำหนึ่งและเหลือบมองเธอ

“บอกว่ายังไงเหรอยุติ” คุณแม่ทั้งสองต่างอยากรู้ เหมือนจะประสานเสียงกันถามเขา

“บอกว่า... ฝันไม่ดีครับ โดน...” เขาบอกอย่างอ้ำอึ้งเช่นกัน เกิดอาการพูดจาติดขัดตะกุกตะกักขึ้นมาเฉยเลย แม้ไม่ใช่คนขี้อายแต่กลับไม่กล้าเล่าบอกออกไป

“อ้าว... เป็นไงเงียบไป บอกมาสิแม่อยากรู้” คุณเพ็ญพิศคาดคั้น รอฟังอย่างใจจดจ่อ

“หนึ่งฝันว่าผม...” ยุติรู้ตัวว่าพูดไม่ออก จะให้เขากล้าบอกไปได้เหรอว่า... ‘ผมข่มขืนหนึ่ง’ “โธ่แม่... อย่าให้ผมเล่าเลย ให้ตายเถอะผมพูดไม่ออก”

“อ้าว! แล้วกัน ทำเป็นเรื่องลึกลับไปได้ลูกคนนี้”

“แล้วที่ตายายบอกว่ายุติปีนระเบียงเข้าไปห้องนอนหนึ่งจริงหรือ” คุณอังคณาซักถาม

“ยุติทำอะไรอย่างนั้น ไม่เคยได้ยินทำไมไม่เล่าให้แม่ฟังก่อน” เสียงมารดาพูดเสียงดังเกือบเหมือนตวาดบุตรชาย

“ผมเป็นห่วงหนึ่งเลยปีนขึ้นไปดู เห็นเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวกลัวจะเกิดคิดสั้นขึ้นมา แต่ผมขออนุญาตคุณตาแล้วนะครับไม่ใช่ปีนขึ้นไปเอง คุณตารอดูอยู่ด้วยตอนนั้น ผมไม่ได้ทำเรื่องเสียหาย แล้วไม่เคยคิดไม่ดีกับหนึ่งนะแม่” เขารีบพูดแก้ตัวยกใหญ่





ไตรติมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ธ.ค. 2559, 21:29:25 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 ธ.ค. 2559, 21:29:25 น.

จำนวนการเข้าชม : 473





<< ตอน 7 [2]   ตอน 8 [2] >>
ไตรติมา 9 ธ.ค. 2559, 21:30:43 น.
อีบุ๊กมี 2 เล่มจบ พร้อมโหลดค่ะ >>
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=50709
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=51053
ติดตามอัพเดท-กดไลค์เพจ >>
https://www.facebook.com/oranamarinlove


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account