คู่หมั้นคืนเหงาใจ
ตำนานหนุ่มหล่อเลิศล้ำแห่งค่ำคืนเหงาใจ

ความรักเหงา ๆ รานร้าวและเร้าใจ ต่างคนต่างมีกิเลสตัณหา ต้องชดใช้บุญกรรมแห่งความรัก ติดตามข้ามภพชาติศาสนา หนึ่งหญิงสองชายผูกพัน
อ่านเรื่องนี้จบ แล้วคุณจะสงสารใคร? ระหว่าง...

นักดนตรีหนุ่มรูปหล่อ พ่อรวย ราวกับในตำนาน เทพบุตรจุติลงมาเกิดอย่าง ยุติ ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งความเปลี่ยวเหงา ทุกค่ำคืนผ่านไปจิตใจโหยหา แค่เพียงเป็นคนที่เขาเผลอใจรัก แต่เขาไม่ได้เลือก กลายเป็นเหมือนส่วนเกิน มิใช่ส่วนสำคัญ

หรือ... อภิมหาเศรษฐีหนุ่ม ใบหน้าสวยงามเลิศล้ำอย่าง ไทธรรพ์ ผู้เป็นที่รักยิ่งดั่งชีวิตจิตใจของสาวสวย ถึงแม้เขาจะเจ้าชู้ไปบ้าง แต่ทั้งชีวิตจิตใจทุ่มเทในรักจริงจัง แต่ความหวังกลับหักพังสลาย สุดท้ายต้องอยู่เดียวดายข้างกายไร้คู่ครอง

หรือ... สาวสวยแชมป์มวยไทยหญิง เพชรน้ำหนึ่ง ถึงจะมีเพียบพร้อมทุกสิ่ง แต่ต้องเกิดมาใช้เวรใช้กรรม ที่เคยกระทำไว้ในชาติก่อน แม้จะสามารถยืนหยัดขึ้นมายิ่งใหญ่ และจิตใจเข้มแข็ง ทนทานต่อความทุกข์กายทุกข์ใจได้ แต่ลึกลงไปข้างในนั้น ไร้ซึ่งความสุขแท้จริง
Tags: ไตรติมา, คู่หมั้นคืนเหงาใจ, ดราม่า, ซึ้ง, โรแมนติก,

ตอน: ตอน 10 [1]


..........โรงพยาบาล ในห้องตรวจของแพทย์

“ตามเข้ามาทำไมในนี้พี่ยุติ” เพชรน้ำหนึ่งว่าเขา อยากจะผลักให้ออกไป แต่เกรงใจคุณหมอจึงต้องลงนั่ง

“สวัสดีครับคุณหมอ ผมเป็นญาติคนไข้ครับ”

“เชิญนั่งครับ” คุณหมอไม่ว่าอะไร เชิญให้นั่งเก้าอี้อีกตัว

“ความดันต่ำไปนิด” นายแพทย์กล่าวหลังจากได้อ่านค่าความดันในใบรายงานที่นางพยาบาลส่งผลวัดความดันมาให้ แล้วทำการตรวจโดยใช้หูฟัง “คุณเพชรน้ำหนึ่งมีอาการยังไงบ้าง เบื่ออาหารทานข้าวไม่ได้ นอนหลับไม่เพียงพอหรือเปล่าครับ”

“นอนไม่ค่อยหลับค่ะ”

“อาการวิงเวียนคลื่นไส้อาเจียนเกิดจากความดันต่ำ หมอแนะนำให้พักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่ และอีกสาเหตุหนึ่งคือความเครียด มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าครับ”

“มีเรื่องเครียดอยู่บ้าง แต่มันเป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ”

“คุณหมอครับ ตรวจการตั้งครรภ์ให้ด้วยได้ไหมครับผมอยากรู้”

“พี่ยุติยุ่งอะไรด้วย มันไม่เกี่ยวกับพี่ยุตินะ” เธอต่อว่าเขาที่ดูจะจุ้นจ้านเกินเหตุ

“ตรวจได้ครับต้องตรวจปัสสาวะ ท่าทางคนไข้จะเดินไม่ไหว เดี๋ยวหมอเรียกรถเข็นมารับ เชิญอีกแผนกหนึ่งครับ” คุณหมอบอก พร้อมกับโทรเรียกบุรุษพยาบาลมาพร้อมรถเข็น

ด้วยความเกรงใจคุณหมอ เพชรน้ำหนึ่งจึงต้องทำตาม

บุรุษพยาบาลเข็นพาเธอไปหน้าห้องสุขาหญิง เธอต้องเข้าไปปัสสาวะใส่กล่อง ...สักครู่จึงนำกล่องใส่ปัสสาวะส่งให้หมออีกแผนกตรวจ ...ใช้เวลาไม่นานจึงได้ทราบผลกลับมายังห้องตรวจของคุณหมอ

“ผลตรวจออกมาแล้ว คุณเพชรน้ำหนึ่งไม่ได้ตั้งครรภ์ครับ หมอสั่งยาบำรุงจำพวกวิตามินให้คุณเพชรน้ำหนึ่งนำไปทานนะครับ”



..........ยุติพาเพชรน้ำหนึ่งกลับจากโรงพยาบาล ระหว่างทางเดินกลับมาที่ลานจอดรถ เขาโทรศัพท์เข้าบ้าน

“วันนี้หนึ่งไม่สบายนิดหน่อย เลยไม่ได้ไปหาแม่นะครับ แล้วลิตอยู่หรือเปล่า”

“กำลังนั่งกินข้าวอยู่ มีอะไรกับน้องหรือยุติ”

“นิดหน่อยครับ ช่วยบอกลิตด้วยนะแม่ว่าตอนนี้ผมพาเพชรน้ำหนึ่งมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจการตั้งครรภ์นะครับ ...แค่นี้ล่ะ” ยุติพูดกับแม่ของเขา ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นแล้วรีบวางสาย

ในขณะที่เธอได้ยินคำพูดของเขาทุกคำ ถึงกับตาเหลือกถลน

“พี่ยุติพูดกับน้าเพ็ญพิศอย่างนั้นทำไม ในเมื่อผลตรวจออกมาแล้วมันไม่มีอะไรสักหน่อย ไม่เห็นจำเป็นต้องบอกเลยว่าพาหนึ่งมาตรวจอะไรอย่างนั้น” เธอต่อว่า รีบเดินตามเขา

ในขณะที่เขาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น จนเธอถึงกับต้องวิ่งตาม แล้วเกิดหน้ามืดขึ้นมาอีก

ซึ่งเขาหันมาเห็นพอดี ต้องรีบเข้าไปพยุงร่างเธอไว้

“ระวังหน่อยสิเดี๋ยวล้มไป” เขาพูดยิ้มพรายพราวมองจ้องนัยน์ตาเธอ ประคองเรือนร่างเธอไว้ในอ้อมแขนของเขา

ไออุ่นที่ได้รับสัมผัสนั้นฉับพลันความรู้สึกที่เธอมีต่อตัวเขาเปลี่ยนไป... อาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการของเขา ประกอบกับร่างกายที่อ่อนแอของเธอ และความรู้สึกดีที่มีคนคอยใส่ใจดูแล เลยทำให้จิตใจพลอยอ่อนไหวไปด้วย

“มองพี่อย่างนี้ใจละลายกับความหล่อของพี่ ...ใช่มะ” ยุติแกล้งพูดเย้าหยอก แล้วเขาถึงกับยิ้มร่าเริงยิ่งขึ้นอีกเมื่อเห็นเธออมยิ้มเขินเอียงอาย... ผลักแผ่นอกแน่นของเขาอย่างเบามือราวหยอกเย้า แต่เขายังคงโอบกอดเธออยู่ในอ้อมแขน เขาเป็นผู้ชายที่รู้ตัวในอานุภาพความหล่อของตนดี แถมอ่านใจผู้หญิงออกมานักต่อนัก เคยนึกไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

‘ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หญิงสาวที่เราหมายปองคงต้องเผลอใจให้กับเสน่ห์และความหล่อของเราเข้าจนได้’

“พี่ยุติกลับบ้านเถอะ” เธอบอก

เมื่อนั้นเขาจึงปล่อยตัวเธอให้เข้าไปนั่งในรถ

“หนึ่งขอนั่งหลับตานะยังเพลียอยู่ เดี๋ยวถึงบ้านจะได้กินข้าวกินยา ...นอนพัก” เธอบอกแล้วหลับตา

ส่วนเขาเอาแต่อมยิ้มปลื้มปริ่มใจ ถึงจะนั่งเงียบไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ในใจเขากลับกระหยิ่มยิ้มย่อง คงไม่ยอมปล่อยให้ช่วงเวลาแสนดีแบบนี้จบลงตรงส่งสาวกลับบ้าน



..........ยุติขับรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของสวนอาหารแห่งหนึ่ง

“ถึงแล้วหนึ่ง ...ลืมตาสิ”

“เอ๋... นี่ที่ไหน” เธออุทาน แปลกใจเมื่อเห็นไฟแสงสีประดับตามต้นไม้เป็นทิวแถว ท่ามกลางบรรยากาศสลัวในเวลาพลบค่ำ

“สวนอาหาร... กินข้าวนอกบ้านบ้างสิ ตั้งแต่กลับมาเมืองไทยหนึ่งยังไม่เคยออกมากินข้าวนอกบ้านเลยไม่ใช่เหรอ”

“โธ่เอ๊ยพี่ยุติ... หนึ่งแต่งตัวชุดอยู่บ้านเสื้อยืดกางเกงยีนไม่ได้แต่งสวยมา มันไม่เหมาะกับสถานที่”

“เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหา ดูบางคนสิเขาแต่งชุดธรรมดามากันเยอะแยะ ที่นี่ไม่ได้หรูหราอะไรหรอก ...มาเถอะ มาทานข้าวกันก่อนค่อยกลับบ้าน ...น่านะ” เขาทำเป็นเจรจาออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน

“หนึ่งจะไหวหรือเปล่าไม่รู้... เพลียชะมัด”

“ให้พี่ประคองนะหนึ่ง” ว่าอย่างนั้นแล้วเข้ามาโอบเอวประคองให้เดินไปด้วยกัน...

มีพนักงานต้อนรับช่วยเดินนำทางไปยังโต๊ะซึ่งตั้งอยู่ข้างริมน้ำมีลูกกรงไม้กั้น โต๊ะและเก้าอี้ไม้เข้าชุดกันสไตล์คันทรี่ มีน้ำพุพุ่งขึ้นมากลางสระน้ำ ละอองน้ำส่องแสงสะท้อนเมื่อกระทบกับแสงไฟนีออนหลากสีสันพราวพรายตา

นอกจากนั้นยังมีเวทีบนนั้นพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องดนตรีทั้งกลอง กีตาร์ เบสและคีย์บอร์ด เพิ่งเห็นนักดนตรีทยอยเดินขึ้นมาลองเสียงและปรับแต่งเครื่องดนตรี เพื่อเตรียมตัวบรรเลงเพลงประจำในค่ำคืนนี้

ยุติหันมาสนใจเมนูอาหาร ยื่นส่งให้เธอสั่งของชอบกินได้ตามใจ

“สั่งอาหารตามใจชอบเลยนะหนึ่ง แต่เอาเครื่องดื่มมาก่อน พี่สั่งโกโก้เย็นใส่ครีมให้หนึ่งดื่มรองท้องระหว่างรออาหารเดี๋ยวจะหิวเกินไป”

“พี่ยุติสั่งอาหารเองเถอะแบบทานง่าย หนึ่งอยากรีบทานรีบกลับบ้านเร็วไว”

“งั้นพี่สั่งอาหารให้เอง” เขารับคำ แล้วจึงสั่งอาหารกับพนักงาน เสร็จแล้วจึงหันมาพูดคุยกับเธอ

“ที่นี่นักดนตรีมาร้องเพลงให้ฟังตอนหัวค่ำด้วย ขอเพลงได้นะ อยากฟังเพลงอะไรจดชื่อเพลงส่งไปให้เขาได้”

เพชรน้ำหนึ่งไม่ค่อยรู้จักเพลงไทยสมัยใหม่ เนื่องจากไปอยู่ญี่ปุ่นนานหลายปีเพิ่งกลับมาเมืองไทย จึงคิดว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาดีกว่า

“แล้วแต่พี่ยุติเถอะ”

“เนื้อเพลงเขาว่า แค่ได้มองตา... ลึก ๆ ในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกันยิ่งคิดฝันไปมากมาย...” ยุติร้องเพลงให้ฟังท่อนหนึ่ง

“ความหมายดีนะ เขาคิดว่าถ้าฟ้าลิขิตมาให้เป็นคู่กันก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเรื่อยไป แต่หากเป็นความบังเอิญที่ฟ้าไม่ตั้งใจก็ไม่เป็นไร ใจเขาจะยังรักเธอเหมือนเดิม” เขาบรรยายความหมายของเนื้อเพลงให้เสร็จสรรพ

แล้วส่งเพลงนั้นขึ้นไปให้นักดนตรี ชั่วครู่หนึ่งเพลงนั้นได้ถูกบรรเลงขึ้น

เธอหันมองตากับเขา ยามค่ำคืนแสงสลัวของไฟหลากสีเพลินตา อากาศสบายสายลมพัดผ่านอยู่กลางแจ้งไม่มีหลังคา แหงนมองบนฟ้าสีน้ำเงินมืดมีแสงดาวและดวงจันทร์ข้างขึ้นลอยเด่นกลางฟ้ากว้าง ได้ยินเสียงเพลงรักคลอไปในท่วงทำนองหวานฟังรื่นหู นักร้องกำลังร้องเพลงนั้น...

“เพลงเพราะไหมหนึ่ง”

“เพราะดีค่ะ ไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน”

“หนึ่งไม่ได้อยู่เมืองไทยเสียนาน คงไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทยล่ะสิ งั้นฟังเพลงนี้ต่อละกัน”

เขาจดชื่อเพลงเดินไปส่งให้นักร้องสาว ส่งยิ้มให้อย่างคนรู้จักในฐานะนักร้องนักดนตรีด้วยกัน

“สายตาคู่นั้นมองกันอย่างมีความหมาย สะท้อนจิตใจข้างในของกันและกัน ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจยิ่งสั่น ยิ่งมันเนิ่นนานใจฉันก็ยิ่งรักเธอ... ฯลฯ” เนื้อเพลงว่าอย่างนั้น

...แล้วมันเหมือนจะตรงกับความในใจที่ทั้งสองได้มองจ้องตากัน

“เพลงนี้เพราะดีนะพี่ยุติ”

“พี่รู้จักนักดนตรีวงนี้นะ พวกเขาเคยไปดูพี่เล่นดนตรีที่ผับ พวกเราเคยเจอกันที่ห้องซ้อมดนตรีเลยได้เป็นเพื่อนกัน”

“พี่ยุตินี่ดีนะแฟนเยอะ แถมเพื่อนยังแยะอีก ชีวิตมีดนตรีในหัวใจไม่มีวันเหงา”

“พี่ผิดกับหนึ่งลิบลับสินะ หนึ่งเอาแต่เก็บตัวอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร ในใจคงมีแต่ความเหงาเศร้าใจ เป็นคนน่าสงสาร”

“เปล่า... หนึ่งไม่อยากให้ใครมาสงสาร หนึ่งต้องการอิสรภาพต่างหาก”

“อิสรภาพจากอะไร ไม่เห็นมีใครกักขังหนึ่งนี่นา นอกจากหนึ่งจะขังตัวเองไว้เท่านั้น”

“อยากเป็นอิสระจากความทุกข์ที่ต้องอดทนรอคอยความหวังที่คงไม่มีวันเป็นจริง”

“ถ้าหนึ่งเล่าอะไรให้พี่ฟังบ้าง พี่อาจจะเข้าใจหนึ่งมากกว่านี้ และบางทีพี่อาจช่วยเหลือได้”

“แค่พี่ยุติดีกับหนึ่งอย่างนี้พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรให้หนึ่งมากไปกว่านี้ มันอาจจะสูญเปล่าโดยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับคืน...”

“ได้สิ... พี่ได้ความสบายใจที่ได้มีโอกาสทำให้หนึ่งมีความสุข อย่างน้อยได้เห็นแววตาที่มีความสุขของหนึ่งบ้างสักนิดยังดี” เขาพูดอย่างนั้น

ในบรรยากาศโรแมนติคเช่นนี้ทำให้เธอมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่ยากอธิบาย เมื่อเขาส่งยิ้มหวานมาให้ เห็นแต่ความหล่อของเขา

ตอนทานอาหารนั้นไม่รู้รสชาติว่าอร่อยหรือไม่อร่อยกันแน่ รู้แต่ว่า... ได้บริโภคความหล่อของชายหนุ่มตรงหน้าเข้าไปเต็มที่ทีเดียว

“ยิ้มอะไรเหรอ” เขาถามสั้นมาก หากแต่ใช้ดวงตาคู่คมหวานหว่านเสน่ห์ ...หรี่ตามองจ้องอย่างอยากถามอะไรแฝงมาในแววตาคู่นั้น

“เปล่า...” เธอตอบไม่ตรงกับใจคิด อิดเอื้อน... ไม่อาจเอ่ยด้วยขวยเขินอายขึ้นมาอย่างบังคับใจไม่ได้

‘เมื่อก่อนเคยรู้สึกเฉยมากต่อเขา แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นกำลังเปลี่ยนไป เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรไม่อยากเชื่อหัวใจตัวเอง’

“ไม่เชื่อหรอกหนึ่งต้องคิดอะไรอยู่ในใจ และมันต้องเกี่ยวกับพี่แน่เลยบอกมา... พี่อยากรู้ใจหนึ่ง ไม่อยากเดาเอาเอง” เขาพยายามถามไล่ต้อนยิ้มอย่างรู้ทัน

สายตาขี้เล่นซุกซนของเขาทำเอาหัวใจสาวสวยหวิวไหวเต้นระรัว เหมือนมันจะออกมากระโดดโลดเต้นนอกหัวอก หัวใจร่ำร้องบอกตัวเองว่า...

‘...ชอบเขา’

ก่อนที่หัวใจจะเตลิดไปมากกว่านี้เพชรน้ำหนึ่งต้องกลับมาเตือนจิตใจตนเอง

‘อย่าประมาทกับผู้ชายตรงหน้าเขาอาจไม่ธรรมดา ไม่ได้อบอุ่นอ่อนโยนน่ารักแสนดีอย่างที่เป็นอยู่นี้ ลึกลงไปในใจเขาอาจมีสิ่งที่เราไม่รู้ไม่เห็นซุกซ่อนอยู่ นี่อาจไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเขาจงอย่าไว้วางใจ คิดก่อนจะพูด ต้องไม่พูดทุกอย่างที่คิด’

นึกถึงคำเตือนของแม่ชีด้วยที่ว่า...

‘จงอย่าประมาทจะพลาดผิด’

นึกเช่นนั้นจิตใจพลันค่อยสงบลง เธอจึงรวบช้อนวางลงบนจานอย่างเรียบร้อย

“หนึ่งไม่ได้คิดอะไรหรอก พี่ยุติอย่าสงสัยเลย”

“กินอิ่มแล้วเหรอ ยังกินข้าวไม่หมดจานเลย” เขามองสังเกตอยู่ จึงได้เอ่ยถาม

“อิ่มแล้วค่ะ กลับบ้านกันเถอะ”

“อยู่กับพี่เบื่อเหรอ ดูท่าทางไม่น่าเป็นอย่างนั้นเลยนะ”

“หนึ่งไม่ค่อยสบาย อยากพักผ่อน” เธอบอกตามความจริง

เขาจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แล้วพาเธอกลับ เข้ามาโอบไหล่ประคองขณะเมื่อเห็นเธอลุกขึ้นยืน

“ไหวไหม... ค่อยยังชั่วหรือยัง”

“ดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ หนึ่งเดินเองไหว พี่ยุติปล่อยเถอะ” เธอบอก ใช้มือตนเองแกะมือของเขาออกจากไหล่เธอ

เขาจึงปล่อยให้เธอเดินด้วยตัวเอง




ไตรติมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 16 ธ.ค. 2559, 16:21:33 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 16 ธ.ค. 2559, 16:21:33 น.

จำนวนการเข้าชม : 436





<< ตอน 9 [2]   ตอน 10 [2] >>
ไตรติมา 16 ธ.ค. 2559, 16:23:29 น.
อีบุ๊กรวมเล่มเดียวจบเป็นเรื่องยาวค่ะ ช่วยอุดหนุนดาวน์โหลดนะคะ
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=50709

ติดตามอัพเดท-กดไลค์เพจ >>
https://www.facebook.com/oranamarinlove


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account