อธิษฐานสลับรัก
ณิชารีย์ สาวอวบเกินพิกัด เธอทำงานอยู่ในบริษัทกาแฟลดน้ำหนักที่มีแต่สาวๆ หุ่นดี ผอมเพรียวด้วยกันทั้งนั้น
ขณะที่เธอกับเพื่อนซี้ เป็นจุดด้อยของบริษัท
วันหนึ่งเมื่อเพื่อนรัก ชวนกันไปที่ศาลเจ้าแม่มุ่ยเฮียง
คำอธิษฐานแบบส่งๆ ทำให้เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น เธอกลายเป็นสาวสวยหุ่นดี
พรแบบพิลึกๆ จะช่วยทำให้เธอได้พบกับเนื้อคู่ตัวจริงได้หรือไม่ มาลองลุ้นกัน
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๘

บทที่ ๘ ขออภัยนะคะ ที่หายไปนานฟุดๆ ช่วงใกล้ปีใหม่ ภารกิจล้านแปดค่ะ ตกปีใหม่ก็ทำงานวันเว้นวัน มีคนไข้ เลยหายไป ต่อไปนี้สัญญาจะมาเป็นระยะๆ เน้อ

วันนี้เป็นวันที่ณิชารีย์สนุกอย่างสุดเหวี่ยงเพราะได้เต้นรำกับปกรณ์ติดกันหลายชั่วโมง ชายหนุ่มเป็นคนคุยสนุก เขารอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง ขณะที่หญิงสาวรู้สึกว่า ตัวเองโลกแคบเพราะไม่รู้อะไรเลย หลายปีที่ทำแต่งงานทำให้หญิงสาวแทบไม่ได้ออกไปสังสรรค์กับใคร

ทุกครั้งที่ว่างหล่อนก็มักจะนั่งดูรายการทีวีเกี่ยวกับอาหารเป็นหลัก ทั้งอาหารคาวหวาน ถ้าอาทิตย์ไหนมีวันหยุดติดกัน หญิงสาวก็มักจะชวนลำดวนออกไปตระเวนหาของกินตามชานเมือง ณิชารีย์ชำเลืองมองร่างสูงที่เปียกไปด้วยเหงื่อ ทั้งสองพากันเดินออกจากผับเมื่อณิชารีย์ล่ำลาชายหนุ่ม หล่อนอ้างว่า พรุ่งนี้ต้องทำงาน แต่แท้ที่จริงเพราะเริ่มง่วง

“บ้านคุณนีน่าอยู่ที่ไหนหรือครับ ให้ผมไปส่งดีไหม นี่ก็ดึกมากแล้ว”

นาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่ง สำหรับคนอื่นอาจชินแต่ณิชารีย์กลับรู้สึกง่วงจนตาแทบจะปิด หล่อนกลัวเหลือเกินว่า หากเผลอเต้นรำต่อมีหวังคงต้องหลับในรถเป็นแน่

“ไม่เป็นไรคะ นีน่ากลับเองได้”

“คุณเอารถมาหรือเปล่าครับ”

“เปล่าค่ะว่า จะนั่งแท็กซี่”

ณิชารีย์ไม่เคยมีรถด้วยเหตุผลที่ว่า รถติดและการเดินทางทำให้หล่อนเหนื่อย นับตั้งแต่มาทำงานที่สลิมเชพหล่อนก็อาศัยรถไฟฟ้ามาตลอด นอกจากไม่เปลืองที่จอดแล้วยังเดินทางสะดวกอีกด้วย

“ผมว่า มันไม่ค่อยปลอดภัยให้ผมไปส่งเถอะนะครับ”

หญิงสาวเบิกตากว้าง นึกหาเหตุผลดีๆ ที่จะปฏิเสธ ขืนให้ไปส่งและรู้ว่า หล่อนอยู่คอนโดเดียวกันอาจต้องสงสัยเป็นแน่
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ พอดีที่บ้านฉันไม่ค่อยชอบให้ผู้ชายมาส่งที่บ้าน”

ชายหนุ่มยิ้มอย่างรู้ทัน เขาหัวเราะ


“พ่อคุณคงหวงมากสินะครับ ก็น่าอยู่หรอกเพราะมีลูกสาวสวย”
ณิชารีย์ยิ้มเขินๆ วันนี้ปกรณ์ชมหล่อนมาหลายรอบแล้ว และทุกครั้งทำให้หัวใจหญิงสาวพอโต หล่อนอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ ตอนที่เขาสนใจหล่อน

“งั้นนีน่ากลับก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวครับคุณนีน่า” ปกรณ์คว้าข้อมือหล่อนไว้ ส่งสายตาหวานปานน้ำเชื่อมมาให้ ณิชารีย์ดึงมือออกช้าๆ
“อะไรหรือคะ”
“ผมยังไม่มีเบอร์โทรศัพท์คุณเลย...ผมอยากเจอคุณอีก”

หญิงสาวลังเล หากหล่อนให้เบอร์ไปปกรณ์ก็ต้องรู้ว่า หล่อนกับณิชารีย์เป็นคนๆ เดียวกัน จะทำยังไงดี
“คงไม่เหมาะหรอกค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าเราสองคนดวงสมพงศ์กันก็ต้องเจอกันอีกถูกไหมคะ”
ชายหนุ่มยิ้มหวาน เขาแสร้งทำหน้าสลดแต่แล้วจู่ๆ กลับดึงมือหล่อนไปและใช้ปากกาจดเบอร์มือถือลงไป หญิงสาวอมยิ้มแบบเขินๆ
“ถ้าคุณไม่ให้...งั้นผมให้เบอร์ของผมก็แล้วกันนะครับ หวังว่า จะมีโอกาสได้เจอคุณอีก”


เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ว่า เวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้น ณิชารีย์รู้ซึ้งถึงคำพูดนี้เป็นอย่างดี หล่อนแทบไม่รู้ตัวเลยว่า ยืนอ้อยอิ่งอยู่กับปกรณ์อีกพักใหญ่ กว่าเขาจะเดินมาส่งหญิงสาวขึ้นแท็กซี่ ความเย็นของเครื่องปรับอากาศภายในรถทำให้หญิงสาวซึ่งกำลังอ่อนเพลียจากการเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยงเริ่มตาปรือ โชคร้ายที่พอรถแล่นมาถึงทางแยกก็พบกับปลายแถวยาวเหยียด
“โธ่โว้ย รถจะมาติดอะไรตอนนี้”

คนขับซึ่งเป็นชายสูงวัยบ่น ทุบพวงมาลัยเพื่อระบายอารมณ์
“มีอะไรหรือคะลุง ดึกป่านนี้แล้วทำไมรถยังติด”


“ก็ข้างหน้าน่ะสิ ดันมาเทยางมะตอยอะไรตอนนี้ สงสัยคงต้องอ้อมรถไปอีกทาง”
เมื่อไม่มีทางเลือกคนขับจึงเลี้ยวรถเข้าไปในซอยแต่ก็ต้องเจอกับหางแถวยาวเหยียดในซอยถัดไปเหมือนเดิม ทุกคนคงต้องการเลี่ยงรถติดจึงเบนรถมาทางนี้

“สงสัยติดอีกเป็นชั่วโมงแน่ หนูนอนไปก่อนเถอะไปถึงแล้วลุงจะปลุก”

แม้รู้ว่า การหลับในแท็กซี่เป็นสิ่งไม่พึงกระทำแต่ณิชารีย์ก็ฝืนร่างกายเอาไว้ไม่ไหว เปลือกตาสองข้างหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้น หล่อนคิดเพียงแค่พักสายตาแต่สติสัมปชัญญะค่อยๆ ดำดิ่งลง นานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ จนกระทั่งได้ยินเสียงบีบแตรไล่จากด้านหลังจึงสะดุ้งตื่น พอลืมตาขึ้นก็เห็นว่า ลุงคนขับอ้าปากค้างมองหล่อนผ่านกระจก

“นะ...นั่นหนูเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าบวมๆ”
“หน้าหรือคะ”

ณิชารีย์สะดุ้ง ลนลานหยิบตลับแป้งขึ้นมาส่องกระจก แต่พอเห็นเงาสะท้อนก็ยิ่งตกใจ ใบหน้าของหล่อนอวบอูมขึ้นมาอีกสองเท่า
“เปล่าค่ะ หนูคงแพ้เหล้าน่ะค่ะ ลุงรีบขับไปเถอะค่ะ ที่คอนโดหนูมียาแก้แพ้ กินแล้วเดี๋ยวก็หาย หนูเป็นอย่างนี้บ่อย”

แม้จะรู้ว่า คำแก้ตัวดูจะไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่ณิชารีย์ไม่มีทางเลือก รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกไปท่ามกลางสายตาสงสัยของคนขับ หญิงสาวก้มลงสำรวจตัวเอง มือที่เคยเรียวยาวบัดนี้อวบอิ่มแถมชุดก็รู้สึกคับแน่นขึ้นมา หล่อนจะเผลอหลับไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วลุงคนขับคงต้องช็อกตายด้วยความตกใจเป็นแน่


โชคดีที่พอรถเคลื่อนออกจากซอยทางลัดสู่ถนนใหญ่ ทางก็โล่งสะดวก คนขับจำต้องมองถนนข้างหน้าจึงไม่มีเวลาจับผิดอีก รถแล่นด้วยความเร็วสูงติดไฟแดงเพียงครั้งเดียวก็จอดหน้าคอนโด

“ถึงแล้วหนู”

ณิชารีย์ควานมือหาเงินในกระเป๋า แต่พอเห็นมือของตนก็อ้าปากค้างอีกรอบ

“หนูไม่เป็นอะไรแน่นะ ให้เลี้ยวไปส่งที่โรงพยาบาลหรือเปล่า” คนขับถามเมื่อเห็นณิชารีย์ยกกระเป๋าขึ้นมาปิดบังใบหน้า
“หนูไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ”
หญิงสาวรีบลงจากรถ ตาเหลือบมองเงาสะท้อนในกระจกรถแล้วก็ต้องตกใจอีกรอบ หล่อนรีบตรงไปที่ลิฟต์ ในสภาพที่เปลือกตาหนักอึ้งจนลืมแทบไม่ขึ้น ทุกครั้งที่ง่วงร่างกายก็เหมือนจะบวมออกมาสองเท่าแถมชุดที่ใส่อยู่ก็จวนจะขาดหล่อนจิกมือตัวเองเพื่อเรียกคืนสติ ระหว่างนั้นจ้องตัวเลขหน้าลิฟต์ไปด้วย ดูเหมือนว่า มันจะช้ากว่าทุกวันหรือเป็นเพราะว่า หล่อนกำลังร้อนใจก็ไม่รู้ได้
เมื่อประตูลิฟต์เปิดณิชารีย์รีบจ้ำเข้าไป หล่อนกดเลขชั้นตามด้วยการรัวที่ปุ่มปิดประตู แต่ขณะที่ประตูกำลังจะปิดชายอีกคนก็แทรกตัวเข้ามา ใบหน้าเขาดูบึ้งเมื่อคิดว่า หล่อนตั้งใจจะไม่รอ ภายในเต็มไปด้วยความอึดอัด ขณะที่ณิชารีย์เริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง หล่อนรีบหลุบตาลงเพราะกลัวว่า เขาจะทัก ขณะเดียวกันก็จิกเล็บกับกลางฝ่ามือเพื่อให้ตาสว่าง ภายในลิฟต์อันคับแคบทั้งคู่ยืนอยู่ข้างกัน เมื่อประตูลิฟต์เปิด หล่อนก็รีบผลุนผลันออกไป

“เดี๋ยวก่อนคุณ”
หญิงสาวหลับตาปี๋ เงี่ยหูฟังว่า เขาจะพูดอะไรหรือว่า หล่อนกลับเป็นณิชารีย์คนเดิมแล้ว หรือว่า เขาจะจำหล่อนได้ แต่จู่ๆ อุ้งมือร้อนผ่าวก็เอื้อมมาสะกิดที่บ่า

“คุณทำคีย์การ์ดตก แล้วจะเข้าห้องได้ยังไง”

ณิชารีย์มองคีย์การ์ดในมือชายหนุ่ม หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำมันตก คงเป็นจังหวะที่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อให้พ้นจากสายตา
“เอ่อ...ขอบคุณมากค่ะ”

หล่อนดึงคีย์การ์ดกลับมาในลักษณะเกือบเป็นกระชาก อติกันต์หน้าบึ้ง

“ทีหน้าทีหลังก็ระวังหน่อยนะ เพิ่งย้ายมาอยู่กับเพื่อนวันแรก ก็กลับเสียดึก แถมยังทำคีย์การ์ดตกอีก ถ้าหาไม่เจอต้องเคาะเรียกคุณนิดกลางดึก เธอจะลำบาก”

หญิงสาวอ้าปากค้าง ความรู้สึกชาเหมือนถูกตบหน้าด้วยคำพูด ขณะที่ชายหนุ่มที่เพิ่งเปล่งวาจาเชือดเฉือนราวกับหล่อนเป็นคนไม่สำนึกบุญคุณ ขณะที่คนพูดกลับใช้คีย์การ์ดเปิดเข้าไปในห้องตนและไม่ได้หันมามองอีกเลย ณิชารีย์ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจทีที่ชายหนุ่มเป็นห่วงหล่อน ความง่วงที่กำลังครอบงำทำให้หญิงสาวไม่มีเวลาคิดอะไรอีก หล่อนก้าวเข้าห้องปิดประตูลงกลอนก่อน ปลดเสื้อผ้าทั้งหมดออกจากตัว เพียงไม่นานเสียงกรนก็ดังขึ้น...


ณิชารีย์ปรือตาขึ้น สายตาค่อยๆ ปรับให้ชินกับความสว่าง ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นได้ในที่สุด อาการปวดไปทั่วสรรพางกายทำให้เจ้าตัวระลึกได้ว่า เกิดอะไรขึ้น หล่อนก้มลงมองมือตัวเองและก็พบว่า มันอวบอูมเหมือนเช่นเคย หล่อนลูบไปตรงหน้าท้องและพบว่า เจ้าก้อนไขมันที่เคยเด้งดึ๋งบัดนี้กลับมาแล้ว หล่อนกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง เดรสสีแดงถูกทอดวางไว้กับพื้น ขณะที่รองเท้าส้นสูงกระจัดกระจายอยู่คนละมุมห้อง ภาพความทรงจำเมื่อคืนย้อนกลับมา
หญิงสาวมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วก็แอบพ่นลมหายใจออกมาฟู่ใหญ่ ในที่สุดหล่อนก็กลับเป็นณิชารีย์คนเดิม เกิดอะไรขึ้น เพราะอะไรถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ที่แน่ใจก็คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อหล่อนนอนหลับและก็ตื่น...
ใช่....หล่อนกลายเป็นผู้หญิงสวยและหุ่นดี แต่ทุกอย่างนั้นจะคงอยู่เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หากณิชารีย์เผลอหลับทุกๆ อย่างก็กลับเหมือนเดิม

ณิชารีย์นึกถึงลำดวนเป็นคนแรก หล่อนมั่นใจว่า เพื่อนรักต้องมีคำตอบดีๆ ให้แน่ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อคืนนี้หล่อนหาลำดวนไม่เจอ หญิงสาวรีบก้มหาโทรศัพท์ มันคงตกอยู่ที่ไหนสักแห่ง หลังจากคิดอยู่นานก็จำได้ว่า หล่อนโยนมันไว้บนเก้าอี้ หน้าจอดับมือเจ้าตัวจึงรีบต่อเข้ากับสายชาร์จ หน้าจอค้างอยู่พักใหญ่ก็ติดขึ้น หญิงสาวกดหาลำดวนเป็นคนแรก

ปลายสายมีเสียงเรียกแต่แล้วเพื่อนรักก็ตัดสาย เมื่อหล่อนโทรซ้ำเพื่อนสาวก็ปิดมือถือทันที ลำดวนคงจะติดธุระสำคัญจริงๆ เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ทำอย่างนี้

‘ทำยังไงดียายนิด คิดสิ ใครจะให้คำตอบได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น’

สายตาเหลือบไปมองตรงหัวเตียงที่มียันต์แผ่นหนึ่งถูกทิ้งอยู่ ลำดวนเป็นคนเช่ามาเผื่อหล่อน ภายในมีกระดาษใบเล็กมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า ...

“ถ้าคุณทุกข์หรือไร้ที่พึ่ง เจ้าแม่มุ่ยเฮียงช่วยคุณได้”


“ไม่มีจริงๆ นะหนูป้าเฝ้าศาลเจ้านี้มานานไม่เคยเจออาแป๊ะที่หนูบอกเลย”
ในที่สุดณิชารีย์ก็ตัดสินใจกลับไปที่ศาลเจ้าอีกครั้ง หล่อนมั่นใจว่า คนเดียวที่จะให้คำตอบได้ก็คือ อาแป๊ะที่หล่อนได้พบตรงศาลเจ้า แต่ปัญหาก็คือ คนเฝ้าศาลซึ่งเป็นคุณป้าวัยห้าสิบกลับบอกว่า ไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนั้นมาก่อน
“แต่วันนั้นอาแป๊ะนั่งคุยกับหนูตรงนี้ “
“เขาบอกหนูหรือว่า เขาเป็นคนเฝ้าศาล”
หญิงสาวอึ้ง อาแป๊ะไม่ได้บอกแต่หล่อนเองที่คิดว่า เขาคงเป็นคนเก่าแก่ที่คอยเฝ้าศาลเจ้าและอำนวยความสะดวกให้กับคนที่มาสักการะเจ้าแม่
“เปล่าค่ะ”

“เขาเรี่ยไรเงินจากหนูหรือเปล่า แถวนี้มีพวกสิบแปดมงกุฎเยอะมาก ต้องระวังหน่อยนะ”
“ก็เปล่าอีกล่ะค่ะ เราแค่นั่งคุยกันแล้วหนูก็ขอ...”

ณิชารีย์ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า หล่อนขออะไรจากเจ้าแม่หรือเปล่า ศาลมุ่ยเฮียงศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้จริงๆ หรือ ขนาดหล่อนยังไม่ได้จุดธูปแค่เอ่ยลอยๆ ทุกอย่างก็เป็นจริงขึ้นมา หญิงสาวเงยหน้ามองรูปปั้นเจ้าแม่ที่ประดิษฐานอยู่ภายในศาลเจ้า นับตั้งแต่ศาลเจ้าเปิดก็มีผู้คนทยอยกันมาไม่ขาดสาย ธูปที่ปักอยู่จนล้นกระถางบ่งถึงความศรัทธาที่ทุกคนมีให้
“หนูขออะไรเจ้าแม่หรือ...แล้วมันเป็นจริงหรือเปล่า”

หรือการที่หล่อนเอ่ยปากในพื้นที่อันศักดิ์สิทธ์จะหมายถึง การขอพรจากเจ้าแม่มุ่ยเฮียง ถ้าเช่นนั้นแล้วหล่อนควรจะขอให้พรทั้งหมดนั้นหายไปหรือเปล่า


“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูก็แค่พึมพำไปตามเรื่อง”

“ท่านเจ้าแม่ใจดีมากเลยนะ คนทุกข์ยากแค่ไหนมาขอพุ่ง ท่านก็ช่วยทุกคน ถ้าหนูมีอะไรไม่สบายใจละก็ขอท่านได้”
คำๆ นี้อีกแล้ว ณิชารีย์บอกตัวเองว่า หล่อนไม่ได้เชื่อ แต่ก็ไม่กล้าลบหลู่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหล่อนในสองวันนี้พิสดารจนยากเกินจะอธิบาย


“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไม่มีอะไรจะขอ เอาไว้ให้ลำบากจริงๆ ก่อนแล้วหนูค่อยมาไหว้เจ้าแม่อีกที”

ทุกอย่างในชีวิตของหญิงสาวล้วนแต่มาด้วยสองมือและมันสมอง บิดาหล่อนสอนเสมอว่า เกิดเป็นคนต้องพึ่งตัวเอง เช่นเดียวกับครูพละที่เคยบอกว่า ทุกอย่างจะสำเร็จได้ถ้าพยายาม ณิชารีย์เดินใจลอยออกจากศาลเจ้า ผ่านกระถางธูปใบใหญ่ กลิ่นหอมลอยมากระทบจมูก รวมถึงคำพูดของอาแป๊ะลึกลับคนนั้น
“แน่ใจนะว่า นี่คือ คำขอของลื้อ แต่มันจะครึ่งๆ กลางๆ นา”

ไหนๆ หล่อนก็ได้มันมาแล้ว ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่หาวิธีใช้ประโยชน์จากพรที่ได้รับล่ะ หากหล่อนยังเป็นณิชารีย์คนเดิม ปกรณ์ไม่มีทางสนใจหล่อนแน่ แต่หากหล่อนเป็นนลินา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหล่อนจะต้องรุดหน้าอย่างแน่นอน จะผิดไหมที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนรัก จะอยากมีความสุขกับช่วงเวลานี้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ หาวิธีทำให้นลินาอยู่ในโลกนี้ให้นานที่สุด แต่จะทำเช่นไรณิชารีย์ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดกับปัญหาที่ยังมองไม่เห็นทางออก...

“ลื้อทำอารายของลื้อ”
ฝ่ามืออวบฟาดผลั่วะบนไหล่อาแป๊ะที่กำลังชะโงกดูจนเจ้าตัวสะดุ้ง พอหันควับมาและพบว่า โดนใครฟาดก็ยิ้มแหย๋ๆ
“ลื้อฟาดอั๊วทำไม อั๊วเจ็บนา”

“เจ็บก็ลี ลื้อจะได้คิดล่ายเสียที จู่ๆ ไปแกล้งอีหลูคนนั้นทำไม”

“ใครว่า แกล้ง อั๊วอยากช่วยอีต่างหาก อีหลูเป็นคงลี”
“ช่วยตรงไหน ซี้ซั้วต่าอีกแล้ว”

มืออวบเอื้อมมาบิดหูอาแป๊ะจนเจ้าตัวร้องเสียงหลง ในภพภูมิที่ต่างกันทำให้ผู้ที่มาสักการะศาลเจ้ามองไม่เห็นคนทั้งคู่
“ก็อีอยากผอม อั๊วก็ช่วยอี มันผิดตรงหนาย”

“แต่ลื้อไม่ได้ให้อีผอมจริงๆ แต่ให้ผอมครึ่งๆ”

ใบหน้างอง้ำทำให้อาแป๊ะรู้ดีว่า ทำให้ภรรยาโกรธเสียแล้ว เขาเอียงหน้ามาซบไหล่แบบประจบ พรที่เจ้าพ่อไท่เฮงมอบให้หญิงสาวคือ หล่อนจะเป็นคนสวยและผอมก็ต่อเมื่อหญิงสาวนอนหลับและตื่นขึ้นมากลางดึก แต่หากหลับไปอีกครั้งตื่นขึ้นในตอนเช้าทุกอย่างก็จะกลับเหมือนเดิม

“ก็อั๊วอยากให้บทเรียนกับอีหลูน่าซิ ผู้หญิงต้องสวยที่ใจม่ายช่ายรูปกาย อีจะได้เลิกชีช้ำเสียที”
“แต่เรื่องมันจะยิ่งยุ่งกันหย่ายนา”
“โธ่มุ่ยเฮียง นี่ลื้อม่ายเชื่อใจอั๊วหรือ อีกอย่างอีหลูอีเป็นคงฉลาด คงหาทางเอาตัวรอดได้หรอกน่า” อาแป๊ะปลอบ
“ขอให้มันจริงเถอะ อั๊วสงสารอีรวมถึงอาคุงชายคงนั้นล่วย มันจะปั่นป่วนกันไปหมด”
“ปั่นป่วนก็ลีสิ หัวใจจะได้กระชุ่มกระชวย แล้วงานของลื้อก็จะสำเร็จลุล่วงไปล่วย นี่ถือว่า อั๊วช่วยงานลื้อด้วยนา”
“ลื้อนี่มันดื้อเจงๆ ถึงอั๊วพูดอะไรลื้อก็คงม่ายฟังช่ายไหม”
“เชื่ออั๋วเถอะมุ่ยเฮียง อีหลูคงนั้นกับเนื้อคู่ของอีต้องลงเอยล่วยลี ไม่เชื่อ ลื้อคอยลูก็เลี้ยวกาง”
อาแป๊ะยักคิ้ว ดวงตาสีฟางเป็นประกายเหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ แผนการมากมายผุดขึ้นในอากาศ ทั้งหมดเพื่อให้ณิชารีย์ได้พบกับพรอันแสนประเสริฐในที่สุด...

วันจันทร์เคยเป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับณิชารีย์ แต่วันนี้หญิงสาวรีบไปทำงานตั้งแต่เช้า หล่อนมั่นใจว่า ลำดวนคงมาถึงบริษัทเช้าเช่นเดียวกัน แต่พอผลักประตูเข้าไปถึงก็ได้ยินเสียงนินทาลอยลมมา

“ยายลำดวนนี่ไม่เจียมบอดี้เลยนะ หน้าตาก็อีส้านอีสาน เดาะอุตริย้อมผมสีทอง”
เท้าสองข้างหยุดชะงัด ณิชารีย์จำได้ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าว่า เสียงซุบซิบนี้เป็นของสองคู่ซี้ คนแรกมีชื่อว่า อ้อย ส่วนอีกคนชื่อว่า แป้น ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันแถมยังมีตำแหน่งเป็นประชาสัมพันธ์ของบริษัทอีกด้วย เมื่อชะโงกหน้าไปก็พบว่า ใช่คนที่คิดไว้จริงๆ อ้อยสวมชุดเดรสสีเหลืองรัดรูป ส่วนแป้นนั้นสวมกระโปรงสอบสีดำสั้นแค่คืบกับเสื้อแขนกุดสีเขียวตองอ่อน
“จริงด้วย...แล้วยังมีหน้ามาถามฉันอีกนะว่า สวยไหม ไม่รู้จักส่องกระจกดูเงาตัวเองบ้างเลย”

“สงสัยคงคิดว่า ทำผมสีนี้แล้วจะได้แฟนฝรั่งมั้ง เป็นเอามากนะ”

ภายในบริษัทมีพนักงานเกือบสามสิบคน ทุกๆ คนล้วนแต่หน้าตาสะสวยแต่จากคำพูดทำให้รู้ว่า ภายในใจนั้นเน่าเฟะขนาดไหน ณิชารีย์กับลำดวนมักจะตกเป็นเป้าแห่งการนินทา แต่หล่อนไม่สน หญิงสาวเปลี่ยนความโกรธให้เป็นแรงผลักดันในการทำงาน และหลายครั้งที่ทนไม่ไหวจึงโต้กลับไปอย่างเจ็บแสบ หล่อนกำลังจะก้าวเข้าไปจัดการคนช่างนินทาแต่แล้วสองสาวกลับเปลี่ยนเป้านินทามาที่ณิชารีย์แทน

“แล้วนี่ยายอ้วนนิด มาทำงานหรือยัง”

สมองอื้ออึงกับสรรพนามที่สองสาวใช้เรียก ณิชารีย์กำลังคิดว่า จะเล่นงานอีกฝ่ายยังไงดี

“ยังไม่เห็นนะ สงสัยวันนี้คงมาสาย ก็แน่ล่ะโดนคุณแพมเล่นงานซะขนาดนั้น คงจะเอาปี๊บคลุมหัวมาทำงาน”

“จะพูดไปแล้ว ฉันก็แปลกใจนะ ปกติคุณแพมเชื่อยายช้างน้ำนั่นอย่างกับอะไรดี แต่ทำไมคราวนี้ถึงได้ตอกยายหนูนิดจนหน้าหงาย”
“เธอไม่รู้อะไร แผนการตลาดน่ะพอรับได้ แต่ที่คุณแพมจี๊ดที่สุดก็เพราะว่า ยายพังแป้นแอบเอาเรื่องไปปรึกษาอาร์ดีก่อนนะสิ ถือว่า เป็นการหักหน้า ดังนั้นแทนที่จะแต่งตั้งยายนิด ส้มเลยหล่นไปที่พี่พริ้มแทน”
“อ้าวจริงหรือ ไอ้ฉันก็คิดว่า คุณแพมเบื่อหน้าอ้วนๆ ของมันเสียแล้ว”
“ไม่หรอก คุณแพมคงจะร้อยเอาไว้ใช้ คนเราเนี่ยนะ จะเสนองานเจ้านายแต่ดันไม่รู้ว่า เจ้านายเกลียดอะไร สมน้ำหน้า อยากเชิดนัก”
ณิชารีย์อึ้งตัวชา หล่อนลืมคิดถึงข้อนี้ไป บริษัทนี้แต่เดิมมีบิดาของพริตาเป็นหุ้นส่วน แต่หลังจากทำกำไรมากขึ้น ทางครอบครัวก็ถอนตัวให้ลูกสาวบริหารแทน พริตาเคยเปิดส่งออกเสื้อผ้าแต่สุดท้ายก็ขาดทุนจนต้องปิดกิจการ ครั้งนี้จึงพยายามทำให้ทางบ้านไว้ใจ โชคร้ายที่แผนกอาร์ดีนั้นสนิทสนมกับบิดาของพริตา ดังนั้นการที่มีคนเอาไปบอกว่า บริษัทจะเปิดตัวกาแฟใหม่เท่ากับเป็นการข้ามหน้า

“ใช่ ชอบเก๊กหน้าหยิ่งใส่คนอื่น อ้วนก็อ้วนแล้วยังใจดำอีก”
“เธอว่า ใครอ้วน”

หญิงสาวซึ่งทนไม่ไหวรีบเดินออกมาเผชิญหน้า สองสาวพอเห็นว่า ใครเข้ามาก็อ้าปากค้างและเปลี่ยนท่าทางในทันที
“เปล่าสักหน่อย ฉันไม่ได้ว่า ใครเลย แต่ถ้ามีใครอยากรับ ก็รับไปสิ”
“แต่ฉันได้ยิน”

“เออนี่อ้อย ฉันรู้สึกปวดท้อง ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

“ฉันก็หิวน้ำมาก ขอไปหาน้ำดื่มก่อนนะ”

สองสาวผุดลุกขึ้นจากโต๊ะโดยมีณิชารีย์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หลายครั้งที่รู้สึกเบื่อที่ต้องทนกับปากอย่างกับกรรไกรของคนในบริษัท แต่ทำไงได้ สมัยนี้งานไม่ได้หาได้ง่ายๆ ที่สำคัญก็คือ หล่อนรักและเคารพพริตา แต่พอได้ยินเหตุผลที่สองสาวพูด หัวใจก็พาลหงุดหงิดขึ้นมา

“อ้าวนิด มาแล้วหรือ”

ลำดวนเดินมาจากห้องข้างใน พอเห็นณิชารีย์ก็รีบปรี่เข้ามา หล่อนมองผมสีทองของเพื่อนรักแล้วพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
“เมื่อวานนี้เธอหายไปไหนหรือ ฉันโทรหาแต่เธอปิดเครื่อง”

“อุ้ยขอโทษทีจ้ะนิด พอดีฉันไปให้ที่ร้านทำสีผมน่ะ...ไหนนิดว่า ผมสีนี้เป็นยังไงบ้าง รับกับฉันไหม”

นอกจากย้อมสีผมแล้ว เพื่อนรักยังตัดหน้าม้าเสียสั้นเต่ออีกด้วย ผมที่ถูกกัดสีจนเป็นสีทองผนวกกับหน้าม้าดูแล้วไม่ค่อยรับกับใบหน้าของลำดวนเลยสักนิด
“เอ่อ....ก็โอเคนะ”
“โอเคใช่ไหม.....มิน่า ตั้งแต่ออกจากบ้านมีแต่คนมองฉันกันใหญ่ ฉันก็ว่า แล้วว่า สีทองเหมาะกับฉันที่สุด ถ้าฉันมีแฟนจะได้เข้ากับสีผมและสีตาของเขา”
ณิชารีย์กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ หล่อนสนิทกับลำดวนมานานพอจะรู้ว่า ณ จุดนี้ไม่ควรจะไปขัดใจเพื่อนสาว แม้จะรู้สึกสงสารอยู่ลึกๆ หลายครั้งที่หล่อนอยากจะบอกเพื่อนรักให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะมีแฟนเป็นคนต่างชาติ แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออกสักที
ผู้หญิงไทยมักจะคิดว่า แฟนต่างชาตินั้นหน้าตาดี และช่างเอาอกเอาใจ แต่แท้จริงแล้วผู้ชายไม่ว่า ชาติไหนๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น การคบคนที่มาจากต่างถิ่นฐาน ต่างภาษาย่อมต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก อย่างหลายคู่แต่งงานกันไปแต่สุดท้ายก็ต้องแยกจากกัน หญิงไทยหลายคนตามสามีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้างที่เมืองนอกก็เยอะ เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ถูกหลอกไปขายตัวยังต่างประเทศก็มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ

คนต่างชาติที่ต้องการแต่งงานกับหญิงไทย บางคนก็รักจริงแต่ก็มีหลายคนที่อายุมากแล้ว เป็นหม้ายและต้องการได้คนดูแลในชีวิตบั้นปลาย แต่ลำดวนไม่เข้าใจ หล่อนฝันว่า จะได้พบกับเจ้าชายผมทองรูปงามราวกับเจ้าชายสักครั้ง

“จ้ะ เธอว่า ดีฉันก็ว่าดี”


“นิดมีอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงโทรหาฉัน”
“ฉันมีเรื่องอยากปรึกษาเราไปนั่งที่ห้องเบรคกันเถอะ จะได้คุยสะดวก”

หญิงสาวดึงมือลำดวนไปยังห้องพักสำหรับพนักงานรับประทานอาหารเที่ยง เนื่องจากเป็นเวลาเช้ามากจึงยังไม่มีพนักงานคนอื่นมา ระหว่างที่นั่งลำดวนก็หยิบกระจกจากตลับแป้งขึ้นมาส่องและเอียงคอแอ๊กท่าสุดฤทธิ์
“ว่าไงล่ะ มีอะไรเล่ามาสิ ฉันฟังอยู่”

“ฉันอยากจะถามว่า ที่เธอไปขอพรเจ้าแม่เมื่อวันศุกร์ผลเป็นยังไงบ้าง”
ณิชารีย์รีบยิงคำถามถึงสิ่งที่ต้องการ หากทุกอย่างเกิดขึ้นจากเจ้าแม่จริง ลำดวนก็คงต้องพบประสบการณ์แปลกๆ เช่นเดียวกับหล่อน

“ก็ยังไม่มีอะไรนะ ทุกอย่างเหมือนเดิม”

“เหมือนเดิม...นี่เธอหมายความว่า ยังไม่เจอเนื้อคู่เลยงั้นหรือ”
“เบาๆ สินิด ฉันไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน เดี๋ยวเขาจะรู้ว่า ฉันแอบไปขอแฟนกับเจ้าแม่มุ่ยเฮียง” เพื่อนรักหรี่เสียงลงมองหน้าณิชารีย์อย่างตำหนิ หล่อนส่ายหน้า

“ไม่บอกเขาก็รู้กันหมดแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเธอเสียหน่อย”

“นี่นิด...อย่ามาประชดฉันแบบนี้นะ การที่ฉันอยากมีแฟนมันผิดตรงไหน”
ณิชารีย์แตะหลังมือเพื่อนรัก ตอบเสียงอ่อย

“ฉันไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้น แค่อยากรู้ว่า หลังวันศุกร์ มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับเธอบ้างหรือเปล่า”
“ไม่มี”

“อ้าวแล้ววันเสาร์ที่เธอไปผับล่ะ”

“ฉันไปแค่แป๊บเดียวแล้วก็เปลี่ยนใจไปที่ถนนข้าวสารแทน แต่พอไปถึงฝนก็เทลงมา ก็เลยเซ็งนั่งแท็กซี่กลับ”
หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เพราะเหตุนี้เอง หล่อนตามไปที่ผับถึงไม่เจอกับลำดวน ที่แท้เพื่อนรักไปที่ผับเพียงครู่เดียวแล้วก็ออกไป ส่วนหล่อนก็เต้นรำอยู่กับปกรณ์
“ที่ถามอย่างนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือ”

“ฉันเอ่อ....”

ณิชารีย์อึกอัก หล่อนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ทุกอย่างมันพิสดารไปหมด ทั้งเรื่องที่จู่ๆ หล่อนกลายเป็นอีกคน...
“ว่าไง เกิดอะไรขึ้น หรือว่า เธอปิ๊งใครเข้าแล้ว”

“จะบ้าหรือ ไม่มีหรอก”

“หรือว่า มีคนมาจีบ”

“เอ่อ...จะว่าอย่างนั้นก็ได้ จำคุณปกรณ์ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ไหม ที่อยู่คอนโดเดียวกันกับฉันน่ะ”
“ตายแล้วนิด ดีใจด้วยนะ เธอนี่โชคดีสุดๆ เลยนะ” ลำดวนกรี๊ดกร๊าดเสียงดังลั่นจนณิชารีย์ต้องรีบเอามือตะครุบปากเพื่อนรักเอาไว้
“อย่าเสียงดังสิ แต่เรื่องมันยุ่งกว่านั้น”

ณิชารีย์ตัดสินใจเล่าเรื่องราวให้ลำดวนฟัง นับตั้งแต่หล่อนนอนหลับและตื่นขึ้นมาเป็นผู้หญิงอีกคน
“แต่แล้วเพื่อนสาวกลับหัวเราะงอหาย...

“พล็อตนิยายใหม่หรือ ตลกดีนะ ฉันชอบ”
สีหน้าลำดวนดูจริงจัง จนหญิงสาวถึงกับอึ้ง

“นี่มันเรื่องจริง ฉันคิดว่า มันต้องเกี่ยวกับการที่ฉันไปที่ศาลเจ้าแม่กับเธอแน่ๆ”
ลำดวนยกมือขึ้นมาแตะหน้าผากหญิงสาว เอียงหน้ามอง

“เอ...ตัวก็ไม่ร้อนนะ หรือว่า ทำงานมากจนสมองเบลอ หรือว่า เธอเสียใจที่โดนคุณแพมปฏิเสธถึงได้พูดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้”
“ฉันพูดจริงๆ นะลอร่า ฉันกลายเป็นผู้หญิงหุ่นดีจริงๆ”

เพื่อนสาวบีบมือหล่อน และจ้องเข้ามาตรงๆ

“ฉันรู้นะว่า เธออยากผอมมาตลอด แต่การที่จู่ๆ จะบอกว่า ตัวเองนอนแล้วผอม มันไม่พิลึกไปหน่อยหรือ แล้วเธอแน่ใจได้ยังไงว่า ยายนีน่ามีตัวตนจริงๆ จำหนังฮอลีวูดเรื่องหนึ่งได้ไหมที่กวินเน็ธ พัลโทรว เล่นตัวเอกคิดว่า แฟนของตัวเองผอมแต่ที่จริงแล้วเพราะถูกสะกดจิต บางทีทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นจิตใต้สำนึกก็เป็นได้”
“นี่เธอไม่เชื่อฉันหรือว่า เจ้าแม่ช่วยฉัน”

ลำดวนส่ายหน้า สีหน้าจริงจัง
“ไม่เชื่อ มันพิลึกไปหรือเปล่านิด เธอเนี่ยนะจะกลายเป็นอีกคน ไหนมีหลักฐานอะไรพิสูจน์ให้ฉันเชื่อบ้างล่ะ”
ณิชารีย์ไม่มีหลักฐาน เมื่อคืนนี้หล่อนมัวแต่ตื่นเต้น จึงไม่ได้ถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองเอาไว้ แต่ถึงทำเช่นนั้นแต่ไม่มีรูปถ่ายคู่ลำดวนก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

“ฉันลืมถ่ายรูปเอาไว้”

“ฉันว่า เย็นนี้ไปหาจิตแพทย์กับฉันดีกว่า จะได้ปรึกษาว่า อาการประสาทหลอนแบบนี้มันอันตรายหรือเปล่า”
“ฉันไม่ได้บ้านะลำดวน”

ลำดวนหน้าบึ้ง จ้องหน้าณิชารีย์อย่างโกรธจัด

“บอกแล้วไงให้เรียกว่า ลอร่า ห้ามเรียกชื่อเดิมเด็ดขาด ไหนๆ เธอก็เป็นเพื่อนซี้ของฉันต้องทำให้ชิน เผื่อเวลาไปกินข้าวกับแฟนในอนาคตของฉัน จะได้ไม่เผลอยังไงล่ะ”

“เชื่อฉันหน่อยเถอะนะลำดวน”

“แต่มันเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นฉันจะเห็นกับตาตัวเองเท่านั้นว่า เธอกลายเป็นคนอื่น”

“ก็ได้ งั้นเราไปลองกัน คืนนี้เธอไปค้างกับฉันที่คอนโด แล้วก็ดูให้เห็นกับตา”




tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 ม.ค. 2560, 21:38:06 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 6 ม.ค. 2560, 21:38:06 น.

จำนวนการเข้าชม : 1067





<< บทที่ ๗ ยุบหนอพองหนอ    บทที่ ๙ บทพิสูจน์ >>
แว่นใส 6 ม.ค. 2560, 23:42:41 น.
จะเห็นไหมนะ
ขอบคุณค่


tangtangmeow 22 ม.ค. 2560, 21:37:47 น.
ต้องรอลุันกันต่อค่ะ


Zephyr 25 มี.ค. 2560, 21:59:45 น.
ทำไมลำดวนดูโวยวายนิดจังห้ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account