เพลงซ่อนรัก Romance melody
เจอโรม นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ผู้ครองตำแหน่งแชมป์หลายสมัย

อุบัติเหตุเมื่อสามเดือนก่อนทำให้เขาโคม่า อยู่โรงพยาบาล

เมื่อฟื้นขึ้นมา เจอโรมจำอะไรไม่ได้เลย

สิ่งที่คนรอบข้างบอกก็คือ เขาเลว เจ้าชู้ และสมควรตาย แม้แต่พ่อแท้ๆ ก็ยังไม่รัก

ความทรงจำของเจอโรมเปรียบเสมือนกระดาษขาว เขาจำอะไรไมได้เลย

จำไม่ได้แม้กระทั่งตัวเอง เคยชอบอะไร เคยทำอะไร

ผู้หญิงคนเดียวที่รู้สีกคุ้นเคย คือ ชาลิสา

แต่เธอเกลียดเขา จนแช่งให้เขาตาย

เพราะเขาเคยลวนลามหญิงสาวบนเครื่องบินและฟาดหน้าเธอด้วยเงินปิดปากเพื่อให้ทุกอย่างเงียบ

เจอโรมตามติดหญิงสาว เพื่อหวังว่า ไวโอลินอันไพเราะของเธอจะทำให้เขาฟื้นจากความจำเสื่อม

แต่ยิ่งใกล้กัน ความจริงก็ยิ่งเปิดเผย..

ว่า เบื้องหลังอุบัติเหตุนั้นมีบางอย่างซุกซ่อนอยู่..


Tags: เพลงโอเปร่า แบดบอย นักดนตรีสุดเซอร์และฆาตกรรม

ตอน: บทที่ ๔ ผู้หญิงที่คุ้นเคย

บทที่ ๔ ผู้หญิงที่คุ้นเคย


วันนี้ขออนุญาต ลงสองตอนนะคะ เพราะว่า ไม่แน่ใจว่า ศุกร์ เสาร์ งานจะยุ่งหรือเปล่าค่ะ

ช่วงปลายอาทิตย์ มักจะมีคนไข้มาตรวจมากและต้องพาลูกชายไปสอบด้วยค่ะ

อ่านกันเลยนะคะ ใครอยากจะฝากคอมเม้นท์อะไรไว้ได้เลยนะคะ จะตั้งตารอ...


Women. They are a completely mystery
Stephen Hawking

ชาลิสาเร่งฝีเท้าเพื่อให้พ้นจากการถูกติดตามของชายหนุ่ม เมื่อเลี้ยวพ้นถนนที่ห่างออกไปถึงสี่บล็อก หญิงสาวก็ถึงกับหอบหายใจ หล่อนเหลียวซ้ายและขวาเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีใครตามมาทัน ช่างน่าสมเพชตัวเองเหลือเกินที่ทำตัวเหมือนกับกระต่ายตื่นตูมแถมยังวิ่งหนีลนลาน


หญิงสาวไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เพียงแค่ได้เจอกับอดีตศัตรูคู่อาฆาตครู่เดียวก็รู้สึกแข้งขาสั่นเหมือนจะเป็นลมอย่างนั้น เจอโรมยังคงเหมือนกับเมื่อสามเดือนก่อนไม่มีผิด หล่อนจำเขาได้แม่นนั่นก็เพราะหลังเกิดเหตุการณ์อันน่าอดสูขึ้น ผู้จัดการของเขาก็มาต่อรองพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ ข้อเสนอที่มอบให้กึ่งขอร้องแกมบังคับให้ชาลิสาปล่อยให้เรื่องเงียบไม่เช่นนั้นแล้วเขามีสิทธิ์ฟ้องร้องที่ทำให้นักแข่งรถหนุ่มอนาคตไกลต้องเสียชื่อเสียง หากหญิงสาวยังโวยวายอาจส่งผลต่อการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของหญิงสาวอีกด้วย


สำหรับชาลิสาแล้วเจอโรมคือ ปีศาจที่น่าขยะแขยง ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์มีให้เห็นเกือบทุกวัน นอกจากเจ้าชู้เปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่นแล้ว เขายังมือไวเป็นปลาหมึกอีกด้วย เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นบนเครื่องบินเมื่อมีหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งเกิดไม่สบาย เจอโรมจำต้องแลกที่นั่งกับแพทย์หญิงคนหนึ่งตามคำขอร้องของผู้จัดการ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะเขาทนเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดของคนป่วยไม่ไหวต่างหาก แต่พอชายหนุ่มย้ายมานั่งข้างชาลิสาในตอนกลางดึก เขาก็เริ่มดื่มเหล้าโดยอ้างว่านอนไม่หลับ พอชาลิสาเผลอก็ถูกลวนลามทั้งที่อยู่บนเครื่องบิน


เขาปล้ำจูบหล่อนด้วยความเมาแถมยังโวยวายหาว่า หล่อนอยากรวยทางลัดด้วยการให้ท่านักแข่งรถอันดับหนึ่งของโลก ชาลิสาเกือบจะเอาขวดไวน์จากรถเสิร์ฟอาหารของแอร์โฮสเตสฟาดหัวให้แตกคามือ แต่สุดท้ายเรื่องก็จบลงได้เมื่อชายอีกคนยอมแลกที่นั่ง ผู้โดยสารอีกคนหนึ่งแอบถ่ายคลิปเอาไว้ ซึ่งถูกใช้เป็นหลักฐานในเวลาต่อมา ดังนั้นเพื่อยุติทุกอย่างชาลิสาจึงถูกเชิญเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัวในห้องรับรองเพื่อรับเงินทำขวัญจำนวนหนึ่งแต่ต้องแลกกับการปล่อยให้เรื่องเงียบ หล่อนทั้งโกรธและแค้นที่โดนเอาเงินฟาดหัว จึงปฏิเสธที่จะรับ แต่พอเดินออกมากลับเห็นผู้โดยสารคนที่ถ่ายคลิปเดินยิ้มกริ่มออกจากห้องพร้อมกับเงินตุงกระเป๋า


เจอโรมที่เดินลงจากเครื่องบินด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะแถมยังชูนิ้วกลางให้เพื่อเป็นการประกาศศักดาว่า เหนือกว่าชาลิสาในทุกๆ ด้าน หล่อนเกลียดผู้ชายคนนี้ที่สุดถึงกับแช่งชักหักกระดูกให้ตายไปต่อหน้า แต่แล้วฟ้าก็ไม่เข้าข้าง เขากลับเป็นผู้ทำให้หล่อนต้องสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต


วันนี้ตอนเห็นชายหนุ่ม ชาลิสาตกใจมากจนต้องวิ่งหนี แต่พอชายหนุ่มตามมาและกระชากตัวหล่อนไว้ กลับต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ท่าทางเขาแปลกไปเหมือนจำหล่อนไม่ได้อีกทั้งยังถามด้วยคำถามแปลกๆ อุบัติเหตุทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนไป แต่แล้วอคติก็ทำให้หญิงสาวรีบปัดความรู้สึกทิ้งไป ทุกอย่างเป็นแค่การแสดงเท่านั้น หญิงสาวบอกตัวเองว่า จะไม่หลงกลผู้ชายเลวๆ คนนี้อีก ต่อให้ชาตินี้หรือชาติหน้า หล่อนก็จะไม่มีวันยกโทษให้เจอโรมเป็นอันขาด ชาลิสาตั้งใจว่า ถ้าพบกันอีกหล่อนจะฟาดเขาด้วยขวดไวน์หรือบางทีอาจจะทุ่มหัวเขาด้วยโต๊ะเพื่อเป็นการล้างแค้นกับสิ่งที่เขาก่อขึ้น...



ผลของการหายตัวไปเกือบสิบห้านาทีทำให้แพทริเซียหมดอารมณ์จะชอปปิง หล่อนรีบดึงเจอโรมกลับไปขึ้นรถ ขณะที่เจอโรมเองก็อยากกลับบ้านเช่นเดียวกัน ระหว่างทางเขาเอาแต่นั่งเงียบ ชายหนุ่มรู้ดีว่า ควรเอ่ยปากขอโทษที่จู่ๆ หายตัวไปทำให้แพทริเซียน้อยใจ แต่เพราะเขากำลังคิดถึงหญิงสาวคนเมื่อครู่มากกว่า

หล่อนเป็นใครกันแน่ เพราะอะไรเขาถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าหญิงสาว เจอโรมมัวแต่คิดวุ่นวายตลอดทางจนลืมขอโทษแพทริเซียดังนั้นพอถึงหน้าบ้าน หล่อนก็ก้าวลงไปพร้อมกับกระแทกประตูอย่างแรง คนขับรถหันมามอง ราวกับจะถามว่า ทำยังไงต่อ เจอโรมต้องโบกมือเป็นทำนองว่า ไม่ต้องสนใจ หลังจากส่งว่าที่คู่หมั้นเสร็จ เขาก็มุ่งหน้ากลับบ้าน


อุณหภูมิตอนค่ำในเวียนนาตอนนี้เริ่มเย็น แต่สำหรับชาวออสเตรียแล้วกลับรู้สึกว่า กำลังสบาย เนื่องจากในหน้าหนาวอุณหภูมิลดต่ำจนถึงขั้นติดลบ หลายเมืองหิมะตกจนหนาหลายนิ้วเลยทีเดียว เจอโรมเข้าไปในห้องนอน หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็มานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เมื่อเช้านี้เขาได้ขอให้อัลเบิร์ตจดพาสเวิร์ด wifi ในบ้านให้ เพื่อที่จะได้ใช้ค้นหาข้อมูลที่จำเป็น เขาโทรสายตรงไปหาตำรวจที่รับผิดชอบคดีของบิดาแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ เสมียนที่รับโทรศัพท์อ้างว่า คุณตำรวจกำลังยุ่งและไม่ว่างรับสาย ถ้าสะดวกเมื่อไหร่จะโทรมานัด เจอโรมจำต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แต่ตอนนี้เขามีบางอย่างสำคัญมากที่ต้องทำ

ตอนที่วิ่งตามหญิงสาวนั่นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นบัตรในแฟ้มที่หล่อนกอดเอาไว้ คะเนดูจากอายุแล้วหล่อนน่าจะยังเป็นนักศึกษา ในออสเตรียมีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนต่อเป็นจำนวนมาก นั่นก็เพราะเมื่อหลายปีก่อนรัฐบาลมีการให้ทุนเรียนฟรี บ้างก็มาต่อปริญญาโท บ้างก็เป็นด้านรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง แต่สิ่งหนึ่งที่เจอโรมเห็นจากแฟ้มก็คือ โน้ตเพลงนั่นทำให้แอบคิดว่า บางทีหล่อนอาจมาเรียนดนตรีในประเทศนี้ก็เป็นได้

ในประเทศออสเตรียนั้นมีมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อด้านดนตรีหลายแห่ง แต่ที่นิยมและติดอันดับของโลกเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เพนซิลวาเนียก็มีทั้งสิ้นสามแห่ง ได้แก่ Mozarteum University of Salzburg ซึ่งเชี่ยวชาญด้านดนตรีและศิลปะการแสดงละคร หรือ University of music and performing Arts เป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนา และแห่งสุดท้ายคือ University of Music and Dramatic Arts Graz ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองกราซ เจอโรมค้นข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันและหลักสูตรเพื่อหาความน่าจะเป็นไปได้ว่า หญิงสาวที่เขาพบน่าจะเป็นนักศึกษาที่ใด และมีวิธีใดบ้างที่เขาจะได้เจอหล่อนอีก


ตอนที่ค้นหาข้อมูลนั่นเอง หน้าเว็บไซด์ของมหาวิทยาลัยแห่งที่สองก็ปรากฏข้อความโฆษณาเชิญชวนกระเด้งออกมา เจอโรมคลิกดู รายละเอียดทั้งหมดคือ การแสดงดนตรีที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาคลิกเข้าไปในหน้าต่างๆ เพื่อหารูปถ่ายของบรรดานักศึกษา ในกรอบเล็กๆ ซึ่งอยู่มุมล่างสุดเป็นบรรยากาศในห้องเรียน หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเล่นดนตรีโดยมีครูผู้สอนยืนอยู่ เจอโรมคลี่ยิ้มเมื่อรู้ว่า เห็นว่า เป็นใคร แต่ที่ทำให้แปลกใจมากกว่าเดิมก็คือ ผู้หญิงคนนั้นถนัดเครื่องดนตรีซึ่งเขาชอบฟังทุกคืนก่อนนอนนั่นก็คือ ไวโอลิน...


“คุณเนี่ยนะอยากดูการแสดงดนตรี”
เจอโรมเรียกอัลเบิร์ตมาเพื่อขอความช่วยเหลือในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเขายังจำอะไรไม่ได้ อีกทั้งยังไม่มีเพื่อนสนิท ดังนั้นตัวช่วยเดียวก็คือ พ่อบ้าน
“ครับ ผมอยากได้ตั๋วคุณพอจะหาได้ไหม”

“แน่ใจนะว่า จะไม่เข้าไปนั่งหลับ”

“อัลเบิร์ต”

ชายหนุ่มเก๊กเสียงขรึม มองพ่อบ้านที่หรี่ตามองเขาราวกับตัวประหลาด เจอโรมรู้ดีว่า อีกฝ่ายคงแปลกใจกับนิสัยที่เปลี่ยนไป แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ การสูญเสียความทรงจำทำให้เขาเหมือนเด็กเกิดใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายครั้งที่เขาไม่อยากสนใจว่า ในอดีตตนเป็นอย่างไร แค่อยากทำสิ่งที่อยากทำเท่านั้น

“เอาเป็นว่า ผมจะพยายาม แต่ไม่แน่ใจว่า จะหาได้หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นการแสดงดนตรีของพวกนักศึกษา คงแปลกมากหากคนนอกอย่างเราเข้าไปร่วม”


“มันยากอย่างนั้นเลยหรือ”

“ใช่ พวกนี้มันเป็นการจัดแสดงภายใน แต่ถ้าคุณอยากชมคอนเสิร์ตจริงๆ โดยไม่มีอย่างอื่นแอบแฝงผมคิดว่า อาจจะหาทางให้ได้”

“คุณหมายถึงอะไรหรือ”

“ก็หมายถึงว่า ในเวียนนามีการแสดงคอนเสิร์ตแทบทุกอาทิตย์ อย่าลืมสิว่า เมืองแห่งนี้เป็นแหล่งรวมศิลปะและดนตรีแทบทุกแขนง อยากจะชมอะไรก็หาได้”

อัลเบิร์ตกำลังหมายถึง โรงละครที่ปรากฏอยู่เกือบทั่วกรุงเวียนนา ถ้าเป็นคณะที่ไม่ได้โด่งดังนัก ก็จะมีคนเร่ขายบัตรอยู่หน้าวิหารเซ็นปีเตอร์อย่างที่เจอโรมพบเมื่อวาน แต่บางคณะมีที่จัดแสดงประจำ เช่น คณะ Sound of Vienna เปิดการแสดงประจำที่ Kursalon ใน Stadtpark คณะ Wiener Mozart Konzerte เปิดการแสดงที่ Goldener Saal หรือถ้าอยากชมคอนคอนเสิร์ตใหญ่ๆ หรูหราเช่น เวียนนาโอเปร่าเฮ้าส์ บวร์กเธียเตอร์ (Berg Theatre) แต่ราคาก็จะแตกต่างกันไป

“ถ้าหาบัตรการแสดงของนักศึกษาไม่ได้จริง ผมก็อยากดูคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิก คุณคิดว่า พอจะหาให้ได้ไหม”


“คุณเพี้ยนไปแล้ว”

สีหน้าของอัลเบิร์ตบ่งชัดว่า คิดเช่นนั้นจริงๆ ไม่แปลกหรอกเพราะขนาดแพทริเซียยังบอกว่า เจอโรมไม่เคยชอบดูดนตรีมาก่อน แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

“ผมอยากดูจริงๆ นะอัลเบิร์ต ได้โปรด”


“ผมยังไม่กล้ารับปาก บัตรของคณะแสดงดังๆ ส่วนใหญ่จองล่วงหน้ากันเป็นปีแต่จะพยายามก็แล้วกัน”
“แต่ผมมั่นใจว่า คุณต้องทำได้”

พอโดนหักคอแกมบังคับเช่นนี้อัลเบิร์ตจึงปฏิเสธไม่ออก เขาปั้นหน้าตูม เห็นได้ชัดว่า ไม่พอใจแต่ไม่กล้าโวยวายอะไรอีก


“เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ผมจะให้คำตอบก็แล้วกัน แล้วเรื่องนัดของคุณหมอแดเนียลละคุณจะไปหรือเปล่า”
นายแพทย์แดเนียลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชซึ่งนายแพทย์จอห์นแนะนำให้เจอโรมไปพบเพื่อรักษาโรคความจำเสื่อม
“ไปอยู่แล้ว ช่วยเตรียมรถให้ผมด้วย มะรืนนี้ไม่ใช่หรือ”
“ไม่คิดว่า คุณจะจำได้”


“ผมจำปัจจุบันได้ทุกเรื่องนั่นล่ะอัลเบิร์ต ส่วนเรื่องอดีตบางทีผมก็ไม่อยากจำได้ด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ผมเจ็บปวด”
น้ำเสียงที่แฝงความขมขื่นทำเอาคนตรงหน้านิ่งไป เจอโรมจับได้ถึงแววตาปนสงสัย เขาจึงตัดสินใจพูดต่อ
“ผมรู้เรื่องลูกสาวคุณจากเอ็มม่าแล้ว ผมต้องขอโทษด้วยที่เมื่อก่อนผมเคยทำอย่างนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจ...”

“อย่าพยายามขอโทษเลย เพราะถ้าคุณจำทุกอย่างได้เมื่อไหร่ คุณอาจจะอยากทวงคืนคำพูดพวกนี้”

“ผมไม่ทำอย่างนั้นแน่ ผมรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผมเคยทำลงไปจริงๆ”
“คุณจะให้ผมเชื่องั้นหรือ”


“ใช่”

“จะบอกอะไรให้นะ ผมรับใช้คุณมาหลายปี เห็นทุกอย่างที่คุณทำ ไม่ว่า จะพยายามสักแค่ไหนก็เปลี่ยนเรื่องเลวร้ายที่เคยทำไว้ไม่ได้หรอก”


“ทำไมคุณไม่ให้โอกาสผมบ้างละอัลเบิร์ต ไม่แน่นะ ต่อไปผมอาจจะเป็นคนดีก็ได้นะ”
“เพราะผมเคยพยายามแล้วนะสิ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พัง ไม่ต้องพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าหรอก ยังไงเสีย ผมก็ยังจะทำงานของตัวเองต่อ เพราะผมรับปากนิโคลัสเอาไว้ ผมจะไม่ทอดทิ้งคุณยกเว้นคุณไล่ผมออกเท่านั้น”



เจอโรมไปพบกับนายแพทย์แดเนียลตามนัด เขาเป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคความจำเสื่อม เคยมีคนไข้หลายคนในความดูแลที่สามารถฟื้นฟูความทรงจำได้


“พักนี้คุณเจอโรมรู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ”

รอยยิ้มที่เป็นมิตรของนายแพทย์อายุราวสี่สิบต้นทำให้เจอโรมลดความประหม่าลงไปได้มาก แม้ว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เจอกัน
“เหมือนเดิมครับ ทุกอย่างว่างเปล่า”
ชายหนุ่มกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เกือบอาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่า จะจำอะไรได้เลย
“ใจเย็นๆ ครับ ไม่ต้องรีบ กรณีของคุณผมว่า น่าจะใช้เวลามากสักหน่อย”

สิ่งที่แพทย์ทั้งสองคนอธิบายตรงกันก็คือ สมองของชายหนุ่มได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักจนเกือบเป็นเจ้าชายนิทรา แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ฟื้น สมองที่บอบช้ำสาหัสและมีเลือดคั่งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งอาจส่งผลถึงความทรงจำที่กักเก็บอยู่ในบริเวณนั้น

“คุณหมอคิดว่า นานเท่าไหร่หรือครับ”


“คงไม่มีใครตอบได้หรอกครับ อาการของผู้ป่วยแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางรายก็ใช้เวลาเป็นเดือน และบางรายก็ใช้เวลามากกว่านั้น บางรายเป็นปีด้วยซ้ำ”

สำหรับเจอโรมแล้วการจำอะไรไม่ได้เลยสร้างความทรมานอย่างมาก นั่นก็เพราะเขาเองไม่รู้ว่า เมื่อก่อนหน้านี้ตนทำอะไรไว้บ้าง แค่เรื่องที่เอ็มม่าเล่าหรือแม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับอัลเบิร์ต แล้วยังคนอื่นๆ อีก
“ดูเหมือนผมคงหมดหวังแล้วใช่ไหมครับ”

“อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นสิครับ คนเราทุกคนมีความหวังทั้งนั้น ผมอยากให้คุณมองในแง่ดี คุณโชคดีกว่าคนอื่นๆ มากๆ ที่ไม่มีอาการผิดปกติของสมองด้านอื่นๆ เช่นความพิการ การเคลื่อนไหวของแขนขาหรือแม้แต่เรี่ยวแรงของกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยบางรายขยับแขนไม่ได้ด้วยซ้ำ”

ความบาดเจ็บที่ยังหลงเหลือของชายหนุ่มมีเพียงแต่ความเจ็บแปลบตรงแขนข้างที่หักเท่านั้น ยามออกแรงมากๆ อาจจะรู้สึกบ้างแต่ไม่มาก

“จริงของคุณหมอ”
“ผมว่า คุณเจอโรมควรจะพยายามทำตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เช่น ในบ้าน ที่ทำงาน ที่บริษัท หรือใช้เวลากับเพื่อนสนิทหรือว่า แฟนเพราะบางทีอาจทำให้คุณรู้สึกคุ้นกับอะไรขึ้นมาก็ได้”
“ผมลองแล้วแต่ผมกลับรู้สึกไม่คุ้นเลยเวลาที่อยู่บ้าน เหมือนผมเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก”
“อาจเป็นเพราะคุณยังมีความทรงจำที่บ้านไม่มากนักก็เป็นได้นะครับ เท่าที่ผมทราบคุณเดินทางบ่อยมาก ไหนจะไปแข่งรถ ท่องเที่ยวหรือแม้แต่ถ่ายโฆษณา อย่างครั้งล่าสุดเมื่อสามเดือนก่อน คุณเดินทางไปที่ประเทศไทย”

ชื่อของประเทศที่ตั้งอยู่ในภาคพื้นเอเชียทำให้ชายหนุ่มชะงัก แต่ไม่ว่า จะพยายามนึกเท่าไหร่ ก็ยังจำอะไรไม่ได้อยู่ดี

“บอกตรงๆ ว่า ผมจำไม่ได้”

“อย่าเพิ่งเครียดครับ ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าหากคุณนึกไม่ออก หรือจำไม่ได้ ผมอยากให้คุณลองใกล้ชิดกับเพื่อนสนิทดู บางทีอาจมีใครทำให้คุณรู้สึกคุ้น”
ใบหน้าของหญิงสาวคนเดิมผุดขึ้น นับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็มีเพียงวงหน้ารูปไข่ของหล่อนเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกคุ้น คงเพราะเผลอขมวดคิ้ว นายแพทย์แดเนียลถึงได้ถามขึ้น

“ทำไมหรือครับ หรือว่า คุณเคยเจอคนที่ว่า นั่นแล้ว”

“ครับ...แต่เธอไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่แฟน แถมยังไม่ใช่คนรู้จักด้วยซ้ำ”
“เธอเป็นใครหรือครับ”

“น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือไม่ก็นักศึกษาครับ ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผมเจอเธอสองครั้งแล้ว ครั้งแรกที่โรงพยาบาล และต่อมาก็เมื่อวานนี้ที่โบสถ์เซนต์สตีเฟ่น”


“บางทีคุณกับเธออาจจะเคยเจอกันแล้วก็เป็นได้”


“ผมก็คิดอย่างนั้น พอผมเห็นหน้าเธอแว๊บเดียว ผมก็รู้สึกเหมือนเรารู้จักกัน แต่พอถามเธอกลับปฏิเสธ”

“ผมว่า นี่คือ การเริ่มต้นที่ดีแล้วนะครับ การที่คุณรู้สึกคุ้นกับอะไรสักอย่างหรือใครสักคน นับเป็นปรากฏการณ์ที่ดีมาก อย่าเพิ่งท้อนะครับ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา”
“พอมีทางอื่นไหมครับที่จะทำให้ผมฟื้นความทรงจำได้เร็วกว่านี้”

“มีบ้างครับ แต่ก็เป็นวิธีที่เสี่ยง คุณเพิ่งฟื้น ผมยังไม่อยากให้รีบ”

เจอโรมขมวดคิ้ว เขามองเห็นความหนักใจในแววตาของคนตรงหน้า จากที่เขาได้ยิน นายแพทย์แดเนียลมีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยมามากกว่าสิบห้าปี เขาคือ หมอผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งในเรื่องนี้
“วิธีอะไรหรือครับ”

“การสะกดจิตครับ หรือที่เราเรียกกันว่า สะกดจิตบำบัด ผมจะเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ นะครับ จิตใจของคนมีผลต่อการทำงานของร่างกาย ในสภาวะปกติ เราจะทำงานโดยใช้จิตสำนึกหรือถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนความทรงจำในระบบปฏิบัติการที่กำลังใช้งานอยู่แต่แท้จริงแล้ว จิตยังมีอีกส่วนที่เรียกว่า จิตใต้สำนึกเหมือนข้อมูลที่เก็บอยู่ลึกลงไปอีกแต่ไม่ได้ถูกเปิดออกมาใช้”

“แล้วเราจะทำยังไงถึงจะดึงส่วนจิตใต้สำนึกออกมาละครับ”

“เราใช้วิธีสะกดจิตครับ หากผู้ถูกสะกดจิตรู้สึกว่า ตัวเองกำลังตอบสนองต่อคำบอกกล่าว (Suggestion) ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้สะกดจิตทำขึ้นก็จะได้ยินและได้เห็นและรู้สึกไปตามผู้สะกดจิต จนอาจทำให้ความทรงจำตื่นตัวออกมา และการตอบสนองรวมถึงความทรงจำที่ถูกเรียกขึ้นมาก็อาจจะยังคงอยู่ แต่จะว่าไปแล้ว ผมว่า มันมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร”

“ทำไมละครับ”

“เพราะคุณจะต้องถูกทำให้อยู่ในสภาวะกึ่งกลับกึ่งตื่น บอกตามตรงว่า ผมยังไม่กล้าทำอะไรตอนนี้เนื่องจากคุณเพิ่งฟื้น เมื่อวันก่อนผมได้ดูฟิลม์เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ของคุณ ก้อนเลือดคั่งยังมีอยู่ แม้ว่า อาการจะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ก็ตามแต่ก็น่าจะยังรอดูอีกสักระยะก่อน”

“ผมเข้าใจครับ”
“ดังนั้นตอนนี้ทางที่ดีคุณควรลองพยายามทบทวนความทรงจำ และเมื่อไหร่ที่เห็นอะไรที่คุ้น ให้พยายามลองคิดทบทวนว่า ทำไมถึงคุ้น ลองหาเหตุผลและใช้เวลากับสิ่งนั้นให้มากขึ้น บางทีอาจทำให้คุณจำอะไรขึ้นมาได้”
“ผมจะพยายามครับ”
สิบห้านาทีต่อจากนั้นเป็นการสอบถามข้อมูลทั่วๆ ไปเพื่อจดบันทึก ระหว่างที่เข้าพบ จิตแพทย์จะบันทึกเทปเอาไว้ ข้อความทั้งหมดเป็นข้อมูลที่แพทย์แดเนียลต้องนำไปศึกษาต่อเพื่อเตรียมสำหรับการนัดหมายครั้งถัดไป หลังจากพูดคุยเรียบร้อยเจอโรมก็ลาคุณหมอและเดินออกจากห้อง เขามองเห็นคนไข้อีกหลายรายนั่งรออยู่ด้านนอก หลายคนพิการ บางรายยังมีผ้าพันศีรษะหลังผ่าตัดอยู่ด้วยซ้ำ นายแพทย์แดเนียลพูดถูกว่า เขาโชคดีกว่าอีกหลายๆ คนที่ไม่ต้องพิการและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แค่สูญเสียความทรงจำบางอย่างไป เจอโรมตั้งใจว่า จะไม่ท้อ นับจากนี้เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อฟื้นฟูความทรงจำกลับคืนมา...


ในที่สุดเจอโรมก็ได้บัตรชมละครมาในที่สุด แต่เนื่องจากเวลากระชั้นจึงไม่ใช่บัตรการแสดงของนักศึกษา อัลเบิร์ตคงคิดว่า เจอโรมจะปฏิเสธและเขวี้ยงบัตรทิ้ง แต่เปล่าเลยพอเขาเห็นว่า คือ การแสดงคอนเสิร์ตคลาสสิกจากโรงละครโอเปร่าในกรุงเวียนนาก็ดีใจสุดขีด ต้องขอบคุณอัลเบิร์ตที่ตามหาบัตรแทบพลิกแผ่นดิน แม้ว่า ที่นี่จะมีการแสดงแทบทุกวัน แต่บัตรของคณะแสดงดังๆ นั้นหายากดั่งทอง ผู้เข้าชมส่วนใหญ่มีการจองตั๋วล่วงหน้า ยิ่งเป็นการแสดงดังๆ มีการจองล่วงหน้าเป็นปีเลยด้วยซ้ำ ผิดกับการแสดงที่โรงละครอื่นๆ ที่มีในกรุงเวียนนาที่บัตรหาไม่ยากเท่าใดนัก ทั้งนี้ขึ้นกับวงที่แสดง ตัวแสดงหลักและคณะที่จัดแสดง

สำหรับบัตรใบนี้อัลเบิร์ตได้มาในราคาสี่เท่าจากของเดิม โดยการประกาศหาทางอินเทอร์เน็ต เจ้าของตัดใจขายให้ด้วยความเสียดายสุดขีดเนื่องจากบิดาล้มป่วยต้องผ่าตัดกะทันหัน แต่พ่อบ้านอาวุโสก็ตอบแทนด้วยราคาสมน้ำสมเนื้อ รถมาส่งชายหนุ่มด้านหน้าของโรงละคร

เจอโรมมองสิ่งก่อสร้างตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง เขาเคยนั่งรถผ่านโรงละครแห่งนี้มาหลายครั้งแล้วนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล แต่วันนี้ทุกอย่างต่างออกไปนั่นก็เพราะบัดนี้หน้าตึกเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแต่งกายด้วยทักซิโด้และชุดราตรี เช่นเดียวกับเจอโรมที่จำต้องใส่ชุดเต็มยศตามคำสั่งของพ่อบ้านอาวุโส นอกจากขับรถมาส่งด้วยตัวเองแล้ว อัลเบิร์ตยังมานั่งรอตรงร้านกาแฟไม่ไกลจากโรงละครอีกด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวว่า เขาจะไม่สบายแต่ลึกๆ แล้วเจอโรมกลับคิดว่า อีกฝ่ายคงกลัวว่า เขาจะทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรเสียมากกว่า


ชายหนุ่มสำรวจตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนก้าวเดินเข้าไป โรงละครโอเปร่าแห่งเวียนนาหรือที่เรียกว่า Vienna State Opera หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า Wieener Staatsoper ซึ่งถือเป็นสิ่งก่อสร้างแรกที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1869 หลังจากได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่และเปิดทำการอีกครั้งในปี ค.ศ. 1950 ปัจจุบันมีคณะที่จัดการแสดงมากกว่า 50 คณะต่อปีจึงถือเป็นสถานที่จัดแสดงที่ใหญ่ที่สุด

นอกจากโรงละครแห่งนี้ในออสเตรียยังมีสถานที่จัดการแสดงทั้งคอนเสิร์ต และเพลงคลาสสิกอีกมากมาย เช่นที่ Goldener Saa หรือ Wiener Konzerte Haus ค่าชมก็จะแพงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคณะที่จัดแสดง หากเป็นคณะที่มีชื่อเสียงราคาตั๋วก็จะสูงตามไปด้วย


สถาปัตยกรรมของเวียนนาโอเปร่าเฮ้าส์นี้เป็นสไตล์นีโอเรอเนซองส์ ในช่วงที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ได้โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงรูปลักษณ์ที่ออกแนวกึ่งโบราณกึ่งโรแมนติก ส่งผลให้หนึ่งในสถาปนิกคือ August Sicard von Sicardburg ตัดสินใจผูกคอตายด้วยความช้ำใจ ส่วนผู้ออกแบบตกแต่งภายในคือ Eduard van der Null ก็มาก็เสียชีวิตอีกด้วยโรคเส้นเลือดสมองแตกจึงถือว่า มีอาถรรพ์ ภายหลังโรงละครสร้างเสร็จ โอเปร่าเรื่องแรกที่ได้รับเกียรติแสดงคือ Don Giovanni ของโมซาร์ท ผู้รักเสียงเพลงต่างเดินทางมาชมกันอย่างล้นหลาม หลังบูรณะเสร็จหลังสงครามโลกก็เปิดการแสดงใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นเพลงของเบโธเฟ่น ปัจจุบันเพลงที่แสดงมักเป็นเพลงคลาสสิก อย่างเช่นวันนี้คือ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศออสเตรียซึ่งมีชื่อว่า โยฮัน สเตารส์ เพลงที่มีชื่อเสียงได้แก่เพลง The beautiful blue Danube


ตึกด้านหน้าซึ่งมีลักษณะเป็นเสาประตูโค้ง บัดนี้เปิดไฟสว่างไสวหมดทุกด้วง ด้านนอกว่า งดงามแล้ว ด้านในอลังการมากเช่นเดียวกับเพราะทำจากหินอ่อน บนบันไดมีรูปปั้นกรีกโบราณและการแกะสลักที่งดงาม สีของตึกด้านในเน้นสีเหลืองทองทำให้เกิดความงดงามตามสไตล์ของเรเนอซองส์ หลังคาโค้งเป็นโดมมีโคมไฟงดงามประดับอยู่ บนเพดานมีภาพวาดที่งดงามชวนให้นึกถึงศิลปะของยุโรปโบราณ


เก้าอี้ผู้ชมทั้งหมดบุกำมะหยี่และเป็นสีแดงเกือบทั้งหมด เวทีอยู่ด้านหน้า เก้าอี้ชมการแสดงแบ่งเป็นหลายระดับ สำหรับผู้ที่มีตั๋วราคาแพงจะมีห้องแยกอยู่ด้านข้างของเวที โรงละครมีหลายชั้นจุผู้ชมได้เป็นจำนวนมาก เจอโรมยื่นตั๋วให้กับพนักงานหลังจากนั้นก็มีคนนำเข้าไปยังห้องแยก

มองจากมุมนี้จะเห็นเวทีอยู่ทางด้านหน้า ซึ่งตอนนี้มีนักดนตรีจำนวนไม่ต่ำกว่าสามสิบคนกำลังเตรียมการแสดงอยู่ เจอโรมมองไปรอบๆ สิ่งที่ทำให้เขามีความหวังก็เพราะคำพูดของอัลเบิร์ตที่ว่า
“ที่นี่มีตั๋วราคาประหยัดขาย ส่วนใหญ่นักศึกษาที่เรียนดนตรีมักจะมาซื้อตั๋วยืนก่อนเวลาเข้าชมหนึ่งชั่วโมง”
เจอโรมเฝ้ารอเกือบยี่สิบนาทีจนแขกทั้งหมดทยอยกันเข้ามาก็ยังไม่เห็นหญิงสาวคนที่อยากพบ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจนั่งบนเก้าอี้ของตน ตั๋วคอนเสิร์ตที่ชายหนุ่มได้มานั้นลักษณะที่นั่งเป็นห้องแยก มีเก้าอี้อยู่ภายใน ข้างๆ มีหญิงสูงวัยอีกสองคนที่มาด้วยกัน

ภายในโรงละครติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำแม้แต่เจอโรมที่ใส่ชุดทักซิโด้ยังรู้สึกหนาว เมื่อใกล้เวลาแสดง วาทยกรก็มายืนอยู่ตรงกลางเวที ไฟกลางโรงละครก็ค่อยๆ หรี่ลง สปอร์ตไลท์ส่วนหนึ่งฉายไปที่นักดนตรีที่ต่างหยิบเครื่องดนตรีของตนขึ้นมาเตรียมพร้อม ตอนนั้นเองที่สายตาของเจอโรมก็กวาดไปพบใครคนหนึ่ง...


เสียงร้องก้องกังวานและหวานแหลมโดยนักร้องโอเปร่า สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาลิสาไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หญิงสาวมาถึงประเทศออสเตรียที่ได้มีโอกาสเข้ามาชมคอนเสิร์ตที่แสดงและร้องโดยนักแสดงฝีมือระดับโลกเช่นนี้ ราคาของบัตรสูงลิบจนหล่อนเอื้อมไม่ถึงแต่หลังจากได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาเล่าว่า โรงละครแห่งนี้จะมีตั๋วราคาประหยัดขายก่อนเริ่มคอนเสิร์ตเพียงหนึ่งชั่วโมง ผู้ต้องการเข้าชมจะต้องมายืนต่อแถวด้วยตัวเอง บัตรจะจำหน่ายได้เพียงหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น แม้จะต้องทนยืนขาแข็งอยู่เป็นชั่วโมงแต่ผลที่ได้ก็คุ้มเกินคุ้ม


การได้มีโอกาสชมการแสดงของนักดนตรีระดับโลกถือเป็นความใฝ่ฝันของนักเรียนดนตรีทุกคน ชาลิสารักไวโอลิน อาจารย์เคยบอกว่า หล่อนมีพรสวรรค์ หญิงสาวเคยได้แชมป์ระดับโลกมาหลายรายการแล้ว
ตั้งแต่เด็กๆ ชาลิสาหลงใหลเครื่องดนตรีคลาสสิกประเภทสาย ( String Instruments ) ชนิดนี้ ว่ากันว่า ไวโอลินมีกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี แต่ไม่แน่นอนว่า ช่วงเวลาใด คะเนว่า น่าจะประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16 และดัดแปลงมาจากเครื่องดนตรียุคกลางสามชนิดได้แก่ เรเบค ( Rebec) ซอเรอเน ซองซ์ ( The Trenaissance Fiddle)และลีรา ดราบราชโช (Lira da braccio )


ชาลิสาเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของเครื่องดนตรีชนิดนี้ แม้ว่า หลายคนจะบ่นว่า เสียงไวโอลินบางครั้งก็ฝังดูโหยหวน บางครั้งก็ยืดยาด แต่สำหรับหล่อนแล้วทุกครั้งที่ได้ยินก็ทำให้ความว้าวุ่นในใจบรรเทาลง ความน้อยเนื้อต่ำใจจากเรื่องครอบครัวทำให้ชาลิสาชอบเล่นดนตรี บ่อยครั้งที่หล่อนได้ปลดปล่อยความเศร้าออกไปกับเสียงที่เว้าวอนของเครื่องสายชนิดนี้ ไวโอลินตัวแรกของหล่อน เป็นของมือสองราคาถูกแต่ชาลิสารักมันมาก เมื่อเริ่มเรียนดนตรีกับครูข้างบ้านหล่อนก็พยายามเก็บเงินเพื่อซื้อไวโอลินเป็นของตัวเอง

ครูไวโอลินของหล่อน เคยเป็นนักดนตรีอาชีพมาก่อน แต่ต่อมาประสบอุบัติเหตุนิ้วใช้งานไม่ได้ ดังนั้นครูจึงโหยหาการเล่นดนตรีและต้องการให้ชาลิสาสืบทอดความฝันของท่าน หลังจากหล่อนเรียนได้สองปี ครูก็ยกไวโอลินให้ ชาลิสารักไวโอลินตัวนี้มาก ครั้นพอหล่อนเข้าเรียนที่คณะดุริยางศิลป์ หญิงสาวก็มีโอกาสได้ซื้อไวโอลินของตัวเองจากเงินที่สู้เก็บหอมรอมริบ ป้ามาเรียช่วยติดต่อญาติที่อยู่เยอรมันให้ช่วยซื้อให้ นอกจากจะชื่อเสียงด้านไวโอลินแล้วในประเทศเยอรมันยังมีโรงงานผลิตไวโอลินเก่าแก่อีกด้วย


หญิงสาวจ้องไปที่หน้าเวทีเมื่อนักไวโอลินคนหนึ่งกำลังเล่นเพลงโปรดของทุกคนนั่นก็คือ The Blue Danube เพลงนี้เป็นเพลงวอลต์ซ แต่งโดย โยฮันน์ ชเตราสส์ที่ 2 ขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1866 และแสดงครั้งแรกในปี ค.ศ.1867 ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในเพลงคลาสสิกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดอีกทั้งยังถูกจัดว่า เป็นเพลงประจำประเทศออสเตรียอีกด้วย เนื้อร้องได้รับการแต่งขึ้นโดยโจเซฟ เวย์ล นักแต่งคำร้องของสมาคมนักร้องประสานเสียง เพื่อชื่นชมความงามของแม่น้ำดานูบและกรุงเวียนนา

เสียงเครื่องดนตรีสามสิบกว่าชิ้นของวงออร์เคสตราบ้างก็ให้เสียงสูง เสียงต่ำ ชาลิสาแทบไม่ได้หายใจ ทุกวินาทีที่ผ่านไปเปรียบเสมือนของขวัญอันล้ำค่าที่รอคอยมาแสนนาน หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงด้วยความปลื้มปิติ ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งก็คือ ได้มีโอกาสแสดงบนเวทีระดับโลกเช่นนี้ แต่ดูเหมือนว่า เส้นทางของหล่อนคงห่างไกลจากจุดนั้นเป็นอันมาก แม้หญิงสาวจะมีโอกาสมาเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่ถ้าเทียบกับนักดนตรีอาชีพแล้วหล่อนคงยังต้องฝึกฝนอีกมาก อาจารย์เคยบอกว่า ชาลิสามีพรสวรรค์ แต่สิ่งที่สวนทางก็คือ ไร้ทุนทรัพย์

หญิงสาวตัดสินใจขอทุนเพื่อเรียนต่อเพื่อลดภาระของมารดา หล่อนส่งบทเพลงที่เคยเข้าเรียนพร้อมกับบันทึกการแสดงสามเพลงมาให้กรรมการ ก่อนจะได้รับการตอบรับในที่สุด ยิ่งมีโอกาสชมคอนเสิร์ตระดับโลกเช่นนี้ ความฝันก็รุ่งโรจน์ขึ้นอีกครั้ง เมื่อนักดนตรีบรรเลงเพลงมาถึงตอนสุดท้าย ชาลิสาก็ตบมือเช่นเดียวกับผู้ชมคนอื่นๆ แม้ตาจะมองไปที่เวทีเบื้องหน้าแต่กลับรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมอง หญิงสาวหันขวับไป ตอนนั้นเองหล่อนก็เห็นใครคนหนึ่งมองมาจากระเบียบห้องชั้นสอง...


ชายหนุ่มวิ่งฝ่าฝูงชนที่ทยอยกันออกจากโรงละครเมื่อการแสดงจบลง สายตาเขาจ้องไปที่หญิงสาวกับเพื่อนซึ่งกำลังเดินออกไปเช่นเดียวกัน เขาเห็นหล่อนตั้งแต่เริ่มคอนเสิร์ตแล้ว แต่เพราะนั่งอยู่ในห้องแยกทำให้ลงมาไม่สะดวก ดูเหมือนหญิงสาวจะรู้ตัวว่า ถูกแอบมอง สังเกตจากการที่เจ้าหล่อนหลุบตาลง และพอคอนเสิร์ตจบลง หล่อนก็เดินกึ่งวิ่งออกจากหอประชุม เจอโรมต้องวิ่งลงบันไดหลายชั้น เขาภาวนาขอให้ทัน อย่างน้อยวันนี้เขาต้องรู้ชื่อหญิงสาวให้ได้หรือไม่ก็รู้ว่า หล่อนพักอยู่ที่ไหน

ร่างสูงเร่งฝีเท้า เขามองเห็นหญิงสาวกำลังเลี้ยวไปตามถนน อีกไม่นานหล่อนก็จะขึ้นรถบัสไป เจอโรมอยู่คนละฝั่งถนนกับหล่อน เขาตั้งใจว่า ตามไปแต่แล้วรถบัสคันหนึ่งกลับมาจอดขวางตรงหน้า ชายหนุ่มสบถเมื่อเห็นหญิงสาวก้าวขึ้นรถไป ระหว่างที่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น ตัวช่วยก็แล่นเข้ามาจอด

เขาไม่ได้ถามว่า อัลเบิร์ตรู้ได้ยังไงว่า กำลังต้องการความช่วยเหลือแต่พอเห็นสีหน้าเครียดๆ ของอีกฝ่ายก็รีบตัดสินใจก้าวขึ้นรถทันที พ่อบ้านอาวุโสขับรถตามรสบัสคันนั้นไปทันทีราวกับรู้ว่า เขากำลังทำอะไร เจอโรมไม่ได้พูดอะไรเอาแต่นั่งเงียบ ระหว่างนั้นก็จ้องไปที่รถคันหน้า


รถบัสแล่นไปตามถนนห่างจากโรงละครหลายช่วงตึกทันที ผ่านไปเกือบสิบห้านาทีก็ถึงถนนอีกแห่ง ร่างบางที่คุ้นตาก้าวลงจากรถบัส คราวนี้เพื่อนสาวของหล่อนไม่ได้ลงมาด้วย หญิงสาวสะพายกระเป๋ามาคนเดียว และเดินตรงเข้าไปในซอย เจอโรมเดาว่า น่าจะเป็นหอพักมหาวิทยาลัยแต่เขาคิดผิด หล่อนพักอยู่ที่อะพาร์ตเม้นต์ สภาพตึกด้านนอกค่อนข้างเก่า สีจึงซีดจางไปตามเวลา ถนนด้านหน้าขรุขระ หญิงสาวผลักประตูกระจกเข้าไป อัลเบิร์ตจอดรถพูดขึ้น

“เข้าไปสิ ผมจะจอดรอคุณอยู่ตรงนี้”


เจอโรมรีบลงจากรถและตามหญิงสาวเข้าไปในตัวตึก โชคดีที่ในจังหวะที่จะเข้านั้นมีผู้ชายวัยรุ่นอีกคนเปิดประตูออกมาพอดี เขาเพิ่งสังเกตว่า ด้านหน้านั้นต้องใช้คีย์การ์ดเปิด อะพาร์ตเมนต์แห่งนี้มีทั้งหมดสี่ชั้นด้วยกันแต่ละชั้นมีห้องพักทั้งหมดสี่ห้อง หลายห้องอยู่กันเป็นครอบครัว สังเกตได้จากประตูที่เปิดอยู่ พอมองเข้าไปก็เห็นว่า แม่กำลังอุ้มลูกอยู่ ชายหนุ่มก้าวขึ้นบันได เขาเดาว่า หล่อนน่าจะอยู่ชั้นบน พอขึ้นไปถึงจังหวะนั้นประตูก็เปิดออกมาพอดี หญิงสาวคนเดิมถือถุงขยะอยู่ในมือด้วย สีหน้าหล่อนตกใจมากเมื่อเห็นเขา ถึงกับโพล่งขึ้นว่า


“คุณมาทำอะไรที่นี่ ออกไปนะ”



นิยายเรื่องนี้จะวางแผง ในเดือน ตุลาคมนี้นะคะ สนพ ที่รักค่ะ ปกออกแล้ว แวะไปดูที่ เฟซ สนพ ที่รักได้เลยค่ะ



tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 ก.ย. 2560, 20:22:23 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 ก.ย. 2560, 20:22:23 น.

จำนวนการเข้าชม : 700





<< บทที่ ๓ ปริศนา    บทที่ ๕ ฉันเกลียดคุณ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account