โอบรัก
“ทำไมพี่ชายต้องขอหมั้นกับบัวด้วย”


“ก็เพราะพี่รักบัวนะสิ”


“ไม่จริง...พี่ชายโกหก ก็พี่ชายเคยบอกว่า ไม่ชอบเด็ก”


“ก็ตอนนี้พี่เปลี่ยนใจแล้ว พี่ไม่ใช่แค่ชอบบัวนะ แต่รักแล้วก็หวงมากๆ ด้วย ต่อไปนี้พี่ขอสั่งห้
Tags: นิยายกุ๊กกิ๊ก ดราม่า แนวกินเด็ก

ตอน: บทที่ ๕ เงื่อนงำ

บทที่ ๕ เงื่อนงำ

ศพของคุณวุฒิชัยไม่ได้ถูกส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลตำรวจอย่างที่ควรจะเป็นตรงกันข้ามพัสวีกลับให้นำไปไว้ที่วัดเดียวกับอภิรักษ์ในเย็นวันนั้น หม่อมราชวงศ์กนต์ธรต้องใช้เส้นสายเพื่อให้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น ภรรยาสาวของวุฒิชัยปฏิเสธที่จะให้ทำการชันสูตรศพโดยอ้างว่า ไม่จำเป็น

หล่อนนำยาและประวัติการรักษาของสามีมาให้ตำรวจและอ้างว่า แพทย์ประจำตัวได้มาตรวจดูอาการให้แล้วพร้อมทั้งออกใบมรณะบัตรให้ หลักฐานที่มีอยู่ทำให้ตำรวจร้อยเวรค่อนข้างเชื่อถือว่า วุฒิชัยน่าจะเสียชีวิตจากโรคประจำตัวคือ โรคหัวใจจริง ดังนั้นเรื่องส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลจึงเป็นอันตกไป พัสวีให้สัปปะเร่อฉีดยาฟอร์มาลีนและดำเนินขั้นตอนเพื่อจัดพิธีศพขึ้นอย่างเร่งด่วน แม้ว่า ฉากหน้าหล่อนจะทำเป็นร้องไห้ตลอดเวลา แต่บางอย่างในดวงตาคู่นั้นทำให้นักธุรกิจอย่างหม่อมราชวงศ์กนต์ธรรู้ได้ว่า มันเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง


เนื้อแท้แล้วพัสวีไม่ได้เสียใจอย่างที่แสดงกับทุกคน ตรงกันข้ามหล่อนเหมือนโล่งอกด้วยซ้ำที่วุฒิชัยเสียชีวิต หล่อนคงกำลังหาทางกำจัดเขาออกไปจากชีวิต และโผไปเกาะที่พึ่งคนใหม่ที่ร่ำรวยกว่า หนุ่มกว่า ผิดกับบุตรสาวของผู้ตาย ที่มีใบหน้าเศร้าหมอง ขอบตาแดงก่ำ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรพบกับรวินทร์รดาที่วัด หล่อนสวมเสื้อยืดกับกางเกงสีดำ ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง ขอบตาแดงก่ำมากกว่าเมื่อวาน ร่างที่ดูเหมือนจะปลิวลมคงเพราะความทุกข์มากมายถาโถมเข้าใส่ หล่อนต้องสูญเสียบิดาไปอย่างไม่มีวันกลับแม้ทั้งคู่จะไม่ลงรอยกันแต่ถ้าเทียบกับความผูกพันทางสายเลือดแล้วก็ยังตัดกันไม่ขาด


เขาเห็นหญิงสาวกลั้นสะอื้นและใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาเป็นระยะๆ เขาเห็นแม่บ้านคอยประคองหล่อน ร่างที่โซเซจวนจะล้มมิล้มแหล่ ดูช่างน่าสงสารนัก แต่เจ้าตัวก็กัดฟันลุกขึ้นสู้ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรลางานหนึ่งวันเพื่อไปร่วมพิธีรดน้ำศพ อีกทั้งเขายังต้องการหาจังหวะเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาว แต่ความวุ่นวายจากการเตรียมงานศพทำให้เขาไม่มีโอกาส เขาเห็นหล่อนเดินตัวลอยๆ เหมือนไม่มีสติและทำตามสิ่งที่แม่บ้านและคนขับรถบอก เมื่อนำศพใส่โลงหญิงสาวก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โผเข้ากอดโลงศพ ขณะที่พัสวีชักสีหน้าบึ้งกอดอก


“นี่บัว จะพิริ้พิไรให้ได้อะไรขึ้นมา มันจะช้าไปกันใหญ่นะ เรายังมีหลายอย่างต้องทำ”
แม่บ้านอาวุโสมาประคองรวินทร์รดาออกจากการกอดโลงศพและพาหล่อนไปนั่งเก้าอี้แถวหน้าสุด หญิงสาวร้องไห้กอดแม่บ้านเอาไว้ ขณะที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรนั่งอยู่ด้านหลังคอยสังเกตการณ์ เขาไม่แน่ใจว่า รู้สึกไปเองหรือเปล่าว่า พัสวีดูเร่งรีบในการนำศพใส่โลงอีกทั้งยังคอยชี้นิ้วบงการตลอดเวลา เมื่อขั้นตอนการบรรจุศพเสร็จสิ้นลง หล่อนก็หันมาทางลูกเลี้ยงสาวพร้อมกันพยักหน้ากับแม่บ้านซึ่งนำของมาให้

“ข้าวของส่วนตัวของเธอ ฉันเก็บใส่กระเป๋ามาให้แล้ว”


ไม่เพียงแต่รวินทร์รดาที่แปลกใจ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็ตกใจด้วย กระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ถูกลากเข้ามาทำให้คิดอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากหญิงสาวกำลังถูกไล่ออกจากบ้าน ทั้งที่เป็นบ้านของบุพการีหล่อนเอง แต่ทันทีที่ขาดที่พึ่ง เมียใหม่อย่างพัสวีก็เข้ามาบริหารจัดการ
“นี่มันอะไรกัน”

“ฉันต้องขายบ้านเพราะพ่อเธอก่อหนี้เอาไว้มาก พรุ่งนี้เจ้าของใหม่เขาก็จะเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย ฉันไม่อยากให้เขาเอาของๆ เธอไปทิ้ง จะรับเอาไว้หรือไม่ก็ตามใจ แต่นับจากนี้เธอจะต้องไม่กลับไปที่บ้านนั้นอีก”


รวินทร์รดาเหมือนคนล้มทั้งยืน ใบหน้าของหล่อนซีดเผือดกว่าเดิมเท่าตัว บ้านหลังนั้นคงเป็นที่รวมความทรงจำทุกอย่าง เขาจำได้ว่า หญิงสาวอยู่บ้านนั้นมาตั้งแต่เกิด ก่อนหน้าที่คุณพิราวรรณจะเสียชีวิต คือ บ้านแห่งความสุข

“ทำไมต้องรีบขนาดนี้ พ่อเพิ่งจะเสียทำไมต้องรีบขายบ้าน”

“แล้วหนี้ท่วมหัวมันรอได้หรือเปล่าเล่า อย่าลืมสิว่า ฉันเองก็ลำบากไม่มีที่ซุกหัวนอนเหมือนกัน แต่เจ้าหนี้มาเร่งทวงยิกๆ ถ้าไม่รีบขายก็มีหวังต้องติดคุกกันพอดี”

แม้พัสวีจะเป็นภรรยาแต่หล่อนไม่ได้จดทะเบียนกับวุฒิชัย แต่เมื่อเจ้าหนี้ทวงหนี้หล่อนจึงต้องเข้ามาจัดการทุกอย่าง

“แต่ก็น่าจะรอให้งานศพพ่อกับพี่รักษ์ผ่านไปก่อน”
งานเผาศพของอภิรักษ์ถูกเลื่อนออกไปเพื่อจัดการงานของวุฒิชัยแทน ครอบครัวตั้งใจจะเผาศพวันเดียวกันและนำกระดูกไปลอยอังคาร

“ก็เจ้าหนี้เขารีบ เธอจะให้ฉันทำยังไง หรือเธออยากจะเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้เอง ก็เอาสิ บอกไว้ก่อนนะว่า เด็กวัยรุ่นใจแตกอย่างเธอทำอะไรไม่ได้หรอก อีกอย่างพ่อเธอก็เซ็นมอบอำนาจไว้ให้ฉันทุกอย่าง ฉันมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้”

“ไม่จริง...พ่อไม่ทำอย่างนั้นแน่”

“ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามทนายสุขสันต์ดูสิ หลังงานศพ เราจะเปิดพินัยกรรมที่พ่อเธอทำไว้แล้วเราจะได้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร”


“เธอวางแผนทุกอย่างไว้ใช่ไหม เธอจะยึดทุกอย่างไปเป็นของตัวเอง” รวินทร์รดาแค่นเสียงอย่างเจ็บปวด หล่อนจ้องมองแม่เลี้ยงด้วยความเกลียดชัง” เธอเป็นคนฆ่าพ่อใช่ไหม พ่อไม่ได้หัวใจวายอย่างที่เธอบอก”

“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ฉันจะฆ่าพ่อเธอทำไมกันในเมื่อเรารักกัน” หล่อนแสร้งทำน้ำตาคลอ แต่รวินทร์รดาโต้กลับ

“ตอแหล เธอมันนังงูพิษ เธอวางแผนฆ่าพ่อฉันใช่ไหม เพื่อฮุบทุกอย่าง”

หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้และโผเข้าไปหาอย่างโกรธจัด แม่บ้านดึงมือไว้
“อย่าค่ะคุณหนู”


“ปล่อย” หล่อนสะบัดแต่แล้วคนขับรถกลับตรงเข้ามาจับรวินทร์รดาเอาไว้ พัสวียักไหล่ เชิดหน้ามองอย่างไม่แคร์

“อย่าพูดมั่วๆ นะ ฉันไม่ได้ฆ่าคุณวุฒิชัย เขาหัวใจวายตายเองต่างหาก โรคประจำตัวก็ตั้งเยอะแยะแล้วดันดื่มหนักขนาดนั้นช่วยไม่ได้ เขาควรจะรักษาสุขภาพไม่ใช่แอบตัดช่องน้อยแต่พอตัวทิ้งฉันไว้กับภาระหนักอึ้งขนาดนี้ ฉันอุตส่าห์ยอมเสียสละความสาวเพื่อแต่งงานกับเขา แต่เขาไม่รักษาสัญญา” พัสวีพ้อ แกล้งกรีดน้ำตา

“ไม่จริง...พ่อมีโรคประจำตัวแต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต ต้องเป็นแกใส่อะไรให้พ่อฉันกินแน่ๆ ฉันไม่ยอม...ฉันจะขอให้ตำรวจชันสูตรศพ”

“ไม่มีทาง หมอประจำตัวสรุปมาแล้ว และพ่อเธอก็อยู่ในโลงแล้วด้วย เลิกทำตัววุ่นวายได้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะให้คนลากเธอออกไปรอนอกศาลา จำเอาไว้นะว่า ฉันเป็นเมียพ่อเธอและฉันก็มีอำนาจจัดการทุกๆ อย่างในบ้านนี้ ส่วนเธอไม่มีสิทธิ์ กลับไปอยู่ที่ของเธอที่อังกฤษโน่น ที่เมืองไทยไม่ต้อนรับ”
รวินทร์รดาฮึดฮัดแต่แม่บ้านกับคนขับรถช่วยกันจับพัสวีเดินสะบัดก้นออกไป คนขับรถจึงคลายมือออกและวิ่งตามไป หญิงสาวกอดแม่บ้านเอาไว้ หล่อนสะอื้นมองโลงศพตรงหน้า หม่อมราชวงศ์กนต์ธรลอบมองทุกอย่าง เขาได้แต่คิดว่า ควรจะหาทางช่วยหญิงสาวอย่างไรดี..


งานศพของวุฒิชัยจัดขึ้นอย่างเร่งรีบเพราะพัสวีอ้างว่า ไม่มีเวลาเพราะต้องจัดการเรื่องหนี้สิน ดังนั้นจึงเป็นงานสวดแค่สามวันหลังจากนั้นก็เผาศพ ไม่รู้เพราะเส้นสายตำรวจหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ทุกอย่างจึงเป็นไปตามประสงค์ของพัสวีอย่างรวดเร็ว วันงานเผาศพหม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็มาร่วมงานด้วย เขาเห็นรวินทร์รดานั่งร้องไห้อยู่ตรงเก้าอี้แถวหน้า ร่างกายหล่อนดูซูบผอมกว่าเดิมคงเพราะตรอมใจ หล่อนเงยหน้ามองควันที่ออกจากปล่องไฟด้านบนยามเผาศพ และร้องไห้ตลอดเวลา

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรสงสารหญิงสาวจับใจอยากจะเข้าไปปลอบแต่ทำไม่ได้ เขายังไม่แน่ใจว่า นับจากนี้หญิงสาวจะตัดสินใจอย่างไร แต่ทุกอย่างเริ่มยากขึ้น รวินทร์รดาถูกไล่ออกจากบ้าน เขาเห็นข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการขายบ้าน ขายสมบัติต่างๆ ผนวกกับการเป็นคนล้มละลาย พินัยกรรมจะถูกเปิดพรุ่งนี้ และชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่า วุฒิชัยได้เตรียมแผนสำหรับบุตรสาวหรือไม่

บ่อยครั้งที่เขาเองเริ่มเห็นด้วยกับรวินทร์รดาว่า การตายของวุฒิชัยน่าจะมีเงื่อนงำ เพราะเท่าที่ได้เจอกับวุฒิชัยวันนั้นก็ดูสบายดี ไม่น่าจะมีหัวใจวายกะทันหัน แต่เนื่องจากเขาไม่ใช่แพทย์จึงไม่แน่ใจว่า พอมีจะมีทางพิสูจน์ได้หรือเปล่า แต่พอเผาศพก็เท่ากับทุกอย่างจบลงแล้ว คงต้องยอมรับความจริงไปตามนั้น เขามองหญิงสาวเดินใจลอยเหมือนหุ่นยนต์ ทำทุกอย่างตามที่แม่บ้านอาวุโสบอก

เหมือนหล่อนมีเพียงร่างไร้วิญญาณ ใบหน้ารูปไข่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เขาเฝ้ามองหล่อนอย่างเงียบๆ แต่ยังไม่กล้าเข้าไปทำอะไรเพราะรู้ดีว่า หญิงสาวคงต้องปฏิเสธ การถูกทำร้ายด้วยการกัดหลังมือทำให้ไม่กล้าผลีผลาม แม้จะรู้ว่า ช่วงนี้คือ ช่วงที่เหมาะที่สุด หญิงสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่ต้องสูญเสียคนที่เปรียบเสมือนครอบครัวทั้งหมดภายในเวลาอันสั้น หล่อนคงรู้สึกเคว้งขว้างไม่รู้จะหันไปทางไหนดี ยิ่งถูกแม่เลี้ยงไล่ออกจากบ้านที่เคยอาศัยยิ่งแต่เด็ก แถมยังไม่มีเงินเก็บก็หมายความว่า รวินทร์รดาคงไม่มีที่ไป


สิ่งเดียวที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรต้องทำก็คือ รอให้หล่อนวางใจและยอมให้เขาเป็นผู้ช่วย แต่เขายังไม่รู้ว่า จะอีกนานเท่าไหร่ วันนี้คือ งานศพวันสุดท้าย ใบหน้าซูบซีดบ่งถึงความทุกข์อย่างหนัก แต่หล่อนก็เลือกที่จะเงียบ แขกที่มาร่วมงานดูเหมือนจะไม่สนใจบุตรสาวของวุฒิชัยนัก อาจเพราะน้อยคนนักที่รู้ว่า เขามีลูกสาว ส่วนใหญ่จะสนใจแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่างพัสวีมากกว่า หล่อนดูเป็นจุดเด่นทั้งๆ ที่เป็นงานศพของสามีที่เพิ่งเสียชีวิต ชายหนุ่มมั่นใจว่า พัสวีไม่ได้เสียใจอย่างที่แสร้งทำ


หล่อนต้อนรับแขกที่มาร่วมงานเผาศพตั้งแต่เริ่มงานจนกระทั่งเสร็จ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรร่วมพิธีตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเฝ้ามองพิธีด้วยความเศร้า ชายหนุ่มยังไม่รู้ว่า จะสามารถทำตามคำสั่งเสียของอภิรักษ์ได้หรือไม่ เขารู้แต่เพียงว่า จะพยายามให้มากที่สุด เมื่อพิธีเผาสิ้นสุดลง ชายหนุ่มก็เดินออกจากศาลา เขายังเฝ้ามองรวินทร์รดาต่อ แขกส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้ว จึงเหลือเพียงพัสวีกับหญิงสาว รวมถึงแม่บ้านและคนขับรถ ทั้งหมดต่างทยอยกันเก็บของขณะที่ชายอีกคนซึ่งสวมสูทสีดำเดินสวนเข้ามา หม่อมราชวงศ์กนต์ธรจำผู้ชายคนนี้ได้ เขาคือ ทนายความประจำตัวของวุฒิชัย แต่ปัญหาก็คือ ชายหนุ่มมาทำไม และสุดท้ายก็ได้คำตอบ


“คุณหนูรวินทร์รดาใช่ไหมครับ ผมสุขสันต์ ผมอยากเชิญคุณกับคุณพัสวีไปที่สำนักงานตอนนี้เพื่อเปิดพินัยกรรมที่คุณวุฒิชัยทำไว้”
รวินทร์รดาเงยหน้าขึ้น สีหน้าซีดเผือด
“วันนี้เลยหรือคะ”
“ใช่ครับ นี่เป็นคำสั่งเสียของพ่อคุณ บอกให้เปิดพินัยกรรมให้เสร็จเรียบร้อยในวันเผาศพ เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”


รวินทร์รดาคิดมาตลอดว่า บิดาเกลียดหล่อน แต่ไม่คิดเลยว่า ท่านจะเกลียดจนถึงกับทำพินัยกรรมยกสมบัติให้กับพัสวีเกือบทั้งหมด แต่ที่สงสัยมากก็คือ ทรัพย์สินมากมายที่เคยมีนั้นหายไปไหนหมด

ครอบครัวหล่อนร่ำรวยเพราะเป็นเจ้าของธนาคาร มีที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านพัก บ้านตากอากาศ ที่ดินเปล่า ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงปริมณฑล แต่ตอนนี้ทุกอย่างหายหมดไม่มีเหลือ ที่ยังพอเหลือก็ถูกยกให้พัสวีแทบทั้งหมด มีเพียงเงินในบัญชีธนาคาร ซึ่งมีเงินติดอยู่แค่หลักพัน ส่วนบ้านหลังที่เคยอาศัยนั้นกลายเป็นชื่อของพัสวี ที่ดิน ที่สำคัญคือ เครื่องเพชรซึ่งเป็นของมารดาก็พลอยถูกยกให้กับพัสวีไปด้วย

รวินทร์รดารู้ว่า ตัวเองพลาด ที่ไม่เคยถามไถ่เรื่องครอบครัวและฐานะการเงินกับอภิรักษ์มาก่อน จึงไม่รู้ว่า วีเครดิตอยู่ในสภาวะย่ำแย่จนถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลาย สมบัติส่วนใหญ่ต้องถูกขายเพื่อใช้หนี้ และทั้งหมดก็ได้ถูกตัดสินไว้ก่อนหน้าที่พี่ชายจะเสียชีวิต เมื่อทนายความสุขสันต์อ่านพินัยกรรมก็ยิ่งสะท้อนใจ ครอบครัวหล่อนเหลือเพียงบ้าน ซึ่งเพิ่งถูกขายไปเมื่อวานนี้ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ก็เช่นเดียวกันได้ถูกขายไปอย่างเร่งรีบ

หญิงสาวอดสงสัยในความน่าเชื่อถือของพินัยกรรมฉบับนี้ไม่ได้ เพราะมันเหมือนกับว่า เขียนมาเพื่อให้พัสวีรับประโยชน์ไปเต็มๆ โฉนดที่ดินริมหาดในหัวหิน และภูเก็ตซึ่งถูกยกให้เป็นของพัสวีทั้งหมด แต่พอหล่อนมองหน้าเหมือนจะถาม แม่เลี้ยงก็รีบแก้ตัวว่า เป็นที่รกร้างไม่ได้มีค่าอะไร รวินทร์รดาไม่ใช่เด็กแล้ว หล่อนไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่า ที่ดินติดริมหาดในจังหวัดท่องเที่ยวสองแห่งนี้มีราคาสูงลิบ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะพินัยกรรมค้ำคออยู่
สีหน้าของพัสวีดูกระหยิ่มยิ้มหย่องราวกับรู้ข้อความในพินัยกรรมมาก่อน ทนายความสุขสันต์หันมาทางหญิงสาว หล่อนยังเป็นเด็กเมื่อเทียบกับทั้งสองคนและคงไม่มีสิทธิ์คัดค้านอะไร
“ถ้าไม่มีอะไรคัดค้าน ก็เชิญคุณรวินทร์รดาเซ็นชื่อตรงนี้”

รวินทร์รดามองพินัยกรรมตรงหน้า สำหรับหล่อนแล้วมันเหมือนสัญญาทาสเสียมากกว่า การยอมรับว่า บิดาหมดตัว และแทบไม่ยกอะไรให้หล่อนเลย มันยากเหมือนตกนรก หญิงสาวตัดสินใจแล้วว่า ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับนี้เลยแม้แต่น้อย

“ฉันไม่เซ็น”

“อะไรกัน เธอจะมาดื้อแพ่งแบบนี้ไม่ได้นะ”

“ฉันบอกว่า ไม่เซ็นก็ไม่เซ็นยังไงล่ะ ใครจะรู้ว่า เธอไม่ใช่คนที่ร่างพินัยกรรมขึ้นเองโดยมีคนสมรู้รวมคิด”

สุขสันต์หน้าตึง หันขวับมาหารวินทร์รดาทันที เขาไม่พอใจอย่างมาก ขณะที่รวินทร์รดาต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง หล่อนเหมือนคนหัวเดียวกระเทียมลีบไร้พวกพ้อง
“คุณกำลังดูถูกผมนะครับคุณรวินทร์รดา ผมเป็นทนายความให้พ่อคุณมานานเท่าไหร่แล้ว”

“ฉันไม่รู้หรอกค่ะ เพราะฉันไปอยู่ต่างประเทศ เพิ่งกลับมา อีกอย่างนี่ก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ฉันไม่เกี่ยว เสร็จธุระแล้วใช่ไหมคะ ฉันจะได้ไปเสียที”

ร่างบางผุดลุกขึ้น พัสวีลุกตาม ตะคอกเสียดังลั่น

“แก...เฮ้ย เธอจะไปไหนไม่ได้ ต้องลงชื่อยินยอมตรงนี้ก่อน”
“ฉันจะย้ำอีกครั้งนะพัสวี ว่า ฉันจะไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับข้อความทั้งหมดในพินัยกรรม เพราะมันจอมปลอม ก็เหมือนกับเธอนั่นล่ะ ในเมื่อเธออ้างตัวว่า เป็นภรรยาที่พ่อฉันรักมาก ก็เชิญเธอจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองไปเถอะ ถ้าไม่พอใจก็ไปฟ้องศาลเอา ไหนๆ ก็อยากเป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ใช่หรือ ต่อไปนี้เราสองคนถือว่า ไม่ข้องเกี่ยวกันอีก ลาก่อน”

“นังบัว แกแกล้งฉันหรือ” พัสวีแหวออกมาอย่างลืมตัว รวินทร์รดาหันมาแสยะยิ้ม


“ในที่สุดก็เผลอธาตุแท้ออกมาแล้วสินะ น่าเสียดายจริงๆ ที่พ่อฉันไม่มีโอกาสได้เห็นตัวจริงของเธอ ว่า ข้างในเน่าเฟะขนาดไหน”

“แกกล้าด่าฉันอย่างนั้นหรือ”

“แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ สำหรับผู้หญิงที่เหมือนงูพิษอย่างเธอ ฉันขอสาปแช่งเธอและก็ใครก็ตามที่ร่วมมือกันโกงครอบครัวของเราขอให้พินาศชิบหาย อย่าได้ผุดได้เกิดอีก”
“นังบัว นังเด็กเลว”

พัสวีโผเข้าไป แต่รวินทร์รดาตั้งการ์ด ท่าทางหาเรื่องทำให้อีกฝ่ายไม่กล้า สุขสันต์เป็นฝ่ายพูดออกมา


“ถึงคุณจะปฏิเสธ แต่ยังไงพินัยกรรมนี้ก็ต้องมีผลบังคับอยู่ดี เพราะภายในนี้มีลายเซ็นคุณวุฒิชัยเรียบร้อยแถมยังมีพยานยืนยัน”

“ฉันรู้ แต่ฉันก็ยังยืนยันว่า จะไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น ฉันจะต้องสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อให้ได้ และคนที่ฆ่าพ่อฉันจะต้องได้รับผลกรรมในที่สุด”

รวินทร์รดาเดินเหมือนคนหมดแรง แม้ว่า เมื่อชั่วโมงก่อน จะแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเพื่อต่อกรกับพัสวีและสุขสันต์ หญิงสาวไม่แน่ใจว่า ทั้งคู่สมรู้ร่วมคิดในการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมหรือไม่ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานจึงทำอะไรไม่ได้ ข้อความทั้งหมดดูลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด จนแทบไม่น่าเชื่อว่า บิดาผู้ให้กำเนิดหล่อนจะเกลียดจนไม่ยกอะไรให้

แต่สิ่งที่ทำให้รวินทร์รดาสงสัยที่สุดคงเป็นสร้อยบุษราคัมล้อมเพชรเพราะมันคือ สร้อยที่บิดามอบให้คุณพิราวรรณในวันครบรอบแต่งงาน มารดารักสร้อยเส้นนี้มาก สวมออกงานบ่อยๆ แต่วันนี้พัสวีกลับใส่โชว์หรา ตอนเปิดพินัยกรรม นั่นหมายความว่า บิดาได้ยกสร้อยเส้นนี้ให้แม่เลี้ยงก่อน


หญิงสาวปล่อยน้ำตาแห่งความอัดอั้นให้ไหลซึมออกมา หล่อนขออ่อนแอเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปนี้จะต้องเข้มแข็งมากขึ้น รวินทร์รดายังไม่รู้จะจัดการกับปัญหาชีวิตต่อไปอย่างไรดี เงินเก็บกำลังจะหมดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รวินทร์รดาต้องหางานทำอย่างเร่งด่วนที่สุด และงานนั้นจะต้องสามารถทำควบคู่ไปกับการเรียนไปด้วย ที่เมืองไทยไม่เหมือนที่ต่างประเทศซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่จะทำงานไปเรียนไป


ร้านค้าส่วนใหญ่ต้องการพนักงานเต็มเวลามากกว่าซึ่งถ้าหากทำเช่นนั้นการเข้าเรียนในโรงเรียนก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับหล่อน รวินทร์รดาเล็งโรงเรียนอินเตอร์เอาไว้แม้ว่า ค่าเล่าเรียนจะสูงจนเกินเอื้อมแต่ถ้าเทียบกับความรู้ที่หล่อนมีอยู่คงจะปรับตัวได้ไม่ยาก หญิงสาวได้เปรียบเรื่องภาษาเพราะไปอยู่ต่างประเทศมาหลายปี หล่อนมีความฝันและอยากเรียนจบจึงต้องเร่งวางแผนจัดการทุกอย่าง ร่างบางเดินอย่างครุ่นคิด สมองเต็มไปด้วยความสับสน หล่อนเดินเข้าซอยเพื่อกลับห้องพักแต่แล้วกลับรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ตามลำพัง


หญิงสาวเร่งฝีเท้าแต่คนด้านหลังก็ตามมา หล่อนชะลอฝีเท้าอีกฝ่ายก็หยุด รวินทร์รดาแสร้งก้มลงไปเก็บของกับพื้น แต่ที่จริงแอบหยิบก้อนหินบนพื้นขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธ
หล่อนหันขวับมายืนจังก้าพร้อมสู้เต็มที มือเงื้อขึ้นสุดแรง

“เดี๋ยวบัว นี่พี่เอง จำได้ไหมพี่เป็นเพื่อนอภิรักษ์”
หญิงสาวจำชายหนุ่มได้ หล่อนเคยเจอเขาเมื่อครั้งที่แล้วหลังงานศพ แถมยังเป็นคนที่คอยแอบมองหล่อนตลอดเวลา


“ต้องการอะไร ตามฉันมาทำไมอีก”
“พูดดี ๆไม่ได้หรือ พี่ตามมาเพราะเป็นห่วง”

รวินทร์รดาหน้าบึ้ง หล่อนไม่อยากโต้เถียงกับใครอีกในวันนี้ การต่อต่อสู้กับคนที่มีแต่ความเห็นแก่ตัวอย่างพัสวีทำให้หมดพลังไปมาก

“ฉันบอกแล้วว่า ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก ถึงยังไงคุณก็ไม่ใช่พี่แท้ๆ เลิกวุ่นวายกับชีวิตคนอื่นได้แล้ว”

“แต่รักษ์สั่งเสียเอาไว้ก่อนที่เขาตาย พี่ต้องรักษาคำพูด”

หญิงสาวเม้มปากแน่น กลั้นน้ำตาที่จวนจะไหลหยด ยิ่งคิดว่า ก่อนจะเสียชีวิตพี่ชายเป็นห่วงหล่อนมากเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกยอกในอก อคติทำให้ต้องแสร้งทำเป็นเหมือนไม่สนใจ
“ถ้าห่วงจริง ก็ต้องอยู่ดูแลเองสิ ไม่ใช่ทิ้งน้องไว้ตามลำพังแบบนี้”
ชายหนุ่มกระเถิบเข้ามาใกล้ เขาเอ่ยขึ้น


“ฟังพี่นะ ตอนนี้บัวกำลังลำบาก ให้พี่ช่วยเถอะ”

เขาเอื้อมมือมาหมายแตะหัวไหล่ แต่รวินทร์รดาสะบัดออกมา หล่อนแหวเสียงสูง
“ฉันไม่ต้องการ ไปซะ คุณนี่ถ้าจะพูดไม่รู้ฟังนะ ฉันโตแล้ว ดูแล้วตัวเองได้ และฉันก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น”


“เอาล่ะ ถ้าบอกว่า ช่วยเหลือตัวเองได้ งั้นบอกหน่อยว่า บัวจะเอาเงินมาจากไหน ในเมื่อยังเรียนไม่จบ แถมยังถูกไล่ออกจากโรงเรียนแบบนี้”

“คุณไม่ต้องมาซ้ำเติมฉัน คิดว่า รวยนัก จะเอาเงินฟาดหัวคนอื่นงั้นสิ” รวินทร์รดาแดกดัน อดรำคาญชายหนุ่มขึ้นมาไม่ได้

“พูดจาไม่มีสัมมาคาระเลย ใครสั่งใครสอนให้พูดกับผู้ใหญ่แบบนี้”
“ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ล่ะ ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องฟัง ไปให้พ้นหน้าเลยไป”
ใบหน้าที่เชิดขึ้นคงกวนโมโหอีกฝ่ายไม่น้อย หล่อนถึงได้เห็นเขาแอบลอบถอนหายใจคงเพื่อผ่อนคลายความเครียดและพูดกับหล่อนต่อ
“พี่มีคอนโดฯ อยู่ในกรุงเทพฯ บัวไปพักอยู่ที่นั่นก่อน พี่จะให้เงินใช้ แล้วเราก็ไปสมัครเข้าโรงเรียนอินเตอร์ พี่รู้จักโรงเรียนดีๆ หลายแห่ง บัวต้องเรียนหนังสือให้จบตามความต้องการของรักษ์”


“อ๋อ...เข้าใจแล้ว ที่แท้ก็คิดจะเลี้ยงต้อยฉันนี่เอง ฉันยังเด็กนะคุณ ส่วนคุณแก่แล้วไม่รู้สึกว่า มันน่าเกลียดไปหน่อยหรือ”
“บัว”
ชายหนุ่มหน้าตึง รวินทร์รดาดูออกว่า เขากำลังพยายามข่มความโกรธอย่างยิ่งยวด บ่อยครั้งที่หล่อนสงสัยว่า เพราะอะไรชายหนุ่มถึงได้อดทนนักถึงได้แวะมาหาอยู่เรื่อย หญิงสาวจำไม่ได้ว่า เขาสนิทสนมกับพี่ชายหล่อนมากเพียงใด
“ไม่ว่า พี่รักษ์จะเคยพูดอะไรไว้ ฉันไม่สนหรอก แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว ฉันไม่ไว้ใจคุณ ดังนั้นฉันจะไม่มีวันย้ายไปอยู่กับคุณเด็ดขาดลืมไปได้เลย ฉันคิดว่า พูดชัดดีแล้วนะคุณชายกนต์ธร ล้มเลิกความตั้งใจเสียเถอะ ต่อให้ต้องตาย ฉันก็จะไม่ยอมให้คุณดูแล”



“เธอดื้อถึงขนาดนั้นเลยหรือครับพี่ชายรัน”
หม่อมราชวงศ์กรกันต์เป็นคนแรกที่ต้องรับฟังการปรับทุกข์ เขาไม่เคยเห็นพี่ชายเคร่งเครียดอย่างนี้มาก่อน แม้จะต้องรับมือกับลูกค้าสารพัดรูปแบบแต่ก็จัดการได้เสมอ แต่วันนี้สำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งทำเอาหน้าเครียด

“ใช่ ดื้อมาก...เฮี้ยวเป็นที่สุด”

รวินทร์รดานอกจากไม่ยอมฟังคำอธิบาย หล่อนยังเถียงคำไม่ตกฟากอีกด้วย สุดท้ายหม่อมราชวงศ์กนต์ธรจึงต้องยอมรามือ เขารู้ว่า ยิ่งบังคับมากเท่าไหร่รวินทร์รดาก็ยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น
“น่าสนุกดีนะครับ ผู้หญิงอย่างนี้ผมว่า ท้าทายดี”
“ก๋ากั่นสิไม่ว่า คงเพราะคุณวุฒิชัยส่งลูกไปเมืองนอก เลยติดนิสัยมา”
“แต่ผมว่า การที่น้องบัวเป็นแบบนี้ก็ดีไปอย่างนะครับพี่ชาย อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้ว่า เธอดูแลตัวเอง และรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้”

“นายหมายความว่า ยังไง”


“พี่ชายรัน ลองคิดดูสิครับ ถ้าเป็นคนอื่น เจอปัญหาหนักหนาขนาดนี้ ไหนจะพี่ชายถูกฆาตกรรมพ่อมาเสียชีวิตอีก แถมยังถูกไล่ออกจากบ้าน บางคนอาจจะนั่งร้องไห้ทั้งวันหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายตามไปแล้วก็ได้”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรนิ่งไป เขาเพิ่งมองเห็นความจริงในจุดนี้ แม้รวินทร์รดาจะทำท่าแข็งกร้าว แต่หล่อนก็ยังเข้มแข็งพอจะรับมือกับปัญหา เขามั่นใจว่า สิ่งที่รวินทร์รดาจะทำต่อไปก็คือ การออกไปหางานทำ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงเขาควรจะเอาใจช่วยหล่อนต่างหาก
“งั้นฉันต้องดีใจสินะ ที่รักษ์สอนน้องสาวได้ดีขนาดนี้”

“ครับพี่ชาย ผมว่า ตอนนี้น้องบัวอาจจะยังสับสน อีกอย่างเธอไม่ได้คุ้นกับพี่ชายรันมากนัก ถ้าจะให้ย้ายมาอยู่กับคนแปลกหน้า คงไม่สะดวกใจเท่าไหร่ ผมว่า พี่ควรจะปล่อยให้เธอช่วยตัวเองไปก่อน ถ้าติดขัดจริงๆ ค่อยยื่นมือไปช่วย”


หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเพิ่งนึกได้ว่า รวินทร์รดาไม่ได้เจอเขานานมากแล้ว บางทีหล่อนอาจจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะขนาดเขาเองยังจำเด็กหญิงผมเปียแก้มป่อง แทบไมได้ด้วยซ้ำ เวลาที่ผ่านไปได้เปลี่ยนเด็กสาวน่าตาน่ารักให้กลายเป็นผู้หญิงเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟัน พูดจามะนาวไม่มีน้ำ แม้จะรู้ว่า หญิงสาวทำทุกอย่างเพื่อประชดพ่อก็ยังอดเสียดายไม่ได้อยู่ดี เท่าที่อภิรักษ์เล่า น้องสาวของเขาเคยเป็นเด็กดีน่ารักและขยันเรียน แต่การถูกไล่ออกจากกลางคัน คงหาโรงเรียนได้ยากพอสมควร

“นายจะบอกว่า พี่ควรส่งคนตามดูเธองั้นสิ”


“ใช่ครับ ให้โอกาสน้องบัวได้ตั้งหลัก ถ้าพี่ชายรันไม่บังคับ เธอน่าจะต่อต้านน้อยลง”
“แผนของนายดีมาก งั้นพี่จะทำตามที่นายบอก ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า คนโผงผางอย่างนายจะคิดอะไรดีๆ แบบนี้ได้ด้วย”
“นี่ชมหรือ ด่าผมกันแน่ครับ ผมไม่ได้โผงผางอย่างนั้นสักหน่อย แค่เป็นคนตรงมาก ผมรู้ตัว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด หม่อมราชวงศ์กรกันต์เป็นคนตรงไปตรงมามากที่สุด เขาชอบวิจารณ์คนตรงๆ
“จริงหรือ...แต่พี่เห็นแกชอบมีเรื่องกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ” หม่อมราชวงศ์กนต์ธรแซว
“นั่นมันเรื่องงานครับ เราเถียงกันก็เพราะประเด็นวิชาการ เพื่อให้ผลการรักษาของคนไข้ดีขึ้นไงครับ ยกเว้นคนเดียวที่ชอบขัดคอผมแบบไม่มีเหตุผลอยู่เรื่อย”


“หมอเอยล่ะสิ ไม่ได้ยินแกบ่นถึงเขามานานมากแล้วนะ”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรกำลังหมายถึง เพื่อนนักศึกษาที่ชื่อ อมิตตาซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหม่อมราชวงศ์กรกันต์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาแพทย์ เขาเคยได้ยินน้องชายบ่นให้ฟังหลายครั้ง บังเอิญเหลือเกินที่ทั้งคู่มักจะขึ้นวอร์ดเดียวกัน


“ใช่..ไม่รู้ป่านนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว แต่ดีเสียอีก ไม่มีคนมาตวาดแว๊ดๆ ให้รำคาญหู”
“แน่ใจนะว่า ไม่ได้คิดถึงหมอเอย อุตส่าห์เรียนด้วยกันมาตั้งนาน”

นอกจากเรียนคณะเดียวกันแล้ว ทั้งคู่ยังมักจะขึ้นวอร์ดพร้อมกันอีกด้วย ทั้งสองเป็นตัวเต็งได้ที่หนึ่งของคณะ แต่สุดท้ายแล้วอมิตตาก็ลาออกจากคณะกลางคัน ทั้งที่ยังเรียนไม่จบและเพิ่งอยู่ชั้นปีที่สี่เท่านั้น
“แหงสิครับพี่ชายรัน เอยปากยิ่งกว่ากรรไกรโรงพยาบาล ทั้งเหน็บแนม ทั้งจิกกัด สารพัด แถมพอขึ้นวอร์ดเดียวกันยังใช้งานผมเยี่ยงทาส ไม่รู้ชาติก่อนผมไปติดค้างอะไรหล่อน ถึงได้ต้องเจอกันอยู่เรื่อย”

“เนื้อคู่ละมั้ง” หม่อมราชวงศ์กนต์ธรโยนระเบิดเข้ามากลางวง ผลก็คือ น้องชายชักสีหน้าบึ้ง โต้กลับ น้ำเสียงเคือง


“พี่ชายรัน พูดอย่างนี้มีโกรธ นะครับ มีอย่างที่ไหน บอกว่า ผมเป็นเนื้อคู่เอย นี่เท่ากับแช่งผมชัดๆ”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรหัวเราะร่วน มองน้องชายที่เริ่มหัวเสีย ขณะที่ผู้หญิงในคณะคนอื่นๆ พากันหลงเสน่ห์หม่อมราชวงศ์กรกันต์มีเพียงอมิตตาคนเดียวที่ตั้งตัวเป็นศัตรูแถมยังคอยค่อนแคะตลอดเวลา ทั้งคู่เคยปะทะคารมกันครั้งใหญ่ต่อหน้าอาจารย์แล้วก็โดนเรียกไปสงบสติอารมณ์ทั้งคู่


“พี่จะคอยดูก็แล้วกัน พ่อคนปากแข็ง ระวังเถอะ เกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้น”
“คนนี้ไม่มีทางแน่นอนครับ ถ้าผู้หญิงในโลกเหลือแค่คนเดียว คือ เอย ผมขอยอมเป็นโสดตลอดชีวิตเลยจะดีกว่า ขืนต้องมาปะทะคารมกันทุกวัน มีหวังผมคงขาดใจตายแน่”


หญิงสาวไม่เคยคิดว่า การหางานในกรุงเทพฯ จะยากยิ่งกว่า งมเข็มในมหาสมุทรขนาดนี้ หล่อนออกจากห้องพักตั้งแต่เช้า เพื่อไปสมัครงานตามร้านต่างๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ เซเว่น หรือแม้แต่ร้านหนังสือ แต่ไม่มีร้านไหนต้องการพนักงานพาร์ทไทม์เลยแม้แต่น้อย
รวินทร์รดาเดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้จนขาแทบขวิด ท้องไส้ก็ร้องจนแสบไปหมดเพราะยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง เหงื่อที่ซึมออกมาเปียกจนชุ่มแผ่นหลัง ตาสองข้างลาย หญิงสาวแทบจะเดินลากเท้ากลับหอพัก พอเช้าก็ออกไปเดินหางานอีก หล่อนลองเข้าไปดูตามเว็บไซด์ที่ประกาศสมัครงาน แต่ก็ไม่มีข่าวดีเลย วันนี้เป็นวันที่หนักหนามากทีเดียว เพราะพอเริ่มออกจากหอพักฝนก็เริ่มเทลงมา เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เปียกจนชุ่ม หญิงสาวเดินหนาวจนฟันกระทบกัน


ครั้นพอเข้าไปนั่งรอสัมภาษณ์งานในบริษัท แอร์ก็เย็นฉ่ำจนหนาวเข้ากระดูก แต่พอผู้สัมภาษณ์เห็นวุฒิฯ การศึกษาของหล่อนก็รีบไล่ออกมาทันที หญิงสาวพยายามขอร้อง เพื่อของานอะไรก็ได้ แต่ก็โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ด้วยเหตุผลที่ว่าหล่อนเรียนไม่จบ
รวินทร์รดาไม่เคยรู้สึกเสียใจมากเท่าตอนนี้เลย เพียงเพราะต้องการประชดบิดา ทำให้ผลการเรียนของหล่อนย่ำแย่ ทั้งที่แท้จริงแล้ว วิชาเหล่านั้นไม่ได้ยากเกินความสามารถเลยแม้แต่น้อย สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมและมัธยมต้น หล่อนเรียนเก่งมากเป็นที่หนึ่งของห้องมาตลอด หล่อนเคยเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขัน แต่ชะตาก็พลิกพลันถูกส่งไปต่างประเทศกลางคันก็เพราะบิดาแต่งงานใหม่ ชีวิตที่หักเหอย่างสุดขั้วก็เพราะพัสวีเพียงคนเดียว หล่อนนึกถึงคำพูดของพี่ชาย

“บัวจะประชดชีวิตให้ได้อะไรขึ้น ทุกอย่างที่ทำมีแต่ทำลายตัวเอง”


พี่ชายพูดถูกแต่กว่า จะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้ว เงินเก็บที่นำมาจากอังกฤษก็พร่องลงอย่างน่าใจหาย หากภายในอาทิตย์นี้ยังหางานทำไม่ได้ หล่อนคงต้องระเห็จไปนอนวัด พักนี้ชายหนุ่มคนเดิมไม่ได้มาตอแยหล่อนอีก เขาคงรับรู้ได้ว่า หล่อนรังเกียจและคงไม่ยอมรับความช่วยเหลือแน่ๆ


รวินทร์รดาอดรู้สึกโหวงขึ้นมาไม่ได้ เขาคือ คนๆ เดียวบนโลกใบนี้ที่ดูเหมือนจะหวังดีต่อหล่อน แต่แล้วอคติก็ทำให้ต้องรีบปฏิเสธ

หญิงสาวเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของพี่ชาย แล้วก็พบว่า หม่อมราชวงศ์กนต์ธร เขาคือ เพื่อนสมัยมัธยมของอภิรักษ์จริงๆ ทั้งคู่สนิทกันมาก มีรูปให้เห็นอยู่หลายรูปด้วยกัน แถมยังเล่นบาสด้วยกัน หล่อนคลิกดูรูปสมัยเรียนและก็ได้เห็น ภาพของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง สมัยเรียนหม่อมราชวงศ์กนต์ธรรูปร่างผอมกว่านี้ ผิวขาวจัด สวมแว่น ท่าทางเหมือนเด็กคงแก่เรียน หล่อนคลิกดูภาพตอนเด็กแล้วถึงจำได้ว่า เขาเคยแวะมาที่บ้านหลายครั้งเพื่ออ่านหนังสือ


เวลาที่ผ่านไปได้เปลี่ยนเด็กชายท่าทางผอมเก้งก้างให้กลายเป็นหนุ่มหล่อ รูปร่างสูง เขามีมัดกล้ามเล็กน้อยพองาม ใบหน้าคมสัน คิ้วเข้มพาดอยู่เหนือนัยน์ตาคมกริบ จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงจัด หญิงสาวลองค้นดูข้อมูลของชายหนุ่มจากอินเทอร์เน็ตและพบว่า เขาเป็นคนมีชื่อเสียง ปัจจุบันชายหนุ่มทำงานอยู่บริษัทเอส เค พร็อพเพอร์ตี้ ชื่อของเขาค่อนข้างหอมหวนสำหรับผู้หญิงในวงสังคม เพราะเมื่อหลายเดือนก่อนเขาเคยได้รับการจัดอันดับว่า เป็นหนุ่มโสดในฝันที่ผู้หญิงต่างหมายปอง


‘เชอะ พวกคุณชาย ผู้ดีอย่างนั้นจะไปทำอะไรเป็น ก็แค่ใส่สูทผูกไท ไปทำงาน’

อคติทำให้เผลอค่อน แค่คิดถึงใบหน้าเรียบเฉยกับนัยน์ตาที่ดูเหมือนจะตำหนิตลอดเวลาก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้ หล่อนจะต้องพิสูจน์ให้เขารู้ว่า ถึงไม่มีใครเลย ก็ช่วยตัวเองได้ เท้าสองข้างเหมือนจะไม่ยอมให้กำลังใจกับความมุ่นมั่นครั้งนี้ของหล่อน หญิงสาวแอบยืนพักขาและถอดรองเท้าข้างหนึ่งออกมาดู คัทชูคู่นี้หล่อนซื้อจากตลาดนัดเพื่อให้ดูเรียบร้อย ผนวกกับกระโปรงบานคลุมเข่าใช้สำหรับเวลาไปสมัครงาน แต่ตอนนี้รองเท้าเจ้ากรรมทรยศด้วยการสร้างรอยแผลพุพองให้กับหล่อน อาการเจ็บจนอยากจะร้อง

ซี๊ดออกมา แต่รวินทร์รดาก็ต้องอดทนเอาไว้ สองขาเดินไปเรื่อยๆ คิดว่า วันนี้คงต้องผิดหวังเหมือนเดิม ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง


หญิงสาวพยายามประหยัด หล่อนกินแค่ซาลาเปาข้างทางไปเมื่อวานเย็น เพราะยังไม่รู้ว่า จะต้องหางานอีกสักกี่วัน ความหวังของหล่อนริบหรี่ลงทุกที แต่ตอนที่ผ่านตรอกเล็กก่อนถึงหอพัก สายตาก็เหลือบไปเห็นร้านแห่งหนึ่ง ป้ายด้านหน้าเก่าจนแทบหาเค้าเดิมแทบไม่เจอ รวินทร์รดาเพ่งจึงรู้ว่า คือ ร้านเช่าหนังสือ แต่สิ่งที่สะดุดตากลับเป็นป้ายเล็กที่เป็นแค่เศษกระดาษเขียนด้วยลายมือแปะเอาไว้ รวินทร์รดาผลักประตูเข้าไปทันที
กระดิ่งที่แขวนอยู่ด้านหน้าประตู ส่งเสียงกรุ้งกริ้ง ภายในร้านมีหนอนหนังสือหลายคนต่างกำลังนั่งอ่านหนังสือในมุมของตัวเอง เมื่อได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น ร้านเช่าแห่งนี้ มีหนังสือเรียงรายกัน ภายในแบ่งเป็นทั้งหมดห้าแถว แต่ละแถวมีชั้นหนังสือสูงจนสุดเพดาน สภาพภายในสะอาดสะอ้าน รวินทร์รดา

กวาดตามองหาเจ้าของร้าน เพียงไม่นานหญิงสูงวัยคนหนึ่งก็เดินออกมา หล่อนมีผมขาวโพลนหมดทั้งศีรษะ แผ่นหลังงองุ้ม รอยยิ้มที่ดูอารี หญิงสาวประนมมือไหว้ คะเนด้วยสายตาอายุน่าจะราวเจ็ดสิบ


“หนูมาเช่าหนังสือหรือ เชิญตามสบาย เคยมีบัตรหรือยังล่ะ” เจ้าของร้านยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจที่แห้งผากจากการถูกปฏิเสธมาตลอดทั้งวันชุ่มชื่นขึ้น

“เปล่าค่ะคุณป้า คือว่า หนูอยากจะมาสมัครงานค่ะ”

ป้าเจ้าของร้านยิ้มกว้าง นัยน์ตาสีฟางเป็นประกายเต้นระริก รวินทร์รดาดูออกว่า อีกฝ่ายดีใจอย่างมาก

“ป้ากำลังหาคนอยู่พอดี ว่า แต่หนูจะมาเริ่มงานได้เมื่อไหร่”

รวินทร์รดาอ้าปากค้าง มองหน้าป้าเจ้าของร้านอย่างไม่เชื่อหู หล่อนเดินสมัครงานทั้งวันและคิดว่า ตนไร้ความหวัง แต่จู่ๆ พอเปิดเข้ามาในร้าน เจ้าของก็ถามว่า หล่อนจะมาเริ่มงานได้เมื่อไหร่ ความสงสัยทำให้ถามออกไป
“คุณป้าว่า อะไรนะคะ”

“ป้าถามว่า หนูจะมาเริ่มงานได้เมื่อไหร่”
“เอ่อ...หนู”
“ถ้าหนูพร้อมมาเริ่มงานได้เลยนะ พรุ่งนี้ก็ได้ ร้านนี้ลูกชายป้าลงทุนเปิดเอาไว้ เขาเอาหนังสือเก่าของตัวเอง บางเล่มก็ขอซื้อต่อจากเพื่อนมา แต่บังเอิญเขาได้งานเป็นเซลล์ที่ต่างจังหวัด ก็เลยไม่ค่อยได้กลับมา ป้าเองก็อายุมากแล้ว จะให้มานั่งเฝ้าถึงสามสี่ทุ่มคงไม่ไหว”
“ป้าอยากให้หนูมาเฝ้าร้านกี่โมงหรือคะ”

“ช่วงสี่ห้าโมงเย็น ถือเสียว่า ให้ป้าได้ไปพัก ป้ารับเลี้ยงเด็กเอาไว้ด้วย เพิ่งจะอายุแค่สามเดือน งอแง และชอบให้อุ้ม สามทุ่มครึ่งแม่เด็กถึงจะมารับ ถ้าได้หนูมาช่วยแบ่งเบา คงดีขึ้นมา”
รวินทร์รดานิ่งไปอย่างครุ่นคิด เวลาที่เริ่มงานตรงกับความต้องการของหล่อนพอดี เพราะถ้าช่วงกลางวันหล่อนไปเรียน ตกเย็นก็รีบกลับ อาจใช้เวลาทำรายงานหรืออ่านหนังสือในร้านแห่งนี้ คงพอให้เรียนทันเพื่อนๆ ได้


“ป้าจะจ้างหนูสักเท่าไหร่คะ ขอโทษนะคะ ที่ต้องถาม หนูกำพร้าพ่อ พี่ชายก็เพิ่งจะเสีย หนูอยากได้เงินสำหรับค่ากินอยู่”


ป้าเจ้าของร้านเช่าหนังสือบอกตัวเลขมา ถึงแม้จะไม่มากแต่สำหรับรวินทร์รดาแล้ว มันเท่ากับเป็นการต่อชีวิต หล่อนต้องหาเงินอีกส่วนหนึ่งเป็นค่าเล่าเรียนและตั้งใจว่า หลังจากเข้าไปเรียนจะต้องหาทางสอบชิงทุนให้ได้เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่าย

“น้อยไปหรือเปล่า หนูคิดว่า พอทำไหวไหมคะ”

รวินทร์รดาพยักหน้า ไม่ว่า ป้าจะให้รายได้เท่าไหร่แต่หล่อนก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน เพราะขืนมัวแต่เลือกงานมีหวังอดตาย คงเพราะเห็นหล่อนเงียบป้าเจ้าของร้านจึงพูดขึ้น
“เอาอย่างนี้ไหม เรื่องเงินป้าให้ได้แค่นี้ แต่ทุกวันป้าต้องทำกับข้าวกินเอง ป้าจะแบ่งข้าวให้หนูกินเป็นมื้อเย็นด้วยจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อให้เสียเงิน”
หญิงสาวมองคนตรงหน้าตาเป็นประกาย รู้สึกเหมือนพระมาโปรด ถ้าหากหล่อนมีข้าวเย็นกินก็น่าจะประหยัดไปได้อีกหนึ่งมื้อ แม้เงินค่าจ้างจะไม่มากนัก แต่น่าจะอยู่ได้สบาย หญิงสาวประนมมือ


“ขอบคุณมากนะคะ ป้าใจดีกับหนูมากๆ พรุ่งนี้หนูขอมาเริ่มงานเลยนะคะ”
“ได้เลย พรุ่งนี้หนูมาที่นี่ แล้วป้าจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงานให้ฟัง ยินดีที่ได้เจอหนูนะ หวังว่า เราสองคนคงทำงานด้วยกันได้ดี”




tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 1 มี.ค. 2561, 21:23:07 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 มี.ค. 2561, 21:23:07 น.

จำนวนการเข้าชม : 745





<< บทที่ ๔ คู่กัด    บทที่ ๖ มัจจุราชและคุณชายขี่ม้าขาว >>
แว่นใส 2 มี.ค. 2561, 09:31:47 น.
คุณชายแอบให้คุณป้าช่วยไหมนะ


tangtangmeow 6 มี.ค. 2561, 20:45:48 น.
แหะๆ คุณชายมีแผนค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account