โอบรัก
“ทำไมพี่ชายต้องขอหมั้นกับบัวด้วย”


“ก็เพราะพี่รักบัวนะสิ”


“ไม่จริง...พี่ชายโกหก ก็พี่ชายเคยบอกว่า ไม่ชอบเด็ก”


“ก็ตอนนี้พี่เปลี่ยนใจแล้ว พี่ไม่ใช่แค่ชอบบัวนะ แต่รักแล้วก็หวงมากๆ ด้วย ต่อไปนี้พี่ขอสั่งห้
Tags: นิยายกุ๊กกิ๊ก ดราม่า แนวกินเด็ก

ตอน: บทที่ ๖ มัจจุราชและคุณชายขี่ม้าขาว

บทที่ ๖ มัจจุราชและคุณชายขี่ม้าขาว

เขาถึงว่า ยามคนเราอารมณ์ดีมักจะมองโลกเปลี่ยนไป รวินทร์รดาเดินออกจากร้านเช่าหนังสือด้วยหัวใจพองโต หล่อนมองวิวทิวทัศน์ข้างทาง เพิ่งรู้สึกว่า ถนนเส้นนี้สวยกว่าเดิม ในที่สุดหล่อนก็หางานพาร์ทไทม์ทำได้สำเร็จ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ หาทางเข้าเรียนต่อตามความฝันของอภิรักษ์ หญิงสาวรู้ดีว่า พี่ชายเป็นห่วง ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เขาเคยเปรยชื่อ โรงเรียนมาให้ฟังสองสามแห่ง

รวิททร์รดาค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อดูค่าเทอมพบว่า ราคาสูงทีเดียว แต่หล่อนยังมีไม้ตาย หญิงสาวเอื้อมมือไปแตะตรงคอ ภายในเสื้อตัวนี้ยังมีของชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นที่ระลึก บิดาเคยซื้อให้หล่อนเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุสิบสองขวบ คือ สร้อยทองพร้อมกับจี้เพชรและมีเหรียญที่ระลึกทำจากทอง หญิงสาวตั้งใจว่า จะนำสร้อยทองไปขายและเก็บตัวจี้เอาไว้เป็นที่ระลึก หลังจากเข้าไปเรียนหล่อนก็จะรีบหาทุนเพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย


หญิงสาวเดินอย่างอารมณ์ดีเข้าไปในซอย ระหว่างนั้นสายตาก็มองไปรอบๆ หอพักแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่วัด ทางค่อนข้างคับแคบแต่โชคดีที่มีผู้คนผ่านเข้าออกเป็นปริมาณมาก จึงทำให้ไม่เปลี่ยวมากนัก ปากซอยมีวินมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ แต่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย รวินทร์รดาจึงเลือกการเดิน ปกติจะมีแม่ค้าขายส้มตำเข็นรถมาอยู่หน้าหอพัก แต่วันนี้สามทุ่มแล้ว แม่ค้าคงกลับบ้านไปแล้ว ตอนที่เดินเข้าไปได้สักพัก ก็เหลือบไปเห็นพ่อค้าขายไข่ปิ้ง นั่งอยู่บนก้อนหินข้างทาง


ความหิวทำให้รวินทร์รดาปราดเข้าไป หล่อนหยิบเงินส่วนหนึ่งออกมา เพื่อซื้อจากพ่อค้า ระหว่างที่พ่อค้ากำลังหยิบอาหารใส่ถุงนั้น จู่ๆ หล่อนก็รู้สึกว่า มีคนมายืนอยู่ด้านหลัง มือเย็นวาบเมื่อรู้สึกถึงของมีคมมาจ่ออยู่ที่เอว

“เงียบๆ อย่าส่งเสียง เดินไป”
หญิงสาวเหลือบไปมองและก็พบว่า มีชายใส่ชุดดำยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของมันเหี้ยมเกรียม รวินทร์รดาหันไปหมายขอความช่วยเหลือจากพ่อค้าขายไข่ปิ้งแต่กลับพบว่า แววตาของพ่อค้าเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน เขาค่อยๆ ลุกขึ้นหาบแผงไข่ปิ้ง เดินนำเข้าไปในพงหญ้าข้างหอพัก ขณะที่ชายที่ถือมีดจ่อเดินตามมา หญิงสาวรีบมองหาทางหนี เนื่องจากตอนนี้ค่ำแล้ว ซอยอยู่ลึกเข้ามาจึงไม่ค่อยมีคนผ่านเข้าออก รวินทร์รดากลั้นใจโต้ไปว่า

“พวกแกต้องการอะไร”
“ไม่ต้องพูดมาก เดินไป”
คนร้ายใช้มีดจี้ให้หล่อนเดินเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง หญิงสาวเห็นพวกมันพยักเพยิดกัน นัยน์ตาที่จ้องมองแข็งกร้าว หล่อนรู้ได้ทันทีว่า อันตรายกำลังมาถึงตัว มันไม่ได้ต้องการเงินทอง แต่อาจต้องการชีวิต

“ใครจ้างแกมา ฉันจะให้แกมากว่านั้นสองเท่า ปล่อยฉันไปเถอะ”

“เชอะ เด็กกะโปโลอย่างแกนะหรือ จะมีอะไรให้พวกฉันได้ ยกเว้นแต่...”

สายตาที่มองมาอย่างโลมเลียทำให้รวินทร์รดาขนลุกซู่ หล่อนไม่อยากตกเป็นเหยื่อพวกเดนนรก ขณะเดียวกันก็ยังไม่อยากตาย หล่อนมั่นใจว่า ผู้ว่าจ้างต้องเกี่ยวข้องกับการตายของบิดาอย่างแน่นอน

“พัสวี จ้างแกมาใช่ไหม”

“ไม่ต้องถาม อย่าพูดมาก เดินไปดีๆ จะได้ตายสบายๆ หน่อย”


คนร้ายกระทุ้งแผ่นหลังหล่อนด้วยศอก ขณะที่มันเอื้อมมือมาล็อกคอเอาไว้พร้อมกับใช้มีดจ่อ หญิงสาวคิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หล่อนเป็นแค่ผู้หญิงอีกทั้งยังไม่มีฝีมือป้องกันตัว หากคนร้ายคิดจะฆ่าก็คงไม่มีทางรอด วูบหนึ่งที่หล่อนอดคิดถึงเพื่อนพี่ชายไม่ได้ ป่านนี้เขาจะรู้หรือไม่ว่า หล่อนกำลังจะตาย ต่อไปนี้คงไม่มีโอกาสได้ต่อล้อต่อเถียงกันอีก เมื่อเดินเข้ามาลึกพอสมควร คนร้ายก็ร้องสั่ง

“คุกเข่าลง และยกมือไพล่หลัง”

รวินทร์รดารู้สึกเหมือนมัจจุราชกำลังแยกเขี้ยวต่อหน้า หล่อนคงไม่มีโอกาสได้หาความจริงในการตายของพ่อและพี่ชาย

“อย่าทำฉันเลย ฉันไม่เคยทำอะไรให้แก นึกว่า สงสาร ปล่อยฉันไปเถอะนะ”

“ไม่ได้ ขืนปล่อยแก ฉันก็ไม่ได้ค่าจ้างนะสิ เตรียมตัวตายได้แล้ว”

หญิงสาวแสร้งทำเป็นก้มตัวลงแต่แท้จริงแล้วแอบมองหาอาวุธ หล่อนเห็นท่อนไม้ที่มีตะปูติดอยู่หล่นอยู่บนพื้น ระหว่างที่คนร้ายกำลังมองหน้ากันรวินทร์รดาก็รีบฉวยไม้นั้นและฟาดผั่วะเข้าไปเต็มแรง ตะปูเจาะเข้าตรงท่อนแขนชายคนหนึ่งจนเลือดซิบ หญิงสาวกระชากสุดแรง ขณะที่พ่อค้าขายไข่ปิ้ง ใช้ไม้คานสำหรับหาบตะกร้าฟาดใส่หล่อนอย่างแรง หญิงสาวล้มคว่ำลง รู้สึกถึงเลือดคาวๆ ออกมากลบปาก สมองอื้ออึงไปหมด กรามปวดจนร้าว หล่อนรู้สึกถึงแรงเตะเข้าที่ท้องน้อยจนจุก ก่อนที่ชายอีกคนจะกระชากคอเสื้อขึ้นมาตวาดลั่น

“นังบ้า...ฤทธิ์มากนักหรือ กล้าเอาไม้ตีฉันหรือ แกตายเสียเถอะ”

มันเงื้อมือตบแก้มหญิงสาว และเงื้อมีดขึ้น รวินทร์รดาหลับตาลงยอมรับความตาย หล่อนไม่มีทางสู้ชายฉกรรจ์สองคนได้ แต่แล้วทุกอย่างกลับว่างเปล่า ได้ยินเพียงเสียงไม้กระทบเนื้อ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นว่า ชายคนที่เงื้อมีดล้มลงไปกองกับพื้น ขณะที่ผู้ชายอีกคนกระชากคอเสื้อขึ้นมาต่อยๆ คนร้ายอีกคนปราดเข้าไปแต่ก็ถูกชายหนุ่มชกสวนเข้าที่ปลายคาง ชายใส่ชุดซาฟารีดูแล้วน่าจะเป็นคนขับรถ ปราดเข้ามากระชากคอเสื้อจากด้านหลัง หม่อมราชวงศ์กนต์ธรชกหน้าคนร้ายอีกหลายหมัดจนมันทรุดฮวบลงกับพื้นหมดสติ

คนร้ายคนแรกโกยตัวลุกขึ้นแต่ถูกชายหนุ่มเตะเข้าที่ปลายคางจนหงายหลังผึ่ง มันสั่นศีรษะด้วยความงง แต่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็ตามเข้าไปชกซ้ำจนสลบ ชายชุดซาฟารีปราดเข้ามาหา

“คุณชายเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
เขาไม่ตอบแต่ตรงเข้ามาประคองรวินทร์รดาที่นอนคว่ำอยู่กับพื้น ริมฝีปากแตกมีเลือดซึมออกมา
“บัวเป็นยังไงบ้าง เจ็บมากไหม”

รวินทร์รดาสั่นศีรษะ หล่อนแข้งขาอ่อนไปหมดเพราะทั้งกลัวและตกใจ หากเขาไม่โผล่มาช่วย หล่อนอาจจะถูกฆ่าหมกพงหญ้าไปแล้วก็ได้

“พวกมันเป็นใคร”


“พี่ก็ไม่รู้ คงต้องรีบส่งตัวให้ตำรวจ เพื่อให้เขาสอบปากคำ บัวพอลุกไหวไหม พี่จะพาไปหาหมอ”
หญิงสาวพยายามลุกขึ้นยืนแต่ขาสองข้างไม่มีแรง หม่อมราชวงศ์กนต์ธรจึงช่วยพยุง แต่เมื่อดูว่า หล่อนเดินไม่ไหวแน่จึงอุ้ม
“ให้พี่ช่วยเถอะ”
“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ ฉันเดินเองได้”
หญิงสาวแหวเสียงสูง แต่พอออกแรง ริมฝีปากที่แตกก็ยิ่งเจ็บ หล่อนนิ่วหน้า
“จะเดินไหวได้ยังไง เจ็บหนักขนาดนี้ เดี๋ยวพี่ให้คนขับรถไปเก็บกระเป๋าของบัวก่อน”
กระเป๋าถือของหล่อนตกไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ในพงหญ้า ตอนกำลังสู้กับคนร้าย รวินทร์รดาไม่กล้าเถียงอีก หล่อนใจเต้นแรงเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของชายตรงหน้า หญิงสาวไม่เคยใกล้ชิดใครมากขนาดนี้มาก่อน ปลายหางตาเหลือบไปมองนัยน์ตาคมเข้มที่กวาดตามองอย่างสำรวจ

“อยู่นิ่งๆ สิ ประเดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก พี่จะอุ้มไปที่รถ จะได้โทรแจ้งตำรวจ”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรอุ้มหญิงสาวไปที่รถซึ่งจอดไว้ถัดจากหอพักไปนิดเดียว เขาเปิดรถและวางหล่อนลงบนเบาะหลัง

“บัวรอนี่ เดี๋ยวพี่จะไปดูคนร้ายก่อน จะต้องหาเชือกมามัดพวกมันไว้ก่อนจะได้ไม่หนี แล้วจะได้แจ้งตำรวจให้มาพาไปโรงพัก”

คนรถวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากพงหญ้า ละล่ำลัก
“คุณชายครับ แย่แล้ว”

“เกิดอะไรขึ้น นายช่วง”

“ไอ้คนร้ายสองคนนั่นมันหนีไปแล้วครับคุณชาย”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรรีบวิ่งตามไปดู และก็พบว่า คนร้ายที่นอนฟุบอยู่บนพื้นบัดนี้อันตรธานหายไปแล้ว ที่แท้คนร้ายแกล้งทำเป็นหมดสติ พอเขาผลอ อุ้มรวินทร์รดาออกมาแล้วก็หนีไป

“ทำไงดีครับ” นายช่วงคนขับรถพูดขึ้น

“จะทำอะไรได้ พวกมันหนีไปแล้ว ตอนนี้เราต้องพาบัวไปโรงพยาบาลก่อน เรื่องคนร้าย เอาไว้เราค่อยคิดหาทางตามตัวมันอีกที”

บาดแผลของรวินทร์รดามีเพียงแค่ริมฝีปากแตก และรอยฟกช้ำตามตัว แต่โชคดีที่ไม่มีกระดูกหัก หลังจากให้แพทย์ทำแผลและใส่ยา ก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเข็นรถพาหญิงสาวออกมาด้านหน้า

“พี่จะพาบัวกลับไปพักที่คอนโด”
“ไม่... ฉันจะกลับหอพัก”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรหน้าบึ้ง เขาไม่เคยพบผู้หญิงที่ดื้ออย่างรวินทร์รดามาก่อน ขนาดถูกลอบทำร้ายเฉียดตายขนาดนี้หล่อนยังกล้าจะกลับที่พัก
“มีเหตุผลหน่อยสิ จะกลับไปที่หอพักได้ยังไง ถ้าเกิดคนร้ายย้อนกลับมาจะว่ายังไง”
“ฉันก็จะสู้ เมื่อครู่นี้ฉันพลาดเองที่ยังไม่ทันตั้งหลัก แต่ถ้ามันบุกเข้ามาตอนนี้ฉันจะสู้ขาดใจเลยทีเดียว”

หญิงสาวพูดเสียงกร้าว หม่อมราชวงศ์กนต์ธรได้แต่สั่นศีรษะ เขามั่นใจว่า คนร้ายสองคนเป็นมืออาชีพ พวกมันตั้งใจฆ่าหญิงสาวให้ตาย สังเกตจากการที่ใจเย็น ค่อยๆ ลงมือ หากครั้งนี้พลาดคงจะย้อนกลับมาเก็บงานอีกแน่ๆ เขาจะไม่ยอมให้รวินทร์รดาต้องเสี่ยงชีวิตอีก ลึกๆ ลงไปแล้ว เขามั่นใจว่า คนที่จ้างวานจะต้องเกี่ยวข้องกับการตายของอภิรักษ์แน่

การที่คุณวุฒิชัยเองก็เสียชีวิตกะทันหัน ส่วนอภิรักษ์ก็ถูกฆ่าตาย รวินทร์รดาถูกลอบทำร้าย ย่อมหมายความว่า คนที่บงการต้องการคิดบัญชีกับทั้งตระกูลนี้

“พูดแต่ทำไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร”
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ฉันเคยเรียนมวยไทยมานะ คนร้ายแค่นี้จัดการได้”

“งั้นก็แสดงให้พี่เห็นสิว่า เธอเข้มแข็งพอจะดูแลตัวเองได้ ถ้างั้นพี่จะปล่อยเธอไป”
บัวบูชาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ หล่อนยกสองมือขึ้นตั้งการ์ดและปล่อยหมัดชกใส่หม่อมราชวงศ์กนต์ธร แต่เขาระวังตัวอยู่แล้วจึงเบี่ยงตัวหลบและคว้าจับข้อมือหล่อนพร้อมกับพลิกไปไพล่หลัง

“โอ๊ย...คุณทำอะไรน่ะ”

เขาไม่ยอมปล่อยมือหล่อนแต่กลับกดข้อมือทั้งคู่จนชิดแผ่นหลัง ความเจ็บทำให้รวินทร์รดาต้องยอมจำนน

“ยอมแพ้หรือยัง ถึงไงเราก็สู้คนร้ายไม่ได้หรอก”
“คุณขี้โกง คุณเล่นทีเผลอ”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรคลายมือออก เขาถอยหลังไปสามก้าว กอดอกมองหล่อน
“งั้นเอาใหม่ พี่ให้โอกาสอีกครั้ง เอาให้หนักกว่าเดิม พิสูจน์ว่า บัวดูแลตัวเองได้จริงๆ “
รวินทร์รดาตั้งหลัก หล่อนยืนจ้องและโผเข้ามาจู่โจมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แทนที่จะโผมาทั้งตัว กลับปล่อยหมัดเข้าที่ใบหน้าแทน หม่อมราชวงศ์กนต์ธรรออยู่แล้ว เขาจึงคว้าจับข้อมือหล่อน หญิงสาวหมุนตัวและใช้ข้อศอกกระทุ้งที่ชายโครง เขาเบี่ยงตัวหลบเมื่อหล่อนย่อตัวและเสยหมัดจากด้านล่าง หม่อมราชวงศ์กนต์ธรรวบข้อมือเอาไว้ และจับมือทั้งสองมาไขว้กันด้านหน้า เขากอดหล่อนไว้เพื่อไม่ให้ดิ้น
“ยอมแพ้หรือยัง แค่นี้เราก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว”
หญิงสาวฮึดสู้ หล่อนยกเท้าหมายขยี้ลงบนรองเท้าของชายหนุ่มแต่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรไวมาก เขาเบี่ยงตัวหลบและรัดแขนแน่นขึ้น ร่างบางอยู่แนบชิดกับเขาทางด้านหน้า
“ปล่อยฉัน... คุณขี้โกง”

“เราท้าพี่ก่อน พี่บอกแล้วไงว่า ยังไงก็ไม่มีทางชนะ”

รวินทร์รดาใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการก้มลงกัดหลังมือแต่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรใช้กลับดึงมือหล่อนขึ้นมากันเอาไว้ เขากอดหล่นจนแน่นขยับไม่ได้

“ยังไม่ยอมอีก ดูสิว่า จะงัดอะไรมาสู้กับพี่”
“คุณ”
หญิงสาวไม่กล้าขยับอีก เพราะตอนนี้ถูกเขากอดเอาไว้ทั้งตัว แต่ความใกล้ชิดกลับทำให้หม่อมราชวงศ์กนต์ธรที่คิดจะแกล้งเด็กกลับหวั่นไหวเสียเอง เขาเพิ่งรู้ว่า รวินทร์รดามีเส้นผมที่หอมมาก น่าเสียดายที่หล่อนใช้น้ำยากัดสีผมจนกลายเป็นสีรุ้ง เขาแอบจินตนาการถึงเส้นผมดกดำดุจขนนกกาน้ำที่ทิ้งตัวลงกลางแผ่นหลัง คงจะดีไม่น้อยหากหล่อนยอมย้อมผมกลับเป็นสีเดิม ผิวของหล่อนขาวเนียนมีกลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินออกมา นัยน์ตากลมโตบัดนี้ตื่นตระหนกราวกับลูกกว้างระวังภัย

“ยังคิดจะดื้อกับพี่อีกหรือ ยอมแพ้เสียเถอะ”

“คุณขี้โกง รังแกเด็ก”
“เออ...แล้วตอนที่เด็กชกหน้าผู้ใหญ่ ทำไมไม่คิดบ้าง ถ้าพี่หลบไม่ทันก็มีหวังคางแตกหรือไม่ก็ตาปูดกันบ้างล่ะ เด็กพาล”

“คุณว่า..ใคร”

“ก็ว่าบัวนั่นล่ะ พี่ยังคิดว่า บัวจะมีหัวคิดมากกว่านี้ ถึงจะดื้อแพ่งไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรขึ้นมา บัวกำลังตกอยู่ในอันตราย ไอ้คนร้ายมันไม่ปล่อยบัวเอาไว้แน่ ถ้าไม่อยากให้คดีของพ่อกับพี่ชายกระจ่างก็เชิญกลับไปที่หอพักตามสบาย ไปรอให้ไอ้คนร้ายมันมาพาฆ่าทิ้งเสีย จะได้ตายสมใจ”

รวินทร์รดาอึ้ง หล่อนคงลืมคิดถึงความจริงข้อนี้ ดังนั้นพอหม่อมราชวงศ์กนต์ธรแกล้งพูดความจริงใส่ถึงได้ชะงัก

“คุณคิดว่า พ่อกับพี่ชายฉันถูกฆ่า”
“ใช่..สำหรับอภิรักษ์พี่แน่ใจ คนร้ายจงใจฆ่าเขา อภิรักษ์เองก็น่าจะรู้ความจริงข้อนี้ถึงได้นัดพี่ไปพบ แต่สำหรับคุณวุฒิชัย พี่แค่สงสัยแต่ไม่มีหลักฐาน พี่ไม่เชื่อว่า ท่านจะเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว เพราะเท่าที่เจอกันครั้งสุดท้าย ท่านไม่ได้ป่วยหนัก”

“ทำไมคนถึงอยากฆ่าพ่อ กับพี่ชายของฉันด้วย”

“ข้อนั้นพี่ไม่รู้ แต่เราสองคนต้องสืบให้รู้ แต่ถ้าบัว กลับไปพักที่หอพักคนเดียวก็ เท่ากับเป็นการเร่งให้คนร้ายมาตามเก็บ ถ้าบัวตายไปอีกคน ก็คงไม่มีโอกาสที่เราจะรู้ความจริงว่า ฆาตกร คือใคร ”

รวินทร์รดานิ่งไปเหมือนใช่ความคิด หม่อมราชวงศ์กนต์ธรรู้ดีว่า หล่อนกำลังลังเล และนั่นคือ สิ่งที่เขาต้องการ เขารู้ว่า หล่อนเป็นคนดื้อ และมั่นใจในตัวเอง หากเขาหว่านล้อมหล่อนคงไม่ยอม ถ้าบังคับก็คงดื้อใส่เช่นเดียวกัน

“คุณจะให้ฉันอยู่กับใคร”

“บัวคงต้องอยู่คนเดียว แต่พี่จะส่งแม่บ้านมาทำความสะอาดวันเว้นวัน พี่จะให้คนขับรถไปรับไปส่งบัวตกลงไหม”
“ฉันไปไหนมาไหนเองได้”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้ บัวต้องเชื่อฟังพี่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ตกลง”
“แต่ฉันไม่ชอบทำตัวเป็นคุณหนู มันน่าเบื่อ”

“นี่ไม่ใช่การทำตัวเป็นคุณหนู แต่หมายถึง ความปลอดภัยต่างหาก แต่ถ้าบัวไม่ยอมทำตามนี้ พี่นั่นล่ะจะย้ายเข้าไปอยู่คอนโดเดียวกับบัว”


“เฮ้ย จะบ้าหรือ คุณเป็นผู้ชาย จะไปอยู่คอนโดเดียวกับฉันได้ยังไง พี่ก็ไม่ใช่ ญาติก็ไม่ใช่”

รวินทร์รดาโวย หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเพิ่งสังเกตว่า แก้มนวลแดงปลั่ง ไม่นึกว่า หล่อนจะเขินเป็น อย่างน้อยสิ่งที่แสดงออกก็ทำให้เขารู้ว่า หล่อนไม่ได้ก๋ากั่นอย่างภาพลักษณ์ที่แสดงออก เขายังกลัวว่า การไปอยู่ต่างประเทศจะทำให้หล่อนปล่อยตัวเหมือนสาววัยรุ่นคนอื่นๆ

“งั้นตกลงตามนี้ พรุ่งนี้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม พี่จะพาบัวไปสมัครเข้าโรงเรียนอินเตอร์”
“แต่ฉันมีปัญญาหาโรงเรียนเองได้”

“ด้วยการเอาสร้อยทองเส้นสุดท้ายของครอบครัวไปขายนะหรือ”

รวินทร์รดาชะงัก หม่อมราชวงศ์กนต์ธรยิ้มเมื่อรู้ว่า ตัวเองเดาถูก เขาแอบเห็นสร้อยเส้นนี้ตอนหญิงสาวใส่เสื้อสีดำคอวีในงานศพ

“ของชิ้นนี้สำคัญกับบัวมาก พี่ไม่อยากให้ขาย พี่ว่า มันน่าจะเป็นของที่ระลึกระหว่างบัวกับคนในครอบครัว”
รวินทร์รดาเอามือจับสร้อยโดยอัตโนมัติ แววตาของหล่อนบ่งชัดว่า เสียดายสมบัติชิ้นนี้เพียงใด

“ฉันแค่เอาไปเข้าโรงรับจำนำเอาไว้เฉยๆ ถ้ามีเงินเมื่อไหร่ค่อยไปไถ่คืน”

“ถือเสียว่า พี่ให้ยืม พี่เป็นเพื่อนสนิทของรักษ์ ที่ผ่านมาเขาเคยช่วยพี่ไว้หลายอย่างแต่ยังไม่มีโอกาสตอบแทนเขาเลย ถ้าบัวเกรงใจ เอาไว้เรียนจบแล้วค่อยผ่อนชำระก็ได้”
“งั้นตกลงตามนี้ แต่ฉันมีข้อแม้อีกอย่าง”

“อะไรหรือ”
“ฉันอยากทำงานพิเศษที่ร้านหนังสือเช่า ถัดไปสองซอย”
“แต่มันอันตราย เกิดคนร้ายรู้เข้า”

“มันไม่รู้หรอก มันคงไม่คิดว่า ฉันจะกล้า อีกอย่างคุณก็เล่นงานพวกมันเสียหนัก ถ้าจะกลับมาแถวนี้มันก็ต้องคิดหนักหน่อยล่ะ ฉันเกรงใจป้าเจ้าของร้าน ไหนๆ ก็รับปากไว้แล้ว ฉันจะช่วยจนกว่าป้าหาคนได้”

“ก็ได้ แต่ต้องมีคนไปรับไปส่ง ถ้าบัวเสร็จงานแล้วก็รีบโทรบอก พี่หรือนายช่วงจะมารับกลับคอนโด จำเอาไว้ว่า ห้ามกลับไปกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด”

“เออ...รู้น่า บ่นเป็นคนแก่ไปได้ ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย”

รวินทร์รดาเบ้หน้า หล่อนเดินนำ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเดินตาม เขาได้แต่มองแผ่นหลังของหญิงสาวแล้วอมยิ้ม หล่อนพูดถูกว่า ไม่ใช่เด็กแล้ว ไม่อย่างนั้นเมื่อครู่นี้ตอนกอดคงไม่ทำให้หม่อมราชวงศ์กนต์ธรหัวใจเต้นแรง รวินทร์รดามีเรือนร่างที่ทำให้ผู้ชายยอมตายได้ หล่อนมีเอวที่คอดเล็ก สะโพกผาย ผิวเนื้อนวลมีกลิ่นหอมระเรื่อ เด็กต้องไม่มีรูปร่างเย้ายวนใจแบบนี้แน่ แต่สิ่งที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรต้องทำ คือ ทำใจให้สงบ ก่อนที่ความหวั่นไหวจะทำให้เขากลายร่างเป็นเสือเขมือบลูกกวางน้อยเข้าไปในพุง...


คอนโดของผู้ชายคนนี้ควรถูกเรียกว่า เพนท์เฮ้าส์ เพราะ ห้องนี้กินพื้นที่ทั้งชั้นของคอนโดมิเนียมสุดหรูย่านใจกลางเมือง เรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงชั้นบนนี้ต้องผ่านหลายด่าน นับตั้งแต่ยามรักษาการที่เฝ้าอยู่หน้าประตู แสกนลายนิ้วมือตรงประตู การกดลิฟต์มีพนักงานกดให้ซึ่งจะต้องมีการตรวจตราบัตรและห้องพักอย่างละเอียด เมื่อมาถึงชั้นที่ต้องการจะมีพนักงานคอยดูแลเปิดประตูและเอากระเป๋าเข้าไปเก็บให้ ดังนั้นการที่คนนอกจะแอบเข้ามาย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

“สัมภาระบัวมีแค่นี้เองหรือ”

“อึ่ม ฉันรีบกลับมา ของที่ไม่จำเป็นก็ฝากเพื่อนเอาไว้ที่อังกฤษ”

“เรามีเพื่อนด้วยหรือ”

รวินทร์รดาหน้าตึง รู้ดีว่า โดนประชด หม่อมราชวงศ์กนต์ธรคงหมายถึง ว่า หล่อนทำตัวเกเรจนไม่มีใครคบ ทั้งที่ความจริงแล้วคู่กรณีที่โดนกลั่นแกล้งนั่นก็เพราะอีกฝ่ายพูดจาลามปามถึงบิดา หล่อนไม่กล้าบกครูใหญ่ว่า เพื่อนชอบล้อเรื่องที่บิดามีภรรยาเด็ก หรือบางคนก็พูดยั่วว่า หล่อนเป็นเด็กตกกระป๋อง พ่อไม่รัก เลยเฉดหัวส่งให้ไปอยู่โรงเรียนประจำในอังกฤษ
ไม่มีใครรู้หรอกว่า หล่อนเหงาและว้าเหว่เพียงใด การต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างถิ่น ในช่วงเวลาอันยากลำบากของชีวิต มันแย่ยิ่งกว่าตกนรก ยิ่งในโรงเรียนมีแต่ลูกคนรวยที่ถูกสปอย หล่อนจึงเหมือนอยู่ท่ามกลางปากเหยี่ยวปากกา ต้องคอยสู้รบกับคนที่ลอบกัดลับหลัง ต่อหน้าทำเป็นคนดีแต่ลับหลังแอบกลั่นแกล้ง รวินทร์รดาเหนื่อยจนท้อ ร่ำๆ อยากจะกลับเมืองไทยหลายครั้งแต่ทุกครั้งอภิรักษ์ก็จะพูดว่า

‘ทนๆ ไปก่อนเถอะบัว เดี๋ยวก็ปรับตัวได้’

ความน้อยใจทำให้หล่อนคิดว่า ที่บ้านไม่ต้องการ ทั้งพ่อ ทั้งพี่ชาย ทุกคนคงมีความสุขที่ไม่มีตัวป่วนอย่างหล่อน และบางทีพวกเขาอาจจะทิ้งหล่อนไว้ที่นี่ตลอดชีวิตก็เป็นได้
“ก็พอมีบ้าง”

“พรุ่งนี้พอไปโรงเรียน บัวต้องพยายามทำตัวให้เข้ากับเพื่อน อย่าเกเรอีก เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้าย”

“รู้แล้วน่า คุณนี่ชอบบ่นเป็นตาแก่อยู่เรื่อย ระวังตีนกาจะขึ้นเพิ่มนะคุณ ที่มีอยู่ก็นับไม่ถ้วนแล้ว”

ชายหนุ่มเผลอเอื้อมมือไปจับ เขามั่นใจว่า ใบหน้าแทบไม่มีริ้วรอย แม้จะอายุสามสิบปีแล้วมีแต่คนชมว่า อ่อนกว่าวัย เขาเล่นกีฬาเป็นประจำ อีกทั้งยังใช้ครีมบำรุงผิวหน้าเพื่อป้องกันหน้าแห้งอีกด้วย

“หลอกง่ายจริงแหะ คนแก่นี่”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรหน้าตึง เมื่อโดนแหย่ เขาจ้องมองหญิงสาว

“ร้ายมากนะเรา ไม่มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่เลย “

“ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ล่ะ ทำใจให้ชินไว้ก็แล้วกัน ถึงยังไงก็เปลี่ยนฉันไม่ได้หรอก”
“การทำตัวห้าว ไม่ได้ช่วยให้น่าเกรงขามหรอกนะ เพราะคนที่เขาผ่านโลกมามากกว่า เขาจะรู้ว่า ที่บัวทำแบบนี้เพราะไม่มั่นใจ”

“ใครบอกคุณ ไม่มั่นใจ ฉันห้าวจริงๆ ต่างหาก”

“พี่รู้สิ...อย่าลืมว่า พี่เป็นนักธุรกิจ พบเจอผู้คนมามาก บัวยังเด็ก ควรจะทำตัวให้สดใสเหมือนวัยรุ่นถึงจะถูก ไม่ใช่พูดจากระโชกโฮกฮาก มันไม่ได้มีอะไรดีขึ้น”
“ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ล่ะ ไม่ต้องมาสั่งสอน”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรสั่นศีรษะ มองหญิงสาวอย่างระอา

“นี่ก็ดึกมากแล้ว พี่ไม่มีแรงเถียงกับบัวต่อ เอาเป็นว่า อาบน้ำแล้วเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้พี่จะมารับไปโรงเรียนตั้งแต่เช้า”

เขาหันหลังเดินไปที่ประตู หญิงสาวเดินตามมาเพื่อล็อกประตู แต่แล้วหม่อมราชวงศ์กนต์ธรกลับหันมา

“อ้อ...อีกอย่างพรุ่งนี้แต่งตัวให้เรียบร้อยด้วย อย่าให้พี่ต้องอายคุณครูใหญ่”

“ฉันไม่เรียบร้อยตรงไหน อุตส่าห์แต่งชุดเต็มยศแล้วนะ” หล่อนหมายถึง เสื้อเชิ้ตสีขาวที่บัดนี้มอมแมมจากการคลุกดิน กระโปรงสีดำมีรอยขาด

“นี่มันชุดสมัครงาน แต่ชุดที่พี่หมายถึง คือ ชุดสำหรับไปโรงเรียน ถ้าคิดอะไรไม่ออกละก็ ลองเปิดดูในตู้เสื้อผ้า พี่ให้แม่บ้านเอามาใส่ไว้ให้แล้ว อย่าคิดทำอะไรขวางโลกอีกเด็ดขาด เพราะนี่คือ โอกาสสุดท้ายแล้วที่บัวจะได้เข้าโรงเรียน เข้าใจไหม ถ้าพลาดไปที่ของบัวก็คือ ขายพวงมาลัยอยู่ข้างถนน”


รวินทร์รดาเพิ่งอาบน้ำสระผมเสร็จ หล่อนนั่งลงบนเตียงเพื่อเช็ดผมให้แห้ง ระหว่างที่สางผมก็มองเงาสะท้อนในกระจก รอยเจ่อตรงริมฝีปากยังคงมีให้เห็นเด่นชัด เชื่อว่า พรุ่งนี้ตอนไปโรงเรียนคงเป็นจุดเด่นแน่ๆ แล้วยังรอยช้ำตามตัวจากการต่อสู้อีก หญิงสาวนำยาที่แพทย์จ่ายมาให้มาแต้มลงไปบนรอยช้ำ หล่อนต้องรีบกินยาแก้ปวดเพื่อไล่ความเจ็บที่พุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ

เนื้อตัวปวดระบมไปหมดราวกับวิ่งมาราธอนมา ใครจะนึกว่า แค่ไม่กี่วันที่กลับจากต่างประเทศจะต้องเผชิญกับเรื่องมากมาย ทั้งพ่อกับพี่ชายโดยฆ่า หล่อนโดนแม่เลี้ยงไล่ออกจากบ้าน ทั้งโดนตามฆ่า หล่อนนึกถึงคำพูดที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรพูด คนร้ายต้องการฆ่าหล่อนให้ตาย สังเกตจากที่พวกมันส่งคนที่เป็นมืออาชีพมา

หล่อนเกือบจะตายไปแล้วแต่โชคดีที่เขามาช่วยเอาไว้ หญิงสาวกวาดตามองห้องพักขนาดใหญ่ ตู้เสื้อผ้าซึ่งอยู่ในห้องนอนกว้างและกินพื้นที่กำแพงฝั่งหนึ่งเลยทีเดียว ภายในมีเสื้อผ้าของผู้ชาย จำพวกชุดสูททำงาน รวมถึงเสื้อทำงานพวกเสื้อเชิ้ต เน็กไทมีแขวนอยู่สามเส้น รวมถึงชุดนอนและกางเกงขาสั้นแบบลำลอง


ห้องนี้คงเป็นห้องที่ชายหนุ่มแวะมาพักในบางครั้งในกรณีที่ทำงานดึกและไม่ต้องกลับบ้าน เขาถึงได้เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ อุปกรณ์อาบน้ำในห้องประกอบไปด้วยครีมอาบน้ำกลิ่นผู้ชาย หญิงสาวแอบเปิดออกดม และสูดกลิ่นหอมเข้าไป มันคือ กลิ่นเดียวกับที่ได้กลิ่นจากชายหนุ่ม แค่คิดถึงตรงนี้แก้มนวลก็ร้อนผ่าว หล่อนก้มลงมองแขนของตัวเอง เนื้อตัวเต้นระริกราวกับมีประจุไฟฟ้า แค่นึกว่า เมื่อไม่นานนี้มีใครคนหนึ่งกอดหล่อนไว้
ท่อนแขนของแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนออกกำลัง หัวไหล่กว้าง จนโอบหล่อนได้มิดด้วยแขนเพียงข้างเดียว รูปร่างที่สูงทำให้รวินทร์รดาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พอโดนเขากอดหล่อนก็ดิ้นไม่หลุด ยามอยู่ใกล้กันหล่อนได้กลิ่นหอมสะอาดๆ ของโคโลจน์แบบผู้ชายลอยมา รู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดข้างขมับ เนื้อในอกเต้นตุ๊บๆ จนน่าหวาดเสียว รวินทร์รดาแตะอก รำพึง

‘ทำไมหัวใจเต้นแรงแบบนี้’

จู่ๆ ก็รู้สึกถึงอาการแปลกๆ แถมแก้มสองข้างก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาเสียอย่างนั้น หล่อนจ้องมองกระจกและพบว่า แก้มแดงระเรื่อเหมือนคนจับไข้ จึงยื่นมือไปแตะหน้าผากตัวเอง

‘หรือว่า แผลจะอักเสบ ต้องใช่แน่’

หล่อนมองยาในถุงยา ขณะที่ภาพความใกล้ชิดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนผุดขึ้น รวินทร์รดานึกถึงตอนที่อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มและมองเห็นใบหน้าเขาใกล้ๆ จมูกของเขาโด่งมาก ฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอภิรักษ์แต่ดูหล่อไปคนละแบบ พี่ชายหล่อนมีผิวค่อนข้างใบหน้าคมเข้ม คล้ำ อย่างคนชอบออกกำลังกายกลางแจ้ง พี่ชายชอบเล่นกล้ามจึงจ้างเทรนเนอร์สอนออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ผู้ชายคนนี้หน้าขาวเหมือนกับผู้หญิง ริมฝีปากแดงจัด ส่วนที่น่ากลัวที่สุดของเขาคือ ดวงตา เพราะยามจ้องมองหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนมือไม้เกะกะขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาชอบทำเหมือนรู้ทันหล่อนไปเสียทุกเรื่อง

‘ชิ ทำตัวเป็นพ่อแก่ บ่นได้ทุกเรื่อง’

ผู้ชายคนนั้นเจ้ากี้เจ้าการกับหล่อน แม้กระทั่งการแต่งตัว หญิงสาวมองชุดที่วางพาดอยู่บนเก้าอี้ปลายเตียง เสื้อกระโปรงติดกันดูแล้วช่างเหมือนกับเจ้าหญิงยังไงอย่างนั้น ชุดแบบนี้นะหรือที่จะให้หล่อนใส่ไปโรงเรียน แต่พอมองเสื้อผ้าในกระเป๋าแล้วก็ต้องสั่นศีรษะ หล่อนไม่มีชุดที่ดูสุภาพเรียบร้อยแม้แต่ชุดเดียว เสื้อยืดเอวลอย กับกางเกงขาสั้นกุด คือ สิ่งที่หล่อนใส่ประจำตอนอยู่อังกฤษ อาจเพราะนักเรียนที่นู่นยามไม่อยู่โรงเรียนก็แต่งตัวตามสบายแม้ตอนใส่เครื่องแบบหล่อนจะดูดีขึ้นมาบ้าง แต่เพราะนิสัยที่ชอบเกเรทำให้คุณครูต่างกลัว เพื่อนต่างพากันขยาด หล่อนได้สมญานามว่า แม่เสือ ตอนอยู่โรงเรียน

‘เพราะฉันอยากเข้าโรงเรียนหรอกนะ ถึงได้ยอมใส่ชุดเห่ยๆ ไม่อย่างนั้นไม่มีวันหรอก’
หญิงสาวนำชุดนั้นมาทาบกับตัว ก่อนจะเบ้หน้า เมื่อเหลียวไปมองนาฬิกาที่หัวเตียงก็พบว่า ใกล้เที่ยงคืนแล้ว รวินทร์รดาเอนกายลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม หล่อนเลือกที่จะเปิดหน้าต่างเอาไว้เพื่อมองเห็นแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ความเหงาทำให้น้ำตาซึมออกมา หล่อนคิดถึงพี่ชายที่สุด หากเขายังอยู่คงจะไม่ว้าเหว่เช่นนี้ หญิงสาวประนมมืออธิษฐานถึงอภิรักษ์

“พี่รักษ์ ช่วยหนูด้วยนะ พรุ่งนี้หนูจะไปสมัครเรียน ขอให้คุณครูเมตตาหนูด้วย”

ม่านหน้าต่างในห้องสั่นไหว รวินทร์รดาคิดเข้าข้างตัวเองว่า บางทีวิญญาณพี่ชายอาจคอยเชียร์หล่อนอยู่ใกล้ๆ บางทีเขาคงแอบดูแลหล่อนอยู่ตรงนี้ หล่อนปิดเปลือกตาลงเพื่อพักผ่อน เมื่อสติดำดิ่งลึกสู่ความฝัน ภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่หล่อนปรามาสว่า แก่ก็ผุดขึ้น..





tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 มี.ค. 2561, 20:38:23 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 6 มี.ค. 2561, 20:38:23 น.

จำนวนการเข้าชม : 797





<< บทที่ ๕ เงื่อนงำ    บทที่ ๗ เพื่อนหรือศัตรู >>
แว่นใส 7 มี.ค. 2561, 08:03:39 น.
เป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเด็กเกเร


Kim 7 มี.ค. 2561, 21:24:33 น.
ดื้ออย่างนี้ต้องปราบ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account