โอบรัก
“ทำไมพี่ชายต้องขอหมั้นกับบัวด้วย”


“ก็เพราะพี่รักบัวนะสิ”


“ไม่จริง...พี่ชายโกหก ก็พี่ชายเคยบอกว่า ไม่ชอบเด็ก”


“ก็ตอนนี้พี่เปลี่ยนใจแล้ว พี่ไม่ใช่แค่ชอบบัวนะ แต่รักแล้วก็หวงมากๆ ด้วย ต่อไปนี้พี่ขอสั่งห้
Tags: นิยายกุ๊กกิ๊ก ดราม่า แนวกินเด็ก

ตอน: บทที่ ๘ โรงเรียนใหม่และเพื่อนแสนดี

บทที่ ๘ โรงเรียนใหม่และเพื่อนแสนดี

เมื่อกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่ลิลินทำก็คือ ไปเคาะประตูห้องพี่สาว หล่อนยังค้างคาใจไม่หายเพราะอยากรู้ว่า หม่อมเจ้ากนต์ธรพาใครมาสมัครเรียนและคนเดียวที่จะให้คำตอบได้ก็คือ ธัญพร
เจ้าของห้องอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สวมชุดนอนนั่งพิงหัวเตียงอยู่ บนใบหน้าคือ แผ่นมาส์กประทินผิวที่ใช้ประจำ พี่สาวของหล่อนเป็นคนสวย ชอบแต่งตัว บำรุงผิว สังเกตได้จากบรรดาขวดน้ำหอมและครีมชนิดต่างๆ ที่วางเรียงกันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

“มีอะไรหรือ ยายลิน จะยืมอะไรอีกล่ะ”


ลิลินมักจะเข้ามาในห้องพี่สาวเพื่อหยิบยืมของต่างๆ ทั้งเครื่องสำอาง ครีมพอกหน้า ลิปสติก อายแชโดว์ แต่บ่อยครั้งที่แกล้งทำเป็นลืมและไม่คืน ธัญพรเองก็เป็นคนหวงของจึงมักตามไปโวยวายเอากับน้องสาวหลายครั้ง
“โธ่พี่ญ่า ไม่ได้ยืมสักหน่อย ลินมีเรื่องอยากถาม”
“มีอะไรก็ว่ามาสิ”




เจ้าของห้องถัดตัวนั่ง ห้อยขาลงข้างเตียง พยายามเบิกตากว้างเพื่อคุยกับน้องสาว
“คุณชายรันมีน้องสาวหรือเปล่า”
“ไม่มีนี่ ครอบครัวนั้นมีแต่ผู้ชาย”
“แต่วันนี้ลินเห็นเขาพาเด็กผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ไปสมัคเรียน”
“อะไรนะ” ร่างบางเถิบเข้ามาใกล้ ความอยากรู้ทำให้รีบดึงมาส์กหน้าออก ใช้มือจับข้อมือน้องสาวและบีบอย่างแรง
“โอ๊ย พี่ญ่า ลินเจ็บนะ บีบทำไมเนี่ย”
“แกบอกว่า คุณชายรันพาใครมาสมัครโรงเรียนใช่ไหม มันเป็นใคร”
“ลินไม่รู้ ก็เลยมาถามพี่ไง ปล่อยมือลินได้แล้ว เดี๋ยวช้ำกันหมดพอดี หน้าตาสวยด้วยนะ แต่ย้อมผมเป็นสีรุ้งหมดทั้งหัวเลย”
ธัญพรคลายมือออก อารมณ์อยากเสริมสวยหายไปในทันที สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวก็คือ ความสงสัย
“ถ้างั้นไม่ใช่น้องสาวแน่ สกุลสุวกุลมีแต่คนเรียบร้อย เท่าที่พี่ได้ยิน ครอบครัวนั้นไม่มีน้องผู้หญิง เอ..หรือ อาจจะเป็นญาติห่างๆ ก็ได้นะ”


สกุลสุวกุลมั่งคั่ง กิจการของบริษัทรุ่งเรือง สกุลสุวกุลมีญาติพี่น้องมากมายต่างก็มีฐานะดีด้วยกันทั้งนั้น ทั้งฝั่งคุณชายอติกันต์ที่กำลังจะแต่งงาน


“หวังว่า จะเป็นอย่างนั้น เพราะเท่าที่ลินเห็นคุณชายรันดูเป็นห่วงเป็นใยนังเด็กคนนั้นมากๆ”
“คุณชายรันเนี่ยนะ”


ธัญพรได้พบหม่อมราชวงศ์กนต์ธรมาหลายครั้งแล้ว สำหรับหล่อนเขาเป็นผู้ชายไว้ท่ามากที่สุด
“อื่ม...ก็ช่าย เห็นคอยมองว่า จะหลงทางหรือเปล่า ลินเห็นแล้วยิ่งหมั่นไส้”
“เด็กนั่นชื่ออะไรหรือ”
“ไม่รู้...ลินแค่เห็นครูใหญ่พามาเดินทัวร์รับโรงเรียน คงจะมาเรียนจริงวันมะรืนนี้”
ธัญพรนิ่งไปอย่างใช้ความคิด หล่อนก็เป็นคนหนึ่งที่หลงรักหม่อมราชวงศ์กนต์ธร ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว ในเมื่อเขาเพียบพร้อมขนาดนี้ ทั้งรูปโฉม ฐานะ และหน้าที่การงาน หญิงสาวเคยพบกับชายหนุ่มหลายครั้งโดยการแนะนำของคุณวิมาลินและคุณธัญเรศมารดา ครั้นพอผู้ใหญ่เปิดโอกาส แทนที่เขาจะสานสัมพันธ์ต่อกลับขอตัวกลับไปทำงานเสียอย่างนั้น ธัญพรพยายามเอาอกเอาใจคุณวิมาลินทุกครั้งที่เจอกัน แต่จนแล้วจนรอดความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนก็ยังไม่คืบหน้า
“แกต้องไปสืบมาให้ฉัน ฉันต้องรู้ให้ได้ว่า นังเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
“ลินอยากสืบอยู่แล้ว แต่ต้องมีรางวัลล่อใจนิดๆ หน่อยๆ”
ลิลินแบมือขอ หล่อนรู้ดีว่า พี่สาวนั้นมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ทั้งเครื่องสำอาง รองเท้ากระเป๋า ธัญพรเป็นลูกสาวคนโตทำงานอยู่บริษัทไฟแนนซ์เงินเดือนสูงลิบ บิดารักพี่สาวมาก เพราะทำอะไรได้ดั่งใจ ผิดกับหล่อนที่เรียนไม่เก่งสู้พี่สาวไม่ได้ ดังนั้นเวลาขออะไร บิดาจึงมักจะปฏิเสธ
“แกต้องการอะไร”
“ก็ลิปสติกแท่งใหม่ของดีออร์ไง ลินเห็นแว๊บๆ เมื่อวานนี้” ลิลินแบมือของ ยักคิ้วอย่างเป็นต่อ ธัญพรกรี๊ดออกมา จ้องมองน้องสาวตาแทบถลน

“แกนี่มันงกจริงๆ ให้ไปสืบแค่นี้ คิดค่าจ้างแพงจัง”
“พี่ญ่า ให้สืบเฉยๆ จริงหรือ ลินยังคิดว่า อยากให้แกล้งด้วยเสียอีก”


ที่โรงเรียนลิลินถือเป็นหัวโจก หล่อนและนันทินีนั้นชอบกลั่นแกล้งเพื่อนในห้องเป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่มาใหม่ก็โดนจัดหนัก พวกที่ใจเสาะบางคนก็ชิงลาออกไปก่อน แต่บางคนก็ยอมศิโรราบให้หล่อน
“แกล้งหรือ....ดีเหมือนกัน..พี่ก็อยากเห็น แต่อย่าเล่นให้แรงนักนะ กลัวเรื่องรู้ถึงหูครูใหญ่ มันจะไม่งาม” ธัญพรแสร้งพูดอย่างมีจริต แต่แท้จริงแล้วหมายถึง สิ่งที่ตรงกันข้าม หากหม่อมราชวงศ์กนต์ธรแคร์เด็กคนนั้นจริงๆ หล่อนก็ทนไม่ได้ ที่มีผู้หญิงมาดึงดูดความสนใจเขา
“เชื่อหัวลินได้เลย มือชั้นนี้แล้ว พี่ญ่าคอยฟังข่าวดีก็แล้วกัน”
ธัญพรเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบลิปสติกรุ่นใหม่ล่าสุด ใจหนึ่งก็นึกเสียดายเพราะเพิ่งลองใช้ไปแค่ครั้งเดียว แต่พอคิดถึงใบหน้าหล่อเหลาของคุณชาย ก็ตัดใจวางใส่มือน้อง
“นี่ค่าจ้างของหล่อน...หวังว่า ผลงานที่ได้คงคุ้มราคานะ ไม่งั้นพี่จะทวงของคืน”

รวินทร์รดามองเสื้อผ้าที่เบียดกันเต็มตู้ ไม่น่าเชื่อว่า เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่หล่อนกลับซื้อเสื้อผ้ามากมายขนาดนี้ แม้จะดีใจที่มีคนซื้อของให้ อย่างน้อยก็รู้สึกว่า หม่อมราชวงศ์กนต์ธรต้องการให้หล่อนใส่เสื้อผ้าพวกนี้จริงๆ แต่ลึกๆ ลงไปก็รู้สึกผิด รวินทร์รดาแอบเก็บใบเสร็จทั้งหมดเอาไว้ หล่อนตั้งใจว่า ถ้าทำงานหาเงินได้เมื่อไหร่จะค่อยๆ ผ่อนชำระให้กับชายหนุ่ม


หญิงสาวมองชุดนักเรียนของโรงเรียน ซึ่งแม่บ้านเพิ่งซักรีดมาและนำมาแขวนไว้หน้าห้อง หล่อนไม่ต้องซักรีดผ้าเอง แค่นำผ้าใส่ตะกร้าเอาไว้ และทุกวันจะมีแม่บ้านมาเก็บไปซัก ส่วนอาหารเช้าจะมีแม่บ้านนำมาส่ง ส่วนตอนกลางวันกินที่โรงเรียน มื้อเย็นหล่อนกินกับคุณป้าร้านเช่าหนังสือ รวินทร์รดาตั้งใจจะเก็บเงินให้มากที่สุด หล่อนแบ่งเงินส่วนหนึ่งเข้าไปสมัครสอบวัดระดับความรู้ในอีกสี่เดือนข้างหน้า


เนื่องจากหล่อนขาดเรียน และเรียนไม่ครบตามเพื่อนๆ จึงต้องใช้การสอบวัดความรู้ที่มีอยู่หลายอย่างแทน หญิงสาวอยากเป็นทันตแพทย์ ดังนั้นหล่อนต้องสอบวิชา เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ ส่วนภาษาอังกฤษนั้นหล่อนไม่ห่วงเพราะช่วงที่อยู่ต่างประเทศนั้นค่อนข้างทำคะแนนได้ดี ครูเคยชมว่า หล่อนอ่านและเขียนได้ดี ส่วนเรื่องพูดนั้นยิ่งไม่ห่วง
รวินทร์รดาตั้งใจยื่นคะแนนสอบเพื่อใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดรับนักศึกษาจากโรงเรียนอินเตอร์ สิ่งที่ตั้งใจคือ ต้องมีความรู้และอยู่ด้วยตัวเองได้เพื่อให้พี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วไม่ต้องเป็นห่วง
หญิงสาวหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่เคยใช้สมัยอยู่อังกฤษขึ้นมา หล่อนไม่ได้ใช้งานนานมากแล้วเพราะมัวแต่ยุ่ง แต่วันนี้พอครูพูดถึงอีเมลจึงตัดสินใจลองเช็ค หลังจากล็อกอินเข้าไป และรอสัญญาณไวไฟร์ของคอนโดอยู่พักใหญ่ ก็สามารถเข้าไปได้สำเร็จ
ภายในมีเมลจำนวนมากที่ไม่ได้เปิดอ่านมาเกือบสองอาทิตย์ หลายฉบับมาจากเพื่อนที่อังกฤษ หล่อนมีเพื่อนสนิทชื่อ อาเดล เป็นลูกครึ่งอังกฤษแอฟริกา เนื่องจากหน้าตาไม่สวย ผิวคล้ำ เพื่อนๆ จึงพากันรังเกียจ ขณะที่คู่แค้นตลอดกาลของหล่อนชื่อว่า บริตเจด คนนี้ครอบครัวรวย และถูกสปอย จึงชอบหาเรื่องทะเลาะกับหล่อนอยู่เรื่อย ครั้งล่าสุด หล่อนเอาไฟแช็คเผาเส้นผมของเพื่อนจนบริตเจดโวยวายใหญ่
หญิงสาวอ่านข้อความและตอบเมลอาเดล ส่วนใหญ่เป็นการเล่าสารทุกข์สุขดิบและบอกว่า หล่อนสบายดี แม้ลึกๆ แล้วหล่อนจะไม่ได้สบายดีแต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนเป็นกังวล รวินทร์รดาเปิดดูเมลทีละฉบับ ไปเรื่อยๆ ภายในมีค้างอยู่ถึงเกือบสามสิบฉบับ แต่พอถึงเมลล์หนึ่งซึ่งไม่รู้จัก จึงคลิกเปิด ข้อความด้านในทำให้หล่อนตกใจมาก
“ระวังอันตรายนะบัว พวกมันต้องการฆ่าบัว”


อีเมลฉบับนี้มาจากอภิรักษ์แต่ไม่ได้ใช่อีเมลที่ใช้ประจำ พี่ชายคงส่งหลังจากกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ และเป็นตอนกลางคืน หญิงสาวพยายามหาอีเมลที่คล้ายกันแต่ไม่พบข้อความอื่นๆ หล่อนอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่พี่ชายไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น


คำถามที่ผุดขึ้นก็คือ ใครกันที่ต้องการปองร้ายพี่ชาย รวินทร์รดาไม่เคยทราบว่า พี่ชายมีศัตรูมาก่อนรวมถึงบิดาหล่อนที่คงถูกปองร้ายเช่นเดียวกัน บางทีอาจเป็นปัญหาเรื่องธุรกิจหรือไม่ก็เป็นแผนการของพัสวีที่ต้องการฮุบสมบัติ

น้ำตารินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ หล่อนพลาดที่ไม่เคยคุยกับพี่ชายเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะพอรู้เบาะแสบ้าง หญิงสาวนึกถึงเมลของอภิรักษ์ขึ้นมา หล่อนจำได้ว่า พี่ชายเคยบอกพาสเวิรด์ให้หล่อนรู้ จึงลองคลิกล็อกอินเข้าไป แต่ผลกลับไม่สามารถเข้าอ่านได้

‘หรือว่า พี่รักษ์จะเปลี่ยนพาสเวิร์ด’
รวินทร์รดานิ่งไปอย่างครุ่นคิด สุดท้ายก็นึกถึงเพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่งขึ้นมาได้ หล่อนคลิกเปิดเข้าไปในอีเมลของตัวเอง พร้อมกับส่งข้อความไปหาเพื่อนที่ชื่อ โจเซฟ


“ฉันมีเรื่อง อยากขอความช่วยเหลือ ช่วยแฮคอีเมลนี้ให้ฉันหน่อย เป็นของพี่ชายฉันเอง เขาถูกฆ่าตาย ฉันมั่นใจว่า ต้องมีหลักฐานซ่อนอยู่ ฉันรอคำตอบจากนายนะ”


หญิงสาวกดส่งรอจนหน้าจอมีภาพปรากฏขึ้น เวลาที่เมืองไทยกับที่อังกฤษต่างกัน บางทีเพื่อนอาจต้องใช้เวลา สิ่งที่หล่อนทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงแค่รอเท่านั้น...

“พี่ชายรันพาน้องบัวไปอยู่ที่คอนโดฯ หรือครับ แล้วนี่มีใครรู้บ้างหรือเปล่า”
หม่อมราชวงศ์กวินภพโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ เขาคิดไม่ถึงว่า พี่ชายที่เคยสุขุมรอบคอบแต่ครั้งนี้จะทำอะไรที่ใจร้อนขนาดนี้ เขาได้ยินว่า รวินทร์รดากำลังลำบาก อภิรักษ์ถูกฆ่าตายและคุณวุฒิชัยก็มาตายอีก แต่การพาหญิงสาวไปอยู่ในห้องพักของตัวเองดูจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเกินไปหน่อย ถึงยังไงหล่อนก็เป็นผู้หญิงแถมยังไม่ได้เป็นญาติ หากมีคนรู้เข้าอาจทำให้เกิดคำครหาได้
“ก็มีพี่ แล้วก็นาย แล้วก็กันต์”
“เรื่องใหญ่แน่ๆ ถ้าเกิดแม่รู้เข้า มีหวังต้องโวยวาย”
“ทำไมแม่ต้องทำอย่างนั้นด้วย ก็น้องบัวไม่มีที่ไป และพี่ก็อยากช่วยเขา”
“พี่ชายรันบอกว่า น้องบัวถูกคนลอบฆ่าหรือครับ ผมว่า มันชักจะยังไงๆ อยู่นะครับ ทั้งพ่อ ทั้งพี่ชาย แล้วก็เธอ แสดงว่า คนร้ายต้องการฆ่าล้างครัวให้หมดเลย”



“พี่ก็คิดอย่างนั้น อภิรักษ์ต้องมีเรื่องขัดใจกับใครสักคน หรือไม่ก็เกี่ยวกับที่วีเครดิตถูกฟ้องล้มละลาย”
“แต่ผมว่า ต้องไม่ใช่คู่ค้า พี่ชายรันลองคิดดูสิครับ ถ้าวีเครดิตล้มละลาย และทุกคนในตระกูลตายหมด ใครจะมาช่วยใช้หนี้ ยกเว้นแต่ว่า พี่รักษ์ไปรู้เรื่องที่ไม่น่ารู้เข้า”



“แกพอมีเพื่อนที่เป็นตำรวจบ้างไหม หรือนักสืบเอกชน พี่อยากจ้างเขาสืบเรื่องนี้”
“คิดว่า น่าจะพอหาได้นะครับ ผมเคยมีเพื่อนที่เป็นตำรวจแต่มันมีเรื่องนิดหน่อย ก็เลยลาออกจากงานไปเปิดสำนักงานนักสืบกับเพื่อนที่เป็นอดีตทหารบาดเจ็บ น่าจะพอพึ่งพามันได้”
“งั้นช่วยพี่หน่อย พี่อยากรู้ว่า ทำไมคนร้ายถึงต้องการฆ่าทุกคน และเหตุผลที่พี่ต้องพาบัวมาอยู่คอนโดฯ ก็เพื่อการรักษาความปลอดภัย”
“เธอยอมหรือครับ เห็นว่า เฮี้ยวน่าดูไม่ใช่หรือ”
เรื่องที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเล่าเกี่ยวกับวีรกรรมคงถูกถ่ายทอดไปให้หม่อมราชวงศ์กวินภพได้รู้ ทั้งเรื่องที่ถูกหญิงสาวกัดเข้าที่หลังมือ ทั้งที่ออกพยศต่างๆ
“กว่าจะยอมก็เล่นเอาหนักเหมือนกัน”
“ผมเข้าใจนะครับว่า พี่ชายรันหวังดี แต่ถึงยังไงน้องบัวก็ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ พี่ชายรัน อาจจะต้องระวังเรื่องข่าวลือสักหน่อย ไม่ใช่แต่พี่ที่เสีย แต่เธอก็จะเสียหายด้วย ยิ่งมีคนเห็นว่า เข้าออกคอนโดฯ พี่แบบนี้”
“พี่ระวังอยู่แล้ว พี่ไม่ได้ขึ้นไปบนห้องกับเธอเพื่อหลีกเลี่ยงคำครหา นี่พี่ก็ได้แต่หวังว่า เธอคงไม่ก่อเรื่องวุ่นวายที่โรงเรียนอีก”
“พี่ชายรันหาโรงเรียนให้เธอได้แล้วหรือครับ ทำไมไวจัง”
“ใช่แต่แปลกก็คือ พอไปถึงได้รู้ว่า อภิรักษ์จ่ายค่าเทอมและจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว บัวก็แค่เซ็นชื่อแล้วก็เข้าเรียนได้เลย”
“พี่ยิ่งพูด ก็ยิ่งน่าคิด ผมว่า พี่รักษ์เหมือนรู้ตัวนะครับว่า มีคนปองร้าย เขาเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็คิดเช่นเดียวกัน เขามั่นใจว่า ตอนที่อภิรักษ์โทรมาหานั้นคงต้องการจะเล่าบางอย่าง เขาคงรู้ว่า มีคนปองร้ายตัวเองและครอบครัว ถึงได้กำชับนักหนาให้ดูแลน้องสาว น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากนัก ชายหนุ่มลองค้นดูในอีเมลส่วนตัวรวมถึงกล่องข้อความ ไลน์ที่เคยใช้ติดต่อแต่ไม่มีข้อมูลอะไรถูกส่งมาเลย อภิรักษ์คงไม่มีโอกาสได้ทำเพราะถูกคนร้ายแทงตายเสียก่อน ช่างน่าเสียดาย
“เสียดายที่วันนั้นพี่รู้ช้าเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจจะช่วยชีวิตรักษ์เอาไว้ได้”
“อย่าคิดมากเลยครับ ทุกอย่างเป็นโชคชะตา พี่ชายรันทำดีที่สุดแล้ว ตอนนี้เราต้องช่วยดูแลน้องบัวดีกว่า หวังว่า เธอคงชอบโรงเรียนใหม่นะครับ และคงไม่แผลงฤทธิ์ให้พี่ปวดหัวอีก”


“ลิน ฉันรูแล้วนะว่า เด็กนักเรียนที่จะเรียนนี้ชื่อ อะไร”
นันทินีปราดเข้มารายงาน ลิลินเงยหน้าจากโทรศัพท์มอง
“เธอรู้ได้ยังไง ไปถามมาจากใครหรือ”
“ก็ทีชเชอร์ลิซ่าครูประจำชึ้นเรายังไงล่ะ วันนี้ฉันเจอตอนเช้า ครูบอกว่า วันนี้จะมีนักเรียนมาใหม่ มาอยู่ห้องเราด้วย ชื่อจริงชื่อ รวินทร์รดา ชื่อเล่นว่า บัว”
“ชื่อไม่คุ้นเลย ต้องไม่ใช่คนของสกุลสุวกุลแน่” ลิลินวิเคราะห์ นันทินียิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ยื่นกระดาษจดรายชื่อ นักเรียนให้ดู ภายในนั้นนอกจากมีชื่อ ยังมีนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ แต่เธอลองดูนามสกุลนี้”
ลิลินอ่านกระดาษ แล้วก็เบิกตากว้าง


“เอ๊ะ นี่มันนามสกุลของเจ้าของวีเครดิตนี่น่า”


ข่าวการล้มละลาย และเสียชีวิตของอภิรักษ์ ตามด้วยคุณวุฒิชัยที่เสียชีวิตตามลูกชายไป ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นอาทิตย์ คู่ค้าฟ้งอล้มละลาย ขณะที่บ้านและที่ดินถูกขายเพื่อใช้หนี้


“ก็ใช่นะสิ ตอนแรก ฉันคิดว่า วีเครดิตมีลูกชายคนเดียวเสียอีก ที่แท้ก็มีลูกสาวด้วย”
“พ่อมีเมียใหม่คราวลูก ก็เลยส่งลูกสาวไปอยู่เมืองนอก” ลิลินเบ้ปาก คาดเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ทันที แต่แล้วก็ยิ่งสงสัยว่า รวินทร์รดาเกี่ยวข้องอะไรกับหม่อมราชวงศ์กนต์ธร
“แล้วทำไมคุณชายรันต้องพามาสมุครเรียนด้วย”
“ถ้าให้เดา อาจจะรู้จักกับคุณอภิรักษ์ ฉันลองเข้าไปค้นเฟซบุ๊กคุณชายรันแล้ว มีรูปอภิรักษ์อยู่ด้วย ต้องใช่แน่”
“เธอนี่มันสอดรู้จริงๆ เลยนะ” ลิลินค่อนเพื่อนสาว นันทินีหัวเราะร่วน
“ฉันอุตส่าห์ไปสืบมาให้เธอไง ความจริงมันก็ไม่เหมาะเท่าไหร่นะ เพื่อนพี่ชาย แต่สนิทสนมกันเกินกว่าเหตุ คนอื่นเขาจะคิดว่า เลี้ยงต้อย”
“ฉันต้องเล่นงานรวินทร์รดาหน่อยแล้ว โทษฐานที่บังอาจทำให้ว่า ที่พี่เขยฉันเสียชื่อเสียง”
“เธอจะทำยังไงหรือ”
“ก็หาทางรับน้องใหม่ให้เจ็บแสบยังไงล่ะ ให้อายเพื่อนไปเลย” ลิลินพูดน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เธอมีแผนแล้วหรือ” นันทินียื่นหน้ามาแบบสอดรู้
“มีสิ วันนี้เธอคอยดูก็แล้วกัน ยายรวินทร์รดาจะต้องรักโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเยอะ เพราะมีเพื่อนดีๆ อย่างเราสองคน”

โรงเรียนอินเตอร์แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่สิบไร่ แต่สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าไปจนสุดสาย รวินทร์รดาเดาว่า สาเหตุที่พี่ชายเลือกโรงเรียนแห่งนี้เพราะการเดินทางสะดวก อีกทั้งยังมีระบบการเรียนการสอนซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับโรงเรียนเดิมของรวินทร์รดาได้ ภายในโรงเรียนเต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก และสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียน อาคารเรียนมีทั้งหมดหกหลัง รับนักเรียนตั้งแต่เกรดหนึ่งถึงสิบ มีสระว่ายน้ำ สนามบาสเกตบอล สนามบอล เพื่อให้เด็กได้เล่นกีฬา ห้องคอมพิวเตอร์มีอยู่ในทุกตึก เพราะโรงเรียนเน้นการเรียนการสอนที่ต้องค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง


รวินทร์รดามองเงาสะท้อนในกระจก ชุดนักเรียนซึ่งเป็นเสื้อสีขาว ติดกระดุมถึงด้านบนกับเนคไทลายสก๊อตสีน้ำเงิน กระโปรงบานคลุมเข่าลายเดียวกับเนคไท ทำให้หล่อนดูเรียบร้อยผิดกว่าทุกวัน หญิงสาวสวมถุงเท้ากับรองเท้านักเรียนสีดำ สะพายกระเป๋าของโรงเรียนซึ่งลักษณะเหมือนเป้ เพื่อบรรจุอุปกรณ์ที่จำเป็น หล่อนนำคอมพิวเตอร์เครื่องเดิมมาโรงเรียนด้วยเผื่อต้องทำรายงาน เมื่อมาถึงคุณครูใหญ่ก็พาหญิงสาวไปแนะนำหน้าห้อง เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก


“นักเรียนทุกคน นี่รวินทร์รดา ชื่อเล่นว่า บัว จะมาเป็นเพื่อนใหม่ของเรา ขอทุกคนตบมือต้อนรับด้วย”
เสียงตบมือดังขึ้น หญิงสาวมองไปรอบๆ เพื่อนร่วมชั้นของหล่อนมีทั้งหมดสามสิบคน เป็นหญิงมากกว่าชาย สายตาที่มองมาดูเป็นมิตร หล่อนสังเกตว่า มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งดูเด่นกว่าเพื่อน คนที่อยู่ตรงกลางเป็นคนไทยเหมือนกับหล่อน ผมดำ ดวงตากลมโต
“สวัสดีค่ะ เรียกฉันว่า โบวี่ก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก”
รอยยิ้มและเสียงทักทายทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษทำให้รวินทร์รดารู้สึกดีไม่น้อย หล่อนคิดว่า เพื่อนในห้องคงให้การต้อนรับสังเกตจากใบหน้าที่ดูยิ้มแย้ม
“ครูจะให้เวลานักเรียนทุกคนทำความรู้จักกับบัว สักสิบนาที แล้วคุณครูจะมาเริ่มคลาส เชิญเลย”
คุณครูประจำชั้นปลีกตัวออกไป ทิ้งให้รวินทร์รดายืนเก้ๆ กังๆ หล่อนหันไปและพบว่า มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งผายมือไปยังโต๊ะที่ว่าง
“นั่งนี่สิ ตรงนี้ไม่มีคน”
รวินทร์รดานำกระเป๋าไปวางตรงที่ว่างหล่อนหยิบอุปกรณ์การเรียนขึ้นมา ขณะที่ผู้หญิงอีกคนเอ่ยขึ้น
“เธอมาจากไหน ทำไมถึงเพิ่งมาเข้าเรียนตอนนี้”



หญิงสาวหันไปและพบว่า ต้นเสียงคือ นักเรียนสาวผมดำ ขณะที่เพื่อนอีกสองคนรุมล้อมเข้ามาใกล้
“พี่ชายกับพ่อฉันเสีย ฉันเลยต้องย้ายด่วนกลับเมืองไทย”
“ครอบครัวเธอคือ เจ้าของธนาคารที่เพิ่งล้มละลายไปใช่ไหม ฉันอ่านข่าวเจอ”
รวินทร์รดาหน้าตึง หล่อนคิดไม่ถึงว่า ในเมืองไทยยังมีคนรู้จักครอบครัวของหล่อนด้วย อะไรคงจะไม่แย่เท่ากับสายตาที่เปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรู โดยเฉพาะคนที่อยู่ตรงกลาง
“ใช่...พ่อกับพี่ชายฉันเอง”
“ครอบครัวล้มละลาย แล้วยังมีเงินเรียนอินเตอร์อีกหรือ”
หญิงสาวเม้มปากแน่น พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่โต้กลับไปด้วยอารมณ์ หล่อนแค่ต้องการที่เรียน หลังจากนั้นก็จะสอบเทียบวุฒิการศึกษาเพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัย

“มี”
“ฉันรู้นะว่า เธอคงไม่ชอบใจสักเท่าไหร่ที่ฉันมาถามซอกแซก แต่ที่นี่ก็มีกฎ มีระเบียบที่นักเรียนซึ่งเข้ามาใหม่ต้องเคารพกฎและระเบียบ”
คำๆ นี้อีกแล้ว รวินทร์รดารู้สึกอึดอัด มันเหมือนกับว่า ระเบียบที่ว่านี้อาจจะไม่ใช่ของโรงเรียนแต่เป็นของนักเรียนกลุ่มนี้ต่างหาก เมื่อเธอมองไปก็พบว่า นักเรียนคนอื่นๆ ต่างไม่สนใจและตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองต่อ บ้างก็ฟังเพลงจากมือถือ บ้างก็ขีดๆ เขียนๆ เล่น
“เธอต้องการอะไรก็ว่ามาเถอะ”

“ดี ว่าง่ายๆ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันชื่อ ลิน เป็นหัวหน้าส่วนนี่เพื่อนของฉัน ชื่อว่า นีเน่ และนั่น ลินดา เราทำหน้าที่ดูแลนักเรียนทุกคนไม่ให้ออกนอกแถว เธอในฐานะคนที่มาใหม่จึงต้องรู้ระเบียบว่า ต้องเชื่อฟังพวกเรา”
“ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย”
“เพราะว่า ตระกูลของฉันเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา เราไม่ต้องการให้คนเข้ามาทำให้เสียชื่อเสียง ดังนั้นเธอต้องทำตามกฎที่พวกเราวางไว้”
“แล้วถ้าฉันไม่ทำล่ะ”
“เธอก็จะถูกไล่ออกไปยังไงล่ะ เธอคงไม่อยากย้ายโรงเรียนตั้งแต่วันแรกหรอกนะ เพราะมันคงไม่สนุก แค่นี้เธอก็อาจจะสอบไม่ทันเพื่อนอยู่แล้ว”
รวินทร์รดาเม้มปากแน่น ใครจะนึกว่า หล่อนหนีเสือปะจระเข้ สมัยอยู่อังกฤษหล่อนก็ต้องเจอกับเพื่อนนิสัยไม่ดี แต่นึกไม่ถึงว่า มาที่นี่จะต้องเจอแบบนี้อีก


“ฉันขอคิดดูก่อน”
“ทำไมถึงต้องคิด ฉันสั่งให้ทำก็ต้องทำสิ หรือเธออยากจะลองดี”
หญิงสาวที่ชื่อลิน ตบโต๊ะฉาดใหญ่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนรวินทร์รดาคงจะลุกขึ้นมาชกหน้าอีกฝ่ายสักตั้งแต่พอคิดถึงอภิรักษ์ หล่อนก็ต้องทน หล่อนไม่อยากให้พี่ชายต้องผิดอีก เขาอุตส่าห์จ่ายค่าเทอมให้และหน้าที่หล่อนคือ เรียนให้จบ ที่นี่เป็นแค่ทางผ่าน อีกไม่นานหล่อนก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“เปล่า”
“งั้นแสดงว่า เธอเข้าใจทุกอย่างแล้ว ดีมาก ทำตัวให้ดีๆ นะ ฉันจะจับตาดูเธอทุกฝีเก้า แต่ถ้ารู้ว่า เธอคิดจะไม่เชื่อฟังละก็ เธอจะต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม”

“ไปโรงเรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง”
ป้าเจ้าของร้านเช่าหนังสือผู้ใจดีเอ่ยอกับหล่อน รวินทร์รดามาทำงานพิเศษได้สองวันแล้ว แม้จะเป็นเงินไม่มากนักแต่ก็แลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
“ก็ดีค่ะ”
รวินทร์รดาไม่อยากโกหก ขณะเดียวกันก็ไม่อยากปิดบัง ถ้าพูดถึงสภาพโรงเรียนแล้วนับว่า ดีมาก มีสิ่งเอื้ออำนวยต่อการเรียน การสอนทุกอย่าง ห้องสมุดเต็มไปด้วยหนังสือมากมายเพื่อค้นคว้าหาความรู้ คอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่าสามสิบเครื่องสำหรับนักเรียนทำรายงาน แต่สิ่งที่หญิงสาวไม่มีก็คือ เพื่อน
นับตั้งแต่แนะนำตัววันนั้น ลิลินและนันทินีหรือ เนเน่า รวมถึงลินดาก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับหล่อน รวินทร์รดาไม่รู้ว่า ตัวเองทำอะไรผิด แต่พอลิลินเกลียดหล่อน เพื่อนในห้องก็พาลกันไม่กล้าคุยด้วย พอมองไปก็รีบหลบตา ทำเหมือนไม่มอง
“เพื่อนไม่ค่อยน่ารักหรือหนู”


ป้าพูดตรงกับใจหล่อนเปี๊ยบ เพื่อนไม่เป็นมิตร ไม่น่ารัก แถมยังจ้องจะแทงข้างหลังตลอดเวลาจึงทำให้บรรยากาศดูกร่อย
“ก็ทำนองนั้นค่ะ แต่หนูทนได้นะคะ หนูแค่อยากเรียนให้จบตามคำสั่งเสียของพี่ชาย”
“คิดเสียว่า เขายังรู้จักเรา ถึงได้ทำแบบนั้น”
“แต่เพื่อนบางคน ไม่เคยคุยกับหนูด้วยซ้ำก็ตั้งป้อมแล้ว” รวินทร์รดาพ้อ เพื่อนหลายคนในห้องไม่ยอมสบตา พอหล่อนอ้าปากจะพูดด้วยก็รีบหนีคงเพราะกลัวอิทธิพลของสามสาวประจำห้อง หล่อนได้ยินมาว่า ครอบครัวลิลินเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียน
“เป็นธรรมดา หนูมาใหม่ ยิ่งสวยน่ารัก ใครๆ ก็อิจฉา”
รวินทร์รดาอมยิ้ม ป้าเจ้าของร้านหนังสือมักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ อย่างลูกชายที่เปิดร้านแล้วทิ้งไปทำงาน ปล่อยให้ป้าดูแลแถมยังไม่ส่งเงินค่าเช่ามาให้ ป้าต้องแบกภาระทั้งหมดแทนลูกชายก็ยังไม่ปริปากบ่น
“คุณป้าพูดเสียหนูปลื้มเลย อย่างนี้ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะหนูสวย เพื่อนเลยเกลียดใช่ไหมคะ” หญิงสาวพูดติดตลก


“ก็ดีนะ คิดแบบนี้ก็สบายใจดี”

“บางทีหนูก็คิดนะคะว่า เพื่อนเอาแต่นั่งนินทาหนูทุกวัน คงประสาทตายเข้าสักวัน”
“หนูบัวต้องทำใจ ทุกสังคมย่อมต้องมีการนินทาว่า ร้ายเป็นเรื่องปกติแต่มันขึ้นกับว่า เราเอามาใส่ใจหรือเปล่า เก็บมาคิด มาแค้นหัวใจก็ทุกข์ ถ้าปล่อยวางก็เป็นสุขจริงไหม”
“แต่มันทำยาก”
“ถ้าหนูโตขึ้นก็ทำได้เองล่ะ ตอนนี้แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ป้าเชื่อว่า ความน่ารักและใจดีของหนูจะทำให้เพื่อนมองเห็น” ป้าปลอบ
“คุณป้าคิดว่า จะมีวันนั้นหรือคะ”
“มีสิจ้ะ ไม่ช้าก็เร็วคอยดูก็แล้วกัน เพื่อนที่น่ารักจะเดินเข้ามาหาหนูเอง”

ลินไม่เพียงขู่หล่อน แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ลูกคู่ทั้งสองคนต่างคอยกลั่นแกล้งรวินทร์รดาแทบทุกวัน บ้างก็มาแอบหยิบของไป ตั้งแต่ปากกาด้ามโปรด กล่องใส่ดินสอที่อภิรักษ์ซื้อให้รวมถึงลิปบาล์มยี่ห้อดังที่เพิ่งเปิดใช้เพียงไม่ถึงเดือน พวกนั้นคงไม่ได้เอาไปใช้แต่คงต้องการขู่หล่อนมากกว่า โชคร้ายก็คือ ไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าช่วยหล่อนเลย แถมพอถามทุกคนก็พากันปฏิเสธว่า ไม่รู้ไม่เห็น


หญิงสาวได้แต่นั่งอย่างหวาดระแวง จนจบคาบเรียน ช่วงพักนักเรียนทุกคนก็พากันหนีไปนั่งโต๊ะอื่น ทุกคนไม่มีใครอยากสุงสิงกับหล่อนเลย รวินทร์รดารู้สึกโหวง แค่วันแรกหล่อนก็เจอกับด่านหินเข้าเสียแล้ว แต่สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ อดทน
ทุกครั้งที่อยากจะลุกขึ้นมาอาละวาด หล่อนจะนึกถึงหน้าหม่อมราชวงศ์กนต์ธร เขาเคยกำชับว่า อย่าก่อเรื่อง หญิงสาวรู้ว่า หล่อนทำเขาเสียเวลา ไหนจะพามาสมัครเรียน ไหนจะพาไปซื้อของ และย้อมผม หญิงสาวยกมือลูบเส้นผมที่ถูกย้อมกลับเป็นสีดำ เนื่องจากมาโรงเรียน หล่อนจึงรวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง แม้ดูภายนอกหล่อนจะเป็นเด็กสาวน่าตาน่ารัก แต่แววตาต่างหากที่แฝงด้วยความเศร้า หล่อนไม่มีเพื่อน และรู้สึกโดดเดี่ยว
วันนี้รวินทร์รดาเพิ่งกินข้าวเที่ยงเสร็จ แล้วก็มาเข้าห้องน้ำ นักเรียนหลายคนรีบเข้ามาทำธุระส่วนตัวแล้วก็ออกไป เมื่อมองเห็นหล่อนอยู่ก็พากันรีบเดินหนีไปราวกับไม่อยากเสวนาด้วย ยกเว้นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นสาวผิวคล้ำ ตัดผมม้า ซึ่งยืนอ้อยอิ่งล้างมืออยู่ตรงอ่างล้างหน้า สายตาก็แอบชำเลืองมอง พออยู่ตามลำพัง หญิงสาวก็ได้ยินเสียงพูด


“ระวังตัวไว้หน่อย เธอกำลังตกเป็นเป้า”

รวินทร์รดาชะงัก เหลือบไปมอง แต่แทนที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรกลับรีบเดินออกจากห้องน้ำไป หญิงสาวไม่แน่ใจว่า หูฝาดหรือไม่ แต่หล่อนเดาว่า นั่นคือ คำเตือน หล่อนเดินเข้าห้องน้ำทำธุระแต่แล้วพอตอนจะเปิดประตูออกมากลับรู้สึกว่า มันติด หญิงสาวลองเขย่าดูพบว่า มันถูกคล้องกุญแจจากข้างนอก หญิงสาวมองขึ้นไปด้านบนเพื่อหาทางปีนออกจากห้องน้ำ แต่พบว่า มันอยู่สูงทีเดียว หล่อนพับฝาชักโครกลงและขึ้นไปยืน แต่แล้วกลับเห็นแผ่นไม้ที่ยื่นมาจากห้องข้างๆ ปิดเอาไว้ทำให้ปีนขึ้นด้านบนไม่ได้ รวินทร์รดารู้ได้ในทันทีว่า กำลังโดนแกล้ง
“นั่นใคร ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ”
ไม่มีเสียงตอบแต่หล่อนได้ยินเสียงคนหัวเราะกันคิกคัก คนแกล้งมีมากกว่าสองคนแน่ๆ และจะเป็นใครไม่ได้นอกจากคู่อริตลอดกาลอย่างลิลิน ลึกๆ ลงไปแล้วหล่อนไม่เข้าใจว่า อีกฝ่ายถึงได้เกลียดหล่อนขนาดนี้..
รวินทร์รดาปีนกลับลงมาและกระแทกประตูอีกครั้งหวังว่า สิ่งที่ล็อกอยู่ด้านนอกจะหลุดออก แต่เปล่าเลย หล่อนเดาว่า คงเป็นกุญแจ
“ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้ ใครอยู่ข้างนอกนั่น ปล่อยฉันออกไป”
หล่อนทุบประตูแต่ไม่มีเสียงใครตอบมาเลย มีแต่เสียงหัวเราะอย่างชอบใจ หญิงสาวจำได้ว่า หนึ่งในนั้นต้องเป็นเสียงของลินอย่างแน่นอน
“ลินใช่ไหม เธอทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ปล่อยฉันออกไปไม่ได้ยินหรือ ฉันจะฟ้องครูว่า เธอกับพวกแกล้งฉัน”
เสียงหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่เสียงเพลงจะดังขึ้น คงมีใครสักคนเอาลำโพงมาเปิดเพลงไว้ในห้องน้ำเพื่อกลบเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
รวินทร์รดาทุบประตูรัวแต่ไม่มีใครยอมเปิด จึงเปลี่ยนใจปีนขึ้นไปบนโถส้วมเพื่อดันแผ่นไม้อีกครั้งแต่เหมือนมีคนใช้มือกดด้านบนจนหนักมาจนหล่อนดันไม่ไหว หล่อนจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทร แต่แล้วเพิ่งนึกได้ว่า ไม่ได้จดเบอร์โทรของโรงเรียนเอาไว้เพราะเพิ่งมาวันแรก หล่อนรีบใช้อินเทอร์เน็ตค้น แต่ระหว่างที่กำลังดูข้อมูล จู่ๆ แผ่นไม้ด้านบนก็เปิดออก มือของผู้ชายคนหนึ่งยื่นมือมากระชากมือถือไปจากหล่อน รวินทร์รดาตามขึ้นไปแย่งคืน แต่แล้วกลับมีของเหลวสาดลงมา ความแสบที่ผิวทำให้หล่อนตกใจจนร้องกรี๊ดออกมา ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกไปหมด


หญิงสาวไม่แน่ใจว่า คือ กรดหรือไม่ จึงรีบนำน้ำจากสายชำระขึ้นมาล้างตัว แต่พอมองขึ้นไปอีกครั้งแผ่นไม้ก็ปิดกลับมาเหมือนเดิม หล่อนลงมาทุบประตูร้องโวยวาย

“เอาโทรศัพท์ฉันคืนมานะ แล้วก็เปิดให้ฉันออกไปเดี๋ยวนี้”

หญิงสาวได้ยินเสียงเหมือนของหล่นน้ำ จึงเดาว่า ผู้ชายคนนั้นคงจะเอาโทรศัพท์ของหล่อนหย่อนลงในโถส้วมห้องข้างๆ น้ำตาไม่รู้ไหลมาจากไหน รวินทร์รดาทุบประตูให้แรงขึ้นกว่าเดิม หล่อนกรีดร้องและร้องไห้สลับกัน พร้อมกับทุบประตู มือสองข้างแดงก่ำ กระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดเข้ามาข้างใต้ประตู รวินทร์รดาหยิบขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา ตัวหนังสือเขียนไว้ว่า

“จำเอาไว้ นี่คือ บทเรียนแรก ครั้งต่อไปจะหนักยิ่งกว่านี้”





tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 21 มี.ค. 2561, 10:38:57 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 มี.ค. 2561, 10:38:57 น.

จำนวนการเข้าชม : 732





<< บทที่ ๗ เพื่อนหรือศัตรู    บทที่ ๙ อ่อนแอและกำลังใจ >>
แว่นใส 23 มี.ค. 2561, 07:43:19 น.
น่ากลัวมาก


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account