เหลี่ยมรักมัดใจ
ในความคิดเขา... เธอเป็นเด็กหัวรั้น ทำตามใจตัวเอง
ใครได้ไปเป็นภรรยาถือว่าทำบุญมาไม่ดี
ในความคิดเธอ... เขาช่างน่าเบื่อ ทื่อมะลื่อ
เป็นก้อนหิน ใครได้ไปเป็นสามีคงชีช้ำตาย
คำโบราณว่าไว้ไม่ผิด เกลียดอย่างไหน
มักได้อย่างนั้น สองคนที่เข้ากันไม่ได้เอาซะเลยจึงต้อง
มาลงเอยด้วยการแต่งงาน

นิยายเรื่องนี้แต่งด้วยอารมณ์เมามันมากๆ รู้สึกสนุก
ปนเครียดเพราะแต่งตาม concept แต่ก็ผ่านมาได้ในที่สุด
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอน ุ6

ที่ปรึกษาส่วนตัวของณิชาโทรมาถามข่าวคราวหลังจากเธอหายเงียบไปหลายวัน

“ใหม่มาทำงานได้ห้าวันแล้วค่ะ ได้ทำงานที่สนุกที่สุด หายเบื่อหายเหงาไปเลย ทุกวันตอนเช้าใหม่จะไปถามอาการคุณปู่คุณปู่ก่อน สายๆ ก็ไปทำงาน เย็นวันไหนซ้อมไม่ดึกเกินไปก็กลับไปหาปู่อีกรอบ”

วันแรกๆ หญิงสาวรู้สึกแย่มากที่ต้องมาทำงานหนักแลกกับค่าแรงเพียงน้อยนิด แต่พอวันถัดๆ มาเมื่อได้เห็นทุกคนในทีมซ้อมกันอย่างเอาจริง มีเป้าหมายเดียวกัน ทำให้หญิงสาวตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนเองจะได้มากกว่าค่าจ้างก็คือประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ มากกว่านั้นที่นี่ทำให้เธอได้พบเพื่อนๆ กลุ่มใหม่ซึ่งมีทั้งรุ่นน้องที่เป็นทีมเชียร์ ทีมอาจารย์ผู้สอนซึ่งบางคนก็อาสามาช่วยงานมหาวิทยาลัยทั้งๆ ที่ไม่ได้ผลตอบแทนเพิ่ม ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างทีมให้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่ไกลที่สุด มันทำให้เธอค่อยๆ รู้สึกภูมิใจ และเต็มใจกับการทำงานร่วมกับทีมโดยไม่รู้ตัว

“แล้วสามีของใหม่เขาแวะมาหาบ้างไหมคะ เขาแสดงออกหรือเปล่าว่าชื่นชมที่เรามีงานมีการทำเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว”

“ไม่เลยค่ะ” ตอบตามตรง “นายหินนั่นไม่เคยรู้สึกอะไรกับการไปๆ มาๆ ของใหม่หรอกค่ะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาตั้งใจหลบหน้า” หญิงสาวตั้งสมญานามให้ ดอกเตอร์พิชญ์ว่านายหิน เพราะรู้สึกว่าเข้ากับนิสัยที่นิ่งไร้ความรู้สึกประดุจหินผาของเขาดี “ไปหาก็เจอเลขาฯ คนสวยกีดกันทุกทาง โทรไปก็ไม่เคยได้คุย ใหม่ไม่เคยทุ่มเท ไม่เคยง้อใครแบบนี้เลยนะคะ มีแต่หนุ่มๆ มาจีบแล้วใหม่เล่นตัวไม่สนใจเอง ชักจะหมดความอดทนแล้วล่ะ”

“ใหม่นี่น้า ทำไมท้อถอยง่ายๆ แบบนี้ล่ะ ท่องไว้สิว่าใหม่ทำเพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อให้ปู่สบายใจ”

“นั่นสิคะ ใหม่ก็ท่องอยู่ทุกวัน ตอนนี้ลดเป้าหมายลงมาแล้วนะคะ อย่างน้อยใหม่อยากให้เขายอมพูดกับใหม่ดีๆ ให้เราคุยกันแบบสันติได้ก็พอแล้ว ปู่คงจะสบายใจขึ้น จะได้เข้าหน้าท่านติดเสียที”

อัญชลียิ้มจากปลายสาย “ไม่ได้ค่ะไม่ได้ เป้าหมายคือต้องให้สามีกลับมาเป็นของเราสิคะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นระยะสั้นๆ ก็ตามที”

พี่เอาใหม่ไปฆ่าดีกว่าไหมคะ อีกฝ่ายแอบคิด ยังสงสัยอยู่เลยว่าผู้ชายนิ่งๆ คนนั้นจะมีหัวใจหรือเปล่า

“เพื่ออะไรคะ ก็ใหม่ไม่ได้รักเขาเสียหน่อย” เราไม่ได้รักกันเลยตั้งแต่แรกแล้ว…

“แต่น้องใหม่ก็ยังไม่มีใครใช่ไหมคะ”

“ค่ะ”

“แถมไม่ค่อยถูกชะตากับแฟนใหม่ของเขาด้วย”

“ก็ใช่ค่ะ” แน่ละสิ ทั้งสวย ทั้งดูเก่งแบบนั้นมันทำให้เธอรู้สึกตัวเองด้อยค่าลงทุกครั้งเมื่อเปรียบเทียบด้วย

“ถ้าอย่างนั้นพี่ว่าจีบสามีตัวเองนี่แหละดีที่สุดค่ะ เชื่อพี่สิคะ ดอกเตอร์หินของน้องใหม่นี่แหละเหมาะกับน้องมากที่สุด ไม่เช่นนั้นคุณปู่คงไม่ให้แต่งงานกันหรอก”

“พี่อัญก็พูดเป็นนิยายไปได้ คนนี้ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ นิสัยต่างกันสุดๆ ท่าทางไม่มีทางเข้ากันได้เลย”

ณิชาไม่อยากจะบอกอัญชลีว่าที่ปู่จับเธอแต่งงานตอนนั้นก็เพราะต้องการทำโทษหลานสาวจอมเกเรต่างหาก ไม่ใช่ความเหมาะสมอะไรหรอก แต่พูดไปก็เท่านั้น อัญชลีปักใจเชื่อแล้วนี่ว่า ดร.พิชญ์เหมาะกับเธอ จะมาเปลี่ยนความคิดคงยาก

“พี่ว่าให้เวลาสักนิดนะคะ อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันแบบนี้ใหม่ต้องหาโอกาสให้ได้เจอกับเขาให้บ่อยที่สุด แต่ไม่ใช่ตามตื๊อนะคะ ทำแบบว่าให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุเจอโดยบังเอิญน่ะ เจอกันบ่อยๆ เดี๋ยวก็มีโอกาสปรับความเข้าใจกันเอง”

คนฟังถอนหายใจ นาย ดร.นั่นน่ะวันๆ ออกไปไม่ออกไปไหนเลย อยู่แต่ในแล็บกับห้องสอน อย่างนี้จะหาเรื่องให้พบกันโดยบังเอิญได้ยังไงล่ะ

“ใหม่จะพยายามค่ะ”

คนแบบเขาคงไม่มีทางเหยียบมาที่โรงยิมด้วย… ณิชาบ่นในใจ

“ตกลงเรามาคุยกันเรื่องสเต็ปต่อไปดีไหมคะ”

“พี่ยังคิดว่าเราควรจะ…เอ่อ ทำตามแผนต่ออีกหรือคะ”

“คิดสิคะ เราต้องสู้ให้ถึงที่สุด จะมายอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไงกัน”

คนฟังถอนหายใจ “ก็ไม่อยากยอมแพ้หรอกค่ะ ท่องไว้ทุกวันว่าเพื่อเป้าหมายสุดท้ายของชีวิตคือ การที่คุณปู่ให้อภัย แล้วก็อนุญาตให้ใหม่ทำสตูดิโอสอนเต้นของตัวเอง...สเต็ปต่อไปคืออะไรคะ คุณศิราณี”

“ต่อไปก็ต้องหาของขวัญ ของฝากแทนใจค่ะ”

“…”

“แบบว่าอะไรที่ให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่ใหม่กับเขามีร่วมกันน่ะ”

“ไม่มีเลยค่ะ” ตอบแบบไม่ต้องคิดสักนิดเดียว

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำอะไรที่แสดงฝีมือแล้วล่ะ เขาจะได้หันมาสนใจเรา ทำอาหารอร่อยๆ ไปเสิร์ฟถึงที่ดีไหม คุณสามีจะได้เห็นว่าใหม่เปลี่ยนไปแล้ว เป็นแม่บ้านแม่เรือนแล้ว เป็นการทำคะแนนแซงหน้าคุณเลขาฯ นั่นด้วย”

คราวนี้ณิชาร้องเสียงหลง “โห พี่อัญชลีคะ สงสัยด่านนี้ใหม่แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแน่ๆ ค่ะ เพราะว่าใหม่ทำกับข้าวไม่เป็นเลย ไม่ชอบทำเสียด้วย แค่ทอดไข่ก็อาจจะไหม้ได้”

“ขนมละคะ เอาไปให้กินกับกาแฟ พวกเค้กหรือคุกกี้ ทำให้มันน่ารักๆ”

“ไม่เป็นเลยค่ะ ใหม่ไม่ชอบกินขนมหวาน มันจะทำให้อ้วน อนุญาตให้ตัวเองกินก็หลังจากออกกำลังกายนานๆ ร่างกายต้องการพลังงานแบบด่วนๆ เท่านั้น”

“เด็กสมัยใหม่นี่จริงๆ เลยน้า ห่วงแต่อ้วน แต่อาหารฟาสต์ฟู้ดน่ะกินได้กินดี” อัญชลีพูดตามตรง

“บอกแล้วไงคะว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลยด่านนี้ พี่อย่าสอนให้ยัยต้นข้าวเป็นเด็กอย่างนี้เด็ดขาดนะคะ ใหม่มันเด็กไม่ดีค่ะ แม่พยายามสอนอะไรใหม่ตั้งหลายอย่างแต่ใหม่ดื้อ พอไม่มีแม่กับพ่อแล้วก็ไม่มีใครจัดการใหม่ได้ ยิ่งมาอยู่กับปู่ยิ่งสบาย ไม่มีใครกำกับก็เลยกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้”

ณิชาไม่ใช่เด็กนิสัยไม่ดีเลยในความคิดของอัญชลี เพียงแต่สาวน้อยคนนี้ยังไม่มีคนชี้ทางที่ถูกให้เท่านั้น

“อยากหัดทำไหมล่ะ เอาง่ายๆ แบบคุกกี้ พี่สอนให้ได้”

“คือว่า…พี่อัญว่าซื้อมาเลยจะดีไหมคะ ไม่อยากจะบอกเลยว่าพี่อาจจะเสียเวลาเปล่า”

การทำอาหารเป็นหายนะของเธอ หญิงสาวลองมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จสักครั้ง ตอนอยู่ต่างประเทศก็ลองพยายามทำลาซานญ่าด้วยตนเอง แล้วมันก็ออกมาเป็นอะไรสักอย่างที่รสชาติเหมือนอาหารค้างคืนมากกว่า

อัญชลีเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ เธอแนะนำว่าหากณิชาสนใจจะเริ่มสเต็ปต่อไปอาจมามาเรียนกับเธอที่ร้านก็ได้ “สอนแป๊บเดียวก็เป็น เสาร์นี้ ดีไหม เราจะได้เจอกันด้วย”

“ก็อยากเจอพี่อัญนะคะ จะได้คุยกันให้สนุก ...แต่ว่าไปช็อปปิ้งกันไม่ดีกว่าเหรอคะ น่าสนุกกว่าเข้าครัวทำขนมเยอะเลย” ตอนนี้หญิงสาวมีเงินติดตัวอย่างจำกัด จะชวนเพื่อนเก่าๆ ไปช็อปปิ้งด้วยก็ไม่กล้าเพราะกลัวน้อยหน้าเพื่อน แต่ถ้าไปกับอัญชลีซึ่งไม่เคยรู้จักกันและถูกคอกันก็น่าจะสนุกกว่า

“ไม่เอาน่า เราต้องสู้ให้ถึงที่สุดก่อนสิคะแล้วค่อยยอมแพ้ ท่องไว้ว่าเพื่อปู่ เพื่อสตูดิโอของเรา”

“ก็…ได้ค่ะ ดีเหมือนกัน เผื่อจะทำคุกกี้ให้คุณปู่ทาน อย่างน้อยท่านจะได้มีอะไรภูมิใจกับใหม่บ้าง” เธอหวังอยู่ลึกๆ ว่าปู่จะออกจากโรงพยาบาลได้เร็วๆ นี้

หญิงสาววางสายจากที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ก่อนกลับไปซ้อมให้กับทีม งานของณิชาคือเตรียมร่างกายของผู้แข่งขันทุกคนให้พร้อม และฝึกทักษะการเต้นอื่นๆ เพื่อให้การแสดงมีท่วงท่าที่สวยงามและแข็งแรงไปพร้อมๆ กัน

อย่างน้อยการขอคืนดีกับ ดร.พิชญ์โดยเข้ามาทำงานที่นี่ก็มีดีบางอย่าง คือเธอมีงานทำเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ ผลาญเงินไปเล่นๆ เหมือนเมื่อก่อน แถมลักษณะงานก็เหมาะกับสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำให้ลืมเรื่องวุ่นๆ ของตัวเองได้มากพอสมควร

หากไม่ไปเยี่ยมคนป่วยณิชาจะใช้เวลาในการเป็นผู้ช่วยในทีมจนค่ำ ฝีมือของทีมดีขึ้นตามลำดับ ถึงแม้จะไม่ดีเท่ามาตรฐานของต่างประเทศที่หญิงสาวเคยเห็น แต่ก็ถือว่ามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

“ใหม่ มีคนมาหาแน่ะ” หัวหน้าทีมเชียร์สะกิดณิชาแล้วบุ้ยใบ้ไปทางด้านหลัง หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าคนที่เดินตรงมาเป็นใคร

ความสูงทำให้สามีของเธอโดดเด่นเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน บวกกับการที่เป็นคนไหล่กว้าง หลังตรง ช่วยเสริมให้บุคลิกภาพของเขาดูเด่นขึ้นอีก เขาทำให้ทีมกำลังซ้อมถึงตอนสำคัญหยุดซ้อม และมองมาที่เขาเป็นจุดเดียว ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านกับสายตาเหล่านั้น เพียงพยักหน้าเหมือนจะให้ณิชาเดินตามออกมานอกห้อง หญิงสาวหันไปหาหัวหน้าทีมเชิงขออนุญาต แล้วเดินตามชายหนุ่มร่างสูงออกมาเงียบๆ รู้สึกได้เลยว่ามีสายตาอีกนับสิบคู่ของสาวๆ นักเชียร์ตามหลังมาด้วยความอิจฉา

ชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋าอยู่หน้าห้องซ้อม สายตามองไปยังนักศึกษากลุ่มใหญ่ที่เล่นบาสเกตบอลอยู่กลางสนาม

“คุณปฐมเป็นอย่างไรบ้าง” คนถามถามเรียบๆ น้ำเสียงนิ่งสนิทเหมือนที่เธอคุ้นเคย แต่ปลายน้ำเสียงเหมือนจะห่วงใยจริงจัง นั่นทำให้หญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้ เธอคิดว่าเขาจะสนใจเฉพาะเงินของปู่เท่านั้น

“ก็ ดีขึ้นค่ะ แต่ยังน่าเป็นห่วงอยู่”

“หมอให้เยี่ยมได้บ้างหรือยัง”

“ค่ะ ได้ช่วงสั้นๆ เพราะท่านจะเหนื่อยง่ายมาก”

“แล้ววันนี้จะไปเยี่ยมท่านหรือเปล่า”

“ไปค่ะ”

“เลิกซ้อมแล้วไปรอที่แล็บก็แล้วกัน ผมจะไปด้วย” ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นคำสั่ง

“ค่ะ” รับคำสั่งแบบงงๆ

“ดี” เขาพูดแค่นั้น พูดจบก็เดินลิ่วๆ กลับไปตามทางเชื่อมระหว่างตึก ตรงไปยังแล็บวิจัยที่ตนเองดูแลอยู่ ปล่อยให้ณิชายืนอ้าปากค้างอยู่หน้าห้องยิม

“กรี๊ดดดดด” หญิงสาวร่างเล็กวิ่งเข้ามาในห้องซ้อม กระโดดตัวลอยพร้อมตะโกนเสียงดังจนทำให้กลุ่มที่กำลังซ้อมอยู่หยุดกันหมด “ขอโทษค่ะ มีอะไรให้ดีใจนิดหน่อย”

ทุกคนที่ห้องซ้อมต่างหัวเราะ “หนุ่มป๊อปปูล่าประจำมหาวิทยาลัยแวะมาหาก็น่าจะกรี๊ดอยู่หรอก” หญิงสาวได้ยินหนึ่งในเชียร์ลีดเดอร์สาวสวยเอ่ย “พี่ใหม่ไปรู้จักกับ อาจารย์พิชญ์ได้ยังไงเนี่ย สนิทกันไหม เป็นแฟนพี่ใหม่หรือเปล่า”

“เอ่อ คือว่า เปล่าค่ะ” เอ่ยออกไปแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอต้องพยายามกีดกัน ดร.พิชญ์ออกจากสาวๆ ทุกคนนี่นา

“เปล่าแล้วทำไมหน้าแดงล่ะ มีความลับนี่”

คราวนี้ณิชาไม่ปฏิเสธ แกล้งหัวเราะเขินๆ ก่อนเลี่ยงไปทางด้านหลังกลุ่มซ้อม อยากจะโทรกลับไปบอกอัญชลีเหลือเกินว่าไอ้ที่ทำมาสองสเต็ปก่อนหน้าไม่เลวนักหรอก

ณิชาทำงานในช่วงหลังจากนั้นอย่างไม่ปกติสุขนัก จนเลิกซ้อม เธอรีบล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าและตรงไปยังแล็บของ ดร.พิชญ์ ความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้จากห้องซ้อมหลังจาก ดร.พิชญ์กลับไปก็คือเขาเป็นหนึ่งในหนุ่มที่สาวๆ ในมหาวิทยาลัยสนใจและคลั่งไคล้

เลขาฯ คนสวยของเขาเงยหน้าขึ้นเมื่อณิชาเปิดประตูเข้าไป

“ดอกเตอร์ ไม่อยู่ค่ะ” เธอตอบอย่างมึนตึง เพราะคิดว่าหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้าจะมาตามตื๊อเจ้านายอีก

ถึงแม้จะมีศักดิ์เป็นถึงภรรยา แต่ดูเจ้านายของเธอไม่ได้ให้ความสนใจผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่ แถมพยายามหลบไม่ให้มีโอกาสได้พบตลอดเวลา แสดงว่าคงมีปัญหากันอยู่ เธอจึงเลือกที่จะเข้าข้างเจ้านายของตนเอง และทำหน้าที่คอยกีดกันทุกทาง เหมือนกับสาวคนอื่นๆ ที่เธอเคยทำสำเร็จมาแล้ว

“เขาอยู่ที่แล็บหรือคะ”

จำใจต้องพยักหน้า

“ขอบคุณค่ะ”

ณิชาออกจากห้อง อมยิ้มนิดๆ กับสีหน้าแปลกใจของอรสาที่วันนี้เธอไม่พูดจาหาเรื่องเข้าใส่เหมือนเคย สถานที่ต่อไปที่เป็นเป้าหมายก็คือห้องแล็บ ที่นั่นเธอต้องกดกริ่งหน้าประตูเพราะไม่มีบัตรผ่าน รอสักครู่ก็มีคนมาเปิดให้

“ฉันมาหา ดอกเตอร์พิชญ์ค่ะ”

“ครับ เชิญนั่งก่อนครับ ผมจะเดินไปบอกดอกเตอร์ให้” ชายหนุ่มสวมเสื้อกาวน์และถุงมือรัดกุม รูปร่างสูงพอๆ กับคนที่ณิชามาหาชี้ไปยังโต๊ะตัวเล็กมุมห้อง หญิงสาววางกระเป๋า นั่งลง ผ่านไปราวสองนาทีผู้ชายคนเดิมเดินมาบอกว่า ดร.พิชญ์ยังติดงาน และขอให้รอสักพัก ณิชาพยักหน้ากล่าวขอบคุณเบาๆ ก่อนหยิบเอกสารที่เกี่ยวกับผลงานวิจัยกับนิตยสารด้านการประหยัดพลังงานที่วางอยู่ใกล้ๆ มาเปิดดูระหว่างรอเวลา

เอกสารเหล่านั้นทำให้ณิชาง่วงได้อย่างไม่น่าเชื่อ หญิงสาวอ่านมันยังไม่ถึงสองหน้า เธอก็ก้มหน้าฟุบลงกับโต๊ะ หลับสนิท….



เกือบหนึ่งทุ่ม ดร.นรุธ เพื่อนร่วมงานของพิชญ์เอ่ยเตือนเขาว่ามีคนรออยู่ ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดหนึ่ง

“ลืมสนิทเลย”

“หลับอยู่ที่โต๊ะใกล้ประตูแนะ” ดร.นรุธเอ่ยเอ่ยอย่างเอ็นดูนิดๆ “เมียนายนี่ยังกับเด็กสิบเก้า หน้าตาน่ารักไม่เบา แบบนี้ทำไมนายยังกลับดึกๆ อีกนะ สงสัยจริง”

ดร.นรุธเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาส่วนของโปรแกรมการวิเคราะห์ประมวลผลระบบในโครงการใหญ่โครงการนี้ เขารู้จักกับพิชญ์มานานทำให้พูดอะไรไม่ค่อยเกรงใจเหมือนผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ช่วงที่พิชญ์แต่งงานนรุธเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ทำให้เขาไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการแต่งงาน และเมื่อกลับมา ณิชาก็ไปต่างประเทศแล้ว ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่เล่าอะไรเกี่ยวกับภรรยาของเขาให้อีกฝ่ายรับรู้

พิชญ์ยักไหล่ “นายรู้ได้ยังไงว่าเธอเป็นใคร”

“ข่าวลือมันเข้าหูง่ายเสมอล่ะ เด็กที่แล็บบอกว่าหล่อนมาดักรอนายหลายวันแล้ว แต่นายเอาแต่หนี เกิดอะไรขึ้นล่ะ เล่าให้ฟังได้ไหม”

“ไม่มีอะไรสำคัญหรอก” คนถูกถามตอบสั้นๆ ทำราวกับเรื่องที่เพื่อนสงสัยนั้นไม่สำคัญอะไร



สาวน้อยร่างเล็กอยู่ในชุดออกกำลังกายที่รัดกุม เธอนั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ นอนหลับเหมือนเด็กๆ ไม่เหลือเค้าสาวจอมตื๊อตามข่าว

ชายหนุ่มแตะไหล่คนที่นอนอยู่ เขย่าเบาๆ

“หืม”

“ตื่นได้แล้ว”

“เสร็จแล้วหรือคะ” คนที่นอนอยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ลูบผมยุ่งของตนเองให้เข้าที่เข้าทาง ยิ้มเขินๆ

ชายหนุ่มหายใจสะดุดกับรอยยิ้มนั้น เพราะมันบอกเขาว่ามันเป็นยิ้มที่ไม่ได้มาจากการเสแสร้งเหมือนครั้งอื่นๆ

เจ้าพิชญ์เอ๋ย แค่ยิ้มก็เข่าอ่อนแล้ว มากกว่านี้แกจะมีแรงไปต่อกรอะไรกับเขา

“ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มเรียกสติของตัวเองกลับมา เปิดประตู นำหญิงสาวตรงไปยังลานจอดรถ

“คุณทำงานแบบนี้ทุกวันหรือคะ”

“ปรกติจะดึกกว่านี้ วันนี้ตั้งใจไปเยี่ยมคุณปฐม เลยออกมาก่อนเวลา”

คนฟังตาโต ค่อนขอดในใจว่าคนหรือหุ่นยนต์กันนะ อยากจะถามว่าได้เงินจากคุณปู่ไปตั้งหลายล้าน แถมเป็นถึงผู้บริหาร ทำไมยังทำงานหนักยังกับเป็นลูกจ้างแล็บอีกล่ะ

เพราะเร่งรัดทำงานให้เสร็จทำให้พิชญ์ยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องยกเว้นกาแฟสองแก้ว เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ บอกตัวเองว่าหิวจัดและต้องหาอะไรกินโดยด่วน แต่หากจะแวะกินอะไรก่อนอาจจะดึกเกินไป

จะให้เสร็จธุระเขาคงทนหิวไม่ไหว

“คุณกินข้าวเย็นหรือยัง”

“ยังค่ะ”

“ผมหิวมาก แต่กลัวจะดึกเกินไปถ้าจะแวะกินอะไรก่อน” ประโยคนั้นของเขาสั้น ได้ใจความ

“คุณรังเกียจอาหารฟาสต์ฟู้ดไหมล่ะคะ ถ้าไม่ ออกจากมหาวิทยาลัยไปสักห้าร้อยเมตร มีอยู่ร้านหนึ่ง คุณจอดที่นั่นก็ได้ ฉันลงไปซื้อให้คงเสียเวลาไม่มาก พวกทีมเชียร์ชอบไปกินที่นั่นบ่อยๆ เวลาซ้อมเลิกค่ำ เพราะมันง่ายและเร็วดี” ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะรึ ณิชาไม่สนอาหารราคาถูกๆ พวกนี้หรอก แต่นับแต่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศที่ค่าครองชีพแสนแพง และพี่ชายส่งเงินไปให้ใช้จำกัด อาหารพวกนี้จึงช่วยประทังชีวิตเธอได้ในบางเวลา

พิชญ์ไม่ใช่คนโปรดปรานอาหารประเภทนั้นเช่นกัน เขาไม่รู้สึกว่ามันมีความอร่อยตรงไหน แต่ในเวลาแบบนี้เห็นทีจะต้องกินรองท้องไปก่อน จึงตัดสินใจเลี้ยวรถไปตามเส้นทางที่เป็นที่ตั้งของร้านเป้าหมาย

“เดี๋ยวฉันจะลงไปซื้อให้ คุณชอบทานอะไรคะ เบอร์เกอร์แบบไหน มันฝรั่งทอดไหม แล้วก็…”

“ไม่รู้สิ ผมไม่ถนัดอาหารพวกนั้น เลือกมาสักอย่างแล้วกัน อะไรก็ได้ที่ไม่ใส่หอมหัวใหญ่”

หญิงสาวก้าวเร็วๆ ออกจากรถ ในร้านคนยังแน่น ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ออกมาหาที่นั่งคุยกันบ้าง เล่นอินเทอร์เน็ตบ้าง เธอเลือกสั่งเบอร์เกอร์ไก่ชุดใหญ่สองชุด ต้องใช้เวลารอเกือบสิบนาทีเพราะคิวยาวมาก ฝนลงเม็ดปรอยๆ เมื่อเธอถือถุงอาหารมาที่พิชญ์จอดรถรออยู่ และมันเริ่มลงเม็ดหนักขึ้นจนเธอต้องรีบก้าวขึ้นรถ

“แย่ชะมัดมาตกอะไรตอนนี้นะ”

“นั่นสิ” พิชญ์มองเม็ดน้ำฝนที่ตกกระทบหน้ารถไม่ขาดสาย “แทนที่จะไปถึงโรงพยาบาลเร็วๆ คงได้เจอรถติดกันอีก”

“กินก่อนก็แล้วกัน อย่างน้อยคุณจะได้ไม่ขับรถไปด้วยโมโหหิวไปด้วย” ปกติแค่โมโหอย่างเดียว ไม่ได้หิว ยังทำหน้าเหมือนจะจับฉันหักคอได้ เธอแอบค่อนแคะขณะแกะกระดาษห่อเบอร์เกอร์ออกครึ่งหนึ่งแล้วส่งให้คนขับ “ฉันสั่งแบบเต็มสตรีมใส่ทุกอย่างยกเว้นหอมใหญ่”

“ขอบใจ” ถึงแม้จะไม่ชอบแต่ กลิ่นขนมปังที่อุ่นใหม่ๆ ไก่ทอดและเนยเหลวนิดๆ เพราะความร้อนของไก่ก็ยั่วน้ำลายไม่ใช่ย่อย เขากัดคำแรกและคำที่สองอย่างรวดเร็ว หันไปเห็นอีกฝ่าย เธอเองก็กำลังจัดการเบอร์เกอร์ของตัวเองเหมือนกัน

ท่าทางเจ้าตัวเอร็ดอร่อยกับมันมากทีเดียว

“ยี่ห้อนี้ที่เมืองไทยอร่อยกว่าที่อเมริกาอีก คุณว่าไหม”

“ผมไม่จบจากที่นั่น ไปประชุมหลายครั้งแต่ไม่เคยแวะกินพวกนี้สักที”



“อ้าว เหรอ แล้วคุณจบจากไหนล่ะ” ความรู้เกี่ยวกับประวัติของสามีเทียบเท่ากับศูนย์ ถึงแม้ปู่จะเคยเล่าเรื่องของเขาให้เธอฟัง แต่หญิงสาวไม่เคยใส่ใจจำ และจำอะไรเกี่ยวกับเขาแทบไม่ได้เลย

“ญี่ปุ่น ที่นั่นไม่นิยมอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบนี้”

“มิน่าเล่า” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง แต่หาได้รอดจากหูของอีกฝ่ายไม่

“อะไร มิน่าเล่าอะไร”

“มิน่าเล่า บุคลิกแปลกๆ” พูดแล้วก็รีบเอามือปิดปาก ลืมตัวไปสนิทว่าตั้งใจจะง้อขอคืนดีด้วย “เอ่อ เอาน้ำไหมคะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องยื่นแก้วน้ำอัดลมสีเข้มให้

“ผมไม่ดื่มน้ำอัดลม ในรถมีน้ำเปล่า”

คราวนี้ณิชาหัวเราะกิ๊กโดยไม่ได้เก็บอาการ

“หัวเราะอะไร” คนพูดมองสาวน้อยที่หัวเราะอย่างสดใสด้วยตาพร่าพราย ลืมความโกรธไปสนิท

เฮ้อ..จนป่านนี้แล้ว ยังอาการหนักไม่ลดลงเลยเจ้าพิชญ์ อย่างนี้ ไม่พบ ไม่เจอหน้าเสียยังจะดีกว่า อย่างน้อย จะได้ตัดใจง่ายกว่านี้

“คุณไม่ดื่มน้ำอัดลม ดื่มแต่นม ไม่อ่านการ์ตูน ไม่ดูทีวี ทำแต่งาน ใช่ไหม”

“มันไม่ตลกนะ” ชายหนุ่มหมายความตามนั้น แต่เขาไม่ได้โกรธ แค่รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่แม่สาวน้อยข้างตัวแสดงความขบขันต่อสิ่งที่เขาปฏิบัติจนเป็นนิสัย

มันเป็นความจริง แต่ทำไมเขาจะต้องเหมือนคนอื่น ชายหนุ่มคิด เท่าที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีใครประหลาดใจกับพฤติกรรมเหล่านี้ของเขานี่ หรืออาจจะไม่มีใครกล้าแสดงอาการแปลกใจแบบตรงไปตรงมาเหมือนณิชาก็ไม่รู้

เขาเอาปลายนิ้วเช็ดมุมปากเพราะรู้สึกเหมือนมีเนยติดอยู่ “ผมก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร” ชายหนุ่มแปลกใจตัวเองนิดหน่อยที่ไม่รู้สึกต้องวางมาดอะไรเวลาอยู่กับผู้หญิงคนนี้ ปกติเขามักจะอึดอัดเสมอเวลาอยู่กับเพศตรงข้าม นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาตกลงแต่งงานกับใครก็ได้ที่คุณปฐมเลือกมาให้ เพราะในตอนนั้นเขาเป็นชายหนุ่มขี้อาย ไม่ชอบสังคม ไม่ชอบการจีบผู้หญิง และมีความมุ่งมั่นอย่างเดียวคือทำงานให้สำเร็จ จึงคิดง่ายๆ ว่าจะแต่งงานกับใครก็คงเหมือนๆ กันหมด หากเธอไม่วุ่นวายกับชีวิตของเขาจนเกินไป

เขาได้เคยพบและทำความรู้จักกับสาวน้อยข้างๆ ตัวที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาก่อนแต่งงานเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ เธอหลบเลี่ยงการพบปะที่ฝ่ายผู้ใหญ่พยายามจัดการเพื่อให้ทั้งคุ้นเคยกัน และเขาก็งานยุ่งตลอดเวลา ทุกอย่างในการแต่งงานถูกจัดเตรียมโดยผู้ช่วยของคุณปฐมทั้งหมด

ถ้าได้รู้จักกันก่อนนานกว่านี้อะไรๆ มันจะเปลี่ยนไปไหม …คงไม่ เพราะณิชาคงไม่ได้มีเป้าหมายจะแต่งงานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หลังจากหนีไปไม่บอกอะไรสักคำเกือบสองปี…

คิดมาถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ

“เราไปกันได้หรือยัง ผมอิ่มแล้ว”

หญิงสาวพยักหน้า ปัดเศษขนมปังที่ตกอยู่บนตัก “ฉันไม่ได้ขับ ดังนั้นตามสบาย อุ๊บ ลืมไป คุณเป็นพวกรักความสะอาดยิ่งชีพเสียจนมีเศษอาหารตกบนรถไม่ได้หรือเปล่า”

คนที่กำลังสตาร์ทรถหันมา ทำหน้าเครียด “ใช่แล้ว”

“ฉันขอโทษ” ณิชารีบก้มลงหาเศษขนมปังที่ตนเองเพิ่งทำหล่นลงไป หวังว่าเขาคงไม่โกรธจนปล่อยเธอลงจากรถกลางทางตอนฝนตกหนักแบบนี้หรอกนะ

จากปลายสายตา เธอรู้สึกว่าไหล่ของคนขับรถขยับ เขากำลังกลั้นหัวเราะ

“คุณแกล้งฉัน!”

คนขับรถทำเฉย เลี้ยวรถออกจากลานจอดรถอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่คนข้างตัวนั่งกอดอก เม้มปากไปตลอดทาง

ถ้าใครว่านาย ดอกเตอร์หน้าตายนั่นจะมีอารมณ์เดียวล่ะก้อ เธอค้านหัวชนฝา ให้ตายสิ

ทั้งสองถึงโรงพยาบาลเกือบสามทุ่ม ดีที่ห้องที่คุณปฐมพักเป็นส่วนที่เป็นตึกพิเศษ จึงเข้าเยี่ยมได้ตลอดเวลา ตอนนี้นภัทรจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลปู่อย่างใกล้ชิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

คนป่วยนอนหลับหายใจรวยริน รอบตัวมีแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ณิชาได้รับแจ้งจากพยาบาลที่คอยดูแลว่าพี่ชายของเธอเพิ่งจะกลับไป

“ท่านตื่นมาพูดคุยบ้างหรือเปล่าคะ”

“นิดหน่อยค่ะ ระบบหายใจของท่านยังไม่ปกตินักก็เลยเหนื่อยง่าย หลับๆ ตื่นๆ เป็นระยะๆ ถ้าเป็นไปได้อย่าเพิ่งให้ท่านพูดอะไรมาก็จะดี”

เสียงขยับตัวเบาๆ จากเตียงคนไข้ ณิชาปราดเข้าไปหา เกาะขอบเตียง

“ใหม่เองค่ะปู่”

ผู้สูงวัยค่อยๆ ลืมตา เหมือนท่านจะทำมันได้อย่างยากเย็น เปลือกตากะพริบถี่ๆ ก่อนจะหลับลงไปอีก คนป่วยดูอ่อนแอ เหนื่อย และแก่ลงกว่าคุณปู่คนเดิมที่หญิงสาวคุ้นเคยไปหลายปี น้ำตาของณิชาคลอเบ้า เธอกุมมือปู่ ดึงขึ้นมาแนบแก้ม “ปู่ต้องไม่เป็นอะไรนะคะ”

เพราะเธอคนเดียวแท้ๆ ที่ทำให้ปู่เป็นแบบนี้ ถ้าเธอไม่ใจเร็ว ด่วนพูดอะไรเอาแต่ใจตัวเองแบบวันนั้น ท่านก็คงยัง…

พิชญ์ก้าวมายืนข้างๆ เตียง เขาทำความเคารพชายสูงวัย

คุณปฐมเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเพื่อมองหน้าให้ถนัดว่าเป็นใครที่มายืนอยู่ข้างๆ หลานสาว คลี่ยิ้มเหนื่อยๆ เมื่อเห็นหลานเขย ณิชาแอบเช็ดน้ำตา เงยหน้าขึ้นมามองพิชญ์ จังหวะนั้นเองที่เขาก้มลงมามองเธอเหมือนกัน

ตาสบตา หญิงสาวรู้สึกว่าหัวใจกระตุกนิดหนึ่งโดยไม่มีสาเหตุ ไม่แน่ใจว่าเห็นร่องรอยเห็นใจ ห่วงใยลึกๆ ในแววตาและสีหน้านิ่งๆ ของเขาหรือเธอคิดไปเอง

“ช่วงนี้ผมยุ่งๆ กับงานวิจัย ไม่ได้มาเยี่ยมท่านเสียนาน ขอโทษจริงๆ ครับ เพิ่งทราบข่าวจากณิชาว่าท่านป่วย”

มือที่เคยแข็งแรงของคุณปฐมขยับนิดหน่อย เหมือนจะบอกว่าไม่เป็นไรหรอก “ไม่เป็นไร” น้ำเสียงคนพูดเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด พยาบาลปราดเข้ามาที่ข้างเตียงอีกด้าน

“พักก่อนดีกว่าครับ” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ย

คนป่วยหัวเราะเบาๆ ปนหอบโบกมือไปมา แต่ก็ไม่มีแรงตอบโต้อะไร

พยาบาลปรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้วจึงหันมาคนไข้ “ไหวไหมคะ ให้เรียกคุณหมอไหมคะท่าน”

คุณปฐมส่ายหน้าอีก

ณิชาถอนหายใจ หมอบอกเธอว่าปู่พยายามจะเข้มแข็งเสมอทั้งๆ ที่ท่านอาจจะเป็นโรคนี้มาหลายปีแล้ว “ใหม่ให้ปู่พักดีกว่าค่ะ ดึกแล้วด้วย พรุ่งนี้ใหม่จะมาเยี่ยมใหม่ เอาแบบเช้าๆ หน่อยคุณปู่จะได้สดชื่น นะคะ”

เหมือนว่าผู้สูงวัยจะพยักหน้าและขยับนิ้วเล็กน้อย หญิงสาวทำความเคารพปู่ พิชญ์ก็ทำแบบเดียวกัน

“เดี๋ยวผมไปส่งที่บ้านนะ” เขาบอกต่อหน้าคนป่วย นั่นทำให้ณิชาไม่ปฏิเสธ อย่างน้อยเธอไม่อยากให้ปู่ได้ยินการเถียงกันเล็กๆ น้อยๆ ของเธอกับเขาต่อหน้าท่าน

ทั้งคู่เดินออกมาด้วยกันเงียบๆ ความรู้สึกผิดเกี่ยวกับอาการป่วยของปู่ยังวนเวียนอยู่รอบกายณิชาจนเธอไม่อยากเอ่ยอะไรกับคนข้างกายให้มีเรื่องกันอีก พักใหญ่ก็เผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยอ่อนเพราะซ้อมหนักทั้งวัน ตื่นมาอีกทีก็ถึงบ้านของพี่ชายแล้ว

คนขับรถเพียงแต่แตะแขนเธอเบาๆ เอ่ยปากว่าถึงบ้านแล้ว และรอจนหญิงสาวเดินไปเปิดประตูบ้าน จึงได้ขับรถจากไป

ไม่มีอะไรที่บอกว่าทั้งเขาและเธอมีความพิเศษต่อกันมากกว่านั้น



สิรินดา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 1 พ.ค. 2563, 20:35:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 พ.ค. 2563, 20:35:46 น.

จำนวนการเข้าชม : 85





<< ตอน 5   ตอน 7 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account