ทัณฑ์ทวงรัก: หอมดึก (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
เรื่องย่อ

'ศมา' เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา เขาเป็นวิศวกรหนุ่มที่ทั้งเก่ง ฉลาด จริงใจ และจริงจังไปเสียทุกเรื่อง แต่ว่าชีวิตกลับเล่นตลกกับผู้ชายสายบุญอย่างเขาที่ไม่ว่าจะรักจะชอบใคร ศมาก็เป็นได้แค่พี่ชายที่แสนดีคนหนึ่งเท่านั้น แถมสวรรค์ยังใจร้ายส่งผู้หญิงที่เป็นทุกอย่างที่เขาไม่ชอบ มาเป็นลูกหนี้เขา!        

'ตวงทอง' หล่อนสวย หรู เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา และฐานะหน้าที่การงาน หญิงสาวใช้ชีวิตแบบวัตถุนิยมสุดเหวี่ยง จนวันหนึ่งชีวิตได้ให้บทเรียนกับหล่อน จากคุณหนูไฮโซ ตวงทองกลายเป็นลูกหนี้ที่ต้องหนีหนี้ หาเงินมาใช้หนี้ไปวันๆ สุดท้ายเมื่อเริ่มจนตรอกหล่อนกัดฟันสู้ หันหน้ามาขอเกาะเจ้าหนี้กินเสียดื้อๆ

“ด้านได้ อายอด และฉันจะไม่ยอมอดตาย แค่งานกรรมกรก่อสร้างทำไมฉันจะทำไม่ได้!”

*********************

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "หอมดึก" (ผู้แต่ง ดุจจันทร์ดั้นเมฆ พนาพร่ำรัก และฝนเมษา ดอกไม้พฤษภา) และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ทีมงานปลายปากกาจึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ เป็นนิยายรักโรแมนติก ดราม่า พ่อแง่แม่งอน อบอุ่น ละมุนในหัวใจแน่นอน ใครที่เคยฟิน ตรีเมฆ และจันทน์กะพ้อ ใน "ดุจจันทร์ดั้นเมฆ" มาแล้ว ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง #รับประกันความสนุกเช่นเคย!


*******************

นักอ่านท่านใดสนใจมีทั้งแบบ eBook และแบบรูปเล่มนะคะ

***สำหรับแบบรูปเล่มวางจำหน่าย 4 ช่องทาง***

1.ศูนย์หนังสือจุฬาฯ

2.ร้านออนไลน์ เช่น ร้านนิยายรัก ร้าน booksforfun ร้านบาร์บี้บิวตี้บุ๊ค(ฉัตรธิดา สำเฮี้ยง) ร้าน Banniyayindy(Budsara Thongrussamee) ร้านหนังสือต้นสน วังหลัง ศิริราช ร้านBestbookSmile และร้าน Julee July

3.สั่งซื้อโดยตรงกับสนพ.ผ่าน www.plaipakkabooks.com หรือ inbox หาแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์ หรือผ่าน Line: plaipakkabooks

4.ซื้อผ่าน plaipakkabooks_officialshop ใน shopee

หนังสือพร้อมส่ง

คุ้มสุดด้วยจำนวน 476 หน้า

สั่งซื้อออนไลน์ราคาเพียง 319฿ จากราคาปก 355฿
ค่าจัดส่งลงทะเบียน 45฿ (รวมเป็น 364฿)
ค่าจัดส่ง EMS 70฿ (รวมเป็น 389฿)

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ "ปลายปากกา สำนักพิมพ์"

***แบบ eBook วางจำหน่ายที่เว็บ Mebmarket และ NaiinPann**
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 1 -70%

หลายชั่วโมงต่อมา...

“กรี๊ด! ปล่อยฉัน ปล่อย ฉันเจ็บ...กลัวแล้ว ปล่อยฉันไป ฉันไม่เอาเงินแล้ว...ปล่อย” เสียงกรีดร้องที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในห้องฉุกเฉินยามดึก ทำให้ร่างสูงที่พะวักพะวนอยู่หน้าห้องลุกเดินไปมา มือที่ถือหมวกนิรภัยสีขาวกำหมัดแน่นจนแผลที่เกิดจากการกระแทกรุนแรงปริแตก เลือดไหลซึมออกมา

“นายช่างไปทำแผลก่อนเถอะ ผมว่าคงอีกนานกว่าคุณคนนั้นจะสงบลงได้”

“ไม่เป็นไร ตำรวจว่ายังไงบ้าง”

“เงียบครับ คงเพราะคลิปเสียงในโทรศัพท์ที่มัดไอ้แก่วิตถารนั่น”

“ปล่อยฉัน...ได้โปรดเถอะ อย่าทำตวงเลย ลุงภาส ฮือๆๆ อย่า...” เสียงกรีดร้องดังออกมาจากห้องนั้นอีกครั้ง ช่างเอกผู้คุมงานก่อสร้างหดคอ ความโหยหวนนั้นชวนให้นึกถึงภาพร่างเปลือยเปล่าที่ถูกกระหน่ำเฆี่ยนจนแทบแตกยับไปทั้งตัว ซ้ำยังถูกล่ามไว้กับขาเตียงด้วยโซ่ขนาดเขื่อง

“น่าสงสารนะครับ มันทำยังกับสัตว์”

“อืม แล้วนี่ติดต่อญาติได้บ้างไหม”

“ก็อย่างที่นายช่างว่าจริงๆ นั่นแหละครับ นอกจาก ผอ. สุปราณีที่ผูกคอตายไปแล้ว ก็ไม่มีใครอีก นายห้างศรัณย์ลุงเขยก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ใจดำจริงๆ นะครับ”

“ประสาอะไรกับหลานสาวห่างๆ อย่างนี้เล่า ขนาดลูกสาวแท้ๆ เขายังทิ้งไว้โรงพยาบาลบ้าไม่ใช่รึ”

“นั่นสิครับ ตกลงคุณคนนี้ก็ไม่เหลือใครเลยสิครับนาย แถมยังมีหนี้ก้อนโตที่แม่ทิ้งไว้อีก”

“อืม” คนที่เป็นหนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ของผู้ที่ถูกพูดถึงพยักหน้า สีหน้าเป็นกังวลฉายชัดบนใบหน้าคมสันที่อ่อนล้า รู้สึกผิดแต่ก็กราดเกรี้ยวในขณะเดียวกัน

ใช่ เขาเองเป็นเจ้าหนี้ที่ตามทวงหล่อนเช้าเย็น แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาไม่ใช่หรือ ในเมื่อผู้อำนวยการสุปราณี...มารดาของหล่อนโกงเงินค่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างของเขาไปตั้งสามแสนบาท เงินที่เขาต้องเอามาใช้จ่ายหมุนเวียนในบริษัทที่กำลังสร้างชื่อในธุรกิจก่อสร้างที่การแข่งขันสูงลิ่ว ลูกน้องกี่ปากกี่ท้องที่เขาต้องดูแล ในขณะที่หล่อนกับมารดาเอาแต่เสวยสุขกับเงินที่โกงมาจากคนอื่นทั้งนั้น

โกงได้แม้กระทั่งเงินหลวง

และเมื่อมารดาของหล่อนตัดสินใจตัดช่องน้อยแต่พอตัว ผูกคอตายหนีความอัปยศ หล่อนผู้เป็นทายาทก็ต้องรับชดใช้เป็นธรรมดา เขาจำได้หรอกนะที่หล่อนเคยชูคอเป็นคุณหนูสวยสะ ขับรถราคาสี่ห้าล้านบาท ถือกระเป๋าราคาเรือนแสน ใส่รองเท้าคู่ละแพงกว่าเงินเดือนข้าราชการชั้นสูงบางคนทั้งเดือนเสียอีก ศมาจำได้ดีว่าหล่อนในตอนนั้นยิ่งยโส ไม่เห็นหัวคนขนาดไหน

แต่ช่วงหลายเดือนหลังจากมารดาจากไป เขาเห็นหล่อนทยอยขายทรัพย์สินใช้หนี้เจ้าหนี้ไปหลายรายแล้ว เพราะทนความกดดันและข่มขู่ไม่ไหว แม้แต่บ้านยังไม่มีให้อยู่ เงินจะเช่าที่อยู่อาศัยก็คงไม่มี เพราะเขารู้มาว่าหล่อนตระเวนค้างบ้านเพื่อนคนนั้นทีคนนี้ทีจนระอากันไปหมด เจ้าหนี้รายอื่นๆ รีบฉกฉวยเงินคืนเท่าที่จะทำได้ มีแต่เขาเองที่ยังไม่ได้ใช้มาตรการเด็ดขาด แถมหล่อนยังเมินเฉย เขาทวงไปก็ด่ากลับเสียๆ หายๆ ราวกับว่าเป็นความผิดของเขา ศมาเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เปิดมาได้ไม่นานนัก เขามีภาระรับผิดชอบมากมาย จะใช้จ่ายอะไรส่วนตัวยังต้องรัดเข็มขัด แล้วเขาจะยอมให้หนี้สูญได้อย่างไรกัน

แต่ไม่นึกเลยว่าหล่อนจะตัดสินใจหาเงินมาใช้หนี้เขาด้วยวิธีนี้

“เหอะ ผู้หญิงสิ้นคิด การศึกษาก็สูง หน้าตาก็ดี มีชาติตระกูลกว่าลูกตาสีตาสาอย่างเราตั้งมาก กลับคิดจะขายตัวหาเงินมาใช้หนี้ น่ารังเกียจสิ้นดี” ศมาเหยียดริมฝีปาก นี่ถ้าหากไม่ได้เห็นกับตาตอนที่ซัดไอ้แก่วิตถารนั่นคว่ำ เพราะกำลังกระทำย่ำยีหล่อนเยี่ยงสัตว์จนเลือดโทรมไปทั้งตัว เขาคงไม่เหลือความสงสารให้แม้แต่น้อย

นับว่าหล่อนยังโชคดีที่เขาได้ยินเรื่องทั้งหมดตอนที่โทร.ไปทวงเงิน ตวงทองเล่นแกล้งไม่พูดไม่จา ไม่ตัดสายทิ้ง ปล่อยให้เขาต่อว่าใส่โทรศัพท์อยู่ได้ตั้งนานคนเดียว จนกระทั่งได้ยินเจ้าหล่อนบอกกับคนขับแท็กซี่ว่าจะไปที่ใดนั่นแหละ เขาถึงรู้! ไม่เช่นนั้นเขากับช่างเอกก็คงตามไปช่วยไว้ไม่ทัน หรือไม่แน่หล่อนอาจจะรักษาไว้ไม่ได้แม้กระทั่งชีวิตด้วยซ้ำไป

เหอะ คิดสั้นๆ ง่ายๆ ไม่ต่างอะไรกับแม่ของหล่อนเลยจริงๆ



********************



เช้าตรู่ของอีกหลายวันถัดมา

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือปลุกคนที่ยังนอนสลบไสลอยู่บนเตียงเอื้อมมือไปกดรับสายเสียงเนือยๆ “ว่าไงไอ้ลุงยักษ์”

“นี่ยังไม่ตื่นอีกเหรอวะ กูบอกแล้วใช่ไหมว่าวันนี้ไปไซต์งานไม่ได้ จะพาเมียไปหาหมอ ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะมึง”

“เออ ตื่นแล้วๆ” ศมาสะบัดหน้าไล่ความง่วงซึม ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงที่ผ้าปูที่นอนผ้าห่มยังปูไว้เรียบกริบ เมื่อคืนกว่าเขาจะกลับมาถึงบ้านก็ราวๆ ตีสองได้ และไม่ต้องรอให้หัวถึงหมอนก็สลบคาเตียงทั้งเสื้อผ้าครบชุด นี่คงสายแล้ว แสงแดดจากข้างนอกแยงตาผ่านม่านสีเทาอ่อนเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ

ศมากดวางสายจากเพื่อน แล้วก็เห็นสายเรียกเข้าอีกนับไม่ถ้วน เขาทอดถอนใจอย่างเหนื่อยล้า เดาได้ว่าคงไม่พ้นเรื่องครอบครัว งาน หรือไม่ก็ภาระที่อยู่ดีๆ เขาก็ไปคว้ามาแขวนคอเอาไว้เมื่อคืน

คุ้มไหมวะ หนี้สามแสนกับการงัดข้อกับขาใหญ่ ซวยฉิบหาย พอกันทีกับลูกหนี้ที่ทำตัวเป็นเจ้ากรรมนายเวรแบบนี้ ถ้าไม่เห็นแก่มนุษยธรรมเขาคงไม่ไปช่วยไว้หรอกนะ

กริ๊งงง!

เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นทันทีที่เขาแต่งตัวเสร็จและเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านผ่านห้องรับแขก ศมากลอกตาไปมา สายที่จี้ๆ เขาแบบนี้คงหนีไม่พ้นคนที่บ้านเขาเป็นแน่

มีอะไรอีกล่ะ น้องชายเอามอเตอร์ไซค์ไปซิ่งจนตำรวจจับ น้องสาวหนีออกจากบ้านไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือพี่น้องญาติโกโหติกาคนไหนของเขาเงินขาดมืออีกหรือไง

“พี่ศมา ตำรวจจับแม่อีกแล้วนะ แม่เล่นไพ่กับป้าๆ ในซอยน่ะสิ คราวนี้เบ่งใหญ่ ยังไปบอกเขาอีกนะว่ามีลูกชายรวย จะเอาเท่าไร โธ่...จะโดนข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานเอาน่ะสิ” ศศิ...น้องสาวคนเล็กที่เรียนจบชั้นมัธยมฯ ปลายแล้วและกำลังเรียนต่อสายอาชีพเพื่อมาช่วยงานพี่ชายคนโตฟ้องมาตามสาย

ศมาระบายลมหายใจออกมาเบาๆ “ตอนนี้แม่อยู่ไหน”

“อยู่บ้านนี่แหละ ลุงยักษ์ เอ๊ย พี่เมฆไปประกันตัวออกมาแล้ว”

“แล้วทำไมมันไม่เห็นบอกอะไรเลย เมื่อเช้ามันก็โทร.มาหาพี่”

“จะไปรู้เรอะ พี่มาที่บ้านนี้บ้างสิ ศิจะบ้าตายแล้วนะ พี่ศรก็เหมือนกัน เอาบิ๊กไบค์ออกไปกับเพื่อนๆ ไม่รู้หายหัวไปไหนสองคืนแล้ว พี่เมฆจะไล่ออกจากงานแทนพี่แล้วนะ”

“ดี”

“อ้าว พี่” น้องสาวเสียงสูง แต่พอจับอาการเงียบขรึมของพี่ชายได้ก็เสียงอ่อนลง “เหนื่อยเหรอพี่ อืม...พักก่อนก็ได้ แต่รีบมานะ ทางนี้บ้านจะแตกแล้ว ศิไปวิทยาลัยก่อน อ้อ ขอค่าเรียนพิเศษภาษาอังกฤษด้วยนะเฮียวันเสาร์นี้ เลิฟยู” น้องสาวส่งเสียงจุ๊บๆ ผ่านสายมาพอให้เช้าวันใหม่ของเขาสดใสขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

จะว่าไปศมาก็ตามใจน้องคนเล็กคนนี้ไม่น้อยทีเดียว ศศิได้เรียนโรงเรียนมัธยมฯ ดีๆ ไม่ใช่โรงเรียนวัดแบบที่เขาและศรศิลป์เคยเรียน และด้วยความที่ศศิหัวดี เขาจึงสนับสนุนเต็มที่แม้น้องสาวจะขอเบนเข็มมาเรียนสายอาชีพหลังจากจบมัธยมฯ ปลาย ด้วยเหตุผลว่าอยากออกมาช่วยงานที่ ‘พิริยะ คอนสตรักชั่น’ บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเขาเร็วๆ ในขณะที่ศรศิลป์น้องชายคนกลางเรียนจบ ปวช. มาสักพักแล้ว แต่ก็ยังทำตัวเกกมะเหรกเกเรไปวันๆ ยิ่งพอหลังจากบิดาเสียไปเมื่อหลายเดือนก่อน ดูเหมือนความปกติสุขในบ้านจะหายไปสิ้น ศรศิลป์ขู่มารดาว่าจะไม่ไปช่วยงานเขาถ้าไม่ซื้อมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ให้ โชคดีที่แม่สมสว่างมือเติบ เล่นไพ่ได้เงินมาก้อนหนึ่งจึงได้ดาวน์รถมาให้ลูกชายสุดที่รักขี่อวดสาวๆ ส่วนค่างวดรายเดือนศมาก็รับผิดชอบไปตามระเบียบ แต่กระนั้นศรศิลป์ก็ยังไม่เอาถ่านจนหวิดจะโดนตรีเมฆเพื่อนรักของเขาไล่ออกจากงานวันละสิบหน

เดิมนั้นครอบครัวของศมาอยู่โคราช บิดาเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เว้นว่างจากงานราชการก็ทำไร่ทำนาไปตามเรื่อง แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่บิดาของเขาต้องย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ทุกคนในครอบครัวอาศัยอยู่บ้านเช่าสภาพซอมซ่อ กินอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร ช่วงนั้นศมาเองซึ่งย้ายตามบิดามารดาเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้รู้จักกับตรีเมฆ และได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวเพื่อนอยู่หลายครั้ง

แม้ครอบครัวจะลำบาก แต่บิดาก็ยังสามารถส่งเสียจนศมาเรียนจบได้เป็นวิศวกรหนุ่มสมความตั้งใจ พอมีรายได้ขึ้นมาบ้าง ศมาจึงตัดสินใจซื้อทาวน์เฮาส์สามชั้นมือสองหลังหนึ่งแล้วย้ายครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของศมา บิดาได้ชื่นชมดอกผลของความพยายามส่งเสียเขาเรียนมาตั้งแต่เล็ก น้องทั้งสองคนกระตือรือร้นกับชีวิตใหม่ในเมืองหลวง แม่สมสว่างเองก็ได้ใช้ชีวิตแบบที่ชอบ กิจการของศมาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างมั่นคง ช่วงนั้นศมาทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน เขาเริ่มกลับบ้านไม่เป็นเวลา บางครั้งถึงกับต้องค้างที่บริษัทหรือตามไซต์งานต่างๆ กอปรกับครอบครัวของเขาเริ่มมีสังคมมากขึ้น มารดาเริ่มมีเพื่อนๆ ในตลาดแวะเวียนมาหา น้องๆ เองก็มีเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ ศมานั้นทำงานมาเหนื่อยๆ ต้องการพื้นที่ส่วนตัวจึงเริ่มมองหาบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่โตและสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งก็คือบ้านจัดสรรสองชั้นที่เขาอยู่ตอนนี้นั่นเอง แต่เคราะห์ร้ายศมาแยกออกมาอยู่ได้ไม่นานบิดาของเขาเกิดป่วยหนักและจากไปด้วยโรคร้าย ชายหนุ่มผู้เป็นเสาหลักของบ้านจึงทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานมากขึ้น และกลายเป็นว่าเริ่มเหินห่างจากทุกคนไปโดยปริยาย

แม่สมสว่างผู้เป็นม่าย คิดว่าลูกชายคนโตหาเงินได้มากก็เริ่มใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทาวน์เฮาส์ที่ศมาซื้อไว้เป็นทรัพย์สินชิ้นแรกจากน้ำพักน้ำแรงของเขาก็กลายเป็นแหล่งมั่วสุมของน้องชายและวงไพ่ของมารดา พอศมาเอ่ยถึงเรื่องพวกนี้มารดาก็มักจะตัดพ้อต่อว่าเขาว่าช่างใจดำ ที่ผ่านมานางสู้อุตส่าห์กัดก้อนเกลือกินลำบากมาตั้งเท่าไร ตอนนี้พอจะสบายบ้างลูกชายอย่างเขากลับบ่นให้รำคาญใจ หนักเข้าศมาก็คร้านจะพูด จึงแวะเวียนไปที่ทาวน์เฮาส์น้อยลง เพราะทนไม่ไหวที่เห็นอบายมุขต่างๆ เหล่านั้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย

ขาดบิดาเสียคน เขาเองกลับไม่สามารถประคับประคองครอบครัวให้มีความสุขได้เลยอย่างนั้นหรือ...

‘ความสุขของแม่สมสว่างแกน่า...แกแก่แล้วให้ทำไปเถอะ มึงอย่าคิดมาก’

ตรีเมฆเคยบอกเขาแบบนั้น ซึ่งก็จริงอยู่ถ้ามารดาของเขาในวัยห้าสิบกว่าหันหน้าเข้าวัดเข้าวาอย่างป้ามาลีมารดาของตรีเมฆ เขาจะไม่ว่าอะไรเลยสักคำ แต่นี่มารดาของเขากลับเล่นไพ่ แทงหวย กินเหล้า ดูดบุหรี่ แถมคบหาแต่พวกแม่ค้าในตลาดที่เอาแต่มาขอกู้เงินเพราะคิดว่ามีลูกชายรวย ทำให้หนี้สูญ เสียเงินไปก็มาก มารดาช่างไม่รู้บ้างเลยว่าทุกวันนี้เขาทำงานจนแทบไม่มีเวลานอนแล้ว พอเขาบ่นก็ว่าเขางก งกจนหาเมียไม่ได้บ้างละ งกจนไม่มีผู้หญิงคนไหนทนได้บ้างละ

เฮ้อ...ศมาอยากจะออกบวชให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!



********************



“โอย เจ็บชะมัด”

เสียงครางเล็กๆ ดังมาจากร่างเล็กผอมที่นอนตัวงออยู่บนเตียงหนึ่งในห้องผู้ป่วยรวม ด้วยความที่รอบกายคลาคล่ำไปด้วยญาติในชั่วโมงเยี่ยม เสียงพูดคุย กลิ่นข้าวปลาอาหารที่หอบหิ้วกันมากินข้างๆ เตียงแทบทุกเตียงทำให้ตวงทองแทบบ้า จิตใจที่หดหู่ซึมเศร้ามาตลอดทั้งคืนเริ่มโกรธกรุ่น

ช่างไม่มีความเกรงใจกันบ้างเลย หมอก็ช่างกระไร หล่อนแอดมิทมาด้วยเหตุข่มขืนทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรงแท้ๆ เพียงแค่หล่อนไม่มีญาติมาดูแล ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องพิเศษ ก็ต้องระเห็จมาอยู่ห้องรวมที่แสนจะอนาถานี่ทันที

สามวันผ่านไปแล้วไม่มีใครพูดเรื่องบาดแผลทางใจของหล่อน จิตแพทย์ การเยียวยา การเอาผิดไอ้แก่ตัณหากลับวิตถารนั่นที่มันเฆี่ยนหล่อนเสียเนื้อแตกเลยด้วยซ้ำ แม้แต่คนที่เอาหล่อนมาส่งโรงพยาบาลก็ยังหายหน้าหายตาไป นี่เขาคงไม่เห็นทางว่าจะได้เงินสามแสนนั่นคืนจากหล่อนสินะ

ไอ้เจ้าหนี้หน้าเลือด เพราะเขาแท้ๆ ที่ทำให้หล่อนต้องตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ นั่นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถึงเขาจะมาช่วยไว้ได้ทันก่อนที่หล่อนจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ มันก็ยังลงไม้ลงมือกับหล่อนจนสิ้นสติไปกับมือ!

“อูย” ตวงทองสูดปากเมื่อพยายามลุกขึ้น ป้าแก่ๆ ที่มาเฝ้าลูกสาวที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนอนรอความตาย ได้แต่นอนกลอกตาไปมามองใครต่อใครอยู่ข้างเตียงขยับเข้ามาหา 

“จะไปเข้าห้องน้ำเหรอหนู”

“ค่ะ”

“มา เดี๋ยวป้าพาไป แล้วนี่ผัวหนูไม่มาอีกเลยเรอะ วันแรกที่เขาเข็นหนูมาที่นี่ยังเห็นอยู่แวบๆ น่าจะมาดูแลกันบ้างนะ แหม...หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการไม่น่าเลย นี่เขาใช่ไหมที่ลงไม้ลงมือกับหนูแบบนี้ นี่คงหนีหน้าไปสินะหนูหน้าตาสะสวยเสียด้วย แย่จริงๆ มีผัวโมโหร้ายแบบนี้ เหมือนตายทั้งเป็นนะป้าว่า”

ตวงทองอยากจะสะบัดมือเหี่ยวๆ ที่พยุงแขนหล่อนอยู่เสีย เพราะถ้อยคำงี่เง่า สุ่มมั่วและสอดรู้ชัดๆ แต่หล่อนปวดปัสสาวะเหลือเกิน ยาอะไรต่อมิอะไรที่หมอให้หล่อนกินมันทำให้หล่อนต้องเข้าห้องน้ำวันละหลายๆ หน แถมพยาบาลก็ยังเกี่ยงงอนที่จะมาช่วยพยุง

‘ที่นี่ห้องรวมนะคะ ยังไงคนป่วยก็ต้องมีญาติมาดูแลบ้าง พยาบาลงานล้นมือคนไข้ก็เยอะ จะให้มาดูแลคุณคนเดียวคงไม่ไหวหรอกค่ะ’

หล่อนทำได้เพียงกัดฟันข่มใจไว้และเอ่ยขอบคุณไปทุกครั้งที่ได้รับความช่วยเหลือแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก

“แล้วนี่เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านล่ะหนู” ป้าคนนั้นถามเมื่อพาหล่อนกลับมานอนลงบนเตียงเรียบร้อย ตวงทองกัดริมฝากแน่น เจ็บแผลและเจ็บที่ใจ

“ยังไม่รู้เลยค่ะ” หล่อนตอบเลี่ยงๆ ความจริงคือหล่อนไม่มีบ้านให้กลับไปแล้ว และที่ไม่มีญาติมาเฝ้าก็เพราะหล่อนไม่มีใครเหลือแล้ว

“อยากกลับไหม”

“คะ”

“คิดถึงบ้านหรือเปล่า”

“มะ...ไม่” หล่อนส่ายหน้า ก่อนจะตวัดสายตามองคนถาม พลางเอ่ยต่อ “ฉันไม่มีบ้านหรอกค่ะ...อยู่อพาร์ตเมนต์” หล่อนไม่ได้บอกต่อว่า อพาร์ตเมนต์ที่ว่านั้นหล่อนไม่ได้จ่ายค่าเช่ามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว และป่านนี้ข้าวของของหล่อนอาจจะกองอยู่ในถังขยะตามที่เจ้าของหอพักเคยขู่เอาไว้ก็แล้วเป็นได้

“อ้อ ก็ยังดีนะ ได้มีโอกาสหายและได้ออกจากโรงพยาบาลนี่ ป้าว่าอยู่ไหนก็ดีกว่านอนรอความตายอยู่บนเตียงคนป่วยแบบนี้ไปวันๆ ทั้งนั้นละ” พูดจบแกก็ทอดถอนใจ เอื้อมมือไปห่มผ้าให้ลูกสาวที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก ดวงตาที่กลอกไปมาแห้งผากและสิ้นหวัง บางคืนเด็กสาวคนนั้นร้องครวญครางเสียจนหล่อนนอนไม่หลับ ตวงทองปิดเปลือกตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลซึมออกมาช้าๆ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 พ.ค. 2564, 21:21:35 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 พ.ค. 2564, 21:21:35 น.

จำนวนการเข้าชม : 182





<< บทที่ 1 -35%   บทที่ 1 -100% >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account