กรงตะวัน: ดาริยา (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
เรื่องย่อ:

ความรักแสนงดงามก่อเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศชวนฝัน ในดินแดนแห่งทิวลิป ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์

ใครจะคาดคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 'เอกตะวัน' อาจารย์หนุ่มลูกครึ่งไทย-ดัตช์ และ 'จันทร์กันยา' ลูกศิษย์สาวชาวไทยอันน่าประทับใจจะกลับกลายจากหวานเป็นขม เพราะปมแค้น ซึ่งทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตตามมามากมาย

‘กรง’ ที่ชายหนุ่มพยายามกักขังเธอไว้ในแดนทิวลิปนั้น แม้เขาจะมุ่งมั่นให้เธอทุกข์ทรมาน แต่ทำไมเขากลับทุกข์ทรมานมากกว่า

หรือ ‘กรงแค้น’ ที่เขาสร้างขึ้นแท้จริงแล้วมันคือ ‘กรงรัก’ กักขังผูกมัดหัวใจสองดวงเข้าด้วยกันจนดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด

. . . . . . . . . . . . . .

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "ดาริยา" นักเขียนเจ้าของผลงานเรื่อง "ทะเลลวง" ที่เคยเป็นละครทางช่อง 7 มาแล้ว กลับมาครั้งนี้ ดาริยานำนิยายโรแมนติก ดราม่ามาให้อ่านกันค่ะ และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ทีมงานปลายปากกาจึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60% ของเรื่องนะคะ
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 2 (50%)

นาฬิกาปลุกดังขึ้นเป็นรอบที่สองแล้ว แต่จันทร์กันยายังไม่นึกอยากลุกจากที่นอนอุ่นๆ เลยสักนิด ซึ่งผิดปกติวิสัยหล่อนที่จะกระฉับกระเฉงเสมอในการออกไปเรียนตอนเช้า หญิงสาวมีความมุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุนเออีเอสที่หล่อนได้รับระบุไว้ว่าจะให้ทุนเรียนต่อปริญญาโทในปีแรกก่อน ส่วนปีต่อมา จะพิจารณาจากผลการเรียนและความประพฤติ ถ้าไม่มีปัญหาใดๆ หล่อนจึงจะได้ทุนในปีที่สอง ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการเรียนต่อปริญญาโทที่นี่ ดังนั้นจันทร์กันยาจึงต้องกระตือรือร้นเสมอ...แต่เช้านี้ดูจะเปลี่ยนไป!

เป็นเพราะคาบแรกคือวิชาของอาจารย์เอกตะวันนั่นเอง ต้องโทษอีตาอาจารย์คนนั้นคนเดียวเลย ทำไมเวลาหนึ่งสัปดาห์มันช่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ สารภาพตามตรงว่าหล่อนค่อนข้างหวั่นใจไม่น้อย เกรงว่าอาจารย์หนุ่มจะเอาเรื่องและทำโทษที่หล่อนไม่มีสัมมาคารวะ บังอาจถากถางเขาไปหลายกระบุงโกย

ทำไงได้ล่ะ มาคิดย้อนไปคราวใด จันทร์กันยาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองพูดความจริงทั้งนั้นแหละ อาจารย์ขวัญใจนักศึกษาสาวคนนั้นดูหยิ่งจะตายไป แถมดูแพงจนน่าหมั่นไส้อีกต่างหาก สังเกตจากมาดแล้วเหมือนไม่น่าจะสอนเก่งเลยสักนิด หญิงสาวจงใจเว้นเรื่องดีๆ ของเขาเอาไว้ เช่นว่า ความจริงแล้วเขาสอนดีมากและไม่ได้ห่วงธุรกิจของตัวเองจนใส่ใจเรื่องการสอนน้อยกว่าแต่อย่างใด ใช่...ดูเขาทุ่มเทกับงานสอนจนเกินคาดไปเยอะ ทั้งยังเป็นอาจารย์ที่สอนสนุกเป็นบ้าอีกต่างหาก

“จันทร์ ตื่นได้แล้ว เรากำลังจะไปสายแล้วรู้ไหมแก ลุกๆ เลย”

เสียงลินาตะโกนพร้อมเคาะประตูห้องไปด้วย

“ฉันตื่นแล้วละลิน แกอาบน้ำก่อนเลย เดี๋ยวฉันออกไป”

สองสาวพักในหอพักของมหาวิทยาลัยซึ่งค่าเช่าไม่แพง และสะดวก สบายพอสมควร แม้จะเลือกห้องพักแบบสองคน แต่ก็มีห้องนอนแยกเป็นสัดเป็นส่วน แถมด้วยห้องน้ำในตัว ไม่ต้องออกไปใช้ห้องน้ำรวมกับคนอื่นๆ

เมื่อทั้งคู่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ลงมาถึงชั้นล่างก็ได้ยินเสียงทักทายดังมาจากหนุ่มไทยร่างสูง สวมโค้ตสีเทากับผ้าพันคอสีกรมท่าที่เขามักใช้เป็นประจำ เขาเสยผมดำหยักศกยาวประบ่าขึ้นไปอย่างลวกๆ แค่นั้นก็ทำให้เกิดภาพน่าประทับใจสำหรับลินาแล้ว

“จันทร์กับลินกำลังจะออกไปพอดีใช่ไหม งั้นขี่จักรยานไปพร้อมกันเลยนะ”

ปราชญ์เดินตรงเข้ามาทักทาย สายตาของเขาไม่ละไปจากใบหน้ารูปไข่นวลเนียนของจันทร์กันยา ทำเอาลินาใจหาย ต้องห้ามตัวเองไม่ให้สนใจท่าทางของชายหนุ่มที่หล่อนแอบชอบมาตั้งแต่เป็นน้องใหม่ปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยด้วยกัน ต้องยอมรับความจริงว่าต่อให้หล่อนพยายามแค่ไหนก็คงไม่สำเร็จหรอก ลินาไม่เคยอยู่ในสายตาของเพื่อนมาดเซอร์ต่างคณะผู้นี้ แถมที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือหล่อนเคยได้ยินปราชญ์ตอบคำสัมภาษณ์ของเพื่อนสนิทที่มาขอสัมภาษณ์เขาลงวารสาร คำพูดนั้นชัดเจนในใจมาจนถึงทุกวันนี้

‘ฉันไม่ชอบคุยเรื่องสเปกผู้หญิง แกไม่ต้องมาถามเลย รำคาญว่ะ’ ปราชญ์โวยวายปฏิเสธเพื่อนทันทีที่จะต้องตอบคำถามที่ดูไร้สาระนั้น

‘เอาน่า อันนี้เป็นคำถามบังคับที่เดือนคณะทุกคนต้องตอบ แกก็รู้ว่าฉันต้องรีบส่งไปให้พี่ฝ่ายทำสกูปอีกที ตอบๆ มาเหอะ’

‘ถ้าเอาจริงๆ ก็ชอบผู้หญิงผิวขาว ผมยาวน่ะนะ’

‘สเปกโคตรโหลเลยว่ะ แบบนี้ผิวน้ำผึ้งผมสั้นก็หมดสิทธิ์อะดิ’

‘ประมาณนั้นมั้ง’

คำพูดของปราชญ์วันนั้นทำให้ลินารู้ตัวว่าหล่อนไม่ควรเสียเวลากับเขา หากน่าแปลกนัก ถึงจะรู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้ แต่เหตุใดหล่อนจึงยังชอบเขาอยู่ได้ก็ไม่รู้ แถมโชคชะตาเจ้ากรรมก็เหมือนจงใจกลั่นแกล้งกัน เพราะหล่อนอุตส่าห์มาเรียนต่อปริญญาโทที่เนเธอร์แลนด์ เขายังตามมาเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันอีก อาการทรมานใจจึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งเมื่อแน่ใจว่าดูไม่ผิด...ปราชญ์กำลังคิดจะจีบจันทร์กันยาเพื่อนรัก...แล้วลินาต้องทำอย่างไรต่อไป จะรู้สึกอย่างไรกับเขาดี

“จันทร์ใส่เสื้อน้อยไป เอาเสื้อผมไปเพิ่มนะ”

ชายหนุ่มที่พูดจาสุภาพกับเพื่อนเสมอทำท่าจะถอดเสื้อโค้ตของตนออก แต่จันทร์กันยารีบโบกไม้โบกมือพลางร้องเสียงหลง

“ไม่ต้องแก ได้ไงล่ะ ขืนฉันเอาเสื้อแกมาใส่ แกก็หนาวตายกันพอดี เดี๋ยวฉันขอวิ่งขึ้นไปเอาเสื้อเพิ่มก่อน ไม่นึกเลยว่าจะหนาวขนาดนี้”

แม้จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่คนจากเมืองร้อนอย่างจันทร์กันยาก็ยังรู้สึกว่าหนาวมากอยู่ดี หญิงสาววิ่งขึ้นบันไดไปและกลับลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมเสื้อโค้ตสีครีมสวมทับเรียบร้อย แล้วทั้งสามก็ขี่จักรยานออกจากหอ

สำหรับจันทร์กันยาแล้ว สิ่งพิเศษสุดในการมาเรียนที่นี่คือการได้ขี่จักรยานในท้องถนนอย่างอิสรเสรี แถมดูจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่แม้แต่รถยนต์ไม่ว่าคันโตหรือคันเล็กก็ต้องยอมสยบ ต้องให้ความสะดวกกับผู้ใช้ยานพาหนะสองล้อที่ช่วยประหยัดพลังงานเป็นอันดับแรก หล่อนจึงใช้จักรยานเป็นหลักในการเดินทางไปไหนมาไหนเสมอ

“จันทร์กับลินขี่แยกไปได้เลย ใกล้เวลาเรียนแล้ว ผมต้องไปตึกโน้น”

ชายหนุ่มตะโกนบอก ขณะทั้งสามยังอยู่บนจักรยานซึ่งขี่มาถึงบริเวณทางแยกภายในมหาวิทยาลัย

“โอเคจ้ะ แล้วเจอกันตอนเย็น” ลินาตอบ ขณะที่จันทร์กันยามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาขี่อย่างระมัดระวัง เพราะจะว่าไปแล้ว ถ้าเทียบกับลินา จันทร์กันยาถือว่ายังขี่ไม่เก่ง หล่อนเพิ่งหัดใช้จักรยานอย่างจริงจังก็ตอนที่รู้ว่าต้องมาเรียนต่อที่อัมสเตอร์ดัมนี่เอง เพราะการเลือกจักรยานเป็นพาหนะหลักคือหนทางหนึ่งในการประหยัดค่าใช้จ่าย

เมื่อขี่ผ่านหน้าอาคารเรียนอันเป็นจุดหมาย จันทร์กันยาเห็นรถสปอร์ตสีส้มแมนดารินคันหนึ่งจอดอยู่ ที่น่าตกใจคือข้างๆ รถคันนั้น มีร่างสูงสง่าของเอกตะวันยืนอยู่กับหญิงสาวผมบลอนด์ที่เห็นแค่แวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นชาร์รอน และทั้งคู่กำลังจุมพิตกันอย่างดูดดื่มบนทางเท้าด้านหน้าตึกโดยไม่อายผีสางเทวดา!

ใครจะนึกว่าจูบเสร็จ ฝ่ายหญิงก็ผลุบเข้าไปในรถแล้วขับออกมาอย่างรวดเร็ว จนจันทร์กันยาที่มัวแต่ตกตะลึงเบรกจักรยานไม่ทันจึงไปเสยเข้ากับกันชนหน้ารถสปอร์ต แล้วพาหนะสองล้อคู่ใจก็ล้มลงดังโครม!

“จันทร์!”

ลินาจอดจักรยานแล้ววิ่งไปดูอาการเพื่อนทันที แม้จะแน่ใจว่าคงไม่ถึงกับเจ็บหนัก แต่ก็ตกใจจนบอกไม่ถูก

เอกตะวันที่ยังไม่ทันเดินขึ้นอาคารรีบย้อนกลับมาทันทีเพราะได้ยินเสียงเช่นกัน เขาตรงเข้าไป ตั้งใจจะช่วยประคองจันทร์กันยาลุกขึ้น หากหญิงสาวเบี่ยงตัวหลบ พยายามเลี่ยงไม่ให้เขาสัมผัสเนื้อตัว

“ฉันลุกเองได้” จันทร์กันยารีบบอก ดีใจที่สุดเมื่อเห็นว่าลินาเดินมาถึงพอดี คนเจ็บจึงรีบเกาะแขนเพื่อนแล้วพยายามลุกยืนอย่างทุลักทุเล

“ชาร์รอน คุณไปเถอะ เดี๋ยวจะขึ้นเครื่องไม่ทัน ทางนี้ผมจัดการเอง” เอกตะวันตะโกนบอกแฟนสาวที่ยังนั่งชูคออยู่ในรถ สีหน้าหงุดหงิดเต็มทีขณะตวาดลั่น

“ซุ่มซ่ามไม่เข้าเรื่อง อยู่ดีๆ ก็ขี่จักรยานมาชนรถ บ้าจริง!”

“ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามนะ คุณนั่นแหละ ออกรถพรวดพราด จะรีบไปไหนนักหนา” จันทร์กันยาตะโกนโต้กลับทันควัน

“เอาละ เลิกเถียงกันได้แล้ว รถคุณมีประกันไม่ใช่เหรอ เป็นรอยขูดนิดเดียวเอง ไปได้แล้วชาร์รอน”

“ค่ะที่รัก” ชาร์รอนรับคำอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่วายหันมาจิกตาใส่จันทร์กันยา ยังผลให้อีกฝ่ายฮึดฮัดหนักกว่าเดิมจนลินาต้องปราม

“อย่าไปสนเลยจันทร์ นี่แกเดินไหวไหม”

“น่าจะไหวนะ โชคดีว่าไม่ได้ขี่เร็วเพราะจะถึงอยู่แล้ว ยัยนั่นน่ะสิ ขับรถในมหาวิทยาลัยมันควรช้ากว่านี้ปะวะ มันน่าเอาเรื่องจริง เจ็บตัวเปล่าเลยเนี่ย” จันทร์กันยาบ่น ขณะก้มมองแผลถลอกตรงหัวเข่าทั้งสองข้าง โดยไม่สนใจชายหนุ่มที่เอาแต่จ้องแผลของหล่อนพร้อมขมวดคิ้ว

“เอาเป็นว่าทุกอย่าง ผมจะรับผิดชอบแทนชาร์รอนเอง”

“ก็แหงแหละ” เจ้าทุกข์โพล่งออกมา ขณะเดินตามการประคองของเพื่อนเข้าไปนั่งพักในอาคาร หล่อนยังไม่ยอมสบตาอาจารย์หนุ่ม จึงไม่เห็นว่าในดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นมีแววห่วงใยไม่น้อย

“ฉันจะเอาจักรยานแกไปจอดให้นะจันทร์ แกนั่งรอตรงนี้ก่อน” ลินาเอ่ยขึ้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าเพื่อนไม่ได้บาดเจ็บมากนัก และท่าทางอาจารย์หนุ่มก็คงจะช่วยอยู่เป็นเพื่อนอีกสักพัก

“คุณไปเถอะลินา จักรยานอยู่ตรงนั้นจะขวางทางจราจร เดี๋ยวผมดูอาการเบื้องต้นให้” เอกตะวันอาสา

“ขอบคุณค่ะอาจารย์ ฝากด้วยนะคะ”

จันทร์กันยายังไม่ทันได้แย้งอย่างใจคิด ลินาก็ผละไปเสียแล้ว ยิ่งกว่านั้น เผลอแป๊บเดียวหนุ่มร่างสูงในชุดสูทก็นั่งคุกเข่าลง พร้อมกับถอดรองเท้าบูทของหล่อนออกอย่างถือวิสาสะ

“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก” หญิงสาวขยับเท้าหนี

“อย่าดื้อสิ! ผมเห็นข้อเท้าคุณกระแทกแล้วครูดไปกับพื้น มาให้ผมดูอาการเดี๋ยวนี้เลย”

“นอกจากหูดีแล้วยังตาดีอีก” จันทร์กันยาเปรยเบาที่สุด แต่อีกฝ่ายยังจับใจความได้

“แน่นอน ทุกสัมผัสผมดีหมดเลยละ อยากพิสูจน์ไหมล่ะ มานี่ ขอดูข้อเท้าหน่อย อย่าดื้อ” เขาย้ำคำพร้อมขู่เหมือนหล่อนเป็นเด็กๆ จะว่าไปพอเอกตะวันพูดถึงข้อเท้าขึ้นมา จันทร์กันยาก็เพิ่งรู้ตัวว่าเจ็บที่ข้อเท้าขวาไม่น้อย อาจเป็นเพราะตอนแรกยังชาอยู่จึงไม่ค่อยรู้สึกว่าถูกกระทบกระเทือนตรงไหนบ้าง

ชายหนุ่มจับเท้าเล็กแล้วขยับไปมาเพื่อตรวจคร่าวๆ จนแน่ใจว่าไม่มีอาการรุนแรง มีเพียงรอยช้ำเท่านั้นจึงบอก

“ไปห้องพยาบาลกับผม เราต้องทำแผลที่หัวเข่ากัน”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันรอให้ลินมา แล้วไปกันเองก็ได้ คุณรีบไปสอนเถอะค่ะ” จันทร์กันยายืนยันเสียงแข็ง ตั้งใจไว้แล้วว่าจะนั่งก้นหนักอยู่ตรงนี้แหละ! ต่อให้พญาช้างสารมาฉุดก็ไม่ลุก หล่อนไม่อยากยุ่งกับเขา นี่ขนาดไม่ทันยุ่งด้วยชาร์รอนยังขู่ฟ่อ หล่อนไม่ต้องการมีปัญหากับใครทั้งสิ้น เคยท่องไว้ในใจเสมอว่าที่จากบ้านเกิดมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองครั้งนี้ ก็เพื่อการเรียนเท่านั้น ไม่ใช่อื่นใด

เพียงครู่เดียว ลินาก็วิ่งหน้าตื่นกลับมา สีหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวลห่วงใยจนจันทร์กันยาต้องรีบบอก

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกแก เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว แค่แผลถลอกนิดหน่อยเอง จิ๊บๆ”

“ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ อาจารย์ต้องรีบไปสอน พวกเราไม่รบกวนแล้วละค่ะ” คำพูดของลินาช่างตรงใจจันทร์กันยาเป็นอย่างยิ่งจนนึกอยากปรบมือให้เสียจริง

“ยังไม่ถึงเวลาเข้าคลาส ผมจะพาไปทำแผลที่ห้องพยาบาลก่อน เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ชาร์รอนทำ”

อ้อ! นึกว่ามีจิตใจเมตตาเป็นห่วงลูกศิษย์ ที่แท้ก็แค่ทำเพื่อปกป้องแฟนตัวเอง จันทร์กันยานึกขวางอยู่ในใจ ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอค้อนอาจารย์หนุ่มไปกี่รอบ

พูดเสร็จ คนตัวโตก็คว้าต้นแขนของจันทร์กันยา ประคองพาหล่อนเดินไปยังห้องพยาบาลที่อยู่ทางปีกขวาของตึกในชั้นล่างนี้เอง โดยมีลินาเดินตามไปติดๆ

พอมาถึงห้องพยาบาล เอกตะวันก็รัวภาษาดัตช์เป็นไฟกับพยาบาลประจำห้อง ซึ่งแม้สองสาวจากเมืองไทยจะเรียนรู้ภาษาดัตช์พื้นฐานมาบ้างแล้ว แต่เขาเล่นพูดเร็วขนาดนั้น แค่ฟังยังไม่ทันเลย รู้เพียงว่าหลังจากคุยกันแล้ว พยาบาลสาวใหญ่ก็ช่วยดูแลทำแผลให้อย่างดี แถมหน้าตายิ้มแย้มกว่าคราวก่อนที่จันทร์กันยาเคยมาขอยาแก้ปวดหัวตั้งเยอะ

“เสร็จแล้ว ทีนี้คุณอยากกลับหอหรือไปเรียนต่อ” เอกตะวันถามลูกศิษย์สาว

“กลับหอค่ะ”

“ไปเรียนค่ะ”

ประโยคหลังเป็นลินาที่ตอบแทน แต่ช่างตรงกันข้ามกับเจ้าตัวอย่างสิ้นเชิง จันทร์กันยาก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ หล่อนจึงถอดหัวโขนเด็กเรียนออกไปแล้วตอบเขาว่าจะกลับหอ ในขณะที่ลินากลับเกิดขยันขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ตกลงจะเอายังไง ถ้าอยากกลับหอ ผมคงต้องเข้าไปสอนก่อน แต่ผมจะเรียกคนของผมไปส่งคุณให้นะจันทร์กันยา เพื่อนคุณจะได้เข้าเรียน”

จันทร์กันยานิ่วหน้า พยายามจับสังเกตหาความรำคาญในน้ำเสียงเอกตะวัน แต่ก็ไม่พบสักนิด

“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ ฉันเข้าไปเรียนก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับพร้อมลิน” หญิงสาวบอกอย่างฉะฉาน กระนั้นก็ยังไม่ค่อยอยากเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีน้ำทะเล ยอมรับว่าถึงแม้จะเห็นบ่อยเท่าไรก็ไม่ชินเสียที เพราะนัยน์ตาคมๆ นั้นแฝงแววบางอย่างที่กระตุ้นให้หัวใจหล่อนสั่นสะเทือนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“โอเค ถ้างั้นผมจะประคองไปห้องเล็กเชอร์” คำว่า ‘ประคอง’ ทำให้คนเจ็บถึงกับสะดุ้งโหยง

“มะ...ไม่ต้องค่ะ ฉันจะไปกันเอง ให้ลินพาไปก็ได้ เชิญอาจารย์ตามสบาย ขอบคุณมากนะคะ”

จันทร์กันยาละล่ำละลักตัดบท แล้วรีบทำตัวกระฉับกระเฉงราวกับว่าหายดีแล้ว โดยที่หารู้ไม่ว่าตอนนี้แผลถลอกและรอยฟกช้ำทุกแห่งบนร่างกายเริ่มประท้วงด้วยอาการตึงบวม แม้แต่ขายังขยับลำบากเลย พอลุกขึ้นพรวด ความปวดระบมทำเอาหล่อนเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงจนเอกตะวันต้องรีบคว้าร่างบอบบางที่กำลังจะหน้าคะมำ รั้งเข้าหาอกกว้างของเขา

“ระวังตัวด้วย เห็นหรือยังว่าควรให้ผมประคองไป”

เสียงของชายหนุ่มดุมาก แต่ช่างตรงข้ามกับกิริยาอ่อนโยนที่ปกป้องจันทร์กันยาด้วยแผ่นอกอันแข็งแกร่งของเขา

“ก็ได้ค่ะ” จันทร์กันยาตอบเสียงอ่อย เมื่อเห็นแล้วว่าแววตาคมกล้าคู่นั้นบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ยอมให้หล่อนขัดขืนอีกต่อไป หญิงสาวผละจากอกหนา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อนๆ ติดปลายจมูกทำให้หล่อนเกิดอาการใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

ในที่สุดเอกตะวันก็พาจันทร์กันยาเข้าไปนั่งที่ประจำของหล่อนตรงแถวหน้าสุด โดยมีลินาตามมานั่งเงียบๆ แน่นอนว่าสายตาทุกคู่ของนักศึกษาในคลาสจดจ้องมายังสาวน้อยขากะเผลกเป็นตาเดียว ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากิริยาท่าทางในการดูแลอย่างใกล้ชิดที่อาจารย์เอกตะวันแสดงออกต่อสาวเอเชียผมดำยาวสลวยทำเอาทุกคนประหลาดใจปนอิจฉา ซึ่งความรู้สึกหลังย่อมมากกว่าเป็นแน่แท้

จัดการให้จันทร์กันยานั่งเรียนเสร็จแล้ว อาจารย์ร่างสูงสง่าในชุดสูทก็ตรงไปที่ไมโครโฟนพร้อมกรอกเสียงทุ้มกังวาน

“ผมต้องขอโทษที่เข้าคลาสช้าไปนิด พอดีเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย มา...เรามาเริ่มเรียนกันต่อเลย”





ลงให้อ่านทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์นะคะ



หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 พ.ค. 2565, 19:08:42 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 พ.ค. 2565, 19:08:42 น.

จำนวนการเข้าชม : 23





<< บทที่ 1 (100%)   บทที่ 2 (100%) >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account