Valensole ลาเวนเดอร์...ที่รัก
ความรักระหว่าง 'วาลองโซล' หนุ่มฝรั่งเศสผู้ไม่เคยแพ้
กับ 'ลาเวนเดอร์' หรือ 'น้องลา' สาวญี่ปุ่น ผู้หญิงขี้แพ้
วาลองโซล คือ ดินแดนแห่งการเดินทางของลาเวนเดอร์
ที่ที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งสวยงามแต่งแต้มผืนดิน
เป็นสีม่วงคราม...งดงามจับใจ
กับ 'ลาเวนเดอร์' หรือ 'น้องลา' สาวญี่ปุ่น ผู้หญิงขี้แพ้
วาลองโซล คือ ดินแดนแห่งการเดินทางของลาเวนเดอร์
ที่ที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งสวยงามแต่งแต้มผืนดิน
เป็นสีม่วงคราม...งดงามจับใจ
Tags: แต่งก่อนจีบ ไสยศาสตร์ มนต์ดำ รักแท้
ตอน: บทที่ 19 กาขาว
หลังจากพิธีเสกสมรสสิ้นสุดลง และการสถาปนาตำแหน่งองค์รัชทายาทได้จบลงไป
ร่างที่ยืนหยัดท้าทายกระแสอันเชี่ยวกรากมานานนับหลายสิบปีของกษัตริย์อุบัยดะห์ก็ล้มลง
วาลองโซลและลาเวนเดอร์ที่อยู่ใกล้สุดรีบรับร่างนั้นเอาไว้ได้ทัน แล้วประคองเอาไว้
ทว่า กษัตริย์อุบัยดะห์กลับกระอักเลือดออกมา สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับทุกคนในที่แห่งนี้
"พ่อ! ท่านพ่อ!" ลาเวนเดอร์เรียกบิดาด้วยแววตาตื่นตระหนกตกใจสุดเสียง
กษัตริย์อุบัยดะห์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายรั้งคอบุตรีเพียงคนเดียวของตนเข้ามาชิดริมฝีปาก
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งขาดเป็นห้วง ๆ ว่า
"เวลาของพ่อใกล้จะหมดลงแล้ว พ่อขอฝากทุกอย่างทั้งหมดนี้ไว้กับลูกและวาลองโซล
และ อย่าไว้ใจใคร วังแห่งนี้มีแต่กาขาว พ่อขอให้ลูกของพ่อนึกถึงประชาชนเป็นสำคัญ
อย่าได้สงสัยในความรักของพ่อ พ่อรักลูกมาตลอด ไม่เคยไม่รัก แต่พ่อเลือกประชาชน
อภัยให้พ่อคนนี้ด้วยนะลูกรัก"
"และ ฝากบอกแม่ของลูกด้วยว่า พ่อรักเขามาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ฝากสลามและคำขอโทษของพ่อไปถึงแม่ของลูกด้วย"
ก่อนจะรั้งวาลองโซลเข้ามาใกล้ กระซิบบางอย่างสั้น ๆ ข้าง ๆ หูของวาลองโซล
ถ้อยคำที่แสนเบาหวิวที่มีเพียงวาลองโซลเท่านั้นที่ได้ยินอย่างชัดเจน เขาพยักหน้าพร้อมกับตอบรับ
"ครับ ผมขอสัญญาด้วยชีวิตนี้ของตัวเอง"
"ขอบใจ ขอบใจนะ" แววตาของประมุขผู้ปกครองประเทศทอประกายขณะมองลูกสาวและลูกเขย
ก่อนจะกล่าวคำปฏิญาณตนต่อพระเจ้า แล้วสัญญาณชีพของกษัตริย์อุบัยดะห์ก็มอดดับลง
ราชินีที่เคียงคู่บัลลังก์แห่งนี้กรีดร้อง สร้างความตื่นตกใจแก่ผู้คนทั้งหมด
ราวกับนั่นเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า กษัตริย์อุบัยดะห์ได้เสียชีวิตลงแล้ว
พิธีฝังศพถูกจัดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง โดยวาลองโซลคือ ผู้รับหน้าที่อาบน้ำศพแต่เพียงผู้เดียว
ตามคำสั่งเสียของกษัตริย์อุบัยดะห์
ลาเวนเดอร์ยืนมองร่างของบิดาที่เพิ่งได้พบหน้ากันเพียงไม่นาน เพิ่งได้กอดกันกำลังถูกส่งไปยัง
หลุมฝังศพราวกับหัวใจข้างในแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
เธอเฝ้ารอวันเวลาที่จะได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว แต่ตอนนี้ มันไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว
พ่อได้จากเธอไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว ส่วนแม่ก็ยังไม่ยอมรับเธอเป็นลูก
ตอนนี้ น้ำตาของเธอไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ใด มันจึงไม่ไหลออกมาแม้สักหยดเดียว
มองภาพวาลองโซลจัดการส่งร่างบิดาลงสู่หลุมศพอันเย็นยะเยือกนั่น
แล้วมองภาพร่างบิดาโดนฝังกลบโดยปราศจากน้ำตา รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็ง
น้ำตาของเธอก็คงถูกแช่แข็งเอาไว้เหมือนกัน
แต่พอมีมือหนึ่งวางลงบนบ่า อยู่ ๆ น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาราวกับทำนบแตก
เหมือนมีกระแสอบอุ่นแพร่กระจายภายในแล้วละลายความแข็งยะเยือกให้พังทลายลง
จึงค่อย ๆ ซบหน้ากับอกนั่นที่แผ่ความอบอุ่นออกมา
"ต่อจากนี้ จะไม่เจอพ่ออีกแล้ว" เสียงสะอื้นดังแผ่วเบา สองแขนยกขึ้นโอบกอดเขาไว้
ราวกับต้องการที่ยึดเกาะเอาไว้
"ฉันลืม ลืมบอกรักพ่อ ทั้งที่ฉันรักเขามาตลอด ไม่เคยเกลียดเขาเลย ฉันเฝ้ารอเวลาที่จะพูดมันออกไป
เก็บคำว่ารักมาตลอด เชื่อว่าจะต้องได้พูดมันออกไปให้พ่อได้ยินแน่นอนในสักวัน
แต่ฉันก็ลืมบอกพ่อ แล้วพ่อก็ไม่ได้อยู่ฟังฉันพูดคำคำนี้อีกแล้ว ไม่ทันแล้ว ฉันเสียใจค่ะ"
วาลองโซลกระชับอ้อมกอดแล้วลูบหลังเธอ ลูบหัวนั่นเป็นการปลอบประโลม
เขารับรู้ถึงความเสียใจของเธอ และไม่มีคำพูดใดที่จะสามารถ
ปลอบใจหัวใจที่แตกสลายนี้ได้ในตอนนี้แม้จนคำเดียว
เมื่อได้ซบอกร้องไห้กับสามีหมาด ๆ แล้ว ลาเวนเดอร์ก็เดินเข้าไปใกล้หลุมศพบิดา
ทรุดเข่าลงข้าง ๆ หลุมศพ วางมือลงบนดินแล้วลูบวนไปมาอย่างอาลัยอาวรณ์
ดวงตาที่แดงช้ำทอดสายตามองไปยังป้ายหลุมศพที่เขียนชื่อพ่อเอาไว้อย่างสวยงาม
"ลารักพ่อค่ะ พ่อได้ยินใช่มั้ยคะว่า ลารักพ่อ พ่อคือ ผู้ชายคนแรกที่ลารัก
รักตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าพ่อคือ ใคร ด้วยซ้ำ รักตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าพ่อ ลาไม่เสียใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ
แต่เสียใจ เสียใจที่ไม่ทันได้บอกว่า รักพ่อมากแค่ไหน ตอนที่พ่อยังหายใจอยู่"
"โลกนี้เราสองพ่อลูกมีเวลาได้อยู่ด้วยกันน้อยมาก ขอให้โลกหน้า เราได้อยู่ด้วยกันตลอดไปนะคะพ่อ
ขอให้เราได้อยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ในสวรรค์ของอัลลอฮ์ อามีน"
ลาเวนเดอร์ละสายตาจากป้ายชื่อพ่อ แล้วหันไปมองยังรอบ ๆ ตัว ซึ่งเป็นสุสานของบรรพชน
โดยไม่ไกลนักจากหลุมฝังศพของพ่อ เป็นหลุมศพที่ป้ายชื่อเป็นชื่อของอดีตองค์รัชทายาท
ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบิดาของสามีของเธอ ถัดไปก็เป็นป้ายชื่อของชายาขององค์รัชทายาท
ซึ่งเป็นมารดาของสามีของเธอ เธอเองก็เพิ่งจะได้รับรู้ประวัติเกี่ยวกับเขาจากปากของบิดาตนเอง
ตอนสถาปนาเขาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เขาเองก็ดูจะไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อหน้าแม่แท้ ๆ
มาดามมารีอานน์เอาเขาไปอยู่ในความดูแลได้อย่างไรกันน่ะหรือ ช่างน่าคิดนัก
ลาเวนเดอร์มองไปรอบ ๆ กาย ที่บัดนี้ ทุกคนออกไปจากสถานที่แห่งนี้กันหมดแล้ว
มีเพียงเธอกับวาลองโซลที่เป็นคนเป็น ๆ อยู่ ณ ที่แห่งนี้
ครอบครัวอบอุ่น ครอบครัวแสนสุข มันไม่เคยมี และมันก็ได้ปลิวว่อนไปจากชีวิตเธอแล้ว
ลาเวนเดอร์หันไปทางวาลองโซลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กายเธอไม่ปลีกห่างไปไหน
บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"พ่อจะต้องได้รับความยุติธรรมค่ะ พวกเขาจะต้องชดใช้ต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ
เพราะฉันไม่ให้อภัย พวกเขาไม่สมควรได้รับการให้อภัย!"
"คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือลาเวนเดอร์?" หญิงสาวเม้มปากราวกับเย้ยหยันอะไรหรือใคร
"มันคือ เหตุผลที่ฉันมาที่นี่ คือ เหตุผลที่ฉันยืนอยู่ตรงจุดนี้ค่ะ และฉันไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น"
วาลองโซลมองแววตาที่คมกริบนั้นของลาเวนเดอร์แล้วได้แต่อึ้ง เขาอาจมองเธอพลาดไปบางจุด
และมันคงเป็นจุดสำคัญเสียด้วย
"คุณหมอไม่เห็นหรือคะว่า แค่พ่อหมดลมหายใจ ก็ราวกับว่า หมดสิ้นอำนาจบารมีลงไปด้วย
คนที่หน้าไหว้หลังหลอกก็ค่อย ๆ เผยธาตุแท้ออกมา กาขาวสินะ วังกาขาวนี่เอง"
"กาขาว?" วาลองโซลยกคิ้วถาม
"กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ จริงคือหลอก หลอกคือจริง
หน้าเนื้อใจเสือ หลอกให้คนหลงเชื่อว่า ตนเองใจบุญ แสร้งหลอกผู้อื่นให้เข้าใจว่าตนเป็นคนดี
วางมาดเป็นคนดี แต่ใจอิจฉาริษยาจองเวร เห็นใครดีกว่าเก่งกว่าเหนือกว่าไม่ได้
เปรียบไปก็เหมือนกาสีดำแต่ชุบขนให้เป็นสีขาว เพื่อปกปิดสีดำของตัว" น้ำเสียงเย้ยหยันที่ดังออกมา
ส่งผลให้คนฟังถึงกับดวงตาไหววูบ
"พรุ่งนี้ คุณก็จะถูกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ ส่วนฉันก็จะกลายเป็นราชินี
และนี่คือ สิ่งสุดท้ายที่พ่อวางแผนจนลุล่วง ฉันเองก็จะสานต่อมันจากพ่อ
ฉันจะถลกหนังพวกกาขาวเหล่านี้ออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ ขจัดพวกกาฝากออกไปจากแผ่นดินนี้
ให้ราบคาบ" แววตาที่แน่วแน่เช่นนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอเปิดเผยมันออกมาต่อหน้าเขา
เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เขาเห็นมันชัดเจนแล้ว
"ฉันไม่รู้นะคะว่า คุณหมอมาที่นี่ทำไมกันแน่ แต่เราก็คงหนีกันไม่พ้นแล้วจริง ๆ
ขอโทษนะคะที่ไม่จริงใจมาตั้งแต่ต้น ที่ผ่านมา คือ การแสดง ฉันไม่ได้รักคุณหมอ
และไม่คิดว่าจะรักด้วยค่ะ" พูดจบลาเวนเดอร์ก็หยิบแว่นกันแดดออกมาสวมใส่ ก่อนจะเดินด้วยท่วงท่า
สง่างาม ก้าวจากไปด้วยใบหน้าเรียบตึงภายใต้ผ้าบาง ๆ ที่ปกปิดไว้อย่างมิดชิด ทว่า เสียงของเขา
ทำให้ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำถึงกับหยุดชะงัก
"นี่คือ บทบาทใหม่ของคุณใช่มั้ย แต่ผมขอแนะนำให้คุณกลับไปเรียนการแสดงเพิ่มอีกหน่อย
เพราะว่า มันดูไม่เนียนเลยสักนิด คิดจะตบตาผม คุณควรรู้จักผมให้มากกว่านี้"
ลาเวนเดอร์หันไปข้างหลัง มองเขาผ่านแว่นกันแดด แล้วยิ้มเพียงนิด ยิ้มที่ไม่มีใครมองเห็นมัน
ก่อนจะพูดว่า
"เราไม่รู้จักกัน ฉันไม่รู้จักคุณ คุณไม่รู้จักฉัน เราสมรสกันทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน
เราล้วนเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน" ก่อนจะเน้นย้ำกับอีกฝ่ายว่า
"และฉันจะจัดการโดยไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นน้องสาวของพ่อคุณก็ตาม
และต่อให้เป็นคุณ ฉันก็จะไม่ถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว พ่ออาจจะไว้ใจคุณ แต่ไม่ใช่ฉัน"
"แต่คุณบินคนเดียวไม่ได้หรอกนะ" เสียงเขาทัดทาน
"ฉันไม่กลัวหนาวเหน็บ ไม่กลัวที่สูง ไม่กลัวที่จะต้องบินเดี่ยว ไม่กลัวสิ่งกีดขวาง ไม่กลัวความมืด
จะไปก็ต้องบินให้สูง สูงพอที่จะไม่มีใครบินขึ้นไปถึง"
"แต่คุณกลัวผีไม่ใช่รึไง?" เขาเย้ยหยันเธอสินะ ลาเวนเดอร์หัวเราะออกมา
"เมื่อก่อนอาจใช่ แต่ตอนนี้ไม่!" ก่อนจะเน้นยำหนักแน่นว่า
"คุณเองก็ไม่ได้จริงใจกับฉันมาตั้งแต่ต้นไม่ใช่รึไง กำเนิดที่ไม่ชัดเจน ตัวตนที่แสนคลุมเครือ
นิสัยที่ยากจะเข้าถึงได้ การกระทำที่ย้อนแย้ง ทั้งหมดที่ฉันเห็นจากคุณ มีอะไรที่จริงบ้าง?"
แม้แต่สายตาของเขาที่จดจ้องมองมายังเธอ เธอก็ยังแปลมันไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
"เคยได้ยินมั้ย ที่เขาว่า โดนงูกัดหนึ่งครั้ง กลัวเชือกไปสิบปีน่ะ"
"หมายความว่าไง?" เขาคาดคั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ทำดีกับฉัน ทำมาใส่ใจฉัน ทำเป็นห่วงใยฉัน ช่วยเหลือฉัน แล้วสุดท้าย ก็ผลักฉันลงสู่ก้นเหวอันมืดมิด
โอบกอดฉัน ร้อยรัดฉัน เหมือนว่ารักฉัน แต่กลับฉกฉัน ทิ้งพิษร้ายเอาไว้ในกายฉัน ไม่ใช่คุณรึไง?"
"ผมไปทำคุณตอนไหน?"
"ทุกตอนเลย เพราะคุณมันเลือดเย็น ตอนเด็กก็เป็นคุณนั่นแหละที่ส่งฉันไปให้พวกเลวนั่นทารุณ
พอตอนนี้ก็หลอกล่อให้ฉันมายังวังรอวันโดนคนที่นี่สังหาร คุณคงอยากหาทางกำจัดสายเลือดของพ่อฉัน
มาตลอดเลยสินะ" แววตาคนฟังไหววูบก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจเดิม
"ในเมื่อคุณรู้จักพ่อของฉันดี ทำไมคุณจะไม่รู้ว่าฉันเป็นสายเลือดของใคร
ในเมื่อดวงตาของฉันมันฟ้อง ดวงตาของฉันกับดวงตาของพ่อ เหมือนกันซะขนาดนี้ คุณจะบอกว่า
คุณไม่รู้ว่าฉันเป็นลูกของพ่อได้ยังไง?"
"ถ้าผมจะฆ่าคุณ ทำไมผมต้องรอมาจนถึงตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมมีโอกาสจะฆ่าคุณได้ทุกเมื่อด้วยซ้ำ คิดสิคิด"
"เพราะฉันเป็นสะพานให้คุณได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดที่ควรเป็นของพ่อคุณน่ะสิ หรือว่าไม่ใช่?"
"งี่เง่า" เขาต่อว่าเธอเสียงเข้ม แววตาฉายแววดุดัน
"ใช่ ผมรู้ว่าคุณเป็นลูกสาวของกษัตริย์อุบัยดะห์มาตลอด แล้วยังไง? ผมต้องเป็นผู้ร้ายรึไง?"
"ก็ถ้าไม่ใช่คุณ แล้วใครกันเล่า?"
"ก็แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยเล่า?" ลาเวนเดอร์ก้าวฉับ ๆ ไปยังร่างสูงใหญ่ ก่อนจะผลักอกเขา
ทว่า กลับไม่ส่งผลให้เขาผงะเลยแม้แต่น้อย ยังคงยืนปักหลั่นท่าเดิม
"อย่ามาใช้สายตาแบบนี้มองฉันนะ!" ลาเวนเดอร์เกลียดสายตาที่เขามองมาเหมือนเธอเป็นคนโง่ดักดาน
แบบนี้ยิ่งนัก จนอยากจะควักลูกตาคู่นั้นออกมาขยำให้แหลกคามือ
"พ่อคุณฝากฝังให้ผมดูแลคุณ แล้วดูคุณในตอนนี้สิ ทำเป็นปีกกล้าขาแข็ง อยากบินเดี่ยว
อยากจัดการคนนั้นคนนี้ คุณสามารถทำมันได้อย่างที่คุณคิดจริง ๆ หรือ?
ขนาดควบคุมสติตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะได้ เอาตัวเองก็ยังจะไม่รอด ตื่นสักที เลิกเพ้อเจ้อสักที"
คำพูดที่รุนแรงก็ไม่สู้สีหน้าแววตาของเขาที่ใช้มองเธอในขณะนี้
"ฉันบอกว่าอย่าใช้สายตาแบบนี้มองฉันไงเล่า!" เหมือนความอดทนจะขาดผึง ลาเวนเดอร์ยกมือ
ขึ้นหมายจะจิ้มตาคู่นั้นของเขา ทว่า อีกฝ่ายว่องไวกว่า จึงคว้าสองมือของเธอเอาไว้ได้ทัน
แล้วรั้งร่างอ้อนแอ้นนั่นเข้าสู่อ้อมกอดทันที
"ปล่อยฉันนะ" หญิงสาวดิ้นหนีให้พ้นจากกรงแขนของเขา ทว่า ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น
สุดท้ายร่างก็ถูกยกขึ้นพาดบ่า แล้วเขาก็ก้าวอาด ๆ โดยไม่สนใจเสียงต่อต้านจากเธอ
พอมาถึงห้องหอ วาลองโซลก็วางเธอลงบนเตียง ก่อนจะเดินไปหาผ้ามามัดตรึงเธอไว้กับเตียง
และมัดปากเธอไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา
"ผมจะบอกคุณให้นะว่า ถ้าคุณไม่เชื่อฟังผม ผมก็จะขังคุณไว้ในห้องหอแห่งนี้ไปตลอด
ถ้าคุณอยากจะท้าทาย ก็เชิญ ผมมีอีกหลายวิธีที่จะจัดการกับคนอย่างคุณ" ก่อนจะยิ้มตรงมุมปาก
ด้วยแววตายั่วยุเมื่อเอ่ยว่า
"คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ผมไม่อยากโดนคุณปลุกปล้ำและลวนลาม คอยตอดนิดตอดหน่อยอย่างที่ผ่านมา
ผมไม่อยากเสียบริสุทธิ์ให้กับแม่เสือสาวอย่างคุณง่าย ๆ หรอกนะ
ดังนั้น ก็ขังตัวอยู่ในนี้ซะ ผมจะให้ซันนีมาอยู่เป็นเพื่อน"
พูดจบเขาก็ใช้มือเชยคางของเธอขึ้น ก่อนจะก้มลงมาชิดริมฝีปากของเธอ
"แค่ผ้าคงมัดคุณไว้ไม่อยู่ อีกเดี๋ยวผมจะมาเปลี่ยนเป็นโซ่ตรวนให้คุณนะ
เพราะยังไง ๆ ผมก็ไม่ชอบเป็นฝ่ายรับ อยากเป็นฝ่ายรุก ฝ่ายเปิดก่อนมากกว่า
แต่วันนี้คุณทำลายอารมณ์วาบหวามของผมไปจนหมดแล้ว คุณคงต้องอดทนไปอีกสักพัก"
คนที่โดนปิดปากไว้ถึงกับกัดฟันกรอด ใช้สายตาพิฆาตมองเขาราวกับจะเผาให้เป็นจุณ
และยิ่งแค้นใจเมื่อเขาเอียงคอหอมแก้มเธอทั้งสองข้างหนัก ๆ เน้น ๆ
ไม่วายหัวเราะใส่เธออีก อ๊ายยยยยย
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ก็ยังหอมดีอยู่นะ แต่ผมไม่ชอบให้คุณแต่งหน้าโปะแป้งหนาขนาดนี้ ผมชอบหน้าสด ๆ ใส ๆ
ไร้การปรุงแต่ง แบบนี้มันดูสวยแบบปลอม ๆ อีกอย่างแก้มนุ่ม ๆ แบบนี้ควรจะหอมกว่านี้ถึงจะของจริง เฮอะ"
ลาเวนเดอร์อยากกรี๊ดใส่หูเขา เอาให้ขี้หูเต้นระบำจนประสาทหูฉีกขาดไปเลย
แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากดิ้นขลุกขลักอยู่บนเตียง เพราะทั้งมือและเท้าถูกพันธนาการเอาไว้
ไหนจะปากที่ถูกปิดกั้นไม่ให้ส่งเสียงใด ๆ ออกไปได้อีก
อย่าให้เธอหลุดรอดไปได้นะ เธอจะขย่ำเขาก่อนใครทั้งหมดเลย
เขาไปแล้ว แต่ทิ้งลูกไฟเอาไว้กับเธอ
เมื่อซันนีกลับเข้ามาพร้อมโซ่ตรวน ลาเวนเดอร์ก็มองซันนีด้วยแววตาเว้าวอน
"อย่ามาอ้อนซันนีเลยค่ะ คนที่คุณต้องอ้อนน่ะคือ คุณหมอ อุ๊ย ไม่ใช่สิ ตอนนี้คุณหมอ
เป็นพระสวามีขององค์หญิงไปแล้ว" ลาเวนเดอร์ได้ฟังแล้วงึด ๆ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง
เจ้านายเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น สิน่า
"คนน่ารักมักใจร้ายแบบนี้แหละค่ะ ทำใจเถอะค่ะ" ซันนีไม่วายอดแซวคนตรงหน้าไม่ได้
ใช่ว่าเธออยากจะกักขังสาวงามผู้นี้ซะเมื่อไหร่ แต่เพราะเคยเห็นสภาพสาวงามตอนกลายร่าง
เป็นนางเสือสาวพราวเสน่ห์วาดลวดลายยั่วยวนมาแล้วนี่แหละ
คงจะปล่อยให้ออกไปเพ่นพ่านในวังไม่ได้อย่างแน่นอน ผู้คนจะได้แตกตื่นกันหมดน่ะสิ
"ตราบใดที่คุณหมอยังหาหนทางรักษาอาการนางเสือสาวจอมยั่วไม่ได้ คุณก็คงต้องถูกล่าม
ด้วยโซ่ตรวนแบบนี้ เราไม่มีทางให้คุณออกไปทำให้ตัวเองเสื่อมเสียได้หรอกค่ะองค์หญิง"
ลาเวนเดอร์หันหน้าหนีซันนี ด้วยดวงตาแดงก่ำ อยากร้องไห้ ระบายความอัดอั้นต่าง ๆ ออกมา
แต่น้ำตากลับไม่ยอมไหลออกมา
สักพักเขาก็ย้อนกลับมาในชุดใหม่ เป็นชุดลำลอง สวมใส่สบาย พร้อมด้วยถาดอาหาร
มาวางไว้ตรงโต๊ะใกล้กับหัวเตียง กลิ่นหอมของมันส่งกลิ่นอบอวล ส่งผลให้ท้องของเธอร้องประท้วง
อย่างไม่ไว้หน้าเธอเลยสักนิด วาลองโซลถึงกับกระตุกยิ้มที่มุมปากเมื่อได้ยินเสียงท้องร้องจากเชลย
คนสำคัญ
"จะให้ผมป้อนหรือให้ซันนีป้อนดีละ?" เขาถามด้วยแววตายียวนจนลาเวนเดอร์เมินหน้าหนีทันที
"ฮึ งั้นคงต้องตกเป็นภาระคุณแล้วละซันนี ผมคงไม่เป็นที่พึงพอพระทัยขององค์หญิงเขาน่ะ" ไม่พูดเปล่า
เขาได้เอื้อมมือไปแกะผ้าที่ปิดปากหญิงสาวให้อย่างเบามือ และทันทีที่ปากเป็นอิสระ ลาเวนเดอร์ก็กัดหมับ
เข้าตรงหลังมือของเขาทันที กัดไม่ยอมปล่อยซะด้วย
"โอ๊ย ๆ ๆ นี่คุณเป็นหมาหรือแมวเนี่ย?" ชายหนุ่มพยายามสลัดมือให้หลุดจากฟันและเขี้ยวคมนั่น
ด้วยการบีบจมูกของหญิงสาว เมื่อหายใจไม่ได้ ลาเวนเดอร์จึงยอมอ้าปาก
ชายหนุ่มจ้องมองรอยฟันเรียงบนหลังมือตนพลางส่ายหน้า ช้อนตามองเจ้าของฟัน ในขณะที่ซันนี
ยืนแอบหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ย่องออกไปจากห้อง ปล่อยให้สองสามีภรรยาเคลียร์กันเอาเอง
"ใครใช้ให้คุณล่ามโซ่ฉันแบบนี้เล่า แค่นี้ยังน้อยไป อย่าให้ฉันหลุดออกไปได้ก็แล้วกัน" หญิงสาวเม้มปาก
คาดโทษอีกฝ่ายด้วยแววตาคมกริบ
"ทำไม? หลุดออกมาปุ๊บ ก็กะจะขย่ำผมให้ตกเป็นของคุณรึไง?" หญิงสาวได้ฟังถึงกับตาถลนใส่อีกฝ่าย
"อย่าหวังไปเลย ผมไม่เสียท่าคุณง่าย ๆ หรอก ฮึ ๆ ๆ"
"อ๊ายยยย คนบ้า" ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ซาลาเปาขาว ๆ ก็ถูกยัดเข้าปากลาเวนเดอร์ ปิดกั้นเสียงต่าง ๆ
ไม่ให้รบกวนเบื้องหูของเขา แล้วเขาก็หัวเราะในลำคออย่างสุขสำราญใจ
"กินซะ ไม่งั้นก็ไม่มีให้กินแล้วนะ เพราะผมไม่ไหวจะเข้าครัวแล้ว ตอนนี้หมดแรงจนอยากจะเข้านอน"
เสียงอู้อี้ดังออกมา ก่อนจะพ่นซาลาเปาทั้งลูก แล้วพูดโวยวายลั่น
"ฉันไม่กิน"
"ไม่เอาน่า ตั้งแต่กินเค้กผมไปคุณก็ยังไม่กินอะไรอีกเลยนี่ แม้แต่น้ำสักหยด
ผมได้ยินนะเสียงท้องของคุณร้องลั่นซะขนาดนั้น" ไม่พูดเปล่า เขายกแก้วน้ำจ่อปากเธอ
พลางกำชับว่า
"ถ้าคิดจะพ่นน้ำใส่ผม ผมจะจับคุณจูบจนสำลักน้ำหน้าดำหน้าแดงเลย จะลองมั้ย?"
อย่างกับรู้เท่าทันความคิด มันน่าเจ็บใจนัก ลาเวนเดอร์เลยดื่มน้ำที่เขาป้อนให้อย่างใจเย็น
เธอต้องอดทนจนกว่าจะได้รับอิสระ
"ใครกลัวละ?"
"แบบนี้เรียกว่า เชื้อเชิญได้มั้ย?" ลาเวนเดอร์เลิกไหล่ แบะปากเชิดหน้าใส่เขา
"ใครสน"
"ผมก็ไม่สน ไม่มีอารมณ์ด้วย อย่ามายั่วเลย ผมไม่ติดกับคุณง่าย ๆ หรอกนะ" ลาเวนเดอร์กัดฟัน
ก่อนจะข่มใจ กินอาหารที่เขาป้อนเข้าปากให้คำแล้วคำเล่า เมื่อเริ่มอิ่ม แววตาของหญิงสาว
ก็เป็นประกาย นี่สินะที่เขาบอกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง พอท้องอิ่ม สมองก็แล่นทันที
"คุณดูให้หน่อย ไม่รู้มดหรืออะไรไต่มาที่หลังหูของฉัน" วาลองโซลกระตุกยิ้มนิดนึงขณะจัดการ
วางถ้วยชามและแก้วน้ำลงบนถาดให้เรียบร้อย ทำให้ลาเวนเดอร์อดหมั่นไส้ให้กับนิสัยเป๊ะจนเกินเบอร์
ของเขาไม่ได้ จะทำอะไรแต่ละอย่างต้องเป๊ะ ต้องไม่มีอะไรผิดพลาด
"จริง ๆ นะ มันคันยุกยิก ๆ มาก ๆ เลย" ชายหนุ่มมองนักแสดงมือสมัครเล่นแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ
และไวเท่าความคิด ใบหูของเขาเกือบโดนฟันของแม่ตัวแสบงับเข้าให้
และเพราะรู้ทันเขาจึงหลบหลีกด้วยการหันไปฉกริมฝีปากนั้น ใช้มือรั้งท้ายทอยของเธอ
แล้วล็อกคอเธอเอาไว้มั่น ก่อนจะบรรจงจุมพิตได้อย่างถนัดถนี่เสียเพลิดเพลิน
แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามหลบหลีกสักแค่ไหน ก็จนทุกมุมทุกตา
แม้กระทั่งตอนเขาใช้ลิ้นหยอกล้อฟันคม ๆ ของเธอ เธอก็พยายามจะกัดลิ้นเขาให้ได้
พอพลาดจากลิ้นเขาก็หมายจะกัดริมฝีปากเขา แต่ก็ไม่สามารถทำได้เมื่อเขาแนบริมฝีปากแนบแน่น
ปิดทุกช่องทางไม่ให้ถูกแทรกได้แม้แต่ลม จนสุดท้ายพอเริ่มหายใจไม่ทันก็ได้แต่ร้องอู้อี้ในลำคอ
เป็นการประท้วง พอเขาถอนจูบออกมา ก็เห็นสาวเจ้าหน้าแดงก่ำ สำลักลมหายใจ หอบแฮ่ก ๆ
"ฮึ ๆ ๆ คิดจะต่อกรกับผม คุณคงต้องฝึกฝนอะไร ๆ อีกเยอะมากนะองค์หญิงแสนสวย" ไม่พูดเปล่า
เขาเอาปลายนิ้วมาไล้ตรงริมฝีปากเธอที่บวมช้ำแดงจัด ก่อนจะค่อย ๆ ไล้ไปตามแนวสันกราม
แววตาของเขาลึกดั่งมหาสมุทรยากจะหยั่งถึงถึงความรู้สึกนึกคิด
"คุณมัน..."
"ชู่ว" เขาใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเธอพร้อมส่ายหน้าเบา ๆ
"คุณเลือกเอาว่าจะให้ผมปิดปากคุณด้วยอะไรดี ระหว่างปากผม กับ ผ้า" ลาเวนเดอร์หยุดขยับปาก
แล้วเบือนหน้าหนีเขา เม้มปากแน่น กัดริมฝีปากตัวเอง
"หยุดกัดมันเดี๋ยวนี้" เขาห้ามปรามเสียงดุ
"เรื่องของฉัน นี่ก็ปากฉัน ฉันจะทำอะไรกับมันก็ได้ ปากคุณเองก็ระวังเอาไว้เถอะ" เสียงข่มขู่นั่นหาได้
ทำให้คนถูกขู่รู้สึกขนลุกได้แม้แต่เส้นเดียว ทั้งยังหัวเราะในลำคอด้วยความถูกอกถูกใจอีก
"ถ้าคุณไม่หยุด ผมจะทำให้ปากคุณบวมกว่านี้ ช้ำกว่านี้ จะลองดูมั้ย?" เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ขู่
เพราะเขาค่อย ๆ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง
"พอแล้ว ฉันยอมแล้ว คุณจะไปนอนแล้วไม่ใช่รึไง? ก็ไปสิ ไปเลย" หญิงสาวออกปากไล่ด้วยแววตากรุ่นโกรธ
มือใหญ่จึงจับคางของเธอให้หันมามองเขา สบตากับเขา ก่อนจะวาดสายตามองไปทั่วทั้งใบหน้าของเธอ
จนเธอรู้สึกร้อนผ่าวไปตามสายตาของเขา จนสายตานั่นมาหยุดที่ริมฝีปากเธอ
แล้วเขาก็ก้มลงจุมพิตริมฝีปากเธออีกครั้ง แผ่วเบา ละมุน และเนิ่นนาน หยอกล้อกับริมฝีปากบนของเธอ
สลับกับริมฝีปากล่าง มือข้างนึงของเขาล็อกท้ายทอยเธอเอาไว้ อีกข้างซุกซนไปตามแผ่นหลังของเธอ
ด้วยการลูบไล้วนไปมา เมื่อเขาผละจากริมฝีปากแล้วย้ายไปซุกไซ้ตามซอกคอขาวหอมกรุ่น
ปากที่เป็นอิสระก็ร้องครางออกมา
"ฉันร้อน ร้อนเหลือเกิน ร้อนค่ะคุณหมอ ช่วยฉันด้วย"
...........................โปรดติดตามตอนต่อไป.....................................
มาแล้วนะคะ อิอิ
ร่างที่ยืนหยัดท้าทายกระแสอันเชี่ยวกรากมานานนับหลายสิบปีของกษัตริย์อุบัยดะห์ก็ล้มลง
วาลองโซลและลาเวนเดอร์ที่อยู่ใกล้สุดรีบรับร่างนั้นเอาไว้ได้ทัน แล้วประคองเอาไว้
ทว่า กษัตริย์อุบัยดะห์กลับกระอักเลือดออกมา สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับทุกคนในที่แห่งนี้
"พ่อ! ท่านพ่อ!" ลาเวนเดอร์เรียกบิดาด้วยแววตาตื่นตระหนกตกใจสุดเสียง
กษัตริย์อุบัยดะห์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายรั้งคอบุตรีเพียงคนเดียวของตนเข้ามาชิดริมฝีปาก
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งขาดเป็นห้วง ๆ ว่า
"เวลาของพ่อใกล้จะหมดลงแล้ว พ่อขอฝากทุกอย่างทั้งหมดนี้ไว้กับลูกและวาลองโซล
และ อย่าไว้ใจใคร วังแห่งนี้มีแต่กาขาว พ่อขอให้ลูกของพ่อนึกถึงประชาชนเป็นสำคัญ
อย่าได้สงสัยในความรักของพ่อ พ่อรักลูกมาตลอด ไม่เคยไม่รัก แต่พ่อเลือกประชาชน
อภัยให้พ่อคนนี้ด้วยนะลูกรัก"
"และ ฝากบอกแม่ของลูกด้วยว่า พ่อรักเขามาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ฝากสลามและคำขอโทษของพ่อไปถึงแม่ของลูกด้วย"
ก่อนจะรั้งวาลองโซลเข้ามาใกล้ กระซิบบางอย่างสั้น ๆ ข้าง ๆ หูของวาลองโซล
ถ้อยคำที่แสนเบาหวิวที่มีเพียงวาลองโซลเท่านั้นที่ได้ยินอย่างชัดเจน เขาพยักหน้าพร้อมกับตอบรับ
"ครับ ผมขอสัญญาด้วยชีวิตนี้ของตัวเอง"
"ขอบใจ ขอบใจนะ" แววตาของประมุขผู้ปกครองประเทศทอประกายขณะมองลูกสาวและลูกเขย
ก่อนจะกล่าวคำปฏิญาณตนต่อพระเจ้า แล้วสัญญาณชีพของกษัตริย์อุบัยดะห์ก็มอดดับลง
ราชินีที่เคียงคู่บัลลังก์แห่งนี้กรีดร้อง สร้างความตื่นตกใจแก่ผู้คนทั้งหมด
ราวกับนั่นเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า กษัตริย์อุบัยดะห์ได้เสียชีวิตลงแล้ว
พิธีฝังศพถูกจัดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง โดยวาลองโซลคือ ผู้รับหน้าที่อาบน้ำศพแต่เพียงผู้เดียว
ตามคำสั่งเสียของกษัตริย์อุบัยดะห์
ลาเวนเดอร์ยืนมองร่างของบิดาที่เพิ่งได้พบหน้ากันเพียงไม่นาน เพิ่งได้กอดกันกำลังถูกส่งไปยัง
หลุมฝังศพราวกับหัวใจข้างในแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
เธอเฝ้ารอวันเวลาที่จะได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว แต่ตอนนี้ มันไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว
พ่อได้จากเธอไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว ส่วนแม่ก็ยังไม่ยอมรับเธอเป็นลูก
ตอนนี้ น้ำตาของเธอไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ใด มันจึงไม่ไหลออกมาแม้สักหยดเดียว
มองภาพวาลองโซลจัดการส่งร่างบิดาลงสู่หลุมศพอันเย็นยะเยือกนั่น
แล้วมองภาพร่างบิดาโดนฝังกลบโดยปราศจากน้ำตา รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็ง
น้ำตาของเธอก็คงถูกแช่แข็งเอาไว้เหมือนกัน
แต่พอมีมือหนึ่งวางลงบนบ่า อยู่ ๆ น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาราวกับทำนบแตก
เหมือนมีกระแสอบอุ่นแพร่กระจายภายในแล้วละลายความแข็งยะเยือกให้พังทลายลง
จึงค่อย ๆ ซบหน้ากับอกนั่นที่แผ่ความอบอุ่นออกมา
"ต่อจากนี้ จะไม่เจอพ่ออีกแล้ว" เสียงสะอื้นดังแผ่วเบา สองแขนยกขึ้นโอบกอดเขาไว้
ราวกับต้องการที่ยึดเกาะเอาไว้
"ฉันลืม ลืมบอกรักพ่อ ทั้งที่ฉันรักเขามาตลอด ไม่เคยเกลียดเขาเลย ฉันเฝ้ารอเวลาที่จะพูดมันออกไป
เก็บคำว่ารักมาตลอด เชื่อว่าจะต้องได้พูดมันออกไปให้พ่อได้ยินแน่นอนในสักวัน
แต่ฉันก็ลืมบอกพ่อ แล้วพ่อก็ไม่ได้อยู่ฟังฉันพูดคำคำนี้อีกแล้ว ไม่ทันแล้ว ฉันเสียใจค่ะ"
วาลองโซลกระชับอ้อมกอดแล้วลูบหลังเธอ ลูบหัวนั่นเป็นการปลอบประโลม
เขารับรู้ถึงความเสียใจของเธอ และไม่มีคำพูดใดที่จะสามารถ
ปลอบใจหัวใจที่แตกสลายนี้ได้ในตอนนี้แม้จนคำเดียว
เมื่อได้ซบอกร้องไห้กับสามีหมาด ๆ แล้ว ลาเวนเดอร์ก็เดินเข้าไปใกล้หลุมศพบิดา
ทรุดเข่าลงข้าง ๆ หลุมศพ วางมือลงบนดินแล้วลูบวนไปมาอย่างอาลัยอาวรณ์
ดวงตาที่แดงช้ำทอดสายตามองไปยังป้ายหลุมศพที่เขียนชื่อพ่อเอาไว้อย่างสวยงาม
"ลารักพ่อค่ะ พ่อได้ยินใช่มั้ยคะว่า ลารักพ่อ พ่อคือ ผู้ชายคนแรกที่ลารัก
รักตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าพ่อคือ ใคร ด้วยซ้ำ รักตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าพ่อ ลาไม่เสียใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ
แต่เสียใจ เสียใจที่ไม่ทันได้บอกว่า รักพ่อมากแค่ไหน ตอนที่พ่อยังหายใจอยู่"
"โลกนี้เราสองพ่อลูกมีเวลาได้อยู่ด้วยกันน้อยมาก ขอให้โลกหน้า เราได้อยู่ด้วยกันตลอดไปนะคะพ่อ
ขอให้เราได้อยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ในสวรรค์ของอัลลอฮ์ อามีน"
ลาเวนเดอร์ละสายตาจากป้ายชื่อพ่อ แล้วหันไปมองยังรอบ ๆ ตัว ซึ่งเป็นสุสานของบรรพชน
โดยไม่ไกลนักจากหลุมฝังศพของพ่อ เป็นหลุมศพที่ป้ายชื่อเป็นชื่อของอดีตองค์รัชทายาท
ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบิดาของสามีของเธอ ถัดไปก็เป็นป้ายชื่อของชายาขององค์รัชทายาท
ซึ่งเป็นมารดาของสามีของเธอ เธอเองก็เพิ่งจะได้รับรู้ประวัติเกี่ยวกับเขาจากปากของบิดาตนเอง
ตอนสถาปนาเขาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เขาเองก็ดูจะไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อหน้าแม่แท้ ๆ
มาดามมารีอานน์เอาเขาไปอยู่ในความดูแลได้อย่างไรกันน่ะหรือ ช่างน่าคิดนัก
ลาเวนเดอร์มองไปรอบ ๆ กาย ที่บัดนี้ ทุกคนออกไปจากสถานที่แห่งนี้กันหมดแล้ว
มีเพียงเธอกับวาลองโซลที่เป็นคนเป็น ๆ อยู่ ณ ที่แห่งนี้
ครอบครัวอบอุ่น ครอบครัวแสนสุข มันไม่เคยมี และมันก็ได้ปลิวว่อนไปจากชีวิตเธอแล้ว
ลาเวนเดอร์หันไปทางวาลองโซลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กายเธอไม่ปลีกห่างไปไหน
บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"พ่อจะต้องได้รับความยุติธรรมค่ะ พวกเขาจะต้องชดใช้ต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ
เพราะฉันไม่ให้อภัย พวกเขาไม่สมควรได้รับการให้อภัย!"
"คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือลาเวนเดอร์?" หญิงสาวเม้มปากราวกับเย้ยหยันอะไรหรือใคร
"มันคือ เหตุผลที่ฉันมาที่นี่ คือ เหตุผลที่ฉันยืนอยู่ตรงจุดนี้ค่ะ และฉันไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น"
วาลองโซลมองแววตาที่คมกริบนั้นของลาเวนเดอร์แล้วได้แต่อึ้ง เขาอาจมองเธอพลาดไปบางจุด
และมันคงเป็นจุดสำคัญเสียด้วย
"คุณหมอไม่เห็นหรือคะว่า แค่พ่อหมดลมหายใจ ก็ราวกับว่า หมดสิ้นอำนาจบารมีลงไปด้วย
คนที่หน้าไหว้หลังหลอกก็ค่อย ๆ เผยธาตุแท้ออกมา กาขาวสินะ วังกาขาวนี่เอง"
"กาขาว?" วาลองโซลยกคิ้วถาม
"กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ จริงคือหลอก หลอกคือจริง
หน้าเนื้อใจเสือ หลอกให้คนหลงเชื่อว่า ตนเองใจบุญ แสร้งหลอกผู้อื่นให้เข้าใจว่าตนเป็นคนดี
วางมาดเป็นคนดี แต่ใจอิจฉาริษยาจองเวร เห็นใครดีกว่าเก่งกว่าเหนือกว่าไม่ได้
เปรียบไปก็เหมือนกาสีดำแต่ชุบขนให้เป็นสีขาว เพื่อปกปิดสีดำของตัว" น้ำเสียงเย้ยหยันที่ดังออกมา
ส่งผลให้คนฟังถึงกับดวงตาไหววูบ
"พรุ่งนี้ คุณก็จะถูกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ ส่วนฉันก็จะกลายเป็นราชินี
และนี่คือ สิ่งสุดท้ายที่พ่อวางแผนจนลุล่วง ฉันเองก็จะสานต่อมันจากพ่อ
ฉันจะถลกหนังพวกกาขาวเหล่านี้ออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ ขจัดพวกกาฝากออกไปจากแผ่นดินนี้
ให้ราบคาบ" แววตาที่แน่วแน่เช่นนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอเปิดเผยมันออกมาต่อหน้าเขา
เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เขาเห็นมันชัดเจนแล้ว
"ฉันไม่รู้นะคะว่า คุณหมอมาที่นี่ทำไมกันแน่ แต่เราก็คงหนีกันไม่พ้นแล้วจริง ๆ
ขอโทษนะคะที่ไม่จริงใจมาตั้งแต่ต้น ที่ผ่านมา คือ การแสดง ฉันไม่ได้รักคุณหมอ
และไม่คิดว่าจะรักด้วยค่ะ" พูดจบลาเวนเดอร์ก็หยิบแว่นกันแดดออกมาสวมใส่ ก่อนจะเดินด้วยท่วงท่า
สง่างาม ก้าวจากไปด้วยใบหน้าเรียบตึงภายใต้ผ้าบาง ๆ ที่ปกปิดไว้อย่างมิดชิด ทว่า เสียงของเขา
ทำให้ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำถึงกับหยุดชะงัก
"นี่คือ บทบาทใหม่ของคุณใช่มั้ย แต่ผมขอแนะนำให้คุณกลับไปเรียนการแสดงเพิ่มอีกหน่อย
เพราะว่า มันดูไม่เนียนเลยสักนิด คิดจะตบตาผม คุณควรรู้จักผมให้มากกว่านี้"
ลาเวนเดอร์หันไปข้างหลัง มองเขาผ่านแว่นกันแดด แล้วยิ้มเพียงนิด ยิ้มที่ไม่มีใครมองเห็นมัน
ก่อนจะพูดว่า
"เราไม่รู้จักกัน ฉันไม่รู้จักคุณ คุณไม่รู้จักฉัน เราสมรสกันทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน
เราล้วนเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน" ก่อนจะเน้นย้ำกับอีกฝ่ายว่า
"และฉันจะจัดการโดยไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นน้องสาวของพ่อคุณก็ตาม
และต่อให้เป็นคุณ ฉันก็จะไม่ถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว พ่ออาจจะไว้ใจคุณ แต่ไม่ใช่ฉัน"
"แต่คุณบินคนเดียวไม่ได้หรอกนะ" เสียงเขาทัดทาน
"ฉันไม่กลัวหนาวเหน็บ ไม่กลัวที่สูง ไม่กลัวที่จะต้องบินเดี่ยว ไม่กลัวสิ่งกีดขวาง ไม่กลัวความมืด
จะไปก็ต้องบินให้สูง สูงพอที่จะไม่มีใครบินขึ้นไปถึง"
"แต่คุณกลัวผีไม่ใช่รึไง?" เขาเย้ยหยันเธอสินะ ลาเวนเดอร์หัวเราะออกมา
"เมื่อก่อนอาจใช่ แต่ตอนนี้ไม่!" ก่อนจะเน้นยำหนักแน่นว่า
"คุณเองก็ไม่ได้จริงใจกับฉันมาตั้งแต่ต้นไม่ใช่รึไง กำเนิดที่ไม่ชัดเจน ตัวตนที่แสนคลุมเครือ
นิสัยที่ยากจะเข้าถึงได้ การกระทำที่ย้อนแย้ง ทั้งหมดที่ฉันเห็นจากคุณ มีอะไรที่จริงบ้าง?"
แม้แต่สายตาของเขาที่จดจ้องมองมายังเธอ เธอก็ยังแปลมันไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
"เคยได้ยินมั้ย ที่เขาว่า โดนงูกัดหนึ่งครั้ง กลัวเชือกไปสิบปีน่ะ"
"หมายความว่าไง?" เขาคาดคั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ทำดีกับฉัน ทำมาใส่ใจฉัน ทำเป็นห่วงใยฉัน ช่วยเหลือฉัน แล้วสุดท้าย ก็ผลักฉันลงสู่ก้นเหวอันมืดมิด
โอบกอดฉัน ร้อยรัดฉัน เหมือนว่ารักฉัน แต่กลับฉกฉัน ทิ้งพิษร้ายเอาไว้ในกายฉัน ไม่ใช่คุณรึไง?"
"ผมไปทำคุณตอนไหน?"
"ทุกตอนเลย เพราะคุณมันเลือดเย็น ตอนเด็กก็เป็นคุณนั่นแหละที่ส่งฉันไปให้พวกเลวนั่นทารุณ
พอตอนนี้ก็หลอกล่อให้ฉันมายังวังรอวันโดนคนที่นี่สังหาร คุณคงอยากหาทางกำจัดสายเลือดของพ่อฉัน
มาตลอดเลยสินะ" แววตาคนฟังไหววูบก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจเดิม
"ในเมื่อคุณรู้จักพ่อของฉันดี ทำไมคุณจะไม่รู้ว่าฉันเป็นสายเลือดของใคร
ในเมื่อดวงตาของฉันมันฟ้อง ดวงตาของฉันกับดวงตาของพ่อ เหมือนกันซะขนาดนี้ คุณจะบอกว่า
คุณไม่รู้ว่าฉันเป็นลูกของพ่อได้ยังไง?"
"ถ้าผมจะฆ่าคุณ ทำไมผมต้องรอมาจนถึงตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมมีโอกาสจะฆ่าคุณได้ทุกเมื่อด้วยซ้ำ คิดสิคิด"
"เพราะฉันเป็นสะพานให้คุณได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดที่ควรเป็นของพ่อคุณน่ะสิ หรือว่าไม่ใช่?"
"งี่เง่า" เขาต่อว่าเธอเสียงเข้ม แววตาฉายแววดุดัน
"ใช่ ผมรู้ว่าคุณเป็นลูกสาวของกษัตริย์อุบัยดะห์มาตลอด แล้วยังไง? ผมต้องเป็นผู้ร้ายรึไง?"
"ก็ถ้าไม่ใช่คุณ แล้วใครกันเล่า?"
"ก็แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยเล่า?" ลาเวนเดอร์ก้าวฉับ ๆ ไปยังร่างสูงใหญ่ ก่อนจะผลักอกเขา
ทว่า กลับไม่ส่งผลให้เขาผงะเลยแม้แต่น้อย ยังคงยืนปักหลั่นท่าเดิม
"อย่ามาใช้สายตาแบบนี้มองฉันนะ!" ลาเวนเดอร์เกลียดสายตาที่เขามองมาเหมือนเธอเป็นคนโง่ดักดาน
แบบนี้ยิ่งนัก จนอยากจะควักลูกตาคู่นั้นออกมาขยำให้แหลกคามือ
"พ่อคุณฝากฝังให้ผมดูแลคุณ แล้วดูคุณในตอนนี้สิ ทำเป็นปีกกล้าขาแข็ง อยากบินเดี่ยว
อยากจัดการคนนั้นคนนี้ คุณสามารถทำมันได้อย่างที่คุณคิดจริง ๆ หรือ?
ขนาดควบคุมสติตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะได้ เอาตัวเองก็ยังจะไม่รอด ตื่นสักที เลิกเพ้อเจ้อสักที"
คำพูดที่รุนแรงก็ไม่สู้สีหน้าแววตาของเขาที่ใช้มองเธอในขณะนี้
"ฉันบอกว่าอย่าใช้สายตาแบบนี้มองฉันไงเล่า!" เหมือนความอดทนจะขาดผึง ลาเวนเดอร์ยกมือ
ขึ้นหมายจะจิ้มตาคู่นั้นของเขา ทว่า อีกฝ่ายว่องไวกว่า จึงคว้าสองมือของเธอเอาไว้ได้ทัน
แล้วรั้งร่างอ้อนแอ้นนั่นเข้าสู่อ้อมกอดทันที
"ปล่อยฉันนะ" หญิงสาวดิ้นหนีให้พ้นจากกรงแขนของเขา ทว่า ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น
สุดท้ายร่างก็ถูกยกขึ้นพาดบ่า แล้วเขาก็ก้าวอาด ๆ โดยไม่สนใจเสียงต่อต้านจากเธอ
พอมาถึงห้องหอ วาลองโซลก็วางเธอลงบนเตียง ก่อนจะเดินไปหาผ้ามามัดตรึงเธอไว้กับเตียง
และมัดปากเธอไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา
"ผมจะบอกคุณให้นะว่า ถ้าคุณไม่เชื่อฟังผม ผมก็จะขังคุณไว้ในห้องหอแห่งนี้ไปตลอด
ถ้าคุณอยากจะท้าทาย ก็เชิญ ผมมีอีกหลายวิธีที่จะจัดการกับคนอย่างคุณ" ก่อนจะยิ้มตรงมุมปาก
ด้วยแววตายั่วยุเมื่อเอ่ยว่า
"คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ผมไม่อยากโดนคุณปลุกปล้ำและลวนลาม คอยตอดนิดตอดหน่อยอย่างที่ผ่านมา
ผมไม่อยากเสียบริสุทธิ์ให้กับแม่เสือสาวอย่างคุณง่าย ๆ หรอกนะ
ดังนั้น ก็ขังตัวอยู่ในนี้ซะ ผมจะให้ซันนีมาอยู่เป็นเพื่อน"
พูดจบเขาก็ใช้มือเชยคางของเธอขึ้น ก่อนจะก้มลงมาชิดริมฝีปากของเธอ
"แค่ผ้าคงมัดคุณไว้ไม่อยู่ อีกเดี๋ยวผมจะมาเปลี่ยนเป็นโซ่ตรวนให้คุณนะ
เพราะยังไง ๆ ผมก็ไม่ชอบเป็นฝ่ายรับ อยากเป็นฝ่ายรุก ฝ่ายเปิดก่อนมากกว่า
แต่วันนี้คุณทำลายอารมณ์วาบหวามของผมไปจนหมดแล้ว คุณคงต้องอดทนไปอีกสักพัก"
คนที่โดนปิดปากไว้ถึงกับกัดฟันกรอด ใช้สายตาพิฆาตมองเขาราวกับจะเผาให้เป็นจุณ
และยิ่งแค้นใจเมื่อเขาเอียงคอหอมแก้มเธอทั้งสองข้างหนัก ๆ เน้น ๆ
ไม่วายหัวเราะใส่เธออีก อ๊ายยยยยย
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ก็ยังหอมดีอยู่นะ แต่ผมไม่ชอบให้คุณแต่งหน้าโปะแป้งหนาขนาดนี้ ผมชอบหน้าสด ๆ ใส ๆ
ไร้การปรุงแต่ง แบบนี้มันดูสวยแบบปลอม ๆ อีกอย่างแก้มนุ่ม ๆ แบบนี้ควรจะหอมกว่านี้ถึงจะของจริง เฮอะ"
ลาเวนเดอร์อยากกรี๊ดใส่หูเขา เอาให้ขี้หูเต้นระบำจนประสาทหูฉีกขาดไปเลย
แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากดิ้นขลุกขลักอยู่บนเตียง เพราะทั้งมือและเท้าถูกพันธนาการเอาไว้
ไหนจะปากที่ถูกปิดกั้นไม่ให้ส่งเสียงใด ๆ ออกไปได้อีก
อย่าให้เธอหลุดรอดไปได้นะ เธอจะขย่ำเขาก่อนใครทั้งหมดเลย
เขาไปแล้ว แต่ทิ้งลูกไฟเอาไว้กับเธอ
เมื่อซันนีกลับเข้ามาพร้อมโซ่ตรวน ลาเวนเดอร์ก็มองซันนีด้วยแววตาเว้าวอน
"อย่ามาอ้อนซันนีเลยค่ะ คนที่คุณต้องอ้อนน่ะคือ คุณหมอ อุ๊ย ไม่ใช่สิ ตอนนี้คุณหมอ
เป็นพระสวามีขององค์หญิงไปแล้ว" ลาเวนเดอร์ได้ฟังแล้วงึด ๆ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง
เจ้านายเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น สิน่า
"คนน่ารักมักใจร้ายแบบนี้แหละค่ะ ทำใจเถอะค่ะ" ซันนีไม่วายอดแซวคนตรงหน้าไม่ได้
ใช่ว่าเธออยากจะกักขังสาวงามผู้นี้ซะเมื่อไหร่ แต่เพราะเคยเห็นสภาพสาวงามตอนกลายร่าง
เป็นนางเสือสาวพราวเสน่ห์วาดลวดลายยั่วยวนมาแล้วนี่แหละ
คงจะปล่อยให้ออกไปเพ่นพ่านในวังไม่ได้อย่างแน่นอน ผู้คนจะได้แตกตื่นกันหมดน่ะสิ
"ตราบใดที่คุณหมอยังหาหนทางรักษาอาการนางเสือสาวจอมยั่วไม่ได้ คุณก็คงต้องถูกล่าม
ด้วยโซ่ตรวนแบบนี้ เราไม่มีทางให้คุณออกไปทำให้ตัวเองเสื่อมเสียได้หรอกค่ะองค์หญิง"
ลาเวนเดอร์หันหน้าหนีซันนี ด้วยดวงตาแดงก่ำ อยากร้องไห้ ระบายความอัดอั้นต่าง ๆ ออกมา
แต่น้ำตากลับไม่ยอมไหลออกมา
สักพักเขาก็ย้อนกลับมาในชุดใหม่ เป็นชุดลำลอง สวมใส่สบาย พร้อมด้วยถาดอาหาร
มาวางไว้ตรงโต๊ะใกล้กับหัวเตียง กลิ่นหอมของมันส่งกลิ่นอบอวล ส่งผลให้ท้องของเธอร้องประท้วง
อย่างไม่ไว้หน้าเธอเลยสักนิด วาลองโซลถึงกับกระตุกยิ้มที่มุมปากเมื่อได้ยินเสียงท้องร้องจากเชลย
คนสำคัญ
"จะให้ผมป้อนหรือให้ซันนีป้อนดีละ?" เขาถามด้วยแววตายียวนจนลาเวนเดอร์เมินหน้าหนีทันที
"ฮึ งั้นคงต้องตกเป็นภาระคุณแล้วละซันนี ผมคงไม่เป็นที่พึงพอพระทัยขององค์หญิงเขาน่ะ" ไม่พูดเปล่า
เขาได้เอื้อมมือไปแกะผ้าที่ปิดปากหญิงสาวให้อย่างเบามือ และทันทีที่ปากเป็นอิสระ ลาเวนเดอร์ก็กัดหมับ
เข้าตรงหลังมือของเขาทันที กัดไม่ยอมปล่อยซะด้วย
"โอ๊ย ๆ ๆ นี่คุณเป็นหมาหรือแมวเนี่ย?" ชายหนุ่มพยายามสลัดมือให้หลุดจากฟันและเขี้ยวคมนั่น
ด้วยการบีบจมูกของหญิงสาว เมื่อหายใจไม่ได้ ลาเวนเดอร์จึงยอมอ้าปาก
ชายหนุ่มจ้องมองรอยฟันเรียงบนหลังมือตนพลางส่ายหน้า ช้อนตามองเจ้าของฟัน ในขณะที่ซันนี
ยืนแอบหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ย่องออกไปจากห้อง ปล่อยให้สองสามีภรรยาเคลียร์กันเอาเอง
"ใครใช้ให้คุณล่ามโซ่ฉันแบบนี้เล่า แค่นี้ยังน้อยไป อย่าให้ฉันหลุดออกไปได้ก็แล้วกัน" หญิงสาวเม้มปาก
คาดโทษอีกฝ่ายด้วยแววตาคมกริบ
"ทำไม? หลุดออกมาปุ๊บ ก็กะจะขย่ำผมให้ตกเป็นของคุณรึไง?" หญิงสาวได้ฟังถึงกับตาถลนใส่อีกฝ่าย
"อย่าหวังไปเลย ผมไม่เสียท่าคุณง่าย ๆ หรอก ฮึ ๆ ๆ"
"อ๊ายยยย คนบ้า" ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ซาลาเปาขาว ๆ ก็ถูกยัดเข้าปากลาเวนเดอร์ ปิดกั้นเสียงต่าง ๆ
ไม่ให้รบกวนเบื้องหูของเขา แล้วเขาก็หัวเราะในลำคออย่างสุขสำราญใจ
"กินซะ ไม่งั้นก็ไม่มีให้กินแล้วนะ เพราะผมไม่ไหวจะเข้าครัวแล้ว ตอนนี้หมดแรงจนอยากจะเข้านอน"
เสียงอู้อี้ดังออกมา ก่อนจะพ่นซาลาเปาทั้งลูก แล้วพูดโวยวายลั่น
"ฉันไม่กิน"
"ไม่เอาน่า ตั้งแต่กินเค้กผมไปคุณก็ยังไม่กินอะไรอีกเลยนี่ แม้แต่น้ำสักหยด
ผมได้ยินนะเสียงท้องของคุณร้องลั่นซะขนาดนั้น" ไม่พูดเปล่า เขายกแก้วน้ำจ่อปากเธอ
พลางกำชับว่า
"ถ้าคิดจะพ่นน้ำใส่ผม ผมจะจับคุณจูบจนสำลักน้ำหน้าดำหน้าแดงเลย จะลองมั้ย?"
อย่างกับรู้เท่าทันความคิด มันน่าเจ็บใจนัก ลาเวนเดอร์เลยดื่มน้ำที่เขาป้อนให้อย่างใจเย็น
เธอต้องอดทนจนกว่าจะได้รับอิสระ
"ใครกลัวละ?"
"แบบนี้เรียกว่า เชื้อเชิญได้มั้ย?" ลาเวนเดอร์เลิกไหล่ แบะปากเชิดหน้าใส่เขา
"ใครสน"
"ผมก็ไม่สน ไม่มีอารมณ์ด้วย อย่ามายั่วเลย ผมไม่ติดกับคุณง่าย ๆ หรอกนะ" ลาเวนเดอร์กัดฟัน
ก่อนจะข่มใจ กินอาหารที่เขาป้อนเข้าปากให้คำแล้วคำเล่า เมื่อเริ่มอิ่ม แววตาของหญิงสาว
ก็เป็นประกาย นี่สินะที่เขาบอกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง พอท้องอิ่ม สมองก็แล่นทันที
"คุณดูให้หน่อย ไม่รู้มดหรืออะไรไต่มาที่หลังหูของฉัน" วาลองโซลกระตุกยิ้มนิดนึงขณะจัดการ
วางถ้วยชามและแก้วน้ำลงบนถาดให้เรียบร้อย ทำให้ลาเวนเดอร์อดหมั่นไส้ให้กับนิสัยเป๊ะจนเกินเบอร์
ของเขาไม่ได้ จะทำอะไรแต่ละอย่างต้องเป๊ะ ต้องไม่มีอะไรผิดพลาด
"จริง ๆ นะ มันคันยุกยิก ๆ มาก ๆ เลย" ชายหนุ่มมองนักแสดงมือสมัครเล่นแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ
และไวเท่าความคิด ใบหูของเขาเกือบโดนฟันของแม่ตัวแสบงับเข้าให้
และเพราะรู้ทันเขาจึงหลบหลีกด้วยการหันไปฉกริมฝีปากนั้น ใช้มือรั้งท้ายทอยของเธอ
แล้วล็อกคอเธอเอาไว้มั่น ก่อนจะบรรจงจุมพิตได้อย่างถนัดถนี่เสียเพลิดเพลิน
แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามหลบหลีกสักแค่ไหน ก็จนทุกมุมทุกตา
แม้กระทั่งตอนเขาใช้ลิ้นหยอกล้อฟันคม ๆ ของเธอ เธอก็พยายามจะกัดลิ้นเขาให้ได้
พอพลาดจากลิ้นเขาก็หมายจะกัดริมฝีปากเขา แต่ก็ไม่สามารถทำได้เมื่อเขาแนบริมฝีปากแนบแน่น
ปิดทุกช่องทางไม่ให้ถูกแทรกได้แม้แต่ลม จนสุดท้ายพอเริ่มหายใจไม่ทันก็ได้แต่ร้องอู้อี้ในลำคอ
เป็นการประท้วง พอเขาถอนจูบออกมา ก็เห็นสาวเจ้าหน้าแดงก่ำ สำลักลมหายใจ หอบแฮ่ก ๆ
"ฮึ ๆ ๆ คิดจะต่อกรกับผม คุณคงต้องฝึกฝนอะไร ๆ อีกเยอะมากนะองค์หญิงแสนสวย" ไม่พูดเปล่า
เขาเอาปลายนิ้วมาไล้ตรงริมฝีปากเธอที่บวมช้ำแดงจัด ก่อนจะค่อย ๆ ไล้ไปตามแนวสันกราม
แววตาของเขาลึกดั่งมหาสมุทรยากจะหยั่งถึงถึงความรู้สึกนึกคิด
"คุณมัน..."
"ชู่ว" เขาใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเธอพร้อมส่ายหน้าเบา ๆ
"คุณเลือกเอาว่าจะให้ผมปิดปากคุณด้วยอะไรดี ระหว่างปากผม กับ ผ้า" ลาเวนเดอร์หยุดขยับปาก
แล้วเบือนหน้าหนีเขา เม้มปากแน่น กัดริมฝีปากตัวเอง
"หยุดกัดมันเดี๋ยวนี้" เขาห้ามปรามเสียงดุ
"เรื่องของฉัน นี่ก็ปากฉัน ฉันจะทำอะไรกับมันก็ได้ ปากคุณเองก็ระวังเอาไว้เถอะ" เสียงข่มขู่นั่นหาได้
ทำให้คนถูกขู่รู้สึกขนลุกได้แม้แต่เส้นเดียว ทั้งยังหัวเราะในลำคอด้วยความถูกอกถูกใจอีก
"ถ้าคุณไม่หยุด ผมจะทำให้ปากคุณบวมกว่านี้ ช้ำกว่านี้ จะลองดูมั้ย?" เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ขู่
เพราะเขาค่อย ๆ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง
"พอแล้ว ฉันยอมแล้ว คุณจะไปนอนแล้วไม่ใช่รึไง? ก็ไปสิ ไปเลย" หญิงสาวออกปากไล่ด้วยแววตากรุ่นโกรธ
มือใหญ่จึงจับคางของเธอให้หันมามองเขา สบตากับเขา ก่อนจะวาดสายตามองไปทั่วทั้งใบหน้าของเธอ
จนเธอรู้สึกร้อนผ่าวไปตามสายตาของเขา จนสายตานั่นมาหยุดที่ริมฝีปากเธอ
แล้วเขาก็ก้มลงจุมพิตริมฝีปากเธออีกครั้ง แผ่วเบา ละมุน และเนิ่นนาน หยอกล้อกับริมฝีปากบนของเธอ
สลับกับริมฝีปากล่าง มือข้างนึงของเขาล็อกท้ายทอยเธอเอาไว้ อีกข้างซุกซนไปตามแผ่นหลังของเธอ
ด้วยการลูบไล้วนไปมา เมื่อเขาผละจากริมฝีปากแล้วย้ายไปซุกไซ้ตามซอกคอขาวหอมกรุ่น
ปากที่เป็นอิสระก็ร้องครางออกมา
"ฉันร้อน ร้อนเหลือเกิน ร้อนค่ะคุณหมอ ช่วยฉันด้วย"
...........................โปรดติดตามตอนต่อไป.....................................
มาแล้วนะคะ อิอิ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 พ.ย. 2567, 20:52:17 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 พ.ย. 2567, 20:52:17 น.
จำนวนการเข้าชม : 108
<< บทที่ 18 สถาปนา | บทที่ 20 คนของความทรงจำ >> |