ฝันรักสุดหัวใจ
เขา..เจ้าพ่อผู้เย็นชา อดีตคู่หมั้นของพี่สะใภ้คนสวย ศัตรูตัวร้ายของครอบครัว
เธอเกลียดเขา แม่เธอเกลียดเขา พี่ชายเธอเกลียดเขา
แม้แต่หมาของเธอยังเกลียดเขาเลย!
สามปีก่อน เธอกับเขาเคยมีเรื่องกันนิดหน่อย และเธอก็ได้สั่งสอนเขาให้หลาบจำไปแล้ว
เส้นทางชีวิตของเธอและเขาคงไม่มีวันบรรจบกันได้อีก ถ้าเขาไม่เที่ยวไปป่าวประกาศให้ใครต่อใคร-รวมถึงพี่ชายและแม่เธอด้วย-ว่าเป็นพ่อของลูกเธอ
อี๋! ไอ้ผู้ชายบ้า
เธอเกลียดเขา แม่เธอเกลียดเขา พี่ชายเธอเกลียดเขา
แม้แต่หมาของเธอยังเกลียดเขาเลย!
สามปีก่อน เธอกับเขาเคยมีเรื่องกันนิดหน่อย และเธอก็ได้สั่งสอนเขาให้หลาบจำไปแล้ว
เส้นทางชีวิตของเธอและเขาคงไม่มีวันบรรจบกันได้อีก ถ้าเขาไม่เที่ยวไปป่าวประกาศให้ใครต่อใคร-รวมถึงพี่ชายและแม่เธอด้วย-ว่าเป็นพ่อของลูกเธอ
อี๋! ไอ้ผู้ชายบ้า
Tags: น้องแพร พี่ตั้ม
ตอน: ตอนที่2: มารูจักครอบครัวแมวกันเถอะ
-สอง-
พัดแพรยังคงยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีในตอนที่ขับรถกลับมาถึงคอนโด ตอนแรก แม่ ไอ้พี่พจน์ พี่นนท์ น้องภัทร น้องภูมิ เจ๊มี่ เฮียเมธ เฮียวิทย์ เตี่ย ม่าม๊า เพื่อนหลายคน รุ่นพี่กับรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย เทรน์เนอร์มวยไทยของเธอ อาจารย์และ-เฮ้อ เอาเป็นว่าทุกคนที่เธอรู้จักเลยก็แล้วกัน - ต่างทำหน้าตกอกตกใจและค้านหัวชนฝาเมื่อเธอบอกว่าจะย้ายออกมาอยู่คนเดียว เธอต้องชี้แจงเหตุผลจนปากเปียกปากแฉะกับทุกๆคนว่า คนที่เป็นลูกแหง่อยู่บ้านกับแม่นั้นคือพวกเด็กน้อยไร้เดียงสานักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่ใช่บัณฑิตจบใหม่ว่าที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลขนาดสามารถสั่นคลอนตลาดหุ้นได้ พี่ชายเธอฟังแล้วอ้าปากค้าง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังอย่างดูถูก แต่เมื่อเห็นว่าเธอมุ่งมั่นไม่ยอมเปลี่ยนใจแน่ - อ้อ หลังจากโดนเธอจระเข้ฟาดหางจนต้องหุบปากหยุดหัวเราะไปแล้วน่ะนะ - อย่างน้อยพี่เธอก็ยังอุตส่าห์ช่วยพูดกับแม่ให้อีกแรง
“ยัยแพรอยากไปอยู่คอนโดก็ปล่อยไปเถอะครับ” ไอ้พี่พจน์บอกแม่
“โธ่พจน์” แม่ไม่เห็นด้วย “น้องเป็นผู้หญิงนะลูก ให้ไปอยู่คนเดียวอย่างนั้นได้ยังไง”
“คอนโดผมปลอดภัยดี มียามเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมยังอยู่ใกล้แค่นี้เองด้วย ถ้ายัยแพรอยากกลับบ้านเมื่อไหร่ก็กลับได้ตลอดนะครับ ไม่ใช่ว่าย้ายไปอยู่เมืองนอกซะหน่อย ให้ลองไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวบ้าง บางทียัยแพรอาจเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ได้นะครับ”
เหตุผลของพี่ชายเธอฟังดูดีมีสาระ จนในที่สุดแม่ก็ยอมให้เธอย้ายออกมาอยู่คอนโดจนได้ อันที่จริงเธอมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่เธอไม่ได้บอกใครด้วยคือ ทัศนคติของเธอกับแม่น่ะไปกันไม่ได้เลย ซึ่งเธอล่ะแสนจะรำค๊าญรำคาญ
ตอนที่เรียนจบและย้ายออกจากหอพักของมหาวิทยาลัยกลับมาอยู่บ้าน แค่เช้าวันแรก แม่ก็หวีดร้องแบบผู้ดีรับไม่ได้ เมื่อเห็นเป้ากับกระสอบทรายซึ่งเธอเอามาแขวนไว้ที่ระเบียงหน้าบ้านเพื่อใช้ซ้อมมวยไทย แล้วพอเธออธิบายว่ามวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัวชั้นสูง ที่ต้องฝึกซ้อมทุกวันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ในสภาพฟิตพร้อมสูงสุดเพื่อเตรียมขึ้นสังเวียน แม่ก็กรี๊ดอีกรอบ หาว่าเธอหยาบกระด้าง ไร้ความเป็นผู้ดี ไม่มีความเป็นกุลสตรีไทย โธ่เอ๋ย ฟังแล้วน่าหัวเราะเป็นบ้า!
แม่ไม่เข้าใจเลยว่าเธอเป็นคนแข็งแกร่งแบบสาวสมัยใหม่ จริงๆนะ เธอไม่เคยเห็นใครหน้าไหน แม้แต่ผู้ชายก็เหอะ จะสู้เธอได้สักคน - เฮ้อ ยกเว้นไอ้คู่หมั้นเวรตะไลของพี่นนท์ที่เคยจับตัวเธอไว้ได้ครั้งหนึ่ง แต่ช่างเถอะ นั่นมันผ่านมานานแล้ว ตอนนี้เธอเก่งตั้งขึ้นกว่าตอนนั้นเยอะ - แล้วอย่างนี้จะให้เธอละทิ้งพรสวรรค์ที่พระเจ้าอุตส่าห์ประทานให้ หันไปทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานแบบที่แม่ต้องการได้ยังไง ฉันทำไม่ด้ายยย!
แต่กระนั้นเธอก็ยังอุตส่าห์ยอมประณีประนอมให้แม่ครึ่งทาง ด้วยการเก็บเป้าและกระสอบทรายไว้ไม่ให้แม่เห็นอีก แต่อย่างที่บอก มวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัวขั้นสูงที่ต้องหมั่นฟิตซ้อมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ดังนั้น เช้าวันต่อมา เธอก็เลยไปซ้อมล่อเป้ายกขาเตะต้นกล้วยที่สวนหลังบ้านแทน แน่นอน แม่กรี๊ดแตกและเป็นลมไปเลยเมื่อมาเห็นซากต้นกล้วยที่หักพับเป็นท่อนๆล้มระเนระนาด เฮ้อ อะไรจะรับไม่ได้ขนาดนั้น!
อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เธอทำอย่างนี้ เมื่อก่อน ตอนอยู่ปีหนึ่งที่เธอเริ่มเล่นมวยไทยใหม่ๆ เธอเคยเตะต้นกล้วยล้มมาแล้วหลายครั้ง จนสุดท้าย สวนสวยสไตล์เมืองร้อนของบ้านเธอก็ไม่ได้มีต้นกล้วยพันธุ์แปลกๆ มาปลูกเลยอีกนาน แต่ไม่รู้เพราะอะไร จู่ๆ ปีก่อน แม่เธอเกิดนึกครื้มอกครื้มใจอะไรก็ไม่รู้ ให้คนมาจัดสวนหลังบ้านใหม่ ตกแต่งแบบไทยๆ เพิ่มต้นไม้ใบหญ้าเข้าไปซะร่มรื่นดูเก๋ไก๋ อ้อ รวมถึงต้นกล้วยด้วย ก็เลย หุหุ เข้าทางเธอพอดีเชียว
ขอสารภาพนะ จริงๆแล้วเธอไปซ้อมมวยที่มหาวิทยาลัยหรือฟิตเนสที่เธอเป็นสมาชิกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเตะต้นกล้วยแสนสวยที่น่าสงสารพวกนั้นหรอก เพียงแต่เธออยากแสดงให้แม่ดูเท่านั้นเองว่าเธอเก่งและมีพรสวรรค์มากขนาดไหน เผื่อแม่จะอยากเปลี่ยนใจมาส่งเสริมเธอบ้าง ขอโม้หน่อยเถอะ เวลาที่เธอเตะต้นกล้วยนะ โอ้โห เสียงจะดังป๊าบๆ เป็นจังหวะเท่าเทียมแรงดีไม่มีตก แต่ดูเหมือนวิธีนี้คงไม่ได้ผล เพราะแม่ก็ยังรับไม่ได้เหมือนเดิม แถมยังหาว่าเธอโหดร้ายอีกแน่ะ เฮ้อ เซ็งชะมัด!
ด้วยทัศนคติที่ไม่ตรงกันนี่เอง ถ้าเธอยังขืนอยู่ที่บ้านต่อไป มีหวังคุณนายแม่จะต้องเป็นบ้าตายเข้าสักวันแน่ ดังนั้น เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย แยกกันอยู่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด จริงมั้ย
แรกเริ่มเดิมทีความฝันสูงสุดของเธอคือการร่วมหุ้นเปิดค่ายมวยกับเพื่อนและรุ่นพี่ที่ชมรมมวยไทย แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะกลัวแม่รับไม่ได้นี่แหละ หลังจากนั้น เธอก็มาคิดๆดู ว่าจะเอาพรสวรรค์ไปใช้ประโยชน์ทางด้านไหนดี แล้วเธอก็ตระหนักได้ว่า นอกจากจะเก่งเรื่องศิลปะแม่ไม้มวยไทยแล้ว เธอยังมีความสามารถพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นกุลสตรีมากมายที่แม่พยายามปลุกฝังให้เธอไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็น เปียโน ไวโอลิน บัลเลต์ รำไทย หากบวกกับความฉลาดล้ำลึกที่เธอมี การเป็นสายลับของรัฐบาลก็น่าจะเหมาะที่สุด เธอชอบงานภาคสนาม ชอบความท้าทาย บางทีเธออาจจะแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ก่อการร้ายอะไรสักอย่าง ช่วยกอบกู้โลกจากระเบิดนิวเคลียร์หรืออาวุธชีวภาพ เป็นเบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้โลกสงบสุข โอ๊ยยยย โคตรจะเท่ห์เลย!
แล้วเธอก็มาคิดต่อไป สายลับของรัฐบาล แม้ว่าอาชีพนี้จะฟังดูดีมีค่าน่าสนใจ แต่ยังไงซะก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มข้าราชการอยู่ดี เรื่องของเรื่องคือ ใครๆก็บอกเธอว่า ข้าราชการไทยน่ะเงินเดือนน้อย ดังนั้น เธอจึงล้มเลิกความคิดอยากเป็นสายลับไปในเวลาอันรวดเร็ว ก็แหม เธอเป็นสาวยุคใหม่ผู้มีรสนิยมเป็นเลิศที่ชอบใช้สินค้าคุณภาพดีราคาสูง ได้เงินเดือนแค่จิ๊ดเดียวน่ะเหรอ อี๋ ไม่เอาหรอก!
เธอตั้งใจไว้แล้วว่าพอมีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเองเมื่อไหร่ เธอจะไม่ยอมรับเงินเดือนจากไอ้พี่พจน์อีกต่อไป รวมทั้งจะไม่ให้ไอ้พี่พจน์จ่ายค่าบัตรเครดิตให้ด้วย เธอจะเป็นสาวทำงานผู้ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเองไม่ต้องพึ่งพาใคร รวมทั้งบางทีสักวัน เธอหวังว่าจะสามารถเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ด้วย จริงๆนะ
เธอนึกไตร่ตรอง คิดแล้วคิดอีก ทั้งนั่งคิด นอนคิด ขนาดระหว่างวอร์มร่างกาย กระโดดเชือกกับซ้อมชกลมก็ยังคิด และแล้ว เธอก็ได้ข้อสรุปว่า การเป็นนักธุรกิจหญิงนี่แหละที่เหมาะกับเธอที่สุด มีคนบอกเธอว่าการแข่งขันในสนามการค้านั้นดุเดือด มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม ท้าทายไม่แพ้อาชีพไหนๆ คนที่จะประสบความสำเร็จเหนือคนอื่นได้จะต้องรอบจัด ฉลาดทันคนพลิกแพลงเก่งในหลายๆด้าน ซึ่งเธอมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มเปี่ยมยิ่งกว่าใครทั้งนั้น
อีกอย่าง พี่ชายของเธอก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังมากๆด้วยคนหนึ่งเหมือนกัน เธอจะยอมน้อยหน้าได้ยังไง
บางที บริษัทที่เธอเป็นเจ้าของอาจเติบโตไปไกลจนกระทั่งผลประกอบการสูงลิบแซงหน้าบริษัทของไอ้พี่พจน์ชนิดไม่ติดฝุ่นเลยก็ได้ แล้วนักข่าวก็จะมารุมสัมภาษณ์เธอมากมาย เธอจะเฉิดฉาย โด่งดังและมีชื่อเสียง ไม่ใช่แค่ดังระดับในเอเซียอย่างไอ้พี่พจน์นะ แต่เธอจะดังในระดับโลกเลย โฮะๆ
พัดแพรหัวเราะร่าเริง ก่อนจะรูดคีย์การ์ดและปลดรหัสของล็อคกุญแจแม่เหล็กไฟฟ้า ทันทีที่ประตูเปิดออก ริต้า เจ้าหมาลาบราดอร์สีน้ำตาลอ่อนก็กระโดดโลดเต้นวิ่งออกมาต้อนรับ
“ไง ริต้า” เธอเกาหูนิ่มๆของมันและหัวเราะเสียงดังยิ่งขึ้นเมื่อมันพยายามปีนป่ายตัวเธอขึ้นมาเลียหน้า เมื่อเธอเดินผ่านห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นเข้าไปในห้องนอน มันก็กระดิกหางดิ๊กๆเดินตามเธอต้อยๆ ริต้าเป็นหมาที่ฉลาดที่สุด น่ารักที่สุด ขี้อ้อนที่สุด เก่งที่สุด และโอ๊ยยย เธอรักมันที่สุดเลย
พัดแพรโยนกระเป๋าถือไว้บนเตียง ผ้าปูที่นอนลายดอกไม้น่ารักของเธอยับย่นรุงรังแบบที่แม่มาเห็นคงจะบอกว่าน่าเกลี๊ยดน่าเกลียด ไม่สมเป็นกุลสตรี แต่แหม เมื่อเช้าเธอต้องรีบตื่นแต่เช้าแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานนี่ จะเอาเวลาที่ไหนมาเก็บที่นอนล่ะ จริงมั้ย
จากนั้นเธอก็ถอดสูทตามด้วยเสื้อเชิ้ตเรียบกริบและกระโปรงแคบที่ใส่แล้วดูงามสง่าแบบผู้บริหารระดับสูงแต่อึดอัดเป็นบ้าออกจากตัว เหวี่ยงมันทิ้งที่พื้นอย่างไม่ใส่ใจ และเปิดตู้บิวท์อินในห้องแต่งตัวเพื่อคุ้ยหาเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเก่าๆในลิ้นชักมาใส่ เธอเป็นคนรักสวยรักงามและทนไม่ได้ที่จะดูดีน้อยกว่าคนอื่น แต่เวลาอยู่บ้านเธอชอบใส่อะไรที่สบายๆมากกว่า ระหว่างนั้นเธอก็แกะมวยผมเก๋ไก๋ที่รวบไว้อย่างเรียบตึงไปด้วย ปล่อยผมดำยาวสลวยราวกับม่านไหมเงางามลงมากระจายบนแผ่นหลัง พัดแพรเอามือสางผมลวกๆ กวาดตามองไปรอบๆ และยิ้มกว้างอย่างแช่มชื่น
แสงแดดสาดผ่าผ้าม่านเข้ามา แม้จะดูรกไปบ้างด้วยข้าวของที่เธอยังจัดไม่เข้าที่เรียบร้อย แต่ห้องเพนเฮาส์นี้ก็ยังดูสวยราวกับหลุดออกมาจากนิตยาสารเกี่ยวกับการแต่งบ้าน ที่นี่เคยเป็นที่อยู่เก่าของพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอ ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจย้ายไปปลูกบ้านอีกหลังซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านแม่เธอมากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่าเด็กๆเหมาะกับบ้านที่มีสวนกว้างๆเอาไว้วิ่งเล่นมากกว่าคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง คิดแล้วก็ขำ จากหนุ่มโสดรักสนุกอันดับหนึ่ง ใครจะไปคิดว่าไอ้พี่พจน์จะกลายเป็นแฟมิลี่แมนกะเค้าได้ ไม่อยากจะเชื่อเลย!
เธอฮำเพลงทรุดตัวนั่งบนโซฟา ริต้าครางหงุงหงิงและกระโดดขึ้นมานั่งข้างๆ เธอจุ๊บแก้มมันครั้งหนึ่งก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คอีเมล์ มีบริษัทที่เธอส่งใบสมัครออนไลน์ไปก่อนหน้านี้ยืนยันการนัดสัมภาษณ์เธออีกสามที่ และเธอก็มั่นใจมากว่าจะสามารถสร้างความประทับใจจนบริษัททั้งสามนี้จะรับเธอเข้าทำงานเช่นเดียวกับบริษัทยัยป้าเมื่อเช้า แต่คู่มือคนทำงานที่เธอไปแอบอ่านฟรีที่ร้านหนังสือ--อ้อ คนละเล่มกับคู่มือสมัครงานนะ--บอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่กล้าที่จะพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น ถึงเธอจะทำได้ดีเอามากๆอยู่แล้วก็ตาม แต่การสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปเธอจะต้องเตรียมตัวมากยิ่งขึ้นเพื่อให้มันน่าประทับใจกว่าที่ผ่านมา
ถ้าเอาคร่าวๆ เธอจะต้องคิดวิธีการนำเสนอความสามารถและคุณสมบัติของเธอให้โดดเด่นกว่าคนอื่น แล้วยังต้องคิดถึงวิธีรับมือหากบริษัทไหนเกิดเอาคนโง่ดักดานแบบยัยป้าเมื่อเช้ามาสัมภาษณ์เธออีก เธอต้องเตรียมวิธีการที่จะเธอพูดพลิกแพลงเปลี่ยนข้อดีของผู้สมัครงานคนอื่นให้กลายเป็นข้อด้อยและเสริมทับด้วยสิ่งที่ดีกว่าที่เธอมี เธอจะต้องคิดแผนการแสดงทัศนวิสัยอันกว้างไกลของการเป็นผู้นำองค์กรที่ยิ่งใหญ่ รวมทั้งต้องคิดคำถามฉลาดๆที่ละอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมเอาไว้ถามตอนที่การสัมภาษณ์เสร็จสิ้น
จริงสิ เธอต้องไปช็อปปิ้งชุดทำงานกับรองเท้าสวยๆ เพิ่มอีกหน่อยด้วย อันนี้ถึงคู่มือไม่บอก แต่ขนาดคนปัญญาอ่อนก็ยังรู้เลยว่าแต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
อุตส่าห์เตรียมตัวซะขนาดนี้ คนที่มาสัมภาษณ์งานเธอครั้งต่อไปจะต้องอึ้งกับคุณสมบัติสามร้อยหกสิบองศาของเธอจนพูดไม่ออกไปเลยล่ะ หุหุ
............................
ตลอดสัปดาห์นั้น พัดแพรส่งใบสมัครงานไปที่บริษัทอีกหลายแห่ง รวมทั้งเข้าสัมภาษณ์งานในบริษัทสามแห่งที่ได้นัดไว้ด้วย และเธอทำได้ยอดเยี่ยมมาก คนของแผนกบุคคลจากแต่ละบริษัทต่างพากันประทับใจ โดยเฉพาะบริษัทสุดท้าย ตอนที่เธอแสดงความสามารถในการเป็นผู้บริหารด้วยการเสนอความเห็นว่า ที่บริษัทนั้นมีระบบการจัดการด้านการตลาดที่ไม่ได้เรื่องขนาดไหน แล้วก็ชี้แนะแนวทางว่าจะต้องแก้ไขโดยการไล่พนักงานระดับสูงบางคนออกแล้วให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากกว่าเข้าไปแทนที่ ตบท้ายด้วยการพูด--แค่เป็นนัยๆนะ--ว่า คนรุ่นใหม่ที่ว่านั้นก็เช่นเธอเป็นต้น โอ้โห ผู้ชายกับผู้หญิงอีกสองคนที่เป็นคนสัมภาษณ์มองเธออย่างตกตะลึงเหมือนกับไม่เคยพบคนที่เฉียบขาดหลักแหลมอย่างแตกต่างแบบนี้มาก่อน ขนาดตอนที่เธอเดินด้วยท่วงสง่างามออกจากห้องเมื่อการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น คนพวกนั้นก็ยังคงมองเธอตามหลังตาค้างอย่างทึ่งไม่หาย โฮะๆ
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันครอบครัว ตอนที่พัดแพรชะลอรถเลี้ยวเข้าสู่บ้านแม่ เธอเห็นรถเอสยูวีคันใหม่ของพี่ชายจอดอยู่แล้วที่โรงจอดรถ แล้วเมื่อเธอดับเครื่องและก้าวลงจากลัมเบอร์กินี่คันสวย น้องภัทรกับน้องภูมิ หลานแฝดตัวน้อยของเธอก็วิ่งถลามาทันที พร้อมกับตะโกนเสียงดังบ้านแตกอย่างตื่นเต้นและกระตือรือล้นสุดๆ
“คุณอายัยแพร!” นี่เป็นเสียงน้องภัทร
“คุณอายัยแพรมาแล้ว!” และนี่เป็นเสียงน้องภูมิ
“ป๊ะป๋าไอ้บ้าพจน์!” สองหนุ่มตะโกนพร้อมกัน “คุณอายัยแพรมาแล้วคร๊าบบบ”
พัดแพรหัวเราะพรืด หนูน้อยทั้งสองเป็นเด็กฉลาดเกินวัยและเรียนรู้จดจำสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว พวกแกเรียกพี่ชายเธอว่า ป๊ะป๋าไอ้บ้าพจน์ เลียนแบบใครสักคนที่บังเอิญได้ยินมา ฮ่าฮ่า น่าจะเป็นพี่นนท์ซะด้วยสิ! และแม้ว่าทุกคนในบ้าน--อ้อ ยกเว้นเธอนะ--จะพยายามแก้กันแค่ไหน แต่สองหนุ่มก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนคำที่ใช้เรียกพี่ชายเธอซะที โอ๊ยยย ปลื้มมม สมเป็นหลานรักของฉันจริงๆ!
เธอยิ้มกว้าง ยื่นแก้มให้พ่อหนูทั้งสองจุ๊บทักทาย แล้วก็ใช้ปลายจมูกจั๊กจี้แก้มยุ้ยๆนุ่มนิ่มแบบเด็กๆของพวกแกบ้าง น้องภัทรกับน้องภูมิหัวเราะกิ๊กกั๊ก พวกแกเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามที่สุดที่เธอเคยเห็นมา เหมือนเทพบุตรตัวน้อยๆ ที่น่ารักน่าเอ็นดู ใครๆก็บอกว่าหน้าตาของพวกแกเหมือนพี่ชายเธอไม่ผิดเพี้ยน ขนาดพยาบาลในห้องคลอดยังแซวเลยว่าพี่ชายเธอโคลนนิ่งตัวเองออกมา แถมพวกแกยังแข็งแรงและมีโครงสร้างทางร่างกายที่ดูแล้วเมื่อโตขึ้นน่าจะสูงใหญ่เหมือนไอ้พี่พจน์เธอด้วย แม่เธอพูดอยู่บ่อยๆว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าน้องภัทรกับน้องภูมิจะกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่ทำให้สาวๆหัวใจละลายแบบพ่อของพวกแก ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่หรอกนะ ถึงพี่ชายเธอจะงี่เง่าไปหน่อยและทำตัวเฮงซวยบ้างในบางครั้ง แต่ถ้าเป็นเรื่องหน้าตา ไอ้พี่พจน์ของเธอน่ะ จะเรียกว่าหล่อเทพยังน้อยไปเลย
โธ่เอ๋ย! ก็แม่เธอสวยจะตาย เคยเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยเชียวนะ แล้วอย่างนี้พี่ชายเธอจะหน้าตาทุเรศอัปรีย์ได้ไง จริงมั้ย
ริต้ากระโดดออกจากรถตามเธอลงมา แล้วความสนใจของหลานๆก็พุ่งไปที่มันทันใด สีหน้าของพวกแกแจ่มใสเบิกบานยิ่งกว่าตอนที่ได้เจอเธอซะอีก แน่ล่ะ ริต้าเป็นขวัญใจของเด็กๆอยู่แล้ว
“ริต้า!” น้องภัทรยิ้มกว้าง
“ไอ้หมาบ้าหน้าโง่!” น้องภูมิยิ้มกว้างอวดฟันซี่เล็กๆเหมือนพี่ชายฝาแฝดของแก แล้วต้องเลียนแบบคำพูดนี้มาจากไอ้พี่พจน์แหงๆ ให้ตายสิ!
“คุณอายัยแพร” น้องภัทรโอบแขนน้อยๆรอบขาเธอ เงยหน้าทำตาปริบๆ “น้องภัทรอยากเล่นกับริต้า”
“น้องภูมิก็อยากเล่นกับริต้าเหมือนกัน” ฝาแฝดอีกคนมาเกาะขาเธออีกข้าง
“อนุญาติให้เราเล่นกับริต้าเถอะนะคร๊าบบบ” พวกแกพูดพร้อมกัน
“เหรอจ๊ะ” พัดแพรย่อเข่าเพื่อจะได้สบตาหลานตัวน้อยได้ พวกแกอายุแค่สองขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเทวดาตัวน้อยๆที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ไม่น่าเชื่อว่าพวกแกซนร้ายกาจยิ่งกว่าปีศาจซะอีก โดยเฉพาะกับริต้าที่น่าสงสาร พวกแกชอบปู้ยี่ปู้ยำมันสารพัด มรดกทางพันธุกรรมจากไอ้พี่พจน์แน่เลย!ดังนั้นเธอจึงต้องทำข้อตกลงกันก่อน
“งั้นอาแพรคนสวย--” เธอเปลี่ยนคำพูดเรียกตัวเองใหม่เผื่อหลานๆจะได้จำไว้เรียกเธอครั้งต่อไป “--อนุญาติให้น้องภัทรกับน้องภูมิเล่นกับริต้าก็ได้ครับ แต่ทั้งสองคนต้องสัญญาก่อนว่าจะเล่นกับริต้าของอาดีๆ ห้ามรังแกมันเด็ดขาดเลยนะครับ”
“คร๊าบบบ” สองหนุ่มพยักหน้าตอบคำพร้อมกันเสียงแจ๋ว
“ห้ามดึงหูมัน ห้ามจับหางมันมาบิดเล่น ห้ามขังมันไว้ในห้องเก็บของ ห้ามเอามันไปฝังดิน ห้ามเอาไม้ยัดปากมัน ห้ามทากาวติดขนมัน ห้ามเอาปลอกคอมันไปซ่อน ห้ามระบายสีบนตัวมัน ห้ามเอาคุณศิริ คุณมงคล พ่อยอดชายแล้วก็น้องบุษบาไปขี่มันด้วย” เธอทบทวนในสิ่งที่พวกแกเคยเล่นกับริต้าครั้งก่อนๆ และเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ เพื่อความรอบคอบเธอจึงเสริมว่า “น้องภัทรกับน้องภูมิจะขี่มันก็ไม่ได้เหมือนกันนะครับ”
พ่อหนูน้อยทั้งสองหน้ามุ่ยลงทันที คุณพระคุณเจ้า พวกแกคิดจะขี่ริต้ากันจริงๆรึนี่!
เธอชูนิ้วก้อย “สัญญากับอานะครับ”
พวกแกถอนใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยอมเกี่ยวก้อยสัญญากับเธอแต่โดยดี ไม่ทันไรหนูน้อยทั้งสองก็หน้าตาเบิกบานขึ้นทันควัน และวิ่งถอยเท้าถี่ๆนำหน้าริต้าไปในสวนโดยไม่สนใจเธออีกต่อไป พัดแพรได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เฮ้อ เด็กก็อย่างเนี้ยแหละ!
เธอเดินร่าเริงลั้นลาเข้าไปในบ้าน และต้องชะงักกึก ก่อนจะกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายผสมหมั่นไส้กับภาพตรงหน้า ให้ตายสิ อย่างนี้ทุกทีเลย!
“อืม..ใช่ สุดที่รัก ใช่ อย่างนั้นแหละ”
พี่ชายเธอครางเสียงกระเส่า ริมฝีปากแนบชิดสนิทกับปากแดงจิ้มลิ้มของพี่สะใภ้ ร่างกายทั้งสองเบียดเข้าหากัน มือใหญ่และแขนกำยำของพี่เธอกอดรัดพี่นนท์แน่นยังกะปลาหมึก ลมหายใจทั้งคู่หอบถี่รัว ไอ้พี่พจน์เอียงคอเล็กน้อยเพื่อจะได้จูบพี่นนท์อย่างหนักหน่วงลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่วนพี่นนท์ก็ไม่น้อยหน้า ยกแขนโอบคอไอ้พี่พจน์ไว้ แอ่นตัวไปข้างหลัง ถูๆไถๆหน้าอกนุ่มนิ่มเย้ายวนกับแผงอกไอ้พี่พจน์ โอ๊วววว นี่จะเล่นหนังสดกันรึไง!
ฝาแฝดวิ่งไปหาเธอที่หน้าบ้านแค่แป็บเดียว ไอ้พี่พจน์ฉวยโอกาสที่ได้อยู่ตามลำพังจู๋จี๋กับพี่นนท์อีกแล้ว สองคนนี้พร้อมใช้ทุกโอกาสที่เอื้ออำนวยให้เป็นประโยชน์สูงสุดทุกที่ทุกเวลาเรื่อยเลย ให้ตายสิ!
“อะแฮ่ม!” พัดแพรแกล้งไอ แต่ดูเหมือนทั้งไอ้พี่พจน์และพี่นนท์จะอยู่ในโลกของตัวเองจนไม่ได้สนใจ เสียงจูบจ๊วบจ๊าบยังคงดังไม่เลิกและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆด้วย ยังดีหน่อยที่ทั้งสองคนยังใส่เสื้อผ้าครบชุด แต่ถ้าดูจากปริมาณความหื่นบนหน้าไอ้พี่พจน์ อีกไม่เกินสิบ-ไม่สิ ห้านาทีดีกว่า-ทั้งสองคนจะต้องเปลือยล่อนจ้อนหมดแน่ โอ๊ยยยย ให้มันได้อย่างนี้สิ!
เธอกลอกตาอีกรอบ ความจริงเธอจะยืนดูเงียบๆ ปล่อยให้ทั้งสองคนทำอะไรๆกันให้หนำใจ หรือจะควักมือถือมาแอบถ่ายคลิปไว้ดูเล่นแก้เซ็ง หรือจะหลบไปซ้อมเตะต้นกล้วยในสวนเพลินๆก็ยังได้ แต่ให้ตายเถอะ นี่มันห้องนั่งเล่นนะ! น้องภัทรกับน้องภูมิอาจจะโผล่เข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างน้อยคนจิตใจดีมีมโนธรรมอย่างเธอก็ต้องเตือนทั้งคู่บ้างล่ะ
“อะแฮ่ม!” เธอแกล้งทำเสียงไอดังขึ้นกว่าเดิมจนเกือบกลายเป็นตะโกน
ไอ้พี่พจน์กับพี่นนท์สะดุ้งโหยง หยุดกึกและหันควับมาทางเธอทันที
“แพรว่าไปหาห้องว่างๆสักห้องไม่ดีกว่าเหรอพี่” เธอยิ้มกริ่มและทำเสียงจุ๊จุ๊
“ให้ตายสิ! ยัยแพร” ไอ้พี่พจน์แยกเขี้ยวหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ ฮ่าฮ่า สม!ส่วนพี่นนท์ผละออกจากอ้อมแขนไอ้พี่พจน์ด้วยความเร็วแสง หน้าแดงก่ำ
“วะ..หวัดดีค่ะน้องแพร”
“หวัดดีค้าพี่นนท์” พัดแพรยิ้มเริงร่าและเข้าไปกอดพี่นนท์แรงๆ เธอรักพี่สะใภ้คนนี้ที่สุด พี่นนท์สวยคุณหนู นิสัยดีน่ารัก อ่อนหวานและใจดียิ่งกว่าแม่พระ และที่เธอปลื้มมากๆก็คือ เห็นตัวเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋มเหมือนตุ๊กตาอย่างนี้ก็เถอะ แต่พี่นนท์น่ะ มีรูปร่างเหมือนดาราหนังเอกซ์ไม่มีผิด ทั้งอกใหญ่ยังกะแม่วัว เอวคอด สะโพกผาย รวมๆแล้วก็นุ่มนิ่มอวบอัดน่าฟัดไปทั้งตัว อ๊ายยย น่าอิจฉาจัง!
จริงๆแล้วพี่นนท์ไม่ได้ชื่อปรานนท์ ชื่อจริงตามบัตรประชาชนของพี่นนท์คือเปรมมิกา ส่วนชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้คือปูเป้ พี่นนท์เป็นคนทายาทของแก๊งเจ้าพ่อที่โฉดชั่วสุดๆ และโดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าพ่ออีกคนที่โฉดชั่วสารเลวยิ่งกว่า เฮ้อ เรื่องมันยาว แต่เอาเป็นว่า ถ้าตอนนั้นพี่นนท์ไม่ความจำเสื่อมแล้วโดนไอ้พี่พจน์จับรวบหัวรวบหาง ผู้หญิงดีๆอย่างนี้คงไม่มาลงเอยแต่งงานกับหนุ่มเจ้าชู้เสเพลอย่างพี่ชายเธอแน่ เออหนอ บางครั้งความบ้ากามตัณหาจัดของไอ้พี่พจน์ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะนี่!
“ไม่เจอพี่นนท์ตั้งนาน แพรคิดทึ้งคิดถึง” เธอจุ๊บแก้มพี่นนท์ซ้ายขวาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหันไปถามพี่ชาย “แล้วแม่ล่ะพี่”
“เออ พี่ก็คิดถึงเธอเหมือนกัน” ไอ้พี่พจน์บ่นพึมพำ ทำเสียงประชดสุดๆ อี๋! แค่นี้ทำเป็นน้อยใจ
เวลานั้นแม่เดินลงบันไดมาพอดี คุณนายพิรุณพรรณราย แม่ของเธอเป็นสาวใหญ่วัยทองที่อายุปาเข้าไปห้าสิบกว่าแล้วแต่หุ่นยังผอมเพรียวเช้งกระแด๊ะจนมีหลายคนคิดว่าแม่เธออายุแค่สามสิบปลายๆหรือสี่สิบต้นๆเท่านั้นเอง เคล็บลับความสาวของแม่คือ เต้นแอร์โรบิกส์กับเล่นโยคะวันละหนึ่งชั่วโมง เดินช็อปปิ้งบ่อยๆและไปสปาเป็นประจำ แม่เป็นลูกเสี้ยวเดนมาร์กแต่หัวใจเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็น และถ้าดูจากหน้าแม่ที่ยิ้มแปลกๆแบบมีพิรุธในตอนนี้ เธอคิดว่าแม่คงแอบซุ่มดูไอ้พี่พจน์กับพี่นนท์ตอนที่กำลังจู๋จี๋กันเมื่อกี้จากบนระเบียงชั้นบนแน่เลย เหอๆ รู้หรอกน่า!
“ไงจ๊ะ ยัยแพร” แม่ทักทาย พร้อมกับนั่งลงบนโซฟาและวางตระกร้าสานใบโตลงที่พื้น “ถ้าแม่ไม่เรียกแล้วเรียกอีก ลูกคงไม่ยอมมาหาแม่สินะ”
“แหม ก็ช่วงนี้แพรยุ่งๆสมัครงานนี่คะ” พัดแพรยิ้ม แมวทั้งสี่ตัวของแม่ปีนออกมาจากตระกร้า แล้วเจ้าตัวขนฟูสีทองที่ชื่อคุณศิริก็เข้ามาคลอเคลียขา เธออุ้มมันขึ้นมา “ไง นังแรด”
“ตายแล้ว ยัยแพร!” แม่เธอทำหน้าเหมือนจะเป็นลม “กุลสตรีไม่พูดคำว่าแรดนะจ๊ะ หยาบคาย”
พัดแพรยิ้มกว้างอีก แม่เธอชอบว่าเธออย่างนี้ประจำ แต่ หุหุ ใช่ว่าเธอจะสน แล้วคำว่าแรดมันหยาบตรงไหนกันล่ะนั่น! “โธ่ แม่ขา ก็คุณศิริแรดจริงๆนี่คะ”
คุณศิริกับคุณมงคลเป็นแมวเปอร์เซียตัวกลมขนฟูสีเงินกับสีทองสุดรักสุดหวงของแม่ แม่จับพวกมันตุนาหงันหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวตัวกะเปี๊ยก แล้ววันหนึ่งคุณศิริก็ตั้งท้องซึ่งแม่ก็ดีอกดีใจกรี๊ดกร๊าดใหญ่ แต่ปรากฎว่าพอคลอดออกมา ลูกเพียงตัวเดียวของคุณศิริกลับขนเกรียนตัวเป็นลายน้ำตาลหมองๆดูกระดำกระด่างเหมือนแมวจรจัดที่ชอบมาเดินท่อมๆในสวนหลังบ้านไม่มีผิด พอแม่เห็นเท่านั้นแหละ ก็กรี๊ดด้วยความเจ็บใจออกมาทันที เพราะแม่เฝ้าถนอมฟูมฝักคุณศิริอย่างดี ทั้งหวงทั้งห่วง ให้อยู่แต่ในบ้านกับคุณมงคล-สามีพันธุ์ดีมีชาติกระกูลสูงส่ง-แต่กระนั้น สาวเจ้าก็ยังหนีไปคั่วกับแมวจรจัดหน้าตาเฉย
สุดท้าย เพื่อเห็นแก่ความเป็นครอบเป็นครัว แม้จะเจ็บใจแค่ไหน แต่แม่ก็ให้อภัยคุณศิริ แล้วก็รับเจ้าแมวจรจัดมาเลี้ยงเพิ่มอีกตัว และตั้งชื่อให้มันว่า ‘พ่อยอดชาย’ ส่วนลูกของมัน--ซึ่งตอนแรกไอ้พี่พจน์กับเธอมีความเห็นตรงกันว่าน่าจะให้ชื่อว่า ‘ไอ้ลูกชู้’ –แม่กลับให้ชื่อมันซะสวยเชียวว่าน้องบุษบา ไม่เข้ากับตัวเลยสักนิด!
ไอ้พี่พจน์ คนใจดำ! เอามือผลักพ่อยอดชายให้ตกกลิ้งไปบนพื้นเมื่อมันกระโดดขึ้นมานั่งบนตัก “ไอ้แมวบ้า ไปให้พ้น อย่าสะเออะ”
“โธ่พจน์ นายนี่น้า” พี่นนท์หัวเราะ อุ้มพ่อยอดชายมานั่งบนตักเสียเอง แล้วก็ลูบท้องมันอย่างเอาใจ
“พูดถึงเรื่องสมัครงาน” แม่พูดกับเธอ “แม่ว่าลูกอย่าลำบากเที่ยวตะลอนๆไปสมัครงานที่ไหนเลย ไปทำงานบริษัทพี่เราไม่ดีกว่าเหรอ”
“อี๋ ไม่เอาหรอกค่ะแม่ แพรจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างด้วยตัวเอง ถ้าเริ่มงานที่บริษัทอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับไอ้พี่พจน์ เวลาแพรแยกออกมาตั้งบริษัทของตัวเองแล้วกิจการไปได้ดี ผลกำไรติดอันดับโลก คนจะได้ชื่นชมนับถือว่าแพรเก่งมีความสามารถจริงๆที่ทำได้ ไม่ใช่เพราะอาศัยความช่วยเหลือผลักดันจากพี่”
“ทำเป็นพูดไป ยัยตัวแสบ” ไอ้พี่พจน์ลากเสียงแบบที่ฟังแล้วน่าหมั่นใส้สุดๆ “สมัครไปก็ไม่มีที่ไหนเค้ารับคนอย่างเธอหรอกน่า”
“ไอ้พี่บ้า! อย่ามาดูถูกกันนะ” เธอใช้ศอกถองพี่ชายเต็มแรง “จะบอกให้ว่าแพรไปสัมภาษณ์งานที่ไหนเค้าก็ชอบแพรกันทั้งนั้น ตอนนี้ถึงจะยังไม่มีที่ไหนประกาสผลแบบเป็นทางการ แต่แพรรู้ว่าเค้ารับแพรทุกที่เลยนั่นแหละ”
ไอ้พี่พจน์กลอกตาแบบไม่เชื่อที่เธอพูดเลยสักนิด “จบแค่ปริญญาตรี ไม่มีประสบการณ์ แต่เงินเดือนขั้นต่ำที่ต้องการคือห้าหมื่นแปด ถ้ามีที่ไหนรับเธอนะ พี่จะแก้ผ้าฟ้อนรอบบ้านเลย คอยดูสิ”
กรี๊ดดด กรี๊ดดด กรี๊ดดด หนอยแน่ะ!พัดแพรข่มอารมณ์ที่จะไม่ซัดหมัดเสยคางพี่ชาย ไอ้พี่พจน์เป็นพี่ชายที่แสนจะเฮงซวยไม่ได้เรื่อง แต่เป็นนักธุรกิจที่ฉลาดหลักแหลม เธอรู้ดีว่าไอ้พี่พจน์พูดแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้บริษัทอื่นได้ตัวเธอไป เธอเป็นคนเก่งมีความสามารถ เป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่า ถ้าไอ้พี่พจน์ได้เธอเข้าไปทำงานด้วยกัน บริษัทจากที่รุ่งอยู่แล้วก็จะเจริญเติบโตรุ่งเรืองขึ้นอีกมาก ไม่อย่างนั้นพี่เธอจะชวนแล้วชวนอีกตั้งหลายครั้งทำไม จริงมั้ย
“ไอ้พี่บ้า ห้าหมื่นแปดมันแปลกตรงไหนล่ะ” เธอพ่นลมในจมูกอย่างหงุดหงิด แค่นี้ฉันก็จะไม่พอกินอยู่แล้วนะ! “คู่มือสมัครงานบอกว่า เวลาเรียกเงินเดือนให้ดูจากอัตราปกติของคนที่มีวุฒิและมีความสามารถเท่าๆกันกับเรา ความจริงคนเก่งรอบด้านอย่างแพรน่ะ ต้องเรียกเป็นแสนเลยด้วยซ้ำ”
ไอ้พี่พจน์อ้าปากค้างเหมือนคนพูดไม่ออก ก่อนจะถอนใจเหมือนคนปลงตก “เอาเถอะ ยัยตัวแสบ อยากทำอะไรก็ทำไปก่อนเถอะ สุดท้ายเธอก็ต้องซมซานมาขอทำงานที่บริษัทพี่อยู่ดีแหละ ถึงตอนนั้นจะหัวเราะให้ฟันร่วงเลย”
หนอยแน่ะ ดูถูกกันซะจริง!
พี่นนท์ยิ้ม “พี่ขอเป็นกำลังใจให้น้องแพรนะคะ พี่เชื่อค่ะว่าน้องแพรทำได้”
ไอ้พี่พจน์นิ่วหน้า “ปรานนท์ อย่าให้ความหวังลมๆแล้งๆกับยัยแพรอย่างนั้นสิ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มตอบพี่สะใภ้ ไม่สนใจคำค่อนแคะของพี่ชาย “ถ้าสุดท้ายไอ้พี่พจน์ต้องแก้ผ้าฟ้อนรอบบ้าน แพรก็จะหัวเราะให้ฟันร่วงเลยเหมือนกัน”
หลังจากนั้น เธอก็นั่งคุยเรื่องแผนการในอนาคตให้แม่และพี่นนท์ฟัง แม้ว่าไอ้พี่พจน์จะชักใบให้เรือเสียด้วยการบ่นนั่นบ่นนี่ไม่เลิก แต่เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวของน้องภัทรกับน้องภูมิที่กำลังวิ่งเล่นกับริต้าในสวนดังเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะๆ น่ารักที่สุดเลย!
และระหว่างที่แม่เล่าข่าวสารแวดวงคุณหญิงคุณนายที่เพิ่งไปอัพเดทมาจากการออกงานครั้งล่าสุด แม่ก็หยิบขดด้ายออกมาถักโครเชต์ไปด้วย จะว่าไป เธอไม่เคยเห็นแม่ไม่เคยนั่งเฉยๆโดยไม่มีเข็มโครเชต์และขดด้ายอยู่ในมือเลยสักครั้ง คราวนี้คงถักเสื้อให้น้องบุษบาล่ะมั้ง!
“อุ๊ย! นี่แม่เล่ารึยัง” แม่นึกขึ้นได้ “ยัยลิซซ่ากิ๊กเก่าของพี่ชายลูกจับเหยื่อใหม่ได้แล้วนะ”
“เหรอคะ” พัดแพรตาโต เธอเคย ‘เกือบจะ’ ได้ตบยัยลิซซ่ากลางห้างสรรพสินค้าที่มีคนดูเยอะๆอยู่แล้วเชียว แต่ตอนนั้นยัยปลาร้านี่ดันเดินหนีไปซะก่อน “ไม่น่าเชื่อเลย โลกนี้นอกจากไอ้พี่พจน์แล้วยังมีผู้ชายปัญญานิ่มเหลืออีกเยอะเลยนะคะเนี่ย”
พี่ชายเธอพ่นลมออกจากจมูกอย่างหงุดหงิด “เออ หลอกด่ากันเข้าไป”
พี่นนท์หัวเราะ “แล้วแฟนใหม่ลิซซ่าคือใครเหรอคะคุณแม่”
“ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกจ๊ะ” แม่บอกพี่นนท์ “ก็เจ้าผู้ชายโรคจิต เสี่ยตั้ม คู่หมั้นเก่าของหนูไง”
“พี่ตั้มน่ะเหรอคะ” พี่นนท์ทำหน้าแปลกใจ “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ต้องมีการเข้าใจผิดอะไรสักอย่างแน่เลย”
“ไม่นะจ๊ะ คุณศไลโศภิญเห็นมากับตาเลยว่าสองคนนี้ไปกินอาหารฝรั่งเศสด้วยกันสองต่อสอง” แม่ทำเสียงจุ๊จุ๊ “หนูนนท์อย่าทำหน้าไม่เชื่อกันอย่างนั้นสิจ๊ะ แม่รับรองจ๊ะว่าเป็นคู่หมั้นหนูตัวจริงเสียงจริง ไม่ผิดคนแน่นอน ถึงเขาจะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยออกปาร์ตี้ให้ใครได้เห็นหน้าเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ใครๆก็รู้จักเสี่ยตั้มกันทั้งนั้นนะจ๊ะ”
พี่นนท์ทำหน้าไม่สบายใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องเตือนพี่ตั้มเสียหน่อยแล้วล่ะค่ะ
พัดแพรรู้ดีว่าพี่สะใภ้ยังรัก - ในแบบพี่ชายนะ! - และเคารพอดีตคู่หมั้นของตัวเองอยู่ ถึงขนาดติดต่อและพาน้องภัทรกับน้องภูมิไปเยี่ยมหาเป็นประจำ ซึ่งถ้าเธอเป็นไอ้พี่พจน์นะ เธอคงจะห้ามพี่นนท์เข้าไปยุ่งกับผู้ชายเลวๆแบบนี้อย่างเด็ดขาดเลย ให้ตายสิ ไอ้พี่งี่เง่า!
เธอเคยเจอกับคู่หมั้นของพี่นนท์มาบ้างครั้งสองครั้งเมื่อนานมาแล้ว และบอกได้เลยว่าไอ้เวรตะไลนี่เป็นคนเลวจริงๆ ไม่ใช่ว่าเธอมีอคติอะไรเลยนะ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังงงไม่หายว่าทั้งๆที่ถูกผู้ชายคนนี้มือกับเสี่ยทรงชัยกลั่นแกล้งรังแกบังคับขู่เข็ญสารพัด แต่ทำไมพี่นนท์ถึงยังตาบอดคิดว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนใจดีอยู่ได้
เฮ้อ เพราะพี่นนท์ซื่อและอ่อนต่อโลกเกินไปน่ะสิ!
แต่เธอไม่ใช่คนอย่างนั้น “โธ่ พี่นนท์ขา จะไปเตือนเขาทำไมล่ะคะ ผู้หญิงก็ร้ายชายก็เลว แพรว่าเหมาะสมกันดีออก”
แม่หัวเราะคิกคัก “แหม ยัยแพรพูดถูกใจ๊ถูกใจแม่จริงๆ” แม่เองก็เป็นคนหนึ่งที่เกลียดอดีตคู่หมั้นของพี่นนท์เข้าใส้เช่นเดียวกัน
พี่นนท์ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไอ้พี่พจน์เห็นอย่างนั้นก็เลยปลอบ
“สุดที่รัก อย่าห่วงเลย” ไอ้พี่พจน์บีบมือพี่นนท์เบาๆ “เจ้าศราวุธเหลี่ยมจัดจะตายไป ไม่หลงกลผู้หญิงเพี้ยนๆ สมองกลวงอย่างลิซซ่าหรอกน่า อย่างมากก็ควงเล่นไม่กี่วันเท่านั้นแหละ”
สีหน้าพี่นนท์สบายใจขึ้น แล้วก็ยิ้มออกมา “นั่นสินะ พี่ตั้มคงไม่ตาต่ำขนาดนั้น”
โอมเพี้ยง ขอให้พี่นนท์คิดผิดทีเถอะ!
ขณะนั้นเอง มีเสียงตึงตังมาจากทางประตูหลังบ้าน แล้วริต้าก็วิ่งเข้ามาในห้อง โดยมีน้องภัทรกับน้องภูมิวิ่งตามมาติดๆ
ริต้ากระดิกหางทำตาฉ่ำๆออดอ้อนน่ารัก อืม..มีแค่เศษใบไม้ติดขนกับกิ่งไม้ยาวๆเสียบปลอกคอมานิดหน่อย นับว่าคราวนี้ริต้าสุดที่รักของเธอโดนปู้ยี่ปู้ยำน้อยกว่าทุกครั้ง ขอบคุณสวรรค์!
น้องภัทรกับน้องภูมิอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของพี่นนท์ และแย่งกันเล่าจ๋อยๆ ให้ทุกคนฟังเรื่องแมวจรจัดสีดำชู้ตัวใหม่ของคุณศิริที่มาป้วนเปี้ยนแถวบ้าน แล้วก็ถูกริต้าเห่าไล่ไปเมื่อกี้
“ไอ้หมาห้าหมื่น แกโง่ได้ถูกที่ถูกเวลาอีกแล้ว” ไอ้พี่พจน์หัวเราะ ลูบหัวริต้าไปด้วย จนถึงเวลานี้พี่เธอยังหลงคิดว่าเธอซื้อริต้ามาห้าหมื่นจริงๆ งี่เง่าเป็นบ้า!
เด็กๆวิ่งปร๋อเข้ามาอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกแกเริ่มหิวกันแล้ว พัดแพรยกนาฬิกาขึ้นมาดู อีกห้านาทีจะสิบเอ็ดโมง เป็นเวลาที่เหมาะแก่การโกยแน็บพอดีเลย
เธอลุกขึ้น “แพรว่าแพรคงต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
“อ้าว ทำไมรีบกลับล่ะจ๊ะ” แม่ท้วง “อยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนสิ”
“นั่นสิคะ น้องแพร” พี่นนท์เห็นด้วยกับแม่ “พี่ทำกับข้าวมาจากบ้านตั้งหลายอย่าง น่ากินทั้งนั้นเลย”
นั่นไง ว่าแล้วมั้ยล่ะ!
เพราะอย่างนี้ไงเธอถึงต้องโกยแน็บ พี่นนท์เป็นแม่ศรีเรือนที่ชอบเข้าครัวมากๆ อาหารของพี่นนท์หอมกรุ่นชวนน้ำลายหกและสวยน่ากินไปทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าทำไม รสชาติมันถึงห่วยแตกเหลือทน โลกนี้มีแต่ไอ้พี่พจน์กับลูกๆเท่านั้นที่กินกับข้าวของพี่นนท์ได้หน้าตาเฉย ขนาดแม่ยังแอบทำหน้าสยดสยองเลย ฮ่าฮ่า งานนี้ตัวใครตัวมันล่ะนะ!
“แพรก็อยากอยู่ต่อนะคะพี่นนท์” เธอหาข้ออ้างมาโกหกอย่างรวดเร็ว “แต่แพรมีนัดว่าจะไปทานข้าวที่บ้านเจ๊มี่แล้วน่ะค่ะ”
“งั้นเอาไว้คราวหน้าก็ได้ค่ะ” พี่นนท์ยิ้ม “พี่ฝากความคิดถึงปรมีด้วยนะคะ”
“ค่ะ แล้วแพรจะบอกเจ๊มีให้”
พัดแพรคว้ากระเป๋า และหากุจแจรถข้างใน จังหวะที่เธอลุกจากโซฟา หลานๆก็วิ่งมา คนหนึ่งด้านหน้าคนหนึ่งด้านหลัง และปัดกระโปรงเธอเปิดขึ้นหน้าตาเฉย
“ตายแล้ว!” แม่เธอ ที่พวกแกเรียกว่า ท่านแม่ย่า ทำหน้าตกใจ “ไปเปิดกระโปรงอาแพรอย่างนั้นได้ยังไง”
“ทำไมเราถึงเปิดกระโปรงคุณอายัยแพรไม่ได้ล่ะครับ” น้องภัทรถาม
“สุภาพบุรุษเค้าไม่ทำแบบนั้นกันจ๊ะ” แม่เธอตอบ หลังจากที่ทำให้เธอเป็นกุลสตรีไม่สำเร็จ แม่ก็เลยหันเหไปพยายามปลูกฝังความเป็นสุภาพบุรุษให้พวกหลานแทน
แต่ดูเหมือนว่าพวกแกจะไม่รู้ว่าสุภาพบุรุษคืออะไร น้องภัทรกับน้องภูมิขมวดคิ้วด้วยท่าทางที่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนสมเป็นแฟดไข่ใบเดียวกัน ดูน่ารักมากๆเลย
“ถ้าพวกหลานทำอย่างนั้นอีก ย่าจะตีจริงๆด้วย”
“แต่วันนั้นเราเห็นป๊ะป๋าเปิดกระโปรงคุณแม่หนูนนท์นี่ครับ” น้องภูมิบอก
“แถมป๊ะป๋ายังเอามือไปจับส่วนที่กุลสตรีไม่ควรพูดถึงของคุณแม่หนูนนท์ด้วย” น้องภูมิเสริม
“ทีป๊ะป๋ายังทำได้แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้ล่ะครับ” พวกแกถามพร้อมกัน
แม่ทำหน้าเหมือนจะเป็นลม
พัดแพรหัวเราะก๊าก “น่าแปลกนะ พวกพี่เครื่องร้อนกันขนาดนี้แต่ทำไมถึงยังปั๊มหลานสาวให้แพรไม่ได้ซะทีน้า”
ไอ้พี่พจน์ยิ้มกริ่ม “พี่กำลังพยายามอยู่นี่ไง” และขยิบตาแบบหื่นๆให้พี่นนท์
พี่นนท์หน้าแดงก่ำ เอามือฟาดไหล่ไอ้พี่พจน์ดังเพี๊ยะ
เธอหันไปหาหลานๆ “แล้วหลังจากนั้นป๊ะป๋าทำอะไรต่--”
“ยัยแพร หยุดนะ!” แม่เอ็ดเธอ และบอกน้องภัทรกับน้องภูมิ-โดยที่สายตายังจ้องที่ไอ้พี่พจน์ตาเขียวปั๊ด-ว่า “เดี๋ยวย่าก็จะตีป๊ะป๋าของพวกหลานเหมือนกันจ๊ะ”
พัดแพรหัวเราะและโบกมือบ้ายบายทุกคน ก่อนจะขับรถออกมาจากบ้าน นอกจากโดนตีแล้วไอ้พี่พจน์-คนเดียวนะ พี่นนท์ไม่เกี่ยว-คงโดนสวดยับด้วย เป็นที่รู้กันว่าไอ้พี่พจน์น่ะบ้ากามตัณหาจัดจะตาย ส่วนพี่นนท์เจอพี่ชายเธอลูบๆคลำๆเข้าหน่อยก็เป็นอ่อนระทวยแล้ว คู่สร้างคู่สมอะไรอย่างนี้!
และไหนๆก็บอกพี่นนท์ไปแล้วว่าจะไปหาเจ๊มี่ ประกอบกับที่เธอเองก็ว่างๆไม่มีอะไรทำ ดังนั้นก็ไปหาเจ๊มี่ซะเลยไม่ดีกว่าเลยล่ะ ไวเท่าความคิด พัดแพรหักรถเปลี่ยนเลน มุ่งหน้าไปทางบ้านเจ๊มี่ทันที คนขับรถญี่ปุ่นรุ่นตลาดดาษดารที่เธอปาดหน้าแซงบีบแตรด่าเสียงดังสนั่น แต่เธอไม่ถือสาหรอก โฮะๆ อิจฉาที่รถฉันสวยกว่าล่ะสิ!
บ้านของเจ๊มี่เป็นร้านข้าวมันไก่สามคูหาตั้งอยู่ใจกลางย่านเยาวราช โด่งดังขึ้นชื่อลือชาและขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีลูกค้าทัวร์ไทยทัวร์จีนมาแย่งกันกินให้วุ่นวะวุ่นวายยิ่งกว่าแจกฟรี เตี่ยของเจ๊มี่ได้สูตรเด็ดมาจากอากงก่อนที่ท่านจะสิ้นใจตายเมื่อสี่สิบปีก่อน และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้าวมันไก่ที่ไหนจะอร่อยเหาะเทียบชั้นกับของเตี่ยได้เลย
พัดแพรโชคดีที่พบที่จอดรถฝั่งตรงข้าม ร้านข้าวมันไก่บ้านเจ๊มี่จัดแต่งแบบโรงเตี๊ยมจีนโบราณอย่างมีศิลป์ นาฬิกาลูกตุ้มลายมังกรที่หน้าร้านบอกเวลาเที่ยงตรงพอดีแด๊ะ ในร้านกำลังวุ่นวายจอแจ กองทัพเสี่ยวเอ้อ-เตี่ยยืนยันให้เรียกอย่างนี้-เดินเสริฟและรับออร์เดอร์กันขวักไขว่ เฮียวิทย์เคยเมาท์ให้เธอฟังว่า ร้านนี้มีเสี่ยวเอ้อร่วมห้าสิบคนแน่ะ
“อีหนูพัดแพร!” เตี่ยยิ้มกว้างเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะส่งมีดอีโต้ให้เสี่ยเอ้อหน้าเขียงที่อยู่ใกล้ๆผ่าอกไก่ต่อ ตอนนี้เตี่ยมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและทำบัญชีในร้านเท่านั้น แต่มีบ้างนานๆครั้งที่เตี่ยจะลุกมาจับอีโต้แล่เนื้อไก่เพื่อรำลึกความหลัง “ดีใจจังที่ได้เห็นหนู กินอะไรมารึยัง”
“ยังเลยค่ะ” เธอยิ้ม “ว่าจะมาขอข้าวบ้านเตี่ยกินนี่แหละ”
“ไม่มีปัญหา” เตี่ยหัวเราะ “มามะนังหนู เราไปหลังบ้านกันดีกว่า” เตี่ยสั่งเสี่ยวเอ้ออีกคนที่เดินผ่านมาพอดีว่า “พิเศษจาน ไม่หนัง ไม่เลือด เสริฟหลังบ้านอั๊วนะ เร็วๆด้วย”
เธอยิ้ม และตามเตี่ยไปทางประตูหลังของร้านซึ่งทะลุออกไปสู่ส่วนที่เป็นพักอาศัย ม่าม๊าของเจ๊มี่ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์พอเห็นเธอก็ยิ้มกว้าง “หนูแพร ม่าม๊ากำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย”
“หวัดดีค่ะม่าม๊า” เธอทักทาย และเข้าไปนั่งข้างๆ
วิเวียนกับจัสติน หมาลาบราดอร์สีน้ำตาลอ่อนสองตัว ซึ่งกำลังนอนเล่นอยู่ใกล้ๆกับเก้าอี้ของม่าม๊า ลุกขึ้นมาหาริต้าที่เดินตามเธอมาด้วย พวกมันดมๆพิสูจน์กลิ่นกันนิดหน่อย ก่อนจะกระดิกหางดิกๆ และกระโดดขึ้นๆลงๆเล่นอย่างสนุกสนานสุดๆ แน่ล่ะ วิเวียนกับจัสตินเป็นพ่อแม่ของริต้านี่
“ไอ้มี!” เตี่ยตะโกนดังลั่น
“อะไรอีกล่ะเตี่ย!” เสียงเจ๊มี่ดังตอบกลับมาจากชั้นบน
“อีหนูแพรมาโว้ย!”
มีเสียงวิ่งลงบันไดตึ้งๆ ไม่นานเจ๊มี่ก็ปรากฎตัว และยิ้มกว้างเช่นเดียวกับม่าม๊าเมื่อเห็นเธอ
เจ๊มี่เป็นเพื่อนคู่หูที่สนิทที่สุดของเธอ อันที่จริงจะเรียกว่าเพื่อนก็อาจไม่ถูกนักเพราะเจ๊มี่แก่กว่าเธอสองปี พัดแพรรู้จักเจ๊มี่มาตั้งแต่เธออยู่หมาวิทยาลัยปีหนึ่ง เจ๊มี่เป็นคนที่บึกบึนล่ำสัน ตัวทั้งเนื้อทั้งตัวหนาปึ๊กอุดมไปด้วยมัดกล้ามกำยำ แฟนเก่าของเจ๊มี่-ไอ้ผู้ชายสารเลว!-ชอบคนล่ำๆยิ่งล่ำเท่าไหร่ยิ่งดี ดังนั้นเจ๊มี่ก็เลยไปอยู่ชมรมเพาะกายเพื่อเอาใจ แต่ไปๆมาๆ เจ๊มี่เกิดติดใจศาสตร์ความงามของการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โต แม้ว่าจะเลิกกับแฟนไปแล้ว เจ๊มี่ก็ยังคงเล่นเพาะกายต่อไป เธอกับเจ๊มี่รู้จักกันเพราะห้องชมรมเพาะกายกับห้องชมรมมวยไทยของเธออยู่ติดกัน ส่วนสนิทกันได้ยังไงน่ะเหรอ อืม..ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ!
เวลานี้เจ๊มี่เป็นทนายความของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศที่โด่งดังมากๆแห่งหนึ่ง เจ๊มี่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทและการควบรวมกิจการ เจ๊มี่เก่ง ฉลาดรอบคอบและมีรับผิดชอบสูง อีกไม่เกินสามปีคงได้ขึ้นเป็นทนายความหุ้นส่วนของสำนักงานอย่างไม่ต้องสงสัย อนาคตไกลจริงๆ แต่เจ๊มี่จะไม่มีวันได้เป็นทนายหุ้นส่วนหรอกนะ เพราะเจ๊มี่สัญญากับเธอไว้แล้วว่าถ้าเธอเป็นเจ้าของบริษัทของตัวเองเมื่อไหร่ เจ๊มี่จะย้ายมาเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายให้
“ไง น้องแพร มาขอข้าวบ้านจะ--” เจ๊มี่รีบเปลี่ยนคำเรียกตัวเอง “--พี่อีกแล้วล่ะสิ”
เตี่ยเป็นคนใจดีน่ารัก แต่คับแคบและหัวโบราณสุดๆในบางเรื่อง เจ๊มี่ไม่กล้าบอกเตี่ยว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชาย และเมื่ออยู่ต่อหน้าเตี่ย เจ๊มี่จะต้องแกล้งแอ๊บแมนตลอดเวลา
ม่าม๊าบอกว่า ถ้าเตี่ยรู้ความจริงที่เจ๊มี่ปกปิดไว้ เตี่ยต้องถลกหนังเจ๊มี่ทั้งเป็นแน่ๆ น่าเห็นใจที่สุดเลย!
“เฮอะ ใครบอกล่ะพี่มี” เวลาอยู่ต่อหน้าเตี่ยเธอต้องเรียกเจ๊มี่อย่างนี้ “แพรพาริต้ามาหาวิเวียนกับจัสตินต่างหากล่ะ”
“โอเค เชื่อสนิทเลย” เจ๊มี่ยักไหล่ยิ้มๆ
เวลานั้นเอง เสี่ยวเอ้อเอาข้าวมันไก่มาเสริฟให้เธอพอดี อา หอมฉุยน่าทานอะไรอย่างนี้
เตี่ยยิ้ม “หิวไม่ใช่เหรอ ลุยเลยสิ”
เธอหยิบช้อนส้อมแต่ยังไม่เริ่มลงมือ “แล้วพวกเตี่ยกับม่าม๊าไม่ทานกันเหรอคะ”
“เราอิ่มกันแล้วล่ะจ๊ะ” ม่าม๊าบอก “หนูทานเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียเปล่าๆ”
“งั้นแพรลุยล่ะนะคะ” เธอตักข้าวพร้อมไก้ชิ้นโตๆแน่นๆเข้าปาก และทำหน้าเคลิบเคลิ้ม “อ๊ายยยย กินเมื่อไหร่ก็อร๊อยอร่อย เตี่ยบอกเคล็บลับสูตรเด็ดให้แพรบ้างสิคะ ถามกี่ทีๆ ก็ไม่ยอมบอก”
เตี่ยหัวเราะเสียงดัง “แต่งงานกับไอ้มีสิ แล้วเตี่ยจะบอก”
เธอหันไปสบตากับม่าม๊าและเจ๊มี่ ซึ่งทั้งสองส่ายหน้ายิ้มๆ
เตี่ยคิดว่าเธอกับเจ๊มี่เป็นแฟนกัน และชวนให้เธอแต่งงานกับเจ๊มี่อยู่บ่อยๆ เตี่ยปลื้มเธอเอามากๆ อยากได้มาเป็นสะใภ้สุดใจขาดดิ้น ส่วนม่าม๊าเองก็เคยพยายามให้เจ๊มี่จับคู่เธอกับพี่ชายทั้งสองคนซึ่งเป็นผู้ชายแท้ๆด้วย แต่อนิจจาฟ้าดิน เฮียวิทย์ส่ายหน้าดิก และบอกว่า “โหดอย่างอีหนูแพรเฮียรับไม่ไหวว่ะ” ส่วนเฮียเมธก็ส่ายหน้าดิกเช่นกัน “ได้อีหนูแพรเป็นเมีย เฮียฆ่าตัวตายดีกว่า”
แน่ล่ะ พอทั้งสองคนพูดจบก็โดนเธอต่อยเบ้าตาแตกทันที
เฮอะ! ไม่ใช่ว่าเธอจะอยากแต่งงานกับเฮียวิทย์หรือเฮียเมธหรอกนะ แต่ฟังแล้วมันจี๊ดจริงๆ ให้ตายสิ
“แพรยังไม่คิดจะแต่งงานตอนนี้หรอกค่ะ” เธอบอกเตี่ยตามความจริง “แพรต้องเป็นประธานบริษัทของตัวเองก่อนถึงค่อยคิดมีครอบครัว”
“เหรอ เตี่ยกับพี่คงต้องรอน้องแพรอีกนานเลยนะเนี่ย” เจ๊มี่แกล้งทำหน้าเสียดายได้เหมือนผู้ชายสุดๆ “แล้วนี่สมัครงานไปถึงไหนแล้วล่ะ”
“ก็ไปสัมภาษณ์มาหลายที่ เค้าชอบแพรกันทั้งนั้นเลย แหม บริษัทไหนๆก็อยากได้คนเก่งๆมาทำงานด้วยนี่เนอะ” เธอหัวเราะคิกคัก “ถ้าอาทิตย์หน้าเค้ามารุมแย่งซื้อตัวแพรกัน เจ๊-เอ๊ย-พี่มีต้องช่วยแพรนะ”
แทนที่จะขำกลิ้งไปกับมุกตลกของเธอ เตี่ย ม่าม๊า และเจ๊มี่ต่างเงียบและมองหน้ากัน หมายความว่าไงน่ะ!
เจ๊มี่ถอนใจ “พี่ว่าน้องแพรทำใจไว้เผื่อเค้าปฏิเสธไม่รับบ้างก็ดีนะ”
“เฮ้! พูดงี้ได้ไง”
“แหม ก็งานสมัยนี้หายากจะตาย” เจ๊มี่เผลอกระดิกนิ้วก้อยและพูดจีบปากจีบคอนิดๆ ยังดีที่เตี่ยไม่ได้สังเกตุ “พี่กลัวน้องแพรจะผิดหวัง”
“อี๋ ไม่มีทางหรอก” เธอส่ายหน้าแบบไม่เห็นด้วย และเพราะไม่อยากคุยเรื่องสมัครงานอีกต่อไป เธอจึงหันไปหาม่าม๊า “แล้วนี่เฮียวิทย์กับเฮียเมธไม่อยู่เหรอคะ”
“เจ้าวิทย์อยู่แท่นยังไม่กลับ ส่วนเจ้าเมธไปบินจ๊ะ” ม่าม๊าบอก
“มีลูกก็เหมือนไม่มี ไม่รู้จักอยู่บ้านอยู่ช่อง” เตี่ยพ่นลมในจมูกอย่างหงุดหงิด “ดูสินังหนูแพร ลูกเตี่ยมันไม่เอาไหนกันสักคน”
“มั่วแล้วเตี่ย” เจ๊มี่พูด “อย่าเอาผมไปรวมด้วยดิ ผมยังอยู่บ้านนะ”
“แต่ลื้อก็ไม่ได้ดั่งใจเตี่ยอยู่ดีนั่นแหละ”
เจ๊มี่ยิ้มและยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ ส่วนม่าม๊าส่ายหน้าแบบอิดหนาระอาใจให้เตี่ย
เฮียวิทย์เป็นหัวหน้าวิศวกรประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล เฮียเมธเป็นนักบินและเพิ่งได้เป็นกัปตันเมื่อสามเดือนก่อน ส่วนเจ๊มี่เป็นทนายความอนาคตไกล อาตี๋สามหน่อของบ้านนี้ ปรวิทย์ ปรเมธ ปรมี คุณสมบัติน่าปลื้มชวนกรี๊ดกันทั้งนั้น แต่เรื่องของเรื่องคือ เตี่ยอยากให้ลูกคนใดคนหนึ่งก็ได้มาสืบทอดกิจการร้านข้าวมันไก่ พอลูกๆชิ่งหนีไปทำอย่างอื่นกันหมด เตี่ยก็เลยชอบพูดอยู่บ่อยๆว่าพวกลูกๆไม่เอาไหน อันที่จริง ใครๆก็รู้ว่าเตี่ยภูมิใจในลูกชายทั้งสามคนจะตายไป
พัดแพรหัวเราะขำกิ๊ก
สามชั่วโมงต่อมา ด้วยท้องที่อิ่มแปร้แทบเดินไม่ได้ เธอกับริต้าก็กลับคอนโด อันที่จริงเธออยากจะอยู่คุยเล่นกับครอบครัวเจ๊มี่อีกสักหน่อยหรอกนะ แต่แหม เธอเพิ่งมาฉุกคิดได้ว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ก็จะครบกำหนดวันที่บรรดาบริษัททั้งหลายจะค่อยๆทยอยประกาศผลการสมัครงานของเธอแล้ว ดังนั้น เธอจึงต้องไปศึกษาข้อดีข้อเสียรวมทั้งองค์ประกอบต่างๆของแต่ละที่ เพื่อเธอจะได้เลือกทำงานในบริษัทที่ทำให้ก้าวหน้าได้มากที่สุด หนังสือคู่มือบอกว่า การเลือกงานผิดนี่เท่ากับตายทั้งเป็นเลยนะจะบอกให้
แถมเธอยังต้องเตรียมคำปฏิเสธบอกปัดสวยๆ ที่ฟังดูดี แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นไว้ให้แก่บริษัทที่เหลือด้วย เพราะบริษัทพวกนี้อาจจะเป็นคู่ค้าของบริษัทเธอในอนาคตข้างหน้าก็ได้ การทำให้คู่ค้าโกรธตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นคงจะไม่ดีแน่ๆ เอาเป็นว่า คืนนี้เธอมีเรื่องต้องคิดต้องทำหนักมากเลยทีเดียวเชียวล่ะ
เฮ้อ บางครั้งเป็นคนเก่งเกินไปก็ใช่ว่าจะดีนะเนี่ย!
..................................
พัดแพรยังคงยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีในตอนที่ขับรถกลับมาถึงคอนโด ตอนแรก แม่ ไอ้พี่พจน์ พี่นนท์ น้องภัทร น้องภูมิ เจ๊มี่ เฮียเมธ เฮียวิทย์ เตี่ย ม่าม๊า เพื่อนหลายคน รุ่นพี่กับรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย เทรน์เนอร์มวยไทยของเธอ อาจารย์และ-เฮ้อ เอาเป็นว่าทุกคนที่เธอรู้จักเลยก็แล้วกัน - ต่างทำหน้าตกอกตกใจและค้านหัวชนฝาเมื่อเธอบอกว่าจะย้ายออกมาอยู่คนเดียว เธอต้องชี้แจงเหตุผลจนปากเปียกปากแฉะกับทุกๆคนว่า คนที่เป็นลูกแหง่อยู่บ้านกับแม่นั้นคือพวกเด็กน้อยไร้เดียงสานักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่ใช่บัณฑิตจบใหม่ว่าที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลขนาดสามารถสั่นคลอนตลาดหุ้นได้ พี่ชายเธอฟังแล้วอ้าปากค้าง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังอย่างดูถูก แต่เมื่อเห็นว่าเธอมุ่งมั่นไม่ยอมเปลี่ยนใจแน่ - อ้อ หลังจากโดนเธอจระเข้ฟาดหางจนต้องหุบปากหยุดหัวเราะไปแล้วน่ะนะ - อย่างน้อยพี่เธอก็ยังอุตส่าห์ช่วยพูดกับแม่ให้อีกแรง
“ยัยแพรอยากไปอยู่คอนโดก็ปล่อยไปเถอะครับ” ไอ้พี่พจน์บอกแม่
“โธ่พจน์” แม่ไม่เห็นด้วย “น้องเป็นผู้หญิงนะลูก ให้ไปอยู่คนเดียวอย่างนั้นได้ยังไง”
“คอนโดผมปลอดภัยดี มียามเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมยังอยู่ใกล้แค่นี้เองด้วย ถ้ายัยแพรอยากกลับบ้านเมื่อไหร่ก็กลับได้ตลอดนะครับ ไม่ใช่ว่าย้ายไปอยู่เมืองนอกซะหน่อย ให้ลองไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวบ้าง บางทียัยแพรอาจเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ได้นะครับ”
เหตุผลของพี่ชายเธอฟังดูดีมีสาระ จนในที่สุดแม่ก็ยอมให้เธอย้ายออกมาอยู่คอนโดจนได้ อันที่จริงเธอมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่เธอไม่ได้บอกใครด้วยคือ ทัศนคติของเธอกับแม่น่ะไปกันไม่ได้เลย ซึ่งเธอล่ะแสนจะรำค๊าญรำคาญ
ตอนที่เรียนจบและย้ายออกจากหอพักของมหาวิทยาลัยกลับมาอยู่บ้าน แค่เช้าวันแรก แม่ก็หวีดร้องแบบผู้ดีรับไม่ได้ เมื่อเห็นเป้ากับกระสอบทรายซึ่งเธอเอามาแขวนไว้ที่ระเบียงหน้าบ้านเพื่อใช้ซ้อมมวยไทย แล้วพอเธออธิบายว่ามวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัวชั้นสูง ที่ต้องฝึกซ้อมทุกวันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ในสภาพฟิตพร้อมสูงสุดเพื่อเตรียมขึ้นสังเวียน แม่ก็กรี๊ดอีกรอบ หาว่าเธอหยาบกระด้าง ไร้ความเป็นผู้ดี ไม่มีความเป็นกุลสตรีไทย โธ่เอ๋ย ฟังแล้วน่าหัวเราะเป็นบ้า!
แม่ไม่เข้าใจเลยว่าเธอเป็นคนแข็งแกร่งแบบสาวสมัยใหม่ จริงๆนะ เธอไม่เคยเห็นใครหน้าไหน แม้แต่ผู้ชายก็เหอะ จะสู้เธอได้สักคน - เฮ้อ ยกเว้นไอ้คู่หมั้นเวรตะไลของพี่นนท์ที่เคยจับตัวเธอไว้ได้ครั้งหนึ่ง แต่ช่างเถอะ นั่นมันผ่านมานานแล้ว ตอนนี้เธอเก่งตั้งขึ้นกว่าตอนนั้นเยอะ - แล้วอย่างนี้จะให้เธอละทิ้งพรสวรรค์ที่พระเจ้าอุตส่าห์ประทานให้ หันไปทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานแบบที่แม่ต้องการได้ยังไง ฉันทำไม่ด้ายยย!
แต่กระนั้นเธอก็ยังอุตส่าห์ยอมประณีประนอมให้แม่ครึ่งทาง ด้วยการเก็บเป้าและกระสอบทรายไว้ไม่ให้แม่เห็นอีก แต่อย่างที่บอก มวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัวขั้นสูงที่ต้องหมั่นฟิตซ้อมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ดังนั้น เช้าวันต่อมา เธอก็เลยไปซ้อมล่อเป้ายกขาเตะต้นกล้วยที่สวนหลังบ้านแทน แน่นอน แม่กรี๊ดแตกและเป็นลมไปเลยเมื่อมาเห็นซากต้นกล้วยที่หักพับเป็นท่อนๆล้มระเนระนาด เฮ้อ อะไรจะรับไม่ได้ขนาดนั้น!
อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เธอทำอย่างนี้ เมื่อก่อน ตอนอยู่ปีหนึ่งที่เธอเริ่มเล่นมวยไทยใหม่ๆ เธอเคยเตะต้นกล้วยล้มมาแล้วหลายครั้ง จนสุดท้าย สวนสวยสไตล์เมืองร้อนของบ้านเธอก็ไม่ได้มีต้นกล้วยพันธุ์แปลกๆ มาปลูกเลยอีกนาน แต่ไม่รู้เพราะอะไร จู่ๆ ปีก่อน แม่เธอเกิดนึกครื้มอกครื้มใจอะไรก็ไม่รู้ ให้คนมาจัดสวนหลังบ้านใหม่ ตกแต่งแบบไทยๆ เพิ่มต้นไม้ใบหญ้าเข้าไปซะร่มรื่นดูเก๋ไก๋ อ้อ รวมถึงต้นกล้วยด้วย ก็เลย หุหุ เข้าทางเธอพอดีเชียว
ขอสารภาพนะ จริงๆแล้วเธอไปซ้อมมวยที่มหาวิทยาลัยหรือฟิตเนสที่เธอเป็นสมาชิกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเตะต้นกล้วยแสนสวยที่น่าสงสารพวกนั้นหรอก เพียงแต่เธออยากแสดงให้แม่ดูเท่านั้นเองว่าเธอเก่งและมีพรสวรรค์มากขนาดไหน เผื่อแม่จะอยากเปลี่ยนใจมาส่งเสริมเธอบ้าง ขอโม้หน่อยเถอะ เวลาที่เธอเตะต้นกล้วยนะ โอ้โห เสียงจะดังป๊าบๆ เป็นจังหวะเท่าเทียมแรงดีไม่มีตก แต่ดูเหมือนวิธีนี้คงไม่ได้ผล เพราะแม่ก็ยังรับไม่ได้เหมือนเดิม แถมยังหาว่าเธอโหดร้ายอีกแน่ะ เฮ้อ เซ็งชะมัด!
ด้วยทัศนคติที่ไม่ตรงกันนี่เอง ถ้าเธอยังขืนอยู่ที่บ้านต่อไป มีหวังคุณนายแม่จะต้องเป็นบ้าตายเข้าสักวันแน่ ดังนั้น เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย แยกกันอยู่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด จริงมั้ย
แรกเริ่มเดิมทีความฝันสูงสุดของเธอคือการร่วมหุ้นเปิดค่ายมวยกับเพื่อนและรุ่นพี่ที่ชมรมมวยไทย แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะกลัวแม่รับไม่ได้นี่แหละ หลังจากนั้น เธอก็มาคิดๆดู ว่าจะเอาพรสวรรค์ไปใช้ประโยชน์ทางด้านไหนดี แล้วเธอก็ตระหนักได้ว่า นอกจากจะเก่งเรื่องศิลปะแม่ไม้มวยไทยแล้ว เธอยังมีความสามารถพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นกุลสตรีมากมายที่แม่พยายามปลุกฝังให้เธอไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็น เปียโน ไวโอลิน บัลเลต์ รำไทย หากบวกกับความฉลาดล้ำลึกที่เธอมี การเป็นสายลับของรัฐบาลก็น่าจะเหมาะที่สุด เธอชอบงานภาคสนาม ชอบความท้าทาย บางทีเธออาจจะแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ก่อการร้ายอะไรสักอย่าง ช่วยกอบกู้โลกจากระเบิดนิวเคลียร์หรืออาวุธชีวภาพ เป็นเบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้โลกสงบสุข โอ๊ยยยย โคตรจะเท่ห์เลย!
แล้วเธอก็มาคิดต่อไป สายลับของรัฐบาล แม้ว่าอาชีพนี้จะฟังดูดีมีค่าน่าสนใจ แต่ยังไงซะก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มข้าราชการอยู่ดี เรื่องของเรื่องคือ ใครๆก็บอกเธอว่า ข้าราชการไทยน่ะเงินเดือนน้อย ดังนั้น เธอจึงล้มเลิกความคิดอยากเป็นสายลับไปในเวลาอันรวดเร็ว ก็แหม เธอเป็นสาวยุคใหม่ผู้มีรสนิยมเป็นเลิศที่ชอบใช้สินค้าคุณภาพดีราคาสูง ได้เงินเดือนแค่จิ๊ดเดียวน่ะเหรอ อี๋ ไม่เอาหรอก!
เธอตั้งใจไว้แล้วว่าพอมีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเองเมื่อไหร่ เธอจะไม่ยอมรับเงินเดือนจากไอ้พี่พจน์อีกต่อไป รวมทั้งจะไม่ให้ไอ้พี่พจน์จ่ายค่าบัตรเครดิตให้ด้วย เธอจะเป็นสาวทำงานผู้ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเองไม่ต้องพึ่งพาใคร รวมทั้งบางทีสักวัน เธอหวังว่าจะสามารถเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ด้วย จริงๆนะ
เธอนึกไตร่ตรอง คิดแล้วคิดอีก ทั้งนั่งคิด นอนคิด ขนาดระหว่างวอร์มร่างกาย กระโดดเชือกกับซ้อมชกลมก็ยังคิด และแล้ว เธอก็ได้ข้อสรุปว่า การเป็นนักธุรกิจหญิงนี่แหละที่เหมาะกับเธอที่สุด มีคนบอกเธอว่าการแข่งขันในสนามการค้านั้นดุเดือด มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม ท้าทายไม่แพ้อาชีพไหนๆ คนที่จะประสบความสำเร็จเหนือคนอื่นได้จะต้องรอบจัด ฉลาดทันคนพลิกแพลงเก่งในหลายๆด้าน ซึ่งเธอมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มเปี่ยมยิ่งกว่าใครทั้งนั้น
อีกอย่าง พี่ชายของเธอก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังมากๆด้วยคนหนึ่งเหมือนกัน เธอจะยอมน้อยหน้าได้ยังไง
บางที บริษัทที่เธอเป็นเจ้าของอาจเติบโตไปไกลจนกระทั่งผลประกอบการสูงลิบแซงหน้าบริษัทของไอ้พี่พจน์ชนิดไม่ติดฝุ่นเลยก็ได้ แล้วนักข่าวก็จะมารุมสัมภาษณ์เธอมากมาย เธอจะเฉิดฉาย โด่งดังและมีชื่อเสียง ไม่ใช่แค่ดังระดับในเอเซียอย่างไอ้พี่พจน์นะ แต่เธอจะดังในระดับโลกเลย โฮะๆ
พัดแพรหัวเราะร่าเริง ก่อนจะรูดคีย์การ์ดและปลดรหัสของล็อคกุญแจแม่เหล็กไฟฟ้า ทันทีที่ประตูเปิดออก ริต้า เจ้าหมาลาบราดอร์สีน้ำตาลอ่อนก็กระโดดโลดเต้นวิ่งออกมาต้อนรับ
“ไง ริต้า” เธอเกาหูนิ่มๆของมันและหัวเราะเสียงดังยิ่งขึ้นเมื่อมันพยายามปีนป่ายตัวเธอขึ้นมาเลียหน้า เมื่อเธอเดินผ่านห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นเข้าไปในห้องนอน มันก็กระดิกหางดิ๊กๆเดินตามเธอต้อยๆ ริต้าเป็นหมาที่ฉลาดที่สุด น่ารักที่สุด ขี้อ้อนที่สุด เก่งที่สุด และโอ๊ยยย เธอรักมันที่สุดเลย
พัดแพรโยนกระเป๋าถือไว้บนเตียง ผ้าปูที่นอนลายดอกไม้น่ารักของเธอยับย่นรุงรังแบบที่แม่มาเห็นคงจะบอกว่าน่าเกลี๊ยดน่าเกลียด ไม่สมเป็นกุลสตรี แต่แหม เมื่อเช้าเธอต้องรีบตื่นแต่เช้าแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานนี่ จะเอาเวลาที่ไหนมาเก็บที่นอนล่ะ จริงมั้ย
จากนั้นเธอก็ถอดสูทตามด้วยเสื้อเชิ้ตเรียบกริบและกระโปรงแคบที่ใส่แล้วดูงามสง่าแบบผู้บริหารระดับสูงแต่อึดอัดเป็นบ้าออกจากตัว เหวี่ยงมันทิ้งที่พื้นอย่างไม่ใส่ใจ และเปิดตู้บิวท์อินในห้องแต่งตัวเพื่อคุ้ยหาเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเก่าๆในลิ้นชักมาใส่ เธอเป็นคนรักสวยรักงามและทนไม่ได้ที่จะดูดีน้อยกว่าคนอื่น แต่เวลาอยู่บ้านเธอชอบใส่อะไรที่สบายๆมากกว่า ระหว่างนั้นเธอก็แกะมวยผมเก๋ไก๋ที่รวบไว้อย่างเรียบตึงไปด้วย ปล่อยผมดำยาวสลวยราวกับม่านไหมเงางามลงมากระจายบนแผ่นหลัง พัดแพรเอามือสางผมลวกๆ กวาดตามองไปรอบๆ และยิ้มกว้างอย่างแช่มชื่น
แสงแดดสาดผ่าผ้าม่านเข้ามา แม้จะดูรกไปบ้างด้วยข้าวของที่เธอยังจัดไม่เข้าที่เรียบร้อย แต่ห้องเพนเฮาส์นี้ก็ยังดูสวยราวกับหลุดออกมาจากนิตยาสารเกี่ยวกับการแต่งบ้าน ที่นี่เคยเป็นที่อยู่เก่าของพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอ ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจย้ายไปปลูกบ้านอีกหลังซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านแม่เธอมากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่าเด็กๆเหมาะกับบ้านที่มีสวนกว้างๆเอาไว้วิ่งเล่นมากกว่าคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง คิดแล้วก็ขำ จากหนุ่มโสดรักสนุกอันดับหนึ่ง ใครจะไปคิดว่าไอ้พี่พจน์จะกลายเป็นแฟมิลี่แมนกะเค้าได้ ไม่อยากจะเชื่อเลย!
เธอฮำเพลงทรุดตัวนั่งบนโซฟา ริต้าครางหงุงหงิงและกระโดดขึ้นมานั่งข้างๆ เธอจุ๊บแก้มมันครั้งหนึ่งก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คอีเมล์ มีบริษัทที่เธอส่งใบสมัครออนไลน์ไปก่อนหน้านี้ยืนยันการนัดสัมภาษณ์เธออีกสามที่ และเธอก็มั่นใจมากว่าจะสามารถสร้างความประทับใจจนบริษัททั้งสามนี้จะรับเธอเข้าทำงานเช่นเดียวกับบริษัทยัยป้าเมื่อเช้า แต่คู่มือคนทำงานที่เธอไปแอบอ่านฟรีที่ร้านหนังสือ--อ้อ คนละเล่มกับคู่มือสมัครงานนะ--บอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่กล้าที่จะพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น ถึงเธอจะทำได้ดีเอามากๆอยู่แล้วก็ตาม แต่การสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปเธอจะต้องเตรียมตัวมากยิ่งขึ้นเพื่อให้มันน่าประทับใจกว่าที่ผ่านมา
ถ้าเอาคร่าวๆ เธอจะต้องคิดวิธีการนำเสนอความสามารถและคุณสมบัติของเธอให้โดดเด่นกว่าคนอื่น แล้วยังต้องคิดถึงวิธีรับมือหากบริษัทไหนเกิดเอาคนโง่ดักดานแบบยัยป้าเมื่อเช้ามาสัมภาษณ์เธออีก เธอต้องเตรียมวิธีการที่จะเธอพูดพลิกแพลงเปลี่ยนข้อดีของผู้สมัครงานคนอื่นให้กลายเป็นข้อด้อยและเสริมทับด้วยสิ่งที่ดีกว่าที่เธอมี เธอจะต้องคิดแผนการแสดงทัศนวิสัยอันกว้างไกลของการเป็นผู้นำองค์กรที่ยิ่งใหญ่ รวมทั้งต้องคิดคำถามฉลาดๆที่ละอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมเอาไว้ถามตอนที่การสัมภาษณ์เสร็จสิ้น
จริงสิ เธอต้องไปช็อปปิ้งชุดทำงานกับรองเท้าสวยๆ เพิ่มอีกหน่อยด้วย อันนี้ถึงคู่มือไม่บอก แต่ขนาดคนปัญญาอ่อนก็ยังรู้เลยว่าแต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
อุตส่าห์เตรียมตัวซะขนาดนี้ คนที่มาสัมภาษณ์งานเธอครั้งต่อไปจะต้องอึ้งกับคุณสมบัติสามร้อยหกสิบองศาของเธอจนพูดไม่ออกไปเลยล่ะ หุหุ
............................
ตลอดสัปดาห์นั้น พัดแพรส่งใบสมัครงานไปที่บริษัทอีกหลายแห่ง รวมทั้งเข้าสัมภาษณ์งานในบริษัทสามแห่งที่ได้นัดไว้ด้วย และเธอทำได้ยอดเยี่ยมมาก คนของแผนกบุคคลจากแต่ละบริษัทต่างพากันประทับใจ โดยเฉพาะบริษัทสุดท้าย ตอนที่เธอแสดงความสามารถในการเป็นผู้บริหารด้วยการเสนอความเห็นว่า ที่บริษัทนั้นมีระบบการจัดการด้านการตลาดที่ไม่ได้เรื่องขนาดไหน แล้วก็ชี้แนะแนวทางว่าจะต้องแก้ไขโดยการไล่พนักงานระดับสูงบางคนออกแล้วให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากกว่าเข้าไปแทนที่ ตบท้ายด้วยการพูด--แค่เป็นนัยๆนะ--ว่า คนรุ่นใหม่ที่ว่านั้นก็เช่นเธอเป็นต้น โอ้โห ผู้ชายกับผู้หญิงอีกสองคนที่เป็นคนสัมภาษณ์มองเธออย่างตกตะลึงเหมือนกับไม่เคยพบคนที่เฉียบขาดหลักแหลมอย่างแตกต่างแบบนี้มาก่อน ขนาดตอนที่เธอเดินด้วยท่วงสง่างามออกจากห้องเมื่อการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น คนพวกนั้นก็ยังคงมองเธอตามหลังตาค้างอย่างทึ่งไม่หาย โฮะๆ
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันครอบครัว ตอนที่พัดแพรชะลอรถเลี้ยวเข้าสู่บ้านแม่ เธอเห็นรถเอสยูวีคันใหม่ของพี่ชายจอดอยู่แล้วที่โรงจอดรถ แล้วเมื่อเธอดับเครื่องและก้าวลงจากลัมเบอร์กินี่คันสวย น้องภัทรกับน้องภูมิ หลานแฝดตัวน้อยของเธอก็วิ่งถลามาทันที พร้อมกับตะโกนเสียงดังบ้านแตกอย่างตื่นเต้นและกระตือรือล้นสุดๆ
“คุณอายัยแพร!” นี่เป็นเสียงน้องภัทร
“คุณอายัยแพรมาแล้ว!” และนี่เป็นเสียงน้องภูมิ
“ป๊ะป๋าไอ้บ้าพจน์!” สองหนุ่มตะโกนพร้อมกัน “คุณอายัยแพรมาแล้วคร๊าบบบ”
พัดแพรหัวเราะพรืด หนูน้อยทั้งสองเป็นเด็กฉลาดเกินวัยและเรียนรู้จดจำสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว พวกแกเรียกพี่ชายเธอว่า ป๊ะป๋าไอ้บ้าพจน์ เลียนแบบใครสักคนที่บังเอิญได้ยินมา ฮ่าฮ่า น่าจะเป็นพี่นนท์ซะด้วยสิ! และแม้ว่าทุกคนในบ้าน--อ้อ ยกเว้นเธอนะ--จะพยายามแก้กันแค่ไหน แต่สองหนุ่มก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนคำที่ใช้เรียกพี่ชายเธอซะที โอ๊ยยย ปลื้มมม สมเป็นหลานรักของฉันจริงๆ!
เธอยิ้มกว้าง ยื่นแก้มให้พ่อหนูทั้งสองจุ๊บทักทาย แล้วก็ใช้ปลายจมูกจั๊กจี้แก้มยุ้ยๆนุ่มนิ่มแบบเด็กๆของพวกแกบ้าง น้องภัทรกับน้องภูมิหัวเราะกิ๊กกั๊ก พวกแกเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามที่สุดที่เธอเคยเห็นมา เหมือนเทพบุตรตัวน้อยๆ ที่น่ารักน่าเอ็นดู ใครๆก็บอกว่าหน้าตาของพวกแกเหมือนพี่ชายเธอไม่ผิดเพี้ยน ขนาดพยาบาลในห้องคลอดยังแซวเลยว่าพี่ชายเธอโคลนนิ่งตัวเองออกมา แถมพวกแกยังแข็งแรงและมีโครงสร้างทางร่างกายที่ดูแล้วเมื่อโตขึ้นน่าจะสูงใหญ่เหมือนไอ้พี่พจน์เธอด้วย แม่เธอพูดอยู่บ่อยๆว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าน้องภัทรกับน้องภูมิจะกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่ทำให้สาวๆหัวใจละลายแบบพ่อของพวกแก ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่หรอกนะ ถึงพี่ชายเธอจะงี่เง่าไปหน่อยและทำตัวเฮงซวยบ้างในบางครั้ง แต่ถ้าเป็นเรื่องหน้าตา ไอ้พี่พจน์ของเธอน่ะ จะเรียกว่าหล่อเทพยังน้อยไปเลย
โธ่เอ๋ย! ก็แม่เธอสวยจะตาย เคยเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยเชียวนะ แล้วอย่างนี้พี่ชายเธอจะหน้าตาทุเรศอัปรีย์ได้ไง จริงมั้ย
ริต้ากระโดดออกจากรถตามเธอลงมา แล้วความสนใจของหลานๆก็พุ่งไปที่มันทันใด สีหน้าของพวกแกแจ่มใสเบิกบานยิ่งกว่าตอนที่ได้เจอเธอซะอีก แน่ล่ะ ริต้าเป็นขวัญใจของเด็กๆอยู่แล้ว
“ริต้า!” น้องภัทรยิ้มกว้าง
“ไอ้หมาบ้าหน้าโง่!” น้องภูมิยิ้มกว้างอวดฟันซี่เล็กๆเหมือนพี่ชายฝาแฝดของแก แล้วต้องเลียนแบบคำพูดนี้มาจากไอ้พี่พจน์แหงๆ ให้ตายสิ!
“คุณอายัยแพร” น้องภัทรโอบแขนน้อยๆรอบขาเธอ เงยหน้าทำตาปริบๆ “น้องภัทรอยากเล่นกับริต้า”
“น้องภูมิก็อยากเล่นกับริต้าเหมือนกัน” ฝาแฝดอีกคนมาเกาะขาเธออีกข้าง
“อนุญาติให้เราเล่นกับริต้าเถอะนะคร๊าบบบ” พวกแกพูดพร้อมกัน
“เหรอจ๊ะ” พัดแพรย่อเข่าเพื่อจะได้สบตาหลานตัวน้อยได้ พวกแกอายุแค่สองขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเทวดาตัวน้อยๆที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ไม่น่าเชื่อว่าพวกแกซนร้ายกาจยิ่งกว่าปีศาจซะอีก โดยเฉพาะกับริต้าที่น่าสงสาร พวกแกชอบปู้ยี่ปู้ยำมันสารพัด มรดกทางพันธุกรรมจากไอ้พี่พจน์แน่เลย!ดังนั้นเธอจึงต้องทำข้อตกลงกันก่อน
“งั้นอาแพรคนสวย--” เธอเปลี่ยนคำพูดเรียกตัวเองใหม่เผื่อหลานๆจะได้จำไว้เรียกเธอครั้งต่อไป “--อนุญาติให้น้องภัทรกับน้องภูมิเล่นกับริต้าก็ได้ครับ แต่ทั้งสองคนต้องสัญญาก่อนว่าจะเล่นกับริต้าของอาดีๆ ห้ามรังแกมันเด็ดขาดเลยนะครับ”
“คร๊าบบบ” สองหนุ่มพยักหน้าตอบคำพร้อมกันเสียงแจ๋ว
“ห้ามดึงหูมัน ห้ามจับหางมันมาบิดเล่น ห้ามขังมันไว้ในห้องเก็บของ ห้ามเอามันไปฝังดิน ห้ามเอาไม้ยัดปากมัน ห้ามทากาวติดขนมัน ห้ามเอาปลอกคอมันไปซ่อน ห้ามระบายสีบนตัวมัน ห้ามเอาคุณศิริ คุณมงคล พ่อยอดชายแล้วก็น้องบุษบาไปขี่มันด้วย” เธอทบทวนในสิ่งที่พวกแกเคยเล่นกับริต้าครั้งก่อนๆ และเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ เพื่อความรอบคอบเธอจึงเสริมว่า “น้องภัทรกับน้องภูมิจะขี่มันก็ไม่ได้เหมือนกันนะครับ”
พ่อหนูน้อยทั้งสองหน้ามุ่ยลงทันที คุณพระคุณเจ้า พวกแกคิดจะขี่ริต้ากันจริงๆรึนี่!
เธอชูนิ้วก้อย “สัญญากับอานะครับ”
พวกแกถอนใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยอมเกี่ยวก้อยสัญญากับเธอแต่โดยดี ไม่ทันไรหนูน้อยทั้งสองก็หน้าตาเบิกบานขึ้นทันควัน และวิ่งถอยเท้าถี่ๆนำหน้าริต้าไปในสวนโดยไม่สนใจเธออีกต่อไป พัดแพรได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เฮ้อ เด็กก็อย่างเนี้ยแหละ!
เธอเดินร่าเริงลั้นลาเข้าไปในบ้าน และต้องชะงักกึก ก่อนจะกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายผสมหมั่นไส้กับภาพตรงหน้า ให้ตายสิ อย่างนี้ทุกทีเลย!
“อืม..ใช่ สุดที่รัก ใช่ อย่างนั้นแหละ”
พี่ชายเธอครางเสียงกระเส่า ริมฝีปากแนบชิดสนิทกับปากแดงจิ้มลิ้มของพี่สะใภ้ ร่างกายทั้งสองเบียดเข้าหากัน มือใหญ่และแขนกำยำของพี่เธอกอดรัดพี่นนท์แน่นยังกะปลาหมึก ลมหายใจทั้งคู่หอบถี่รัว ไอ้พี่พจน์เอียงคอเล็กน้อยเพื่อจะได้จูบพี่นนท์อย่างหนักหน่วงลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่วนพี่นนท์ก็ไม่น้อยหน้า ยกแขนโอบคอไอ้พี่พจน์ไว้ แอ่นตัวไปข้างหลัง ถูๆไถๆหน้าอกนุ่มนิ่มเย้ายวนกับแผงอกไอ้พี่พจน์ โอ๊วววว นี่จะเล่นหนังสดกันรึไง!
ฝาแฝดวิ่งไปหาเธอที่หน้าบ้านแค่แป็บเดียว ไอ้พี่พจน์ฉวยโอกาสที่ได้อยู่ตามลำพังจู๋จี๋กับพี่นนท์อีกแล้ว สองคนนี้พร้อมใช้ทุกโอกาสที่เอื้ออำนวยให้เป็นประโยชน์สูงสุดทุกที่ทุกเวลาเรื่อยเลย ให้ตายสิ!
“อะแฮ่ม!” พัดแพรแกล้งไอ แต่ดูเหมือนทั้งไอ้พี่พจน์และพี่นนท์จะอยู่ในโลกของตัวเองจนไม่ได้สนใจ เสียงจูบจ๊วบจ๊าบยังคงดังไม่เลิกและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆด้วย ยังดีหน่อยที่ทั้งสองคนยังใส่เสื้อผ้าครบชุด แต่ถ้าดูจากปริมาณความหื่นบนหน้าไอ้พี่พจน์ อีกไม่เกินสิบ-ไม่สิ ห้านาทีดีกว่า-ทั้งสองคนจะต้องเปลือยล่อนจ้อนหมดแน่ โอ๊ยยยย ให้มันได้อย่างนี้สิ!
เธอกลอกตาอีกรอบ ความจริงเธอจะยืนดูเงียบๆ ปล่อยให้ทั้งสองคนทำอะไรๆกันให้หนำใจ หรือจะควักมือถือมาแอบถ่ายคลิปไว้ดูเล่นแก้เซ็ง หรือจะหลบไปซ้อมเตะต้นกล้วยในสวนเพลินๆก็ยังได้ แต่ให้ตายเถอะ นี่มันห้องนั่งเล่นนะ! น้องภัทรกับน้องภูมิอาจจะโผล่เข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างน้อยคนจิตใจดีมีมโนธรรมอย่างเธอก็ต้องเตือนทั้งคู่บ้างล่ะ
“อะแฮ่ม!” เธอแกล้งทำเสียงไอดังขึ้นกว่าเดิมจนเกือบกลายเป็นตะโกน
ไอ้พี่พจน์กับพี่นนท์สะดุ้งโหยง หยุดกึกและหันควับมาทางเธอทันที
“แพรว่าไปหาห้องว่างๆสักห้องไม่ดีกว่าเหรอพี่” เธอยิ้มกริ่มและทำเสียงจุ๊จุ๊
“ให้ตายสิ! ยัยแพร” ไอ้พี่พจน์แยกเขี้ยวหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ ฮ่าฮ่า สม!ส่วนพี่นนท์ผละออกจากอ้อมแขนไอ้พี่พจน์ด้วยความเร็วแสง หน้าแดงก่ำ
“วะ..หวัดดีค่ะน้องแพร”
“หวัดดีค้าพี่นนท์” พัดแพรยิ้มเริงร่าและเข้าไปกอดพี่นนท์แรงๆ เธอรักพี่สะใภ้คนนี้ที่สุด พี่นนท์สวยคุณหนู นิสัยดีน่ารัก อ่อนหวานและใจดียิ่งกว่าแม่พระ และที่เธอปลื้มมากๆก็คือ เห็นตัวเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋มเหมือนตุ๊กตาอย่างนี้ก็เถอะ แต่พี่นนท์น่ะ มีรูปร่างเหมือนดาราหนังเอกซ์ไม่มีผิด ทั้งอกใหญ่ยังกะแม่วัว เอวคอด สะโพกผาย รวมๆแล้วก็นุ่มนิ่มอวบอัดน่าฟัดไปทั้งตัว อ๊ายยย น่าอิจฉาจัง!
จริงๆแล้วพี่นนท์ไม่ได้ชื่อปรานนท์ ชื่อจริงตามบัตรประชาชนของพี่นนท์คือเปรมมิกา ส่วนชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้คือปูเป้ พี่นนท์เป็นคนทายาทของแก๊งเจ้าพ่อที่โฉดชั่วสุดๆ และโดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าพ่ออีกคนที่โฉดชั่วสารเลวยิ่งกว่า เฮ้อ เรื่องมันยาว แต่เอาเป็นว่า ถ้าตอนนั้นพี่นนท์ไม่ความจำเสื่อมแล้วโดนไอ้พี่พจน์จับรวบหัวรวบหาง ผู้หญิงดีๆอย่างนี้คงไม่มาลงเอยแต่งงานกับหนุ่มเจ้าชู้เสเพลอย่างพี่ชายเธอแน่ เออหนอ บางครั้งความบ้ากามตัณหาจัดของไอ้พี่พจน์ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะนี่!
“ไม่เจอพี่นนท์ตั้งนาน แพรคิดทึ้งคิดถึง” เธอจุ๊บแก้มพี่นนท์ซ้ายขวาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหันไปถามพี่ชาย “แล้วแม่ล่ะพี่”
“เออ พี่ก็คิดถึงเธอเหมือนกัน” ไอ้พี่พจน์บ่นพึมพำ ทำเสียงประชดสุดๆ อี๋! แค่นี้ทำเป็นน้อยใจ
เวลานั้นแม่เดินลงบันไดมาพอดี คุณนายพิรุณพรรณราย แม่ของเธอเป็นสาวใหญ่วัยทองที่อายุปาเข้าไปห้าสิบกว่าแล้วแต่หุ่นยังผอมเพรียวเช้งกระแด๊ะจนมีหลายคนคิดว่าแม่เธออายุแค่สามสิบปลายๆหรือสี่สิบต้นๆเท่านั้นเอง เคล็บลับความสาวของแม่คือ เต้นแอร์โรบิกส์กับเล่นโยคะวันละหนึ่งชั่วโมง เดินช็อปปิ้งบ่อยๆและไปสปาเป็นประจำ แม่เป็นลูกเสี้ยวเดนมาร์กแต่หัวใจเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็น และถ้าดูจากหน้าแม่ที่ยิ้มแปลกๆแบบมีพิรุธในตอนนี้ เธอคิดว่าแม่คงแอบซุ่มดูไอ้พี่พจน์กับพี่นนท์ตอนที่กำลังจู๋จี๋กันเมื่อกี้จากบนระเบียงชั้นบนแน่เลย เหอๆ รู้หรอกน่า!
“ไงจ๊ะ ยัยแพร” แม่ทักทาย พร้อมกับนั่งลงบนโซฟาและวางตระกร้าสานใบโตลงที่พื้น “ถ้าแม่ไม่เรียกแล้วเรียกอีก ลูกคงไม่ยอมมาหาแม่สินะ”
“แหม ก็ช่วงนี้แพรยุ่งๆสมัครงานนี่คะ” พัดแพรยิ้ม แมวทั้งสี่ตัวของแม่ปีนออกมาจากตระกร้า แล้วเจ้าตัวขนฟูสีทองที่ชื่อคุณศิริก็เข้ามาคลอเคลียขา เธออุ้มมันขึ้นมา “ไง นังแรด”
“ตายแล้ว ยัยแพร!” แม่เธอทำหน้าเหมือนจะเป็นลม “กุลสตรีไม่พูดคำว่าแรดนะจ๊ะ หยาบคาย”
พัดแพรยิ้มกว้างอีก แม่เธอชอบว่าเธออย่างนี้ประจำ แต่ หุหุ ใช่ว่าเธอจะสน แล้วคำว่าแรดมันหยาบตรงไหนกันล่ะนั่น! “โธ่ แม่ขา ก็คุณศิริแรดจริงๆนี่คะ”
คุณศิริกับคุณมงคลเป็นแมวเปอร์เซียตัวกลมขนฟูสีเงินกับสีทองสุดรักสุดหวงของแม่ แม่จับพวกมันตุนาหงันหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวตัวกะเปี๊ยก แล้ววันหนึ่งคุณศิริก็ตั้งท้องซึ่งแม่ก็ดีอกดีใจกรี๊ดกร๊าดใหญ่ แต่ปรากฎว่าพอคลอดออกมา ลูกเพียงตัวเดียวของคุณศิริกลับขนเกรียนตัวเป็นลายน้ำตาลหมองๆดูกระดำกระด่างเหมือนแมวจรจัดที่ชอบมาเดินท่อมๆในสวนหลังบ้านไม่มีผิด พอแม่เห็นเท่านั้นแหละ ก็กรี๊ดด้วยความเจ็บใจออกมาทันที เพราะแม่เฝ้าถนอมฟูมฝักคุณศิริอย่างดี ทั้งหวงทั้งห่วง ให้อยู่แต่ในบ้านกับคุณมงคล-สามีพันธุ์ดีมีชาติกระกูลสูงส่ง-แต่กระนั้น สาวเจ้าก็ยังหนีไปคั่วกับแมวจรจัดหน้าตาเฉย
สุดท้าย เพื่อเห็นแก่ความเป็นครอบเป็นครัว แม้จะเจ็บใจแค่ไหน แต่แม่ก็ให้อภัยคุณศิริ แล้วก็รับเจ้าแมวจรจัดมาเลี้ยงเพิ่มอีกตัว และตั้งชื่อให้มันว่า ‘พ่อยอดชาย’ ส่วนลูกของมัน--ซึ่งตอนแรกไอ้พี่พจน์กับเธอมีความเห็นตรงกันว่าน่าจะให้ชื่อว่า ‘ไอ้ลูกชู้’ –แม่กลับให้ชื่อมันซะสวยเชียวว่าน้องบุษบา ไม่เข้ากับตัวเลยสักนิด!
ไอ้พี่พจน์ คนใจดำ! เอามือผลักพ่อยอดชายให้ตกกลิ้งไปบนพื้นเมื่อมันกระโดดขึ้นมานั่งบนตัก “ไอ้แมวบ้า ไปให้พ้น อย่าสะเออะ”
“โธ่พจน์ นายนี่น้า” พี่นนท์หัวเราะ อุ้มพ่อยอดชายมานั่งบนตักเสียเอง แล้วก็ลูบท้องมันอย่างเอาใจ
“พูดถึงเรื่องสมัครงาน” แม่พูดกับเธอ “แม่ว่าลูกอย่าลำบากเที่ยวตะลอนๆไปสมัครงานที่ไหนเลย ไปทำงานบริษัทพี่เราไม่ดีกว่าเหรอ”
“อี๋ ไม่เอาหรอกค่ะแม่ แพรจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างด้วยตัวเอง ถ้าเริ่มงานที่บริษัทอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับไอ้พี่พจน์ เวลาแพรแยกออกมาตั้งบริษัทของตัวเองแล้วกิจการไปได้ดี ผลกำไรติดอันดับโลก คนจะได้ชื่นชมนับถือว่าแพรเก่งมีความสามารถจริงๆที่ทำได้ ไม่ใช่เพราะอาศัยความช่วยเหลือผลักดันจากพี่”
“ทำเป็นพูดไป ยัยตัวแสบ” ไอ้พี่พจน์ลากเสียงแบบที่ฟังแล้วน่าหมั่นใส้สุดๆ “สมัครไปก็ไม่มีที่ไหนเค้ารับคนอย่างเธอหรอกน่า”
“ไอ้พี่บ้า! อย่ามาดูถูกกันนะ” เธอใช้ศอกถองพี่ชายเต็มแรง “จะบอกให้ว่าแพรไปสัมภาษณ์งานที่ไหนเค้าก็ชอบแพรกันทั้งนั้น ตอนนี้ถึงจะยังไม่มีที่ไหนประกาสผลแบบเป็นทางการ แต่แพรรู้ว่าเค้ารับแพรทุกที่เลยนั่นแหละ”
ไอ้พี่พจน์กลอกตาแบบไม่เชื่อที่เธอพูดเลยสักนิด “จบแค่ปริญญาตรี ไม่มีประสบการณ์ แต่เงินเดือนขั้นต่ำที่ต้องการคือห้าหมื่นแปด ถ้ามีที่ไหนรับเธอนะ พี่จะแก้ผ้าฟ้อนรอบบ้านเลย คอยดูสิ”
กรี๊ดดด กรี๊ดดด กรี๊ดดด หนอยแน่ะ!พัดแพรข่มอารมณ์ที่จะไม่ซัดหมัดเสยคางพี่ชาย ไอ้พี่พจน์เป็นพี่ชายที่แสนจะเฮงซวยไม่ได้เรื่อง แต่เป็นนักธุรกิจที่ฉลาดหลักแหลม เธอรู้ดีว่าไอ้พี่พจน์พูดแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้บริษัทอื่นได้ตัวเธอไป เธอเป็นคนเก่งมีความสามารถ เป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่า ถ้าไอ้พี่พจน์ได้เธอเข้าไปทำงานด้วยกัน บริษัทจากที่รุ่งอยู่แล้วก็จะเจริญเติบโตรุ่งเรืองขึ้นอีกมาก ไม่อย่างนั้นพี่เธอจะชวนแล้วชวนอีกตั้งหลายครั้งทำไม จริงมั้ย
“ไอ้พี่บ้า ห้าหมื่นแปดมันแปลกตรงไหนล่ะ” เธอพ่นลมในจมูกอย่างหงุดหงิด แค่นี้ฉันก็จะไม่พอกินอยู่แล้วนะ! “คู่มือสมัครงานบอกว่า เวลาเรียกเงินเดือนให้ดูจากอัตราปกติของคนที่มีวุฒิและมีความสามารถเท่าๆกันกับเรา ความจริงคนเก่งรอบด้านอย่างแพรน่ะ ต้องเรียกเป็นแสนเลยด้วยซ้ำ”
ไอ้พี่พจน์อ้าปากค้างเหมือนคนพูดไม่ออก ก่อนจะถอนใจเหมือนคนปลงตก “เอาเถอะ ยัยตัวแสบ อยากทำอะไรก็ทำไปก่อนเถอะ สุดท้ายเธอก็ต้องซมซานมาขอทำงานที่บริษัทพี่อยู่ดีแหละ ถึงตอนนั้นจะหัวเราะให้ฟันร่วงเลย”
หนอยแน่ะ ดูถูกกันซะจริง!
พี่นนท์ยิ้ม “พี่ขอเป็นกำลังใจให้น้องแพรนะคะ พี่เชื่อค่ะว่าน้องแพรทำได้”
ไอ้พี่พจน์นิ่วหน้า “ปรานนท์ อย่าให้ความหวังลมๆแล้งๆกับยัยแพรอย่างนั้นสิ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มตอบพี่สะใภ้ ไม่สนใจคำค่อนแคะของพี่ชาย “ถ้าสุดท้ายไอ้พี่พจน์ต้องแก้ผ้าฟ้อนรอบบ้าน แพรก็จะหัวเราะให้ฟันร่วงเลยเหมือนกัน”
หลังจากนั้น เธอก็นั่งคุยเรื่องแผนการในอนาคตให้แม่และพี่นนท์ฟัง แม้ว่าไอ้พี่พจน์จะชักใบให้เรือเสียด้วยการบ่นนั่นบ่นนี่ไม่เลิก แต่เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวของน้องภัทรกับน้องภูมิที่กำลังวิ่งเล่นกับริต้าในสวนดังเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะๆ น่ารักที่สุดเลย!
และระหว่างที่แม่เล่าข่าวสารแวดวงคุณหญิงคุณนายที่เพิ่งไปอัพเดทมาจากการออกงานครั้งล่าสุด แม่ก็หยิบขดด้ายออกมาถักโครเชต์ไปด้วย จะว่าไป เธอไม่เคยเห็นแม่ไม่เคยนั่งเฉยๆโดยไม่มีเข็มโครเชต์และขดด้ายอยู่ในมือเลยสักครั้ง คราวนี้คงถักเสื้อให้น้องบุษบาล่ะมั้ง!
“อุ๊ย! นี่แม่เล่ารึยัง” แม่นึกขึ้นได้ “ยัยลิซซ่ากิ๊กเก่าของพี่ชายลูกจับเหยื่อใหม่ได้แล้วนะ”
“เหรอคะ” พัดแพรตาโต เธอเคย ‘เกือบจะ’ ได้ตบยัยลิซซ่ากลางห้างสรรพสินค้าที่มีคนดูเยอะๆอยู่แล้วเชียว แต่ตอนนั้นยัยปลาร้านี่ดันเดินหนีไปซะก่อน “ไม่น่าเชื่อเลย โลกนี้นอกจากไอ้พี่พจน์แล้วยังมีผู้ชายปัญญานิ่มเหลืออีกเยอะเลยนะคะเนี่ย”
พี่ชายเธอพ่นลมออกจากจมูกอย่างหงุดหงิด “เออ หลอกด่ากันเข้าไป”
พี่นนท์หัวเราะ “แล้วแฟนใหม่ลิซซ่าคือใครเหรอคะคุณแม่”
“ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกจ๊ะ” แม่บอกพี่นนท์ “ก็เจ้าผู้ชายโรคจิต เสี่ยตั้ม คู่หมั้นเก่าของหนูไง”
“พี่ตั้มน่ะเหรอคะ” พี่นนท์ทำหน้าแปลกใจ “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ต้องมีการเข้าใจผิดอะไรสักอย่างแน่เลย”
“ไม่นะจ๊ะ คุณศไลโศภิญเห็นมากับตาเลยว่าสองคนนี้ไปกินอาหารฝรั่งเศสด้วยกันสองต่อสอง” แม่ทำเสียงจุ๊จุ๊ “หนูนนท์อย่าทำหน้าไม่เชื่อกันอย่างนั้นสิจ๊ะ แม่รับรองจ๊ะว่าเป็นคู่หมั้นหนูตัวจริงเสียงจริง ไม่ผิดคนแน่นอน ถึงเขาจะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยออกปาร์ตี้ให้ใครได้เห็นหน้าเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ใครๆก็รู้จักเสี่ยตั้มกันทั้งนั้นนะจ๊ะ”
พี่นนท์ทำหน้าไม่สบายใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องเตือนพี่ตั้มเสียหน่อยแล้วล่ะค่ะ
พัดแพรรู้ดีว่าพี่สะใภ้ยังรัก - ในแบบพี่ชายนะ! - และเคารพอดีตคู่หมั้นของตัวเองอยู่ ถึงขนาดติดต่อและพาน้องภัทรกับน้องภูมิไปเยี่ยมหาเป็นประจำ ซึ่งถ้าเธอเป็นไอ้พี่พจน์นะ เธอคงจะห้ามพี่นนท์เข้าไปยุ่งกับผู้ชายเลวๆแบบนี้อย่างเด็ดขาดเลย ให้ตายสิ ไอ้พี่งี่เง่า!
เธอเคยเจอกับคู่หมั้นของพี่นนท์มาบ้างครั้งสองครั้งเมื่อนานมาแล้ว และบอกได้เลยว่าไอ้เวรตะไลนี่เป็นคนเลวจริงๆ ไม่ใช่ว่าเธอมีอคติอะไรเลยนะ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังงงไม่หายว่าทั้งๆที่ถูกผู้ชายคนนี้มือกับเสี่ยทรงชัยกลั่นแกล้งรังแกบังคับขู่เข็ญสารพัด แต่ทำไมพี่นนท์ถึงยังตาบอดคิดว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนใจดีอยู่ได้
เฮ้อ เพราะพี่นนท์ซื่อและอ่อนต่อโลกเกินไปน่ะสิ!
แต่เธอไม่ใช่คนอย่างนั้น “โธ่ พี่นนท์ขา จะไปเตือนเขาทำไมล่ะคะ ผู้หญิงก็ร้ายชายก็เลว แพรว่าเหมาะสมกันดีออก”
แม่หัวเราะคิกคัก “แหม ยัยแพรพูดถูกใจ๊ถูกใจแม่จริงๆ” แม่เองก็เป็นคนหนึ่งที่เกลียดอดีตคู่หมั้นของพี่นนท์เข้าใส้เช่นเดียวกัน
พี่นนท์ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไอ้พี่พจน์เห็นอย่างนั้นก็เลยปลอบ
“สุดที่รัก อย่าห่วงเลย” ไอ้พี่พจน์บีบมือพี่นนท์เบาๆ “เจ้าศราวุธเหลี่ยมจัดจะตายไป ไม่หลงกลผู้หญิงเพี้ยนๆ สมองกลวงอย่างลิซซ่าหรอกน่า อย่างมากก็ควงเล่นไม่กี่วันเท่านั้นแหละ”
สีหน้าพี่นนท์สบายใจขึ้น แล้วก็ยิ้มออกมา “นั่นสินะ พี่ตั้มคงไม่ตาต่ำขนาดนั้น”
โอมเพี้ยง ขอให้พี่นนท์คิดผิดทีเถอะ!
ขณะนั้นเอง มีเสียงตึงตังมาจากทางประตูหลังบ้าน แล้วริต้าก็วิ่งเข้ามาในห้อง โดยมีน้องภัทรกับน้องภูมิวิ่งตามมาติดๆ
ริต้ากระดิกหางทำตาฉ่ำๆออดอ้อนน่ารัก อืม..มีแค่เศษใบไม้ติดขนกับกิ่งไม้ยาวๆเสียบปลอกคอมานิดหน่อย นับว่าคราวนี้ริต้าสุดที่รักของเธอโดนปู้ยี่ปู้ยำน้อยกว่าทุกครั้ง ขอบคุณสวรรค์!
น้องภัทรกับน้องภูมิอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของพี่นนท์ และแย่งกันเล่าจ๋อยๆ ให้ทุกคนฟังเรื่องแมวจรจัดสีดำชู้ตัวใหม่ของคุณศิริที่มาป้วนเปี้ยนแถวบ้าน แล้วก็ถูกริต้าเห่าไล่ไปเมื่อกี้
“ไอ้หมาห้าหมื่น แกโง่ได้ถูกที่ถูกเวลาอีกแล้ว” ไอ้พี่พจน์หัวเราะ ลูบหัวริต้าไปด้วย จนถึงเวลานี้พี่เธอยังหลงคิดว่าเธอซื้อริต้ามาห้าหมื่นจริงๆ งี่เง่าเป็นบ้า!
เด็กๆวิ่งปร๋อเข้ามาอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกแกเริ่มหิวกันแล้ว พัดแพรยกนาฬิกาขึ้นมาดู อีกห้านาทีจะสิบเอ็ดโมง เป็นเวลาที่เหมาะแก่การโกยแน็บพอดีเลย
เธอลุกขึ้น “แพรว่าแพรคงต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
“อ้าว ทำไมรีบกลับล่ะจ๊ะ” แม่ท้วง “อยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนสิ”
“นั่นสิคะ น้องแพร” พี่นนท์เห็นด้วยกับแม่ “พี่ทำกับข้าวมาจากบ้านตั้งหลายอย่าง น่ากินทั้งนั้นเลย”
นั่นไง ว่าแล้วมั้ยล่ะ!
เพราะอย่างนี้ไงเธอถึงต้องโกยแน็บ พี่นนท์เป็นแม่ศรีเรือนที่ชอบเข้าครัวมากๆ อาหารของพี่นนท์หอมกรุ่นชวนน้ำลายหกและสวยน่ากินไปทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าทำไม รสชาติมันถึงห่วยแตกเหลือทน โลกนี้มีแต่ไอ้พี่พจน์กับลูกๆเท่านั้นที่กินกับข้าวของพี่นนท์ได้หน้าตาเฉย ขนาดแม่ยังแอบทำหน้าสยดสยองเลย ฮ่าฮ่า งานนี้ตัวใครตัวมันล่ะนะ!
“แพรก็อยากอยู่ต่อนะคะพี่นนท์” เธอหาข้ออ้างมาโกหกอย่างรวดเร็ว “แต่แพรมีนัดว่าจะไปทานข้าวที่บ้านเจ๊มี่แล้วน่ะค่ะ”
“งั้นเอาไว้คราวหน้าก็ได้ค่ะ” พี่นนท์ยิ้ม “พี่ฝากความคิดถึงปรมีด้วยนะคะ”
“ค่ะ แล้วแพรจะบอกเจ๊มีให้”
พัดแพรคว้ากระเป๋า และหากุจแจรถข้างใน จังหวะที่เธอลุกจากโซฟา หลานๆก็วิ่งมา คนหนึ่งด้านหน้าคนหนึ่งด้านหลัง และปัดกระโปรงเธอเปิดขึ้นหน้าตาเฉย
“ตายแล้ว!” แม่เธอ ที่พวกแกเรียกว่า ท่านแม่ย่า ทำหน้าตกใจ “ไปเปิดกระโปรงอาแพรอย่างนั้นได้ยังไง”
“ทำไมเราถึงเปิดกระโปรงคุณอายัยแพรไม่ได้ล่ะครับ” น้องภัทรถาม
“สุภาพบุรุษเค้าไม่ทำแบบนั้นกันจ๊ะ” แม่เธอตอบ หลังจากที่ทำให้เธอเป็นกุลสตรีไม่สำเร็จ แม่ก็เลยหันเหไปพยายามปลูกฝังความเป็นสุภาพบุรุษให้พวกหลานแทน
แต่ดูเหมือนว่าพวกแกจะไม่รู้ว่าสุภาพบุรุษคืออะไร น้องภัทรกับน้องภูมิขมวดคิ้วด้วยท่าทางที่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนสมเป็นแฟดไข่ใบเดียวกัน ดูน่ารักมากๆเลย
“ถ้าพวกหลานทำอย่างนั้นอีก ย่าจะตีจริงๆด้วย”
“แต่วันนั้นเราเห็นป๊ะป๋าเปิดกระโปรงคุณแม่หนูนนท์นี่ครับ” น้องภูมิบอก
“แถมป๊ะป๋ายังเอามือไปจับส่วนที่กุลสตรีไม่ควรพูดถึงของคุณแม่หนูนนท์ด้วย” น้องภูมิเสริม
“ทีป๊ะป๋ายังทำได้แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้ล่ะครับ” พวกแกถามพร้อมกัน
แม่ทำหน้าเหมือนจะเป็นลม
พัดแพรหัวเราะก๊าก “น่าแปลกนะ พวกพี่เครื่องร้อนกันขนาดนี้แต่ทำไมถึงยังปั๊มหลานสาวให้แพรไม่ได้ซะทีน้า”
ไอ้พี่พจน์ยิ้มกริ่ม “พี่กำลังพยายามอยู่นี่ไง” และขยิบตาแบบหื่นๆให้พี่นนท์
พี่นนท์หน้าแดงก่ำ เอามือฟาดไหล่ไอ้พี่พจน์ดังเพี๊ยะ
เธอหันไปหาหลานๆ “แล้วหลังจากนั้นป๊ะป๋าทำอะไรต่--”
“ยัยแพร หยุดนะ!” แม่เอ็ดเธอ และบอกน้องภัทรกับน้องภูมิ-โดยที่สายตายังจ้องที่ไอ้พี่พจน์ตาเขียวปั๊ด-ว่า “เดี๋ยวย่าก็จะตีป๊ะป๋าของพวกหลานเหมือนกันจ๊ะ”
พัดแพรหัวเราะและโบกมือบ้ายบายทุกคน ก่อนจะขับรถออกมาจากบ้าน นอกจากโดนตีแล้วไอ้พี่พจน์-คนเดียวนะ พี่นนท์ไม่เกี่ยว-คงโดนสวดยับด้วย เป็นที่รู้กันว่าไอ้พี่พจน์น่ะบ้ากามตัณหาจัดจะตาย ส่วนพี่นนท์เจอพี่ชายเธอลูบๆคลำๆเข้าหน่อยก็เป็นอ่อนระทวยแล้ว คู่สร้างคู่สมอะไรอย่างนี้!
และไหนๆก็บอกพี่นนท์ไปแล้วว่าจะไปหาเจ๊มี่ ประกอบกับที่เธอเองก็ว่างๆไม่มีอะไรทำ ดังนั้นก็ไปหาเจ๊มี่ซะเลยไม่ดีกว่าเลยล่ะ ไวเท่าความคิด พัดแพรหักรถเปลี่ยนเลน มุ่งหน้าไปทางบ้านเจ๊มี่ทันที คนขับรถญี่ปุ่นรุ่นตลาดดาษดารที่เธอปาดหน้าแซงบีบแตรด่าเสียงดังสนั่น แต่เธอไม่ถือสาหรอก โฮะๆ อิจฉาที่รถฉันสวยกว่าล่ะสิ!
บ้านของเจ๊มี่เป็นร้านข้าวมันไก่สามคูหาตั้งอยู่ใจกลางย่านเยาวราช โด่งดังขึ้นชื่อลือชาและขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีลูกค้าทัวร์ไทยทัวร์จีนมาแย่งกันกินให้วุ่นวะวุ่นวายยิ่งกว่าแจกฟรี เตี่ยของเจ๊มี่ได้สูตรเด็ดมาจากอากงก่อนที่ท่านจะสิ้นใจตายเมื่อสี่สิบปีก่อน และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้าวมันไก่ที่ไหนจะอร่อยเหาะเทียบชั้นกับของเตี่ยได้เลย
พัดแพรโชคดีที่พบที่จอดรถฝั่งตรงข้าม ร้านข้าวมันไก่บ้านเจ๊มี่จัดแต่งแบบโรงเตี๊ยมจีนโบราณอย่างมีศิลป์ นาฬิกาลูกตุ้มลายมังกรที่หน้าร้านบอกเวลาเที่ยงตรงพอดีแด๊ะ ในร้านกำลังวุ่นวายจอแจ กองทัพเสี่ยวเอ้อ-เตี่ยยืนยันให้เรียกอย่างนี้-เดินเสริฟและรับออร์เดอร์กันขวักไขว่ เฮียวิทย์เคยเมาท์ให้เธอฟังว่า ร้านนี้มีเสี่ยวเอ้อร่วมห้าสิบคนแน่ะ
“อีหนูพัดแพร!” เตี่ยยิ้มกว้างเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะส่งมีดอีโต้ให้เสี่ยเอ้อหน้าเขียงที่อยู่ใกล้ๆผ่าอกไก่ต่อ ตอนนี้เตี่ยมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและทำบัญชีในร้านเท่านั้น แต่มีบ้างนานๆครั้งที่เตี่ยจะลุกมาจับอีโต้แล่เนื้อไก่เพื่อรำลึกความหลัง “ดีใจจังที่ได้เห็นหนู กินอะไรมารึยัง”
“ยังเลยค่ะ” เธอยิ้ม “ว่าจะมาขอข้าวบ้านเตี่ยกินนี่แหละ”
“ไม่มีปัญหา” เตี่ยหัวเราะ “มามะนังหนู เราไปหลังบ้านกันดีกว่า” เตี่ยสั่งเสี่ยวเอ้ออีกคนที่เดินผ่านมาพอดีว่า “พิเศษจาน ไม่หนัง ไม่เลือด เสริฟหลังบ้านอั๊วนะ เร็วๆด้วย”
เธอยิ้ม และตามเตี่ยไปทางประตูหลังของร้านซึ่งทะลุออกไปสู่ส่วนที่เป็นพักอาศัย ม่าม๊าของเจ๊มี่ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์พอเห็นเธอก็ยิ้มกว้าง “หนูแพร ม่าม๊ากำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย”
“หวัดดีค่ะม่าม๊า” เธอทักทาย และเข้าไปนั่งข้างๆ
วิเวียนกับจัสติน หมาลาบราดอร์สีน้ำตาลอ่อนสองตัว ซึ่งกำลังนอนเล่นอยู่ใกล้ๆกับเก้าอี้ของม่าม๊า ลุกขึ้นมาหาริต้าที่เดินตามเธอมาด้วย พวกมันดมๆพิสูจน์กลิ่นกันนิดหน่อย ก่อนจะกระดิกหางดิกๆ และกระโดดขึ้นๆลงๆเล่นอย่างสนุกสนานสุดๆ แน่ล่ะ วิเวียนกับจัสตินเป็นพ่อแม่ของริต้านี่
“ไอ้มี!” เตี่ยตะโกนดังลั่น
“อะไรอีกล่ะเตี่ย!” เสียงเจ๊มี่ดังตอบกลับมาจากชั้นบน
“อีหนูแพรมาโว้ย!”
มีเสียงวิ่งลงบันไดตึ้งๆ ไม่นานเจ๊มี่ก็ปรากฎตัว และยิ้มกว้างเช่นเดียวกับม่าม๊าเมื่อเห็นเธอ
เจ๊มี่เป็นเพื่อนคู่หูที่สนิทที่สุดของเธอ อันที่จริงจะเรียกว่าเพื่อนก็อาจไม่ถูกนักเพราะเจ๊มี่แก่กว่าเธอสองปี พัดแพรรู้จักเจ๊มี่มาตั้งแต่เธออยู่หมาวิทยาลัยปีหนึ่ง เจ๊มี่เป็นคนที่บึกบึนล่ำสัน ตัวทั้งเนื้อทั้งตัวหนาปึ๊กอุดมไปด้วยมัดกล้ามกำยำ แฟนเก่าของเจ๊มี่-ไอ้ผู้ชายสารเลว!-ชอบคนล่ำๆยิ่งล่ำเท่าไหร่ยิ่งดี ดังนั้นเจ๊มี่ก็เลยไปอยู่ชมรมเพาะกายเพื่อเอาใจ แต่ไปๆมาๆ เจ๊มี่เกิดติดใจศาสตร์ความงามของการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โต แม้ว่าจะเลิกกับแฟนไปแล้ว เจ๊มี่ก็ยังคงเล่นเพาะกายต่อไป เธอกับเจ๊มี่รู้จักกันเพราะห้องชมรมเพาะกายกับห้องชมรมมวยไทยของเธออยู่ติดกัน ส่วนสนิทกันได้ยังไงน่ะเหรอ อืม..ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ!
เวลานี้เจ๊มี่เป็นทนายความของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศที่โด่งดังมากๆแห่งหนึ่ง เจ๊มี่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทและการควบรวมกิจการ เจ๊มี่เก่ง ฉลาดรอบคอบและมีรับผิดชอบสูง อีกไม่เกินสามปีคงได้ขึ้นเป็นทนายความหุ้นส่วนของสำนักงานอย่างไม่ต้องสงสัย อนาคตไกลจริงๆ แต่เจ๊มี่จะไม่มีวันได้เป็นทนายหุ้นส่วนหรอกนะ เพราะเจ๊มี่สัญญากับเธอไว้แล้วว่าถ้าเธอเป็นเจ้าของบริษัทของตัวเองเมื่อไหร่ เจ๊มี่จะย้ายมาเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายให้
“ไง น้องแพร มาขอข้าวบ้านจะ--” เจ๊มี่รีบเปลี่ยนคำเรียกตัวเอง “--พี่อีกแล้วล่ะสิ”
เตี่ยเป็นคนใจดีน่ารัก แต่คับแคบและหัวโบราณสุดๆในบางเรื่อง เจ๊มี่ไม่กล้าบอกเตี่ยว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชาย และเมื่ออยู่ต่อหน้าเตี่ย เจ๊มี่จะต้องแกล้งแอ๊บแมนตลอดเวลา
ม่าม๊าบอกว่า ถ้าเตี่ยรู้ความจริงที่เจ๊มี่ปกปิดไว้ เตี่ยต้องถลกหนังเจ๊มี่ทั้งเป็นแน่ๆ น่าเห็นใจที่สุดเลย!
“เฮอะ ใครบอกล่ะพี่มี” เวลาอยู่ต่อหน้าเตี่ยเธอต้องเรียกเจ๊มี่อย่างนี้ “แพรพาริต้ามาหาวิเวียนกับจัสตินต่างหากล่ะ”
“โอเค เชื่อสนิทเลย” เจ๊มี่ยักไหล่ยิ้มๆ
เวลานั้นเอง เสี่ยวเอ้อเอาข้าวมันไก่มาเสริฟให้เธอพอดี อา หอมฉุยน่าทานอะไรอย่างนี้
เตี่ยยิ้ม “หิวไม่ใช่เหรอ ลุยเลยสิ”
เธอหยิบช้อนส้อมแต่ยังไม่เริ่มลงมือ “แล้วพวกเตี่ยกับม่าม๊าไม่ทานกันเหรอคะ”
“เราอิ่มกันแล้วล่ะจ๊ะ” ม่าม๊าบอก “หนูทานเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียเปล่าๆ”
“งั้นแพรลุยล่ะนะคะ” เธอตักข้าวพร้อมไก้ชิ้นโตๆแน่นๆเข้าปาก และทำหน้าเคลิบเคลิ้ม “อ๊ายยยย กินเมื่อไหร่ก็อร๊อยอร่อย เตี่ยบอกเคล็บลับสูตรเด็ดให้แพรบ้างสิคะ ถามกี่ทีๆ ก็ไม่ยอมบอก”
เตี่ยหัวเราะเสียงดัง “แต่งงานกับไอ้มีสิ แล้วเตี่ยจะบอก”
เธอหันไปสบตากับม่าม๊าและเจ๊มี่ ซึ่งทั้งสองส่ายหน้ายิ้มๆ
เตี่ยคิดว่าเธอกับเจ๊มี่เป็นแฟนกัน และชวนให้เธอแต่งงานกับเจ๊มี่อยู่บ่อยๆ เตี่ยปลื้มเธอเอามากๆ อยากได้มาเป็นสะใภ้สุดใจขาดดิ้น ส่วนม่าม๊าเองก็เคยพยายามให้เจ๊มี่จับคู่เธอกับพี่ชายทั้งสองคนซึ่งเป็นผู้ชายแท้ๆด้วย แต่อนิจจาฟ้าดิน เฮียวิทย์ส่ายหน้าดิก และบอกว่า “โหดอย่างอีหนูแพรเฮียรับไม่ไหวว่ะ” ส่วนเฮียเมธก็ส่ายหน้าดิกเช่นกัน “ได้อีหนูแพรเป็นเมีย เฮียฆ่าตัวตายดีกว่า”
แน่ล่ะ พอทั้งสองคนพูดจบก็โดนเธอต่อยเบ้าตาแตกทันที
เฮอะ! ไม่ใช่ว่าเธอจะอยากแต่งงานกับเฮียวิทย์หรือเฮียเมธหรอกนะ แต่ฟังแล้วมันจี๊ดจริงๆ ให้ตายสิ
“แพรยังไม่คิดจะแต่งงานตอนนี้หรอกค่ะ” เธอบอกเตี่ยตามความจริง “แพรต้องเป็นประธานบริษัทของตัวเองก่อนถึงค่อยคิดมีครอบครัว”
“เหรอ เตี่ยกับพี่คงต้องรอน้องแพรอีกนานเลยนะเนี่ย” เจ๊มี่แกล้งทำหน้าเสียดายได้เหมือนผู้ชายสุดๆ “แล้วนี่สมัครงานไปถึงไหนแล้วล่ะ”
“ก็ไปสัมภาษณ์มาหลายที่ เค้าชอบแพรกันทั้งนั้นเลย แหม บริษัทไหนๆก็อยากได้คนเก่งๆมาทำงานด้วยนี่เนอะ” เธอหัวเราะคิกคัก “ถ้าอาทิตย์หน้าเค้ามารุมแย่งซื้อตัวแพรกัน เจ๊-เอ๊ย-พี่มีต้องช่วยแพรนะ”
แทนที่จะขำกลิ้งไปกับมุกตลกของเธอ เตี่ย ม่าม๊า และเจ๊มี่ต่างเงียบและมองหน้ากัน หมายความว่าไงน่ะ!
เจ๊มี่ถอนใจ “พี่ว่าน้องแพรทำใจไว้เผื่อเค้าปฏิเสธไม่รับบ้างก็ดีนะ”
“เฮ้! พูดงี้ได้ไง”
“แหม ก็งานสมัยนี้หายากจะตาย” เจ๊มี่เผลอกระดิกนิ้วก้อยและพูดจีบปากจีบคอนิดๆ ยังดีที่เตี่ยไม่ได้สังเกตุ “พี่กลัวน้องแพรจะผิดหวัง”
“อี๋ ไม่มีทางหรอก” เธอส่ายหน้าแบบไม่เห็นด้วย และเพราะไม่อยากคุยเรื่องสมัครงานอีกต่อไป เธอจึงหันไปหาม่าม๊า “แล้วนี่เฮียวิทย์กับเฮียเมธไม่อยู่เหรอคะ”
“เจ้าวิทย์อยู่แท่นยังไม่กลับ ส่วนเจ้าเมธไปบินจ๊ะ” ม่าม๊าบอก
“มีลูกก็เหมือนไม่มี ไม่รู้จักอยู่บ้านอยู่ช่อง” เตี่ยพ่นลมในจมูกอย่างหงุดหงิด “ดูสินังหนูแพร ลูกเตี่ยมันไม่เอาไหนกันสักคน”
“มั่วแล้วเตี่ย” เจ๊มี่พูด “อย่าเอาผมไปรวมด้วยดิ ผมยังอยู่บ้านนะ”
“แต่ลื้อก็ไม่ได้ดั่งใจเตี่ยอยู่ดีนั่นแหละ”
เจ๊มี่ยิ้มและยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ ส่วนม่าม๊าส่ายหน้าแบบอิดหนาระอาใจให้เตี่ย
เฮียวิทย์เป็นหัวหน้าวิศวกรประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล เฮียเมธเป็นนักบินและเพิ่งได้เป็นกัปตันเมื่อสามเดือนก่อน ส่วนเจ๊มี่เป็นทนายความอนาคตไกล อาตี๋สามหน่อของบ้านนี้ ปรวิทย์ ปรเมธ ปรมี คุณสมบัติน่าปลื้มชวนกรี๊ดกันทั้งนั้น แต่เรื่องของเรื่องคือ เตี่ยอยากให้ลูกคนใดคนหนึ่งก็ได้มาสืบทอดกิจการร้านข้าวมันไก่ พอลูกๆชิ่งหนีไปทำอย่างอื่นกันหมด เตี่ยก็เลยชอบพูดอยู่บ่อยๆว่าพวกลูกๆไม่เอาไหน อันที่จริง ใครๆก็รู้ว่าเตี่ยภูมิใจในลูกชายทั้งสามคนจะตายไป
พัดแพรหัวเราะขำกิ๊ก
สามชั่วโมงต่อมา ด้วยท้องที่อิ่มแปร้แทบเดินไม่ได้ เธอกับริต้าก็กลับคอนโด อันที่จริงเธออยากจะอยู่คุยเล่นกับครอบครัวเจ๊มี่อีกสักหน่อยหรอกนะ แต่แหม เธอเพิ่งมาฉุกคิดได้ว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ก็จะครบกำหนดวันที่บรรดาบริษัททั้งหลายจะค่อยๆทยอยประกาศผลการสมัครงานของเธอแล้ว ดังนั้น เธอจึงต้องไปศึกษาข้อดีข้อเสียรวมทั้งองค์ประกอบต่างๆของแต่ละที่ เพื่อเธอจะได้เลือกทำงานในบริษัทที่ทำให้ก้าวหน้าได้มากที่สุด หนังสือคู่มือบอกว่า การเลือกงานผิดนี่เท่ากับตายทั้งเป็นเลยนะจะบอกให้
แถมเธอยังต้องเตรียมคำปฏิเสธบอกปัดสวยๆ ที่ฟังดูดี แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นไว้ให้แก่บริษัทที่เหลือด้วย เพราะบริษัทพวกนี้อาจจะเป็นคู่ค้าของบริษัทเธอในอนาคตข้างหน้าก็ได้ การทำให้คู่ค้าโกรธตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นคงจะไม่ดีแน่ๆ เอาเป็นว่า คืนนี้เธอมีเรื่องต้องคิดต้องทำหนักมากเลยทีเดียวเชียวล่ะ
เฮ้อ บางครั้งเป็นคนเก่งเกินไปก็ใช่ว่าจะดีนะเนี่ย!
..................................

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 ก.ย. 2554, 14:06:09 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 ก.ย. 2554, 14:06:09 น.
จำนวนการเข้าชม : 1971
<< ตอนที่1: คนเรามักไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น...จริงๆนะ(ลงเพิ่ม100%) | สาม ใครว่างานหายาก..น้องแพรขอเถียงค่ะว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง! >> |

sineenart 24 ก.ย. 2554, 15:10:20 น.
อิอิ เรื่องของลิ่วล้อหมายเลขหนึ่งกับสองมาเเล้ว ^ ^
อิอิ เรื่องของลิ่วล้อหมายเลขหนึ่งกับสองมาเเล้ว ^ ^


panon 24 ก.ย. 2554, 20:05:06 น.
จะรอลุ้นผลอิอิอิ
จะรอลุ้นผลอิอิอิ

FonFonnie 25 ก.ย. 2554, 04:21:38 น.
เธอเว่อร์เสมอค่ะ ^^
เธอเว่อร์เสมอค่ะ ^^