น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: บทที่ ๐๔





“เปลี่ยนใจยังทันนะอินทุ์”

ขณะสองมือกำลังไล่เลือกหาชุดสวย จากตู้เสื้อผ้าที่สูงใหญ่เต็มผนัง ลลิตาก็ทำเหมือนพึมพำกับตัวเอง มากกว่าจะอยากให้เป็นไปอย่างที่พูด

“ทำไมล่ะ หรือว่าจองโต๊ะไม่ได้”

“นั่นมันก็อีกเรื่องนึง แต่เธอไม่คิดบ้างหรือว่านายคนนั้น มันจะไม่เปลี่ยนไปนั่งร้านอื่นบ้าง”

คนพูดควานมาได้สามชุด นำมาวางแผ่บนเตียงให้เพื่อนได้เลือก

ส่วนคนฟังก็คงข้องใจทั้งสามชุดนี้มากกว่าคำถามนั่น จึงได้แต่ยืนจ้องชุดนิ่งอยู่

ชุดกระโปรงสั้นใหม่เอี่ยมสามชุดแผ่อยู่บนเตียง ชุดหนึ่งเป็นสีองุ่นแดงแขนกุดคอจีน ปักเลื่อมละเอียดยิบตรงรอบคอซึ่งเป็นผ้าโปร่งสีเดียวกัน ไล่ความถี่ห่างคลี่กระจายลงมาจนถึงเนินอก อีกชุดเป็นผ้าลูกไม้ลายละมุนชวนมอง ตัดต่ออยู่กับผ้ากำมะหยี่สีดำ สำหรับตรงบางตำแหน่งที่ไม่ควรจะเปิดเผยเกินไป และชุดสุดท้าย ส่วนตั้งแต่เอวขึ้นมาจนถึงเกาะอกเป็นลวดลายขนสัตว์ต่างชนิด พิมพ์ไว้สารพัดบนผ้าเนื้อมันวาว ส่วนใต้เข็มขัดลงไปเป็นหนังเทียมสีดำสนิท ที่คงยืดหยุ่นรัดรึงช่วงสะโพกได้เต็มที่

“ที่จะเปลี่ยนใจ ก็... ชุดพวกนี้นี่ละ”

เพราะไม่มีชุดใดที่จะเข้ากับตนเองได้เลย อินทุอรจึงได้พูดออกไปดังนั้น

“งั้นเธอก็ต้องเลือก ว่าจะใส่ชุดนี้ไปร้านนั้น หรือว่าจะใส่ชุดที่ใส่มาหาฉันนี่แล้วไปที่ร้านอื่น”

ลลิตาทำเสียงจริงจัง ไม่ยอมใจอ่อนไปกับสีหน้าเคร่งเครียดในการเลือกชุดของเพื่อนสนิท หวังลึกๆ ว่าอินทุอรจะล้มเลิกความตั้งใจ ด้วยเงื่อนไขไร้สาระอันนี้

พอเพื่อนยังเงียบ หล่อนจึงใช้เสียงเข้มๆ คล้ายๆ จะข่มขู่ต่อไป

“เลือกชุดให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยเลือกรองเท้ากับเข็มขัด”

“มันต้องอลังการเต็มที่ขนาดนี้เลยเหรอหลิว”

พอถูกเพื่อนทำเป็นเอาจริงเข้า อินทุอรก็ใจฝ่อลงไปได้เหมือนกัน

การตกลงกันเมื่อตอนเย็น เป็นไปอย่างง่ายๆ ก็จริง และแม้ลลิตาจะเป็นฝ่ายโทรไปบอกว่า แฟนคนที่หล่อนกำลังคั่วอยู่ติดธุระ คืนนี้เลยทางสะดวก แต่ก็ยังหาเรื่องอ้างว่าจะต้องมาเริ่มต้นกันที่บ้านนี้ บ้านหลังเล็กที่หล่อนแยกออกมาอยู่อย่างอิสระ

ลลิตารู้ว่าเพื่อนต้องลำบากจนอาจจะเลิกนัดไปเอง เพราะจะต้องขึ้นรถรับจ้างมาถึงนี่ ด้วยว่าที่บ้านอินทุอรนั้น แม่เลี้ยงที่ชื่อโสภาพรรณ จะกีดกันทางอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่จะเป็นไปได้กับลูกเลี้ยงของหล่อน

ที่ไหนได้ อินทุอรมาถึงก่อนเวลาเสียอีก...

“เธอรู้ไหมว่า ร้านนั้นน่ะ พวกโต๊ะนัดบอดมันไม่ได้มีโต๊ะเดียวอย่างที่เราเคยไปนั่นแล้ว ตอนนี้มีไม่รู้กี่โต๊ะ ไอ้พวกสวมรอยหวังจะมาหลอกล่อ ปอกลอกน่ะเพิ่มขึ้นมาอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ขื่นทำเหนียมๆ อายๆ ไปสิ จะได้ถูกพวกมันรุมทึ้ง”

ลลิตาต้องสาธยาย ก่อนจะรำพันต่อไปถึงความยุ่งยากลำบากต่างๆ นานา ในการนัดบอดที่ร้านเก่าร้านเดิมนั่นต่อไป

“เลือกชุดเร็วๆ เข้าเถอะ ไหนจะต้องแต่งหน้าให้เต็มยศอีก ทั้งขนตาปลอมทั้งกรีดตา นี่ดีหรอกนะว่าฉันมีแบ็กดี พี่เวปเลยลัดคิวสับคิวให้ได้โต๊ะคืนนี้”

ประโยคหลังๆ ลลิตาหมายถึงเวปไซต์ที่รับจัดการเรื่องนัดบอด อาศัยว่าหล่อนใช้บริการเป็นขาประจำจนได้สนิทสนมกับเจ้าของเวป จึงสามารถใช้ความสัมพันธ์อันนั้น อำนวยให้ตนได้รับความสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น

“สรุปว่าเธอจองโต๊ะได้แล้ว”

“สิยะ ไม่งั้นจะต้องมานั่งเลือกชุดให้ลำบากลำบนทำไม พวกนี้น่ะชุดใหม่ทั้งนั้น ตัดไว้ตั้งร่วมเดือนแล้ว ยังไม่เคยใส่ไปงานไหนทั้งสิ้น... แต่... ที่ฉันไม่เข้าใจก็คือ ทำไมเธอต้องลงมานั่งเล่นนัดบอดอะไรนี่อีก ไหนว่าถอนตัวจากวงการตั้งแต่รับหมั้นนั่น”

“ฉันเลือกชุดนี้ก็แล้วกัน”

อินทุอรทำเหมือนไม่ได้ยินคำถาม และตัดบทสนทนาด้วยการยกชุดสีองุ่นแดงที่เลือกนั้นมาทาบตัว พร้อมกับเดินไปทางกระจกบานใหญ่

ลลิตาเดินตาม หงุดหงิดเหมือนกันที่สองสามคำถามสำคัญไม่ได้รับคำตอบ

“ถ้าเธอหวังจะได้เจอนายคนนั้นอีกครั้ง ฉันว่าเลิกหวังซะเถอะอินทุ์ มันร่วมปีมาแล้ว ที่จริงหลังจากคืนนั้นเราก็เฝ้าเวียนเพียรตามกันอยู่ตั้งเป็นเดือนๆ แล้วยังไงล่ะ ไม่เห็นแม้กระทั่งเงา...”

“เราแค่อยากเปิดสมองน่ะหลิว”

คนฟังต้องขัด คราวนี้หลังจากลองสวมชุดที่เลือกนั่นเรียบร้อยแล้ว

“หลวมไปนิด ไม่เป็นไร เธอมีเข็มขัดด้วยใช่ไหม งั้นก็แต่งหน้าได้ละนะ ผมปล่อย ไดร์ตรงๆ แต่งเน้นๆ ที่ปากกับตาดีไหม”

อินทุอรพูดต่อไป โดยเลื่อนตัวเองไปนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีกฝั่งหนึ่งของห้อง

“หรือ... ถ้าเธอเจอกับเขาขึ้นมาจริงๆ แล้วจะทำยังไง...”

นั่นละ คนถูกถามถึงมีปฏิกิริยาขึ้นมาบ้าง ผมยาวที่กำลังจะรวบ ถูกละให้แผ่สยายเต็มแผ่นหลัง ไม่ได้หันมามอง แต่ประสานสายตาตรงๆ กับเพื่อนสนิทผ่านบานกระจกตรงหน้า

“ทำไมล่ะ เธอไม่ได้ตอบฉันเลยสักคำถามเดียว แล้วจะมาสนใจทำไมกับคำถามพรรค์นี้”

ลลิตาประชดซ้ำเข้าให้ อำพรางความกังวลใจข้ออื่นของตนเองเอาไว้ ด้วยการจี้ไชอยู่ตรงประเด็นของเพื่อนรัก

ที่จริงหล่อนยังรู้สึกสำนึกผิดอยู่เสมอ ที่ทำเรื่องเห็นแก่ตัวจนต้องพาเพื่อนมาตกที่นั่งลำบาก หากคืนนั้นตนไม่เห็นแก่ความสนุกโลดโผนเพียงชั่วครั้งคราวนั่น ป่านนี้เรื่องคงไม่ยุ่งยากมากมาย

และก็เข้าใจดีว่า หากไม่นับเรื่องความใคร่ เรื่องของความรักนี่ละที่มีอานุภาพยิ่งกว่าสิ่งใด จะบันดาลให้คนตายทั้งเป็นก็ยังได้ จะบันดาลให้คนคู่หนึ่งสามารถทนกัดก้อนเกลือกินร่วมกันไปทั้งชีวิตก็ยังได้ หรือจะให้ใครสักคนเฝ้าตามหาใครอีกคนไปทั้งชีวิตก็เคยมี

ทั้งหมดเป็นเพราะอานุภาพของความรักทั้งนั้น

“อินทุ์ ฉันก็เคยจะเป็นจะตายเพราะความรักเหมือนกันนะ...”

ลลิตาเปลี่ยนมาใช้เสียงที่อ่อนลง

“...ที่ร่อนๆ ไปทุกวันทุกคืน เธอก็รู้ว่าเพราะอะไร”

“คนใหม่ๆ”

“ใช่... แล้วฉันก็ได้เจอเรื่อยๆ ไป แต่... อินทุ์ เธอเห็นว่าชีวิตฉันมันมีอะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่าล่ะ”

“เธอ ก็ดูมีความสุขดี อย่างน้อยก็... สุขกว่าฉัน”

“แต่ก่อนน่ะไม่ เธอไม่รู้หรอกว่า ความรู้สึกที่แบบว่า... เช้าขึ้นตื่นมาแล้ว ต้องมานั่งนึกทบทวนว่า ไอ้คนที่นอนข้างๆ นี่มันเป็นใครมาจากไหน แล้วจะได้รู้จักกันไปยืดยาวขนาดไหน หรือการที่จะต้องมานั่งเริ่มต้นคบหาคนใหม่ๆ อยู่เกือบจะทุกอาทิตย์นี่มันทรมาน มันน่าเหนื่อยหน่ายสักแค่ไหน”

น้ำเสียงของลลิตาไม่ได้ชวนหมองเศร้าเหมือนถ้อยคำ ฟังดูเป็นทีเล่นมากกว่าทีจริง แต่ก็ทำให้อินทุอรนิ่งไปได้เหมือนกัน

“แต่... ก็นะ อย่างน้อยฉันก็มีเรื่องใหม่ๆ ให้ไขว่คว้า ไม่ได้จมปลักอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ที่มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว”

“ฉันไม่ใช่แบบเธอนะหลิว”

“ก็รู้ และก็ไม่อยากจะให้มาเป็นอย่างฉันด้วย เพียงแต่... เมื่อเธอมีหนทางลงเอยกับชีวิตได้สวยๆ ทำไมไม่ยอมรับ”

พอจบคำถาม อินทุอรก็หันกลับไปเริ่มรวบผม เพื่อพร้อมสำหรับการแต่งหน้า เลือกที่จะใช้ความเงียบตอบคำถามของเพื่อนสนิทอีกครั้ง แต่ใจนั้นยังวนเวียน

เธออาจจะบ้าไปแล้วจริงๆ อย่างที่ลลิตาชอบกล่าวหาบ่อยๆ ก็ได้ เพราะคำถามเดียวในตอนนี้ ที่อยากจะถามเขาเหลือเกินหากได้เจอ และจะต้องถามเขาคนเดียวเท่านั้น ก็คือ

คืนนั้น เขาล่วงเกินเธอไปถึงแค่ไหน




เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นตอนสองสาวกำลังออกจากประตู อินทุอรอยู่ใกล้กว่า แต่ลลิตารีบบอกว่าจะรับสายเอง

“คะ อยู่กับเพื่อนค่ะ กำลังจะออกไปทานข้าว เอาไว้หลิวจะโทรกลับนะคะ”

ถ้อยคำสนทนาแสนสั้น แล้วเจ้าของบ้านก็วางสายลงทันที

“เพื่อนน่ะ”

คนเพิ่งวางสายรีบแก้ตัวเมื่อเห็นสายตาแปลกใจของเพื่อนสนิท

“หวังว่าคงไม่ใช่ผู้ชาย”

“ก็...”

“เบอร์บ้านเนี่ยนะหลิว”

ที่อินทุอรต้องซักไซ้ เพราะไม่ปลอดภัยเลยที่จะให้หมายเลขโทรศัพท์ประจำบ้านแก่ใครๆ ด้วยว่าเขาอาจสืบสาวหรือติดตามมาถึงได้ง่ายๆ

“ฉันรู้จักไหม”

เมื่อเพื่อนยิ่งนิ่ง เธอก็ยิ่งถาม ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

“ก็... ไม่เชิง”

“หมายความว่ายังไง ก็ไม่เชิง หรือว่านอกจากหวานใจ ที่กรุณาติดธุระจนเธอได้ไปกับฉันแล้ว ยังมีคนอื่นอีกน่ะเหรอ”

“อินทุ์... อย่าโกรธนะ ถ้าจะบอกว่า เราอ้างเขาไปอย่างนั้นเอง เพราะไม่อยากให้เธอกลับไปที่ร้านนั่นอีก” ลลิตาสารภาพเสียงอ่อย “แล้วเขาก็พอดีโทร.มา บอกว่าติดธุระ...”

คราวนี้อินทุอรต้องสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะผ่อนระบายออกมายาวๆ เพื่อปรับกดดันในตัว และปรุงน้ำเสียงให้ปราศจากความขุ่นมัว

“แสดงว่า คนที่โทรมาอีกนี้ เป็นเขางั้นหรือ”

“เปล่า ก็... อีกคนน่ะ”

คำตอบวกเวียน จนคนฟังต้องหรี่ตามองหาความผิดปกติ

“เอาละๆ ถ้าห่วงนัก เอาไว้เราไปเปลี่ยนเบอร์ซะก็ได้ พอเถอะ เดี๋ยวรถติด จะซักจะไซ้ จะสอบจะสวนอะไรก็ค่อยไปว่ากันบนรถ”

ก่อนจบประโยคสุดท้าย ลลิตายังรีบรุนหลังเพื่อน ให้เร่งเดินพ้นออกไปจากประตู พอล็อกบ้านเสร็จสรรพ ก็รีบมาเปิดประตูรถให้ ขณะใช้สายตาสำรวจเพื่อนสนิทอีกครั้ง พร้อมทั้งการแกล้งโค้งให้อย่างงาม โดยยังยับยั้งบางคำเอาไว้ในใจ

“เธอแต่งหน้าแต่งตัวแล้วสวยออกปานนี้ ทำไมไม่แต่งอย่างนี้เสียทุกคืนทุกวัน...

วันศุกร์ปลายเดือน ยวดยานคลาคล่ำอยู่ทั่วทุกถนน ตั้งแต่เย็นย่ำจนค่ำมืด และคงไม่คลี่คลายไปจนกว่าจะล่วงดึก โดยเฉพาะถนนสายสำคัญ ที่รวบรวมสถานบันเทิงเอาไว้รองรับ สำหรับทุกเพศทุกวัย

แต่ละคันบนท้องถนน คนขับคงร้อนใจ อยากจะไปให้พ้นเสียจากการติดค้างกันไปมาแบบแยกชนแยก จึงไม่มีใครยอมให้จังหวะใคร ให้ผ่านพ้นโค้งเลี้ยวหรือเบียดแซงไปได้ง่ายๆ

ลลิตาคงได้ทีที่จะกรี๊ดให้ลั่น หลังจากนั่งเงียบมานาน เพราะแท็กซี่คันนั้นเบียดปาดในระยะกระชั้นชิด จนหล่อนต้องเหยียบห้ามล้อ ทำให้ทั้งคนขับและคนนั่งมาด้วยหัวแทบคะมำ

แล้วก็ตามมาด้วยเสียงบีบแตรไล่หลัง ที่ไม่อาจเดาได้ว่า เสียงดังกระชั้นอย่างน่ารำคาญนั้น หมายจะช่วยด่าไอ้คันที่ปาดแซงไปนั่น หรือว่าด่าซ้ำคันที่ยอมให้ถูกแซง

“ไอ้พวกบ้า! ดูนะอินทุ์ ถ้าไม่เบรก ก็มีหวังไปจูบตูดมัน ไอ้เราสิจะเป็นฝ่ายผิด”

“เธอก็เลยเป็นฝ่ายเบรกให้คันหลังมาจิ้มเธอแทนงั้นสิ”

และอินทุอรก็ไม่ยากจะคาดคั้นในเรื่องที่เพื่อนสนิทยังไม่พร้อมจะบอกมากนัก คำที่พูดไป จึงเป็นการผสมโรงยั่วเย้าอารมณ์ที่ลลิตาปรุงขึ้นมาให้เข้มข้นเกินจำเป็น

“ก็ดีกว่าไปจูบบั้นท้ายแท็กซี่ละน่า กว่าจะเคลียร์กะมันได้น่ะ นานแค่ไหน”

ขณะที่ยังไม่คลายท่าทางโมโหโทโส หล่อนก็ยังไม่วายทำท่าชะเง้อมองตาม รถคันที่เพิ่งขับเบียดเฉียดแย่งช่องทางกันตนเมื่ออึดใจที่แล้ว

“นั่นไง คันนั้น ดูสิ นั่นๆ ไปเบียดจะเข้าเลนขวาอีกละ เฮอะ”

“ก็ช่างเขาเถอะน่ะ ก็เห็นๆ กันอยู่นี่ละ ว่าถึงจะแซงเราไป ก็ไปได้ไม่กี่น้ำ”

“ขอให้มันไปจิ้มตูดบีเอ็มเข้าสักคันเถอะว้า รถนายพลนายพันละยิ่งดี หรือไม่...”

ไม่ทันจบคำด้วยซ้ำ ตอนเสียงเหยียบเบรกและเสียงโครมเบาๆ ดังเข้ามาในรถ

สองสาวหันต้องหันมาสบตากัน แล้วต่างคนก็ต่างนิ่งอึ้งไปอีกนาน โดยเฉพาะลลิตา ที่ทำท่าตั้งอกตั้งใจ ตั้งสมาธิขับรถคันเล็กๆ ของหล่อนให้หนักแน่นยิ่งขึ้น

จำนวนรถในถนนเบาบางขึ้น เมื่อพ้นช่วงแยกแสนสาหัสนั่นมาได้ คนขับเผลอระบายลมหายใจยาว ขณะที่คนนั่งมาด้วยก็คลายใจเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกโข

“แล้วข้ออ้างที่ว่า พอดีหวานใจเธอติดธุระนั่น ตั้งแต่เมื่อไหร่... หวานใจอะไรนั่นน่ะหลิว”

บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาในฉับพลัน เมื่ออินทุอรเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

ลลิตาต้องหันมาค้อนเพื่อนเสียทีหนึ่ง ใจที่นึกไปว่าคนนั่งข้างๆ นี่คงสับสนวนเวียนหนัก จนไม่รู้จะระบายความรู้สึกออกมาอย่างไรกระมัง จึงต้องวกมาถามเรื่องส่วนตัวของตนเอง

“ก็... คนนี้ สามอาทิตย์กว่าแล้วละ แล้ว... เขาก็ยังไม่ได้หายไปไหน”

“แสดงว่าไม่เหมือนคนอื่น”

“หมายความถึงตรงไหนล่ะอินทุ์”

“ไม่รู้เหรอ ก็เธอยังไม่เคยเอ่ยถึงนายคนล่าสุดนี่กับฉันเลยสักครั้ง”

“จริงเหรอ เอ... ฉันไม่เคยพูดถึงเขาเลยเหรอ”

สายตาของคนพูด ที่ตวัดมาสบกับเพื่อนสนิทอีกครั้งนั้น เป็นทีท่าว่าหล่อนก็เพิ่งนึกได้เหมือนกัน ว่าไม่เคยพูดเรื่องนี้กับอินทุอรก่อน

“แสดงว่าเขาต้องพิเศษจริงๆ สินะ หรือว่า...”

“ไม่หรอกอินทุ์ ที่จริง เราถือว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งเลยเชียวละ”

“สุภาพบุรุษ”

“ใช่ เรา... เราก็เจอกันที่ร้านนั้นนั่นละ เพียงแต่มันยังไม่เคยไปจบลงบนเตียงนอนเลยสักครั้งเดียว”

พูดจบ ลลิตาก็นึกได้ว่า ประโยคหลังนี้คงกระทบกระเทือนใจคนฟังอยู่ไม่น้อย

แต่อินทุอรก็พูดคุยต่อไป เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรจริงๆ

“แล้วเขาก็ยังไม่ได้ห่างหายไป ใช่ไหมล่ะ”

“นั่นละอินทุ์ ฉันเลยคิดว่า ถ้าจะจริงกับใครสักคน ก็น่าจะใช่เขา”

เมื่อเลยผ่านย่านถนนสายเริงราตรีนั่นมาแล้ว แม้ยวดยานยังตามกันอยู่เป็นสาย แต่ก็พอจะเรียกได้ว่า มันปลอดโปร่งขึ้น จนได้เลี้ยวมาในซอย อันสุดซอยตื้น ๆ นี้คือร้านที่หมายนั่นละ ลลิตาจึงเริ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หลังจากเงียบไปอีกนาน

“ที่จริงคือ... ฉันสัญญากับเขาไว้ว่า จะไม่กลับมาที่ร้านนี้อีก”

คนพูดเริ่มชะลอรถ เพื่อเข้าจอดชิดริมบาทวิถี ไกลจากแสงไฟระยิบของป้ายชื่อร้านพอสมควร

และเมื่อเห็นว่าอินทุอรยังไม่พูดอะไร หล่อนก็ต่อคำพูดของตนเองต่อไป

“แต่เอาเถอะ เพื่อความสบายใจของเธอ ในเมื่อเราสัญญากันแล้วว่า ถ้าครั้งนี้ไม่เจอ เธอก็จะตัดใจจากเจ้าชายที่ควบม้าหนีหายเข้ากลีบเมฆนั่นซะที”

รถจอดสนิทดีแล้ว แต่สองสาวยังไม่มีทีท่าว่ามีใครจะลงจากรถ อินทุอรยังนั่งนิ่ง ขณะที่ลลิตาก็ซึมๆ ไป

“ให้ฉันเข้าไปคนเดียวดีไหมหลิว”

ในที่สุดอินทุอรก็เอ่ยขึ้น

“บอกแล้วไง ว่าฉันจะไม่ยอมให้เธอเข้าไปในร้านนั้นคนเดียวอีกเป็นอันขาด”

แม้คำยืนยันจะค่อนข้างเบา แต่ในเรื่องนี้ ลลิตาก็ยังปฏิบัติตามคำพูดของตนเองมาได้โดยตลอด

“เอาน่ะเพื่อน ฉันสัญญา ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย กับการรอคอยที่มันน่าจะไร้สาระที่สุดในโลก”




ร้านเดิมแสนคุ้นตา การตกแต่งหลักๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากขยายหมู่โต๊ะออกมาจนเต็มระเบียงด้านหน้า เพื่อรองรับลูกค้าที่ล้นทะลักออกมาจากด้านใน

“นึกๆ ไปก็ขำๆ นะอินทุ์ ไอ้ร้านสุดทางรัก ในซอยปรารถนาหกสิบเก้านี่ พวกเราก็อุตส่าห์ดั้นด้นกันมา จนไม่รู้ได้เจออะไรต่อมิอะไรนักหนา”

ลลิตา ที่จัดได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกับร้านนี้ ยังอดรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่ได้ เมื่อได้กลับมายังแหล่งบันเทิงสำหรับตน ที่ห่างหายมานับเป็นเวลาร่วมเดือน

อินทุอรก็ใจเต้นตึกตัก คนเยอะเสียจนน่าอึดอัด แต่ความหวังก็พลุ่งขึ้นอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ว่าเขาน่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนอันพลุกพล่านนี้

“คนเยอะขึ้น เยอะเลยนะหลิว”

“อย่าว่าแต่ที่เธอไม่ได้มาหลายๆ เดือนเลย นี่ขนาดครั้งล่าสุดไม่ถึงเดือนมานี่ ฉันว่าคนมันยังเพิ่มขึ้นตั้งแยะ”

สองสาวต้องพูดคุยกันด้วยอาการแบบที่เรียกกว่า “กรอกใส่หู” ของอีกฝ่าย

เสียงเพลงจังหวะสนุก ลอดออกมาพร้อมไฟกะพริบสีสวย ภายในตัวร้าน ซึ่งอันที่จริงคือโกดังหลังใหญ่ คงกำลังวิบวับทั้งแสงสีและท่วงทำนอง และผู้คนคงมากมาย เพราะยังเห็นได้ว่าส่วนหนึ่ง ยังออกันอยู่ที่ประตูใหญ่

ส่วนบริเวณที่จัดไว้สำหรับพวกนัดบอดจะมาสังสรรค์กันนั้น เป็นระเบียงด้านข้าง ถัดจากระเบียงหน้านี้ไปทางด้านใน ตรงนั้นจะมีโต๊ะใหญ่สำหรับแปดที่และสิบที่ หลายโต๊ะ ตลอดผนังที่กั้นระหว่างส่วนนั้นกับภายใน เป็นบานเลือนกระจกใสที่สูงใหญ่จากพื้นจดเพดาน สำหรับเลื่อนเปิดหรือปิด ตามแต่การจัดสรรพื้นที่ ว่าต้องการความสงบหรือครื้นเครงขนาดไหน โดยมีคอกเคาน์เตอร์บาร์น้ำ ตั้งขวางส่วนนั้นกับส่วนในไว้อีกชั้น อย่างตั้งใจจะให้พนักงานได้รู้เห็นโดยตลอดว่า ใครเป็นใครที่ผ่านเข้าไปในเขตนั้น

ก่อนจะถึงระเบียง หรือคอกบาร์น้ำนั่น ต้องผ่านประตูใหญ่นี้เข้าไป แต่คนกลุ่มใหญ่ยังยืนขวาง สองสาวจึงถือโอกาสสำรวจบรรยากาศโดยรอบไปพลางๆ

“เธอบอกว่าเขาหันกลับมานิยมการนัดบอดกันอีกแล้วหรือ”

“ก็ไม่เชิง คือเขาก็เคยแชตคุยกันผ่านแชตรูมในเวปนั่นละ”

“แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากัน...”

อินทุอรเกือบจะรู้สึกเหมือนกับว่าตนเป็นคนตกยุค ในชั่วเวลาไม่กี่เดือนที่ห่างหายจากการหย่อนใจยามราตรี

“ก็ไม่รู้นะ แต่พักหลังๆ ที่มาเจอกันก็หน้าตาดีๆ ทั้งนั้น ไม่เหมือนสมัยเมื่อปีที่แล้ว จะหน้าจริงหน้าปลอม มันก็คนเป็นตัวๆ กันทั้งนั้น ดีมั่งเลวมั่งก็ดูๆ กันไป ตามสไตล์ของการนัดแนะแบบนี้นั่นละ”

“เหมือนอย่างหวานใจคนใหม่ของเธอน่ะหรือ”

“วุ้ย!... คุณภาคเขาจริงทั้งแท่งค่ะ สูงยาวเข่าดี ขาวคม คิ้วเข้ม ตาโต ขนตาหนาเป็นแพ จมูกโด่ง ปากสวยน่าจูบเป็นที่สุด”

ระหว่างบรรยายสรรพคุณ แววตาของลลิตายังพราวขึ้น คล้ายสาวน้อยผู้ตกอยู่ในห้วงรักเป็นครั้งแรก จนอินทุอรอดไม่ที่จะหยอกด้วยการแหนบเข้าที่ต้นแขนเพื่อนเบาๆ

“แสดงว่าเธอเอาจริง”

“ฉันน่ะเอาจริงมาตั้งแต่แรกแล้วละอินทุ์ แต่เขาน่ะสิ ไม่คิดจะเอาฉันจริงๆ ซะที”

“ก็ไหนว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ”

“สุภาพบุรุษก็สุภาพบุรุษนั่นละ แต่ฉันก็ยังอยากเห็นอยู่ดี ว่าสุภาพบุรุษ ในสภาพผ้าหลุดน่ะ มันจะน่า... สักแค่ไหน”

แล้วสองสาวก็หัวเราะกันคิกคัก เพราะคนฟังจับได้ไล่ทัน ว่าความคิดของคนพูดสัปดนนั่น อลหม่านขนาดไหน และก็เป็นอันว่า ทั้งคู่สามารถละวางความทุกข์ร้อนต่างๆ ไว้ได้ชั่วคราว เพื่อการเข้าไปผจญภัยในการรับนัด ที่ต่างคนต่างก็ลาร้าง ห่างสนามกันมาเนิ่นนาน

พนักงานคนคุ้นเคย ที่ลลิตาแอบกระซิบว่า เหลืออยู่คนเดียว นอกนั้นได้ลาออกยกชุดกันไปแล้ว เข้ามาพาสองสาวแหวกหลีก ลัดแซงพวกที่ยังเบียดเสียดอยู่ที่หน้าประตูเข้าไป

อินทุอรหันมายกคิ้วให้เพื่อน ล้อๆ ว่าเส้นใหญ่เหมือนกันนะเรา ขณะที่ลลิตาก็ยกไหล่ตอบ ว่าแค่นี้น่ะ เรื่องขี้ผง

ระหว่างที่คนเดินนำหน้า พยายามเดินอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มือไม้ที่ป่ายปะของพวกที่ยืนอยู่เต็มทางเดิน มาแกล้งกระทบถูกเนื้อตัว คนเดินตามซึ่งสัญญากับใครบางคนไว้ว่าจะไม่มาที่ร้านนี้อีก ก็รู้สึกระแวงระวังขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ว่าถ้ามาเจอะกับเขาที่นี่ แล้วจะทำยังไง

แล้วอยู่ๆ ลลิตาก็หยุดกึก นิ่งอั้น จนกว่าอินทุอรจะรู้ตัวว่าเพื่อนไม่ได้เดินตามมา เธอก็เดินเลยไปสองสามโต๊ะนั่นแล้ว พอหันไปเห็นเพื่อนชะเง้อชะแง้ แล้วทำท่าเหมือนจะต้องกลับออกไปรับโทรศัพท์ เธอจึงจำต้องเดินตามพนักงานเสิร์ฟเข้ามาก่อน

หันกลับไปอีกที เพื่อนสนิทก็กำลังจะพ้นประตูใหญ่โน่นออกไปแล้ว




ภาควัตกำลังหัวเสียที่การันย์ไม่มาตามนัด เขาเพิ่งตัดสายของเพื่อนไป หลังจากที่มันโทร. มาบอกว่าติดพันยืดยาว กับการกินข้าวแล้วจะต้องพาแฟนสาวไปดูหนังกันต่อในรอบดึก

ตอนที่เขารับสายลลิตาครั้งแรก จึงบอกเพียงสั้นๆ แล้วกดตัดสาย

“ผมนัดเพื่อนไว้ มันยังไม่มา”

จนหล่อนโทร. เข้ามาอีกครั้งนั่นละ เลยต้องปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลขึ้น

“ครับ ไม่แน่ใจครับ ผมเพิ่งเคยมา แถวๆ ถนนหลังสวน”

คำตอบของปลายสาย คงทำให้ขัดใจ เพราะคนรับสายถึงกับหน้านิ่วหนักขึ้น

“ไม่หรอกครับ ไม่ใช่สุดทางรัก ไม่ใช่แน่ๆ”

ภาควัตรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เหตุที่ต้องกดตัดสายในครั้งนี้ เพราะเหลือบไปเห็น คนที่ไม่อยากเชื่อสายตา ว่าจะได้พบ

เธอกำลังเดินตามพนักงานเสิร์ฟคนนั้นเข้าไปด้านหลังบาร์น้ำ ตรงไปทางระเบียงรักแรกพบ ภาควัตต้องเพ่งพิจารณา ทั้งเสื้อผ้าทั้งทรงผม ไม่น่าจะใช่เธอคนนั้น

แล้วก็ต้องกลับมากวาดสายตาไปทั่วบริเวณอีกครั้ง เพราะถ้าเป็นเธอ นั่นหมายความว่าเพื่อนสนิทของเธอ ลลิตาหรือก็คือคนที่เขาเพิ่งตัดสายไปเมื่อครู่ ก็น่าจะต้องมาด้วยกัน

อีกเป็นครู่ ก็ยังไม่เห็นลลิตา ภาควัตจึงหันความสนใจของตนไปยังหญิงสาวคนคุ้นตานั้นอีกครั้ง

...เธอบินเดี่ยว...

เขานึกคำนวณในใจ

...ไม่น่าจะใช่... แต่ก็คล้ายกันเหลือเกิน...

ภาควัตไม่ต้องทบทวนความทรงจำเลยสักนิด ว่าวันนั้น หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีผิวขาวลออ สะอาดสะอ้านไปทั้งเนื้อทั้งตัวนั้น แต่งตัว แต่งหน้าทำผมอย่างไร

เรือนผมที่รวบเป็นเกลียวไว้ด้วยวงลูกปัดหินสีทึมๆ กับดวงหน้ากระจ่างแทบปราศจากเครื่องสำอาง กับเสื้อปกทหารเรือคอลึกตัวหลวมสีกรมท่า ที่ตัดเย็บจากผ้าพลิ้วๆ บางๆ ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ กับกระโปรงผ้ากำมะหยี่คลุมเข่าสีเดียวกันกับเสื้อ ที่ช่วยเผยผิวผ่อง ให้ยิ่งชวนพิศในความบริสุทธิ์สดใสครั้งนั้น...

“ไม่น่าจะใช่”

เขาถึงกับพึมพำกับตัวเอง เมื่อยิ่งเพ่งเล็งให้แน่ใจ

จากมุมนี้ แทบเป็นไปไม่ได้ที่คนจากระเบียงรักแรกพบนั่น จะมองเข้ามาเห็นว่า คนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นใคร ตรงกันข้ามกับจากมุมมองตรงนี้ ที่แสงสลัวรางนั่น กระจ่างตาจนเห็นคนที่นั่งตรงนั้นได้แทบทุกรายละเอียด

ผู้ชายสองคน คงจะเป็นเพื่อนกัน เริ่มคุยกับเธอ เธอยิ้มๆ แล้วก็รับโทรศัพท์ หน้าเสียไปเล็กน้อย เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาด้วยสีหน้าวิตกกังวล

ผู้หญิงคนที่ภาควัตกำลังเขม้นมองอยู่นี้ สวยจับตา แต่เขาก็ประเมินได้ว่าเป็นเพราะการแต่งหน้าแบบครบเครื่องนั่นเอง แม้จะปล่อยผมให้เคลียแก้ม และระปิดลงมาบนลายเลื่อมระยับ อันปักกระจายไว้บนผ้าโปร่งเหนือเรือนอกของชุดคอจีนแขนกุดสีแดงเข้มข้น ที่เมื่อมองไกลจึงดูคล้าย เกาะอกอันมีแสงดาวกระจายพรายอยู่เหนือเนินเนื้อ

ริมฝีปากสีสด รอบขอบตาสีเข้ม ขนตาหนาและยาว ตามสมัยนิยมอย่างชนิดชิดติดกระแส ทำให้ภาควัตนึกเสียดายผิวเนื้อภายใต้รองพื้นเครื่องสำอางนั่นอย่างช่วยไม่ได้

แล้วเธอก็ยืนขึ้น คราวนี้เขาได้พิจารณาทั้งเรือนกายได้แจ่มชัด ชุดนั้นเป็นชิ้นเดียว จากคอจีนลงมาจนสุดชายกระโปรงที่รัดรึง และเหนือเข่าขึ้นไปเป็นคืบ

“ไม่ใช่แน่ๆ”

ภาควัตพยายามบอกตัวเองดังนั้น ทั้งที่อีกใจหนึ่งก็ค่อนข้างแน่ใจ

ร่วมปีที่เขาห่างหายไป มันจะนานพอไหมที่ผู้หญิงสักคนจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้

จากที่คงจะเป็นเพียงนัดบอดครั้งแรก จนถึงครั้งนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ที่เธอจะกลับกลายเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่กร้านแสงดาวแสงเดือน กลายเป็นคนที่เคี่ยวกรำอยู่กับแสงนีออนในยามราตรี เสียจนต้องพอกพูนสิ่งต่างๆ ไว้ให้เห็นอยู่ดังนี้

ภาควัตต้องประมวลประสบการณ์ทั้งหมดของตนเอง เพื่อพิจารณาให้แน่ชัด ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ในสิ่งที่ใจคิด ขณะที่สายตาก็จับจ้องเธอไม่วางตา

ตอนนี้ สองหนุ่มนั่นลุกขึ้นตาม เมื่อเธอทำท่าจะเดินกลับเข้ามา หนึ่งในชายสองคนนั้นพยายามจะรั้งไว้ แต่เธอสะบัด และดูเหมือนจะไม่พอใจเอามากๆ

ก็ไอ้สองคนนั่นมันหน้าตาหื่นกระหายซะขนาดนั้น...

พนักงานเสิร์ฟคนเดิม คงคอยสังเกตการณ์อยู่แล้ว เมื่อเกิดความไม่ชอบมาพากล จึงตรงรี่เข้าไป นั่นทำให้เธอถูกบังจากสายตา จนเขาต้องเลื่อนไปข้างๆ เพื่อให้เห็นได้ถนัด

ชายสองคนนั้นคงไม่พอใจอะไรสักอย่าง คงเรื่องที่เธอคนนั้นทำท่าจะกลับกระมัง แต่พนักงานเสิร์ฟก็คงต่อรอง อย่างน้อยก็น่าจะไม่อยากเสียประวัติ เรื่องการนัดกันที่ร้านนี้แล้วลูกค้าจะต้องคว้าได้แต่อากาศเปล่าๆ กลับไปกอดนอน

หญิงสาวคงไม่ตกลงด้วย เธอเบี่ยงตัวหลบพนักงานเสิร์ฟแล้วเดินตรงออกมา ภาควัตขยับเข้าใกล้ทางเดินอย่างลืมตัว ทั้งที่ผู้คนเบียดเสียด แต่เธอกลับกระจ่างอยู่กลางหมู่พวกนั้น สีหน้าไม่ได้ยิ้มแย้ม แต่ยังจับตาและจับใจได้เหมือน... เหมือนที่เคย

ภาควัตใจเต้นระรัว ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ นึกโกรธตัวเองว่าช่างโง่งม หลงปักใจเชื่อว่า เธอนั้นไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกอ่อนต่อความเย้ายวนของรัตติกาล

สำหรับคืนนั้นน่ะใช่

แต่ในคืนนี้...

ไม่!

เธอไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว

ไม่ใช่หญิงสาวไร้จริต ที่ผ่องผิวผุดผาด ไม่ใช่หญิงสาวที่ถูกใครก็ไม่รู้มอมเมาให้เมามาย แล้วพากันไปไหนๆ ได้ง่ายๆ เหมือนคืนนั้น

เธอคนนี้ดูกล้าในกิริยาท่าทาง และดูกร้านในการแต่งเนื้อแต่งตัว เวลาร่วมหนึ่งปีคงหล่อหลอมให้เธอเป็นดั่งนั้น เป็นผู้หญิงที่ริเที่ยวแล้วก็ติดใจ ไม่รู้ป่านนี้ จะได้ลงเอยกับใครๆ ไปบ้างแล้วกี่สิบกี่ร้อยคน

ในจังหวะที่เฉียดผ่านกันนั่นเอง ที่ภาควัตรู้แน่แก่ใจ

แววตาหม่นหมองของเธอ ที่กำลังสบสายตากับเขาอยู่นี้ กำลังตัดพ้อแทนคำพูดเป็นร้อยเป็นพันคำ และกำลังตั้งคำถามอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครั้งในชั่ววินาที...

มันเป็นคำถามเดียวที่ประดังอึงอลอยู่ในทุกซอกส่วนของความรู้สึก

มันคือคำถามเดียว… คำถามที่ว่า...

“เกิดอะไรขึ้นบ้าง... ระหว่างเรา...”





***********************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 เม.ย. 2554, 11:35:57 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 เม.ย. 2554, 11:35:57 น.

จำนวนการเข้าชม : 1579





<< บทที่ ๐๓   บทที่ ๐๕ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account