“Always keep me in your mind” ห้ามลืมฉัน นี่คือคำสั่ง!!
หากความทรงจำที่งดงาม กำลังจะถูกทำลายไปพร้อมๆกับความทรงจำที่เเสนเลวร้าย ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันขอเลือกที่จะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นเพื่อตามหาหัวใจของตัวเอง เเม้มันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างเเสนสาหัสก็ตาม

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: CHAPTER 1 : WHO ARE YOU ?

ราวกับว่าสมองเริ่มทำงาน สั่งการร่างกายของฉันให้เคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์ตอบสนองต่อสิ่งที่อยู่โดยรอบ เปลือกตาของฉันเริ่มคลี่ออกเพื่อให้ดวงตาทั้งสองข้างได้สัมผัสเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว ถึงแม้ในสตินึกคิดของฉันตอนนี้ล้วนแล้วมีแต่ความว่างเปล่า แต่ก็รู้ได้ทันที่ว่าที่นี่คือ โรงพยาบาล
“อินเลิฟ ฟื้นแล้ว ฮือๆๆ นี่พี่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” หญิงสาววัยแรกรุ่นที่อยู่ในชุดเดรสสีดำซึ่งดูเหมือนอายุน่าจะไล่เลี่ยกับฉัน วิ่งโผเข้ามากอดฉันที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่เปื้อนน้ำตา พร้อมๆกับกล่าวคำพูด ที่ทำให้ฉันงงและสับสนไปในเวลาเดียวกัน
“เดี๋ยวสิ!! เธอเป็นใครกัน แล้วมากอดฉันทำไม” ฉันถามหญิงสาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอหยุดชะงักและผละออก ยืนมองหน้าฉันแบบงงๆ แต่ไม่ได้ตอบกลับมา “แล้วเธอเรียกฉันว่าอะไรนะ” ฉันเองที่ยังคงสงสัยถามต่ออีกประโยค
“ฮ่าๆ นี่อินเลิฟล้อเล่นกับพี่ใช่ไหม ไม่เอาน่าพี่ไม่ตลกนะ ไม่มีวันที่คนอย่างเธอจะจำพี่มีนาคนนี้ไม่ได้” หญิงสาวที่เรียกแทนตัวเองว่าพี่ หัวเราะขึ้นและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฉันครุ่นคิดโดยไม่พูดโต้ตอบใดๆออกไป ได้แต่เพียงพยายามรวบรวมสติและความจำ นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมาอยู่โรงพยาบาล แต่ผลที่ได้คือความว่างเปล่า เมื่อยิ่งฉันพยายามนึกมาเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ปวดหัว นี่มันอะไรกันแน่ ฉันไม่อยากจะยอมรับกับตัวเอง ว่าแม้กระทั่งชื่อตัวเองยังจำไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนรอบข้างที่คุ้นเคยล่ะ มันช่างเป็นความรู้สึกที่กดดันและบีบคั้น ฉันอยากจะร้องไห้จริงๆเลยตอนนี้ ให้ตายสิ
“ฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ไม่ว่าจะเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวฉันเอง คนที่คุ้นเคย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ฮือๆๆ” ฉันพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือในขณะที่น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด นี่สวรรค์เล่นตลกอะไรกับฉันกันแน่เนี่ย
“ห๊ะ!! อินเลิฟ นี่เธอพูดจริงใช่ไหม” พี่มีนาถามฉันด้วยความตกใจ “ไม่ได้แล้ว เธอรออยู่คนเดียวไปก่อนนะ พี่จะไปตามหมอ และโทรตามคุณอามาให้ที่นี่”
ฉันพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ จากนั้นเธอก็รีบเดินออกจากห้องไปอย่างรีบร้อน ฉันรับรู้ได้ทันที่ว่า มีนาต้องเป็นพี่สาวที่ดีและห่วงใยฉันมากแน่ๆ
ระหว่างรอการกลับมาของพี่มีนา ฉันก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าสะพายสีดำ วางอยู่บนโต๊ะตัวน้อยข้างเตียง เดาว่ามันคงเป็นของฉันแน่ๆ ฉันเริ่มเปิดกระเป๋าออก และเทสิ่งของทั้งหมดที่อยู่ในนั้นลงบนเตียง ของชิ้นแรกที่ฉันสะดุดตาและหยิบมันขึ้นมาดูก็คือ กระเป๋าตังที่ด้านในบรรจุบัตรต่างๆที่สำคัญ แต่… เอ๊ะ!! นี่บัตรประจำตัวประชาชนนี่ หุหุ ไม่อยากจะเชื่อว่าฉันนี่จะน่ารักมาตั้งแต่เด็กๆเลยนะเนี่ย คิดแล้วก็เขิน -0- เห้ย!! แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาชมตัวเองนี่นา ฉันเรียกสติกลับมา และขับไล่วิญญาณหลงตัวเองออกไป เริ่มอ่านชื่อตัวเองในบัตร ‘นางสาวอินธิรา สุขประภัทร์สโมสร’ อายุถ้าคำนวณแล้วก็ย่างเข้ายี่สิบเอ็ดปีสินะ ฉันเขย่ากระเป๋าเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของที่อยู่ในนั้นได้ออกมาอยู่ข้างนอกหมดแล้ว เพราะสิ่งของสำคัญที่อาจช่วยให้ฉันรื้อฟื้นความจำได้อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ แต่กลับไม่มีอยู่ในกระเป๋าใบนี้ ที่เหลือ มีเพียงแต่เครื่องสำอาง กับเศษกระดาษที่เหมือนถูกฉีกให้ขาดเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยความตั้งใจ หืม…กระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยพวกนี้มีร่องรอยปากกาเขียนเป็นตัวอักษรเสียด้วยสิ ถ้าลองปะติดปะต่อมันก็พอจะอ่านข้อความที่อยู่บนกระดาษได้ แม้มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ฉันจำเรื่องราวทั้งหมดได้ในคราวเดียว แต่มันก็น่าจะทำให้ฉันจำอะไรได้ขึ้นมาบ้าง
แต่ไม่ทันที่ฉันจะรวบรวมกระดาษเหล่านั้นเพื่อปะติดปะต่อและอ่านมัน ฉันรีบเก็บของที่กองบนเตียงกลับลงไปในกระเป๋าตามเดิม เพราะประตูห้องก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นผู้คนแปลกหน้าที่มาเยือน ผู้ชายที่สวมเสื้อกาวน์ดูภูมิฐานเปี่ยมความรู้คงเป็นหมอ ที่มาพร้อมกับพยาบาล ถัดออกไปคือพี่มีนา และอีกสองคนที่ฉันไม่รู้จัก แต่ในจิตใต้สำนึกมันกระตุ้นบอกให้รู้ว่า หญิงมีอายุที่ดูสง่างามคนนั้นคือคนที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี คนสุดท้ายคือชายหนุ่มมาดสุขุม กำลังเดินมาด้วยสีหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้ม แต่ที่แปลกก็คือทุกคนใส่ชุดสีดำกันหมดนี่สิ
“อินเลิฟ ลูกแม่ แม่ดีใจเหลือเกิน ที่เห็นลูกไม่เป็นไร” หญิงมีอายุรีบเดินเข้ามากอดฉันอย่างแนบแน่น พลางเอามือลูบผมฉันเบาๆด้วยความเอ็นดู พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนความดีใจ
“คุณคือแม่ของฉันจริงๆหรอคะ” ที่จริงฉันไม่ต้องการคำตอบด้วยซ้ำ เพราะความรู้สึกจากอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนั้น มันตอบคำถามได้อย่างชัดเจน
“อินเลิฟ ลูกเป็นอะไร จำแม่ไม่ได้หรอ” แม่ถามขึ้นด้วยความตกใจ แล้วหันไปทางคุณหมอ ไม่ทันที่จะได้ถามอะไร คุณหมอเหมือนรับรู้ถึงความกระกระวายใจของแม่ จึงรีบเข้ามาพร้อมกับพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายของฉัน
“คุณอาคะ อินเลิฟจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเองด้วยซ้ำ” พี่มีนาพูดขึ้นขณะที่คุณหมอกำลังวินิจฉัย
“ลูกฉันเป็นยังไงบ้างคะ คุณหมอ”
“อาการภายใน รวมถึงภายนอกถือว่าปกติดีแล้วครับ แต่เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลทำให้สมองของคนไข้ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักและแรงมาก เป็นเหตุผลให้หลังจากที่เธอฟื้นจึงสูญเสียความทรงจำไป” บรรยากาศในห้องเริ่มเต็มไปด้วยวามเครียด ดูได้จากสีหน้าของทุกคน รวมถึงฉันด้วย
“แล้วมีโอกาสที่ความจำ จะกลับมาไหมครับ” ผู้ชายตัวสูงอีกคนที่ตอนแรกดูมีอาการดีใจที่ได้เห็นฉัน แต่ตอนนี้ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่สายตากลับมองตรงมาหาฉัน เดาไม่ถูกเลยว่าเขากำลังรู้สึกและสื่อถึงอะไรกันแน่
“มีความเป็นไปได้ครับ ทุกคนต้องช่วยกันเล่าเรื่องราว และให้คนไข้ได้เจอสิ่งเก่าๆ สถานที่เก่าๆ ก็อาจจะชักนำความทรงจำเหล่านั้นให้กลับมาได้ แต่ตอนนี้ขอให้พักผ่อนและพรุ่งนี้สามารถกลับบ้านได้ครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ คุณหมอ” ฉันกล่าวขึ้นขณะที่หมอยิ้มให้กำลังใจและเดินออกจากห้อง
ฉันหันไปมองสบตากับคนที่ยังอยู่ในห้อง รวบรวมสติกุมมือของแม่เอาไว้แน่น
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูเชื่อว่าความทรงจำของหนูมันต้องกลับมาแน่ๆ หนูเชื่ออย่างนั้น” ฉันฉีกยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“แม่ก็เชื่ออย่างนั้น อินเลิฟ แม่ก็ใจแทบสลาย พอรู้ว่าหนูเกิดอุบัติเหตุ เพราะไม่อยากเสียคนที่รักไปถึงสองคนในเวลาเดียวกัน” แม่เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนัก ดูลำบากและทรมานที่ต้องพูดมันออกมา
“หมายความว่ายังไงคะแม่”
“ก่อนที่อินเลิฟจะเกิดอุบัติเหตุ คุณพ่อของเธอเสียด้วยโรคหัวใจ ทุกคนเสียใจมาก เหมือนว่าเธอจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้ข่าว และดูเหมือนจะตกใจมาก นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอขับรถเร็วและไม่ระมัดระวัง จนเกิดอุบัติเหตุ และเธอก็นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรามาร่วมหนึ่งเดือนเต็ม” พี่มีนาเล่าเรื่องราวทั้งหมด หลังจากที่ได้ฟัง ฉันถึงกับอึ้ง น้ำตาเริ่มไหลรินนองเต็มหน้า โทษตัวเองที่ขนาดงานศพพ่อตัวเองแท้ๆกลับไม่ได้ไป ก็เพียงเพราะความประมาทและขาดสติ
“หยุดร้องเถอะลูก พ่อคงเขาไปดีแล้ว แม่เชื่อว่าพ่อคงช่วยให้ลูกรอดชีวิต เพื่อให้อยู่ดูแลแม่และน้องชาย” ผู้เป็นแม่พูดปลอบใจ และยิ้มเพื่อให้ฉันลดความโศกเศร้า แต่แววตาคู่นั้นก็ยังคงแฝงไปด้วยความปวดร้าวที่ต้องเสียคู่ชีวิตไปอยู่ดี
“น้อง หนูมีน้องด้วยหรอคะ”
“ใช่จ่ะ มัฟฟินเพิ่งเรียนจบม.ปลายจากเกาหลี พอรู้ข่าวก็รีบกลับมางานศพพ่อทันที”
“แล้ววันนี้น้องไม่มาด้วยหรอคะ”
“ที่จริงวันนี้น้องก็อยากมาเยี่ยมลูกด้วยนะ แต่ต้องรีบกลับไปเกาหลีเพื่อทำเรื่องโอนย้ายกลับมาเรียนที่ไทย พรุ่งนี้ก็คงกลับมาแล้วล่ะ”
“ดีจัง หนูอยากเจอน้องแล้ว” เมื่อพูดถึงน้องชาย ฉันและแม่ก็ก็เริ่มยิ้มได้ ถึงแม้ในวันนี้เราอาจจะไม่มีพ่อแล้ว ถึงแม้ฉันจะจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย แต่ในวันนี้เราสามคนจะยังคงรักษาความสุขของครอบครัวเอาไว้ต่อไป ฉันสัญญา
“คุณอาคะ มีนาว่า ให้น้องพักผ่อนเถอะคะ เพราะตอนนี้มีจะประชุมผู้บริหารที่บริษัท ปล่อยให้คนรักของอินเลิฟดูแลเธอไปน่าจะดีกว่า” พี่มีนาพูดบอกแม่ และหันไปยิ้มให้กับคนที่บอกว่าเป็นคนรักของฉัน อะไรนะ!! คนรักของฉันงั้นหรอ
“จ่ะ” แม่พูดพลางพยักหน้า และหันหน้าไปหาผู้ชายคนนั้น “ทอล์ค น้าฝากอินเลิฟหน่อยนะ แม่เชื่อว่าทอลค์ต้องช่วยทำให้ความจำของลูกแม่กลับมาได้ แน่”
“แม่ไปแล้วนะลูก พักผ่อนเยอะๆ พรุ่งนี้แม่จะมารับกลับบ้าน”
“ค่ะ แม่” แม่กอดฉันอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปพร้อมๆกับพี่มีนา ที่เอามือแตะบ่าและกระซิบอะไรบางอย่างบอกผู้ชายที่ชื่อ ทอล์ค ในห้องตอนนี้เหลือแค่ฉันกับทอล์คเท่านั้น
“นายชื่อทอล์ค งั้นหรอ” ฉันเปิดศึก เอ๊ย เปิดประเด็นถามก่อน เพราะไม่อยากให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดไปกว่านี้ ในขณะที่ฉันกำลังนั่งหันหลังเพื่อหลบเร้นใบหน้าอันซีดเผือดของตัวเอง ก็แหมมันไม่น่าดูเลยนะหน้าของฉันตอนนี้เนี่ย
ไม่ทันจะตอบคำถาม นายทอล์คอะไรนั่น ก็ถือวิสาสะโอบกอบฉันจากทางด้านหลัง อย่างอ่อนโยน
“นะ…นายทำอะไรเนี่ย ฉันบ้าจี้นะ ปล่อยๆ” ใช่ที่ไหนเล่า จริงๆแล้วฉันเขินต่างหาก ถึงแม้จะจำอะไรไม่ได้เลยแต่จิตวิญญาณความเป็นผู้หญิงมันบอกว่า ฉันต้องเขินนี่นา
“อินเลิฟ พี่ขอโทษนะ พี่รักเธอมาก หัวใจของพี่มอบให้ใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากเธอ เธอก็รักพี่เหมือนกันใช่ไหม” เขาจ้องหน้าฉันอย่างจริงจังอย่างต้องการเอาคำตอบ จนคนถูกกอดอย่างฉันพูดไม่ออก มันสับสน งงงวย ปะปนความขวยเขิน แต่แล้วฉันก็ตอบออกไป เพราะสัมผัสได้ถึงความจริงใจจากผู้ชายคนนี้
“ฉันจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ฉันขอเวลาหน่อยนะเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำในอดีต และนั่นจะเป็นคำตอบของฉัน นะคะพี่ทอล์ค”
“พี่เชื่อนะ ว่าสักวันเธอต้องจำพี่ได้แน่ เพราะความรักที่เรามีต่อกัน ส่วนความทรงจำที่ไม่ดีหรือไม่ควรจดจำ ก็ลืมมันไปซะนะ” เขาพูดไปพลางกอดฉันแนบแน่นยิ่งขึ้น มันแน่นจน…ฉันแทบจะหายใจไม่ออก
“ค่ะ งั้นวันนี้พี่ไปพักผ่อนเถอะ อินเลิฟขอพักผ่อนคนเดียวเงียบๆ เผื่อจะนึกอะไรขึ้นมาได้บ้าง”
“แน่ใจหรอ ว่าไม่ให้พี่อยู่เป็นเพื่อนเราน่ะ อยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ได้ค่า งั้นตอนนี้พี่เลิกกอดฉันได้ละ แหะๆ” ฉันพูดออกไปอย่างกระดากปากเป็นที่สุด
“เอางั้นก็ได้ งั้นพี่ไปนะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันครับที่รัก” และนี่ก็คือเหตุการณ์ที่เขาถือวิสาสะเป็นครั้งที่สองด้วยการยกมือข้างซ้ายของฉันขึ้นแล้วประทับริมฝีปากที่หลังมือของฉันอย่างอ่อนโยน ในขณะที่ฉันนั่งเกร็งจิกหมอนของโรงพยาบาลแทบเป็นรู(เวอร์ไปค่า) เข้าก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวาน และหันหลังเดินจากไป โอ๊ยย จะบ้าตาย จะละลายแล้วหลอมรวมร่างเป็นน้ำเชื่อมแล้วนะเนี่ย
หลังจากเขาเดินออกไป ฉันก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าถ้าเขาเป็นคนรักของฉันจริงก็คงดี ‘ทอล์ค’ ผู้ชายตัวสูงที่คาดเดาว่าน่าจะสูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตร ซึ่งถ้าเทียบกับตัวฉันที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำมาไม่กี่เซน หักลบกันคงห่างไกลลิบลิ่วเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่ความสูงเท่านั้น เพราะหน้าตาของเขาก็จัดได้ว่าหน้าตาดีมากๆ ด้วยจมูกที่โด่งงาม คิ้วทั้งสองหนาเข้ม ผิวที่ขาวเนียนเหมือนผู้หญิง ประกอบกับบุคลิกที่สุขุมและมีเสน่ห์นั้น เชื่อได้ว่าผู้หญิงที่ได้เห็นคงปรารถนาจะได้เขามาอยู่ในครอบครองอย่างแน่นอน นี่ฉันก็ตาดีเหมือนกันแฮะ แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนเป็นยังไงกันแน่ คงต้องรอจนกว่าฉันจะจำเรื่องราวที่ผ่านมาได้ทั้งหมด
ใช่แล้ว สิ่งที่สำคัญตอนนี้ ฉันต้องจำเรื่องราวในอดีตให้ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่!! ฉันไม่มีทางย้อมแพ้หรอก ฉันเรียกความเชื่อมั่นกลับมา แล้วเปิดกระเป๋าใบเดิมที่บรรจุสิ่งของที่อาจช่วยฉันได้ ฉันยังคงค้างคาใจกับเศษกระดาษเหล่านี้ คงเป็นเพราะฉันตกใจในตอนที่ทุกคนเปิดประตูเข้ามาทำให้เศษกระดาษที่ฉันต่อได้ไปบางส่วนแล้ว ต้องมาเริ่มต้นปะติดปะต่อมันใหม่อีกครั้ง ฉันใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง และแล้วความพยายามก็สำเร็จ ฉันต่อมันเกือบเสร็จแล้วเหลือเพียงอีกชิ้นเดียวนั้น แต่เอ๊ะ ฉันควานหาในกระเป๋าและดูรอบๆเตียงเพื่อหาเศษกระดาษอีกชิ้นที่เหลือนั้น สุดท้ายก็ไม่พบแต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะฉันยังคงพยายามอ่านเฉพาะในส่วนที่ปะติดปะต่อได้ และก็เริ่มมีอุปสรรคมาทดสอบฉันอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่ถูกเขียนอยู่บนกระดาษ ตัวหนังสือเหล่านั้นถูกเขียนด้วยปากกาสีดำแต่มันซึมและเลอะเทอะไปหมดทำให้อ่านยากมากถึงมากที่สุด ฉันเดาว่ากระดาษใบนี้คงเปียกน้ำมาก่อนแน่ๆ ถ้าสะกดไม่ผิดเท่าที่พอจะอ่านได้ รายละเอียดของตัวหนังสือที่อยู่บนเศษกระดาษพวกนี้
ถึง…อินเลิฟ
นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้าย ไม่ขออ้อมค้อมละกัน หวังว่าเธอคงเข้าใจอะไรได้ง่ายๆนะ ฉันจะไม่กล่าวคำว่า ‘ขอโทษ’ กับเธอละกัน เพราะในสิ่งที่เราทำฉันกับเขาไม่ได้ผิดอะไรเลย เหตุผลที่สำคัญอย่างเดียวคือ เรารักกัน ฉันกับเขา ไม่ใช่เขากับเธอ ฉันรู้ว่าเธอรักเขามากและเธอคงเจ็บปวด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว เพราะความทุกข์ทรมานใจของเธอ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ จงจำไว้ เขารักฉัน ไม่ได้รักเธอ ถ้าไม่เชื่อเธอก็ลองมาฟังด้วยหูและตาตัวเองซะ ที่ไหนน่ะหรอ ลองนึกสิว่าที่ไหนกันเป็นสถานที่แสนพิเศษของเธอสองคน และในตอนนี้ฉันอยู่กับเขาที่นั่น
กระดาษตรงที่ขาดหายไป เหมือนมีร่องรอยการเขียนเพราะมีรอยหมึกปากกาเปอะเปื้อนอยู่ประปราย ฉันเดาว่าส่วนที่หายไปต้องเป็นชื่อของคนที่เขียนจดหมายนี้ขึ้นมาแน่ๆ
ฉันอ่านทุกคำทุกวลีทุกประโยคอย่างช้าและเน้นย้ำ ฉันถึงกับกุมขมับ หายใจผิดจังหวะ ก็เพราะข้อความในจดหมายมันนั้นทำไมถึงมีใจความที่รุนแรงโหดร้ายขนาดนี้ แม้ฉันจะไม่รู้ว่าคนเขียนและบุคคลที่สามที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นใคร แต่แน่นอนที่สุดเขาเขียนถึงฉัน แล้วมีเหตุผลอะไรกัน ยิ่งคิดยิ่งสงสัย ถ้าเศษกระดาษนั้นอยู่ในกระเป๋าสะพายของฉัน แสดงว่าก่อนหน้าที่ฉันจะเกิดอุบัติเหตุ ต้องมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับจดหมายฉบับนี้อย่างแน่นอน ถ้าลองสมมติย้อนอดีตกลับไปถ้าหากฉันได้อ่านจดหมายฉบับนี้ นึกไม่ออกเลยว่าทุกถ้อยคำตัวอักษรเหล่านั้นจะทำร้ายจิตใจฉันขนาดไหน เหมือนคนเขียนต้องการใช้มันเปรียบเสมือนมีดคมกรีดบาดขั้วหัวใจฉันอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าฉันจะนิยามมันได้ มันคงไม่ต่างอะไรกับหายนะ หายนะที่มาพร้อมกับคราบรอยน้ำตาและรักสามเศร้า ที่บทสรุปมีเพียงฉันเท่านั้นที่ถูกเรียกว่า ผู้แพ้
ความรู้สึกตอนนี้ด้านหนึ่งคือฉันหวาดกลัวเหลือเกิน กลัวที่ต้องรับรู้เรื่องราวในอดีตอันเจ็บช้ำ ถ้าวันที่เรื่องราวเหล่านี้ปรากฏขึ้นฉันจะต่อสู้กับมันอย่างไร จะดีกว่าหรือไม่ถ้าฉันเริ้มต้นใหม่กับอนาคตข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งของห้วงความคิดบอกฉันว่า ถึงแม้อดีตที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ควรละทิ้งจากการจดจำ แต่ถ้าอดีตเรานั้นมีผลสืบเนื่องไปถึงอนาคตล่ะจะแก้ไขได้อย่างไร จะเป็นการดีที่สุดหรือไม่ ถ้าหากฉันจะสืบเรื่องราวเหล่านี้ ไปพร้อมๆกับรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเอง เพราะอย่างน้อยความทรงจำที่ขาดหายไปนอกจากสิ่งที่เลวร้าย ก็ยังคงมีสิ่งที่งดงามและควรค่าแก่การจดจำ
ความคิดทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างโดยมีสนามรบคือสมองและจิตใจของฉันที่กำลังทำงานอย่างหนักหน่วง ฉันไม่สามารถตอบและเลือกได้ว่าความคิดใดคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ฉันทำได้เพียงแค่ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าหลับตาลงอย่างเนิ่นนาน สัมผัสได้ว่าบริเวณหางตามีน้ำใสๆอุ่นๆไหลออกมาหยดทางซ้ายและขวา เรื่อยๆอย่างเนิ่นนาน
ท้องฟ้าวันนี้ส่องแสงแดดจ้า แผดเผากลุ่มเด็กชายเด็กหญิงที่เล่นอยู่กลางสนาม บ้างก็เล่นวิ่งไปมารอบๆอาคารเรียน มีเพียงฉันที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ให้ร่มเงาบดบังความร้อนจากไอแดดได้เป็นอย่างดี ตาคู่นี้ของฉันจ้องมองไปที่เขาซึ่งกำลังนั่งฉีกยิ้มขยิบตาให้ฉัน อยู่ด้านหน้า ฉันบรรจงวาดโครงหน้าของเขา ตามด้วยใส่รายละเอียดบนรูปหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นดวงตาคมกริบพร้อมด้วยนัยน์สีฟ้าอ่อน ฉันพยายามแรเงาดวงตาคู่นั้นให้เหมือนจริงเท่าที่ทำได้ให้มันฉายแววประกายเจ้าเล่ห์แฝงด้วยเสน่ห์อันเหลือร้าย สันจมูกโด่งขึ้นอย่างสวยงาม ริมฝีปากเรียวบางเหมือนผู้หญิงไม่มีผิด ฉันมองริมฝีปากนั้นสลับกับมองรูปที่ตนกำลังวาด จังหวะของนิ้วมือที่จับดินสอขีดเขียนวาดลวดลายจากเดิมที่มีความคงที่และสม่ำเสมอ แต่ตอนนี้ถึงกับสั่นอย่างหาเหตุผลไม่ได้ รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นและรัว นี่ฉันเป็นอะไรกันเพียงแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นมีอิทธิผลต่อสมาธิและสติของฉันมากขนาดนี้เลยหรือ หลังจากการวาดเสร็จสิ้นเหมือนเหมือนบรรยากาศรอบตัวผ่าน เคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ ไม่ทันที่ฉันจะได้หาสาเหตุ กลับกลายเป็นทำได้แค่ยืนมองหลังของเด็กหนุ่มคนนั้นที่เดินจากไป เขาเดินออกห่างไปไกล และไกลขึ้นเรื่อยๆ จนหายไป เหลือไว้แต่ตัวฉันเพียงลำพังที่ในมือยังคงถือรูปวาดนั้นเอาไว้ในมือ พร้อมๆกับพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า เราคงได้เจอกันอีก
“ตื่นแล้วหรอลูก วันนี้แม่มารับหนูกลับบ้านนะ” แม่พูดขึ้น หลังจากที่เห็นฉันตื่นนอน ฉันนี่นอนขี้เซาจริงๆแฮะ ขนาดนอนมาราธอนมานานนับเดือนนะ ควรจะภูมิใจดีไหมเนี่ย
“เย่ๆ ดีใจจัง ได้กลับบ้านซะที หนูเบื่อที่นี่แล้ว ว่าแต่วันนี้แม่มาคนเดียวหรอ” ฉันพูดพลางอ้อนกอดแม่ จิตใต้สำนึกมันบอกว่านี้คือนิสัยที่ฉันชอบทำ ฮ่าๆๆ
“วันนี้แม่มาคนเดียว มีนาไปรอรับเจ้ามัฟฟินที่สนามบิน ส่วนทอล์คเห็นว่าติดธุระจะมาที่บ้านเราเย็นๆ แหม ตื่นมาก็คิดถึงแฟนเลยนะยัยตัวดี” แม่พูดล้อฉัน และดีดหน้าผากฉันเบาๆ
“แม่พูดไรเนี่ย หนูไม่ได้คิดถึงใครสักหน่อย หนูเป็นผู้หญิงนะแม่ ก็ต้องเขินอายกันบ้างเป็นบางเวลา แหะๆ”
“ทำตัวเป็นเด็กไปได้ลูกคนนี้ เราน่ะเรียนจบทำงานแล้วนะ แม่กำลังคิดอยู่เลยว่าลูกจะกลับไปทำงานได้ไหม ในเมื่อ…”
“โห แม่ไม่เชื่อใจลูกแม่หรอคะ หนูเก่งจะตาย หนูจะพยายามให้มากที่สุด” ยังไม่ทันที่แม่จะพูดต่อ ฉันก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส ไม่ใช่ว่าฉันเสียมารยาทหรอ
“แม่คะ ก่อนกลับบ้านหนูขอไปไหว้หลุมศพพ่อนะ”
“แม่ก็คิดที่จะพาหนูไปอยู่แล้วแหละ งั้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวแม่ขับรถให้เอง แม่จะไม่ยอมให้หนูขับรถอีกแล้ว” แม่พูดด้วยความเด็ดขาด ถึงแม่ไม่ห้าม ฉันก็ยังไม่พร้อมที่จะขับรถหรอก เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะฉันจำวิธีขับมันไม่ได้น่ะสิ -___-
หลังจากคุณพยาบาลถอดสายน้ำเกลือให้เสร็จ ฉันก็ไม่รีรอ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แม่เอามาให้ เป็นเซตชุดดำเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้กับพ่อ ฉันหยุดชั่วขณะอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำเพื่อแสดงความปลาบปลื้มกับหน้าตาที่สุดแสนน่ารักของตัวเอง ฉันล่ะกลัวกระจกจะร้าวเพราะคำโกหกหลงตัวเองของฉัน จึงรีบเดินออกจากห้องน้ำโดยไว เพื่อเก็บของที่โต๊ะข้างเตียง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสะพาย หรือเศษกระดาษชิ้นน้อยที่ไม่ได้อยู่ในกระเป๋า หา!! เศษกระดาษชิ้นน้อยอย่างนั้นหรือ อย่าบอกนะว่า…
ทำไงดี ฉันยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทิ้งมันไปดี หรือเก็บมันมาอ่าน สองจิตสองใจเป็นบ้าเลย
“เก็บของเสร็จหรือยังลูก แม่ไปรับยามาให้แล้ว” แม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องถามขึ้น ในเสี้ยววินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยหยิบเศษกระดาษนั้นเก็บไว้ในกระเป๋า ไม่นะ ฉันยังทำใจกับเรื่องข้อความในจดหมายนั้นไม่ได้
“เสร็จแล้วค่า ไปกันเถอะค่ะแม่” ฉันจับมือแม่แล้วเดินออกจากห้องไป มุ่งหน้าไปยังรถที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาล
ตอนนี้ฉันกลับแม่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพของพ่อ ฉันรู้จากแม่ว่าบ้านเรานับถือศาสนาคริสต์ สายตาของฉันตอนนี้ทองไปที่ป้ายชื่อหน้าหลุมศพสลักชื่อพ่อไว้ด้วยตัวอักษรสีทองอย่างสวยงาม ‘ธีรเดช สุขประภัทร์สโมสร’ ฉันและแม่ว่างช่อดอกไม้ที่บรรจุดอกกุหลาบสีขาวที่แม่บอกว่า เป็นดอกไม้ที่พ่อชอบ เราสองคนกอดกันน้ำตาคลออยู่ต่อหน้าพ่อ แต่ไม่ใช่เกิดจากความโศกเศร้าแต่เกิดจากความเหงาที่พ่อไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว …หนูรักพ่อค่ะ
ฉันกับแม่กลับมาถึงบ้าน แม่สวมบทบาทไกด์พาทัวร์รอบบ้าน เล่าเรื่องราวต่างๆที่ฉันควรรู้ให้ฟังทั้งหมด ทำให้ฉันได้รู้ว่า ครอบครัวเราเป็นเจ้าของบริษัทรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ผลิต จำหน่าย รวมไปถึงส่งออกเสื้อผ้าไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สืบเนื่องมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ จนกระทั่งคุณปู่เสีย ผู้ที่ดูและทั้งหมดโดยการเป็นประธานผู้บริหารคือคุณลุงของฉัน ซึ่งท่านมีลูกสาวบุญธรรมคนหนึ่งก็คือ พี่มีนานั่นเอง แต่แล้วโชคไม่เข้าข้างคุณลุงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ครอบครัวของเราจึงรับหน้าที่เลี้ยงดูพี่มีนาได้รับอภิสิทธิ์สูงสุดในการเป็นเจ้าของบริษัท แต่สุดท้ายคุณพ่อก็เสียตอนนี้หน้าที่หนักคงตกอยู่ที่แม่ และพี่มีนาที่เป็นเลขาฯ
พี่มีนา ถึงแม้จะเป็นลูกบุญธรรมของคุณลุง แต่ก็ถือว่าเธอมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง แกกว่าฉันหนึ่งปี ฉันเดินดูรูปเก่าๆในตู้กระจกบริเวณห้องนั่งเล่น เด็กผู้หญิงที่อยู่ในชุดมัธยมปลายสองคนกำลังกอดคอกันถ่ายรูปยิ้มอย่างน่ารัก ถ้าเดาไม่ผิดนั่นก็คือฉันกับพี่มีนานั่นเอง จากคำเล่าของแม่ เราสองคนมีสิ่งที่ต่างกันคือฉันเป็นคนที่สนุกสนานเพลิดเพลินหลงใหลในศิลปะ แต่พี่มีนาเป็นคนสวยสง่า สติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม จริงจังในการทำทุกๆสิ่ง และดูแลฉันซึ่งไม่ค่อยทันคนมาโดยตลอด
มัฟฟิน คือน้องชายของฉัน เป็นคนที่เรียนเก่งมากถึงขนาดสอบชิงทุนจากรัฐบาลเกาหลี ได้ไปเรียนที่นั่นตั้งแต่ ม.ต้น ณ ตอนนี้ก็ครบหกปีแล้ว แม่บอกว่าเขาค่อนข้างเป็นคนขี้อายไม่กล้าแสดงออก แต่ล่าสุดกลับกลายเป็นคนละคน คงเพราะโตเป็นหนุ่มแล้วล่ะมั้ง เรื่องหน้าตาไม่ต้องพูดถึงเพราะน้องชายฉันถูกโหวตจากเพื่อนๆให้เป็นหนุ่มที่ฮอตที่สุดในโรงเรียนเลยล่ะ มันแน่นอนอยู่แล้ว พี่กับน้องเชื้อไม่ทิ้งแถว ฮอตพอๆกัน
ในขณะที่แม่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว ฉันก็นั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่นเพียงลำพังเพียงลำพังพลางนึกถึงสิ่งที่แม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาเกี่ยวกับตัวฉัน ฉันจบปริญญาตรี ด้านศิลปศาสตร์ รักในงานศิลปะ แถมบ้าคลั่งถึงขนาดขอร้องให้แม่สร้างห้อจำลองแกลอรี่ย่อมๆมาไว้ที่ชั้นใต้ดินของบ้านเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่ฉันอ้างว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งสิ่งที่ฉันถนัดที่สุดก็คือ การวาดรูป แต่มาถึงตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ ว่าพรสวรรค์เหล่านั้นยังคงอยู่เช่นเดิมหรือไม่ คงต้องลองกันสักตั้งก็มันคือสิ่งที่ฉันเคยชอบนี่นา แล้วฉันก็เริ่มสัมผัสได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันเคยผูกพันคุ้นเคย พอพูดถึงการวาดรูปแล้ว ทำให้ฉันเอะใจอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง ใช้แล้ว… ความฝันเมื่อคืน มันเกี่ยวกับการวาดรูปนี่นา แต่ฉันจำได้แค่เพียงคร่าวๆเท่านั้นเอง ฉันพยายามนึกแล้วนึกอีกแต่ก็จำไม่ได้สักที ว่าฉันวาดอะไรนะ ฉันได้สบถกับตัวเองและถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่ขนาดความฝันยังจำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับความทรงจำเก่าๆ
“อินเลิฟหันมาเร็ว ดูซิพี่พาใครมา” น้ำเสียงคุ้นหูเดาว่าคงเป็นพี่มีนา ทำให้ฉันหันหลังกลับไปแล้วถึงกับตกตะลึง
“ซารางเฮโย้ว พี่อินเลิฟ” อยู่ๆก็มีผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้พูดประโยคที่ความหมายชวนสยิวกิ้วยิ่งนัก ไม่เพียงแค่พูดเพราะเขากระโดดเข้ามากอด และหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ อะไรนะ หอมแก้มงั้นหรอ มันจะมากไปแล้วนะ อ๊าก!!



SMACGA
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 ธ.ค. 2554, 01:46:16 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 ธ.ค. 2554, 01:46:16 น.

จำนวนการเข้าชม : 1320





<< INTRODUCTION    CHAPTER 2 : เบาะแส >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account