คือ...รัก
'ความรัก'เป็นสิ่งมนุษย์ทุกคนถวิลหา ไม่มีใครมีชีวิตอยู่โดยปราศจากรัก ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจรักก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหา แม้บางคราวรักจะทำให้มีน้ำตา แต่รักก็คือความสุข 'วิมาลินธ์' หญิงสาวผู้มีอดีตแห่งรักที่ไม่เคยแน่ใจในความรัก เธอไม่เคยเชื่อในอิสระของหัวใจ หากหัวใจดวงนี้จะมีรักมันก็มีแต่เพียงความรักที่บริสุทธิ์งดงามระหว่างแม่กับลูก หากทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...เมื่อเขาเดินเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง...
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 1



บทที่1

‘วิมาลินธ์’ เข็นกระเป๋าสัมภาระใบโตออกมาในช่องผู้โดยสารขาเข้าพร้อมกับจูงมือป้อมๆ ของเด็กหญิง ‘ธาริน’ ลูกสาววัยสี่ขวบที่หันซ้ายหันขวามองสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยด้วยความตื่นตา ร่างโปร่งบางในชุดเดินทางเรียบๆ จุดประกายความสนใจจากสายตาหลายคู่ได้เป็นอย่างดีในบุคลิกสง่างามที่ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ยังดูโดดเด่นเสมอ ดวงหน้าละมุนและนัยน์ตาหวานซึ้งทอประกายอบอุ่นเมื่อยามเหลือบไปมองลูกสาวตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราในชุดสีชมพูสกรีนลายการ์ตูนเจ้าหญิงของวอลต์ดิสนีย์พร้อมกับสะพายกระเป๋าเป้เข้าชุดกัน แม่หนูน้อยกำลังใช้นัยน์ตากลมโตวาววับของตัวเองสำรวจสถานที่แปลกใหม่และผู้คนมากหน้าหลายตาด้วยความสนอกสนใจ

“แม่ลินธ์ขาเรามาถึงเมืองไทยแล้วใช่มั้ยคะ” เด็กหญิงธารินหรือธาร่าเอียงคอถามมารดาตาแป๋ว

“ใช่ค่ะธาร่า...เรามาถึงเมืองไทยแล้ว เมืองไทยบ้านของเราไงคะ” วิมาลินธ์บอกลูกสาวด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ในที่สุดเธอกับธาร่าก็ได้กลับคืนสู่บ้านเกิดที่จากไปนาน ความรู้สึกอุ่นวาบเอ่อท่วมหัวใจ

“เอ๋...เราก็มีบ้านมอมโรสอยู่แล้วไม่ใช่หรอคะ”

“เรามีทั้งบ้านมอมโรสและเราก็มีทั้งบ้านที่เมืองไทย แต่บ้านที่เมืองไทยเป็นบ้านที่เราสองคนจะต้องอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ไงล่ะคะ” วิมาลินธ์อธิบายให้ลูกสาวช่างสงสัยฟังสายตาก็พลางปรายตามองหาบุคคลที่จะมารับ

“ว้าว...ดีจังเลยค่ะแม่ลินธ์ ธาร่ามีบ้านตั้งสองหลังแน่ะ” เด็กหญิงอุทานตาโตด้วยความดีใจ ก่อนจะเอียงคอถามอย่างจริงจังต่อว่า “เอ๊...แม่ลินธ์ขาแล้วบ้านที่เมืองไทยมีขนมอร่อยๆ เหมือนบ้านมอมโรสมั้ยคะ...”

คำถามของเจ้าตัวเล็กทำเอาวิมาลินธ์ถึงกลับต้องยิ้มกว้าง “มีสิคะ รับรองว่าธาร่าจะต้องชอบแน่นอน”

“โอว้...ธาร่าอยากถึงบ้านของเราเร็วๆ จังเลยค่ะแม่ลินธ์” เด็กหญิงพูดอย่างดีใจเมื่อนึกถึงขนมหวานที่ตัวเองโปรดปราน


“จะรีบไปไหนจ๊ะสาวน้อย” เสียงทุ้มคุ้นหูของบุรุษร่างสูงที่เอ่ยอยู่ด้านหลังทำให้สองแม่ลูกที่ยืนคุยกันอยู่พร้อมใจกันหันไปทางต้นเสียงนั้นด้วยความปรีดา

“เย้ เย้ !!! ลุงเอื้อมาแล้ว” เด็กหญิงตัวเล็กกระโดดเหยงๆ อย่างดีใจเมื่อเห็นหน้าผู้เป็นลุง

“นึกว่าพี่เอื้อจะปล่อยให้ลินธ์กับธาร่ารอเก้อซะแล้ว สวัสดีค่ะ” วิมาลินธ์กล่าวสวัสดีพร้อมกับเข้าไปกอดพี่ชายด้วยความคิดถึง ส่วนธาร่าก็ยืนมองลุงกับแม่กอดกัน พอเห็นว่าผู้ใม่สนใจตัวเองก็ทำแก้มป่องหน้างอที่ถูกละเลย แต่พอผู้เป็นลุงผละจากมารดาแล้วย่อตัวลงพร้อมกับอ้าแขนกว้างเป็นเชิงให้เข้าไปหา เด็กหญิงธารินก็ถลาเข้าไปกอดคุณลุงแน่นด้วยความความคิดถึงและดีใจทันที

“กู๊ดมอร์นิ่งค่ะลุงเอื้อ ธาร่าคิดถึงลุงเอื้อที่สุดในโลกเลย” พูดจบก็แตะริมฝีปากสีแดงใสของตัวเองลงบนแก้มสากทั้งสองข้างของคุณลุงอย่างคุ้นเคย

“ลุงเอื้อคิดถึงธาร่ามั้ยคะ อุ้บส์...ธาร่าลืม” นิ้วชี้เล็กๆ จุ๊ปากตัวเองอย่างน่าเอ็นดูเมื่อตระหนักได้ว่าได้ลืมอะไรบางอย่างไป มือป้อมๆ พนมไหว้ทำความเคารพคุณลุงตามที่มารดาสอนมาอย่างน่าเอ็นดู

“สวัสดีค๊าลุงเอื้อของธาร่า”

“สวัสดีจ้ะคนสวยของลุง” มือหนาลูบศรีษะเล็กๆ ที่ปกคลุมไปด้วยเส้นไหมสีดำนุ่มมืออย่างเอ็นดู “มาให้ลุงจุ๊บอีกสักทีสองทีให้หายคิดถึงหน่อยสิ” พูดจบก็จุ๊บแก้มนุ่มนิ่มไปหลายฟอดใหญ่จนเจ้าของแก้มหัวเราะด้วยความจั๊กจี้กับไรหนวดแหลมๆ ของผู้เป็นลุง

“เจ้าหญิงของลุงน่ารักที่สุดเลย แต่เอ๊...ไม่ได้เจอกันตั้งนานทำไมเจ้าหญิงตัวน้อยๆ ของลุงถึงได้กลายร่างเป็นหมูน้อยไปซะแล้วล่ะ ดูซิแก้มป่องๆ ตัวกลมดิ้ก แถมยังสีชมพูไปทั้งตัวอีกต่างหากเหมือนหมูน้อยบูริน บูรินเลยแฮะ” เอื้อภูมิก้าวพลางหยิกแก้มกลมป่องสีชมพูของหลานสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว ทำเอาหลานสาวตัวน้อยหน้างอ ทำปากจู๋อย่างไม่ชอบใจกับสรรพนามที่คุณลุงเรียก ก่อนจะทำหน้าทะเล้นแล้วพูดว่า

“เอ๊...ทำไมลุงเอื้อเหมือนยีราฟในนิทานของแม่ลินธ์จังคะ เหมือนเปี๊ยบเลย ยีราฟขอยาวขายาว ลุงเอื้อเป็นยีราฟอ่ะป่าวคะ ฮิฮิ”

“เรื่องอะไรมาล้อลุงล่ะจ๊ะธาร่า...เซี้ยวนักนะเรา” มือหนาบีบจมูกเล็กๆ ของหลานสาวช่างพูดเบาๆ ก่อนจะจับร่างกลมป้อกของแม่หนูน้อยพาดไว้บนบ่าเหวี่ยงไปมาเบาๆ เรียกเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากพอใจจากเจ้าตัวยิ่งนัก

“ก็ลุงเอื้อมาว่าธาร่าก่อนเองนี่นา ธาร่าไม่เหมือนบูริน บูรินซะกะหน่อยนึง” เด็กหญิงแย้งอย่างงอนๆ เพราะไม่อยากอ้วนเป็นหมูเหมือนบูริน บูริน ในการ์ตูนที่เคยดู ถึงบูรินจะเป็นหมูจะน่ารักก็เหอะ...แต่ธาร่าก็อยากสวยเหมือนเจ้าหญิงนี่นา

“โอเคๆ ลุงยอมแพ้แล้ว” เอื้อภูมิยอมอย่างว่าง่าย

“รอพี่นานมั้ยลินธ์ พอดีพี่เข้าไปเซ็นเอกสารด่วนที่ทำงานมา ต้องวนรถกลับไปกลับมาหลายเที่ยว เลยมาช้าไปหน่อยโทษทีนะ” เอื้อภูมิถามผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวก่อนจะวางร่างเล็กลงบนพื้น ความจริงวันนี้เขาลางานครึ่งวันเพื่อเตรียมตัวจะมารับสองสาวแม่ลูก แต่ก็มีเรื่องให้ต้องกลับไปที่ทำงานอีกเพราะมีเอกสารด่วนที่ต้องเข้าไปจัดการให้เรียบร้อย

“ไม่นานหรอกค่ะ ลินธ์ยืนคุยกับธาร่าแป๊ปเดียวพี่เอื้อก็มาถึงพอดี” วิมาลินธ์บอกอย่างเข้าใจ เพราะรู้ดีว่าพี่ชายเป็นคนที่ตั้งใจและทุ่มเทให้กับการทำงานมากพอๆ กับรักและเคารพในอาชีพของตนเอง ถึงแม้จะมีคนบางคนค่อนขอดอยู่บ่อยๆ ว่าอาชีพข้าราชการจะเงินเดือนน้อยก็ตามแต่นั่นก็ไม่สามารถสั่นคลอนความตั้งใจของพี่ชายเธอได้

“ลินธ์พร้อมแล้วใช่มั้ย” เอื้อภูมิหันมาถามน้องสาวด้วยความห่วงใย เมื่อวิมาลินธ์พยักหน้ารับชายหนุ่มจึงเข็นกระเป๋าสัมภาระออกไป ปล่อยให้สองแม่ลูกเดินจูงมือกันตามหลังมาติดๆ...




“คุณยายขาพี่ลินธ์มาถึงแล้วค๊า...” เอื้อนดาวส่งเสียงบอกพลางวิ่งตึงๆ เข้ามาในห้องครัวเมื่อเห็นรถยนต์ของพี่ชายแล่นเข้ามาภายในบริเวณบ้าน

“อะไรกันแม่เอื้อนค่อยๆ เดินก็ได้เป็นสาวเป็นนางแท้ๆ ส่งเสียงเอ๊ะอะโวยวายใครมาเห็นเข้าจะหาว่าแม่หาว่ายายไม่สอน จะแต่งงานออกเรือนอยู่วันสองวันอยู่นี่แล้วเชียว คนอะไรน่าตีแท้ๆ” คุณอัมพรเดินออกจากครัวมาเอ็ดหลานสาวคนเล็กอย่างไม่จริงจังนัก

“เอื้อนไม่ได้โวยวายซะหน่อยนะ เอื้อนก็แค่ดีใจที่พี่ลินธ์กลับมาก็เท่านั้นเอง ดูซิไม่ได้เจอหน้ากันตั้งห้าปีเต็มๆ คิดถึงจะตาย” เอื้อนดาวให้เหตุผลพลางโอบเอวผู้เป็นยายอย่างประจบ

“เราลงไปรับพี่ลินธ์ที่หน้าบ้านกันเถอะนะคะ ป่านนี้เด็กๆ คงกำลังช่วยขนของอยู่” พูดจบก็ประคองคุณยายเดินลงไปรอรับพี่สาวที่มุขหน้าบ้านทันที พลางชะเง้อชะแง้หาพี่สาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายปี ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ลินธ์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน...

“โอ้โห...คุณยายเห่อหลานสาวคนสวยถึงขนาดต้องมานั่งรอหน้าบ้านเลยเหรอครับ” เอื้อภูมิที่เดินลากกระเป๋าใบโตขึ้นมาบนบ้านเอ่ยแซวผู้เป็นยาย ก่อนจะปล่อยให้เด็กรับใช้สองคนจัดการแทน

“ก็แน่สิจ๊ะ...หลานรักฉันกลับมาทั้งที” คุณอัมพรตอบหลานชายด้วยรอยยิ้มพร้อมกับชะเง้อหาหลานสาวคนสวยที่ไม่ได้เจอมาหลายปี “แล้วนี่น้องหายไหน ทำไมยังไม่ขึ้นมาบนบ้านอีกล่ะตาเอื้อ”

“มาถึงปุ๊ปก็ถามหาปั๊ปเลยนะครับคุณยาย” เอื้อภูมิล้อ “ตอนนี้ลินธ์วิ่งจับลูกหมูจอมซนอยู่น่ะครับ เดี๋ยวก็คงมา” รอยยิ้มมีเลศนัยของหลานชายทำให้ผู้เป็นยายสงสัย

“หมูอะไรตาเอื้อ บ้านเรามีหมูที่ไหนกัน”

“หมูน้อยสีชมพูตัวอ้วนกลม...เดี๋ยวคุณยายก็ได้เห็นครับ แต่ผมว่าไปรอในบ้านดีกว่าตรงนี้แดดร้อนเดี๋ยวคุณยายจะเป็นลมเอา” พูดจบก็ประคองผู้เป็นยายเข้าไปในบ้านเป็นการตัดบท แน่ล่ะถ้าคุณยายได้เห็นยัยหมูน้อยธาร่าตรงนี้มีหวังเป็นลมล้มพับไปจริงๆ อย่างไม่ต้องสงสัย...

“หมูน้อยที่ไหนกันนะ...” เอื้อนดาวเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง ก่อนจะเดินตามหลังคุณยายและพี่ชายเข้าไปรอพี่สาวในบ้านอย่างว่าง่าย



“ธาร่าหยุดวิ่งก่อนสิคะลูก”

วิมาลินธ์บอกพลางวิ่งตามลูกสาวตัวน้อยที่มัวแต่วิ่งไล่ผีเสื้อตัวสวยด้วยความสนใจ แม่ตัวน้อยไม่ตกใจกับสภาพแวดล้อมแปลกตา ตาสีนิลใสแจ๋วไม่ได้มีท่าที่ตื่นกลัวกลับสถานที่อันไม่คุ้นเคยเลยสักนิดตรงข้ามกันกับวิ่งพล่านไปทั่วด้วยความสนุกสนานเสียอีก

“คุณแม่ขาบ้านเราสวยจังเลยค่ะ เหมือนบ้านเจ้าหญิงเลย ดูซิมีผีเสี้อกะดอกไม้เต็มไปหมดเลย” เด็กหญิงธารินหยุดวิ่งหันมาพูดกับมารดาด้วยรอยยิ้มหวาน วิมาลินธ์ส่งยิ้มให้ลูกสาวพลางสำรวจสถานที่ๆ จากไปนานถึงห้าปีเต็มแต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยสักนิดเดียว บ้านของเธอยังสวยงามและอบอุ่นเหมือนเดิม ตึกสองชั้นทรงไทยประยุกต์หลังใหญ่สีเหลืองนวลที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกเข้าไว้อย่างลงตัวตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่สองไร่กว่าๆ กลางใจเมืองกรุงเทพฯ โอบล้อมไปด้วยพันธ์ไม้ทั้งไทยและเทศนานาชนิดราวกับสวนรุกขชาติขนาดย่อมๆ ที่มักสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กลับผู้พบเห็นเสมอในความไม่ซ้ำใคร จำได้ว่าเพื่อนๆ สมัยเรียนที่เคยแวะมาบ้านมักจะเอ่ยปากแซวอยู่เสมอว่า

‘บ้านลินธ์คลาสสิคจัง เหมือนบ้านทรายทองของพจมานเลย มาแล้วเหมือนได้ย้อนอดีตเข้าไปอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ศิลปะแบบตะวันตกกำลังเข้ามามีอิทธิพลในบ้านเรา คนโบราณนี่ก็เก่งเนอะผสมผสานความเป็นไทยกับความเป็นตะวันตกจนออกมาสวยงามขนาดนี้ ’

จำได้ว่าคนที่พูดตอนนี้กลายเป็นอาจารย์สาวประจำคณะโบราณคดีไปเรียบร้อยแล้ว จะไม่ให้เหมือนบ้านทรายทองได้อย่างไรกันก็บ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากต้นตระกูลของคุณยาย อายุเกือบร้อยปีได้กระมังแต่ที่ยังคงความสวยงามอยู่จนเท่าทุกวันนี้เพราะคุณยายคอยดูแลไม่ให้ชำรุดทรุดโทรมอยู่เสมอ คุณยายรักบ้านหลังนี้มากและลูกหลานทุกคนก็รักบ้านหลังนี้ไม่ต่างจากคุณยาย ‘บ้านสุรวงศ์’

เสียงอุทานอย่างตื่นเต้นของธาร่าปลุกให้วิมาลินธ์ตื่นจากภวังค์...

“ว้าว..” เด็กหญิงตัวน้อยอุทานตาโตพลางกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจที่ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ตรงหน้า
“บ้านของเรามีชิงช้าด้วยค่ะ แม่ขาธาร่าอยากนั่งชิงช้าจังเลย” พูดจบก็วิ่งถลาเข้าไปนั่งจุมปุ๊กอยู่บนชิงช้าไม้ที่แขวนอยู่ใต้ต้นก้ามปูซึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอันร่มรื่นแก่ผู้มาพักพิงทันที “อุ๊ย...มีสระน้ำด้วย นั่นดอกอะไรคะแม่ลินธ์ สวยจังเลย”

“ดอกบัวไงจ๊ะธาร่า” วิมาลินธ์เดินมานั่งคุกเข่าลงข้างๆ ลูกสาว พลางลูบเหงื่อที่พราวอยู่บนหน้านวลแดงเรื่อด้วยความเอ็นดู

“ดอกบัวหรอ” คนตัวเล็กทำหน้าฉงนพยายามครุ่นคิดตามก่อนจะอุทานตาโตเมื่อนึกกออก “อ่อ...ธาร่านึกออกแล้ว ดอกไม้ที่เอาไว้ไหว้พระช่ายป่าวคะ”

“ใช่แล้วจ้ะคนเก่ง”

“เอ...แล้วทำไมใบมันใหญ้ใหญ่แล้วก็มีใบเเล็กๆ ไม่เหมือนกันล่ะคะ”

“อ่อ...ไอ้ที่ใบใหญ่ๆ เค้าเรียกว่าบัวกระด้งค่ะ คนละสายพันธ์กันกับดอกบัวสีสวยๆ นั่น ” มือเรียวชี้ให้บุตรสาวดูความแตกต่างของดอกบัวทั้งสองชนิด

“แล้วบัวสวยๆ นั่นชื่ออะไรคะ”

“ดอกสีม่วงชื่อบัวหลวงจ้ะ ส่วนดอกสีชมพูนั่นชื่อบัวสาย”

เด็กหญิงพยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าใจ แต่ก็มิวายยังสงสัยต่อ“แล้วกระด้งมันคืออะไรหรอคะแม่ลินธ์”

“ถ้าอยากรู้ว่ากระด้งคืออะไร ธาร่าต้องเข้าไปข้างในบ้านกับแม่แล้วล่ะ” วิมาลินธ์หว่านล้อมเมื่อเห็นช่องทางที่จะชักจูงลูกสาวช่างซักช่างถามเข้าไปกราบญาติผู้ใหญ่ที่ป่านนี้คงรออยู่นานแล้ว

“ในบ้านมีกระด้งด้วยหรอคะ”

“มีสิจ๊ะ”

“ก็ได้ค่ะแม่ลินธ์ เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ ธาร่าอยากเห็นกระด้งแล้ว” พูดจบก็กระโดดลงจากชิงช้าจูงผู้เป็นแม่เดินตามทางเดินที่ปูด้วยอิฐแผ่นเล็กๆ เดินลัดเลาะขึ้นไปบนตึกอย่างว่าง่าย

ถึงเวลาที่เธอจะต้องเผชิญกับความเป็นจริงแล้ว...ธาร่าเอาใจช่วยแม่ด้วยนะลูก...วิมาลินธ์รวบรวมพลังใจ


“พี่ลินธ์มาแล้วค่ะคุณยาย เอ๊ะ...ว่าแต่พาเด็กที่ไหนมาด้วยก็ไม่รู้ น่าตาน่ารักเชียวค่ะ” เอื้อนดาวที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างหันมาบอกสมาชิกในบ้านที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างพร้อมเพรียง

“ตาฝาดรึเปล่ายัยเอื้อนบ้านเรามีเด็กที่ไหนกัน ไหนแม่ดูซิ” คุณเอื้องพรกล่าวพลางเดินไปที่ริมหน้าต่าง ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่เดินขึ้นบันไดเคียงมากับวิมาลินธ์มานั้นสร้างความแปลกใจแก่เธอยิ่งนัก มือน้อยที่เกี่ยวกระหวัดกันบวกกับท่าทีเอื้อเอ็นดูที่เต็มไปด้วยความรักความผูกพันของคนทั้งสองบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแม่หนูน้อยคนนั้นหน้าตาเหมือนหลานสาวของเธอยังกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ซึ่งมันคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก...

พุทโธ่...หลานสาวของเธอ

ท่าทีที่นิ่งไปของบุตรสาวทำให้คุณอัมพรที่นั่งอยู่รู้สึกแปลกใจ “เป็นอะไรไปแม่เอื้อง ถึงได้ทำท่าตกอกตกใจอย่างนั้นน่ะ”

“เปล่าค่ะคุณแม่ ไม่มีอะไร” พูดพร้อมกับปรายตาไปทางบุตรชายที่นั่งอยู่เงียบๆ อย่างผิดวิสัย

“เอื้องว่าคุณแม่ถามตาเอื้อดีกว่านะคะ ท่าทางจะรู้อะไรดีกว่าใครทั้งหมด”

เอื้อภูมิที่กำลังเสยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มถึงกับสำลักเมื่อได้ยินคำพูดและสายตาเย็นเยือกของมารดา

“มีเรื่องอะไรกันตาเอื้อแม่เราถึงได้ทำท่าเป็นเดือดเป็นร้อนนัก เล่าให้ยายฟังหน่อยซิ” คุณอัมพรถามนิ่งๆ ท่าทีแปลกๆ ของบุคคลรอบข้างทำให้นางสงสัย

“คือ...ผมว่าคุณยายกับคุณแม่รอถามลินธ์ดีกว่านะครับ ลินธ์น่าจะให้คำตอบได้ดีกว่าผม” เอื้อภูมิกล่าวด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ในใจนึกหวั่นกับสถานการณ์ที่น้องสาวและหลานสาวจะต้องเผชิญต่อจากนี้...






พุดจีบ
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 ม.ค. 2555, 22:09:13 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 ม.ค. 2555, 22:09:13 น.

จำนวนการเข้าชม : 1404





<< บทนำ    บทที่ 2 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account