^วันอยากเขียน^
รวมเรื่องสั้น ฉบับลิขิตราค่ะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จับเรื่องสั้นมารวมกันไปเลยดีกว่า
Tags: เรื่องสั้น ลิขิตรา

ตอน: เรื่องราวของความรัก


ฉันเขียนนิยายรัก...แต่ไม่เคยรู้จักคำว่า ‘รัก’

พี่นักเขียนชั้นครูหลายคนที่ฉันรู้จักเคยวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ว่างานของฉันอ่อนหวาน แต่ไม่สมจริง ขาดเหตุผล และขาดความจริงที่ว่า...ในบางครั้ง รักก็ไม่ต้องการเหตุผล

พี่ ๆ บอกว่าฉันไม่เคยรู้จักความรัก...รักที่ทำให้เฝ้ารอ รักที่ทำให้ใครหลายคนพร้อมจะทำเรื่องโง่ ๆ ได้โดยไม่ต้องการเหตุผล

‘หนูเคยรัก...’ ฉันตอบไปอย่างนั้น

ฉันเล่าถึงความรักตั้งแต่ประถม มัธยม มาจนถึงมหาวิทยาลัย ผู้ชายสามคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันทำให้พี่คนหนึ่งหัวเราะ แล้วบอกหน้าตาเฉย

‘นั่นไม่ใช่รัก...มันเป็นการอยากเอาชนะ’

เมื่อมีคนจุดประเด็น หลายคนก็พยักหน้าตาม ขณะที่ฉันทำตาโต มองคนนั้นที คนนี้ที ไม่อยากจะยอมรับ

แล้วคนเริ่มก็อธิบายให้ฉันฟังอย่างใจเย็น ‘เธอไม่ได้รักเขาหรอก อารมณ์แบบนั้นมันเหมือนเด็กดื้อที่อยากได้ของเล่นน่ะ เข้าใจไหม ผู้ชายพวกนั้นเหนือกว่าเธอ เก่งกว่าเธอ มันมีอารมณ์ของผู้หญิงอย่างหนึ่งที่น่าตลก คือเมื่อใดที่เราเอาชนะทางกายภาพไม่ได้ เราจะเอาชนะทางจิตใจและอารมณ์’

ฉันกระพริบตาปริบ ๆ งุนงงกับทฤษฎีประหลาดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน พี่สาวคนดีจึงรีบบอกเพราะรู้ดีว่าฉันเป็นพวกหัววิทยาศาสตร์เต็มขั้น ‘ไม่มีงานวิจัยรองรับ...เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญล้วน ๆ แต่เชื่อถือได้พันเปอร์เซ็นต์ย่ะ’

‘เอาง่าย ๆ นะ...ผู้หญิงบางคนเวลาเถียงด้วยเหตุผลแล้วสู้ไม่ได้ ก็จะบีบน้ำตาทำตัวน่าสงสาร สุดท้ายผู้ชายก็ต้องง้อใช่ไหม นั่นละ เพราะเอาชนะด้วยแฟคไม่ได้ ก็ต้องหาทางเอาชนะด้วยอย่างอื่น ผู้ชายที่ไม่รู้ตัวก็จะตกเป็นเหยื่อผู้แพ้ด้วยความรู้สึกผิด ความเป็นสุภาพบุรุษ หรืออะไรก็ว่าไป อันนี้เป็นตัวอย่างแบบเบสิคนะ แอดวานซ์มาหน่อยคือกรณีของเธอ’

เมื่อคนช่วยขยายความเงียบไป พี่สาวที่เป็นคนจุดประเด็นจึงอธิบายต่อ ‘ก็ตามนั้นละ...ไม่ได้อยากจะชมนะ เตือนไว้ก่อนจะได้ไม่ลอย แต่พูดตามตรงเธอก็ไม่ใช่พวกโลว์โพรไฟล์ ออกจะดีอยู่ในอันดับต้น ๆ เรียนดีมาตลอดอีกนี่ อย่าปฏิเสธนะ...พี่ว่าเธอมีอีโก้ในตัวสูงพอควรเลย ไม่ได้หมายความว่าเธอหยิ่ง แต่พี่จะบอกว่าเธอดื้อเงียบ เธอเลือกคนที่เธอจะยอมรับ แต่พอเธอคิดว่าจะต้องยอมรับคนที่เธอไม่อยากยอมรับ...อะไรจะเกิดขึ้น ?’

‘แล้วทำไมหนูต้องไม่อยากยอมรับ ?’ ฉันยังถามค้าน เป็นฑิฐิแบบเบา ๆ อย่างที่พี่สาวต่างสายเลือดวิเคราะห์

เหลือเชื่อเกินไปไหมที่คนเพิ่งรู้จักกันไม่กี่ปี คบหากันผ่านโลกไซเบอร์มาเกือบตลอด กลับเข้าถึงและรู้จักตัวตนของฉันได้มากขนาดนี้

‘เพราะเธอเห็นว่าเขายังไม่เพอเฟค...เขายังมีจุดอ่อน และที่ร้ายคือ เธอรู้ว่าจุดอ่อนนั้นอยู่ที่อารมณ์’ ผู้อาวุโสกว่าตอบได้ง่ายดาย ‘เธออ่านออกว่าเขาเป็นพวกขาดความอบอุ่น เธอรู้ว่าเขากลัวความสัมพันธ์ เธอเลยยื่นความสัมพันธ์ให้เขา แล้วสุดท้ายก็หลงคิดไปว่าเธอรักเขา’

‘รู้ใช่ไหม...ถ้าเพียงแต่เธอเอาชนะเขาได้ หรือเพียงแต่เขาจะหันมารักเธอ เธอจะเบื่อ และรู้ว่าเธอไม่ได้รักเขา’

พี่อีกคนหลุดหัวเราะเบา ๆ ‘คิดจะใช้มีดเชือดคน...สุดท้ายมีดก็ย้อนมาแทงตัวเธอเอง น่ารักอ่ะ’ พี่สาวนักเขียนนิยายขายดีอีกคนแกล้งทำเสียงตวัดตามภาษาวัยรุ่นที่กำลังนิยม ขณะที่ฉันนั่งอมลมจนแก้มป่อง ไม่อยากจะยอมรับ

ฉันกัดริมฝีปาก ถอนเบา ๆ ‘คนแรกเป็นอย่างนั้นค่ะพี่...พอหนูชนะ มันก็จบจริง ๆ’ ฉันต้องยอมรับในที่สุด เมื่อทบทวนหัวใจตัวเองซ้ำ บางที...อาจจะเป็นอย่างที่พี่ ๆ พูดถึง ฉันรู้ว่าเมื่อไรที่ฉันชนะ หรือเขาหันมามอง มันก็ไม่เหลือความท้าทายใดอีกต่อไป

‘น่ากลัวนะ...เธอเป็นฟืนเย็นที่สุมไฟให้คนอื่น แล้ววิ่งหนีออกมาโดยไม่คิดจะต่อไฟให้ ตัวเธอคิดว่าเธอร้อนและถูกเผาไปก็จริง แต่ลืมไปหรือเปล่า...ที่ที่เธอไปสุมไฟไว้น่ะ ถ้ามีเชื้อเพลิงอยู่มันก็จะลามและเสียหายหนัก แต่ถึงไม่มี...ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีรอยไหม้หรอกนะ’

‘ทำแบบนั้น...คนเจ็บมันไม่ใช่แค่เธอหรอก’

ฉันได้แต่นั่งนิ่ง มองมือตัวเองอย่างอ่อนล้า ขณะที่พี่สาวคนหนึ่งเดินเข้ามากอดไว้หลวม ๆ ‘น่า...รู้ตัวแล้วก็ระวัง อย่าทำแบบนี้อีก แล้วค่อย ๆ เขียนใหม่’

‘งานของเธอมีรสหวานที่หอมหวานมากอยู่แล้ว...ทำความหวานให้บริสุทธิ์ตามแบบฉบับของเธอต่อไป มันไม่ได้เสียหายหรอก แต่เมื่อไรที่เธอรู้จักความหวานในชีวิตจริงที่มีรสขมปนเข้ามาเสมอ...งานของเธอจะสมบูรณ์ขึ้น’



ฉันเคยร้อนใจกับงานที่ไม่สมบูรณ์ ไขว่คว้าหาความรักจนเพื่อนหลายคนประหลาดใจ จากผู้หญิงที่เคยปิดใจไม่กล้าจะเอ่ยถึงความรัก ฉันเปิดเผย ชัดเจนและกล้าพอที่จะเล่นกับใครต่อใครมากขึ้น

เพื่อนบอกว่าฉันดูเข้าถึงง่ายขึ้น หลายคนคิดว่าฉันเฟลิต

พี่ ๆ ต้องคอยเตือน พวกเธอรู้ว่าฉันแค่ตามหาความรัก และฉันไม่เคยล้ำเส้นบาง ๆ ที่ขีดไว้บนความสัมพันธ์
ฉันเห็นตัวเองอ่อนไหวมากขึ้น ฉันกล้าที่จะบอกว่าปลื้มใครต่อใคร แต่มันก็เหมือนการปลื้มแบบไอดอล ไม่ว่าอย่างไร...เมื่อมองเข้าไปในใจ ฉันก็รู้เสมอว่านั่นยังไม่ใช่ความรัก

นานจนเกือบจะถอดใจ แล้วเขาก็ก้าวเข้ามา

การพบกันของเราไม่ได้สวยงามอย่างในนิยาย ไม่ได้มีความบังเอิญเหมือนชะตาฟ้าลิขิต เป็นแค่เรื่องธรรมดา ๆ บนโลก ที่พาเรามาพบกัน

เขาคือเพื่อนของพี่บก.ที่ดูแลงานให้ฉัน เราพบกันในปาร์ตี้เล็ก ๆ ที่สำนักพิมพ์จัดขึ้นเพื่อขอบคุณนักอ่าน
เขาเป็นสถาปนิก เป็นนักธุรกิจ และที่ร้ายกว่านั้น...เขาเป็นศิลปิน

หลายคนเรียกเขาอย่างนั้น แต่พ่อยอดชายคนดียังถ่อมตัว โคลงศีรษะเบา ๆ แล้วรีบบอกฉันว่า ‘ก็แค่คนวาดรูป...คุณเข้าใจใช่ไหม’

‘ค่ะ...ฉันก็แค่คนเขียนหนังสือ คำว่าศิลปินมันมีภาระแฝงมาด้วย คำว่านักเขียนก็ไม่ต่างกันค่ะ’ ฉันย้อนกลับในคำที่พี่ ๆ แนะนำตัวฉันว่าเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์

คนใกล้ชิดมาก ๆ อย่างเพื่อนสนิทที่เคยสังเกตวิธีพูดของฉันเท่านั้นที่รู้...ฉันเรียกตัวเองว่าคนเขียนหนังสือ ไม่ใช่นักเขียน

ตราบใดที่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำตามจรรยาบรรณของนักเขียน และรักษาเกียรติแห่งการเขียนหนังสือไว้ได้ ฉันไม่กล้าพอจะแทนตัวเองด้วยคำนั้น

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโคลงศีรษะเบา ๆ คล้ายตอบรับ

หลังจากงานนั้น เราไม่ได้พบกันอีก จนกระทั่งหน้าปกนิยายเรื่องใหม่ของฉันถูกส่งมาเพื่อสอบถามความคิดเห็น ลายเส้นและการให้สีที่มีเอกลักษณ์ทำให้ฉันอดถามถึงนักวาดกับพี่บก.ไม่ได้ และคำตอบก็เป็นชื่อของเขา เรียกเอาความทรงจำในปาร์ตี้นั้นคืนกลับมา

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ คือฉันขอเบอร์ติดต่อเขาจากพี่บก. เพื่อพูดคุยถึงการปรับแก้ภาพโดยตรง ทั้งที่ปกติ ฉันทำเพียงมองผ่าน ๆ บอกถึงจุดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงกับพี่บก.แล้วให้พี่ชายคนดีไปคุยกับนักวาดต่อเท่านั้น

พี่บก.ยังแปลกใจ เงยหน้าหรี่ตามองฉัน ‘อย่าบอกนะว่าหลงเสน่ห์เพื่อนพี่เข้าแล้ว’

ฉันหัวเราะแกล้งบอกทีเล่นทีจริง ‘ไม่แน่นะคะ...เพื่อนพี่ดูน่าคุย คงมีแง่มุมอะไรน่าสนใจ ฉันจะเอาไปเป็นคาแรกเตอร์พระรอง’

‘ใจร้าย...ทำไมไม่ให้มันเป็นพระเอก’

‘ลูกตาเขาโรแมนติกไป และในหัวเขาโง่ไม่พอค่ะ’ ฉันคลี่ยิ้มหวานตอบ ขณะที่พี่บก.สบถเบา ๆ

‘ปากคอเราะร้าย’

‘เพิ่งรู้เหรอคะ’ ฉันเอียงคอ คลี่ยิ้มส่งให้ราวสาวน้อยไร้เดียงสาที่กำลังน้อมรับคำชื่นชม พี่ชายร่วมโลกจึงแค่นหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินจากไป ท่าทางคงอ่อนใจอยู่ไม่น้อยที่เจอคนเขียนหนังสือหัวดื้ออย่างฉัน

คืนนั้นเมื่อฉันโทรศัพท์ไปหา เขาแปลกใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าเป็นฉัน เราคุยกันเรื่องงานเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางสายไป แล้วอีกสองวันต่อมา ภาพปกที่แก้ไขแล้วก็ถูกส่งมาถึงมือ ฉันใช้เวลาไม่ถึงนาทีเพื่อกวาดตามอง พยักหน้ารับและส่งคืนให้พี่บก.คนเก่ง

‘แก้อะไรอีกไหม’ เขาถาม เพราะปกติฉันเป็นคนเรื่องมาก ถ้างานไม่ดีพอ ถ้าหนังสือไม่เรียบร้อยพอ ฉันยืนยันเต็มที่ว่าจะไม่มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น โชคดีคือฉันได้บก.ดีที่ยอมรับในความละเอียดที่เกือบจะเรียกได้ว่าจู้จี้จุกจิกของฉัน

ฉันหันไปยิ้มให้เขา ‘ไม่ค่ะ...ฝากขอบคุณเพื่อนพี่ด้วยนะคะสำหรับงานดี ๆ ’

หลังจากนั้น ปกนิยายที่ฉันเขียนก็เป็นลายเส้นของเขาเรื่อยมา ฉันได้พบเขาไม่บ่อยนัก เรามักคุยกันเรื่องงาน แต่หลายครั้งที่ฉันเหนื่อย มันน่าประหลาดที่ฉันเผลอกดโทรศัพท์หาเขา

เราไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าแค่คำทักทายสองสามคำ ฉันหมดปัญญาจะหาธุระมาคุยกับเขา และเขาก็ใจดีพอจะนิ่งเงียบ ปล่อยให้ฉันถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะบอกเบา ๆ ‘ขอโทษนะคะที่โทร.มารบกวน’

‘ว่างเหรอ...’

‘ไม่เชิงค่ะ...นั่งอู้อยู่ที่ร้านกาแฟ คิดพล็อตต่อไม่ออก’

‘พี่ก็นั่งอู้อยู่ที่ห้องทำงาน...คิดไม่ออกว่าจะไปกินข้าวที่ไหนดี’ เขาบอกกลั้วหัวเราะ ‘แทนคำขอโทษเมื่อกี้...มีร้านอะไรแนะนำไหม’

ฉันหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างผ่อนคลายมากขึ้น ‘ต้องขออนุญาตถามว่าไปกับใครค่ะ เพราะถ้าพาคนพิเศษไปก็ต้องเลือกร้านที่โรแมนติกหน่อย’

เขานิ่งไปครู่ก่อนตอบ ‘พี่ไม่มีคนให้พาไป...รอแต่คนแถวนั้นจะใจดี ไปนั่งกินเป็นเพื่อนกันบ้าง’

เขาอุตส่าห์เปิดช่องให้อย่างนี้ ฉันก็อยากตะครุบใจแทบขาด เสียแต่ตอนนี้ฉันกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่ในร้านกาแฟที่เชียงใหม่ ส่วนเขาคงไม่แคล้วห้องทำงานในกรุงเทพฯ ฝันไปได้เลยที่คนแถวนี้จะไปนั่งกินเป็นเพื่อนคนที่นั่น

‘แหม...ถ้าพี่บอกว่าคนแถวนั้นคือ สาวน้อยแถว ๆ ร้านที่ฉันแนะนำละก็...คงต้องไปหาเอาดาบหน้าแล้วละ แต่ถ้าหมายถึงคนแถว ๆ ที่ฉันอยู่ตอนนี้...พี่คงต้องมาหาถึงนครพิงค์’

‘นครพิงค์...อยู่เชียงใหม่หรือ’

‘ค่ะ...บริษัทจัดสัมมนาที่นี่ เสร็จงานแล้วฉันเลยมาอู้ต่อ’

'เที่ยวเผื่อพี่บ้างสิ'

'ทำไมไม่มาเทียวเองละคะ'

เขาหัวเราะเบา ๆ 'ถ้าไม่มีกองงานเต็มโต๊ะ พี่คงจองตั๋วไปเชียงใหม่วันนี้แน่ เผื่อคนแถวนั้นจะใจจดีพาพี่เที่ยว'
'ถ้ามาได้จริง ฉันจะเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ให้เลย' ฉันตอบ ก่อนที่เขาจะบอกลาไปประชุม แล้ววางสายกันไป



อย่า...อย่าได้คิดว่าจะมีเรื่องหวาน ๆ เหมือนในนิยาย นางเอกแสนดีที่โชคดีพบกับพระเอกได้ง่ายดายนั้นเป็นความขี้เกียจของคนเขียนที่หมดมุกไปเท่านั้นเอง ดังนั้นวันต่อมาเขาก็ไม่ได้บินมาเชียงใหม่ ฉันนั่งคิดพล็อตเพียงลำพังในร้านกาแฟตามประสาผู้หญิงยุคสตาร์บัคส์อยู่หลายวัน ก่อนจะบินกลับไปใช้หนี้กรรมการลาพักที่กรุงเทพฯ

ความวุ่นวายเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่พี่ชายสุดที่รักของฉันบินไปประชุมกับลูกค้าที่ญี่ปุ่น งานทั้งหมดของท่านประธานกรรมการใหญ่ที่ฉันชอบล้อจึงตกมาอยู่ที่ท่านรองฯติสท์แตกอย่างฉัน

พี่ชายคงกริ้วเบา ๆ ที่ฉันหนีไปเที่ยวเสียหลายวัน จึงแกล้งทิ้งงานกองพะเนินไว้กับบัญชีประจำไตรมาสที่มีจดหมายน้อยแปะไว้กึ่งบังคับให้ฉันนั่งตรวจสอบอย่างละเอียดยิบ นี่ถ้ารู้ว่าเรียนจบแล้วต้องสนิทกับการตรวจสอบบัญชีขนาดนี้ ตอนเอนทรานซ์ฉันคงเลือกเรียนการบัญชีแทนวิทยาศาสตร์

เถอะ...เกิดทีหลังก็รับกรรมกันไป

ฉันหัวฟูอยู่กับงานกองพะเนินนานเกือบอาทิตย์ พี่ชายจึงบินกลับมา และคนดีอย่างฉันก็ไม่รอช้าเลยที่จะช่วยเลขาฯคนสวยของพี่ชายหอบแฟ้มงานไปส่งคืนเขาถึงโต๊ะทำงาน เรื่องแบบนี้เป็นเหมือนธรรมเนียมการบอกลาและต้อนรับกลับบ้านของเราพี่น้องไปแล้ว

พอฉันวางงานลงบนโต๊ะ พี่ชายก็โยนกล่องสีเขียวเล็ก ๆ มาให้ ฉันคว้าไว้แทบไม่ทัน แต่สุดท้ายมันก็มาอยู่ในมือฉันอย่างปลอดภัยนั่นละ

ไม่ต้องพลิกดูฉันก็จำได้ว่านี่เป็นกล่องมัจฉะแท้ที่ฉันชอบมาก และปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติของน้องสาวที่แสนดีอย่างฉันก็คือการกระโดดไปหอมแก้มพี่ชายเบา ๆ และบอกขอบคุณ

เราคุยกันไม่นาน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเรื่องที่ต้องไปจัดการต่อ พี่ชายเดินมาส่งฉันถึงห้องทำงาน และเมื่อโต๊ะทำงานของฉันกลับมาว่างอีกครั้ง ก็ได้เวลาที่ฉันจะลุยงานนิยายต่อ

อย่า...อย่าเพิ่งคิดว่าฉันเป็นคนเขียนหนังสือที่มีวินัยในตัวเอง ไม่อย่างนั้นจะมีใครได้เห็นฉากบก.ตามทวงต้นฉบับทั้งในการ์ตูนและนิยายละ

ฉันก็เหมือนคนเขียนหนังสือหลาย ๆ คน มีวอกแวกบ้างเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อกดเปิดไฟล์ต้นฉบับ ฉันก็เปิดเว็บเบาว์เซอร์ต่อ และเริ่มเข้าสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ค

สายตาฉันไล่ดูข้อมูลของเพื่อนบ้าง คนอ่านหนังสือที่ส่งมาทักทายเป็นเพื่อนกันบ้าง และสายตาก็มาสะดุดอยู่ที่สเตตัสของนักอ่านช่างฝันคนหนึ่งที่คุ้นเคยกันพอสมควร

'...เราก็แค่...ไม่อยากปล่อยให้คนที่น่าสนใจหายไปจากชีวิต ถ้าเขายังไม่มีใคร เราจะยื่นมือออกไปคว้าไว้ได้ไหม...'

ฉันอดยิ้มบาง ๆ ไม่ได้กับความเพ้อตามประสาสาวช่างฝันที่ฉันเองก็เป็นอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายก็เลื่อนเมาส์ไปกดไลค์ให้

ฉันกำลังจะพิมพ์ความเห็นลงไปว่า 'ก็ยื่นมือไปคว้าไว้แน่น ๆ สิ' แต่ภาพของใครบางคนกลับปรากฏขึ้นมาเลือนลางอยู่ในความรู้สึก

ผู้ชายที่เจอกันนับครั้งได้ คุยโทรศัพท์กันเป็นเรื่องเป็นราวบ้าง ไร้แก่นสารบ้าง

คนที่ฉันอยากรู้จักให้เป็นพระรองในนิยาย ทั้งที่หลายครั้งพระรองในนิยายของฉันได้รับความรักจากคนอ่านมากกว่าพระเอก และฉัน...ก็มักจะตกหลุมรักพระรองที่ไม่โง่ของตัวเองอยู่บ่อย ๆ

...นานเท่าไรแล้วนะ...ที่เรายังไม่ได้คุยกัน

ความรู้สึกประหลาดก่อตัวขึ้นกลางใจจนหัวใจไหวไปด้วยจังหวะแปลก ๆ ันหวิวเหมือนกำลังกลัวบางสิ่ง

ไม่ต้องเสียเวลาทบทวนมาก ฉันเคยรู้จักความรู้สึกแบบนี้เมื่อวันที่ความรู้สึกคล้ายความรักเดินผ่านมาและจากไปอย่างไม่สวยงาม

ฉันไม่รู้ว่านี่จะเรียกความรักได้ไหม หากเมื่อก่อนนั้นคือความอยากเอาชนะ ครั้งนี้ฉันไม่มีเหตุผลใดที่ต้องการเอาชนะเขาเลย

ที่แปลกคือ...ขณะที่ความรู้สึกถึงคนที่ฉันเคยคิดว่ารักนั้น เต็มไปด้วยความร้อนรนและต้องการความรักตอบ ฉันว่าครั้งนี้เมื่อฉันนึกถึงเขา ในใจกลับเป็นความอบอุ่นเบา ๆ ที่โอบล้อมเข้ามาและทำให้เกิดรอยยิ้มขึ้นบนหน้า

ฉันหันไปมองกระจกข้างโต๊ะ เพื่อจะพบว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่จริง ๆ

พระเจ้า...แค่คิดถึงเขา ก็ทำให้ฉันยิ้มได้หวานขนาดนี้เชียวหรือ ฉันจะรักษารอยยิ้มแบบนี้ไว้ได้นานแค่ไหนกันนะ

...ก็ยื่นมือไปคว้าไว้แน่น ๆ สิ...

ความคิดบาง ๆ ผุดเข้ามาในหัว ทำให้ฉันลังเลใจอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ขณะไล่สายตาไปตามหน้าจอเว็บไซท์ และเมื่อสายตาไปเจอกับข่าวสารบางอย่าง ความคิดร้าย ๆ ก็ผุดเข้ามาในหัวฉันเป็นฉาก ๆ

...ใครนะเคยบอกว่าซินเดอเรลล่าน่ะมีแค่ในนิทาน ชีวิตจริงไม่มีนางฟ้าที่จะเสกฟักทองให้เจ้าหญิงไปพบเจ้าชาย ถ้าคิดจะเดินไปทางไหนแล้วเธอก็ต้องกรุยทางด้วยสองมือของตัวเอง...



ในที่สุดพระเจ้าก็ดลใจให้ฉันทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน ฉันกดโทรศัพท์หาเขา...คนที่ทำให้หัวใจฉันไหวด้วยจังหวะที่อบอุ่น

“พี่ทำอย่างไรคะเวลาขาดแรงบันดาลใจ” ฉันเอ่ยถามทันทีที่เขารับสาย

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เพื่อหาคำตอบหรือเพราะตกใจกับคำถามแบบจู่โจมของฉันก็ไม่รู้

“ทำไมหรือ” ในที่สุดเขาก็ตอบด้วยการถามกลับ

เป็นไปตามที่ฉันคาดเดา วิสัยสุภาพบุรุษที่ดีอีกประการอันจะนำมาซึ่งความเหมาะสมในการเป็นพระรองคือต้องอ่านอารมณ์สับสนของนางเอกออกเสมอ เพื่อจะคอยมาอยู่เคียงข้างเธอให้ทันเวลา แต่ไม่ต้องห่วง นิสัยแบบนี้ใครจะให้เป็นพระรองในนิยายเรื่องไหนก็ตามสบาย แต่นางเอกอย่างฉันจะให้เขาเป็นพระเอก

“ฉันกำลังเหนื่อยและขาดแรงบันดาลใจขั้นรุนแรงน่ะค่ะ”

“เกิดอะไรขึ้น...”

“ไม่มีอะไรค่ะ แค่ติสท์แตกแบบปกติ” ฉันตอบกลั้วหัวเราะ “เพียงแต่นานแล้วก็ยังหาทางแก้ไม่ได้ เลยต้องลองหาตัวช่วย”

“แล้วปกติแก้ยังไงละ”

“นอนอืดอยู่ที่บ้านเงียบ ๆ ปล่อยตัวเองให้ดีเพรสไปเรื่อย ๆ จนว่าจิตมันจะเลิกตกแล้วกลับสู่สภาพปกติเอง” นั่นเป็นวิธีปกติในการดูแลจิตใจของฉันที่ใครได้ยินก็ส่ายหน้า แต่เขากลับหัวเราะ

“แบบนั้นไม่ยิ่งแย่ใหญ่หรือ วนอยู่กับความคิดตัวเองซ้ำไปซ้ำมา”

“เคยลองแล้วเหรอคะถึงรู้ว่าจะเป็นแบบนั้น”

“อืม...พี่ถึงรู้ว่ามันไม่ได้ผล” เขาตอบเสียงนุ่ม อบอุ่นในหัวใจฉันอย่างประหลาด “วิธีนั้นน่ะ เก็บไว้ทำตอนที่เธออยากรู้จักความทุกข์ให้ดี ค่อยไปจมกับจิตและสำรวจจิตตัวเองอย่างมีสติดีกว่า”

“ยังไงคะ...”

“พระท่านให้มองจิตให้รู้จักทุกข์ว่ามันก็แค่ทุกข์ มองดูว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป...สุข มันก็แค่สุข เดี๋ยวมันก็ผ่านไป พูดง่ายแต่พี่ว่าทำยาก”

ฉันถอนใจเบา ๆ “นาทีนี้...มีวิธีง่าย ๆ ไว้กู้ชีพก่อนไหมคะ”

“หาเรื่องเที่ยวสิ...”

“น่าสน...ตอนนี้ฉันกำลังเล็ง ๆ คอนเสิร์ตที่พิพิธภัณฑ์ไว้น่ะค่ะ เสียแต่กลัวไปคนเดียวแล้วจะยิ่งแย่” ฉันบอกกลั้วหัวเราะ “คอนเสิร์ตวันวาเลนไทน์น่ะค่ะ ที่พิพิธภัณฑ์ใกล้ ๆ นี่เอง จะลากเพื่อนไปด้วยก็มีแต่คนมีคู่...ไม่เหลือเวลาให้เพื่อนให้ฝูงกันแล้ว”

ฉันไม่ต้องกลั้นใจรอนาน เขาก็เสนอตัวง่าย ๆ “พี่ไปเป็นเพื่อนไหม”

“หืม...ว่างเหรอคะ”

“อืม...จะได้พักสมองบ้าง ทำแต่งานจนจะฝันเป็นแปลนตึกแล้ว”

ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบรับ “ถ้ามั่นใจว่าจะไม่มีสาวไหนมาแหกอกฉัน ก็ขอบคุณนะคะที่ช่วยสงเคราะห์คนโสด”

“ถ้ามั่นใจว่าจะไม่มีหนุ่มไหนมาแหกอกพี่...สักสี่โมงพี่ไปรับที่บ้านเธอดีไหม”

“มาถูกหรือคะ”

“กลับบ้านแล้วแชร์โลเคชั่นมาทางไลน์ก็ได้ ที่เหลือให้นาวิเกเตอร์ของลุงกูเกิลทำงานเถอะ”



นั่นละ...เหตุผลที่ทำให้ฉันได้มีคู่ควงในวันวาเลนไทน์ที่ยี่สิบสี่ของชีวิต วันที่ไม่เคยเป็นวันสำคัญสำหรับฉัน วันนี้มันเป็นวันสำคัญแล้วเมื่อฉันตั้งใจว่าจะหารถฟักทองให้ตัวเอง

เขามารับฉันที่บ้านตามสัญญา เรามาถึงพิพิธภัณฑ์เร็วกว่าเวลาที่คอนเสิร์ตจะเริ่ม ฉันจึงชวนเขาไปเดินหาของกินแถวท่าน้ำใกล้ ๆ กัน ก่อนจะเดินกลับมาเมื่อใกล้เวลา

ฉันเร่งฝีเท้าเร็ว ๆ เพราะกลัวจะไม่ทันคอนเสิร์ตเริ่ม ขณะที่เขาเดินทอดน่องสบายใจจนน่าหงุดหงิด

“เร็วสิคะ...เดี๋ยวก็ไปไม่ทันหรอก”

“เขาไม่มีเก็บบัตรหรือจองที่ไม่ใช่หรือ จะรีบไปไหนครับ” เขายังมีหน้ามาถาม

“โธ่...ก็รีบไปหาที่นั่งน่ะสิคะ ไปช้าเดี๋ยวก็ต้องเนรเทศตัวเองไปนั่งข้างสนามหรอกค่ะ”

เขายิ้มขัน สายตาที่มองฉันคล้ายแววตาของผู้อาวุโสที่มองเด็กน้อย ทำให้ฉันอมลมเข้าจนแก้มป่อง ตวัดสายตามองค้อนให้เขารู้ว่ากำลังงอน

เขายื่นมือมาจับมือฉันเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ น่าแปลกที่คนถือตัวอย่างฉันไม่รู้สึกรังเกียจว่าเป็นความไร้มารยาทอย่างที่เคยรู้สึกกับใครคนอื่นที่ทำแบบเดียวกัน แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเขา สัมผัสนั้นกลับอบอุ่นเข้าไปในหัวใจ “พี่ไม่รู้ว่าเธอจะมาฟังเพลง”

“อ้าว...ถ้าไม่มาฟังเพลง ฉันจะมาคอนเสิร์ตทำไมละคะ”

“นึกว่าเธออยากมาพักผ่อน” ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง กว่าจะเข้าใจความหมายของเขา “ถ้าอยากจะพัก ก็อย่าเร่งจังหวะชีวิตให้รีบนักเลย ค่อย ๆ เดินไปแบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ”

ฉันก้าวเท้าเดินไปกับเขาด้วยจังหวะที่ช้าลง มือข้างขวายังอุ่นด้วยมือเขาที่กุมไว้เบา ๆ สายลมพัดเอาไปน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาแตะร่างให้ความสดชื่นที่ฉันเพิ่งรู้สึกได้เมื่อวางความเร่งรีบลงนี่เอง

ที่ปลายขอบฟ้า ดวงตะวันสีแดงกลมเหมือนผลส้มกำลังจะจมน้ำ เขาหยุดเท้าพาให้ฉันหยุดและยืนมอง ณ วินาทีนั้นคล้ายโลกทั้งโลกหายไป จังหวะชีวิตหยุดลงชั่วขณะ ฉันไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากความเงียบสงบและบรรยากาศอบอุ่นจาง ๆ ที่ล้อมอยู่รอบตัว มือกระชับมือ...อุ่นอย่างที่สุดเมื่อมีเขาอยู่ข้าง ๆ

...อย่างนี้...เรียกว่ารักหรือเปล่านะ

“ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่าคะ โลกสวยงามและสงบขนาดนี้เชียวหรือ” ฉันหลุดคำถามกับเขาเบา ๆ ในที่สุด เมื่อเราพากันออกเดินอีกครั้งเพื่อกลับไปที่พิพิธภัณฑ์

“โลกสวยมานานแล้ว...ถ้าเธอรู้วิธีมอง”

เมื่อเราก้าวเข้าเขตพิพิธภัณฑ์ เสียงดนตรีบรรเลงเพลงรักนุ่มก็ดังเข้ามาในหู ฉันสูดลมหายใจลึก ยาว นิ่งฟังอยู่นานจนคอนเสิร์ตใกล้จะจบ

เพิ่งรู้สึกตัวว่ามือข้างขวาของฉันไม่ได้มีมือเขากุมไว้อีกแล้ว เพราะฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายกุมมือเขาไว้แน่น

“พี่คะ...ขอบคุณนะ สำหรับวันนี้”

“ยินดีครับ...” เขาหันมายิ้มให้ฉัน

ฉันมองหน้า จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อหาร่องรอยของความรู้สึกบางอย่างที่ฉันอยากจะเห็น แต่ก็ไม่พบ
ฉันถอนใจเบา ๆ ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะกล้าพอ

แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ ณ วินาทีที่อยู่ต่อหน้ากัน ก็เป็นเรื่องยากจริง ๆ ที่ฉันจะทำอย่างที่ตั้งใจ

“แล้วถ้าฉันขอให้พี่เป็นที่พักของฉันตลอดไปละคะ...ถ้าฉันจะขอให้มือของพี่จับมือฉันไว้ตลอดไปได้ไหมคะ”

เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะยิ้มให้ฉัน ยกมือลูบหัวฉันเบา ๆ

“พี่กำลังคิดอยู่เชียว...ว่าจะต้องล่อลวงเธออย่างไร ให้มือของพี่ได้จับมือเธอไว้ตลอดไป...” เขาพลิกมือกลับเป็นฝ่ายกุมมือฉัน “อนุญาตให้พี่...ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอได้ไหม”

“ฉันไม่ใช่นางเอกโง่ ๆ ที่จะตอบปฏิเสธพระรองเพื่อไปนั่งช้ำกับพระเอกที่โง่พอกันหรอกนะคะ” ฉันเอ่ยกลั้วหัวเราะ “พี่หลุดปากออกมาขนาดนี้แล้ว...ห้ามเปลี่ยนใจทีหลังเป็นอันขาดเชียวนะ”

เขานิ่งไปครู่ก่อนจะหัวเราะตอบ “เพื่อนพี่เคยบอกว่าเธออยากได้คาแรกเตอร์พี่เป็นพระรอง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นพระเอกได้ไหม”

ฉันฉีกยิ้มหวาน มองหน้าเขา

“ฝันไปเถอะค่ะ...พี่เป็นพระรองในนิยาย จะได้เป็นพระเอกของฉันคนเดียว”


--------------

หลังจากจืดชืดมานาน ขอเอาน้ำตาลมาเติมบ้างนะคะ

เรื่องนี้เขียนเก็บไว้นานมาก ตั้งใจจะใช้เป็นเรื่องสั้นตามธรรมเนียมปีใหม่ แต่วุ่นวายจนไม่จบ เลื่อนมาจะลงวาเลนไทน์ก็วุ่นไม่จบอีก เลยมาลงตอนนี้แล้วกันค่ะ เพิ่งเขียนเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ ถ้ารั่วไปบ้างต้องขออภัยด้วยนะคะ

คิดถึงค่ะ



ลิขิตรา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 ก.พ. 2555, 22:33:05 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 23 ก.พ. 2555, 22:33:05 น.

จำนวนการเข้าชม : 2566





<< แค่ใคร...ในความทรงจำ   แค่ปีกบางๆที่ไม่อาจสยาย...กลางสายลม >>
mhengjhy 23 ก.พ. 2555, 23:06:06 น.
เย่...คนแรก

อยากได้แบบนี้มั่งอ่าาา T T


Auuuu 23 ก.พ. 2555, 23:06:28 น.
น่ารักจังงง ^^


konhin 23 ก.พ. 2555, 23:07:59 น.
หวานมากๆ เรื่องจริงป่ะเนี่ย?(ขอคำตอบหลังไมค์)


คิมหันตุ์ 23 ก.พ. 2555, 23:45:50 น.
ห้าห้าาาาาาาาาาาาาาา ไม่ต้องหลังไมค์ก็ได้นะคะ ^^


หมีสีชมพู 24 ก.พ. 2555, 00:07:53 น.
กรี๊ดดด ขอพระรอง (ในนิยาย) แบบนี้สักคนได้มั้ยคะเนี่ย อิอิ


PiNVE 24 ก.พ. 2555, 10:34:53 น.
กด like พันครั้ง


sai 24 ก.พ. 2555, 11:21:34 น.
อ่านแล้วก็อืมมม จริงๆเราอยากได้พระรองในทุกเรื่องเลยนะเนี่ย เพราะพระเอกเค้าต้องคู่กะนางเอกและเรามันพวกไม่ใช่นางเอกซะด้วยซิ 555


ปอรินทร์ 24 ก.พ. 2555, 12:58:44 น.
อ่านแล้ว....อืม... อยากมีพระรองมั้งอ่ะ....


saralun 24 ก.พ. 2555, 13:13:35 น.
ดีใจจัง...นึกว่าจะออกแนวไม่สมหวังอีก ฮ๋า ๆ ๆ ๆ


ลิขิตรา 24 ก.พ. 2555, 19:49:23 น.
Base on true story, but true story is not happy ending ka


เทียนจันทร์ 25 ก.พ. 2555, 04:00:58 น.
รู้สึกดีนะคะ มากด้วย ปกติอ่านงานของรุ่นใหญ่จะไม่เม้นท์แบบว่าผู้น้อยอ่านเอาความรู้ แต่เรื่องนี้ให้ความรู้สึกดีจังเลยค่ะ ประทับใจ


ณิณ 26 ก.พ. 2555, 15:03:01 น.
คิดถึงเช่นกันค่ะ ;)


sunshinemoonlight 27 ก.พ. 2555, 08:51:54 น.
ชอบมากๆ เลยค่ะ ในที่สุดก็ได้อ่านเรื่องสั้นแนวอบอุ่นอ่อนหวานของคุณลิขิตราอีก จะเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ ชอบงานเขียนของคุณมากๆ เลยค่ะ


สะเรนี 29 ก.พ. 2555, 20:44:49 น.
น่ารักมากกกกก

อยากมีพระรองในนิยาย เพื่อกลายเป็นพระเอกของเราคนเดียวบ้างงงง


violetflower 27 พ.ค. 2555, 08:49:18 น.
อ่านแล้วยิ้มอ่ะ...อยากพบเจอเรื่องราวแบบนี้บ้างอ่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account