ผี(ไม่)ร้ายร่ายมนตร์รัก
บ้านอเนกคุณากร ขึ้นชื่อว่าเฮียนนักหนา

ไม่ใช่ภูตผีแค่ตนเดียว แต่กลับมีมากมาย

นางผีผู้เป็นใหญ่เกลียดแสนเกลียดผู้ชาย

ขณะที่บรรดาผีๆ ที่เหลือ

ล้วนเคยประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

ยกเว้นแต่ "แสงเพ็ง"

ผีสาวมือใหม่ ไร้เดียงสาและหน้าตาสะสวย

เธอไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือความร้ายกาจของบุรุษเพศ

เมื่อได้พบกับเขา หนุ่มเจ้าสำราญนาม "ทรงธรรม"

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ "ความรัก"

เป็นรักแท้ที่พร้อมจะเสียสละ กระทั่งยอมเสียคนรักให้คนอื่น

เพื่อที่จะให้เขามีความสุข เพื่อที่เธอมีความสุขไปด้วย

แต่แล้ว... เมื่อความจริงบางประการเปิดเผย

หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนคู่ควรกับเขาดังที่เธอคิด



อะไรเล่า...ที่จะเกิดขึ้นต่อไป


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๐๒


กว่าจะได้ต้อนรับกันอย่างเป็นทางการ ก็อีกพักใหญ่ ดูเหมือนเจ้าคุณอเนกคุณากรไม่อยากจะพูดจาสมาคมกับทรงธรรมเลยจริงๆ

สำรับคับคอนที่เลื่อนขึ้นมาในเวลาบ่ายจัด ตอนที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง มีเพียงแค่น้ำชาร้อนหอมกรุ่น กับข้างตังและนางเล็ดอีกอย่างละสองชิ้น

ทั้งที่หิวจนแสบไส้ ชายหนุ่มยังปั้นหน้านิ่ง กลัวว่าผู้มากวัยจะกล่าวหาว่า เขาเป็นพวกเห็นแก่กินขึ้นมาอีกกระทงหนึ่ง

"เชิญท่านเจ้าคุณด้วยสิขอรับ"

"ตามสบายเถอะ หรืออยากจะได้หมากพลูบุหรี่... หนุ่มๆ สมัยนี้มันพากันเหลือเกิน กินเหล้าเมายา เข้าบ่อนนอนซ่อง สารพัด"

คำท้ายๆ เจ้าคุณพูดเรื่อยไปคล้ายปรารภกับตนเอง แต่ทรงธรรมรู้ดี กว่าผู้อาวุโสมีเจตนาจะหมายความถึงเช่นไร

นึกอยากจะเถียงอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าเปล่าประโยชน์ จะเอาความคับข้องใจเล็กๆ น้อยๆ ไปแลกกับประโยชน์มหาศาลในภายหน้ากระไรได้

ไม่ทันที่นางเล็ดอีกคำจะเคี้ยวหมดปาก นางบ่าววัยกระเตาะเข้าก็คลานเข่าเข้ามารายงาน

"คุณอุ่นเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"

ท่านเจ้าคุณมีสีหน้าพอใจขึ้นมากเมื่อได้ยินดังนั้น รีบพยักหน้าให้นางบ่าวรีบไปเชิญมาสมทบ

ทรงธรรมพยายามสำรวมที่สุด แต่ทั้งที่รู้แน่อยู่แก่ใจ ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังมีอันต้องตกตะลึงในรูปโฉมโนมพรรณของ "ไอ้อุ่น" เพื่อนเรียนรุ่นน้อง ที่ฝากตัวร่ำเรียนอยู่กับบาทหลวงมิชชันนารีด้วยกันมานาน กลับกลายเป็นสุภาพสตรีโฉมสะคราญอยู่ต่อหน้า

"เป็นไงเล่าจ๊ะพี่ธรรม์"

ไอ้อุ่น ยิ้มกว้าง แกล้งทำท่าอย่างนางละคร มือหนึ่งจีบอยู่ตรงชายพก อีกมือกรีดนิ้วจับชายสไบ ย่อเข่าซอยเท้ามาตั้งแต่ออกลับแล

"อุ่นเรือน! สำรวมกิริยาหน่อยเถอะนะ อย่าให้พ่อทนไม่ไหวจนไม่ยอมให้เจ้าไปคลุกคลีตีโมงกับผู้ชายหัวไม้พวกนั้น"

เจ้าคุณอเนกพยักหน้ากับลมกับแล้ง ไม่ได้หมายจะเจาะจงที่ผู้ใด และคำเตือนนั้นก็ได้ผล เมื่อบุตรสาวทรุดกายลงเป็นคลานเข้ามาได้ในที่สุด

พอเข้าท่าเข้าทางอย่างนางที่ได้รับการอบรมมาดีควรจะเป็น ทรงธรรมก็ยิ่งตาค้าง ถึงแม้จะรู้มานาน ว่า "ไอ้อุ่น" หรือ "คุณอุ่นเรือน" ของบ้านนี้ เป็นสตรีที่ปลอมเป็นชาย เพื่อเข้าไปเรียนในสำนักของหลวงพ่อบาทหลวง แทนที่จะเข้าสำนักนางชีอย่างใครอื่น แต่ก็ไม่คิดมาก่อนว่า พอเปลี่ยนอาภรณ์ให้กลับเป็นเพศเดิมแล้ว เธอจะสวยงามระชดระช้อยได้ถึงขนาดนี้

ขณะคลานเข่าเข้ามา อุ่นเรือนยังแอบยกคิ้วให้ชายหนุ่มแวบหนึ่ง ค่าที่เขายังตกตะลึงงัน คมตาที่ส่งมานั้น บาดหัวใจของทรงธรรม ให้รู้สึกร้อนผ่านไปทั้งสรรพางค์กาย

"ไอ้... เอ่อ... คุณอุ่น ทำไม... เจ้า..."

ยิ่งคิดก็ยิ่งคุ้มค่า กับการที่ได้ลงทุนลงแรงปกป้องรักษา ไม่ให้ใครได้มาพูดจาสนิทสนมได้มากกว่าตัวเอง ทรงธรรมรู้สึกสมใจนัก แต่ก็ต้องระงับใจ แสดงละครเรื่อง "นายไม่รู้" ให้แนบเนียน

อุ่นเรือนเองก็รู้สึกภูมิใจ กับแววตาที่ชายหนุ่มมองมา ที่จริงเธอก็มีใจให้กับเขามาตั้งแต่ต้น ยิ่งกับการดูแลเอาใจใส่ ยอมให้เธอทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ยิ่งทำให้หญิงสาวยิ่งรู้สึกถูกชะตากับเขามากยิ่งขึ้น

"เห็นหรือไม่เจ้าคะ ที่ลูกปลอมเป็นชาย ไม่ว่าใครก็จับไม่ได้"

ทรงธรรมฟังที่เธอหันไปพูดกับบิดาก็นึกขัน เพราะจริงๆ แล้ว คนทั้งโบสถ์ต่างก็รู้กันดี ว่าไอ้อุ่นเป็นสตรี แต่เมื่อหลวงพ่อไม่ว่ากระไร และเธอก็รักษาตัวได้อย่างเยี่ยมยอด ก็ไม่มีประโยชน์ที่ใครจะยกประเด็นนี้ขึ้นมากีดกัน ไม่ให้สตรีได้เรียนร่วมกับบุรุษเพศ

ทว่า แม้จะสำรวมกิริยาอยู่สักเท่าไหร่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความชื่นชม

"คุณอุ่น ที่ปลอมเป็นชายก็เพื่อจะเข้าเรียนในสำนักมิชชันนารีหรอกหรือนี่"

พร้อมกับที่พูด ทรงธรรมก็พยายามหลบสายตาบิดาของเธอ ที่กำลังจ้องเขม็งมาอย่างรู้เท่าทัน

เจ้าคุณอเนกคุณากร สูญเสียภรรยาคนใหญ่ไปตั้งแต่อุ่นเรือนยังเล็ก ไม่คิดจะยกใครขึ้นมาอีกหลังจากนั้น และเลี้ยงดูบุตรสาวมาอย่างหมายจะให้เป็นใหญ่ในบ้านแทนตน สิ่งไรที่เธออยากจะมีไว้ประดับสติปัญญา เจ้าคุณล้วนไม่ขัดข้อง เพราะเห็นเสียแล้วว่า ยุคสมัยนี้ หญิงชายควรมีสิทธิเสมอภาค รู้เท่าทันกันให้ได้ทุกเรื่อง

ดูอย่างแม่มณีจันทร์ของหลวงเทพนั่นประไร ไม่รู้ไปได้มาจากไหน เก่งกาจทั้งความคิดความอ่าน ฉะฉานทั้งกิริยาวาจา คู่นั้นเขาสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก หลวงเทพนั้นผลงานเรื่องการเจรจาความเมืองเมื่อปีกลาย คงเข้าถึงพระเนตรพระกรรณ อนาคตต้องสดใสยาวไกลเป็นแน่

เจ้าคุณอเนกคุณากรนึกมาถึงตรงนี้ แล้วเห็นทรงธรรมอยู่ตำตา เลยยิ่งไม่พอใจใหญ่ ตั้งใจไว้นัก ว่าคนที่จะมาเป็นเขย จะต้องผู้ดีมียศศักดิ์ หากฐานะไม่ทัดเทียมก็ต้องยิ่งกว่าเท่านั้น จะปล่อยให้มาคลุกคลีกับไอ้หนุ่มท่าทางเจ้าสำราญเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อคนนี้มากนักไม่ได้

"ดังนั้นวันข้างหน้า พี่ธรรม์ห้ามเรียกฉันว่าไอ้อุ่นอีกนะ จะเรียกแม่อุ่น คุณอุ่น หรืออุ่นเรือนกว่าเรียกไป"

เสียงหญิงสาวยังรื่นเริง ความที่คลุกคลีก็เพื่อนๆ พี่ๆ ที่เป็นบุรุษเพศมากมาย จึงดูไม่ค่อยสำรวมอย่างที่ควร

"ได้ขอรับ คุณอุ่นเรือน กระผมฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะขอรับ"

ชายหนุ่มก็พลอยนึกสนุก พูดจาล้อเล่นผสมโรงไปด้วย ด้วยอาการยิ้มแย้มเบิกบานไม่แพ้กัน

แล้วเขาก็เหมือนนึกอะไรได้ รีบหันไปพูดกับผู้มากวัยว่า

"เจ้าคุณขอรับ มีบุตรีที่เฉลียวฉาดเก่งกาจเช่นนี้ นับเป็นเกียรติเป็นศรีกับเรือนท่านอยู่มากเลยนะขอรับ"

แต่บิดาของอุ่นเรือนยังทำเป็นมึนตึงเข้าใส่ ซ้ำยังถามตรงๆ

"เป็นแค่เพื่อนร่วมโรงเรียน วันนี้แค่มาเยี่ยมหา ไม่ต้องยกยอปอปั้นขนาดนี้ก็ได้"

"กระผมพูดความจริงนะขอรับ"

ทรงธรรมต้องย้ำ พยายามฝืนกลืนความรู้สึกขื่นๆ กลับลงคอ

"ก็ได้ อย่างนั้นข้าจะพูดความจริงกับเจ้าบ้าง ตระกลูเรามีชื่อเสียงมาช้านาน ดังนั้นข้าจะไม่ยอมให้ลูกสาวของข้า พาผู้ชายพายเรือที่ไหนมาค้างอ้างแรมในเรือนนี้เป็นอันขาด"

น้ำเสียงของเจ้าคุณจริงจังจนชายหนุ่มพูดไม่ออก แต่ยังพยายามนิ่งอยู่ คนที่เดือดร้อนกับคำพูดนี้จึงเป็นอุ่นเรือน

"คุณพ่อเจ้าคะ อุ่นกับพี่ธรรม์ เราไม่ใช่..."

แต่มันทันได้พูดจนจบ บิดาก็ตัดบทเอาง่ายๆ

"พ่อตัดสินใจแล้ว เรื่องของนายคนนี้ พ่อจะจัดการเอง"

"ขอบพระคุณขอรับท่านเจ้าคุณ เพียงแค่ให้กระผมมีที่พัก ก็เป็นพระคุณนักหนาแล้วละขอรับ"

แล้วทรงธรรมก็รีบต่อความ ก่อนที่ผู้มากวัยจะลุกไปจากที่ อย่างน้อยคืนนี้ก็คงไม่ต้องนอนกลางดินกลางทราย




การที่เจ้าคุณเอนกคุณากรต้องรีบผละออกมา ทั้งที่ใจอยากจะพูดจากับทรงธรรมให้ชัดเจนลงไป เกี่ยวกับที่ไม่อยากให้เขามาเกาะแกะกับบุตรี ก็เพราะธุระร้อนเรื่องที่มีคนตายใน "บ้านอเนกคุณากร" จนทำให้พี่น้องร่วมสกุลเป็นเดือนเป็นร้อนไปทั่วหน้า

หนึ่งเพราะเครือญาติคนอื่นล้วนต่างพยายามกอบกู้ชื่อเสียง กระจายกันไปรับใช้ใกล้ชิดเจ้านายท่านนั้นท่านนี้ ซึ่งพอมีเรื่องโจษขาน บรรดาเจ้านายเหล่านั้นก็ต้องซักเอาความกระจ่าง

อีกหนึ่งคือมีผู้อ่อนอาวุโสอีกมาก ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านเจ้าคุณเศรษฐี และก็มีไม่น้อยที่เป็นหนี้เป็นสิน หยิบยืมเงินทองมาเพื่อใช้ธำรงรักษาชื่อเสียงเกียรติยศ

"ตระกูลอเนกคุณากรจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยังไง"

"ไอ้เรื่องผีนั่นมันเรื่องเล็ก แต่มีคนตายในบ้านนี่สิเรื่องใหญ่ คนอื่นเขาจะพูดถึงเรายังไงกัน"

"แถมคนตายยังเป็นหลวงเซ่ง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าคุณเศรษฐีเสียอีก"
"แล้วลูกๆ หลานๆ ที่เข้าอยู่กับเจ้าคุณนั่น กับเรื่องอื่นๆ ที่เราต้องพึ่งพาอาศัย ถ้าเรื่องนี้ไม่จัดการให้ดี ต้องเสียน้ำใจกันก็คราวนี้"

บรรดาญาติพี่น้องต่างไม่สบายใจ รวมตัวกันที่ศาลเทพอารักษ์ ที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันทั้งตระกูลเคารพนับถือ รวมทั้งเป็นที่เก็บอัฐิของบรรพบุรุษ

"หรือเราจะไปขอร้องเจ้าคุณเศรษฐี ให้อย่าเอาเรื่องไปถึงโรงถึงศาล"

คนหนึ่งออกความคิด เขาเป็นเขยแต่งเข้า ไม่ค่อยจะกินเส้นกับเจ้าคุณอเนก

"อย่างนั้นก็เป็นการข้ามหน้าข้ามตาเจ้าคุณของเราน่ะสิ"

"แต่มันเกิดเรื่องในบ้านเขา ทำไมต้องให้เราเดือดร้อนไปด้วย"

ที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะเจ้าของคำพูดยังเคืองเรื่องที่ "บ้านอเนกคุณากร" ตกอยู่แก่ผู้เป็นน้อง แทนที่จะเป็นลูกสาวคนใหญ่ภรรยาของตนเอง

"ใช่ๆ ต้องบอกว่าเรื่องนี้เราไม่เกี่ยวข้อง จะได้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย"

อีกคนรีบสมทบ เขาเป็นน้องคนเล็กที่คิดเสมอว่า สมบัติมรดกหรือบรรดาศักดิ์ที่ได้กับพี่ชายนั้น ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

"แต่ยังไงเขาก็เป็นถึงพระน้ำพระยา อย่างไรก็ต้องให้เจ้าคุณมาพูดจาหารือกัน ว่าจะเอาอย่างไรกันกับเรื่องนี้"

"นั่นๆ เจ้าคุณมานั่นแล้ว"

ด้วยความองอาจผึ่งผาย เข้มงวดเด็ดขาดของเจ้าคุณอเนกคุณากรนั่นเอง ที่ทำให้หมู่ญาติพี่น้องยังเกรงใจ แม้แต่ละคนจะซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ แต่พอผู้เป็นใหญ่ในตระกูลผ่านเข้ามา ต่างก็พากันรีบลุกขึ้นต้อนรับ

บรรดาบ่าวไพร่และผู้ติดตามนั้น ต่างพากันหมอบราบด้ววความเกรงกลัว เพราะค่อนข้างแน่ใจว่า หัวข้อสนทนาวันนี้ คงจบลงไม่สวยเป็นแน่

เจ้าคุณผู้ใหญ่เข้าไปนั่งยังที่สำหรับตน เรียกหาหมากพลูมาใส่ปากเคี้ยวหยับๆ นิ่งอยู่ จนกระทั่งหมากแทบจืดอยู่แล้ว ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาก่อน

จนเจ้าคุณอเนกต้องไล่สบตา พิจารณาใบหน้าไปทีละคน แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ

"รู้ว่าแต่ละคนได้ยินเรื่องราวมาไม่น้อย แต่บอกได้เลยว่า ทางเจ้าคุณเศรษฐีนั้นข้าไปพูดจากับเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องให้พวกเจ้าต้องมาเป็นห่วง"

เจ้าคุณเว้นจังหวะ ถ่มน้ำหมากลงกระโถนแล้วก็นิ่งอยู่อีกอึดใจ กระนั้นก็ยังไม่มีใครเอ่ยปากว่ากระไร

"สิ่งที่ข้าหวังไว้นักก็คือ ต่อไปญาติพี่น้องจะสามัคคีกัน ไม่มาคอยขัดแข้งขัดขากันเอง ร่วมกันกอบกู้ชื่อเสียงให้กลับมาเหมือนครั้งรุ่นปู่รุ่นพ่อ เข้าใจกันหรือไม่"

คำท้ายนั้นเฉียบขาด แต่ละคนที่แต่เดิมตั้งใจพูดจาให้แตกหักลงไป ต่างก็พากันปิดปากเงียบ

"ถ้าอย่างนั้น ฉันว่าท่านเจ้าคุณต้องจัดการเรื่องผีสางนี้เสียก่อน คนเขาจะได้ไม่ต้องเอาไปลือกันให้เสียหาย"

เขยใหญ่ยังพยายามหาทาง เพราะรู้ดีว่าภูตผีปิศาจที่สิงอยู่ในคฤหาสน์ "บ้านอเนกคุณากร" นั้น เป็นวิญญาณอาฆาตที่เฮี้ยนไม่ใช่น้อย

"ได้... ไอ้วงศ์ ไปหาหมออาคมที่เก่งกล้าที่สุดในพระนครมา จัดการเสียให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องมีคนมาพูดมากอีก ข้ารำคาญ"

ไอ้วงศ์ คือบ่าวคนสนิทของเจ้าคุณอเนก ที่ใช้ทำกิจการต่างๆ ต่างมือต่างเท้าของเจ้าคุณมานาน

แล้วเจ้าคุณผู้เป็นใหญ่ก็ลุกขึ้น เดินออกจากที่นั้น โดยไม่สนใจว่าจะมีใครทักท้วงอีกอย่างไร




อันที่จริง ต้นตระกูลของหมอเกตุอาคมนั้นก็เก่งกล้าสามารถมาหลายชั่วคน เพิ่งจะมาตกอับ อับเฉาก็ในรุ่นของหมออาคมเกตุนี่เอง

เขาเป็นคนหนุ่มที่เชาว์ปัญญาไม่ค่อยใจปราดเปรื่องเท่าใดนัก กระนั้นก็ยังอยากจะรักษาชื่อเสียงความเก่งกาจของปู่ย่าเอาไว้ เพราะครั้งหนึ่งตระกูลของหมอเกตุอาคม มีคนขึ้นมาก จนสามารถตั้ง "ตำหนักเทพอาคม" เป็นสำนักใหญ่โตถาวรตั้งแต่รุ่นปู่

ทว่าเมื่อตกมาถึงรุ่นของหมอเกตุอาคม ซึ่งเป็นลูกโทนที่ไม่ค่อยจะได้การได้งาน กิจการสำนักเทพอาคมก็ซบเซาลงไป จะมีก็แต่พวกมาขอให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้กรรม ปัดเป่าเล็กๆ น้อยๆ ที่หมอผีหนุ่มก็ยังพอทำท่าทำทางให้รักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ได้บ้าง

อย่างในวันนี้ ครอบครัวหนึ่งที่มาของให้แก้ฝัน เรื่องบิดาที่เพิ่งตายมาบอกว่าลำบากลำบนนัก แล้วก็ผิดหวังเล็กน้อยกับการทำพิธีง่ายๆ ให้ด้ายสายสิญจน์มาผูกคนละเส้น เป็นการป้องกันวิญญาณรบกวน โดยเก็บค่ายกครูเป็นบาทๆ ซ้ำพอจ่ายให้แล้ว หมอผีหนุ่มยังบอกให้ไปทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายเสียอีก

"รู้อย่างนี้ไปหาท่านพระครูตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง"

หัวหน้าคณะพึมพำ ไม่เชื่อถือสักนิดกับสายสิญจน์ที่กำลังแจกจ่ายแก่กัน

"ช่างเถอะน่ะพี่ ถือซะว่าเราเสียค่าโง่ ทำทานที่นี่แล้วเดี๋ยวเราไปทำบุญกับหลวงพ่อค่อยขอกับหลวงพ่อเอาใหม่ก็ได้"

หมอเกตุอาคมนั้น แม้จะได้ยินทุกถ้อยคำเต็มสองหู แต่ก็ไม่รู้จะว่ากล่าวแก้ไปอย่างไร จะให้ไปทำมาหากินอย่างอื่นก็จนปัญญา จึงจำใจต้องทำตัวเสมือนคนลวงโลกไปวันๆ

แต่ถึงกระนั้น ชื่อเสียงในทางปราบปรามภูตผีปิศาจก็ยังพอมีอยู่บ้าง เพราะคนรุ่นเก่าอย่างนายวงศ์ยังจำกิตติศัพท์ เรื่องความเข้มขลังขมังเวทของคนในตำหนักเทพอาคมได้เป็นอย่างดี

พอได้รับคำสั่งจากเจ้าคุณอเนกคุณากร หมอผีคนหนึ่งที่นายวงศ์เลือก จึงเป็นที่นี่เอง

"หมอคงอยู่ไหมเล่าพ่อหนุ่ม"

นายวงศ์ถามหาหมออาคมที่ตนรู้จัก

"พ่อข้าตายไปหลายปีแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ข้า หมอเกตุ... หมอเกตุอาคม"

หมอผีหนุ่มพยายามยืดอกให้ผึ่งผาย ตอนเชิญนายวงศ์ไปนั่งคุยกันที่หน้าหิ้งบูชา ซึ่งเขายังมั่นใจในความน่าเกรงขาม ของบรรดาสารพัดสิ่งที่วางซ้อนลดหลั่นเป็นหิ้งใหญ่ ทั้งเศียรอินทร์พรหมยมยักษ์ พ่อแก่ แม่เฒ่า นางกวัก กุมารทอง กระทั่งกระโหลกผีตายโหง

"ผีบ้านเจ้าคุณอเนกมันเฮี้ยนนัก อยากได้คนดีมีฝีมือไปปราบ"

นายวงศ์พยายามพิจารณาหน่วยก้านของหมอผีหนุ่มอย่างละเอียดละออ

"ใช่ ผีบ้านนั้นมันเฮี้ยนนัก ถึงไม่ขอมา ข้าก็ตั้งใจจะไปลองฝีมือกะมันสักตั้งอยู่แล้ว"

"แสดงว่า..."

"แต่ถ้าจะให้จัดการเป็นพิธีใหญ่ ค่ายกครูมันก็แพงอยู่"

หมอเกตุรีบขัด เกรงว่าผู้มาทาบทามจะเข้าใจผิดว่าเขาจะทำให้เปล่าๆ

"จะกี่อัฐกี่เฟื้องก็ว่ามาเถอะ ขอให้สำเร็จก็แล้วกัน"

"งั้นก็ไปกันซีเล่า"

ทั้งที่ตนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในวิชาของตัวเอง แต่เมื่อได้ยินคำว่าเท่าไหร่ก็ว่ามา หมอผีหนุ่มจึงรีบคว้าเครื่องใช้จำเป็นใส่ยามประจำตัว ตั้งใจให้นายวงศ์เห็นว่าตนนั้นเป็นมืออาชีพจริงๆ เหมือนกัน

มาถึงหน้าคฤหาสน์บ้านอเนกคุณากร เจ้าคุณผู้ใหญ่ก็รออยู่แล้ว พอเห็นนายวงศ์เดินมากับชายหนุ่มแต่ไกล ก็เบือนหน้าไปอีกทาง ด้วยว่าคนที่บ่าวของตนพามาด้วยนี้ ช่างไม่มีสง่าราศีเอาเสียเลย

"ท่านนี้คือหมอเกตุอาคม จากตำหนักเทพอาคมขอรับ"

นายวงศ์แนะนำไม่เต็มเสียงนัก

ส่วนคนที่ถูกแนะนำ พอเห็นเจ้าคุณอเนก ก็ตรงเข้าไปยกมือไหว้คารวะ

"กราบท่านเจ้าคุณขอรับ กระผมหมอเกตุอาคม ผู้สืบทอดตำหนักเทพอาคมรุ่นนี้ ปู่ย่าตาทวดกระผมล้วนเป็นหมอผีมีชื่อ อาคมแก่กล้าเข้มขลังขมังเวท สมกับคำที่เขาว่ากันว่า..."

"พูดให้น้อยต่อยให้หนักเถอะพ่อหมอ"

แต่พรรณนาสรรพคุณไม่ทันจบ ผู้มากวัยก็ขัดเสียก่อนด้วยเสียงเข้มๆ

"ดะ... ได้... เรื่องนั้นมันแน่นอนละขอรับ"

"จะเริ่มพิธีได้เมื่อไหร่ล่ะ"

นายวงศ์ถามขึ้นบ้าง ยิ่งเห็นการโอ่สรรพคุณโอ้อวด ก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อน้ำยา

"ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยขอรับ เท่าที่สัมผัสได้ ที่นี่มีกลิ่นอายของ... ของ..."

"กลิ่นอายของภูตผีปิศาจน่ะขอรับท่านเจ้าคุณ"

คนที่ขัดคอคราวนี้กลับเป็นหมอผีอีกคน ที่บ่าวหนุ่มคนหนึ่งเดินนำเข้ามา

"หมอเสมก็มาด้วยรึ"

เจ้าคุณยิ้มทักเป็นอันดี จนหมอผีหนุ่มรู้สึกเสียหน้าไปไม่น้อย

"เรื่องของเจ้าคุณกระผมต้องช่วยเหลือเต็มที่"

และดูท่าทางว่าหมอเสมที่เจ้าคุณเอ่ยทัก ต้องรู้จักคบหากันมาแต่เก่าก่อน หมอเกตุอาคมจึงต้องรีบแสดงภูมิรู้ โดยกล่าวว่า

"กระผมว่า เราต้อง..."

"เราต้องตั้งประรำพิธี ตั้งศาลเพียงตา กุ้งพล่าปลายำ หมูนอนตอง เป็ดไก่ เหล้ายา ผลหมากรากไม้ ขนมนมเนย..."

"ท่านเป็นใคร!"

หมอผีหนุ่มแทบตวาด ที่อยู่ดีๆ ก็มีอีกคนมาขัดจังหวะ

"ข้าคือหมอขาม ป่าโมก"

"มาได้ยังไง"

ยิ่งคิดก็ยิ่งขัดใจ ไหนว่าเชิญตนมาคนเดียว

"ข้าเชิญไปตั้งแต่เมื่อวันก่อน เห็นเงียบไปเลยให้ไอ้วงศ์ไปเชิญคนอื่นมาอีก"

เจ้าคุณเป็นผู้ตอบ พร้อมหันไปพยักกับหมอเสมเป็นเชิงขออภัย

"แล้วจะให้กระผมทำยังไง"

หมอผีหนุ่มยังไม่สิ้นกังขา

"สามหัวดีกว่าหัวเดียวน่าพ่อหมอ จริงไหมหมอขาม หมอเสม"

และก็อีก นายวงศ์ก็ดูจะเชื่อถือหมอผีที่เพิ่งมาใหม่มากกว่าหมอเกตุอาคมเห็นๆ

"ได้ คนอย่างกระผมก็ร่ำเรียนวิชาจากครูบาอาจารย์มาแต่เล็กแต่น้อย ผีสางแค่นี้ไม่ครณามือหรอก"

"อย่างนั้นก็จัดการให้เรียบร้อย แล้วตามไปที่เรือนข้า"

เจ้าคุณอเนกตัดบท ไม่อยากจะฟังคำของหมอผีหนุ่มอีก ส่วนหมอผีอีกสองคนที่เหลือ ก็เตรียมตัวล้วงมีดหมอข้าวสารเสกออกมาแล้ว ซึ่งพอพูดจบ ท่านเจ้าคุณก็เดินออกประตูกลับไปทางเรือนไทยที่อยู่ อันอยู่ถัดไปแค่ถนนคั่น

พอลับตัวเจ้าคุณผู้มากวัย หมอผีทั้งสามจึงเริ่มงานของตนเองทันที

"ดูเอ็งสิ ไก่อ่อนอย่างนี้ ริจะเป็นหมออาคม"

หมอเสมเอ่ยขึ้นลอยๆ

"เสียดายแท้ๆ ตำหนักเทพอาคม มีลูกไม้ที่หล่นไปไกลต้นเช่นนี้"

หมอขามช่วยเสริม เพราะทั้งสองย่อมรู้จักชื่อเสียงของหมออาคมรุ่นพ่อรุ่นปู่ของตำหนักเทพอาคมเป็นอย่างดี

หมอผีหนุ่มพยายามใจเย็น ทั้งที่ขาเริ่มสั่น ยามเมื่อก้าวเข้ามาภายในบริเวณบ้านอเนกคุณากร นี่ขนาดเขาไม่ได้ช่ำชองชำนาญ ยังรู้สึกได้ของกลิ่นอายภูตผี

"ถ้าเดินไปกับพวกท่านนี่ละ จะทำให้เกะกะแข้งขา แยกกันไปเถอะ จะได้รู้ว่าใครดีใครอยู่"

ที่ต้องฝืนพูดออกไปดังนั้น ก็เพราะหากอยู่รวมกัน แล้วหมอผีสองคนนั่นเห็นว่าตัวเองไม่ได้วิเศษอย่างที่คุย อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียหน้ามากนัก

"ก็ดี จะได้รู้กันไปว่าใครมันของจริง"

หมอขามก็เห็นด้วย เพราะกระแสจิตจับได้แล้วว่า มีภูตผีสิงสู่อยู่ตรงส่วนไหนบ้าง

จากนั้นทั้งสามก็แยกย้ายกันไปตามมุมต่างๆ หมอผีหนุ่มตั้งใจจะเข้าประตูกลาง แต่หมอเสมเดินนำเข้าไปก่อน พอจะเดินทางขวาหมอขามก็เดินแซงหน้าไป ทำให้ตนจำต้องเดินเลี่ยงมาทางซ้ายของตัวตึก

ขนาดกลางวันแสกๆ เพราะร่มไม้ใบบังที่หนาแน่น จึงทำให้ทั้งบริเวณนี้มืดครึ้มและวังเวงยิ่งนัก สายลมเอื่อยๆ ที่พัดขึ้นมาจากลำคลองสายใหญ่ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอันชวนอึดอัดได้ผ่อนคลายลงเลยสักนิดเดียว

จะว่าไปแล้ว แม้หมอเกตุอาคมเคยได้ยินกิตติศัพท์ล่ำลือ ถึงความเฮี้ยนของผีบ้านอเนกคุณากร แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยได้เยี่ยมกรายเข้ามาสักครั้ง ที่เคยเอาไปคุยนักหนาว่าจะเข้ามาจับเข้ามาขับไล่ ก็แค่อาศัยกระแสความเฮี้ยน สร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองเพียงเท่านั้น

พอมาเจอบรรยากาศจริงๆ และเชื้อสายที่พอจะมีประสาทสัมผัสกับกระแสจิตกระแสวิญญาณอยู่บ้าน หมอผีหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้า กับแต่ละก้าวที่ตนเองเดินผ่านไป

ในที่สุดเขาก็ต้องหลบเข้ามาในห้องหนึ่ง เป็นห้องเล็กๆ ด้านหลังตัวตึก ที่มีประตูอีกบาน ซึ่งคงเอาไว้เปิดต่อเข้าไปด้านใน

"อดทนอีกหน่อยเถอะวะไอ้เกตุ..."

เขาให้กำลังใจตนเอง

"นั่งเงียบๆ อยู่ในนี้สักประเดี๋ยว แล้วก็ออกไปบอกว่าปัดรังควานเรียบร้อยแล้ว แค่นี้ก็จะมีกินมีใช้ไปอีกหลายเพลา"

ใช้ลาภก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่เห็นๆ เป็นกำลังใจให้อดทนอยู่กับความกลัวจนตัวสั่นของตนเอง

ภายในห้องนี้ มีเก้าอี้ไม้ที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ สามตัว กับโต๊ะใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของห้องอีกตัวหนึ่ง หมอเกตุอาคมประเมินว่าน่าจะเป็นห้องพักเครื่อง ก่อนที่อาหารจะเข้าสำรับสำหรับผู้เป็นใหญ่ในเรือน

เขาทรุดตัวลงนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง กะเวลาว่าสักพักค่อยออกไปสมทบกับพวกที่เหลือ

แต่แล้วอากาศรอบตัวก็กลับเย็นลงในฉับพลับ โดยแนวสันหลังที่เย็นวูบเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นๆ มาลูบผ่าน

หมอผีหนุ่มขนลุกเกลียว ไม่อยากจะนึกเลยว่าความเฮี้ยนได้สำแดงฤทธิ์เข้าแล้ว




ปกติในเวลากลางวัน พวกของแสงเพ็ญจะไม่ออกมาเพ่นพ่าน ส่วนใหญ่จะรวมตัวพักผ่อนกันอยู่ในห้องชั้นบน ซึ่งแสงสว่างส่องเข้าไปไม่ถึง

หรือหากจะมีตนใดนึกอยากจะออกมาจากที่ ในเวลาพระอาทิตย์ยังส่องแสง ก็จะแค่วนเวียนอยู่ภายในร่มเงา ไม่ออกมาสัมผัสกับแสงโดยตรง เพราะเวลากลางวัน พลังวิญญาณจะอ่อนแอลงมาก หากพลาดพลั้งไปถูกแสงอาทิตย์ ดวงวิญญาณก็อาจดับสูญไปได้ง่ายๆ

แต่วันนี้พวกนางถูกรบกวนด้วยคลื่นคาถา ที่ผู้มีอาคมเข้ามาบริกรรมถึงในเรือน เป็นทั้งการเชื้อเชิญ ท้าทาย และขับไล่ แม้คุณแสจะบอกให้ผีสาวทุกตนอดทนนิ่งไว้ แต่บรรดาที่เหลือต่างไม่ยินยอม

"คุณแสเจ้าคะ พวกนี้จะมีดีสักแค่ไหนกันเชียว ให้พวกเราไปจัดการเถิดค่ะ"

แสงเพ็งมักเป็นผู้นำเสมอในการออกหน้าทำเรื่องเช่นนี้

"เจ้าก็ชอบแต่จะสนุก จำไม่ได้หรือ ยิ่งเราไปยุ่งกับเขามาก เขาก็มายุ่งกับพวกเรามาก"

ที่คุณแสย้ำแล้วย้ำอีกนั้น หมายความว่า หากความเฮี้ยนของบ้านอเนกคุณากรยิ่งเลื่องลือออกไป วันข้างหน้าพวกอยากลองของลองวิชา ก็ต้องพากันมาอีกไม่ขาดสาย

"แต่พวกนี้มันก็แค่เห็นแก่ลาภยศ เราไม่ต้องปรากฏตัวด้วยซ้ำ ขี้คร้านจะหนีกันกระเจิดกระเจิง"

นางที่ห่มสไบสีเขียวเข้มออกความเห็นขึ้นบ้าง

"เจ้าก็เหลือเกินนะกระถิน ชอบนักละกับการหลอกหลอนผู้อื่น... แต่ก็เอาเถอะ ครั้งนี้ข้าจะถือว่าเอาบุญ ไอ้พวกหมอผีที่ดีแต่หลอกลวงรีดไถชาวบ้านชาวเมือง จะได้รู้เสียทีว่า แค่มนตราบ่นๆ เป่าๆ สองสามบทนั่น ไม่ได้ใช้สำเร็จเสมอไป"

เมื่อได้รับอนุญาตเช่นนี้แล้ว บรรดาผีสาวทั้งหลายจึงรีบแยกย้ายกันไปจัดการกับผู้บุกรุกทั้งสามคน

นั่นคือเหตุที่ทำให้ หมอเกตุอาคมรู้สึกถึงอากาศที่เย็นลงในฉับพลัน

เป็นแสงเพ็งที่รับหน้าที่มาจัดการกับเขา พร้อมด้วยผกาและมาลี ผีสาวที่ห่มสไบสีเหลือและชมพูอ่อน

"เอ... อยู่ๆ ทำไมมันเย็นวาบๆ หรือจะท่าไม่ดีเสียแล้ว"

ผีสาวทั้งสามนางหัวเราะให้กันคิกคัก เมื่อเห็นท่าทางลุกรนของหมอผีหนุ่ม

พอเขาผวาไปที่ประตู ผกาและมาลีก็รีบปิดประตูเสียทันที ซึ่งในสายตาของหมอเกตุอาคมก็คือ อยู่ๆ ประตูก็กระแทกปิดใส่หน้าเขาดังปังใหญ่

คนถูกผีหลอกผงะ มั่นใจแน่แล้วว่าบ้านนี้เฮี้ยนจริงๆ เขย่าเท่าไหร่ก็เปิดประตูออกไม่ได้ แต่จะโวยวายไปก็กลัวจะเสียหน้าหนัก ทว่าในยามคับขัน เวทมนต์คาถาที่เคยท่องมากลับลืมหมด ยิ่งห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง พอประตูปิด ห้องก็มืดสนิท จนเขาไม่รู้จะหลบไปทางใด

มือควานเจอขอบโต๊ะ หมอเกตุรีบมุดลงไปอยู่ข้างใต้ทันที ไม่รู้หรอกว่าจะช่วยอะไรได้ แต่ก็ไม่มีอะไรให้ทำดีไปกว่านี้ ระหว่างนี้ก็พยายามปลอบใจตัวเอง

"คิดมาก คิดไปเองทั้งนั้น คิดไปเองแน่นอน ห้องอับๆ ต้องเย็นเป็นธรรมดา ตะกี้ลมคงตี ประตูเลยปิดได้เอง..."

แล้วก็พยายามคลำกลับไปทางประตู ควานหากลอนหรืออะไรที่อาจทำให้ประตูติดขัดจนเปิดไม่ออก

คราวนี้เหมือนมีมือใครมาสะกิดตรงต้นคอ พร้อมเพราะเสียงกระซิบหัวร่อของผู้หญิงหลายคน

หมอผีหนุ่มถึงกับตาเหลือก จะว่าเป็นหมอผีอีกสองคนมาสมทบก็ไม่ใช่ เขาไม่อยากจะหันไปมอง ก็เหมือนถูกบังคับให้หันกลับ

มีแต่หัวลอยอยู่สามหัว เป็นหัวของผู้หญิงสามคน ผมเผ้ารุ่ยราย ตาโปนถลน มีเลือดกหลั่งไหลออกทวารทั้งเจ็ด

"ผีหลอก!!! ผีหลอกกูแล้ว ช่วยด้วย ช่วยด้วย!!!"

รู้สึกเหมือนร้องออกมาสุดเสียง แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยสักนิดเดียว

หมอเกตุอาคมพยายามกุมสติ ล้วงยันต์ท้าวมหาเวสสุวรรณออกมา หวังจะให้ผีกลัว แต่แขนมือกับถูกหักไปด้านหลัง ก่อนจะถูกหมุนทั้งตัว แล้วก็ปลิวกระเด็นออกจากห้อง โดยประตูที่ปิดแน่นหนาเมื่ออึดใจที่แล้ว ก็ดีดเปิดออกให้เหมือนรอจังหวะอยู่แล้ว

หมอผีหนุ่มถึงกับกลิ้งไม่เป็นท่า พอตั้งหลักได้ก็โกยแน่บ ทิ้งสิ่งของเครื่องมือทุกสิ่งอันไว้ภายใน วินาทีนี้คิดแต่จะเอาตัวให้รอดได้ก่อนสถานเดียว

ผีสาวสามนางได้แต่มองตามด้วยความขำขันระคนสมเพช ทีแรกคิดว่าจะจัดการได้ยากเย็นกว่านี้ แต่นี่กลับมาเจอกับหมอผีจอมลวงโลกขนานดแท้

เมื่อกลับมาสมทบกันที่ห้องกลาง แล้วบันดาลให้ประตูใหญ่เปิดผางออกไป บรรดาผีๆ ที่สิงสู่อยู่ในบ้านก็ได้เห็นพร้อมๆ กันว่า หมอผีแต่ละคนล้วนแต่เจอดีจนต้องวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน

ที่ดูไม่ค่อยพอใจ คงมีแต่คุณแสเท่านั้น ที่ทำสีหน้านิ่งอยู่

"ดูเถิด แล้วต่อไปเราจะอยู่กันอย่างสงบสุขได้อย่างไร"



**************





นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 3 มี.ค. 2555, 17:40:57 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 มี.ค. 2555, 16:23:43 น.

จำนวนการเข้าชม : 1332





<< บทที่ ๐๑   บทที่ ๐๓ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account