ผี(ไม่)ร้ายร่ายมนตร์รัก
บ้านอเนกคุณากร ขึ้นชื่อว่าเฮียนนักหนา

ไม่ใช่ภูตผีแค่ตนเดียว แต่กลับมีมากมาย

นางผีผู้เป็นใหญ่เกลียดแสนเกลียดผู้ชาย

ขณะที่บรรดาผีๆ ที่เหลือ

ล้วนเคยประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

ยกเว้นแต่ "แสงเพ็ง"

ผีสาวมือใหม่ ไร้เดียงสาและหน้าตาสะสวย

เธอไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือความร้ายกาจของบุรุษเพศ

เมื่อได้พบกับเขา หนุ่มเจ้าสำราญนาม "ทรงธรรม"

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ "ความรัก"

เป็นรักแท้ที่พร้อมจะเสียสละ กระทั่งยอมเสียคนรักให้คนอื่น

เพื่อที่จะให้เขามีความสุข เพื่อที่เธอมีความสุขไปด้วย

แต่แล้ว... เมื่อความจริงบางประการเปิดเผย

หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนคู่ควรกับเขาดังที่เธอคิด



อะไรเล่า...ที่จะเกิดขึ้นต่อไป


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๐๕



ทรงธรรมไม่แปลกใจเลย ว่าอุ่นเรือนได้นิสัยเอาแต่ใจตัวเองมาจากใคร

เธอเหมือนผู้เป็นบิดาอย่างไรก็อย่างนั้น ดูอย่างเรื่องที่จะให้เขามาอาศัยอยู่ที่ "บ้านอเนกคุณนากร" พอตกลงใจ ก็ไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะทัดทาน ไม่ว่าบุตรสาวหรือนายวงศ์ที่พอรู้เจตนาเช่นนั้น ก็ช่วยกันขัดขวางไว้เต็มที่ แต่เจ้าคุณอเนกจะเปลี่ยนใจก็หาไม่

"เรือนตึกร้างมาเป็นสิบๆ ปี ผีก็เฮี้ยน พี่ธรรม์จะไปอยู่ได้อย่างไร"

อุ่นเรือนเตือนด้วยความเป็นห่วง แต่ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ เมื่อชายหนุ่มตอบกลับมา

"ได้อยู่ใกล้กับแม่อุ่นตั้งเท่านี้ มีหรือพี่จะอยู่ไม่ได้"

ใจหนึ่งก็หมั่นไส้ แต่ใจหนึ่งก็ปลื้มใจนักหนา จนไม่ได้สนใจว่า ความตรงไปตรงมา แบบหวานจนเลี่ยนเช่นนี้ จะเคลือบแฝงเจตนาใดเอาไว้บ้าง

"อย่างนั้น เราคงต้องไปหาใครมาช่วยปัดรังควานเสียหน่อย"

ด้วยความคิดดังนั้น ซึ่งทรงธรรมต้องตามอกตามใจอยู่แล้ว สองหนุ่มสาวจึงได้มาอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังยืนมุงกันอยู่หน้าตำหนักเทพอาคม ในขณะนี้

"หมอแคเคราขาว หมอคงพ่อข้า มาเข้าฝันพร้อมกันทั้งสองคน แสดงว่าเรื่องนี้ต้องร้ายแรง..."

หมอเกตุอาคม สาธยายอยู่ปาวๆ ยืนยันคุณค่าใบสักในมือ ด้วยการอ้างถึงปู่และพ่อ ที่ผู้คนไม่น้อยยังจำได้ถึงความขมังชำนาญในเวทมนตร์

"ท่านว่าอีกไม่กี่วันนี้โรคห่าจะระบาด พวกท่านเป็นห่วงลูกหลาน เลยฝืนบัญชาเทวโลก ลงมาบอกข่าว แถมบอกตำรายาให้ด้วย"

"สรุปว่าเป็นยาผีบอก"

ชาวบ้านคนหนึ่งถามอย่างไม่ค่อยจะเชื่อถือ

"คนตายไปแล้วใครบ้างไม่เป็นผี สำคัญว่าที่อยู่ของผีนั้นอยู่ตรงไหน พ่อปู่ พ่อเฒ่าของข้า ได้ขึ้นไปในชั้นจาตุมโน่น... ช่างเถอะ ใบสักนี่ เขียนหัวใจคาถาโพชฌงค์กำกับ เอาไปต้มกิน กันของกันคุณ กันโรคโหงโรคห่าได้สารพัด"

ใบสักเป็นใบไม้ใหญ่ เนื้อหนาและผิวหยาบ ปกติก็มีสรรพคุณแก้อาการต่างๆ ได้อยู่แล้ว จึงนับว่าหมอเกตุอาคมก็ยังพอมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง

"ตอนนี้เพื่อช่วยเหลือผู้คน ข้าจึงคิดเอาใบสักลงอาคมนี้ มาแจกจ่าย ใบเดียวใช้ได้ทั้งครอบครัว ที่สำคัญ ราคาแค่ครึ่งสลึงเท่านั้น..."

ทั้งกลุ่มคนต่างส่งเสียงฮาฮือ ทรงธรรมส่ายหน้าดิก แต่ก็ต้องรีบทำหน้าตามั่นอกมั่นใจ เมื่ออุ่นเรือนหันมามอง

"ตกม้าตายตอนจบแท้ๆ พูดมาเสียดิบดี ที่แท้ก็คิดจะค้ากำไร"

"เขาจะช่วยคนหรอกนั่น ครึ่งสลึงคงแค่ค่ายกครู คงเอาไปทำบุญให้เจ้าของยา เขาก็บอกอยู่แล้วว่ายาผีบอก"

ทรงธรรมแก้ต่างให้ ทั้งที่รู้ดีว่าหมอเกตุอาคม กำลังหลอกชาวบ้านให้เชื่อถือ

ที่ต้องทำดังนี้ ก็เพราะแค่อยากให้อุ่นเรือนสบายใจขึ้นเพียงแค่นั้น ไม่ได้คิดจะทำพิธีขับไล่จริงจังอะไร และถ้ากับหมอเกตุอาคมแล้ว เขาจะจูงจมูกไปทางใดก็ไม่น่าจะยาก

"พ่อหมอ พ่อหมอเกตุอาคมขอรับ"

ทรงธรรมแทรกขึ้นกลางวง ซึ่งกำลังถกเถียงกันว่าสิ่งที่หมอผีหนุ่มโฆษณาชวนเชื่ออยู่นั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร

พอหมอเกตุเห็นหน้าชายหนุ่ม ก็ถึงกับชี้หน้า ยังเคืองอยู่นักตอนที่ตนฟื้นขึ้นมา แล้วเตือนเขาว่าเรือนตึกนั้นเฮี้ยนจริง เขากลับไม่เชื่อ ซ้ำยังเล่าเป็นตุเป็นตะว่าได้พบกับหญิงสาวอีกคน ที่ถูกตาต้องใจเป็นยิ่งนัก

"เอ็งมาทำไม"

"พ่อหมอ ข้าก็จะมาขอบพระคุณท่านน่ะซี..."

ทรงธรรมยิ้มเกร่เข้าไป ทำท่านบนอบจนผู้คนที่รายล้อมต่างประหลาดใจไปตามๆ กัน

"... ก็ในคืนวันนั้นไงเล่า ดีที่ท่านไปช่วยไล่ผีบ้านเรือนตึก ข้าต้องมาขอบคุณท่าน"

พอเอ่ยถึงผีบ้านเรือนตึก ทุกคนก็หูผึ่ง แต่หมอผีหนุ่มยังนิ่ง เดาไม่ออกว่าทรงธรรมจะมาไม้ไหน แต่ที่แน่ๆ เรื่องที่เขาไปไล่ผีที่เรือนตึกนั้น ก็เป็นเรื่องจริง ส่วนที่จะว่าได้ผลหรือไม่นั้น เขาไม่เคยได้ปริปากบอกใครๆ

จ้องหน้าผู้มาเยือนอยู่ จนทรงธรรมต้องลอบยกคิ้วให้ หมอเกตุจึงค่อยเข้าใจ

"ไม่กล้ารับ คนเรามีเดือดมีร้อนก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว"

"อย่างไรเสียข้าก็ต้องมาขอบพระคุณ..." แล้วก็หันไปรอบๆ ตอนพูดประโยคต่อๆ ไป "...ข้ายังจำได้ติดตา คาถาท่านเข้มขลังขนาดไหน แค่ท่านคนเดียวก็ขับไล่ภูตผีได้ถึงสามสี่ตน"

คนพูดยังเปิดช่องไว้ให้บ้าง ตรงสามสี่ตนนั้นไม่ใช่ทั้งหมดที่มีในเรือนตึก

"...ที่มานี่ ก็อยากจะมาขอของดีไปคุ้มตัว คุ้มบ้านเรือน พอจะมีเจียดให้ข้าบ้างได้ไหมเล่า"

ทรงธรรมยังพูดต่อไป ออกท่าออกทางว่าศรัทธาเชื่อถือหมอผีหนุ่มเป็นที่ยิ่ง

แต่พอชักจะฟังเหมือนพูดจาเลอะเทอะเยอะเกินจำเป็น หมอผีหนุ่มจึงจำต้องกระซิบถาม

"ข้าจะไปเอาของดีที่ไหนเล่า กะตัวเองยังเอาตัวไม่รอด"

ทรงธรรมยิ้มด้วยแววเจ้าเล่ห์เต็มที่ กระซิบตอบกลับทันทีว่า

"ของดีไม่ดี ถ้าได้เงินได้อัฐมา มันก็ดีทั้งนั้นไม่ใช่รึ เห็นเอ็งชวนเชื่ออยู่ปาวๆ ก็เอาไอ้นี่ละ"

เขาชี้มาที่ใบสักแห้งๆ ที่เขรอะไปด้วยอักขระ ที่ผู้ชำนาญภาษาขอมมาเห็นแล้วคงตกใจ แล้วก็ถอยออกห่าง รีบชี้แจงว่าที่กระซิบกระซาบกันนั้น เพราะอะไร

"ขอบพระคุณ ขอบพระคุณพ่อหมอมาก ที่ตกลงช่วยเหลือ ไหนล่ะๆ ใบสักนี่หรือเปล่า ขอข้าสักสิบใบได้ไหม จะได้เอาไปแจกญาติสนิทมิตรสหาย"

ชาวบ้านได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งฮือฮา เห็นคล้อยตามไปกับท่าทางจริงจังของทรงธรรมเกือบทุกคน

"ไม่ได้ๆ ใบยาอาคมนี้ หมอแคเคราขาว หมอคงพ่อข้า บอกว่าต้องแจกจ่ายให้ทั่วๆ"

"ใช่ๆ เอ็งมาทีหลัง จะมาแซงพวกข้าได้ยังไง"

คนหนึ่งตะโกนมาจากในกลุ่ม พอคนหนึ่งพูดดังนั้น คนอื่นๆ ก็พากันร้องขอใบสักนั้นกันเซ็งแซ่

"แต่ข้ามีอัฐ ยินดีจ่ายให้ท่านใบละสลึง"

ทรงธรรมทำเป็นจะล้วงห่อเงินออกมา แต่คนทั้งนั้นก็ฮือกันเข้าไปมะรุมมะตุ้มถึงตัวของหมอผีหนุ่มเสียก่อน

"จะสลึงหรือครึ่งบาท ข้าก็มีจ่าย เอามาให้ข้าใบนึง"

และมีเสียงเรียกร้องคล้ายๆ อย่างนี้ดังอยู่อีกพักหนึ่ง จนทุกคนที่ได้สมประสงค์รีบพากันแยกย้ายกลับไปนั่นละ

หมอผีหนุ่มหน้าบานเป็นจานเชิง ขณะที่อุ่นเรือนก็มองทรงธรรมอย่างทึ่งจัด ใจนั้นไม่ได้นึกหรอกว่าเขาเป็นคนกะล่อนสักเพียงไร เพราะชื่นชมอยู่ว่าเชาว์ปัญญาของเขาช่างเป็นเลิศเหลือหลาย

รอจนทุกคนกลับไปหมดแล้ว ทรงธรรมจึงกลับมาทำสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังอีกครั้ง

"เป็นอย่างไร คารมของข้าพอใช้ได้หรือเปล่า"

"พี่ธรรม์ ท่านมาได้จังหวะพอดิบพอดีเลยจริงๆ นะนี่"

หมอผีหนุ่มเปลี่ยนสรรพนามให้ทรงธรรมทันที ที่เห็นว่าเขานำประโยชน์มาให้

"ข้าสิต้องของคุณพี่ธรรม์มาก... เอ๊ะ! ไม่สิ ถ้าพวกท่านไม่มีธุระ ก็คงไม่พากันมาถึงตำหนักเทพอาคมนี่"

หมอผีหนุ่มยิ้มให้อุ่นเรือนนิดหนึ่ง คุ้นๆ ว่าสตรีผู้นี้ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นกันที่ไหนมาก่อน

"ว่ามาเถอะ มีธุระอะไร"

"หมอเกตุนี่เก่งจริงๆ อ่านใจคนก็ได้"

อุ่นเรือนเอ่ยขึ้นบ้าง จนคนฟังยิ่งแปลกใจ

"ตกลงมีเรื่องอะไร"

"คืออย่างนี้นะพี่หมอเกตุ ข้าจะไปอยู่ที่เรือนตึกนั่นน่ะ"

ทรงธรรมยิ้มๆ ราวกับพูดจากันอยู่ด้วยเรื่องปกติธรรมดา

แต่หมอเกตุหน้าถอดสี มองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

"อะไรนะ..."

เขายังคราง

"หมอเกตุก็ได้ยินแล้ว ที่พวกเรามานี่ ก็อยากให้ไปช่วยทำพิธีปัดเป่า"

อุ่นเรือนชักรำคาญ ระคนกับไม่แน่ใจในน้ำยาของหมอหนุ่มผู้นี้หนักขึ้น

"แล้ว... ทำไม... ทำไมไปพักที่นั่นล่ะพี่ธรรม์"

ดูเหมือนตอนนี้ ในหัวของเขามีแต่คำถามเท่านั้น

ทรงธรรมเห็นท่าไม่ดี หากมีการซักไซ้ตอบถามกันต่อไป มีหวังแผนการที่วางไว้คงมีอันล้มเหลว เพราะตอนนี้อุ่นเรือนไม่รู้ว่าตัวเขากับหมอเกตุ สนิทสนมกันมากขึ้นแค่ไหน ถ้าไอ้หมอนี่หลุดปากออกไป ว่าเคยถูกผีหลอกกระเจิงมาถึงสองครั้งสองครา หญิงสาวคงให้เขาไปหาคนอื่นมาทำพิธีแทน

"เอาน่ะแม่อุ่น พี่จะให้หมอเกตุรดน้ำมนต์เสียด้วยเลย แม่อุ่นลงไปรอที่แคร่ใต้ต้นพิกุลข้างล่างโน่นก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะต้องผลัดเสื้อผลัดผ้า มันไม่ค่อยจะเหมาะสม"

อุ่นเรือนไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี เดินไปเก็บดอกพิกุลร่วงๆ นั่งเล่นรออยู่

พอหญิงสาวไปไกลเกินกว่าจะได้ยิน หมอเกตุอาคมก็ถามย้ำขึ้นทันที

"มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย"

"เออน่ะ! มา เข้าไปคุยกันข้างใน มาๆ"

เพื่อความแน่ใจ ทรงธรรมจึงพาหมอเกตุให้พ้นจากสายตาของคนที่นั่งรออยู่ข้างล่างนั่นเสียด้วย

"ดูมีลับลมคมในเหลือเกินนะ มีอะไรก็ว่ามาเถอะน่ะพี่ธรรม์"

"ข้าจะให้เอ็งมีอัฐใช้ จะเอาหรือเปล่าล่ะ"

พอได้ยินเรื่องอัฐเรื่องเงิน คนฟังก็ตาโต

"ใครเล่าจะไม่อยากได้"

"งั้นก็ง่ายๆ แค่เอ็งไปทำๆ ทำท่าทำทางอย่างที่ถนัดนั่นละ พอให้ข้าเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นได้ แค่นั้นก็ได้เงินไปง่ายๆ ดีไหมล่ะ"

"ก็แล้วทำไมพี่ธรรม์ต้องเข้าไปอยู่ที่นั่นด้วย จำไม่ได้หรือไง เราแทบเอาตัวไม่รอด บ้านนั้นมันมีผีสิง ไม่ใช่ตัวเดียว แล้วแต่ละตัวก็เฮี้ยนๆ ทั้งนั้น"

หมอเกตุยังขัดแย้ง อดครั่นคร้ามไม่ได้จริงๆ

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงข้าหรอก ที่ตัดสินใจลงไปนี่นะ มันเหมือนยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ข้อแรกคือที่นั่นจะเป็นส่วนตัว ข้าจะทำอะไรก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดรู้สอดเห็น ข้อสอง อยู่ใกล้เรือนแม่อุ่นแค่นั้น ความสัมพันธ์ของข้ากับเขา ก็อาจจะล้ำลึกได้ไม่ยาก"

ทรงธรรมเล่าแผนการของตนเอง อย่างหมายมั่นปั้นมือว่า เพื่อแลกกับอนาคตอันเรืองรอง ความเสี่ยงภัยกับผีสางแค่นี้จะเป็นไรไป

"จากนั้น... พอข้าวสารมันกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวอีกว่าท่านเจ้าคุณจะไม่ยกแม่อุ่นให้กับข้า..."

"ที่แท้พี่ก็เจ้าเล่ห์ไม่เบาเลยนะนี่"

หมอเกตุอาคมเพิ่งเข้าใจแน่แท้ก็ตอนนี้ ว่าที่จริงทรงธรรมก็ไม่ใช่ผู้ประเสริฐเลิศคนมาจากไหน

"เรื่องนั้นน่ะช่างเถอะ แต่ว่า... นี่ข้าหาทางรวยมาให้ เอ็งจะตอบแทนยังไงก็ว่ามา"

คำนี้ทำให้หมอผีหนุ่มต้องหลิ่วตามอง พยายามจะตามความคิดคนตรงหน้าให้ทัน

"แล้ว... พี่ไม่กลัวว่า ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกใครๆ หรอกหรือ"

นี่ละที่น่าจะเป็นไม้เด็ด ที่ทำให้การต่อรองผลประโยชน์ครั้งนี้พอจะสมน้ำสมเนื้อ

แต่ทรงธรรมก็ยังมีทีท่าสบายๆ เหมือนไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้สักนิดเดียว

"เอาเถิดน่า ข้าคงไม่ได้ดูคนผิดหรอกนะ เพราะเราๆ มันก็คนประเภทเดียวกัน จริงไหมเล่า"




ขณะเดียวกับที่ทรงธรรมพาอุ่นเรือนไปยังตำหนักเทพอาคม นายวงศ์บ่าวคู่ใจของเจ้าคุณอเนกคุณากรก็ยังไม่วาย ไม่สบายใจเรื่องที่เจ้านายของตนตัดสินใจลงไป

กระทั่งเจ้าคุณมาที่วัดเพื่อปรึกษาพระคุณเจ้าเรื่องหาทางจัดการกับพวกผีสาว นายวงศ์ก็ยังครุ่นคิด ในที่สุดพออดใจไว้ไม่ได้ ก็ต้องแสดงความคิดเห็นออกมา

"คุณท่านขอรับ กระผมว่าเรื่องนั้นมันแปลกๆ เอาการอยู่"

"เรื่องไหน"

"ก็เรื่องที่จะให้คุณทรงธรรมไปอยู่ที่เรือนตึก"

ผู้เป็นนายใจจริงก็กังวลอยู่ไม่น้อย เมื่อบ่าวเอ่ยขึ้น ก็ยินดีจะรับฟัง

"ไหนลองว่ามาซิ"

"การที่อยู่ๆ คุณทรงธรรมอยากจะมาอยู่ที่เรือนตึก มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง"

"เบื้องหลังอะไรล่ะ"

พอเจ้าคุณเริ่มซักมากเข้า นายวงศ์ก็ชักไม่มั่นใจ

"ก็... เอ่อ... กระผมก็ยังคิดไปไม่ตลอด แต่... ก็เกรงว่าจะเกิดเรื่อง จนนำความเสื่อมเสียมาให้น่ะขอรับ"

ผู้เป็นนายนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเบาๆ

"ข้าเองก็คิดเรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน"

"แล้วทำไมนายท่านยัง..."

"ข้าก็แค่อยากให้ไอ้ทรงธรรมมันไปลองดูว่า มีผีจริงหรือเปล่า หรือผู้คนมันหวาดระแวง เล่าลือกันไปเอง ถ้าไม่มีผีอยู่... ข้าก็จะตัดใจ บอกขายเขาให้มันพ้นๆ ไป"

"อย่างนั้นก็ดีสิขอรับ"

เรื่องนี้นายวงศ์รีบสนับสนุนเต็มที่

"เท่ากับได้ผลสองทาง คุณท่านช่างปราดเปรื่องจริงๆ"

"แต่จำไว้นะ เมื่อให้เขาเข้าไปอยู่ ก็ต้องดูแลเขาให้ดี อย่าให้มาพูดทีหลังว่า เราต้อนรับขับสู้ไม่สมหน้าตาฐานะ"

เจ้าคุณอเนกถือเรื่องหน้าตานี้เป็นหนึ่ง คิดเสมอว่าตนเป็นผู้แบกรับภาระกอบกู้หน้าตาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลแต่เพียงผู้เดียว

"แล้วอีกอย่างหนึ่ง อย่าปล่อยให้แม่อุ่นกับไอ้ทรงธรรม ได้อยู่กันตามลำพังเป็นอันขาด เข้าใจไหม"

"ขอรับ เรื่องนั้นนายท่านไม่ต้องห่วง กะไอ้คนมือไวใจเร็วอย่างนั้น กระผมจะดูแลคุณอุ่นเรือนอย่างไม่ให้คลาดสายตา"




เสียงตึงตังเอะอะดังมาจากข้างล่าง ทำให้บรรดาผีสาวทั้งหลายทยอยตื่นขึ้นจากยามนิทรา เจ้าหลงรีบลงไปดูแล้วกลับขึ้นมารายงาน

"บ่าวไพร่ผู้คนมากมายเชียวละขอรับ"

"เขามาทำไมกันเล่า"

คุณแสรีบซัก

"คุณคนนั้นพามา กับพี่สาวนางฟ้าอีกคน"

"ใครกันคุณคนนั้น ใครกันพี่สาวนางฟ้า เอ็งนี่ชักจะไม่ได้ความเสียแล้ว"

"โถ่ๆ คุณคนนั้นก็คนที่แสงเพ็งเขาชอบไงเล่าขอรับ ส่วนพี่สาวนางฟ้า หลงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"

ประโยคต้นทำให้ผีสาวที่บัดนี้ตื่นกันหมดแล้ว หัวเราะคิกคักให้แก่กัน แสงเพ็งก็แสดงอาการเขินอายอย่างเห็นได้ชัด และคุณแสก็เข้าใจได้ทันที แต่ต้องทำเสียงแข็งต่อไป

"เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าพูดจาคะนองปากอย่างนี้ พี่แสงเพ็งเขาจะเสียหาย"

"ก็หลงพูดความจริง จะเสียหายอย่างไรเล่า"

ผีเด็กชายเถียง คราวนี้เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่แกล้งทำเสียงเขียว

"ใครบอกเอ็งว่าพี่ชอบคุณคนนั้น"

"ต้องมีคนบอกด้วยรื้อ!"

มันแกล้งทำเสียงสูง แล้วก็หันไปว่ากับผีคุณแสต่อไป

"กำลังปัดกวาดเช็ดถูกันวุ่นวาย"

"แล้วมีหมอผีหรือพระคุณเจ้ามาด้วยหรือเปล่า"

ดูเหมือนนี่จะเป็นเรื่องที่คุณแสกังวลมากที่สุด

"ไม่มีขอรับ มีแต่บ่าวไพร่ กะ...ตาแก่ที่เคยพาหมออาคมไร้น้ำยาพวกนั้นมาให้เราหลอกเล่น"

เจ้าหลงยังพูดเรื่อยๆ ถึงจะเห็นว่าคุณแสหายตัวไปก่อน แล้วผีตนอื่นก็ค่อยหายตามกันไป

เรือนสั่นไหวคล้ายแผ่นดินแกล้งเขย่า แต่ก็แวบเดียวจนไม่มีใครสนใจ ลมกระโชกให้หน้าต่างตีปึงๆ ปังๆ ไปหลายบาน แต่ผู้คนก็ยังพากันเร่งรีบมิได้ใส่ใจอะไรอื่น เสียงสุนัขหอนไล่ตามกันมา ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ เลยไม่มีใครนึกกลัว

บรรดาผีสาวได้แต่ยืนดูลาดเลาอยู่ห่างๆ เพราะยามกลางวันจะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรก็ไม่ได้มากมายนัก

"พี่ธรรม์จะพักอยู่ที่นี่จริงๆ น่ะหรือ"

ผู้หญิงคนที่เจ้าหลงเรียกว่าพี่สาวนางฟ้า คืออุ่นเรือน พูดอย่างไม่แน่ใจ

"ที่นี่ก็ไม่ลำบากอะไรนี่นา แค่ทำความสะอาดสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว"

เป็นทรงธรรมที่ดูจะรื่นเริงเป็นพิเศษ พูดไปก็ยิ้มไป ซ้ำยังก้มลงกระซิบเพิ่มเติม

"แม่อุ่นดูซิว่ามันสงบเงียบแค่ไหน"

แล้วก็เบาเสียงลงไปอีก ตอนที่พูดว่า

"แถมยังไม่มีใครมากวนเราด้วย"

ทำให้หญิงสาวที่เขากระซิบใส่ เขินอายจนหน้าแดง ทว่าก็ไม่ได้ขัดคอแต่อย่างไร

"แต่ว่า บ่าวไพร่ก็ไม่มี พี่มาอยู่คนเดียว ฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้"

เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความรู้สึกอันไรก็สุดรู้

ส่วนทรงธรรมก็ยังหน้าระรื่นต่อไป

"ถ้าเป็นห่วง ถ้ากลัวพี่จะเหงา แม่อุ่นก็มาหาพี่บ่อยๆ สิจ๊ะ"

"อืม!... ก็จริงสิเนอะ"

อุ่นเรือนอายแทบม้วนตอนที่ทรงธรรมยกคิ้วหลิ่วตา เป็นเชิงว่ายังมีอะไรที่ต้องทำยามอยู่กันสองต่อสองอีกตั้งมากมาย

แดดร่มลงอีกมากแล้ว บอกเวลาว่าบ่ายจัดเต็มที่ บรรดาผีๆ ที่เฝ้าดูการปัดกวาดเช็ดถูกต่างง่วงเหงาไปตามๆ กัน ส่วนใหญ่ก็ไปรวมตัวกันในห้องเล็กด้านหลัง ที่ไกลจากเสียงอึกทึกครึกโครมที่สุด เว้นเสียแต่ผีเด็กชายที่ยังมุดหลบแสงไปๆ มาๆ ระหว่างพนักเก้าอี้และตู้ตัวใหญ่

"นายวงศ์ อย่าลืมไปทำความสะอาดให้ครบทุกห้องด้วยล่ะ"

เสียงอุ่นเรือนยังแววมาเรื่อยๆ

"ใช่ ทุกชั้นเลยก็ยิ่งดี"

ทรงธรรมช่วยเสริม วางเขื่องเต็มที่อยู่เหมือนกัน

"ได้ขอรับ แต่... คุณทรงธรรม กระผมหวังว่าจะไม่ทำให้พวกเราต้องเสียแรงเปล่านะขอรับ"

เพราะเป็นบ่าวบรรดาศักดิ์ รับใช้ใกล้ชิดแทนมือแทนเท้าของเจ้าคุณผู้เป็นใหญ่ในบ้าน นายวงศ์ถึงได้กล้าถามไปเช่นนั้น

"นายวงส์หมายความว่าอย่างไร"

ทรงธรรมแกล้งตีหน้าซื่อ ไม่เข้าใจคำถาม

"กระผมว่าคุณทรงธรรมอยู่ได้ไม่เกินสองคืน ก็คงต้องมีอันขอย้ายที่พักอีกน่ะสิ"

หน้าตาของนายวงศ์ก็หมิ่นแคลนอยู่เต็มที่ ถอดแบบเจ้าคุณผู้เป็นนายมาไม่ผิดเพี้ยน

แต่คนถูกปรามาสกลับหัวเราะออกมาหลายคำ ก่อนจะยกมือคารวะ พร้อมกับขอโทษขอโพย

"อย่างนั้นก็ต้องขอโทษนายวงศ์ด้วยก็แล้วกัน"

"คุณจะมาขอโทษกระผมเรื่องอะไร"

"ก็ที่จะทำให้นายวงศ์ต้องผิดหวังแน่ๆ อย่างไรเล่า"

คนฟังนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่นึกว่าคนหนุ่มท่าทางไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างนายนี่ จะดื้อด้านดื้อดึงในเรื่องที่ไม่เข้าเรื่องได้ถึงเพียงนี้

"ช่างเถอะ ช่างเถอะขอรับ นึกเสียว่ากระผมไม่ได้พูดอะไรออกไปก็แล้วกัน"

ผีเจ้าหลงรอฟังอยู่เท่านี้ ก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง จึงรีบนำข่าวใหม่ล่าสุดไปบอกกับบรรดาพี่ๆ ผีสาวที่เหลือ

"เจ็บใจนัก ไม่นึกเลยว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะกล้าหาญ ริอ่านคิดจะมาอยู่ที่นี่"

คุณแสโกรธ เพราะเห็นรำไรว่าความยุ่งยากคืบคลาน ใกล้เข้ามาทุกขณะ

"นั่นสินะเจ้าคะ คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับเขาอีก"

แสงเพ็งก็ว่าไปตามซื่อ ไม่ได้ดูหรอกว่าคุณแสกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน

ยังดีที่ผีที่เป็นใหญ่ในบ้านไม่ได้ใส่ใจ ด้วยว่ามัวแต่พะวงอยู่กับความคิดของตนเอง

"ข้าจะไม่ยอมให้มารบกวนเราแน่"

"คุณแสจะจัดการกับเขายังไรเล่าเจ้าคะ"

ผีกระถินอดตื่นเต้นไม่ได้

"ก็เหมือนกับคนก่อนๆ หลอกหลอนให้มันหนีไป กับเจ้าหนุ่มคนนี้..."

คุณแสตวัดสายตาไปทางแสงเพ็ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า

"...แสงเพ็ง คราวนี้ห้ามช่วยเขาอีกนะ"

ที่พูดดังนั้น เพราะครั้งที่แล้วเป็นผีสาวที่เข้าแทรกระหว่างกลาง ไปปรากฏตัวพูดคุยกับทรงธรรม ทั้งที่คุณแสกำลังจะจัดการเขาขนาดหนัก

"เปล่านะคะ"

แสงเพ็งรีบปฏิเสธ แต่ก็เสียงอ่อยเต็มที

"ถ้าไม่เพราะเจ้า คราวก่อนข้าคงจะจัดการเขาได้แล้ว"

"ใครจะไปคิดเล่าเจ้าคะ ว่าเขาจะกล้ามาอีก..."

ผีสาวคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะอยู่ๆ ก็โผล่ไปพูดคุย แล้วก็หายวับไปเสียอย่างนั้น เป็นใครก็ต้องเข้าใจว่านั่นไม่ใช่คน แล้วยังจะมีหน้าย้อนกลับมาได้อย่างไร

"ก็เขากลับมาแล้ว!"

คุณแสกระแทกเสียง จนผีสาวอื่นๆ สะดุ้งไปตามๆ กัน ยกเว้นแสงเพ็งที่ไหวพริบดีกว่าเพื่อน เธอกล่าวว่า

"ก็ดีสิคะ จะได้หลอกเขาได้สมใจ"

"ใช่ๆ ขอรับพี่แสงเพ็ง คราวนี้เราจะหลอกเขาให้ร้องลั่นไปเลย นะขอรับคุณแส"

เจ้าหลงรีบสนับสนุน และความคิดนี้ก็ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดของบรรดาผีสาว คลี่คลายลงไปได้พอสมควร

คุณแสเองก็มีท่าทีผ่อนคลายลงมาก

ทว่า...

"แต่..."

แสงเพ็งเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

"แต่อะไรอีกเล่า"

คุณแสจึงเสียงแข็งขึ้นอีกครั้ง

"ข้าว่า... เราไม่ต้องโหดร้ายกับเขามากไปก็ได้มังคะ"

ตอนเอ่ยคำนี้ แสงเพ็งไม่กล้าสบตากับคุณแสเลย

"แค่จะไล่เขาให้พ้นๆ ไปเท่านั้นละ"

ผีผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน ตอบอย่างรำคาญๆ

"ทำไมเล่า หวังว่าเจ้าคงไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี้หรอกนะ"

คุณแสพูดดักคอต่อไป ทำให้ผีสาวต้องรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน

"ไม่อย่างนั้นนะเจ้าคะ ข้าเพียงหมายความว่า ถ้าหากเราไล่เขาไปทันที ไม่สู้เก็บเขาเอาไว้เล่นด้วยอีกหน่อย ยังไงเราก็ไม่มีใครให้เล่นด้วย คนคนนี้เป็นคู่มือที่หายากอย่างยิ่งเชียวนะคะ"

แสงเพ็งพยายามทำสุ้มเสียงให้ซุกซน แต่คุณแสไม่ได้รู้สึกสนุกไปด้วย ขณะเอ่ยปากจะตักเตือน ก็บังเอิญประตูห้องที่บรรดาผีสาวเข้ามาแออัดกันอยู่นี้ ก็เปิดผางออก

แสงสว่างสาดจ้าเข้ามาทันที ผีสาวต้องรีบซ่อนลงกับเงา เจ้าหลงแทบไม่มีที่เบียด ต้องลอยตัวขึ้นไปหลบอยู่ตรงมุมขื่อเพดาน

เป็นพวกบ่าวหนุ่มๆ ของเจ้าคุณอเนกที่เดินตามนายวงศ์เข้ามา แล้วเริ่มวงสายสิญจน์ พันล้อมไปรอบๆ ห้อง อีกพวกก็เริ่มแขวนเฉลวยันต์ท้าวกุเวร หรืออีกชื่อคือท้าวเวสสุวรรณ ท้าวจาตุมมหาราชผู้ครองทิศอุดร มีผีสางอสูรกายเป็นบริวาร ถือเป็นนายแห่งผี ที่ภูตผีปิศาจต้องเกรงกลัว

เฉลวนี้เจ้าคุณได้มาจากพระคุณเจ้าที่นับถือ อุดมไปด้วยมนตรฤทธิ์ของพุทธานุภาพ ที่เพียงแค่เริ่มแขวน รังสีแห่งพระพุทธคุณนั้นก็แผ่กระจายรอบ จนผีสาวร้อนรุ่มไปตามๆ กัน

"คุณแสเจ้าคะ แล้วเราจะทำยังไงกันดี เขาจะไล่เราแล้วหรือเจ้าคะ"

ผีผกาละล่ำละลัก ด้วยว่าที่หล่อนระหกระเหินมาจนได้สิงสู่ที่บ้านนี่ ก็เพราะถูกขับไล่ในลักษณะเช่นนี้เอง

"ไอ้เจ้าบ้า จะมาอยู่ดีๆ ก็ไม่ได้ ทำไมต้องมาทำให้เดือดร้อน"

คุณแสโมโหหนัก ถึงกับคิดจะผลักคนที่กำลังสาละวนวงสายสิญจน์อยู่นั้น ให้หกคะเมน

"...เห็นทีจะเก็บเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว"

"คุณแสเจ้าคะ อย่าทำร้ายเขาเลยนะคะ"

แสงเพ็งรีบอ้อนวอน

"เจ้าไม่เห็นรึ ว่าเขามารังแกเราถึงที่นี่ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ละ"

คุณแสปลดมือของแสงเพ็งและเจ้าหลงออกจากตัว ทำท่าจะตรงไปหาทรงธรรมอย่างเดือดดาล

แต่ก็ทำไม่ได้ดังใจคิด เพราะพุทธฤทธิ์เหล่านั้นล้วนกั้นขวาง

"ติดให้ทั่วๆ วงศ์ให้รอบทุกห้องเชียวนะ ผีบ้านนี้มันเฮี้ยนนัก แค่วงรอบนอกไม่พอหรอก"

นายวงศ์ส่งเสียงกำกับการอยู่แจ้วๆ อยากให้เสร็จธุระเร็วๆ ก่อนจะค่ำมืด

คุณแสได้แต่โกรธเคืองคับแค้น แต่ไม่อาจจะทำอะไรได้ไปกว่านี้

ก่อนที่คิดจะเสี่ยงจัดการให้รู้ดำรู้แดงกันไป เสียงของชายหนุ่มก็โวยวายผ่านเข้ามา

"หยุดนะ นั่นพวกเอ็งกำลังทำอะไรกัน!"

เป็นทรงธรรมที่รีบเข้ามาด้วยท่าทีโมโหหนัก โดยมีอุ่นเรือนตามติดมาด้วย

พอแลเห็นสายสิญจน์ระโยงระยาง มีเฉลวท้าวเวสุวรรณห้อยแขวนราวกับมีงานบุญเซ่นสรวง ก็ยิ่งไม่พอใจ

"อะไร อะไรกัน ไอ้ของพวกนี้มันคืออะไร!"

เขาตรงเข้าไปคว้าด้ายสายสิญจน์ กระตุกมันติดมือลงมาโดยแรง

ทั้งคนทั้งผีต่างตกตะลึงในการกระทำเช่นนั้น

"คุณทรงธรรม ทำอะไรน่ะ สายสิญจน์พวกนี้ ทำลายไม่ได้นะ"

นายวงศ์ก็ขึ้นเสียงสู้

"รู้ไหมว่ายันตร์พวกนี้จะช่วยไม่ให้พวกภูตผีมาทำร้าย กับสายสิญจน์นี่อีก"

แต่ทรงธรรมไม่ฟัง

"พาดๆ ห้อยๆ ไว้อย่างนี้ บ้านนี้ก็หมดสวยกันพอดี เห็นแล้วเกะกะรำคาญตา แล้วอย่างนี้ข้าจะมีอารมณ์อยู่ จะมีสมาธิท่องตำราได้ยังไง! คำก็ผีสองคำก็ผี งมงายสิ้นดี!"

"คุณทรงธรรมขอรับ สายสิญนจ์กับยันตร์นี้ ท่านเจ้าคุณไปขอมาจากวัดเทพศิรินทรา พระคุณเจ้าท่านนั้นให้มาใช้ปกปักรักษา"

"ข้าไม่มีสมบัติอะไรให้ปกปักรักษา จะฉีกทิ้งให้หมดเดี๋ยวนี้ละ"

"ไม่ได้นะ ไม่ได้!"

"เอาเถอะน่ะนายวงศ์ พี่ธรรม์เขาเป็นแขก เขาอยากจะทำอย่างไรก็ตามใจเขาเถอะน่ะ"

อุ่นเรือนต้องออกไปไกล่เกลี่ย

"แต่ว่าไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่นะขอรับคุณอุ่น"

บ่าวคนเก่าแก่อดเถียงไม่ได้

"ก็ดูซี บ้านสวยๆ หลังหนึ่ง ถูกพวกเจ้าทำยังกับโกดังป่าช้า ช่างเถอะ ไว้ข้าเก็บกวาดเองก็ได้ รีบๆ ไปซะให้พ้นเถอะนะ"

ทรงธรรมยิ่งโวยยิ่งขึ้น เมื่อเห็นว่าอุ่นเรือนอยู่ข้างเดียวกับตน

"พี่ธรรม์ แต่พี่ต้องให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนนะ ช่วยเก็บกวาดก็ได้"

อุ่นเรือนอ้อน ไม่แน่ใจว่าที่ออกปากไล่นั้น รวมถึงตนด้วยหรือไม่

"คุณอุ่นขอรับ" นายวงศ์รีบแทรก "ท่านเจ้าคุณสั่งว่าให้คุณอุ่นรีบกลับเรือน"

"ไอ้วงศ์ ตกลงเอ็งเห็นข้าเป็นอะไร บ่าวไพร่หรือนายของเอ็ง!"

อุ่นเรือนทำเสียงแข็ง ตวาดแหวเข้าให้

"แต่... คือ คำสั่งท่านเจ้าคุณ... คือ..."

นายวงศ์เลยอึกอักพูดไม่ออก

"เอาน่าแม่อุ่น อย่าทำให้นายวงศ์ต้องลำบากใจ พี่อยู่คนเดียวได้"

ว่าแล้วก็โอบประคองให้ห่างมาจากบ่าวผู้เฒ่าอีกนิดหนึ่ง

"แม่อุ่น พี่เห็นว่าเหนื่อยมามากแล้ว ประเดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป ฝุ่นผงก็รกรุงรัง เดี๋ยวสูดหายใจเข้าไป จะไม่สบาย พี่เป็นห่วงมากนะรู้ไหม"

เขายกมือของอุ่นเรือนเข้ามาทาบกับอกตัว

"เป็นห่วงจากหัวใจเลยเชียวละ"

เพราะอยู่ต่อหน้านายวงศ์หรอก อุ่นเรือนจึงรีบกระตุกมือกลับ

"อย่างนั้นก็ตามใจ มีอะไรก็บอกนายวงศ์แล้วกัน อ้อ... จริงสิ วันนี้พี่ธรรม์ไปกินข้าวเย็นที่เรือนฉันนะ"

"ไม่ต้องหรอก ลำบากเปล่าๆ"

พอนึกถึงหน้าเจ้าคุณบิดาของเธอ ทรงธรรมก็ต้องปฏิเสธคำเชิญทันที

"ไม่ได้ พี่ต้องไปกินข้าวกับฉัน เจ้าคุณพ่อไปเข้าเฝ้าสมเด็จที่วังหลวงโน่นแน่ะ"

"จริงรึ..."

ที่จริงทรงธรรมยินดียิ่ง แต่แล้วก็ต้องรีบระงับอาการ เปลี่ยนเป็นท่าทีเอาการเอางานอีกครั้ง

"ที่จริง... ที่จริง ยิ่งเจ้าคุณไม่อยู่ พี่ยิ่งไม่ควรไป"

พยายามทำสุ้มเสียงให้เป็นสุภาพบุรุษเต็มที่

"แต่ก็นะ อีกใจพี่ก็เกรงว่าแม่อุ่นจะเหงา เอาอย่างนี้นะ ไว้พี่จัดการบ้านนี้ให้เรียบร้อยแล้วจะรีบตามไป แม่อุ่นจะรอไหมเล่า"

อุ่นเรือนดีใจแทบเต้น แค่นี้ก็พอใจนักแล้ว คือได้ใกล้ชิดกับทรงธรรม แม้จะคงไม่ได้อยู่กันตามลำพัง แต่เมื่อไม่มีเจ้าคุณพ่อ ใครเล่าจะกล้าขัดใจเธอ หากคิดอยากจะทำอะไรๆ

"งั้นก็ไปกันซีเรา มานายวงศ์ อยากจะให้ทำอะไรก็บอก นายวงศ์มันเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่แล้วนี่นะ"

เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของบรรดาผีสาว เพราะคุณแส แสงเพ็งล้วนยังเบียดเสียดหลบแสงอยู่ตามเงามืดอันน้อยนิด

พอคนทั้งหมดออกจากห้องไป แสงเพ็งก็เอ่ยขึ้นทันที

"คุณทรงธรรมนี่แน่จริงๆ เลยนะเจ้าคะ"

แต่คุณแสไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย ยังเสียงเครียดตอนที่บอกว่า

"ไม่ว่ายังไร เราก็ต้องไล่เขาออกไปให้ได้"


*****************




นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 มี.ค. 2555, 17:37:41 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 มี.ค. 2555, 17:37:41 น.

จำนวนการเข้าชม : 1169





<< บทที่ ๐๔   บทที่ ๐๖ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account